Ivan’s Childhood (1962)

Ivans Childhood

Ivan’s Childhood (1962) USSR : Andrei Tarkovsky ♥♥♥♡

ภาพยนตร์เรื่องแรกของ Andrei Tarkovsky ที่แม้จะรับไม้ต่อมาอีกที แต่ก็มีรูปแบบ สไตล์ที่ถือเป็นพิมพ์เขียวของหนังแนว Tarkovskian อยู่ครบ, ได้ฉายในเทศกาลหนังเมือง Venice และคว้ารางวัล Golden Lion มาครองได้

Ivan’s Childhood เป็นหนังที่ผมให้ความสนใจมาสักพักหนึ่งแล้ว เพราะมักได้รับการพูดถึวว่ามีความยิ่งใหญ่ในระดับที่กลายเป็นแรงบันดาลใจให้หนังสงครามเรื่องอื่นๆ อาทิ The Deer Hunter (1978), Apocalypse Now (1979) และ Come and See (1985) หรือแม้แต่ผู้กำกับดังในประเทศรัสเซียเอง อย่าง Sergei Parajanov หนังเรื่องนี้ถือเป็นแรงบันดาลใจให้เขาสร้าง The Color of Pomegranates (1969) ฯ ในรูปแบบ สไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เหมือนดั่งที่ Tarkovsky สร้างสไตล์ Tarkovskian ของตนเองขึ้นมา

Ingmar Bergman หลังจากได้ชม Ivan’s Childhood ได้พูดถึงการค้นพบของเขาว่า ‘การได้ชมหนังเรื่องแรกของ Tarkovsky เหมือนพบกับปาฏิหารย์ ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองยืนอยู่หน้าประตูห้องๆหนึ่ง กุญแจอยู่ที่ไหนไม่รู้ และฉันอยากเข้าไปใจจะขาด แต่อยู่ดีๆชายคนนี้ มาจากไหนไม่รู้ เดินเข้าไปไขกุญแจ และกระโดดโลดเต้นอยู่ในนั้น’

My discovery of Tarkovsky’s first film was like a miracle. Suddenly, I found myself standing at the door of a room the keys of which had, until then, never been given to me. It was a room I had always wanted to enter and where he was moving freely and fully at ease.

Bergman ยังได้ยกย่องว่า Tarkovsky คือผู้กำกับที่ยิ่งใหญ่ที่สุด (Greatest) และหนังโปรดที่สร้างโดย Tarkovsky ของ Bergman คือ Andrei Rublev (1971)

Andrei Arsenyevich Tarkovsky (1932-1986) ผู้กำกับภาพยนตร์เชื้อสาย Russian เป็นทั้งนักเขียน นักตัดต่อ นักทฤษฎี ผู้กำกับละครเวทีและโอเปร่า, พ่อของเขา Arseny Alexandrovich Tarkovsky เป็นนักกวี นี่ทำให้ Tarkovsky โตขึ้นมาด้วยการได้อิทธิพลของการเป็นศิลปิน, ปี 1954 ได้เข้าเรียนที่ State Institute of Cinematography (VGIK) สาขาการกำกับ (Directing) ช่วงนั้นถือเป็นยุคตกต่ำของวงการภาพยนตร์โซเวียต (ตรงกันข้ามกับทั่วโลกที่ทศวรรษ 50s คือยุคทองของวงการภาพยนตร์) เพราะมีภาพยนตร์รัสเซียใหม่ๆออกฉายค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่จะสร้างโดยผู้กำกับรุ่นก่อน แทบไม่มีผู้กำกับหน้าใหม่ๆเกิดขึ้นเลย นั่นทำให้อิทธิพลจากยุโรปและอเมริกาแผ่ขยายเข้ามาในประเทศ ทำให้ Tarkovsky มีโอกาสได้รับชมภาพยนตร์ของจาก Italian Neorealist, French New Wave รวมถึงผู้กำกับดังๆอย่าง Akira Kurosawa, Ingmar Bergman, Andrzej Wajda ฯ เหล่านี้ที่ปลุกปั้น Tarkovsky ให้ซึมซับแนวทางของ ‘คิลปิน’ และค้นหาแนวทาง ความสนใจที่ต่อมาจะพัฒนากลายเป็นสไตล์ของตนเอง

