Ivan the Terrible (1944, 1958)

Ivan The Terrible

Ivan the Terrible (1944, 1958) USSR : Sergei Eisenstein ♥♥♥

ในประวัติศาสตร์ของ Russian Empire กษัตริย์พระองค์แรก ที่สามารถรวบรวมประเทศให้มีอาณาเขตกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา เรียกตนเองว่า ซาร์ทั้งหมดแห่งรัสเซีย คือ สมเด็จพระเจ้าซาร์อีวานที่ 4 แห่งรัสเซีย  (Ivan IV Vasilyevich) หรือที่รู้จักในชื่อ อีวานผู้โหดร้าย (Ivan the Terrible) ผลงานกำกับเรื่องสุดท้ายของ Sergei Eisenstein ที่คอหนังประวัติศาสตร์ไม่ควรพลาด

หนังแนวประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะของชาติไหน ผมดูทีไรก็มักนึกเปรียบเทียบกับ สุริโยทัยและตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทุกที ซึ่งผู้กำกับที่จะสามารถทำหนัง Epic ระดับนี้ได้ มักจะต้องเป็นคนสำคัญในวงการภาพยนตร์ของประเทศนั้นสุดๆเลย ซึ่งแน่นอนกับหนังเรื่องนี้ หนึ่งในกษัตริย์ที่ได้ชื่อว่าสำคัญที่สุดของรัสเซีย (ซาร์อีวานที่ 4 ถือว่าเป็นกษัตริย์ผู้วาดแผนที่ประเทศรัสเซียที่เราเห็นในปัจจุบัน) ได้รับการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์โดย Sergei Eisenstein ผู้กำกับที่ถือว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในรัสเซีย และอำนวยการสร้างโดย Joseph Stalin (ไม่ได้มีชื่อในเครดิต แต่เป็นผู้สนับสนุนทุกอย่าง)

กับคนที่เคยศึกษาประวัติศาสตร์ของรัสเซียมา และรู้จัก Joseph Stalin ในมุมลึก จะพบว่าเขาชื่นชอบซาร์อีวานที่ 4 พระองค์นี้มาก ถึงขนาดยกท่านเป็นแบบอย่าง (Idol) ในการปกครองบริหารประเทศ ด้วยวิธีการวิธีการ ภาพลักษณ์ แนวคิด Dictator คล้ายๆกัน ซึ่งก็มีนักประวัติศาสตร์หลายคนเรียก Stalin ว่า ‘เป็นผู้นำที่โหดเหี้ยมที่สุด’ (Stalin ไม่ถือสากับคนที่เรียกเขาแบบนี้นะครับ กลับจะถูกใจเสียอีกเพราะมีคนยกย่องตน แบบเดียวกับที่ยกย่องซาร์อีวานที่ 4)

หนังประวัติศาสตร์เกี่ยวกับ Ivan the Terrible ได้เคยถูกสร้างมาแล้วหลายครั้ง โด่งดังที่สุดก่อนหน้าหนังเรื่องนี้ คือเมื่อปี 1915 ชื่อเรื่อง Tsar Ivan Vasilievich Grozny กำกับโดย Aleksandr Ivanov-Gai นำแสดงโดย Feodor Chaliapin นี่เป็นหนัง Propaganda ของโซเวียตที่สร้างขึ้นหลังจาก October Revolution แต่เพราะเป็นหนังเงียบ จึงยังไม่สามารถนำคำพูดอันทรงพลังของซาร์อีวานถ่ายทอด สะท้อนอุดมการณ์ของ Stalin ออกมาได้

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในรัสเซีย ผู้กำกับที่ได้รับการยอมรับความสามารถ จะได้รับการดูแล ปกป้องอย่างดี ทางการอพยพพวกเขาออกจาก Moscow ไปอยู่สถานที่ปลอดภัยห่างไกลสงครามที่ Alma Ata ปัจจุบันคือประเทศ Kazakhstan, Sergei Eisenstein วางแผนสร้าง Ivan the Terrible เป็นหนังไตรภาค เริ่มต้นโปรดักชั่นตั้งแต่ปี 1942 ซึ่งพอ Stalin ทราบข่าว ก็สั่งให้ Eisenstein เริ่มงานสร้างทันที (แม้จะคาบเกี่ยวขณะสงครามโลกอยู่ก็เถอะ) แถมให้การสนับสนุนอย่างไม่อั้น

