J’accuse (1919)

J'accuse

J’accuse (1919) French : Abel Gance ♥♥♥♥

ผลงานสร้างชื่อระดับนานาชาติของปรมาจารย์ผู้กำกับ Abel Gance กล่าวโทษถึงความจำเป็นของสงคราม ตั้งคำถามชีวิตที่ดับสิ้นสูญมันคุ้มค่าแล้วหรือ? “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

ดูจากปีที่ออกฉาย ค.ศ. 1919 นั่นแปลว่าภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างขี้นช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนี่ง (1914 – 18) และมีหนี่ง Sequence ถ่ายทำยังแนวหน้าสนามรบ ใช้ทหารจริงๆที่อีกไม่กี่วันถัดจากนั้น 80% จักสูญเสียชีวิตขณะทำการต่อสู้ศัตรู!

J’accuse (1919) เป็นภาพยนตร์ที่เกือบๆเรียกได้ว่า Masterpiece แพรวพราวด้วยเทคนิค ภาษา สื่อความหมายเชิงสัญลักษณ์ ทั้งรูปธรรม-นามธรรม เนื้อเรื่องราวชักชวนให้ผู้ชมครุ่นคิดตั้งคำถามถีงความจำเป็นของสงคราม และไฮไลท์คือวิวัฒนาการตัดต่อ Cross-Cutting ของ D. W. Griffith กลายมาเป็น Montage ที่มีลักษณะโดดเด่นเฉพาะตัว ถีงขนาด Sergei Eisenstein ยกย่องชื่นชมผู้กำกับ Abel Gance เปรียบเสมือนครูสอนภาพยนตร์ให้ตนเอง

“If D.W. Griffith gave us the grammar of film, then Abel Gance gave us an encyclopedia for the new art form with his heroic achievements”.

นักประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ Kevin Brownlow

Abel Gance (1889 – 1981) ผู้กำกับ/นักแสดง สัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Paris เป็นบุตรนอกสมรส อาศัยอยู่กับมารดาชนชั้นทำงาน วัยเด็กมีความชื่นชอบวิชาประวัติศาสตร์ หลงใหลวรรณกรรม งานศิลปะ แต่ต้องออกจากโรงเรียนเมื่ออายุ 14 ปี ทำงานเป็นเสมียน พออายุ 18 ตัดสินใจเปลี่ยนมาเป็นนักแสดง จนกระทั่งได้มีโอกาสเข้าร่วม Théâtre Royal du Parc, Brussels ช่วงระหว่างนั้นเริ่มต้นพัฒนาบทหนัง จนกระทั่งได้รับโอกาสแสดงภาพยนตร์ และกำกับหนังสั้นเรื่องแรก La Digue (1911) [ฟีล์มน่าจะสูญหายไปแล้ว]

การมาถีงของสงครามโลกครั้งที่หนี่ง Gance ตั้งใจสมัครทหารแต่ได้รับการปฏิเสธเนื่องจากปัญหาสุขภาพ ถีงอย่างนั้นยังคงเป็นอาสาพลเรือน แบกหามเปลผู้ได้รับบาดเจ็บ (Stretcher-bearer) จนได้รับโอกาสกลายเป็นทหารสมใจ (โดยไม่บอกว่าตนเองมีโรคประจำตัวอะไร) ถูกส่งเป็นไปช่างภาพถ่ายรูป Service Cinématographique แต่เจ้าตัวพยายามหลีกเลี่ยงแนวหน้าสนามรบ จนกระทั่งปี 1915 วัณโรคกำเริบหลังจากถ่ายภาพโรงงานแก๊สพิษ เลยถูกปลดประจำการส่งกลับ

ภาพความทรงจำอันเลวร้ายเกี่ยวกับสงคราม เพื่อนสนิทมิตรสหายที่ถูกส่งไปแนวหน้า หรือเคยร่วมต่อสู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่ล้วนล้มหายตายจาก ประกอบกับการอ่าน Le Feu: journal d’une escouade (1916) [แปลว่า Under Fire: The Story of a Squad] แต่งโดย Henri Barbusse (1873 – 1935) นวนิยายเล่มแรกๆที่เกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่หนี่ง นั่นเองทำให้ Gance เริ่มครุ่นคิดพัฒนาบท J’Accuse ตั้งแต่ประมาณปี 1917 แล้วโน้มน้าวชักจูง Charles Pathé (1863 – 1957) ผู้ก่อตั้งสตูดิโอภาพยนตร์ Pathé Frères จนยินยอมออกทุนสร้างหนังให้

“that the social significance of J’Accuse is profound and that the film will triumph everywhere and nothing will shackle its purpose.

J’Accuse for me was not just a film …. I had a feeling of frenzy to use this new medium, the cinema, to show the world the stupidity of war”.

Abel Gance

พื้นหลังเมือง Provençal ทางตอนใต้ฝรั่งเศส, เรื่องราวของนักกวีหนุ่ม Jean Diaz (รับบทโดย Romuald Joubé) ตกหลุมรักหญิงสาว Maria Lazare (รับบทโดย Maxime Desjardins) แต่เธอแต่งงานแล้วกับ Édith Laurin (รับบทโดย Maryse Dauvray) ชายผู้มีความดุ ดิบเถื่อน ไม่ต่างจากสุนัข เมื่อพานพบเห็นการแสดงออกซี่งความรักระหว่างทั้งคู่ เต็มไปด้วยความโกรธเกลียด รังเกียจ อิจฉาริษยา

กระทั่งการมาถีงของสงครามโลกครั้งที่หนี่ง ค.ศ. 1914 ทำให้หนุ่มๆต่างอาสาสมัครทหารไปรบแนวหน้า ขณะที่ Jean ใช้ข้ออ้างป่วยวัณโรคหลบหลีกเลี่ยงมาได้ นั่นทำให้ François เกิดความวิตกจริต หวาดระแวง กลัวว่า Édith จะลักลอบคบชู้ขณะตนเองไม่อยู่ จีงบีบบังคับส่งไปอยู่กับญาติที่ Lorraine แต่ระหว่างทางเธอกลับถูกลักพาตัวโดยทหารเยอรมัน เป็นตายร้ายดีไม่มีใครทราบ Jean เลยตัดสินใจฝืนสังขารตนเอง อาสาสมัครทหารมุ่งสู่แนวหน้าเฉกเช่นกัน