ทั้งชีวิตของ Tarkovsky กำกับหนังที่ได้ออกฉายทั้งหมด 7 เรื่อง (5 เรื่องแรกทำกับรัสเซีย อีก 2 เรื่องทำกับอิตาลีและสวีเดน) เสียชีวิตว่ากันว่าด้วยมะเร็งปอด แต่อีกแหล่งข่าวอ้างว่า Tarkovsky ถูกสังหารโดย KGB เพราะความที่ตอนกำลังทำหนังเรื่องที่ 6 The First Day เรื่องราวเกี่ยวกับ Peter the Great ได้ถูกองค์กรอะไรสักอย่างของโซเวียตสั่งยกเลิกการถ่ายทำ และทำลายฟีล์มทั้งหมด นี่ทำให้ Tarkovsky โกรธแค้นหน่วยงานของรัสเซียมาก ทำให้เขาตัดสินใจสร้างหนังร่วมกับอิตาลีและสวีเดน จึงถูกหมายหัวจาก KGB ว่าอาจกำลังทำหนังที่ Anti-Soviet propaganda เป็นคนทรยศของประเทศที่ต้องถูกกำจัด

ดัดแปลงมาจากเรื่องสั้นชื่อ Ivan เขียนโดย Vladimir Bogomolov ในปี 1957 ได้รับการแปลมากถึง 20 ภาษาสมัยนั้น สตูดิโอผู้สร้าง Mosfilm จึงได้ซื้อลิขสิทธิ์ดัดแปลงแล้วมอบหมายให้ Mikhail Papava เขียนบทภาพยนตร์ ซึ่ง Papava ได้ทำการเปลี่ยนแปลงเรื่องราวจากเรื่องสั้นนี้พอสมควร สร้างให้ Ivan มีความเป็นฮีโร่ และเปลี่ยนแปลงตอนจบ เขาตั้งชื่อหนังใหม่ว่า Second Life, Eduard Abalov ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้กำกับ และเปิดกองถ่ายทำไปแล้วเกือบครึ่งทาง เมื่อนำตัวอย่างไปฉายให้นักวิจารณ์และหน่วยงานต่างๆดู ก็ถูกตำหนิติเตียนในทิศทางการกำกับที่ไม่น่าพอใจ ทำให้ Mosfilm สั่งหยุดการถ่ายทำแล้วไล่ Abalov ออกในเดือนธันวาคมปี 1960, Tarkovsky หลังจากได้ยินข่าวก็ยื่น Resume ต่อ Mosfilm หลังเรียนจบจาก VGIK ซึ่งหลังจากสตูดิโอได้เห็นผลงานหนังสั้นที่เขาทำเป็นโปรเจคจบ ก็เลยตัดสินใจเสี่ยง ให้เป็นผู้สานต่องานกำกับหนังเรื่องนี้ เมื่อเดือนมิถุนายนปี 1961 ด้วยเงื่อนไขที่ว่า จะต้องใช้งบประมาณแค่ครึ่งหนึ่งของทุนสร้างเดิม (คือเงินจำนวนที่เหลืออยู่จากทุนสร้างเดิมของหนัง และพวกเขาไม่ต้องการเสียเงินเพิ่มอีกกับหนังเรื่องนี้อีก) นี่ถือเป็นงานท้าทาย Tarkovsky อย่างมาก วัดดวงไปเลยว่า ถ้าทำแล้วออกมาดีโอกาสในอาชีพสายนี้ก็จดสดใส ถ้าออกมาเลวก็อาจได้จบสิ้นกัน