ภาคแรก Ivan The Terrible, Part I สร้างเสร็จออกฉายในปี 1944 นำเสนอซาร์อีวาน ในฐานะฮีโร่ของประเทศ (National Hero) ซึ่งเป็นที่ถูกใน Stalin อย่างมาก (ถึงขนาดมอบรางวัล Stalinskaya Premia ให้กับทีมสร้างหนังทั้งเรื่องด้วย)

ภาคสอง Ivan The Terrible, Part II: The Boyars’ Plot หนังถ่ายทำเสร็จปี 1946 แต่กลับถูกแบนห้ามฉาย เพราะมีเรื่องราวที่แสดงถึงความบ้าคลั่งและเผด็จการเกินไปของซาร์อีวาน ที่ดูเหมือนเป็นผู้นำโรคจิต มากกว่าผู้นำที่ยิ่งใหญ่ นี่ทำให้ภาคสามที่วางแผนไว้ ถ่ายทำไปแล้วบางส่วน ต้องถูกระงับการสร้างโดยทันที (และเห็นว่าฟุตเทจที่ถ่ายไปถูกทำลายจนหมดสิ้นด้วย)

หลังจาก Stalin เสียชีวิตในปี 1953 ภาคสองของหนังได้ถูกนำมาพิจารณาใหม่ และได้ออกฉายสู่สาธารณะในปี 1958 กระนั้นเราก็ไม่มีโอกาสได้ดูภาคสามต่อนะครับ เพราะ Eisenstein เสียชีวิตไปตั้งแต่ปี 1948 หนังเรื่องนี้จึงจบลงแค่ ทวิภาค เท่านั้น

ซึ่งถ้าเราพิจารณาใจความของหนังแต่ละภาคดีๆ ก็จะสามารถคาดเดาได้ว่า เรื่องราวภาคสามที่ Eisenstein วางแผนไว้คืออะไร 1) เริ่มต้น ครองราชย์ พิสูจน์ตนเอง 2) ช่วงกลาง พบกับความทรยศหักหลัง เอาตัวรอด กลายเป็นซาร์อีวานผู้โหดร้าย 3) บั้นปลายชีวิต จุดแตกหักสิ้นสุด ล่มสลาย

ผมจะไม่พยายามสปอยว่า อะไรที่ทำให้ ซาร์อีวาน ได้รับฉายากลายเป็น ผู้โหดร้าย นะครับ กับภาคแรกอาจไม่เห็นชัดเท่าไหร่ แต่ภาคสองนี่ชัวร์เลย ดูออกแน่ และเป็นใจความของหนังเลย สปอยไปก็จบกัน

นำแสดงโดย Nikolay Cherkasov ที่เคยร่วมงานกับ Eisenstein มาแล้วใน Alexander Nevsky (1938), การแสดงของ Cherkasov ดูประดิษฐ์ประดอย ฝืนธรรมชาติอย่างมาก (เหมือนการแสดงละครเวที) แต่หนวด เครา คิ้ว สายตา คำพูด ท่าทาง ถ่ายทอดการแสดงออกมาได้ดูโหดเหี้ยม ชั่วร้าย เหมือนซาร์อีวานกลับชาติมาเกิดจริงๆ, ผมฟังรัสเซียไม่ออก แต่รู้สึกว่า ภาษาน่าจะประดิษฐ์ประดอยเช่นกัน (ใช้ภาษาโบราณแบบสุริโยทัย หรือตำนานฯ) คงกับคนที่ฟังรัสเซียออกเท่านั้นถึงบอกได้ว่า ภาษาพูดสวยงามแค่ไหน

Lyudmila Tselikovskaya รับบท Anastasia มเหสีสุดที่รักของซาร์อีวาน ความสวยงามของเธอตราตะลึงมาก เสื้อผ้าหน้าผมจัดเต็ม ในประวัติศาสตร์จริงๆ ซาร์อีวานไม่ได้มีมเหสีคนเดียวนะครับ แต่พระองค์รักมเหสี Anastasia นี้เป็นที่สุด (พระองค์ทรงเป็นต้นตระกูล Romanov หนึ่งในราชวงศ์ที่ปกครองรัสเซียยาวนานที่สุดเป็นศตวรรษเลย) มีโอรสธิดาด้วยกัน 6 พระองค์ (ในหนังเห็นพระองค์เดียวเองมั้ง) พอ Anstasia เสียชีวิตซาร์อีวานโศกเศร้าพระทัยอย่างมาก ถึงขั้นเสียสติ ระแวดระแวงผู้อื่นไปทั่ว คิดว่าพวกเขาเหล่านั้นเป็นผู้ฆ่ามเหสีสุดที่รักของตน กระนั้นพระองค์ก็ได้ทรงอภิเสกสมรสใหม่อีก 6 ครั้ง (รวมภรรยาได้ 7 คน)