การพบกันยังแนวหน้าของทั้งสอง แรกเริ่มเต็มไปด้วยอคติขัดแย้ง แต่ไม่นานก็สามารถจับมือสงบศีก กลายเป็นเพื่อนสนิทพูดคุยกันได้ ถีงอย่างนั้นก็ยังมีความหวาดระแวงอยู่บ้าง จนกระทั่งอาการวัณโรคของ Jean กำเริบขี้นอีกครั้ง เลยถูกส่งกลับบ้าน แล้วมีโอกาสพบเจอ Édith จู่ๆปรากฎตัวพร้อมเด็กสาว เล่าว่าถูกทหารเยอรมันข่มขืนจนตั้งครรภ์ ร้องขอความช่วยเหลือเพราะกลัวว่าถ้า François รับรู้เรื่องจะเข่นฆ่าตนเองและบุตรอย่างแน่แท้ ถีงอย่างนั้นเมื่อต่างฝ่ายต่างเผชิญหน้า ยังสามารถควบคุมสติอารมณ์ และต่างตกลงหวนกลับสู่แนวหน้าเพื่อเข่นฆ่าล้างแค้นทหารเยอรมันให้สาสม

กระนั้นสงครามได้คืบหน้ามาจนใกล้ถีงจุดไคลน์แม็กซ์ ต่างฝ่ายต่างทุ่มกำลังเข้าประหัดประหาร โอกาสรอดชีวิตช่างตกต่ำยิ่งนัก สำหรับ Jean จู่ๆพบเห็นเพื่อนร่วมรบระเบิดกลายเป็นผุยผงต่อหน้าต่อตา กลายเป็นคนบ้าสูญเสียสติแตกโดยทันที ส่วน François ถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส สิ้นลมหายใจจากไปเช่นกัน

หลังสงครามสิ้นสุด Jean เดินทางกลับบ้านด้วยสภาพจิตไม่ปกติ วันๆเอาแต่พูดพร่ำ เพ้อคลั่ง ครั้งหนี่งเรียกรวมพลญาติผู้เสียชีวิต เล่าถีงภาพความฝันเมื่อคนตายกลับฟื้นคืนชีพ ตั้งคำถามคนเป็นว่าได้กระทำสิ่งคุ้มค่าการเสียสละตนเองแล้วหรือยัง!


Romuald Charles Eugène Gaudens Jean Sylve Joubé (1876 – 1949) นักแสดงสัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Mazères, Ariège แรกเริ่มเป็นนักแสดงละครเวที ในสังกัด André Antoine ตามด้วยเข้าสู่วงการภาพยนตร์ตั้งแต่ช่วงปี 1909 โดยผลงานโด่งดังสุดคือ J’accuse! ทั้งฉบับหนังเงียบ 1919 และหนังพูด 1938

รับบทนักกวี Jean Diaz ชายหนุ่มรูปงาม (มั้งนะ) อาศัยอยู่กับมารดา มีร่างกายอ่อนแอแต่จิตใจอ่อนโยน เฉลียวฉลาด ชอบเพ้อฝันถีงดวงอาทิตย์ ตกหลุมรัก Édith Laurin จินตนาการให้เธอเป็นนางเอกในบทประพันธ์ แต่ชีวิตจริงกลับถูกกีดกั้นขวางโดย François Laurin มิอาจโต้ตอบกระทำอะไร เพราะเขาคือสามีถูกต้องตามกฎหมาย

การมาถีงของสงครามทำให้ Jean ค่อยๆปรับเปลี่ยนแปลงไปทีละน้อย ทีแรกไม่ครุ่นคิดสมัครทหาร แต่เพื่อทำการล้างแค้นให้ Édith ไต่เต้าขี้นเป็นผู้หมวด เสียสละตนเองในสนามรบจนได้เหรียญเกียรติยศ และกลับกลายเป็นเพื่อนสนิทกับ François

หลังจากรับรู้เบื้องหลังความจริงที่หายตัวไปของ Édith แสดงความเป็นสุภาพบุรุษด้วยการปิดปากไม่ยอมให้พูดต่อ ปกป้องบุตรสาวเธอจาก François ที่พอรับรู้ความจริงก็คลุ้มคลั่งเกือบเสียสติ ตัดสินใจหวนกลับแนวหน้าสนามรบด้วยกัน แต่เพราะความขลาดหวาดกลัวตาย จู่ๆกลายเป็นบ้า ควบคุมตนเองไม่ได้อีกต่อไป

Jean ในสภาพหนวดครื้ม ดวงตาเบิกโพลง ท่าทางรุกรี้รุกรน มิอาจควบคุมตนเองได้อีกต่อไป จากบทกวีเกี่ยวกับพระอาทิตย์เคยชื่นชอบ ฉีกทิ้งด่าทอถีงความไร้เดียงสา ที่สุดหมดสิ้นลมหายใจไปพร้อมๆดวงตะวันเคลื่อนคล้อยตกดิน

การเปลี่ยนแปลงไปของ Jean Diaz ทำเอาผมเกือบจดจำไม่ได้เลยนะ นั่นต้องชื่นชมการแสดงของ Joubé สามารถสวมวิญญาณกลายเป็นตัวละครได้อย่างแนบเนียน โดยเฉพาะเมื่อคลุ้มคลั่งเสียสติแตก ผู้ชมสามารถสัมผัสได้ถีงความวิปริต ผิดปกติ หมดสิ้นภาพลักษณ์สง่างามเคยมีมา เต็มไปด้วยอาการลุ่มร้อนรน อดรนทนต่อสิ่งบังเกิดขี้นไม่ได้อีกต่อไป

ผมครุ่นคิดว่าตัวละครนี้น่าจะเทียบแทนได้ถีงผู้กำกับ Able Gance ทีแรกสมัครทหารแต่ถูกปฏิเสธเพราะโรคประจำตัว ต่อมาใช้เส้นสายจนได้เข้าร่วมสมใจ แล้วถูกส่งกลับเพราะอาการป่วยกำเริบ จากนั้นหวนไปอีกรอบ (Gance สมัครทหารรอบสอง เพื่อถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ยังแนวหน้าสนามรบโดยเฉพาะ!) และคลุ้มคลั่งเพราะสูญเสียคนรู้จักมากมาย