หลังจาก Tarkovsky ได้อ่านบทของ Papava ก็ไม่ค่อยประทับใจนัก เขาให้ Vladimir Bogomolov เข้ามาช่วยแก้ไขเรื่องราว ปรับเปลี่ยนอะไรต่างๆมากมาย เขาไม่อยากให้ผู้ชมมองว่า Ivan คือฮีโร่ แต่คือเด็กที่มีปัญหา และตอนจบตัดสินใจที่จะกลับไปยึดตามต้นฉบับของเรื่องสั้น ที่เป็นยังไงผมไม่ขอสปอยนะครับ เอาว่าคือผลลัพท์ชะตากรรมของ Ivan หลังสงครามจบ หลายคนอาจคาดเดาได้ว่าเป็นยังไง แต่ให้ไปเห็นวิธีการนำเสนอของหนังเองดีกว่าจะรู้สึกว่าน่าทึ่ง มีชั้นเชิงมากๆ

เรื่องราวเกิดขึ้นระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 บริเวณชายแดน Eastern Front (แนวรบทางตะวันออก) ระหว่างกองทัพของ Soviet Union กับ German Wehrmacht เด็กชายที่สูญเสียครอบครัวในระหว่างสงคราม เขาต้องการทำทุกอย่างเพื่อล้างแค้นเยอรมัน แต่สิ่งที่เขาทำได้คือเป็นแค่สปายสอดแนมตามแนวชายแดน แต่นั่นคือหน้าที่ของเด็กหรือ?

Kolya Burlyayev รับบท Ivan Bondarev เด็กชายอายุน่าจะ 12 ขวบ ผู้ได้สูญเสียความสดใสร่าเริง (Adolescent) จากเหตุการณ์ที่ประสบพบเจอมา พ่อแม่ พี่น้อง คนรู้จัก ถูกทหาร German ฆ่าเสียชีวิต เขาเป็นเด็กชายคนเดียวที่มีชีวิตรอด, หนังนำเสนอมุมมองของสงครามผ่านสายตาของเด็กคนนี้ แม้จะไม่มีฉากสู้รบ สงคราม แต่เราจะสัมผัสได้ถึงความรุนแรง และความฝันที่แฝงอยู่ในใจเบื้องลึกของเด็กชาย ที่ยังคงอยากมีความสุข สนุกสนานในช่วงวัยของตนเอง

ถ่ายภาพโดย Vadim Yusov เพื่อนสนิทที่ได้ถ่ายหนังเรื่องเรียนจบด้วยกันกับ Tarkovsky คงเพราะทุนสร้างที่จำกัด จึงไปเกลี้ยกล่องเพื่อนสนิทให้ร่วมเป็นร่วมตายกัน ด้วยค่าตัวถูกๆ, งานภาพของ Yusov ในหนังเรื่องนี้ กับแนวทางของ Tarkovsky ได้เปิดโลกทัศน์ มุมมองใหม่ให้กับวงการภาพยนตร์ โดยเฉพาะการถ่ายภาพธรรมชาติ ที่ดูแล้วอาจไม่ได้มีความหมายอะไรต่อหนัง แต่มีความรู้สึก บรรยากาศ และแฝงด้วยความหมายเชิงอภิปรัชญา (Metaphysics) รวมทั้งชีวิต โลก และสิ่งเหนือธรรมชาติ, ยกตัวอย่าง ภาพในโปสเตอร์หนังที่ผมเลือกมา ให้ความรู้สึก คล้ายไม้ชี้ไปที่เด็กชาย เปรียบเหมือนความแหลมคมของปลายดาบ (ความทรงจำ, โลกที่โหดร้าย) พุ่งแทงเข้าไป ตั้งใจจะทำร้ายเด็กชาย

หนังเรื่องนี้มีทั้งฉากที่เป็นโลกความจริง และฉากที่เป็นเหมือนความฝัน, เปิดมาฉากแรกเชื่อว่าผ่านไปสักพักใครๆก็น่าจะคาดเดาได้ว่านั่นคือความฝัน ในโลกแห่งนี้ มันมีภาพที่ฝืนธรรมชาติ สวยงามเกินจริง มีการเคลื่อนกล้องที่ดูเว่อ (บางครั้งเหมือนลอยได้) ภาพพื้นหลังแปลกๆ และการกระทำบางอย่างที่ดูผิดปกติ นี่คือโลกในความฝัน, สำหรับโลกความจริง บรรยากาศ โทนสีจะดูอึมครึม มืดคริ้ม สกปรกโสโครก เห็นแล้วเจ็บปวด รวดร้าว แหลมคม หาความสวยงามแทบไม่ได้