Efrosinia Staritska รับบทโดย Serafima Birman, มีศักดิ์เป็นน้า (พระมาตุจฉา) ของซาร์อีวาน ตัวละครนี้มักจะใส่ชุดสีดำ (มีบางครั้งใส่สีขาว ถ้าซาร์อีวานใส่สีดำ) ถือเป็นตัวร้ายของหนังที่โด่ดเด่นมาก เป้าหมายของตัวละครนี้คือ ทำทุกสิ่งอย่างเพื่อให้ลูกชาย Vladimir ได้ขึ้นนั่งบนบัลลังก์ ภาคแรกก็ถือว่าโคตรเลวแล้ว แต่ภาคสองนี่เลวยิ่งกว่า ชะตากรรมที่ได้รับก็สมควรอย่างยิ่ง, การแสดงของ Birman ถือว่าชั่วร้ายเกินคำบรรยาย ด้วยวิธีการพูด น้ำเสียงที่เปล่งออกมา และชอบทำตาโต เห็นแล้วเด็กๆหวาดกลัวแน่นอน

ลักษณะภายนอกของทุกตัวละครในหนังเรื่องนี้ มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่ทำให้ผู้ชมสามารถจดจำได้ (แม้จะจำชื่อตัวละครไม่ได้) สังเกตจากทรงผมหรือหนวดเครา ที่ไม่มีใครเหมือนกันเลย แปลกประหลาดทั้งนั้น และภาพลักษณ์ภายนอกของพวกเขา บ่งบอกนิสัย สิ่งที่อยู่ในใจของตัวละครนั้นด้วย, อย่างซาร์อีวาน หนวดแหลม ผมกระเซอะกระเซิง (เหมือนคนบ้า), Vladimir ลูกพี่ลูกน้องของ Ivan ทรงผมม้วนๆ ใบหน้าละอ่อน เหมือนเป็นเด็กติดแม่ ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม (ซึ่งตัวละครนี้ก็เป็นแบบนั้นจริงๆ)

หนังมีการใส่สัญลักษณ์ต่างๆเข้าไปด้วย อาทิ ชุดเกราะตอนฉากสงครามจะเห็นพระอาทิตย์/ดวงจันทร์, ที่เด่นสุดคงเป็น ภาพฉากพื้นหลังที่เป็นดวงตา (ลองมองหาดูนะครับ ปรากฏอยู่มากกว่า 1 ฉากเลย), นอกจากนี้ซาร์อีวาน ได้เปรียบตัวเองเป็นสัตว์สัญลักษณ์เหมือน ‘นก’ เสื้อผ้าที่สวมใสพอยกมือก็เหมือนสยายปีก ทรงผม หนวดเครา (นกเป็นสัญลักษณ์ของผู้ล่า), Efrosinia ชุดสีดำ มีลักษณะคล้ายๆกับงู (อสรพิษที่เป็นอันตราย), Alexei จะคือสุนัข (รับใช้ที่จงรักภักดี) ฯ

ถ่ายภาพโดย Andrei Moskvin กับ Eduard Tisse หนังเรื่องนี้ถือว่า Epic อลังการในด้านการสร้างอย่างมาก เสื้อผ้าหน้าผม สถาปัตยกรรม(ภายใน) ถือว่าสวยงาม สมจริง ละเอียด ปราณีต ส่วนฉากที่ถ่ายภายนอก ทหาร ม้านับพัน กำแพงเมือง การเดินขบวน ให้ความรู้สึกเยอะ ยิ่งใหญ่ กว้างไกล สุดลูกหูลูกตา, ตัดต่อโดย Sergei Eisenstein หนังดำเนินเรื่องค่อนข้างช้านะครับ แต่ผมขอเรียกว่ามีความ ‘ประณีตบรรจง’ ใช้การพูดเสียเยอะ การกระทำมีน้อย คำพูดล้วนมีนัยยะ ความหมายแฝงที่ลึกซึ้ง, ภาคสองมีการเล่าย้อนอดีต (Flashback) ตัดให้เราเห็น เข้าใจที่มาเบื้องต้น ก่อนถึงจุดเริ่มต้นในภาคแรก เติมเต็มส่วนขาดหาย ก่อนเล่าเรื่องต่อในประเด็นที่สอดคล้องกัน