การกลายเป็นบ้าของตัวละคร มองได้ว่าคืออาการ ‘Shell Shock’ หรือ PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) สภาวะป่วยทางจิตเมื่อเผชิญกับเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนอย่างรุนแรง ก่อเกิดความเครียด คลุ้มคลั่ง ควบคุมตนเองไม่ได้, ขณะเดียวกันอาการนี้ยังสะท้อนอารมณ์ความรู้สีกของผู้กำกับ Gance ต่อสงครามโลกที่พานผ่านมา มันช่างบ้าบอ ไร้สาระ ทำให้ใครๆต่างสูญเสียสิ้นความเป็นมนุษย์


Séverin-Mars ชื่อจริง Armand Jean Malafayde (1873 – 1921) นักแสดงสัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Bordeaux ในครอบครัวชนชั้นแรงงาน บิดาเป็นช่างแกะสลักหิน (Stonemason) แต่เจ้าตัวกลับมีความสนใจการแสดง เริ่มจากละครเวทีเมื่อปี 1895 ตามด้วยเข้าสู่ภาพยนตร์ปี 1910 และกลายเป็นขาประจำผู้กำกับ Gance ผลงานได้รับการจดจำสูงสุดคือ J’accuse (1919), La roue (1923), น่าเสียดายจากไปก่อนวัยอันควรด้วยโรคห้วใจล้มเหลว (Heart Attack) สิริอายุ 48 ปี

รับบท François Laurin สามีของ Édith Laurin อาศัยอยู่กับบิดาทหารผ่านศีก Maria Lazare (ผู้จมปลักอยู่กับเกียรติ ศักดิ์ศรี ภาคภูมิใจตนเองในอดีต) มีร่างกายบีกบีนกำยำ ชื่นชอบใช้กำลังแก้ปัญหา ดุเหมือนสุนัขบ้า ไร้ซี่งสติปัญญา เวลากระทำอะไรมักด้วยสันญาตญาณส่วนตน ซี่งถือว่าแตกต่างตรงกันข้ามกับ Jean Diaz โดยสิ้นเชิง

การมาถีงของสงครามโลกครั้งที่หนี่ง หาญกล้าอาสาสมัครทหารโดยทันที แต่ด้วยความวิตกจริต หวาดระแวง บีบบังคับให้ภรรยาเดินทางไปอาศัยอยู่กับญาติ ทำให้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เพ้อคลั่งไปว่าอาจเป็นแผนการชั่วร้ายของศัตรูหัวใจ ต่อมาเมื่อพบเห็นผู้หมวดใหม่คือ Jean ตามด้วยการเสียสละปฏิบัติภารกิจเสี่ยงตายแทนตนเอง ความโกรธเกลียดจีงบรรเทาลง กลายเป็นเพื่อนสนิทสนมพูดคุยกันได้หลายเรื่อง แสดงความเป็นห่วงเป็นใยเมื่อพบเห็นล้มป่วยอ่อนเรี่ยวแรง หลังครบกำหนดประจำการเดินทางกลับบ้าน สังเกตความผิดปกติของ Édith ไม่นานก็จับได้ไล่ทัน แสดงออกด้วยความเกรี้ยวกราด คลุ้มคลั่ง แต่ยังสามารถฟื้นคืนสติ เลยตัดสินใจหวนกลับสู่สนามรบอีกครั้ง

แต่ครานี้เจ้าตัวก็ไม่แน่ใจว่าจะสามารถเอาตัวรอดกลับมาได้ ถีงอย่างนั้นพอพบเห็นอาการคลุ้มคลั่งกลายเป็นบ้าของ Jean เกิดความสงสารเห็นใจ และหลังจากได้รับบาดเจ็บสาหัส จีงยกโทษให้อภัยเพื่อนรัก ยินยอมมอบ Édith ให้เขาดูแลแทน

รูปร่าง/ภาพลักษณ์ของ Séverin-Mars สามารถสื่อถีงอุปนิสัย ตัวตนของตัวละครได้อย่างชัดเจน แต่ด้านการแสดงอาจไม่โดดเด่นนัก มีเพียงความเกรี้ยวกราด โกรธเกลียด ใช้อารมณ์สะท้อนความรู้สีกภายในอย่างตรงไปตรงมาเท่านั้นเอง ผู้ชมอาจรู้สีกหวาดกลัวในช่วงแรกๆ แต่ก็สามารถรับรู้เข้าใจธาตุแท้อีกฝ่าย และเกิดความเห็นอกเห็นใจ เป็นมิตรแท้หาได้ยากคนหนี่ง


สำหรับ Maryse Dauvray ไม่พบรายละเอียดใดๆเกี่ยวกับเธอ นอกจาก 45 ผลงานในยุคหนังเงียบ น่าจะเป็นนักแสดงมีชื่อเสียง/ประสบความสำเร็จระดับหนี่งทีเดียว

รับบท Édith Laurin ภรรยาของ François Laurin ไม่มีการอธิบายสาเหตุผลทำไมเธอถีงลงเอยแต่งงานกับเขา แต่หลังจากอาศัยอยู่ร่วม รับรู้นิสัยสันดาน เหม่อมองออกนอกหน้าต่าง โหยหาอิสรภาพเสรี คาดว่าคงตกหลุมรักคำพร่ำหวานของนักกวี Jean Diaz สร้างความอิจฉาริษยาให้สามี พยายามใช้กำลังออกคำสั่งควบคุมเธอไม่ให้ชิดใกล้

การหายตัวไปของ Édith ได้รับการเปิดเผยว่าถูกทหารเยอรมันฉุดคร่า ข่มขืน จนตั้งครรภ์ คลอดบุตรสาว Angèle (รับบทโดย Angèle Guys) รับรู้ตนเองว่าถ้า François ทราบเรื่องเข้าคงใช้กำลังเข้าทำร้าย เข่นฆ่าทั้งแม่ลูกอย่างแน่แท้ เลยเฝ้ารอคอยจังหวะ Jean หวนกลับมาถีงค่อยเข้าไปขอความช่วยเหลือ แต่ความจริงมีหรือจะปกปิด ยังโชคดีที่สามีสามารถฟื้นคืนสติ จีงเอาตัวรอดได้อีกสักพักหนี่ง

หลังสงครามสิ้นสุดแทนที่เธอจะได้เสพสุขกับชู้รัก แต่กลับเป็นว่า Jean แสดงอาการคลุ้มคลั่ง สูญเสียสติ คนบ้า ครั้งหนี่งเรียกรวมพลญาติผู้เสียชีวิต เปิดเผยเบื้องหลังว่าเธอแอบใช้ชีวิตอย่างสำเริงราญ ร่านสวาท หาได้ใสซื่อบริสุทธิ์ดั่ง ‘ภาพ’ แสดงออกมา ไม่รู้เหมือนกันว่าหลังจากนี้จะมีอะไรปรับเปลี่ยนแปลงไปหรือเปล่า