ฉากที่ถ่ายในสวนต้น Birch ให้ความรู้สึกที่ประหลาดมาก คือภาพมันเหมือนความฝันแต่ซีนนี้คือโลกความจริง การแสดงออกของตัวละคร มีเกี้ยวพาราสีหญิงสาว มันเหมือนพวกเขากำลังฝันกลางวันอยู่, ไฮไลท์ของฉากนี้คือ ฉากจูบ ที่ถ้าสังเกตดีๆ กล้องจะเคลื่อนลงเล็กน้อย ถ่ายมุมเงย เป็นภาพที่ผมมองเห็นเป็นเหมือนหัวลูกศร (ผู้ชายยืนแยกขาเป็นหัวลูกศร และผู้หญิงที่สักพักเธอหยุดแกว่ง จะลอยในอ้อมกอดของผู้ชายเป็นเส้นตรง) นี่เป็นสัญลักษณ์แสดงทิศทาง ถ่ายระหว่างคันดินสองฝั่ง (ความจริงกับความฝัน) ถ้าต้องเลือกระหว่างความจริงกับความฝัน?

ตัดต่อโดย Lyudmila Feiginova ถือจะบอกว่าหนังใช้มุมมองของ Ivan แต่ก็เฉพาะในความฝันของเขาเท่านั้น กับโลกความจริง เหมือนว่าหนังจะนำเสนอผ่านมุมมองของ Lt. Galtsev รับบทโดย Evgeny Zharikov และเขาเป็นคนๆเดียวที่เหลือรอดจนถึงตอนจบ ในบรรดานายทหาร 3 คน ที่เกี่ยวพันกับ Ivan

มีเรื่องราวหนึ่งที่เชื่อว่าหลายคนคิดว่า มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับ Ivan เลย นั่นคือช่วงของ Masha รับบทโดย Valentina Malyavina (ผมไม่แน่ใจว่านี่คือสิ่งที่ Tarkovsky เคยบอกว่าอยากตัดออกหรือเปล่า เป็นความผิดพลาดและความอ่อนด้อยประสบการณ์ของตนเองที่ใส่เข้ามาตามบทต้นฉบับของหนัง ซึ่งตอนที่เขาตระหนักได้ ก็ไม่ได้รับอนุญาติให้แก้ไข เพราะหนังออกฉายแล้ว) ส่วนของ Masha ผมวิเคราะห์ว่าเป็นการเปรียบเทียบเรื่องคู่ขนานกับ Ivan ดังคำพูดหนึ่งในหนังที่ว่า ‘สงครามเป็นเรื่องของผู้ชาย (man)’ แม้คนที่พูดจะเพิ่งโตพ้นวัยเด็กมาไม่มาก (อายุน่าจะ 18-20) แต่ประโยคนี้สื่อถึง เด็กและผู้หญิง ไม่ควรที่จะเข้ามามีส่วนร่วมกับสงคราม นั่นคือ Ivan และ Masha เด็กชายและผู้หญิง คู่เดียวที่ปรากฎในหนัง

ความยาว 94 นาที นี่ถือเป็นหนังที่สั้นที่สุดของ Tarkovsky (พี่แกขึ้นชื่อเรื่องทำหนังโคตรยาว โคตรช้า) ด้วยเหตุนี้มันจึงมีความสั้น กระชับ รัดกุมอย่างคาดไม่ถึง, กับคนที่ไม่ชอบความอืดอาดในหนังของ Tarkovsky ถ้าได้ดู Ivan’s Childhood คงหาข้ออ้างบ่นว่าหนังยืดยาด เยิ่นเย้อ ยืดยาวไม่ได้แล้วนะครับ ลองเอาเวลาสั้นๆนี้ไปคิดวิเคราะห์หาความหมายเชิงปรัชญาในแต่ละฉากดู ผมเห็นอยู่เต็มไปหมดตระการตาจนขี้เกียจคิดตามเลยละ ให้ความเข้าใจมันซึมซาบผ่านผิวหนังเข้าไป ผมว่ามันจะดูสนุกกว่าคิดแบบเอาเป็นเอาตาย ที่อาจทำให้คุณได้ตายจริงๆเลยก็ได้