เพลงประกอบโดย Sergei Prokofiev นี่เป็นส่วนที่ผมบรรยายความรู้สึกไม่ถูก ว่าจะชอบไม่ชอบ เกลียดไม่เกลียด คือในบางครั้งมีความไพเราะเสนาะหู บางครั้งก็แบบอะไรว่ะ ไม่รู้ว่าที่ได้ยินอยู่คืออะไร, Prokofiev เป็นคีตกวีที่ยิ่งใหญ่มากคนหนึ่งของรัสเซียในยุคนั้นนะครับ เขาไม่ได้ประพันธ์แค่เพลงประกอบภาพยนตร์เท่านั้น มีทั้ง Symphony, Orchestra, Concerto, Opera, Ballet ฯ ถือว่าเป็นคนที่เหมาะสมมากในการทำเพลงประกอบหนังเรื่องนี้ เช่นเดียวกับ Eisenstein ที่มาร่วมสร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้ แต่…

ประวัติศาสตร์จริง กับหนังเรื่องนี้ต้องบอกว่าแตกต่างกันมาก มีแค่โครงสร้างหลักของหนังและการออกแบบ (เสื้อผ้า&สถาปัตยกรรม) ที่อ้างอิงมาจากประวัติศาสตร์เท่านั้น ส่วนรายละเอียดเล็กๆน้อยๆของเรื่องราว ตัวละคร ความสัมพันธ์ ถือเป็นการเรียบเรียง สร้างขึ้นใหม่ ให้มีความกระชับรัดกุม เหมาะแก่การนำมาสร้างเป็นสื่อภาพยนตร์ (เหมือนสุริโยทัยและตำนานฯ ที่ก็ไม่ใช่เรื่องจริงทั้งหมด แต่อ้างอิงมาจากเรื่องจริง)

นักวิจารณ์ Roger Ebert พูดเชิงเปรียบเทียบหนังเรื่องนี้ กับ The Passion of Joan of Arc (1928) หนึ่งในหนังเงียบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ของ Carl Theodore Dreyer (ว่าไปก็ยิ่งใหญ่พอๆกับ The Battleship Potemkin นะแหละ) กับฉากให้การในศาลของ Joan of Arc เราจะเห็นสายตาท่าทางของผู้พิพากษา ตุลาการผ่านภาพ Close-Up แสดงความโกรธแค้น เกรี้ยวกราดออกมา ในมุมกล้องสุดแนว งานภาพสุดเจ๋ง นี่น่าจะเป็นอิทธิพลต่อ Eisenstein ในฉากแรกของ Ivan the Terrible ภาคแรก ที่มีการตัดสลับให้เห็นภาพการ gossip นินทาซาร์พระองค์ใหม่ ด้วยบรรยากาศหนังที่เยือกเย็นและไม่เป็นมิตร, สิ่งที่เด่นมากๆของ The Passion of Joan of Arc คือ สถาปัตยกรรมพื้นหลัง การออกแบบ แน่นอว่า Ivan the Terrible ต้องได้อิทธิพลมาเต็มๆ แม้จะไม่ใช่รูปแบบลักษณะเดียวกัน แต่แนวคิด อิทธิพล ที่กลายเป็นแรงบันดาลใจ จุดเริ่มต้นของความ Epic สมจริง Ebert ถือว่า หนังเรื่องนี้ ได้มาจาก Joan of Arc เยอะเลยละครับ

สำหรับภาคแรก ไฮไลท์ฉากที่ผมชอบที่สุด คือตอนที่เห็นเงาของซาร์อีวานขนาดใหญ่โต กำลังสั่งงาน Boyars (ขุนนาง) ที่เงาของพวกเขามีขนาดเล็กกระจิดริด (เมื่อเทียบกับเงาของซาร์อีวาน) นี่เปรียบได้กับอิทธิพล ความทรงพลัง ความยิ่งใหญ่ และการควบคุม ที่ถือว่าสูงค่ากว่ามาก ขณะที่ขุนนางตัวเล็กกระจิด ความสำคัญหาได้เทียบเท่ากษัตริย์ไม่