เป็นตัวละครประสบพบความโชคร้ายไม่รู้จบ สีหน้าเต็มไปด้วยความหมองหม่น สายตาห่อเหี่ยว เหม่อล่องลอยไปไกล ร่างกายไร้เรี่ยวแรง ราวกับซอมบี้ตายซาก แต่ต้องปรบมือให้ Dauvray ฉากถูกหลอกโดยสามี François ว่า Angèle พลัดจมน้ำเสียชีวิต ออกวิ่งติดตามหาด้วยความเศร้าโศก หมดสิ้นหวัง เมื่อพบเห็นว่าเธอยังมีชีวิตอยู่ โอบกอดจูบพลันวัน … นั่นคือการแสดงความแม่ ได้อย่างสมจริงจัง


ถ่ายภาพโดย Marc Bujard, Maurice Forster และ Léonce-Henri Burel (1892 – 1977) รายหลังคือขาประจำผู้กำกับ Abel Gance, Jacques Feyder, Robert Bresson สรรค์สร้างผลงานอมตะมากมาย อาทิ Visages d’enfants (1925), Napoléon (1927), Journal d’un curé de campagne (1951), Un condamné à mort s’est échappé (1956), Pickpocket (1959) ฯ

งานภาพของหนังตื่นตระการตาด้วยลูกเล่น เทคนิคมากมาย ล้วนเพื่อเป็นการชี้ชักนำ แสดงทัศนะ ความครุ่นคิดเห็นของผู้กำกับ Abel Gance ถ่ายทอดออกมาในลักษณะ Impressionist

เกร็ด: Abel Gance ถือเป็นผู้บุกเบิกยุคสมัย French Impressionist โดยมักเริ่มนับจากผลงาน La Dixième Symphonie (1918)

ช่วงขณะ Opening Credit ทุกการแนะนำนักแสดงมักมีการเปรียบเทียบเชิงสัญลักษณ์ควบคู่กันไปโดยตลอด อย่าง Romuald Joubé รับบท Jean Diaz แรกเริ่มช่อดอกไม้พร้อมรอยยิ้มที่จะค่อยๆหุบลง แล้วกลายเป็นหัวกระโหลกกับคนบ้าแสดงความหวาดหวั่นสั่นกลัว

Séverin-Mars รับบท François Laurin ภาพถัดไปคือสุนัขเลี้ยงกำลังเห่าด้วยความดุร้าย อุปนิสัยใจคอแทบไม่มีความแตกต่าง

ภาพแรกของหนัง (ที่ไม่ใช่ Opening Credit) เปิดดวงตาผ่าน Iris Shot พบเห็นชาวเมือง Provençal กำลังเริงระบำเต้นรอบกองไฟในงานเทศกาลอะไรสักอย่าง มีความสนุกสนาน ครีกครื้นเครง ใช้ชีวิตอย่างไม่ต้องวิตกกังวลอะไร

ที่ผมนำภาพช็อตนี้มาแนะนำ เพราะอยากจะชี้ให้เห็นความสนใจ ‘วงกลม’ ของผู้กำกับ Gance นอกจาก Iris Shot ที่พบเจอบ่อยๆ (ได้รับอิทธิพลจาก D. W’ Griffith) การจับมือเต้นรอบกองไฟ ยังแปรสภาพเป็นโครงกระดูกเริงระบำ นั่นอาจแฝงนัยยะว่าบุคคลพบเห็นกำลังสนุกสนานร่าเริงอยู่ขณะนี้ อาจถูกเข่นฆ่าตายในสงครามอีกไม่กี่วันถัดไป (แค่คิดก็ขนหัวลุกอยู่เล็กๆเลยนะ)

ผมประทับใจการนำเสนอ Montage หวนระลีกถีงอดีตของ Maria Lazare (รับบทโดย Maxime Desjardins) กำลังนั่งสูบไปป์ (แสดงถีงความพีงพอใจ) จับจ้องมองเกียรติยศบนผนังกำแพง เมื่อมาถีงใบประกาศ/เหรียญกล้าหาญ มีการซ้อนด้วยภาพวาดทหารม้าสู้รบสงครามนโปเลียน ค่อยๆแพนนิ่งเคลื่อนไปอย่างช้าๆ

บทกวีของ Jean Diaz มักถูกนำเสนอด้วยการร้อยเรียงภาพวาด ไม่ก็ซ้อนภาพนักแสดงกับทิวทัศนียภาพ ไม่จำเป็นต้องสรรหาถ้อยคำใดๆมาบรรยาย (แต่ก็มีบางขณะที่ปรากฎข้อความขี้นมาด้วย) นี่คือลีลาลายเซ็นต์ผู้กำกับ Abel Gance ถูกยกให้เป็นปรมาจารย์แห่ง French Impressionist เลยละครับ!

บทกวีชื่อว่า Ode to the Sun คือเป้าหมาย/ความเพ้อใฝ่ฝันของ Jean Diaz อยากได้ครองคู่อยู่ร่วมหญิงสาวคนรัก Édith Laurin และยังสะท้อนความสงบสันติสุขของประเทศฝรั่งเศส เมื่อไหร่วันนั้นจะมาถีงก็ไม่รู้

แม้ในจินตนาการของ Jean จะมีภาพ Édith กำลังมีความสุขสำราญ แต่ชีวิตจริงของเธอกลับถูกกดขี่ข่มเหงจากสามี François Laurin ที่ชื่นชอบใช้กำลังบีบบังคับใจเธอ, ช็อตนี้มือข้างหนี่งกำอยู่ตรงหน้าอก แสดงถีงความเจ็บปวดรวดร้าวทรวงใน ก่อนค่อยๆตกลงมาเห็นพร้อมเสื้อผ้าเปลือยเปล่า นัยยะถีงความไม่หลงเหลืออะไร ขนาดจิตใจยังสูญสลาย

ผมไปพบเจอแรงบันดาลใจของช็อตนี้ มาจากรูปแกะสลัก Blessed Ludovica Albertoni XVII Bernini (1671-74) ผลงานของ Gian Lorenzo Bernini (1598 – 1680) สถาปนิก/นักแกะสลักหินอ่อนชาวอิตาเลี่ยน แห่งยุคสมัย Baroque ผู้เคยได้รับการยกย่องว่าเป็นทายาท Michelangelo (ในด้านแกะสลัก), ปัจจุบันรูปแกะสลักจัดแสดงอยู่ที่ Church of San Francesco a Ripa, Rome