เพลงประกอบโดย Vyacheslav Ovchinnikov สไตล์ของเขาคือ Symphonic Poems เพลงประกอบที่มีความไพเราะเหมือนบทกวี นี่ผมก็อธิบายไม่ได้ว่ามีลักษณะอย่างไร แต่กับหนังเรื่องนี้ มีช่วงหนึ่งที่ผมได้ยินเสียงทรัมเป็ตเสียงเดียวตลอดฉาก แต่มีการเล่นโน๊ตที่มีลีลา ทำนองความสวยงาม เหมือนคำร้องคำอ่าน มีสัมผัสที่สร้างบรรยากาศเข้ากับงานภาพและการตัดต่อ, ในฉากความฝันเราจะได้ยินเสียงเพลงที่ไพเราะรื่นเริงสนุกสนาน แต่ฉากโลกความจริง เสียงเพลงจะค่อนข้างประหลาด หดหู แสบหู เจ็บปวด น่ารำคาญชอบกล

เกร็ด: ในโอกาสครบรอบวันประสูติ 60 พรรษา (พ.ศ. 2535) ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ Vyacheslav Ovchinnikov ได้ประพันธ์เพลง The Bouquet for the Queen ถวายราชินี นี่ทำให้ Ovchinnikov ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก แทนการขอบคุณ (ไม่แน่ใจว่าชั้นอะไรนะครับ น่าจะ เบญจมาภรณ์ช้างเผือก)

ตอนหนังได้ฉายในเทศกาลหนังเมือง Venice และได้ Golden Lion ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในสายการประกวด ที่ Italy ยังเป็นระบอบ Communist อยู่ ได้เกิดประเด็นร้อนถกเถียงกันในวงกว้าง เพราะพวกเขามองประเด็นที่ Tarkovsky นำเสนอในหนังเรื่องนี้ ว่ามีส่วนส่งเสริม ‘ปัจเจกนิยม’ (individualism) ซึ่งขัดต่อความเชื่อของ Communist ที่เป็น สังคมนิยม, มันเหมือนว่าด้วยวิธีการนำเสนอนี้ ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในจิตใจของ Ivan เป็นผลมาจากมวลรวมของสังคม ที่สะสมและก่อให้เกิดผลกระทบที่รุนแรงต่อเด็ก แม้ Tarkovsky จะพยายามบอกว่า ความฝันและฝันร้ายของไม่ได้เกิดจากเด็ก (แต่เกิดจากมุมมองของเขาเอง) สิ่งที่เราเห็นกับเด็กชาย มีทั้งข้างนอกในส่วนที่เป็นโลกจริง และความจริงในส่วนที่เป็นความฝันของเด็ก ที่ถือเป็นภาพลวงตาของคนทั่วโลก (บอกเป็นนัยว่า ที่พวกนายถกกันอยู่ คนละประเด็นกับที่ข้านำเสนอเลย!)

สำหรับ Tarkovsky ‘อดีตสำคัญและจับต้องได้มากกว่าปัจจุบัน’ นี่เขาหมายถึงพื้นฐานของทุกสิ่งมีชีวิต ที่กว่าจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ล้วนผ่านช่วงเวลาที่เรียกว่าอดีต และสิ่งที่ขัดเกลาตัวตน วิถี แนวคิด รูปแบบ ทัศนคติ ก็ล้วนมาจากสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตทั้งสิ้น, เมื่อพูดถึงมนุษย์ ความสนใจของ Tarkovsky คือ ‘การค้นหาช่วงเวลาที่สูญหายไป’ (search for lost time) ซึ่งหมายถึงช่วงเวลาเล็กๆที่ทำให้ความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาของมนุษย์ถูกเจือปน