ส่วนภาพสอง หลายคนอาจชอบตอนจบ แต่ผมชอบขณะโอรสองค์เล็กของซาร์อีวาน พูดขึ้นบอกพ่อว่า Ivan Grozniy (คือชื่อภาษารัสเซียของ Ivan The Terrible) ซึ่งพอซาร์อีวานได้ยิน เขาก็น้อมรับด้วยความยินดีและยอมที่จะกลายเป็นผู้นำที่ชั่วร้าย

ช่วงท้ายตอนจบของภาค 2 มีไฮไลท์อีกนิดหนึ่ง ที่อยู่ดีๆจากหนังภาพขาว-ดำทั้งเรื่อง กลายเป็นภาพสี ถ้ามองคร่าวๆนี่เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งถ้ามีภาค 3 ไม่แน่ว่าอาจกลายเป็นหนังภาพสีทั้งเรื่อง

ซาร์อีวาน ในหนังต้องถือว่าเป็นกษัตริย์ที่โชคร้าย ไม่ว่าเขาจะมีความยิ่งใหญ่ เอาชนะภัยรุกรานจากภายนอกมากแค่ไหน แต่กลับไม่มีคนในที่ให้การสนับสนุนช่วยเหลือ ทั้งหมดเป็นศัตรูที่หวังร้าย ต้องการแก่งแย่งชิงในบัลลังก์ซาร์ มีเพียงมเหสีผู้เป็นที่รักและอุทิศตนให้พระสวามี, ผมมาคิดดู ปัญหาที่แท้จริงของรัสเซียเกิดจากกอะไร? ระบอบการปกครอง, ผู้นำประเทศ, หรือผู้อยู่ภายใต้ … ฤาปัญหานี้มีอีกสาเหตุหนึ่ง คือ ศาสนา จริยธรรมของประชาชน, นี่ถือเป็นเรื่องปกตินะครับ เพราะสมัยอโยธยา สุโขทัย ก็มีเหตุการณ์ลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นบ่อย ความขัดแย้งภายในราชวงศ์ ดูจากแค่กรุงศรีอยุธยาก็ได้ มีการเปลี่ยนราชวงศ์ปกครองกันตั้งกี่ครั้ง ความรุนแรงเชื่อว่าก็พอๆกับหนังเรื่องนี้แหละ แต่ยังดีที่ไทยเรามีพุทธศาสนา ได้วางรากฐานแนวคิด ความเชื่อของคนไทย ต่อระบอบกษัตริย์ในฐานะผู้มีบารมี จึงไม่ใช่ว่าใครก็ได้ จะสามารถอยู่ดีๆมาเป็นกษัตริย์ได้ และประชาชนให้ความเคารพรัก เทิดทูนระบอบนี้อย่างมาก, สุดท้ายระบอบกษัตริย์ของรัสเซียก็ล่มสลาย (รู้สึกจะครบ 100 ปี แล้วนะครับที่ระบบกษัตริย์สูญสิ้นไปจากรัสเซีย) แต่ไทยเรายังยืนอยู่ และเชื่อว่าจะดำรงต่อไป (จนกว่าหมดเชื้อสาย)

ดูหนังเรื่องนี้แล้วผมเข้าใจ Stalin เพิ่มขึ้นนิดนึง ทั้งๆที่เขาคือหนึ่งในผู้ล้มล้างระบบ Tsar ให้สูญสลายไปจากรัสเซีย แต่กลับยกย่องเทิดทูลซาร์อีวาน นี่แสดงถึงว่า Stalin เชื่อในระบอบผู้นำหนึ่งเดียว (กษัตริย์/เผด็จการ ถือว่ามีผู้นำหนึ่งเดียว) ซึ่งผู้นำที่ดี ต้องหวังประโยชน์ส่วนรวมโดยแท้ และไม่สนวิธีการ (ซาร์องค์สุดท้ายของรัสเซีย ขึ้นชื่อเรื่องคอรัปชั่น ทำให้สุดท้ายถูกบังคับให้สละราชบัลลังก์แล้วลี้ภัยออกนอกประเทศ), แนวคิดนี้ ไม่ถูกและไม่ผิดนะครับ ไม่ผิดที่ผู้นำบางครั้งต้องใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา (บางครั้งความรุนแรงก็แก้ปัญหาได้) แต่ที่ไม่ถูกคือ การคิดว่าความรุนแรงแก้ไขได้ทุกอย่าง นี่ไม่จริงเลย บางครั้งการประณีประณอม อ่อนน้อม ถ่อมตน ยอมเสียบางอย่างและกับผลประโยชน์ส่วนรวม ย่อมได้ผลมากกว่าความรุนแรงเป็นไหนๆ

ถึง The Battleship Potemkin จะเป็นหนึ่งในหนังเงียบที่ดีที่สุดในโลก แต่ก็ไม่ได้การันตีว่า ผู้กำกับยุคหนังเงียบ จะสามารถปรับตัวให้เข้ากับภาพยนตร์ยุคเสียงได้, นับจากที่ภาพยนตร์พูดได้ (Talkie Era) เทคนิค Montage ใน Russia เริ่มไม่ได้รับความนิยม และความเชื่อที่ว่า เทคนิคนี้คงใช้ไม่ได้กับภาพยนตร์ยุคใหม่ Eisenstein จึงตัดสินใจทิ้งรูปแบบก่อนๆที่ตนคิดค้นขึ้นมา และตั้งใจสร้างภาษาของภาพยนตร์ขึ้นมาใหม่ น่าเสียดายที่เขายังมีความ ‘ยึดติด’ ในความสมบูรณ์แบบของทฤษฎีที่เขาสร้างขึ้นมาจากหนังเงียบมากเกินไป อาทิ นักแสดงถ่ายทอดความรู้สึกออกมาผ่านสีหน้า รูปลักษณ์ภายนอก ท่าทาง การเคลื่อนไหว ฯ นี่เหมือนการแสดงหนังเงียบ/ละครเวทีเปะ แค่มีเสียงพูดเพิ่มเข้ามาเท่านั้น ฯ, แม้ Ivan the Terrible ภาคแรกจะประสบความสำเร็จขณะฉาย แต่หนังก็ไม่ได้สามารถสร้างบรรทัดฐานอะไรใหม่ให้กับวงการภาพยนตร์เลย

(ถึงเทคนิค Montage ของ Russia ในยุคหนังพูด จะถือว่าดับดิ้นตายสนิท ไม่ได้รับการพัฒนาต่อในประเทศผู้ให้กำเนิด แต่กลับเป็นอเมริกา ศัตรูของรัสเซีย ที่ผู้กำกับอย่าง Alfred Hitchcock ได้นำเทคนิคนี้มาพัฒนาสานต่อ จนกลายเป็น Montage/Reverse Shot ในแบบฉบับของหนังพูดได้สำเร็จ)

ส่วนตัวผมรู้สึก ไม่ค่อยชอบหนังเรื่องนี้เท่าไหร่ เพราะความที่มันปั้นแต่งมากเกินไป จนดูเหมือนกำลังดู ละครเวที มากกว่าดูภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง ในแง่มุมของศิลปะ นี่เป็นหนังที่มีรูปแบบคาบเกี่ยว ผสมผสาน ระหว่างสองยุคสมัยที่ลงตัวใช้ได้ คือยุคหนังเงียบ กับยุคหนังพูด ผู้ชมสมัยนั้นคงจะสามารถเข้าใจ ชื่นชมหนังได้ไม่ยาก แต่กับนักดูหนังสมัยใหม่ เชื่อว่าคงรู้สึกอึดอัด ทนดูได้ไม่นาน ในความธรรมดาที่ล้าสมัยและโคตรเชย แต่ถ้าคุณทนดูจนจบได้ ช่วงปลายภาคสอง มีเรื่องราวที่โคตรเซอร์ไพรส์แบบคาดไม่ถึงรออยู่นะครับ (จริงๆมันก็คาดเดาได้แหละ แต่เชื่อว่าก็ยังทึ่งได้ ที่หนังกล้าทำเช่นนั้น)

แนะนำกับนักประวัติศาสตร์ ที่ต้องการรู้จักหนึ่งในกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของ Russian Empire, คอหนังดราม่าหนักๆ แนวพีเรียตย้อนยุค (Period) เสื้อผ้าหน้าผม สถาปัตยกรรมสิ่งก่อสร้างภายใน สมจริง จัดเต็ม, แฟนหนัง Sergei Eisenstein อยากเห็นว่าเขาปรับตัวกับภาพยนตร์ยุค Talkie ยังไง ไม่ควรพลาดเลย

จัดเรต 13+ กับการแสดงออกซึ่งความอิจฉาริษยา และเห็นแก่ตัว

TAGLINE | “Ivan the Terrible คือจุดสิ้นสุดของ Sergei Eisenstein ทั้งยุคสมัยและชีวิต”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | SO-SO

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of