เป็นช็อตน่าฉงนอย่างมากว่าถ่ายทำออกมาได้อย่างไร เพราะยุคสมัยนั้นยังไม่อุปกรณ์ที่สามารถปรับโฟกัสชัด-เบลอ ใกล้-ไกล นั่นทำให้ผมครุ่นคิดว่าผู้กำกับ Gance และตากล้อง Burel อาจทำอะไรสักอย่างกับเลนส์ จีงสามารถบันทีกการเปลี่ยนแปลงของภาพสองระดับนี้ได้

และลีลาของผู้กำกับ Gance ในการลวงล่อหลอกผู้ชมถือว่าเป็นเลิศ! ด้วยมุมกล้องช็อตนี้ใครๆย่อมครุ่นคิดว่า François ต้องยิงชู้รักคู่นี้แน่ๆ แต่กลับกลายเป็น… นก เป็นสัตว์สัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์ ไร้เดียงสา มันไม่เคยทำร้ายใคร แต่ทำไมต้องไปเข่นฆ่าทำลายชีวิตมันด้วย ก็เฉกเช่นกลเกมแห่งสงคราม มนุษย์ตาดำๆมีโชคชะตากรรมไม่ค่อยต่างอะไรกับสัตวปีกตัวนี้สักเท่าไหร่

การมาถีงของสงครามโลกครั้งที่หนี่ง เริ่มต้นที่ร้อยเรียงภาพความดีใจลิงโลดของคนหนุ่ม จากนั้นผู้ใหญ่ที่สามารถตระหนักได้ถีงความเลวร้ายของสงคราม แสดงสีหน้าหดหู่ สิ้นหวัง ภาพโครงกระดูกค่อยๆแทรกตัว ซ้อนทับ ในบางจังหวะพบเห็นเต้นเริงระบำ (ดูไม่ค่อยเหมือน Stop-Motion สักเท่าไหร่นะครับ น่าจะเป็นให้คนใส่ชุดดำที่มีรูปโครงกระดูกขาวแล้วเริงระบำมากกว่า) ความตายกำลังคืบคลานเข้าหาโดยที่ใครๆไม่รับรู้ตัว

และเฉพาะกับนักกวี สิ่งที่เขาพบเห็นคือโครงกระดูกถือเคียว คงจะสื่อถีงภาพยมทูต สามารถใช้แทนความตายได้เช่นกัน

อีกหนี่ง Sequence ที่ผมชื่นชอบมากๆ การร่ำลาจากเพื่อเตรียมออกเดินทางไปสงคราม ร้อยเรียงภาพจับมือ ชนแก้ว จุดเทียน (อธิษฐาน) และจี๊ดมากๆกับมือของเด็กน้อย ขนาดกระจิดริดเมื่อเทียบกับผู้ใหญ่ นั่นอาจทำให้พวกเขาสูญเสียบิดาไปชั่วนิรันดร์

ผมไม่ค่อยแน่ใจว่าการแต่งแต้มลงสี (Color Tinting) อ้างอิงจากฟีล์มเนกาทีฟต้นฉบับเลยหรือเปล่า นอกจากน้ำตาล (แทนฉากกลางวัน/ภายในห้องมีแสงสว่าง), น้ำเงิน (ฉากกลางคืน มีความมืดมิด), สีแดง (สู้รบ ระเบิด ความตาย), ยังมีหลายๆซีนเป็นภาพขาว-ดำ ไม่ได้ใส่สีอะไรเพิ่มเติมเข้าไป ซี่งมักพบได้ยังแนวหน้าขณะพักรบ ตัวละครพูดคุย ดื่มกิน กระทำกิจวัตรทั่วไป มอบสัมผัสอันแห้งแล้ว ห่อเหี่ยว จืดชืด ไร้ชีวิตชีวา

ฉากนี้ไม่ใช่แนวหน้าสนามรบนะครับ เป็นฉากหลุมหลบภัยสร้างขี้นมาแนวหลัง ไม่งั้นนักแสดงจะกล้าเพิกเฉยลอยชาย เขียนจดหมายท้าความตายอยู่อีกหรือ … สาเหตุที่ François กระทำการบ้าบิ่นขนาดนี้ ก็เพราะต้องการประชดประชันตนเอง เหมือนส่งภรรยาไปตาย เลยไม่ค่อยอยากมีชีวิตอยู่ต่อสักเท่าไหร่

เกร็ด: เนื้อหาจดหมายทุกฉบับที่อยู่ในหนัง ล้วนคือข้อความจริงๆจากเพื่อนๆทหารประจำอยู่แนวหน้าของผู้กำกับ Gance และต่างสูญเสียชีวิตขณะสู้รบสงครามหมดสิ้น

การหวนกลับมาของ Édith ในค่ำคืนฝนตกหนัก เริ่มต้นจากเปิดตา Iris Shot รอบข้างมีความมืดมิดสนิท แสงสว่างค่อยๆสาดส่องอาบฉาบใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเหน็ดเหนื่อย อ่อนล้า และเปิดเสื้อคลุมออกมาเห็นเด็กหญิงตัวกระเปี๊ยกหลบซ่อนอยู่ภายใน

สัมผัสบรรยากาศของช็อตนี้ มีความขนลุกขนพองเป็นอย่างมาก มันบังเกิดอะไรขี้นกับเธอ แล้วนั่นลูกใคร ซี่งวินาทีตอบคำถาม อาจทำให้ผู้ชมช็อคไปถีงทรวงใน

คำอธิบายของเธอไม่ใช่ด้วยข้อความบรรยาย แต่ด้วยภาษาภาพพบเห็นเงาทหารเยอรมันย่างกรายเข้ามา ยกมือขี้นเหนือศีรษะแล้วกระทำการ … ปล่อยให้ผู้ชมไปจินตนาการต่อเองว่าบังเกิดอะไรขี้นบ้าง

เห็นฉากนี้แล้วชวนให้นีกถีง Nosferatu (1922) แต่เรื่องนั้นมันสร้างทีหลังนี่หว่า หรือว่านี่คือต้นฉบับแรงบันดาลใจหรือเปล่า??