ผมจะขอพูดถึงทั้ง 4 ความฝันของ Ivan นะครับ เพราะมันได้สะท้อนอะไรหลายๆอย่างออกมาด้วย

ฝันแรก นำเสนอความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาของ Ivan เขาเป็นเด็กที่ชอบการไล่จับผีเสื้อ ชื่นชมความพิศวงของใยแมงมุม วิ่งเท้าเปล่าในทุกหญ้า และพูดกับแม่ว่า ‘Mum, there’s a cuckoo!’ (นกกาเหว่า), ความฝันจบที่ Ivan กำลังล่องล่อยอยู่บนอากาศ ก่อนตกลงมาตื่นขึ้นด้วยเสียงระเบิด กลับคืนสู่โลกความเป็นจริง, การสนทนาระหว่าง Ivan ในตอนต้นเรื่อง Galtsev แสดงให้เราเห็นว่า เขาไม่มีความสนใจที่จะกลับสู่โลกของวัยเด็กอีกต่อไป (แม้เขาก็ยังคงฝันถึงมันอยู่เรื่อยๆก็เถอะ)

ฝันที่สอง ในบ่อน้ำแห่งหนึ่ง ระหว่างความจริงกับความฝัน (จุดสูงสุดและจุดต่ำสุด) ผมคิดว่าด้านบนของบ่อน้ำแทนด้วยอดีตความฝันของ Ivan ส่วนด้านล่างแสดงถึงปัจจุบันความจริงที่เขาประสบอยู่, ครั้งหนึ่งแม่ของ Ivan อธิบายถึงดวงดวงที่ตลอดเวลายังส่องแสงอยู่ แม้ในเวลากลางวันหรือค่ำคืนที่มืดมิดที่สุด ดวงดาวนี้เปรียบได้กับความหวัง ซึ่งหลังจากที่แม่เสียชีวิต (ด้านบนของบ่อน้ำ) ความหวังของเขาได้สูญสิ้นมลายหายไป

ฝันที่สาม Ivan และน้องสาวนั่งอยู่บนหลังรถบรรทุกที่เต็มไปด้วยแอปเปิ้ล ในช่วงสงครามอาหารเป็นสิ่งหายาก แต่ในความฝันนี้กลับมีแอปเปิ้ลเต็มไปหมด ภาพหลังของฉากเป็น Negative (ภาพสีสลับด้าน) นี่แสดงถึงความตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง, Ivan ยื่นแอปเปิ้ลให้น้องสาว แต่เธอปฏิเสธถึง 3 ครั้ง (นี่เป็นเหมือนลางสังหรณ์ ว่าอาจมีเรื่องร้ายๆเกิดขึ้น) และสุดท้ายเกิดอุบัติเหตุแอปเปิ้ลตกกระจัดกระจายเต็มหาด พวกเขาไม่ได้กิน เป็นม้าที่ได้อิ่มท้อง (ม้า คือสัตว์สัญลักษณ์ประจำตัวของ Tarkovsky นะครับ มีปรากฎอยู่ในหนังของเขาทุกเรื่อง แฝงหมายความว่ายังไงลองคิดดูเองนะครับ)

ฝันสุดท้าย ต่อเนื่องจากฝันที่สาม Ivan และน้องสาววิ่งเล่นกันที่หาด มีแม่ยืนดู ยิ้มอยู่ห่างๆ นี่แสดงถึงความสุข สงบสันติ ตอนจบ Ivan แซงเด็กหญิงแล้วยังวิ่งต่อไปเรื่อย จนเกือบชนต้นไม้ต้นหนึ่ง (ต้นไม้ที่น่าจะตายแล้ว) ช่างภาพเหมือนจะหกล้มแล้วตัดขึ้น The End นี่มองได้ว่าคือชะตากรรมของ Ivan ด้วย ที่สุดท้ายเขาจบลง…

ในบรรดาฉากความฝันทั้งสี่นี้ เปรียบเสมือน Poetic Dream Sequence ที่แสดงถึงความทรงจำ สิ่งที่อยู่ภายในจิตใจของ Ivan, เราจะเห็นว่า Ivan อยากมีวัยเด็กที่เต็มไปด้วยความสุข บริสุทธิ์ และความหวัง แต่เพราะการมาของสงคราม ทำให้เขาสูญเสียแม่และครอบครัว ได้เห็นความโหดร้าย (Horror) ของสงคราม ทำให้เขาตัดสินใจกลายเป็น ตัวละครที่มีค่าในสงคราม นี่เราไม่สามารถมองว่าเขาเป็นฮีโร่ผู้รักชาติได้เลย แต่คือคนที่กร้านโลก ไม่มีอะไรให้เกรงกลัว ไม่มีอะไรจะสูญเสีย เขาไม่ฟังคำใครทั้งนั้น ไม่มีใครเปลี่ยนใจเขาได้ เป้าหมายเขามีอย่างเดียวคือ ‘แก้แค้น’ ผมเชื่อว่าแม้สงครามจบแต่ Ivan ไม่จบแน่นอน ต้องการเป็นบ้าหรือสติมีปัญหาเมื่อโตขึ้นแน่ๆ หรือไม่ก็มีอีกหนทางที่เป็นทางออกได้

ว่ากันว่า Dream Sequence ในฉากเปิดเรื่องของหนังเรื่องนี้ เทียบความยิ่งใหญ่ได้เท่ากับ 8 1/2 (1963) ของ Federico Fellini ถือเป็นฉากเปิดที่ยอดเยี่ยม สวยงาม ยิ่งใหญ่ที่สุดในทศวรรษ 60s

กับหนังเรื่องนี้ Tarkovsky ได้สร้างทฤษฎีทางภาพยนตร์ขึ้นมาที่ชื่อ ‘Sculpting in Time’ อธิบายง่ายๆคือ เวลาการดำเนินเรื่องในหนังไม่ใช่สิ่งจำเป็นที่จะต้องไหลลื่น ต่อเนื่องก่อน (time is a non-chronological) เราสามารถกำหนดให้ อะไรจะเกิดขึ้นก่อนหลัง สลับซ้ายขวา กระโดดหน้าถอยหลัง ยืดหด ยังไงก็ได้ นี่มีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้ชมเกิดสัมผัสในเวลา ว่าเวลาผ่านไป สูญเสียไป และความสัมพันธ์ระหว่างเวลาที่เกิดขึ้น, เทคนิคนี้เกิดขึ้นในกระบวนการตัดต่อเป็นส่วนใหญ่ บางครั้งทิ้แช่ภาพเป็นระยะเวลานาน (ให้รู้สึกเวลาผ่านไป) ตัดต่อแบบกระโดดข้าม (รู้สึกว่าเวลาสูญเสียไป) และบางครั้งก็ตัดสลับไปมา อดีตปัจจุบัน (ให้เห็นความสัมพันธ์)

กับฉากความฝันสุดท้ายที่ใครๆถกเถียงกัน มันชัดเลยว่า ไม่ใช่ความฝันของ Ivan แน่ๆ แต่กลับมี Ivan อยู่ในนั้น ทำไมกัน?, คนทั่วไปคงมองว่าฉากนี้คือการทำให้รู้สึกเหมือน ภาพแฟนตาซี Happy Ending ของหนัง หรือนั่นคือสรวงสวรรค์ของ Ivan, กับคนที่บ้า Inception สักหน่อยก็จะมองกลับกัน ว่านี่คือโลกความจริง และโลกอันโหดร้ายนั่นคือความฝัน, ผมมองฉากนี้คือจินตนาการของผู้กำกับ ต่อความฝันของ Ivan หลังจากสงครามจบ นี่คือสิ่งที่ Ivan ต้องการมากที่สุด (ในความฝันของเขา)