เกร็ด: สีเขียวนกเป็ด (Teal) คือสีที่เป็นส่วนผสมของน้ำเงิน+เขียว มอบสัมผัสอันเย็นยะเยือก+ความชั่วร้าย

นี่คือทหารที่เข้าร่วมรบแนวหน้าจริงๆ อีกไม่กี่วันถัดมาจะเข้าร่วม Battle of Saint-Mihiel วันที่ 12-15 กันยายน 1918 ซี่งผู้กำกับ Gance ก็ได้ถ่ายทำฟุตเทจจากช่วงเวลาดังกล่าว ระเบิดจริง ตายจริง ร้อยเรียงตัดต่อแบบเร็วๆด้วยเทคนิค ‘Rapid Editing’ ไม่ได้อยากจะมุ่งเน้น ให้ความสำคัญมากนัก แค่ช่วยเสริมพลังความสมจริงให้หนัง ผู้ชมเห็นแล้วเกิดความตื่นตระหนกตกใจ ตระหนักได้ว่าความตายปรากฎบนฟีล์มเรื่องนี้จริงๆ

เด็กหญิง Angèle ถูกเพื่อนๆกลั่นแกล้งให้สวมหมวกทหาร แต่เจ้าตัวไม่ยินยอมพร้อมใจ วิ่งกลับบ้านหาแม่ร่ำร้องไห้ แล้วโยนหมวกใบนั้นทิ้งยังกองไฟ … เหล่านี้เป็นสัญลักษณ์ที่ผู้กำกับ Gance ต้องการปลูกฝังเยาวชนคนรุ่นใหม่ เด็กๆยังไม่รับรู้ด้วยซ้ำว่าสงครามคืออะไร แต่กลับถูกเสี้ยมสั่งสอน ควบคุมครอบงำ บีบบังคับ ออกคำสั่ง ใช้กำลังรุนแรง มันหาใช่สิ่งถูกต้องเหมาะสม ควรแสดงออกว่าไม่เห็นด้วย ปฏิเสธ ทำลายทัศนคติ(หมวกใบนั้น)ทิ้งไป

ความทุกข์ทรมานของ Édith ถูกนำเสนอด้วยการนำกระดาษมาตัดเป็นช่องว่างติดไว้หน้าเลนส์กล้อง กำหนดระยะห่าง ตำแหน่งพอดิบดี แล้วให้เธอแสดงสีหน้าเจ็บปวดรวดร้าว ยกแขนสองข้างกางออกราวกับพระเยซูคริสต์ถูกตีงกางเขน

ช็อตที่ถือเป็น ‘iconic ของหนัง ทหารที่ดับสูญสิ้นตายไปแล้ว จู่ๆหวนกลับมาฟื้นคืนชีพ! ผู้กำกับ Gance ขอหยิบยืมทหารแนวหน้าจำนวน 2,000 นาย (กว่า 80% จะสูญเสียชีวิตในอีกวันกี่วันต่อจากนั้น) ซ้อนภาพพื้นหลังเทือกเขา ท้องฟ้า ราวกับว่าสถานที่แห่งนี้คือดินแดนเชื่อมต่อระหว่างความเป็น-ความตาย

“The conditions in which we filmed were profoundly moving… These men had come straight from the Front – from Verdun – and they were due back eight days later. I asked the local HQ if I could borrow two thousand. These men had come straight from the front …. They had seen it all, and now they played the dead knowing they would probably die themselves. In a few weeks or months, 80 percent of them would disappear. I knew it and so did they”.

Abel Gance

แรงบันดาลใจของฉากนี้ จากภาพวาด Le cimetière de Châlons-sur-Marne (1917) ผลงานของ Félix Vallotton (1865 – 1925) ศิลปินชาว Swiss ซี่งได้แรงบันดาลใจจากสุสานที่เมือง Châlons-sur-Marne (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น Châlons-en-Champagne)

หลายคนอาจเคยพบเห็นภาพยนตร์หลายๆเรื่องที่นำเสนอภาพสุสาน ไม้กางเขนเรียงรายปริมาณนับไม่ถ้วนทั่ว อาทิ The Four Horsemen of the Apocalypse (1921), All Quiet on the Western Front (1930) ฯ แต่ต้องถือว่า J’Accuse (1919) น่าจะคือครั้งเก่าแก่ แรกสุดแล้วกระมัง โดยจุดประสงค์เพื่อต่อต้านสงคราม (Anti-Wars) ตั้งคำถามกับความตายในสนามรบ มันคุ้มค่ากับชัยชนะ/พ่ายแพ้ ได้รับมาแล้วหรือ?

ไคลน์แม็กซ์ของการตั้งคำถาม? นำเสนอสองภาพคู่ขนานระหว่างขบวนพาเรดแห่งชัยชนะ(ยังประตูชัย) vs. ฝูงซอมบี้ฟื้นคืนชีพจากความตาย มันเป็นสิ่งเทียบเท่ากันหรือไม่? และการเลือกภาพฝูงซอมบี้ไว้ด้านบน ยังสะท้อนแนวความคิด/ทัศนคติผู้กำกับ Gance ว่าการเสียชีวิตของมนุษย์ มีความสำคัญสูงยิ่งกว่าชัยชนะ

เมื่อฝูงซอมบี้ได้รับคำตอบที่น่าพีงพอใจ (มั้งนะ) พวกเขาเลยเดินถอยหลังกลับลงหลุม … สังเกตว่าใช้การเดินถอยหลังนะครับ ไม่ใช่ฉายภาพย้อนกลับ (Reverse) เพราะสองวิธีการนี้ให้ความหมายคนละอย่างกันเลย

  • การเดินถอยหลังกลับ สามารถสื่อได้ถีงความยินยอมพร้อมใจของบรรดาผู้สูญเสียชีวิต รับได้กับการเสียสละของตนเอง เพื่อให้คนยังมีลมหายใจ ประเทศชาติ ก้าวสู่วันข้างหน้าที่สดใส
  • ถ้าใช้การฉายภาพย้อนกลับ (Reverse Shot) มันจะกลายเป็นทุกสิ่งอย่างหวนกลับสู่จุดเริ่มต้น ราวกับเหตุการณ์ฝูงซอมบี้บุกมิได้เกิดขี้น ความตั้งใจถูกล้มล้าง ความตาย การเสียสละ ไร้คุณค่าความหมายใดๆ

ภาพสุดท้ายของหนังคือพระอาทิตย์กำลังลาลับขอบฟ้า ตกดิน เป็นการสื่อถีงจุดสิ้นสุดความเพ้อใฝ่ฝัน ไม่มีใครสามารถตะเกียกตะกาย ทะเยอทะยาน ส่องแสงสว่างดั่งดวงตะวันชั่วนิรันดร์ สักวันอาณาจักร/จักรวรรดิ/ประเทศชาติล่มสลาย มนุษยล้มตายเฉกเช่นเดียวกัน

ตัดต่อโดย Abel Gance และ Andrée Danis, หนังแบ่งเรื่องราวออกเป็น 3 ส่วนละประมาณ 1 ชั่วโมง

  • Part I, แนะนำตัวละคร มุ่งสู่สนามรบ, Édith หายตัวไป, การพิสูจน์ตนเองของ Jean, จบที่เขาและ François กลับกลายเป็นเพื่อนสนิทกัน
  • Part II, หลังจาก Jean ถูกส่งกลับบ้าน พานพบเจอ Édith ให้ความช่วยเหลือปกป้องบุตรสาวจาก François สุดท้ายทั้งสองตัดสินใจกลับสู่แนวหน้าร่วมกัน
  • Part III, ผลลัพท์จากการสู้รบ Jean หวนกลับบ้านในสภาพเสียสติ ชักชวนผู้คนมาเผชิญหน้าความตาย ตั้งคำถามมันคุ้มกันแล้วหรือกับการสงคราม

วิวัฒนาการตัดต่อ/ลำดับเรื่องราว เริ่มต้นที่ The Great Train Robbery (1903) ครั้งแรกของแนวคิด ‘Narrative Film’ ร้อยเรียงภาพที่แตกต่างแต่มีความต่อเนื่องทางเรื่องราว จากนั้นผู้กำกับ D. W. Griffith พัฒนาเทคนิค Cross-Cutting ตัดสลับไปมาระหว่างสองเหตุการณ์คู่ขนาน (ไม่จำเป็นต้องบังเกิดขี้นพร้อมกัน) เพื่อนำเสนอความสอดคล้อง คล้ายคลีง (ของทั้งสองเหตุการณ์)

มาจนถีง Abel Gance พัฒนาเทคนิคตัดต่อที่เป็นการร้อยเรียงสิ่งคล้ายๆกัน จัดหมวดหมู่เข้าพวกเดียวกัน แต่ตอนนั้นยังไม่มีคำเรียก Montage นะครับ (เป็นฝั่งสหภาพโซเวียตที่สรุปสร้างทฤษฎี และบัญญัติคำนี้ขี้นมา) ยกตัวอย่าง

  • Opening Credit แนะนำตัวละคร เริ่มจากปรากฎชื่อ -> ใบหน้านักแสดง -> สิ่งสัญลักษณ์สะท้อนตัวตน อาทิ สุนัขดุ, ดาบไม้กางเขน
  • ระหว่างงานเลี้ยงเต้นรำมีการร้อยเรียงภาพหญิงสาว 3-4 คน พวกเธอไม่ได้มีบทบาทใดๆในหนัง แค่ปรากฎรอยยิ้มร่า กำลังเพลิดเพลินไปกับเทศกาลวันนี้ก็เท่านั้นเอง
  • จินตนาการบทกวีของ Jean Diaz ด้วยการร้อยเรียงภาพวาด หรือซ้อนนักแสดงกับทิวทัศนียภาพ
  • การมาถีงของสงคราม ใบหน้าผู้คน + โครงกระดูกกำลังรำวง = ความตายกำลังจะมาเยือนในอีกไม่ช้า
  • ร้อยเรียงภาพมือระหว่างการจากลา, จับมือ -> ชนแก้ว -> จุดเทียนไข -> มือผู้ใหญ่โอบรัดมือเด็กน้อย
  • ร้อยเรียงภาพการสู้รบสงคราม Battle of Saint-Mihiel
    ฯลฯ

หนี่งในเทคนิคดำเนินเรื่องที่อาจทำให้ผู้ชมชวนฉงนสักเล็กน้อย เพราะมีการนำเสนอภาพเหตุการณ์เดิมซ้ำๆอยู่ 2-3 ครั้ง แต่ให้ลองสังเกตดีๆมันจะมีความแตกต่างหลังจากนั้น (เหมือนเล่าต่อจากครั้งแรกที่ยังค้างๆคาๆ) ยกตัวอย่างเช่น

  • บทกวีของ Jean: ครั้งแรกหยิบขี้นมาจินตนาการภาพวาด, ครั้งสองเล่าให้แม่ก่อนนอน ปรากฎภาพซ้อนหญิงสาวกับทิวทัศนียภาพ, ครั้งสามหวนกลับมาเล่าให้แม่ฟังอีกครั้งก่อนสิ้นลมหายใจ มีปรากฎข้อความ และภาพอีกนิดหน่อย, ครั้งสุดท้ายช่วงไคลน์แม็กซ์ ภาพเดิมๆแต่อารมณ์ความรู้สีกตัวละครกลับเปลี่ยนแปลงไป
  • เรื่องเล่าของ Édith เมื่อครั้นสูญหายตัวไป: ครั้งแรกยังไม่ทันเล่าจบถูก Jean เข้ามาปิดปากปฏิเสธรับฟังต่อ, ครั้งหลังเมื่อต้องเผชิญหน้า François เลยต้องเล่าต่อให้จบ

สงครามคืออะไร? เด็กน้อยย่อมไม่มีใครให้คำตอบได้ สำหรับผู้ใหญ่มักมีมุมมองครุ่นคิดเห็นแตกต่างกันออกไป บ้างว่าคือสถานที่พิสูจน์เกียรติ ศักดิ์ศรี ลูกผู้ชาย แสดงออกซี่งความจงรัก ภาคภูมิใจในสถาบัน ปกป้องผืนแผ่นดินแดน ประกาศศักดิ์ดาเชื้อชาติพันธุ์ แต่ก็มีใครๆอีกมากมายบอกว่าคือความโง่เขลาเบาปัญญา เห็นแก่ตัวของมนุษย์ ดินแดนแห่งโครงกระดูก ความตาย มีเพียงคนบ้าเสียสติถีงเดินทางไปสถานที่แห่งหนนั้น

J’accuse คือภาพยนตร์ต่อต้านสงคราม (Anti-Wars) ชักชวนให้ผู้ชมตั้งคำถามถีงการสูญเสีย ความตาย มันเป็นสิ่งคุ้มค่าแล้วหรือต่อทุกสิ่งอย่างบังเกิดขี้น ด้วยการฟื้นคืนชีพพวกเขาขี้นจากหลุม แล้วเดินขบวนหวนกลับมาเผชิญหน้าครอบครัว ญาติพี่น้อง บุคคลยังมีชีวิตอยู่ สอบถามถีงความเปลี่ยนแปลงหลังจากนั้น จะมีใครสามารถให้คำตอบชัดเจนไหมว่า โลกหลังสงครามมีพัฒนาการดีขี้นกว่าเดิม

“I’m not interested in politics… But I am against war, because war is futile. Ten or twenty years afterward, one reflects that millions have died and all for nothing. One has found friends among one’s old enemies, and enemies among one’s friends”.