ผมขอเปรียบหนังเรื่องนี้กับ The Tin Drum (1979) หนัง German ที่โดนผมสับเละเป็นปลาร้า ที่มีการนำเสนอเรื่องราวความโหดร้ายของสงครามผ่านมุมมองของเด็กชายเช่นกัน แต่เด็กชายจาก The Tin Drum ทำให้ผมรู้สึกว่าหมอนี่เป็น ไอ้เด็กเวร ที่พื้นหลังเต็มไปด้วยความเกลียดชังที่น่าขยะแขยง ไม่มีความน่าเห็นใจแม้แต่น้อย แต่กับ Ivan ในหนังเรื่องนี้ ทำให้เราเห็นด้านมืดด้านสว่าง ความรู้สึก เหตุผล จิตวิทยาของเขาที่ทำให้ผู้ชม ‘ต้อง’ รู้สึกสงสาร แม้ Ivan จะไม่ยอมรับความสงสารจากใครสักคน แต่เราก็จะเห็นใจ เข้าใจเขา และอยากที่จะช่วยเหลือ (เหมือน 3 นายทหารที่ทุกคนเมื่อได้รู้เรื่องของเขาแล้ว ก็เต็มใจอยากช่วยเหลือ Ivan ทางใดก็ทางหนึ่ง)

ในบรรดาหนังของ Tarkovsky ผมคิดว่า Ivan’s Childhood เป็นหนังที่ย่อยง่าย เข้าใจง่ายที่สุดแล้ว เพราะหนังมีความกระชับรัดกุมและตรงไปตรงมาที่สุด ไม่ต้องคิดวิเคราะห์อย่างหนักก็สามารถเข้าใจเรื่องราว ซึมซับบรรยากาศ เห็นความสวยงามของหนังได้ไม่ยาก แต่ถ้าได้คิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ก็จะเห็นความสวยงามในอีกรูปแบหนึ่ง, นี่คงถือเป็นการลองผิดลองถูกครั้งแรกของ Tarkovsky เขามีข้อจำกัดมากมายในการสร้างหนังเรื่องนี้ แต่ผลลัพท์ที่ออกมาถือว่าไม่ธรรมดา ที่ผมไม่ให้คะแนนเต็ม เพราะคิดว่า หนังยังมีหลายๆจุดที่น่าจะทำได้ดีกว่านี้ และ Tarkovsky เองก็ยังไม่พอใจกับผลลัพท์ของหนัง ถ้าเราพอใจกับสิ่งที่มีแค่นี้ ผมก็มองว่าเป็นการลบหลู่ Tarkovsky ทางใดก็ทางหนึ่งนะครับ

ในบรรดาหนังของ Andrei Tarkovsky ที่ดูมาแล้ว 4 เรื่อง (Andrei Rublev, Solaris, The Mirror, Ivan’s Childhood) ผมยังคงชื่นชอบ Andrei Rublev (1966) มากที่สุด และไม่คิดว่าอีก 3 เรื่องที่เหลือ จะมีโอกาสให้ผมชื่นชอบมากกว่านะครับ (แต่ไม่แน่ อะไรๆก็อาจเกิดขึ้นได้)

แนะนำกับคนชื่นชอบหนังแนวสะท้อน เสียดสีสงคราม ที่ให้ความเจ็บปวดลึกไปถึงทรวง, นักจิตวิทยา ปรัชญา ศึกษา ค้นหา วิเคราะห์ ตีความ, แฟนหนัง Tarkovskian ไม่ควรพลาดเลย

ถ้าคุณชอบแนวสงครามของรัสเซีย ประเภทนำเสนอผลกระทบทางจิตใจของมนุษย์ และไม่ได้ยกย่องเชิดชูการสงคราม ลองหา The Cranes Are Flying (1957) และ Ballad of a Soldier (1959) มาดูนะครับ

จัดเรต 18+ กับภาพเรื่องราว ความทรงจำที่แฝงความรุนแรงและเจ็บปวด

TAGLINE | “Ivan’s Childhood หนังเรื่องแรกของ Andrei Tarkovsky ที่แม้จะรับไม้ต่อมา แต่ก็มีรูปแบบ สไตล์ พิมพ์เขียวของแนว Tarkovskian อยู่ครบ”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of