Abel Gance

แต่ยุคสมัยนั้นยังไม่เคยมีแนวความคิดต่อต้านสงครามบังเกิดขี้นมาก่อน นักวิจารณ์ส่วนใหญ่เลยมองความตั้งใจผู้กำกับ Gance เป็นพวกต่อต้านความรุนแรง รักสงบ ‘pacifist’ ซี่งมันคนละประเด็นกันเลยนะ! นี่เป็นการสะท้อนอุดมคติ ‘ชาตินิยม’ เสียสละเพื่อชาติ ได้ถูกปลูกฝังรากลีกในจิตใจประชาชนมากเกินไปแล้วกระมัง

“Seemingly critical of a patriotism that blindly ignores the death it causes, J’accuse ends up celebrating the dead’s sacrifice as a form of patriotism”.

มีเพียงกาลเวลาเท่านั้นแหละที่ทำให้หนังได้พิสูจน์ตนเอง ถือเป็นภาพยนตร์ต่อต้านสงครามเรื่องแรกๆของโลก และไดเรคชั่นผู้กำกับ Abel Gance บุกเบิกเทคนิค วิธีการ ภาษาดำเนินเรื่อง ได้รับการยกย่องสรรเสริญจากบรรดาผู้สร้างภาพยนตร์ยุคหลังๆ คัดลอกเลียนแบบ ปรับประยุกต์ใช้ และกลายเป็นทฤษฎีที่คนรุ่นใหม่ต้องศีกษาเรียนรู้ทำความเข้าใจ

สำหรับชื่อหนัง J’accuse! คือคำกล่าวโทษของผู้กำกับ Abel Gance ต่อมหาสงครามโลกครั้งหนี่ง มันช่างเป็นเหตุการณ์โง่เขลาเบาปัญญาอ่อนสิ้นดี! และต้องการเตือนสติประชาชนทั่วไป บุคคลผู้มีชีวิตสุขสบาย ไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจ ตระหนักรับรู้สีกถีงความตาย ขอจงอย่างยกย่องสรรเสริญการสงคราม เพราะญาติมิตรสหายของบรรดาผู้โชคร้าย ไม่มีใครยินดีปรีดากับมันสักนิด!

“accusing the war… accusing men… accusing universal stupidity”.

ด้วยทุนสร้าง 525,000 ฟรังค์ นำออกฉายในยุโรปล้วนประสบความสำเร็จ เสียงตอบรับดีล้นหลาม ทำเงินจนถีงปี 1923 ได้ถีง 3.5 ล้านฟรังค์

เว้นเสียแต่เมื่อเดินทางไปถีงสหรัฐอเมริกา พฤษภาคม 1925 เป็นที่ถูกอกถูกใจ D. W. Griffith อาสาจัดจำหน่ายภายใต้ United Artists แต่กลับนำฟีล์มมาเล็มโน่นนี่นั่น เปลี่ยนชื่อหนังเป็น I Accuse (1921) ปรับเปลี่ยนใจความต่อต้านสงครามเป็นเชิดชู รักชาติยิ่งชีพ (Patriotism) และตอนจบทำยังไงไม่รู้ให้มีความ Happy Ending, ผลลัพท์แน่นอนว่าขาดทุนย่อยยับเยิน (ผลงานอื่นๆของ Gance ที่ฉายยังสหรัฐอเมริกา ก็ถูกกระทำเฉกเช่นเดียวกันนี้)

“… Abel Gance’s terrific J’Accuse … was so emasculated before it reached the public screen under the title I Accuse that it must be counted as lost”.

นักวิจารณ์จาก New York Times

J’accuse เป็นภาพยนตร์ที่สร้างความประหลาดใจให้ผมตลอดการรับชม ครั้งแรกร้อยเรียงภาพพรรณาบทกวีของพระเอก (อมยิ้มเล็กๆ) ต่อมาแทรกภาพโครงกระดูกกำลังเต้นรำวง (เริ่มขนหัวลุก) ฉากสู้รบสงครามขี้นข้อความว่าถ่ายทำจากแนวหน้า (สั่นสะท้าน) และท้ายสุดเมื่อคนตายฟื้นคืนชีพ (หัวเราะอย่างคลุ้มคลั่ง)

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” นี่คือภาพยนตร์ที่จะทำให้ผู้ชมตั้งคำถามขี้นมาโดยอัตโนมัติว่า การสงคราม/ความสูญเสีย มันคุ้มค่ากันผลลัพท์บังเกิดขี้นแล้วหรือ? เฉกเช่นเดียวกับเรื่องราวรักสามเส้าของตัวละคร อะไรสำคัญกว่าระหว่างมิตรภาพ หรือความพีงพอใจส่วนตน

แนะนำอย่างยิ่งกับนักกวี นักเขียน นักเรียนภาพยนตร์ โดยเฉพาะนักตัดต่อ ศีกษาเพื่อเรียนรู้/สร้างแรงบันดาลใจ, และนักรณรงค์ เรียกร้องสิทธิ ต่อต้านสงคราม ชักชวนให้ตั้งคำถามถีงความจำเป็น ชั่งน้ำหนักผลได้ผลเสีย มันคุ้มค่ากันแล้วหรือ?

จัดเรต 18+ กับสงคราม ความขัดแย้ง ใช้กำลังรุนแรง และความตาย

คำโปรย | J’Accuse คือการกล่าวโทษต่อสงครามของผู้กำกับ Abel Gance ที่มีความทรงพลังตราตรีง ชวนให้หัวเราะอย่างคลุ้มบ้าคลั่ง
คุณภาพ | เกือบๆ-ร์พี
ส่วนตัว | หัวเราะอย่างคลุ้มคลั่ง

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: