Jaws

Jaws (1975) hollywood : Steven Spielberg ♥♥♥♥

(19/2/2023) “ฉลามสี่พันล้าน” ไม่ใช่ชื่อหนังแต่คือคำโปรยบนใบปิดภาษาไทย จุดเริ่มต้นยุคสมัย Blockbuster ที่ยังคงสร้างความตื่นเต้น หวาดสะพรึง แฝงนัยยะสุดล้ำลึก และคลาสสิกเหนือกาลเวลา, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

ผมลองค้นหาชื่อภาษาไทยของ Jaws (1975) เห็นว่าเคยมีการประกวดชิงเงินรางวัล 1,000 บาท แต่สุดท้ายก็ไม่พบเจอว่าใครเป็นผู้ชนะ หรือได้ข้อสรุปว่าชื่ออะไร หนังเข้าฉายโดยใช้คำทับศัพท์ ‘จอว์ส’ แต่ฉบับนวนิยายแปลไทยพบเห็นคำว่า ‘ยอดฉลาม’

Jaws (1975) ภาพยนตร์ขนาดยาวลำดับสองของผู้กำกับ Steven Spielberg ที่ประสบหายนะมากมายระหว่างการถ่ายทำ ความขัดแย้งระหว่างสองนักแสดงนำ Robert Shaw กับ Richard Dreyfuss (แบบเดียวกับตัวละคร Quint และ Hooper) แต่ปัญหาใหญ่โคตรๆคือกลไกฉลามไม่ยอมทำงาน (คือมันทำงานบนบกได้ดี แต่พอลงน้ำกลับติดๆขัดๆ) ทำให้โปรดักชั่นล่าช้า งบประมาณบานปลาย แต่เมื่อนำออกฉายสามารถทุบทำลายสถิติมากมาย กลายเป็นภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดตลอดกาล และคว้ารางวัล Oscar อีกหลายสาขา

หวนกลับมารับชมรอบนี้ ผมยังรู้สึกว่า Jaws (1975) เป็นภาพยนตร์ที่มีความน่าอึ้งทึ่ง ตื่นเต้นลุ้นระทึกขวัญ ทั้งนักแสดง บทละคร ถ่ายภาพ ตัดต่อ เพลงประกอบ สามารถเอาชนะข้อจำกัดงานสร้างของยุคสมัยนั้น ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของ ‘Summer Blockbuster’ และแฝงนัยยะสุดลึกล้ำคาดไม่ถึง


ก่อนอื่นขอกล่าวถึงนวนิยาย Jaws (1974) แต่งโดย Peter Bradford Benchley (1940-2006) นักเขียนสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ New York City สำเร็จการศึกษาจาก Harvard University จากนั้นออกท่องโลกเป็นเวลาหนึ่งปี จดบันทึกการเดินทางตีพิมพ์หนังสือเล่มแรก Time and a Ticket (1964), จากนั้นอาสาสมัครทหารเรือหกเดือน, แล้วทำงานนักข่าว The Washington Post ก่อนย้ายมาเป็นบรรณาธิการ Newsweek และเคยเขียนบทสุนทรพจน์ให้ปธน. Lyndon B. Johnson ประจำอยู่ทำเนียบขาวจนหมดวาระ

ตั้งแต่เด็ก Benchley มีความลุ่มหลงใหลเกี่ยวกับฉลาม พบเจอบ่อยครั้งระหว่างล่องเรือตกปลากับบิดา เพ้อฝันเรื่องราวฉลามโจมตีผู้คน จนกระทั่งเมื่อปี ค.ศ. 1971 นำเสนอแนวคิดดังกล่าวกับ Thomas Congdon บรรณาธิการของ Doubleday ฟังแล้วรู้สึกน่าสนใจ เลยให้ทดลองเขียนสี่บทแรก (ค่าจ้าง $1,000 เหรียญ) ก่อนพัฒนากลายเป็นนวนิยายขนาดยาว (จ่ายเงินล่วงหน้า $7,500 เหรียญ)

Benchley ทำการค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับฉลามจากการอ่านหนังสือ รับชมสารคดี Blue Water White Death (1971) นำแรงบันดาลใจหลักจากเหตุการณ์ฉลามโจมตีมนุษย์ (Shark Attacks) ริมชายฝั่ง Jersey Shore เมื่อเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1916 มีผู้เสียชีวิต 4 คน ได้รับบาดเจ็บสาหัสอีกหนึ่ง

ขณะที่ตัวละคร Quint มีต้นแบบจากชาวประมง Frank Mundus เมื่อปี ค.ศ. 1964 ทำการจับปลาฉลามขาว (Great White Shark) น้ำหนักตัวกว่า 4,550 ปอนด์ (2,060 กิโลกรัม) ได้ที่ Montauk, New York

สำหรับชื่อหนังสือ ในตอนแรกมีคำแนะนำอย่าง The Stillness in the Water, Leviathan Rising, ขณะที่ Benchley เสนอแนะ The Jaws of the Death, The Jaws of Leviathan ว่ากันว่ามีประมาณ 125 ชื่อ ถกเถียงกับบรรณาธิการจนใกล้ถึงวันต้องเริ่มตีพิมพ์ ถึงได้ข้อสรุปเลือกใช้ Jaws

We cannot agree on a word that we like, let alone a title that we like. In fact, the only word that even means anything, that even says anything, is “jaws”. Call the book Jaws. He said “What does it mean?” I said, “I don’t know, but it’s short; it fits on a jacket, and it may work.” He said, “Okay, we’ll call the thing Jaws.

Peter Benchley ถกเถียงชื่อหนังสือกับบรรณาธิการ

สำหรับปกหนังสือ(เดียวกับโปสเตอร์ภาพยนตร์) ออกแบบโดยศิลปิน Paul Bacon ทำการวาดศีรษะฉลาม และหญิงสาวตัวเล็กๆแหวกว่ายอยู่บนผืนน้ำ เพื่อเป็นการสร้างสัมผัสหายนะกำลังแหวกว่ายเข้าหา และขนาดมหึมา(ของฉลาม)อันน่าหวาดสะพรึง … ขณะที่โปสเตอร์ภาพยนตร์วาดใหม่โดย Roger Kastel โดยไม่ได้มีการจ่ายค่าลิขสิทธิ์ประการใด!

ก่อนนวนิยายจะได้รับการตีพิมพ์ มีโอกาสผ่านตาของโปรดิวเซอร์ Richard D. Zanuck และ David Brown ต่างอ่านจบเพียงข้ามคืนแล้วแสดงความคิดเห็นว่า “the most exciting thing ever read!” ติดต่อขอลิขสิทธิ์ดัดแปลงภาพยนตร์โดยทันที ด้วยการจ่ายเงินสูงถึง $150,000 เหรียญ รวมกับค่าดัดแปลงบท $25,000 เหรียญ (เทียบค่าเงินปี 2021 เท่ากับ $1,070,000 เหรียญ)

Had we read [the script] twice, in my opinion, we never would have made Jaws. Because anybody with a modicum of production knowledge would know there was no way to get a shark to leap onto the stern of a boat and swallow a man.

โปรดิวเซอร์ David Brown รำพันถึงความรีบเร่งซื้อลิขสิทธิ์ดัดแปลงนวนิยาย Jaws

จากนั้น Zanuck และ Brown ทำการติดต่อผกก. John Sturges ที่เคยสรรค์สร้าง The Old Man and the Sea (1958) ได้รับคำตอบปฏิเสธ, บุคคลต่อมาคือ Dick Richards เพิ่งมีผลงานแจ้งเกิด The Culpepper Cattle Co. (1972) ในตอนแรกก็ตอบตกลง แล้วถูกสองโปรดิวเซอร์บีบให้ออก (เพราะพี่แกมัวแต่เข้าใจผิดระหว่างฉลามกับปลาวาฬ)

ก่อนส้มหล่นใหญ่ Steven Spielberg ที่กำลังสรรค์สร้าง The Sugarland Express (1974) เมื่อมีโอกาสอ่านนวนิยาย ก็เกิดความประทับใจอย่างมากๆ เปรียบเทียบผลงานก่อนเรื่องหน้า Duel (1971) แสดงวิสัยทัศน์จนสองโปรดิวเซอร์ยินยอมเซ็นสัญญากำกับ เดือนมิถุนายน ค.ศ. 1973

I wanted to do Jaws for hostile reasons. I read it and felt that I had been attacked. It terrified me, and I wanted to strike back.

I always thought that Jaws was kind of like an aquatic version of Duel. It was once again about a very large predator, you know, chasing innocent people and consuming them – irrationally. It was an eating machine. At the same time, I think it was also my own fear of the water. I’ve always been afraid of the water, I was never a very good swimmer. And that probably motivated me more than anything else to want to tell that story.

Steven Spielberg

ย้อนกลับมานวนิยาย Jaws อีกสักนิด เมื่อได้ฤกษ์วางจำหน่ายเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1974 แม้เสียงตอบรับจากนักวิจารณ์วรรณกรรมจะผสมๆ เพราะครึ่งแรกน้ำเน่ามาก ครึ่งหลังตอนไล่ล่าฉลามค่อยดูดีขึ้นมาหน่อย แต่เพราะได้กระแสดัดแปลงภาพยนตร์ เลยทำให้กลายเป็น Best-Selling ขายดีอันดับหนึ่งติดต่อกันถึง 44 สัปดาห์ เมื่อตอนหนังเข้าฉายเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1975 มียอดจำหน่าย 5.5 ล้านเล่ม, ประมาณการณ์ทั่วโลกถึงปัจจุบันน่าจะสูงถึง 20 ล้านเล่ม!


Steven Allan Spielberg (เกิดปี 1946) เจ้าของฉายา ‘พ่อมดแห่งวงการภาพยนตร์’ เกิดที่ Cincinnati, Ohio ในครอบครัว Orthodox Jewish ปู่ทวดอพยพจากประเทศ Ukrane ชอบเล่าอดีตถึงญาติพี่น้องที่ต้องสูญเสียชีวิตในค่ายกักกันนาซี, ตั้งแต่เด็กค้นพบความสนใจในสื่อภาพยนตร์ Captains Courageous (1937), Pinocchio (1940), Godzilla, King of the Monsters (1956), Lawrence of Arabia (1962), รวมถึงหลายๆผลงานของผู้กำกับ Akira Kurosawa, กำกับเขียนบทภาพยนตร์เรื่องแรก Firelight (1963) โดยได้ทุนจากครอบครัว $500 เหรียญ

หลังเรียนจบมัธยมปลายมุ่งสู่ Los Angeles เข้าศึกษาต่อ California State University, Long Beach ระหว่างนั้นเป็นเด็กฝึกงานยัง Universal Studios มีโอกาสถ่ายทำหนังสั้น Amblin’ (1968) คว้ารางวัลมากมายจนไปเข้าตารองประธานสตูดิโอขณะนั้น Sidney Sheinberg จับเซ็นสัญญา 7 ปี ดรอปเรียนมหาวิทยาลัย เริ่มทำงานเป็นผู้กำกับซีรีย์โทรทัศน์ Night Gallery (1969) ตอน Eyes นำแสดงโดย Joan Crawford แม้เสียงตอบรับจะไม่ค่อยดีนัก แต่ได้รับคำชื่นชมจาก Crawford เชื่อเลยว่าไอ้เด็กคนนี้อนาคตไกลแน่ๆ

หลังเสร็จจาก The Sugarland Express (1974) ผู้กำกับ Spielberg ก็เริ่มงาน Jaws (1975) ต่อทันที! โดยให้คำแนะนำผู้แต่ง Peter Benchley พัฒนาบทร่างด้วยการปรับเปลี่ยนครึ่งแรกของนวนิยาย (ครุ่นคิดเขียนเรื่องใหม่เลย!) แล้วคงเหตุการณ์องก์สุดท้ายเอาไว้ (เกี่ยวกับการไล่ล่าฉลาม)

I’d like to do the picture if I could change the first two acts and base the first two acts on original screenplay material, and then be very true to the book for the last third.

Steven Spielberg

มีนักเขียนหลายคนที่ผู้กำกับ Spielberg พยายามติดต่อมาให้ช่วยปรับแก้ไขบทหนัง John Byrum, William Link, Richard Levinson, Howard Sackler ฯลฯ ส่วนใหญ่ล้วนตอบปัดปฏิเสธ จนกระทั่งได้ Carl Gottlieb นักเขียนซิทคอม The Odd Couple (1970-75) ทีแรกว่าจะขัดเกลาบทสนทนาแค่เพียงหนึ่งสัปดาห์ แต่พอเริ่มต้นโปรดักชั่นก็ยังทำอะไรไม่เสร็จ ไปๆมาๆอยู่ช่วยงานจนเสร็จสิ้นการถ่ายทำ

ผู้กำกับ Spielberg ประเมินว่าหนังมีประมาณ 27 ฉากที่แตกต่างจากต้นฉบับนวนิยาย ส่วนใหญ่คือครึ่งแรกเปลี่ยนจากเรื่องราวรักๆใคร่ๆ คบชู้สู่ชาย มาเป็นอารัมบทหายนะ เสียดสีสังคมอเมริกัน นำแรงบันดาลใจจากบทละครเวที An Enemy of the People (1882) ประพันธ์โดย Henrik Ibsen สัญชาติ Norwegian, สำหรับฉากสำคัญอื่นๆ อาทิ

  • เมืองสมมติ Amity เดิมนั้นตั้งอยู่ชายฝั่งทางตอนใต้ของ Long Island, New York เปลี่ยนสถานที่ถ่ายทำบนเกาะ Martha’s Vineyard, Massachusetts
  • พื้นหลังตัวละคร Martin Brody มาจากแผ่นดินใหญ่ (ไม่ใช่ชาวเกาะ) และเป็นโรคหวาดกลัวท้องทะเล
  • พื้นหลังตัวละคร Quint คือผู้รอดชีวิตจาก USS Indianapolis
  • ตามนวนิยาย Hooper จะต้องถูกฉลามกิน แต่เพราะมีการนำฟุตเทจถ่ายทำกับฉลามจริงๆแทรกใส่ลงมา ซึ่งทำการหย่อนกรงเปล่าลงในน้ำ จึงจำเป็นต้องให้ตัวละครรอดชีวิต
    • ในนวนิยาย Hooper ยังเป็นชู้รักภรรยาของ Chief Brody ด้วยนะครับ แต่หนังตัดประเด็นรักๆใคร่ๆทิ้งไปหมดสิ้น
  • จุดจบของฉลาม ในนวนิยายได้รับบาดเจ็บสาหัสจนหมดสิ้นเรี่ยวแรง แต่หนังเปลี่ยนเป็นถังแก๊สระเบิด เพื่อว่าสร้างความตื่นเต้นระทึกใจ “big rousing ending”

เกร็ด: ก่อนเริ่มต้นโปรดักชั่น ผกก. Spielberg เกิดความลังเลใจต่อโปรเจคนี้ ครุ่นคิดว่าตนเองอาจกลายเป็น Typecast ในฐานะ “Truck and Shark director” เลยครุ่นคิดอพยพย้ายไปสตูดิโอ Fox เพื่อสรรค์สร้างภาพยนตร์ Lucky Lady (1975) แต่ถูกสองโปรดิวเซอร์อ้างถึงสัญญาเซ็นเอาไว้ แล้วให้คำมั่นเพิ่มเติมว่า “after [Jaws], you can make all the films you want”.


เรื่องราวมีพื้นหลังยังเกาะสมมติ Amity Island ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม ใกล้วันชาติสหรัฐอเมริกา (4 กรกฎาคม) วัยรุ่นสาวคนหนึ่งถูกฉลามโจมตีจนเสียชีวิต แต่ผู้ว่าการ Mayor Larry Vaughn (รับบทโดย Murray Hamilton) กลับพยายามโน้มน้าวหัวหน้าตำรวจ Cheif Martin Brody (รับบทโดย Roy Scheider) ปิดข่าวลือเสียๆหายๆดังกล่าว เพราะจะทำลายช่วงเวลาท่องเที่ยว แต่ไม่ทันไรก็มีเด็กชายตกเป็นเหยื่อฉลามอีกครั้ง นั่นทำให้วันหยุดฤดูร้อนบนเกาะแห่งนี้สิ้นสุดลงโดยพลัน

Cheif Brody จึงจัดทีมออกไล่ล่าฉลาม ประกอบด้วยนักสมุทรศาสตร์ Matt Hooper (รับบทโดย Richard Dreyfuss) และบุคคลอ้างตัวว่าเป็นนักล่าฉลาม Quint (รับบทโดย Robert Shaw) ขึ้นเรือลำเล็กล่องสู่กลางทะเล พยายามใช้สรรพวิธีในการค้นหา แต่ไม่นานพวกเขาก็พบว่าเจ้าฉลามขาวตัวนี้ขนาดใหญ่เกินไป

“You’re gonna need a bigger boat”.

แต่ด้วยความเย่อหยิ่งทะนงตนของ Quint ทำลายอุปกรณ์สื่อสาร ปฏิเสธล้มเลิกแผนการ ไม่ยินยอมรับความพ่ายแพ้ นั่นทำให้ทั้งสามตกอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงอันตราย ท้าความตาย จะมีหนทางไหนสามารถต่อสู้เอาชนะเจ้าฉลามยักษ์ตนนี้ได้หรือไม่!


Roy Richard Scheider (1932-2008) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Orange, New Jersey ตั้งเแต่เด็กชื่นชอบการเล่นกีฬา เบสบอล ชกมวย เคยขึ้นชกเวทีสมัครเล่น 12 ไฟต์ ชนะ 11 แพ้ 1, พอเรียนจบมัธยมเข้าศึกษาด้านการแสดง Rutgers Universiy และ Franklin and Marshall College, จากนั้นอาสาสมัครทหารอากาศ, พอปลดประจำการก็เข้าสู่วงการภาพยนตร์ เริ่มมีชื่อเสียงจาก Klute (1971), The French Connection (1971), The Seven-Ups (1973), Jaws (1975), Marathon Man (1976), Sorcerer (1977), All That Jazz (1979), Naked Lunch (1991) ฯลฯ

รับบท Chief Martin Brody หัวหน้าตำรวจประจำเกาะ Amity Island แต่ก่อนเคยอาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินใหญ่ แล้วเบื่อหน่ายความวุ่นๆวายๆ เลยตัดสินใจพาครอบครัวอพยพมาตั้งถิ่นฐาน ซื้อบ้านติดทะเลบนเกาะแห่งนี้ ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย สุขสบาย แม้จะมีอาการหวาดกลัวน้ำทะเลก็ตามที

กระทั่งวันหนึ่งเรื่องวุ่นๆก็บังเกิดขึ้น เมื่อมีวัยรุ่นสาวถูกฉลามโจมตี ขณะกำลังจะออกประกาศห้ามไม่ให้นักท่องเที่ยวลงเล่นน้ำ กลับถูกกีดกันโดยนายกเทศมนตรี ทำให้เขาตัดสินใจนั่งเฝ้าสังเกตการณ์บริเวณชายหาด พยายามจับจ้องมอง เต็มไปด้วยอาการหวาดระแวง และเมื่อสิ่งที่คาดคิดไว้บังเกิดขึ้น ก็จำเป็นต้องใช้วิธีการขั้นเด็ดขาด

แม้จะมีอาการหวาดกลัวน้ำทะเล แต่เพื่อความสงบสุขของเกาะ Amity Island จึงจำเป็นต้องรวบรวมทีมผู้เชี่ยวชาญ แล้วติดตามออกทะเลเพื่อไปต่อสู้กับฉลาม ช่วงแรกๆอาจดูเหมือนไม่ช่วยอะไรมาก แต่สุดท้ายกลับครุ่นคิดแผนการ และจัดการเจ้าฉลามให้กลายเป็นผุยผง

นักแสดงที่อยู่ในความสนใจแรกก็คือ Robert Duvall แต่พี่แกอยากเล่นบท Quint มากกว่า, ต่อมาคือ Charlton Heston แต่ผู้กำกับ Spielberg มองว่าพลังดาราอาจกลบเกลื่อนเรื่องราวเกี่ยวกับฉลาม, นักแสดงคนอื่นๆ อาทิ Gene Hackman, Joe Bologna ฯลฯ

สำหรับ Roy Scheider เห็นว่าแอบได้ยินการสนทนาของผกก. Spielberg ในงานเลี้ยงปาร์ตี้แห่งหนึ่ง จึงเข้าไปร่วมวงแสดงความสนใจ, ในตอนแรก Spielberg กลัวว่า Scheider ติดภาพลักษณ์ ‘tough guy’ จาก The French Connection (1971) แต่พูดคุยกันสักพักก็ยินยอมตอบตกลง

ซึ่งจะว่าไป Scheider ก็ยังคงภาพลักษณ์ ‘tough guy’ แม้สวมใส่แว่นให้ดูเนิร์ดขึ้นมาก็เถอะ ถึงอย่างนั้นการสร้างจุดอ่อนให้ตัวละคร มีอาการหวาดกลัวน้ำทะเล ห่วงลูกห่วงภรรยา และเมื่อต้องอยู่ร่วมซีนกับจอมถึกตัวจริงอย่าง Shaw ก็ทำให้ตัวละคร Chief Brody กลายเป็นพ่อหนุ่มน้อยไปเลยละ

Chief Brody เป็นตัวแทนของบุคคลธรรมดาสามัญ แม้เป็นหัวหน้าตำรวจแต่ก็แทบไร้อำนาจ/สิทธิ์เสียง ถูกบีบบังคับให้ต้องเลือกระหว่างสามัญสำนึก/ความถูกต้อง vs. ผลประโยชน์ชุมชน ตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก จนเกิดอาการหวาดระแวง วิตกจริต ไม่รู้จะครุ่นคิดทำอะไร หรือแม้แต่ตอนออกเรือล่าฉลาม ก็ยังอยู่กึ่งกลางระหว่าง Hooper vs. Quint ตัวแทนของวิทยาศาสตร์ vs. สันชาตญาณ, Id vs. SuperEgo ทำได้เพียงดั้นสดประโยคสุดคลาสสิก

“You’re gonna need a bigger boat”.

แม้ว่า Scheider จะหวนกลับมาแสดงภาคต่อ Jaws 2 (1978) แต่เจ้าตัวเคยให้สัมภาษณ์บอกว่าคิดผิดพลาดอย่างรุนแรง ไม่น่าเห็นแก่เงินเลยสักนิด (จริงๆแล้ว Jaws 2 ทำเงินพอๆกับภาคแรก แต่คุณภาพอย่าไปพูดถึงมันดีกว่า)


Robert Archibald Shaw (1927-78) นักแสดงสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Westhoughton, Lancashire โตขึ้นเข้าเรียนการแสดงยัง Royal Academy of Dramatic Art จากนั้นมีผลงานละครเวที รับบทสมทบเล็กๆภาพยนตร์ The Lavender Hill Mob (1951), The Dam Busters (1955), เริ่มมีชื่อเสียงจากซีรีย์โทรทัศน์ The Buccaneers (1956–57), เป็นที่รู้จักระดับนานาชาติจาก From Russia with Love (1963), A Man for All Seasons (1966), The Sting (1973), Jaws (1975) ฯลฯ

รับบท Quint อดีตทหารเรือประจำ USS Indianapolis ผู้มีความจงเกลียดจงชังฉลาม ต้องการออกไล่ล่า เข่นฆ่า แลกกับค่าตัวจำนวนมหาศาล เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง ทะนงตน แต่ไม่เคยมีครั้งไหนเผชิญหน้าฉลามขาวมหึมาขนาดนี้ พยายามใช้กลยุทธ์ทุกวิถีทาง ถึงขนาดทุบหม้อข้าวตัวเองก็ยังมิอาจเอาชนะ จึงยินยอมละทอดทิ้งศักดิ์ศรี ขอความช่วยเหลือจาก Hooper เพื่อการต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดนี้

นักแสดงที่ได้รับการติดต่อ อาทิ Lee Marvin, Sterling Hayden, Robert Mitchum, Oliver Reed ฯลฯ ก่อนจะมาลงเอย Robert Shaw เพราะสองโปรดิวเซอร์ Zanuck & Brown เพิ่งร่วมงานภาพยนตร์ The Sting (1973)

ถึงอย่างนั้น Shaw กลับไม่ได้ชื่นชอบนวนิยายเล่มนี้สักเท่าไหร่ แต่สาเหตุที่ยินยอมตอบตกลง เพราะภรรยา Mary Ure แสดงความกระตือรือร้นอยากให้เขาแสดงบทบาทนี้มากๆ

They want me to do a movie about this big fish. I don’t know if I should do it or not.

Jaws was not a novel. It was a story written by a committee, a piece of shit. But the last time they were that enthusiastic was From Russia With Love, and they were right then. So I took the part.”

Robert Shaw

แม้ตัวละคร Quint มีอุปนิสัยไม่ต่างจาก ‘a piece of shit’ แต่การแสดงของ Shaw ถือเป็นอีกไฮไลท์ของหนัง! มีความดิบเถื่อน เย่อหยิ่งทะนงตน หลงตนเอง ครุ่นคิดว่าฉันเก่ง ปฏิเสธโอนอ่อนต่อผู้ใด ด้วยเหตุนี้เลยไม่ชอบขี้หน้า Hooper รวมถึง Dreyfuss ในชีวิตจริง มีเรื่องให้จิกกัด ทะเลาะเบาะแว้ง โต้ถกเถียงในกองถ่ายกันบ่อยครั้ง

[Shaw] was a perfect gentleman whenever he was sober. All he needed was one drink and then he turned into a competitive son-of-a-bitch.

Richard Dreyfuss

Robert would basically humiliate Richard into taking a chance. For instance, Robert would say, ‘I’ll give you a hundred bucks if you climb up to the top of the mast on the Orca and jump off into the water.’ It got ugly. But it was also Quint and Hooper living out that relationship as Shaw and Dreyfuss.

Steven Spielberg

ในเกร็ดหนังมีอธิบายว่า Shaw ได้แรงบันดาลใจตัวละคร Quint จากนักแสดงสมทบที่เป็นชาวประมงพื้นบ้านคนหนึ่ง มีความเย่อหยิ่งทะนงตน โอ้อวด และหลงตัวเองมากๆ แต่ผมรู้สึกว่าบทบาทนี้ ‘Shaw เล่นเป็น Shaw’ เสียมากกว่า! ไม่ได้ต้องปรุงแต่ง หรือมองหาแรงบันดาลใจจากใคร

แต่ถึงเป็นตัวละครที่ชอบหาเรื่องชาวบ้านไปทั่ว ระหว่างการเล่าเรื่องราวเคยบังเกิดขึ้นกับ USS Indianapolis น่าจะทำให้ผู้ชมหลายคนเกิดความเข้าใจเหตุผล อิทธิพล เพราะเหตุใดชายคนนี้ถึงกลายมาเป็นแบบนี้ ยินยอมรับนับถือในความหาญกล้า บ้าบิ่น แท้จริงแล้วลึกๆย่อมเต็มไปด้วยความขลาดหวาดกลัว พยายามสร้างภาพภายนอกให้ดูเข้มแข็งแกร่งเท่านั้นเอง

และฉากที่ Quint หมดหนทางต่อสู้กับเจ้าฉลามขาว หันมาสอบถามแผนการของ Hooper ผมรู้สึกว่านั่นเป็นวินาทีอันน่าทึ่ง เพราะตัวละครนี้เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งทะนงตน ศักดิ์ศรีค้ำคอ แต่เพื่อชัยชนะและการเอาตัวรอด ถึงขนาดยินยอมโอนอ่อนผ่อนปรน แม้มันจะสายเกินไปก็เถอะ แต่ถือเป็นการดิ้นรนเฮือกสุดท้ายได้เช่นกัน


Richard Stephen Dreyfuss (เกิดปี 1947) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Brooklyn, New York แล้วไปเติบโตยัง Los Angeles, California ครอบครัวมีเชื้อสาย Jewish อพยพจาก Russia และ Poland, ตั้งแต่เด็กได้เป็นนักแสดงยัง Temple Emanuel, Beverly Hills พออายุ 15 ได้ร่วมแสดงซีรีย์ In Mama’s House, ร่ำเรียนการแสดงยัง San Fernando Valley State College, มีผลงานละครเวที Broadway, Off-Broadway, ซีรีย์โทรทัศน์, บทสมทบเล็กๆ The Graduate (1967), เริ่มเป็นที่รู้จักจาก American Graffiti (1973), The Apprenticeship of Duddy Kravitz (1974), โด่งดังกับ Jaws (1975), Close Encounters of the Third Kind (1977), The Goodbye Girl (1977), Always (1989), Mr. Holland’s Opus (1995) ฯลฯ

รับบท Matt Hooper นักสมุทรศาสตร์ (Oceanographer) ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับฉลาม แต่มักแสดงท่าทางลุกรี้ลุกรน จนดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือสักเท่าไหร่ พึ่งพาอะไรไม่ค่อยได้ แถมยังชอบอวดอ้างวิชา เก่งแค่ในตำรา ครุ่นคิดว่าฉันพานผ่านประสบการณ์มามาก ด้วยเหตุนี้มองตาเลยเกลียดขี้หน้า Quint เต็มไปด้วยคำสถบ ดูถูกเหยียดหยาม จนกระทั่งพวกเขาเผชิญหน้าสถานการณ์เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ถึงสามารถยินยอมรับกันและกันขึ้นมานิดนึง

นักแสดงที่ได้รับการติดต่อ อาทิ Jon Voight, Timothy Bottoms, Jan-Michael Vincent, Kevin Kline, Joel Grey, Jeff Bridges, Dustin Hoffman, แต่เป็นผู้กำกับ George Lucas แนะนำ Richard Dreyfuss ที่เพิ่งเคยร่วมงาน American Graffiti (1973)

What am I doing out in the middle of the goddam ocean when I could be back in civilization, making personal appearances?

Richard Dreyfuss

ในตอนแรก Dreyfuss บอกปัดโปรเจคนี้ แต่เพราะความผิดหวังในรอบทดลองฉาย The Apprenticeship of Duddy Kravitz (1974) กลัวจะไม่มีใครว่าจ้างงาน เลยยินยอมตอบตกลงก่อนหนังเริ่มโปรดักชั่นเพียง 9 วัน ไม่มีโอกาสอ่านนวนิยายด้วยซ้ำ

แซว: เอาเข้าจริงๆ The Apprenticeship of Duddy Kravitz (1974) สามารถคว้ารางวัล Golden Berlin Bear และได้รับการยกย่องติดอันดับ Top 10 Canadian Films of All Time twice ถึงสองครั้ง (ปี 1984 และ 1993)

บทบาท Hooper อาจดูจืดจางที่สุดในบรรดาสามนักแสดงนำ เพราะความเนิร์ดๆ เก่งแต่ในตำรา จึงมักโดนดูถูก มองข้าม ไม่มีใครเห็นหัว แต่การแสดงของ Dreyfuss เป็นคู่กัดที่ต่อล้อต่อเถียงกับ Shaw ได้อย่างจัดจ้าน ถึงพริกถึงขิง โรแมนติกยิ่งกว่าคนรัก โดยเฉพาะฉากแข่งกันอวดอ้างสรรพคุณรอยแผลเป็น ต่างไม่มีใครยอมกันและกัน

แม้ว่า Hooper จะเป็นคู่กัดกับ Quint แต่ทั้งสองก็ต่างยินยอมรับ ไว้เนื้อเชื่อใจกันและกัน (มากยิ่งกว่า Chief Brody ที่ถือเป็นเพียงผู้โดยสารเท่านั้น) เพราะพวกเขาเคยเผชิญสถานการณ์เฉียดเป็นเฉียดตาย แม้ขี้ขลาดหวาดกลัวตัวสั่นขนาดไหน ก็ยังมีสติที่สามารถครุ่นคิดแก้ปัญหา หาหนทางเอาตัวรอดจากหายนะได้อย่างน่าอัศจรรย์


ถ่ายภาพโดย Bill Butler ชื่อจริง Wilmer C. Butler (เกิดปี 1921) ตากล้องสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Cripple Creek, Colorado แล้วมาเติบโตยัง Mount Pleasant, Iowa สำเร็จการศึกษาวิศวกรรม University of Iowa ทำงานเป็นวิศวกรในสถานีวิทยุที่ Gary, Indiana ก่อนย้ายมา Chicago ช่วยออกแบบเสาสัญญาณโทรทัศน์ การถ่ายทอดสด จนมีโอกาสรับรู้จักผู้กำกับ William Friedkin ร่วมถ่ายทำสารคดี The People vs. Paul Crump (1965), จากนั้นเข้าสู่วงการภาพยนตร์ Fearless Frank (1967), The Rain People (1969), เป็นตากล้องกองสอง Deliverance (1972), The Godfather (1973), โด่งดังจาก The Conversation (1974), Jaws (1975), One Flew Over the Cuckoo’s Nest (1975), Grease (1978), Rocky 2 & 3 & 4, Child’s Play (1988), Anaconda (1997) ฯลฯ

จากเพียงคำพูดเล่นๆทักทายผู้กำกับรุ่นน้อง “I hear you’re making a movie about a fish”. ไปๆมาๆ Spielberg เลยสอบถาม Butler ว่าสนใจอยากร่วมงาน เดินทางไปถ่ายทำยัง Martha’s Vineyard, Massachusetts หรือไม่??

เพราะเคยมีประสบการณ์ใช้กล้อง Panaflex ระหว่างถ่ายทำ The Sugarland Express (1974) ผู้กำกับ Spielberg เลยชักชวน Butler ให้เลือกใช้กล้องน้ำหนักเบาตัวนี้ถ่ายทำฉากบนเรือ โดยเฉพาะเมื่อผู้ควบคุมกล้อง (Camera Operator) Michael Chapman ต้องปีนป่ายขึ้นไปบนเสากระโดง

About 90% of the shots on the boat were handheld. Michael was intrigued by the idea and was very good at it. We did things that we probably wouldn’t have tried without the lightweight camera. Michael even climbed the mast and shot from the top straight down. We also put him in a small boat.

Bill Butler

At first I was worried about the viewing system. The eyepiece is up against the camera and it took me a while to get used to that. As a hand-held camera, it’s rather heavy, 34 pounds, but it’s balanced very well. We really wouldn’t have been able to do this picture without the Panaflex. It’s not as big as the PSR and we had to do sound shots where we just couldn’t bring the PSR and go jumping from boat to boat eight and nine times a day.

Michael Chapman

เพราะมีหลายฉากที่ต้องถ่ายทำระดับพื้นผิวน้ำ (ขณะที่ฉากใต้น้ำถ่ายทำในแท้งน้ำสตูดิโอ M-G-M) ตากล้อง Butler เลยครุ่นคิดประดิษฐ์สิ่งที่เรียกว่า ‘water box’ สำหรับกันน้ำเข้า รวมถึงโป๊ะ แพยาง สำหรับล่องลอยคอกลางทะเล, นอกจากนี้ยังอุปกรณ์ชื่อว่า Spray Deflector หมุนด้วยความเร็วสูงติดตั้งไว้หน้ากล้อง เพื่อไม่ให้หยดน้ำสาดกระเซ็นเข้ามาโดนเลนส์หน้ากล้อง

แซว: เพื่อทดสอบว่า ‘water box’ สามารถกันน้ำเข้าได้จริง จึงมีการนำน้ำทะเลใส่ลงในกล่องแล้วส่งขึ้นเครื่องบินไป New York พบว่าไม่มีการรั่วไหลออกมาสักหยด –“

Butler มีภาพของหนังที่ครุ่นคิดไว้แบ่งออกเป็นสองส่วน ครึ่งแรกคือช่วงฤดูร้อน แสงอาทิตย์สาดส่อง โทนสีสันสดใส อยากให้มีกลิ่นอายภาพวาดศิลปิน Andrew Wyeth, ขณะที่ครึ่งหลังการไล่ล่าฉลามจะเน้นความทะมึน อึมครึม เวิ้งว่างเปล่า ล่องลอยคออยู่กลางท้องทะเล

My philosophy for this film was that it should have an Andrew Wyeth look in the beginning, and as the story takes place around the Fourth of July I wanted it to look sunshiny. For the third act at sea, when they go for the shark, my feeling was that it should be dreary. It should look ominous, and foreboding. Having no control over New England weather was a problem, but by careful choice of angle I think we can make everything match, even though the weather was often against us.

Bill Butler

จริงๆแล้วฉากในท้องทะเลสามารถถ่ายทำที่แท้งน้ำด้านหลังสตูดิโอ แต่ผู้กำกับ Spielberg ยืนกรานอย่างหนักแน่นว่าจะต้องถ่ายทำยังสถานที่จริง นั่นเป็นสิ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เลยไม่มีใครให้คำแนะนำถึงความยุ่งยากลำบาก รวมถึงข้อจำกัดโน่นนี่นั่นมากมาย

I could have shot the movie in the tank or even in a protected lake somewhere, but it would not have looked the same. I was naive about the ocean, basically. I was pretty naive about mother nature and the hubris of a filmmaker who thinks he can conquer the elements was foolhardy, but I was too young to know I was being foolhardy when I demanded that we shoot the film in the Atlantic Ocean and not in a North Hollywood tank.

Steven Spielberg

โปรดักชั่นถ่ายทำเริ่มต้นวันที่ 2 พฤษภาคม ค.ศ. 1974 ด้วยแผนงานตั้งต้น 55 วัน ซึ่งจะพอดิบพอดีคาบเกี่ยวช่วงวันหยุดยาว 4 กรกฎาคม (เพื่อจะได้บันทึกภาพฝูงชนที่มาท่องเที่ยว) แต่ความล่าช้าบานปลายไปถึง 6 ตุลาคม (จนนักท่องเที่ยวกลับบ้านหมดแล้ว) รวมระยะเวลา 159 วัน

Morally, I can account for only one-fourth of a day’s work done every day. And 70 percent of the problem has been the water. This is the first picture to do half of its shooting on location at sea. Because it’s the first, it’s bloody expensive. This picture is a mathematician’s dream and a filmmaker’s horror.

การเลือกใช้สถานที่ถ่ายทำ Martha’s Vineyard, Massachusetts เพราะเกาะแห่งนี้ดูมีความเป็น ‘Lower-Middle Class’ เหมาะสำหรับคนทั่วไปมาท่องเที่ยวพักผ่อน ใช้เวลาวันหยุดฤดูร้อน มากกว่าชายหาดบริเวณ Long Island ที่ดูไฮโซหรูหรา อีกทั้งความลึกของท้องทะเลไม่ถึง 35 ฟุต (11 เมตร) ตลอดระยะทาง 19 ไมล์ (12 กิโลเมตร) เหมาะสำหรับล่องเรือไปถ่ายทำนอกชายฝั่ง รวมถึงฉากใต้น้ำ ฉลามแหวกว่าย ไม่เป็นอันตรายเกินไป


สำหรับเจ้าฉลามขาว (Great White Shark) ความยาว 25 ฟุต (7.62 เมตร) สามารถทะยานขึ้นเหนือน้ำ แหวกว่ายใต้ท้องทะเล งับเรือ และกินมนุษย์ได้ทั้งตัว สร้างขึ้นโดย Robert A. Mattey (1910-1993) นักออกแบบ Special Effect Artist วิศวกรร่วมสร้าง Disneyland ก่อนหน้านี้โด่งดังจากออกแบบปลาหมึกยักษ์ 20,000 Leagues Under the Sea (1954) และเกือบคว้า Oscar: Best Special Effects ภาพยนตร์ The Absent-Minded Professor (1961)

รายละเอียดเกี่ยวกับฉลามขาวยุคสมัยนั้นยังมีน้อยยิ่งนัก แต่ก็ได้ความช่วยเหลือเป็นอย่างดีจากสถาบัน Scripps Institute และ California Academy of Science โดยเฉพาะ Leonard Campango นักมีนวิทยาผู้รอบรู้แทบทุกสิ่งอย่างเกี่ยวกับฉลาม จนสามารถวาดภาพร่าง ปั้นแบบ ขึ้นโครงด้วยไม้อัด ติดตั้งกลไก (ต้องใช้ทีมงาน 14 คน ควบคุมการเคลื่อนไหว) แปะเนื้อดินเหนียว และห่อหุ้มพลาสติกกันน้ำอีกชั้น (ทำมาจากสารพลาสติกเหลว Lasmer) รวมระยะเวลาสร้างนานถึง 6 เดือน!

มูลค่าของฉลามมีรายงานสูงถึง $250,000 เหรียญ คงเพราะต้องสร้างขึ้นถึง 3 ตัว ฉลามซ้าย, ฉลามขวา (เปิดท้องด้านหนึ่ง สำหรับติดตั้งกลไกขยับเคลื่อนไหว) และเต็มตัว (สำหรับดำลงใต้น้ำ) ตั้งชื่อว่า Bruce ตามชื่อทนายความ Bruce Ramer ของผู้กำกับ Spielberg แต่ทีมงานมักเรียกชื่อเล่น Flaws เพราะมันพังบ่อยมาก กลไกไม่ทำงาน แทบทุกครั้งที่ลงสัมผัสน้ำทะเล งบประมาณในส่วนซ่อมแซมเห็นว่าพุ่งทะยานไปถึง $3 ล้านเหรียญ

เกร็ด: เจ้าฉลาม Bruce ยังกลายเป็นต้นแบบตัวละครฉลาม ในภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่อง Finding Nemo (2003)

อีกตัวละครหนึ่งที่ต้องกล่าวถึงก็คือเรือ Orca (หรือคือวาฬเพชฌฆาต ‘Killer Whale’ ศัตรูคู่อาฆาตของฉลาม) ต้องใช้ถึงสองลำ Orca I สามารถเดินเรือได้ตามปกติ, Orca II ออกแบบโดยไม่มีท้องเรือ แล้วติดตั้งถังน้ำสูบเข้า-ออก (ไว้ภายใต้ท้องเรือ, ดังภาพสอง) เพื่อให้สามารถจมลง-ลอยขึ้น (เผื่อในกรณีผิดพลาดจะสามารถเริ่มต้นถ่ายทำใหม่)

ปัญหาเกิดขึ้นตั้งแต่วันแรกๆของการถ่ายทำบน Orca II เมื่อฉลามงับท้ายเรือ น้ำหนักเป็นตันๆของมันทำให้น้ำทะเลไหลทะลักเข้าถังอย่างรวดเร็วจนเรือค่อยๆจมลง บรรดาทีมงาน/นักแสดงต่างกระโดดลงน้ำหลบหนีเอาตัวรอด ขณะเดียวกันก็มีเสียงตะโกน “Save the Camera!” และ “Save the lights!” ยังดีที่เรือลำนี้ยึดติดกับเครนของเรืออีกลำ จึงยังสามารถกอบกู้คืนกลับขึ้นมาใช้งานอีกครั้ง

แม้ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้ แต่กล้องตัวหนึ่งจมลงใต้น้ำ ฟีล์มที่คาดว่าจะเสียหาย Butler นำใส่กล่อง ‘water box’ (พร้อมน้ำทะเล) ส่งขึ้นเครื่องบินมุ่งสู่ New York และได้ผู้เชี่ยวชาญของ Technicolor ช่วยกอบกู้ไว้ได้สำเร็จ … นี่ฟังดูคุ้นๆๆนะ

วัยรุ่นหนุ่มสาวนั่งล้อมรอบกองไฟในอารัมบทของหนัง เกิดขึ้นช่วงเวลาไหนกันแน่? ยามเย็นพระอาทิตย์ใกล้ตกดิน? หรืออรุณรุ่งพระอาทิตย์กำลังโผล่พ้นขอบฟ้า? ผมเองก็ไม่รู้เหมือน แต่สังเกตพบว่าฉากนี้มีการใช้ฟิลเลอร์ ‘Day for Night’ ที่ทำให้ภาพถ่ายตอนกลางวันดูมืดครื้มเหมือนตอนกลางคืน … แล้วจะถ่ายติดพระอาทิตย์ทำพรืออะไร? ขึ้นสูงขนาดนั้น ทำไมยังมืดครื้มอยู่ได้?

หญิงสาวชื่อ Chrissie Watkins (รับบทโดย Susan Backlinie, เธอคือนักว่ายน้ำที่ผันตัวมาเป็น Stuntwoman) ส่งสัญญาณชักชวนชายหนุ่มคนหนึ่ง พวกเขาทำการออกวิ่งไล่ (สามารถล้อกับการถูกฉลามไล่ล่า) เลียบๆเคียงๆรั้วไม้ริมชายหาด (สัญลักษณ์ของเส้นแบ่งบางๆระหว่างสองสิ่ง รูปธรรม-นามธรรม, ท้องทะเล-ชายหาด, สันชาติญาณ-สามัญสำนึก, วิ่งจากกองไฟไปถึงดวงอาทิตย์ ฯ) ก่อนที่เธอจะถอดเสื้อผ้าลงเล่นน้ำ ขณะที่เขาหมดเรี่ยวแรงทิ้งตัวลงนอนบนชายหาด

สำหรับคนที่เข้าในแนวคิดเกี่ยวกับการจัดแสง จะตระหนักว่าช็อตนี้ไม่ได้ถ่ายทำในท้องทะเล เพราะมีการสาดแสงสป็อตไลท์ลงมาจากเบื้องบนพื้นผิวน้ำ และไม่มีทางที่พระอาทิตย์ยามอรุณรุ่ง(หรือพลบค่ำ)จะมอบแสงขาวลักษณะนี้ … ฉากนี้ถ่ายทำในแท้งค์น้ำสตูดิโอ M-G-M

อีกหนึ่งข้อแม้ที่ผกก. Spielberg ต่อรองโปรดิวเซอร์ก่อนจรดปากกาเซ็นสัญญากำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ คือชั่วโมงแรกของหนังจะไม่มีการพบเห็นฉลามตัวเป็นๆ วิธีการที่เขานำเสนอก็มีทั้งฉลามปลอม (เด็กๆแกล้งเล่น) พบเห็นเพียงครีบ และนำเสนอผ่านมุมมองบุคคลฉลามที่หนึ่ง (First-Person Perspective จริงๆต้องเรียกว่า First-Shark Perspective)

อย่างช็อตนี้ให้ความรู้สึกเหมือนเจ้าฉลามกำลังจับจ้องมอง แหวกว่ายตรงเข้าหา ก่อนตัดภาพไปยังบนพื้นผิวน้ำ พบเห็นหญิงสาวกำลังกรีดร้อง ตะเกียกตะกาย ตะโกนขอความช่วยเหลือ เหมือนมีอะไรไม่รู้มางับเท้าของตนเอง

เกร็ด: การถ่ายภาพใต้น้ำด้วยสายตาสัตว์ประหลาด ชวนให้นึกถึง Creature from the Black Lagoon (1954) (ที่เป็นแรงบันดาลใจ The Shape of Water (2017))

เมื่อรับทราบโศกนาฎกรรมบังเกิดขึ้น Chief Brody ต้องการทำป้ายเตือน ออกคำสั่งห้ามลงเล่นน้ำ แต่ระหว่างกำลังขึ้นเรือข้ามฟาก เขาถูกต้อนให้จนมุม (ยืนอยู่ฟากฝั่งซ้ายสุด) โดยบรรดาผู้มีอำนาจบนเกาะ Amity Island ไม่ต้องการให้เขาก้าวล้ำเส้น/ข้ามฟากฝั่ง จากเหตุการณ์เล็กๆให้กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต สร้างความแตกตื่นตระหนกต่อนักท่องเที่ยวกำลังจะมาถึงในช่วงวันหยุดยาว

ช่วงทศวรรษ 70s คือสมัยนิยมของเลนส์ Split-Focus Diopter เพื่อการถ่ายภาพระยะใกล้-ไกล ต่างมีความคมชัด สามารถอยู่ร่วมเฟรมเดียวกันได้ (แต่จริงๆแล้วเทคนิค Deep Focus ได้รับการพัฒนาขึ้นตั้งแต่ Citizen Kane (1941)) อย่างช็อตนี้ Chief Brody แม้กำลังรับฟังการสนทนาของชายเบื้องหน้า แต่สายตาของเขาจับจ้องมองหญิงสาวกำลังเล่นน้ำทะเลอยู่เบื้องหลัง

จุดสังเกตของ Split-Focus Diopter คือตำแหน่งกึ่งกลางระหว่างระยะภาพใกล้-ไกล จะมีความเบลอๆ ไม่ความชัด เพราะนั่นคือบริเวณที่เลนส์สองขนาดเชื่อมติดกัน

วินาทีที่เด็กชายถูกฉลามโจมตี ได้ยินเสียงกรีดร้อง น้ำทะเลเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน ภาพจับจ้องใบหน้า Chief Brody กล้องเคลื่อนถอยหลัง พร้อมๆซูมเข้าไปข้างหน้า สร้างความตื่นตระหนักตกใจ สิ่งที่ฉันเคยหวาดหวั่น วิตกจริต มันได้บังเกิดขึ้นจริงเสียแล้ว!

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผกก. Spielberg เลือกใช้เทคนิคนี้นะครับ เมื่อครั้ง The Sugarland Express (1974) นำเสนอมุมมองนักแม่นปืน เคลื่อนถอยหลัง-ซูมเข้าหา รถสายตรวจกำลังขับเคลื่อนเข้ามา

แซว: แม้ชื่อทางการของเทคนิคนี้จะคือ ‘Vertigo Zoom’ แต่ยุคสมัยก่อนที่คนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยรับรู้จัก Vertigo (1958) เคยมีอาจารย์สอนภาพยนตร์เรียกเทคนิคนี้ว่า ‘Jaws Zoom’ เพราะครุ่นคิดว่ามีต้นกำเนิดจาก Jaws (1975)

นี่คือฉลามเสือ (Tiger Shark) ตัวจริงๆถูกฆ่าที่ Florida เพราะบริเวณ Martha’s Vineyard ไม่พบเจอฉลามตัวใหญ่ขนาดนี้ แต่กว่าจะขนส่งมาถึงสถานที่ถ่ายทำ ก็เริ่มส่งกลิ่นเหม็น อวัยวะภายในก็เริ่มเน่าเปื่อย ใกล้ทะลักออกมาทางปาก ด้วยเหตุนี้จึงต้องยกหน้ามันขึ้นมา … ส่วนฉากที่ต้องผ่าท้องฉลาม ใบหน้าอันบูดเบี้ยวของ Dreyfuss คืออาการเหม็นเน่า กลิ่นติดตัวไปหลายวัน (ส่วนทะเบียนรถไม่รู้ของจริงหรือเพิ่มเติมเข้ามา)

แซว: ใครช่างสังเกตป้ายทะเบียนรถที่ออกมาจากท้องฉลาม จะมีตัวเลข 007 เห็นผู้กำกับ Spielberg เคยมีความเพ้อฝันอยากกำกับแฟนไชร์นี้เหมือนกัน! (และ Robert Shaw ก็เคยรับบทเป็นตัวร้าย From Russian with Love (1963))

ฟุตเทจนักท่องเที่ยว (Tourist) ก็คือนักท่องเที่ยวจริงๆที่เดินทางมาพักร้อนบนเกาะ Martha’s Vineyard, Massachusetts ช่วงวันหยุดยาว 4 กรกฎาคม คาบเกี่ยวกับช่วงเวลาถ่ายทำหนังพอดิบดี! แต่เดิมนั้นมีนักท่องเที่ยวโดยเฉลี่ยปีละ 5,000 คน แต่หลังจากภาพยนตร์เรื่องนี้ออกฉาย พุ่งทะยานถึง 15,000 คน (ปัจจุบันก็ไม่รู้ถึงเท่าไหร่แล้วนะ)

แซว: สำหรับชาวเมืองที่มาร่วมแสดงเป็นตัวประกอบบนชายหาด ส่งเสียงกรีดร้อง วิ่งหนีฉลาม เห็นว่าได้ค่าจ้างวันละ $64 เหรียญ!

สถานที่ที่ผู้โชคร้ายรายที่สามถูกฉลามโจมตี คือบริเวณสระน้ำเชื่อมติดกับทะเล โดยมีสะพานกั้นขว้าง แต่มันกลับสามารถบุกรุกล้ำ ก้าวข้ามเส้นแบ่ง สะท้อนการตัดสินใจของนายกเทศมนตรี รู้ทั้งรู้ว่าฉลามตัวจริงยังไม่ถูกกำจัด แต่กลับปล่อยปละ เพิกเฉย ไม่ต้องการสูญเสียรายได้ (นั่นคือการล้ำเส้นความถูกต้องเหมาะสม) เจ้าฉลามเลยปรากฎตัวเพื่อเปิดโปงความจริงทั้งหมด!

ระหว่างที่เรือ Orca กำลังค่อยๆเคลื่อนออกจากท่า กล้องถ่ายผ่าน ‘Jaws’ กราม/ขากรรไกรของปลาฉลาม ซึ่งสามารถตีความถึงการเดินทางมุ่งสู่หายนะ ‘Jaws of the Death’

นี่ถือเป็นครั้งแรกกับการปรากฎตัวของฉลามขาว (ณ เวลา 81 นาที) ที่สร้างความตื่นตระหนกตกใจให้ทั้งผู้ชม และ Chief Brody ถึงขนาดเปล่งคำอุทาน ครุ่นคิดได้ขณะนั้นสดๆ “You’re gonna need a bigger boat”. แสดงความคิดเห็นว่าเรือลำนี้อาจขนาดเล็กเกินกว่าจะต่อสู้เจ้าฉลามขาว โดยไม่รู้ตัวกลายเป็นสำนวนติดปาก สื่อถึงการทำอะไรเกินกำลังความสามารถ ตรงกับสุภาษิตไทย ‘เกี่ยวแฝกมุงป่า’ อยู่ดีไม่ว่าดี ไปแกว่งเท้าหาเสี้ยน หาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัว

เกร็ด: “You’re gonna need a bigger boat”. คำพูดประโยคนี้ของ Chief Martin Brody ได้รับการโหวตติดอันดับ …

  • AFI: 100 Years…100 Movie Quotes ติดอันดับ 35
  • Premiere: 100 Greatest Movie Lines ติดอันดับ 41

ดั้งเดิมนั้นซีเควนซ์นี้ไม่มีอยู่ในบทหนัง แต่เพราะเจ้าฉลามพัง กำลังรอคอยการซ่อมแซม ผู้กำกับ Spielberg จึงต้องครุ่นคิดหาอะไรสักอย่างถ่ายทำไปก่อน กลายมาเป็นรายการโชว์รอยแผลเป็น สังเกตว่า Quint กับ Hooper ที่แม้กัดกันตลอดกลับสามารถอยู่ร่วมเฟรม แข่งกันโอ้อวดเก่ง เพราะพวกเขาต่างมีประสบการณ์กัดกับฉลามมาจริงๆ ผิดกับ Chief Brody ที่ไม่เพียงยืนอยู่คนละฟากฝั่ง (ไม่สามารถเข้าไปร่วมวงสนทนา) ครั้งหนึ่งเหมือนเคยพยายามจะโชว์รอยแผลผ่าตัดไส้ติ่ง (นั่นแผลเป็นจริงๆของ Scheider) แต่ขอเงียบดีกว่า เทียบไปก็ขายขี้หน้าเปล่าๆ

โศกนาฎกรรม USS Indianapolis ก่อนหน้าภาพยนตร์เรื่องนี้ แทบไม่เคยได้รับการพูดกล่าวถึงมาก่อน เหมือนเพราะผู้บังคับบัญชาระดับสูงต้องการปกปิดเหตุการณ์บังเกิดขึ้น กลัวจะทำลายขวัญกำลังใจของพลทหารเรือ จึงหลงเหลือเพียงเรื่องเล่าปากเปล่า ที่ได้รับการปรุงแต่งพอสมควรจาก Robert Shaw ตัวเลขจริงๆที่มีการเปิดเผยหลังจากนั้นคือ ลูกเรือทั้งหมด 1,196 คน, เมื่อเรือระเบิดเสียชีวิตทันทีประมาณ 300 คน, จากนั้นถูกฉลามโจมตี/ป่วยภาวะขาดน้ำอีก 579 คน, หลงเหลือรอดชีวิต 316 คน

เกร็ด: ซากเรือ USS Indianapolis เพิ่งได้รับการค้นพบเมื่อปี 2017 บริเวณ Philippine Sea ที่ระดับความลึกกว่า 18,000 ฟุต

ผู้เสนอแนะเรื่องราวดังกล่าวคือ Howard Sackler จากนั้น John Milius ช่วยขัดเกลาบทสนทนา ก่อนสุดท้าย Robert Shaw จะปรับเปลี่ยนข้อความให้เข้ากับวิธีการพูดของตนเอง ถึงอย่างนั้นเทคแรกถ่ายตอนที่เขากำลังมึนเมา พูดอะไรออกมาก็ไม่รู้เรื่อง ต้องรอคอยอีกวันเมื่อหายสร่าง รอบนี้ครั้งเดียวผ่าน สมบูรณ์แบบ ไร้ที่ติ

ซึ่งหลังจาก Quint เล่าเรื่องนี้จบสิ้น ก็ทำให้หนุ่มๆทั้งสองสงบสติอารมณ์ (ไว้อาลัยให้ผู้เสียชีวิต) บังเกิดความเข้าใจในเหตุผล ตัวตน พฤติกรรมอันสุดโต่งของอีกฝ่าย ขนาดว่า Chief Brody ยังเดินเข้ามาดื่มเหล้า อยู่ร่วมเฟรม เพื่อสื่อว่าขณะนี้พวกเขาต่าง (สำนวน) ‘ลงเรือลำเดียวกัน’ นี่คือช่วงเวลาร่วมหัวจมท้าย กำลังจะเผชิญหน้าประสบการณ์เสี่ยงเป็นเฉียดตาย ต้องกำจัดเจ้าฉลามขาวให้สิ้นสภาพจากบริเวณน่านน้ำนี้

เสี้ยววินาทีแห่งความสิ้นหวัง (ทั้งสามหันศีรษะคนละทิศละทาง) เมื่อเครื่องยนต์สูญเสียหาย เรือจอดแน่นิ่งอยู่กลางทะเล ทำให้พวกเขาไม่สามารถหวนกลับขึ้นฝั่ง หลงเหลือเพียงต้องเผชิญหน้าต่อสู้ หาหนทางจัดการเจ้าฉลามขาว ถึงมีโอกาสเอาตัวรอดชีวิต

เหตุผลที่ Quint จงใจเร่งเครื่องยนต์เรือจนกระทั่งพังทลาย ผมครุ่นคิดได้สองเหตุผล

  • เพราะเกิดความหวาดกลัวต่อเจ้าฉลามขาว เลยต้องการดิ้นรนหลบหนี เร่งรีบหวนกลับขึ้นฝั่งโดยไว
    • แต่ฟังดูไม่เหมาะกับคาแรคเตอร์ตัวละครสักเท่าไหร่
  • หรือต้องการ ‘ทุบหม้อข้าวตนเอง’ เมื่อไม่มีหนทางหลบหนี พวกเขาทั้งสามจึงจำต้องเผชิญหน้าต่อสู้ ครุ่นคิดหาวิธีกำจัดเจ้าฉลามขาว จนกว่าจะมีใครตกตายไปข้างหนึ่ง!

จริงๆแล้วในบทหนัง Quint ไม่สามารถเอาตัวรอดชีวิตจากการถูกฉลามโจมตี แต่เหตุผลที่มีการปรับเปลี่ยนเพราะผกก. Spielberg เพิ่งได้รับชมฟุตเทจภาพฉลามจริงๆที่ Dangerous Reef, South Australia ฝีมือสองตากล้อง Ron และ Valerie Tayler ทำการหย่อนกรงเปล่าที่มีขนาดเล็ก (เพื่อให้ผู้ชมพบเห็นว่าฉลามมีขนาดใหญ่) ก็เลยต้องครุ่นคิดหาวิธีให้ตัวละครสามารถหลบหนีซ่อนตัวตามแนวปะการัง

The shark down in Australia rewrote the script and saved Dreyfuss’s character.

Bill Gilmore หนึ่งใน Production Executive

มีผู้เคราะห์ร้ายถูกฉลามโจมตีในหนังทั้งหมด 5 คน และอีก 1 ตัว

  • Chrissie Watkins วัยรุ่นสาวที่มักถูกมองว่าตกเป็นเหยื่อของ ‘sexual predator’
  • สุนัขสีดำชื่อ Tippet สูญหายตัวไปอย่างไร้ล่องลอย เหลือเพียงกิ่งไม้ที่คาบอยู่ในปาก (เลยคาดว่าจะเสร็จฉลามไปเรียบร้อย)
  • ชาวประมงชื่อ Ben Gardner ระหว่างกำลังออกเรือหาปลา คาดว่าคงถูกโจมตีอย่างไม่รู้อิโหน่อิเหน่ พบเห็นเพียงศพมาแล้วหลายวัน
  • เด็กชายคนหนึ่ง ตกเป็นเหยื่อของความเพิกเฉย ปล่อยปละละเลย
  • ชายหนุ่มคนหนึ่งระหว่างกำลังพายเรือเล่นในสระน้ำ ตัวแทนการล้ำเส้นของนายกเทศมนตรี
  • และ Quint เหยื่อของความโอ้อวดเก่ง ครุ่นคิดว่าฉันสามารถต่อสู้เอาชนะฉลามขาว

แซว: เหยื่อรายแรกที่แท้จริงของเจ้าฉลาม Bruce ก็คือ George Lucas ช่วงระหว่างกำลังเตรียมงานสร้าง เคยแวะเวียนมาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ แล้วถูกกลั่นแกล้งขณะยื่นหน้าเข้าไปใกล้โมเดลฉลาม โดนงับแล้วต้องดิ้นรนอยู่สักพักถึงสามารถเอาตัวรอดออกมา

ซีนสุดท้ายของหนังที่มีการถ่ายทำก็คือระเบิดฉลาม! ปิดฉากการทำงานอันล่าช้ากว่า 159 วัน นั่นสร้างความหวาดหวั่นกลัวให้ผู้กำกับ Spielberg ได้ยินข่าวลือว่าตนเองจะถูกกลั่นแกล้งโดนจับโยนลอยคอในทะเล ด้วยเหตุนี้เขาจึงตระเตรียมความพร้อมทุกสิ่งอย่าง เก็บข้าวของเสื้อผ้าใส่กระเป๋า จ้างรถจ้างเรือ พอกำลังจะเริ่มถ่ายทำก็ขึ้นเรือหลบหนีเข้าฝั่ง “That’s a wrap. I shall not return!” กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติวันปิดกล้อง จะไม่พบเห็นเขาอยู่จนถึงฉากสุดท้ายสักเรื่อง!

เกร็ด: หลังการระเบิดจะมีภาพถ่ายใต้พื้นผิว ถ้าใครตั้งใจรับฟังจะได้ยิน ‘Sound Effect’ เสียงเหมือนไดโนเสาร์ นี่เป็นความจงใจของผู้กำกับ Spielberg เพื่อมอบสัมผัสของสิ่งลึกลับ เหนือธรรมชาติ รวมถึงจักรวาลเดียวกับตอนรถบรรทุกตกหน้าผา Duel (1975) และแฟนไชร์ Jurassic Park (1993)

ตัดต่อโดย Verna Fields (1918-82) นักตัดต่อภาพและเสียง สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ St. Louis, Missouri ก่อนครอบครัวอพยพย้ายมา Los Angeles สำเร็จการศึกษาจากด้านการข่าว University of Southern California แล้วเข้าทำงานสตูดิโอ 20th Century Fox เคยเป็นผู้ช่วยตัดต่อเสียง The Woman in the Window (1944), ก้าวขึ้นมานักตัดต่อเสียง While the City Sleeps (1956), The Savage Eye (1959), El Cid (1961), Targets (1968) จากนั้นผันตัวมาเป็นนักตัดต่อ Studs Lonigan (1960), What’s Up, Doc? (1972), Paper Moon (1973), American Graffiti (1973), The Sugarland Express (1974), Jaws (1975)**คว้ารางวัล Oscar: Best Film Editing

นักตัดต่อที่เป็นผู้หญิงใน Hollywood ยุคสมัยนั้นยังมีไม่ค่อยมากเท่าไหร่ ก่อนหน้านี้มีเพียงสามคน Anne Bauchens (North West Mounted Police (1940)), Barbara McLean (Wilson (1944)) และ Anne V. Coates (Lawrence of Arabia (1962)) ที่สามารถคว้ารางวัล Oscar: Best Film Editing

และแม้ก่อนหน้านี้ Fields จะเคยเข้าชิง Oscar จากเรื่อง American Graffiti (1973) แต่ก็ยังไม่โด่งดังเทียบเท่าเมื่อตอนคว้ารางวัลจาก Jaws (1975) เพราะเป็นสิ่งที่ผู้ชม/นักวิจารณ์สมัยนั้น คาดคิดไม่ถึงว่าผู้หญิงจะสามารถตัดต่อหนังที่มีความตื่นเต้น ลุ้นระดับ ยิ่งใหญ่ระดับ Blockbuster มาก่อน

Steven told me it was because I had cut the first picture that was a monumental success in which you can really see the editing. And people discovered that it was a woman who edited Jaws.

Verna Field

Jaws scared the world, brought in a fortune for Universal, and made Verna Fields, who won an Academy Award, about as famous ‘overnight’ as an editor ever gets.

นักวิจารณ์ Gerald Peary

เห็นว่า Fields ร่วมเดินทางไปยัง Martha’s Vineyard, Massachusetts เพื่อตรวจสอบและตัดต่อฟุตเทจในแต่ละวัน แม้บางครั้งแทบจะไม่มีงานอะไร แต่นั่นก็ทำให้เธอและผู้กำกับ Spielberg มีเวลาในการครุ่นคิดหาวิธีสร้างความตื่นเต้น ลุ้นระทึก จากข้อจำกัดของการถ่ายทำ โดยเฉพาะอุปสรรคของเจ้าฉลาม Bruce จึงต้องพยายามหาหนทางให้มันปรากฎตัวน้อยครั้งที่สุด!

The film went from a Japanese Saturday matinee horror flick to more of a Hitchcock, the less-you-see-the-more-you-get thriller.

The shark not working was a godsend. It made me become more like Alfred Hitchcock than like Ray Harryhausen. The more fake the shark looked in the water, the more my anxiety told me to heighten the naturalism of the performances.

Steven Spielberg

เกร็ด: สมาคมนักตัดต่อแห่งสหรัฐอเมริกา The Motion Picture Editors Guild เมื่อปี 2012 ได้ทำการจัดอันดับ 75 Best Edited Films of All Time โดยภาพยนตร์เรื่อง Jaws (1975) ติดอันดับ 8


หลังจากอารัมบท หนังดำเนินเรื่องโดยใช้มุมมองของ Chief Martin Brody โดยสามารถแบ่งออกเป็นครั้งแรก-ครึ่งหลัง! เริ่มตั้งแต่มีนักท่องเที่ยวผู้โชคร้ายถูกฉลามโจมตีบนเกาะ Amity Island แล้วนายกเทศมนตรีพยายามปิดข่าวเพราะคาบเกี่ยวกับวันหยุดท่องเที่่ยว 4 กรกฎาคม กระทั่งความจริงถูกเปิดโปง Chief Brody จึงจัดทีมออกไล่ล่าฉลามตัวนั้น

  • อารัมบท, กลุ่มวัยรุ่นผู้โชคร้าย กลายเป็นเหยื่อของฉลาม
  • ครึ่งแรก, เรื่องราวบนเกาะ Amity Island
    • Chief Brody เมื่อรับทราบข่าวพยายามหาหนทางไม่ให้ใครลงเล่นน้ำ แต่กลับถูกนายกเทศมนตรีหักห้ามปราม เพราะกลัวจะทำลายเศรษฐกิจของเกาะในช่วงวันหยุดยาว
    • การโจมตีครั้งที่สองของฉลาม มีเด็กชายคนหนึ่งเป็นผู้โชคร้าย
    • มีการประชุม ออกไล่ล่า จนสามารถจับฉลามได้ตัวหนึ่ง (Tiger Shark) แต่ได้รับการยืนกรานจากนักสมุทรศาสตร์ Matt Hooper ว่าไม่ใช่ตัวเดียวกัน
    • การมาถึงของช่วงวันหยุดยาว และโศกนาฎกรรมก็บังเกิดขึ้นอีกครั้ง
  • ครี่งหลัง, ออกเรือไล่ล่าฉลาม
    • Chief Brody จัดทีมออกไล่ล่าประกอบด้วย นักสมุทรศาสตร์ Hooper และบุคคลผู้แอบอ้างว่าเป็นนักล่าฉลาม Quint
    • เริ่มจากใช้เหยื่อล่อ เฝ้ารอคอย เมื่อฉลามติดเบ็ดก็ไล่ล่าติดตาม แต่ครั้งแรกยังสามารถหลบหนี ถือเป็นการทดลองเชิง
    • ยามค่ำคืน Hooper สนทนากับ Quint อย่างมึนเมามัน อวดอ้างสรรพคุณถึงประสบการณ์เกี่ยวกับฉลาม
    • เช้าวันใหม่ การไล่ล่าเริ่มเอาจริงเอาจัง แต่มันก็ยังสามารถหลบหนีเอาตัวรอด ทำเอา Quint เริ่มอับจนปัญญา
    • Hooper ยินยอมดำน้ำในกรง ลงเป็นเหยื่อล่อปลาฉลาม แต่กลับยิ่งสร้างความเกรี้ยวกราดให้มัน
    • ถึงขนาดพุ่งชนเรือ กลืนกิน Quint แต่ระหว่างกำลังจมลง Cheif Brody ก็สามารถหาหนทางจัดการมันได้สำเร็จ!

ความแตกต่างระหว่าง Jaws (1975) กับหนังแนวสัตว์ประหลาดยุคก่อนหน้าอย่าง King Kong (1933) หรือ Gojira (1954) คือการแทบไม่นำเสนอภาพของเจ้าฉลามขาว (สองเรื่องที่ยกตัวอย่างมา แม้กว่าสัตว์ประหลาดจะปรากฎตัวก็เข้าสู่องก์สอง-สาม แต่พวกมันยังมี Screen Time ในปริมาณที่ผู้ชมรู้สึกเต็มตาเต็มใจ) แต่ใกล้เคียงสุดก็คือ The Thing from Another World (1951) ที่กว่าเจ้า ‘The Thing’ จะปรากฎตัวออกมาก็ตอนไคลน์แม็กซ์ ฟีล์มม้วนสุดท้าย

ถึงอย่างนั้นผู้ชมทุกคนล้วนรับรู้จัก/มีภาพของฉลามอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องพบเห็นตัวเป็นๆด้วยซ้ำ เพียงวิธีการนำเสนออย่างการตัดต่อสลับไปสลับมา ปฏิกิริยาใบหน้าผู้คน หรือมุมมองฉลามกำลังแหวกว่ายเข้าใกล้หามนุษย์ ก็สามารถสร้างความตื่นเต้น ระทึก หวาดเสียว เฉี่ยวอันตราย

แซว: ถ้าไม่นับฉลามเสือที่ถูกฆ่าตอนกลางเรื่อง ผู้ชมจะพบเห็นเจ้าฉลามขาว Bruce ครั้งแรกตอนประมาณ 1 ชั่วโมง 21 นาที (นาทีที่ 81) เมื่อครั้น Chief Brody พูดประโยค “You’re gonna need a bigger boat”. แค้นับรวมๆแล้วมีเวลา Screen Time ไม่ถึง 4 นาที


เพลงประกอบโดย John Towner Williams (เกิดปี 1935) นักแต่งเพลงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Flushing, New York City บิดาเป็นนักดนตรีแจ๊ส เคยเล่นให้กับวง Raymond Scott Quintet, เมื่อครอบครัวอพยพสู่ Los Angeles สามารถสอบเข้า University of California, Los Angeles (UCLA) ร่ำเรียนการแต่งเพลงกับ Mario Castelnuovo-Tedesco, จากนั้นอาสาสมัครทหารอากาศ แผนกดนตรี เล่นเปียโน กำกับวง U.S. Air Force Band, เมื่อปี 1955 หวนกลับมา New York City เพื่อร่ำเรียน Juilliard School ทีแรกตั้งจะเป็นนักเปียโนคอนเสิร์ต (Concert Pianist) แต่พอมีโอกาสรับชมการแสดงของ John Browing และ Van Cliburn เลยตัดสันใจเปลี่ยนมาเอาจริงเอาจังด้านการแต่งเพลง

หลังสำเร็จการศึกษาจาก Juilliard หวนกลับ Los Angeles ได้ทำงานเป็นนัก Orchestrator ให้นักแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์อย่าง Franz Waxman, Bernard Herrmann, Alfred Newman, แล้วมีโอกาสเล่นเปียโนผลงาน South Pacific (1958), Some Like It Hot (1959), The Apartment (1960), Charade (1963) ฯ ส่วนเครดิตเพลงประกอบเริ่มจาก Daddy-O (1958), Valley of the Dolls (1967), Goodbye, Mr. Chips (1969), Fiddler on the Roof (1971), The Poseidon Adventure (1972) ฯ จนกระทั่งมีโอกาสรับรู้จัก ร่วมงานขาประจำผู้กำกับ Steven Spielberg ตั้งแต่ The Sugarland Express (1974)

เพราะประทับใจในคำแนะนำ/ความคิดสร้างสรรค์เมื่อตอน The Sugarland Express (1974) ทำให้ผู้กำกับ Spielberg หวนกลับมาร่วมงานครั้งที่สองกับ Williams ซึ่งก็ได้ทำสิ่งไม่มีใครคาดคิดถึง ด้วยการเล่นเดโม Main Theme โดยใช้เพียงสองตัวโน๊ตเล่นสลับไปสลับมา ฟา-ซอล (E & F) และ ซอล-ซอลชาร์ป (F & F#) ในตอนแรกเรียกเสียงหัวเราะ เพราะครุ่นคิดว่าอีกฝ่ายแกล้งเล่น แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น

That’s funny, John, really; but what did you really have in mind for the theme of Jaws?

Steven Spielberg

จุดประสงค์ของ Williams ใช้สองตัวโน๊ตบรรเลงด้วยระดับเสียงเบา-ดัง สลับจังหวะช้า-เร็ว เพื่อสร้างบรรยากาศหวาดหวั่น สั่นสะพรึง (Suspense) เหมือนบางสิ่งอันตราย หายนะกำลังคืบคลานเข้าหา ไม่สามารถหยุดยับยั้ง เผชิญหน้าต่อสู้ เพียงหนทางเดียวคือต้องดิ้นหลบหนีไปให้แสนไกล

เกร็ด: เสียงดนตรีที่โดดเด่นขึ้นมาใน Main Theme ก็คือเครื่องเป่า Tuba (ที่ไม่ใช้ French Horn หรือเครื่องเป่าอื่น เพราะเสียงทุ้มของ Tuba สร้างความระทึกขวัญยิ่งกว่า) บรรเลงโดย Tommy Johnson

Williams เล่าว่าได้แรงบันดาลจากบทเพลงคลาสสิกชื่อดังอย่าง Stravinsky: The Rite of Spring, Ravel: La valse, Dvořák: Symphony No. 9 และ Debussy: La mer (แปลว่า The Sea) ผมอยากให้ลองรับฟัง The Rite of Spring, Part I: Augurs of Spring ที่อาจสร้างความตกตะลึง คาดไม่ถึง เพราะท่วงทำนองละม้ายคล้ายกันมากๆ นี่แสดงว่าการใช้สองตัวโน๊ตสร้างสรรค์บทเพลงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ แต่แค่คือครั้งแรกในวงการภาพยนตร์เท่านั้นเอง

ปล. ผมไม่ได้จะดิสเครดิต John Williams แต่พี่แกโคตรเลื่องชื่อเรื่องการคัทลอกท่วงทำนองบทเพลงคลาสสิก มาเรียบเรียงเขียนใหม่สำหรับใช้ประกอบภาพยนตร์ ซึ่งนั่นไม่ไช่เรื่องผิดอะไรนะครับ มองว่าคืออิทธิพล/แรงบันดาลใจก็ได้เช่นกัน “Good composers borrow; great composers steal.”

ความโดดเด่นของเพลงประกอบ Jaws (1975) ไม่ใช่แค่ลูกเล่นสองตัวโน๊ต Main Theme แต่ยังคือการบรรเลงท่วงทำนองที่สอดคล้องเข้ากับเหตุการณ์บังเกิดขึ้น ยกตัวอย่าง Chrissie’s Death วัยรุ่นสาวลงไปว่ายน้ำในทะเล บทเพลงช่วงแรกเต็มไปด้วยบรรยากาศลึกลับ ชวนพิศวง เหมือนกำลังจะมีอะไรบังเกิดขึ้น จนกระทั่งเมื่อเธอถูกฉลามงับ พยายามแหวกว่าย ตะเกียกตะกาย (ใช้เครื่องสายสร้างความสับสนวุ่นวาย) ดิ้นรนจนลมหายใจสุดท้าย จากนั้นทุกสิ่งอย่างก็เงียบสงัดลง ราวกับไม่เคยมีอะไรบังเกิดขึ้น หลงเหลือเพียงความวังเวง ว่างเปล่า และขื่นขม

บทเพลงสำหรับวันหยุดฤดูร้อน ช่วงเวลาแห่งการพักผ่อน นอนอาบแดด แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวบนเกาะ Martha’s Vineyard, Massachusetts ก็มีบทเพลงอย่าง Promenade (Tourists On The Menu) สร้างความเพลิดเพลิน บรรยากาศผ่อนคลาย เหมือนได้เดินเล่นริมชายหาด … สไตล์เพลง Williams

หลายคนน่าจะรับรู้สึกว่าหลายๆบทเพลงในช่วงของการไล่ล่าฉลาม ท่วงทำนองมักมีความสนุกสนานครื้นเครง นั่นเพราะ Williams มองเรื่องราวของ Jaws ไม่แตกต่างจากหนังแนวโจรสลัด เลยทำการผสมผสานสไตล์เพลง ‘pirate music’ ซึ่งมีความดิบแต่บันเทิง (primal, but fun and entertaining) และเต็มไปด้วยกลิ่นอาย Debussy: La mer

อีกบทเพลงที่แสดงให้เห็นถึงอัจฉริยภาพของ Williams ก็คือ The Underwater Siege โดยเฉพาะขณะเล่นเปียโน ไล่ระดับตัวโน๊ตขึ้นๆลงๆ สลับไปสลับมาอย่างรวดเร็ว ให้ความรู้สึกเหมือนตัวละครกำลังดำผุดดำว่าย ตะเกียกตะกาย ฟองน้ำฟุ้งกระจาย ออกซิเจนใกล้หมด ลมหายใจเฮือกสุดท้าย

Spainish Ladies บทเพลงพื้นบ้านอังกฤษ (British Naval Song) เล่าถึงการเดินทางของทหารเรือ Royal Navy จาก Spain มาถึง The Down (แถวๆช่องแคบอังกฤษ) บัลลาดได้รับการขึ้นทะเบียนเมื่อปี ค.ศ. 1624 แต่ท่วงทำนองพบเห็นในบันทึกการเดินทาง HMS Nellie เมื่อปี ค.ศ. 1796

ผมเคยเล่นเกม Assassin’s Creed IV: Black Flag แน่นอนว่าย่อมมักคุ้นบทเพลงนี้ เลยนำคลิป ‘Sea Shanty’ ขับร้องประสานเสียโดยลูกเรือมาให้รับฟังกัน

Farewell and adieu to you, Spanish ladies,
Farewell and adieu to you, ladies of Spain;
For we have received orders
For to sail to old England,
But we hope in a short time to see you again.

[Chorus]
We’ll rant and we’ll roar, like true British sailors,
We’ll rant and we’ll roar across the salt seas;
Until we strike soundings in the Channel of old England,
From Ushant to Scilly ’tis thirty-five leagues.

Then we hove our ship to, with the wind at the sou’west, my boys,
Then we hove our ship to, for to strike soundings clear;
Then we filled the main topsail and bore right away, my boys,
And straight up the Channel of old England did steer.

So the first land we made, it is called the Deadman,
Next Ram Head, off Plymouth, Start, Portland, and the Wight;
We sailèd by Beachy, by Fairly and Dungeness,
And then bore away for the South Foreland light.

Now the signal it was made for the Grand Fleet to anchor
All in the Downs that night for to meet;
Then stand by your stoppers, See clear your shank painters,
Hawl all your clew garnets, stick out tacks and sheets.

Now let every man take off his full bumper,
Let every man take off his full bowl;
For we will be jolly And drown melancholy,
With a health to each jovial and true hearted soul.

ในหนังจะพบเห็นตัวละคร Quint ขับร้อง Spainish Ladies ทั้งหมดสามครั้ง และอีกหนึ่ง Soundtrack

  • ครั้งแรกเป็นการประชดประชันกรงขัง/อุปกรณ์วิทยาศาสตร์ของ Hooper ว่าถ้าหย่อนใครลงไปในน้ำ ก็คงจะ Farewell and adieu to you…
  • ครั้งสองหลังจากเล่าเรื่องราวของ USS Indianapolis เพื่อเป็นคำรำพันร่ำลาถึงทหารหาญผู้เสียสละ/โชคร้าย
  • ครั้งสามเมื่อ Quint ตระหนักว่าไม่มีเอาชนะเจ้าฉลามยักษ์ เร่งเครื่องยนต์เรือ Orca จนสุดกำลังและพังลง
  • สำหรับ Soundtrack ดังขึ้นหลังจากเครื่องยนต์เรือหยุดนิ่ง หมดหนทางที่พวกเขาจะหลบหนีเอาตัวรอดไปไหน

เกร็ด: ต้องถือว่า Spainish Ladies เป็นบทเพลงประจำตัว Robert Shaw เคยขับร้องครั้งแรกตอนแสดงซีรีย์ The Buccaneers และอีกนับครั้งไม่ถ้วนหลังจากนั้น

ฉลามโจมตีมนุษย์ทำไม? มองในแง่มุมนิเวศวิทยา (Ecology) เพราะมันถูกรุกราน ขาดแหล่งอาหาร เมื่อท้องหิวก็พร้อมกัดกินทุกสิ่งอย่าง รวมถึงโต้ตอบกลับศัตรูที่พยายามกระทำร้าย ด้วยสันชาตญาณนักล่า (Predator) แสดงให้เห็นถึงสติปัญญามีความเฉลียวฉลาดระดับหนึ่ง

เหยื่อรายแรกของหนังคือหญิงสาว เปลือยกายล่อนจ้อน และลักษณะของฉลามที่มีศีรษะแหลม (แลดูเหมือนลึงค์) เลยมักถูกตีความในเชิงสัญลักษณ์ว่าเป็น ‘Sexual predator’ แต่ผู้โชครายถัดมาไม่ได้จำเพาะเจาะจงสถานะทางเพศชาย-หญิง เด็ก-ผู้ใหญ่ คนโสด-แต่งงาน ฯลฯ นั่นหมายถึงใครก็ได้สามารถตกเป็นเหยื่อการถูกคุกคาม กลั่นแกล้ง ทำร้ายร่างกาย สะท้อนถึงภยันตรายทั่วไปในสังคม

ช่วงครึ่งหลังเมื่อ Quint เล่าเหตุการณ์เกิดขึ้นกับเรือ USS Indianapolis ทำให้เราสามารถตีความฉลามคือสรรพาวุธอย่าง เรือดำน้ำ เครื่องบินรบ ระเบิดนิวเคลียร์ ฯลฯ สิ่งที่เมื่อโจมตีศัตรูจะก่อให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงสร้างความหลอกหลอน หวาดระแวง สั่นสะพรึงให้กับผู้คนมากมาย (เกิดอาการ Shell Shock หรือ PTSD-Post-Traumatic Stress Disorder)

บางคนเปรียบเทียบฉลามกับเวียดกง ในช่วงสงครามเวียดนาม Vietnam War (1955-75) (ตอนหนังออกฉาย สงครามเพิ่งสิ้นสุดลงไม่นาน) พวกมันปรากฎขึ้นโดยไม่มีใครรู้ตัว เข่นฆ่าศัตรูเสร็จก็มุดลงหลุมหายไปอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งไว้แค่เพียงซากศพและคราบเลือด

มีการตีความหนึ่งที่น่าจะมาจากพวก ‘Anti-Semitism’ เพราะชื่อหนัง Jaws มันช่างใกล้เคียงกับคำว่า Jews ที่ชาวอเมริกันสมัยก่อน (รวมถึงพวก Nazi Germany) มักมองว่าคนชาติพันธุ์นี้ไม่ต่างจากสัตว์ล่าเนื้อ มีนิสัยชั่วร้าย เต็มไปด้วยความหิวกระหาย บ้างเชื่อว่าต้องการเลือดสดๆของหญิงสาวและเด็กที่เป็นชาวคริสเตียน (เหมือนเหยื่อสองรายแรกของหนัง) … แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่ผู้กำกับ Spielberg ครุ่นคิดถึงอย่างแน่นอน เพราะเขาเป็นชาว Jews แท้ๆ ไม่ใช่เรื่องจะมารังเกียจเดียดชาติพันธุ์ตนเอง

เมื่อพูดถึงฉลามหลายคนอาจนึกถึง ‘Loan Shark’ เจ้าหนี้นอกระบบ บุคคลผู้เสนอเงินให้กู้ในอัตราดอกเบี้ยสูงมากๆ โดยไม่อ้างอิงอัตราดอกเบี้ยจากธนาคาร และมักมีเงื่อนไขการจัดเก็บทวงหนี้ที่มีความเข้มงวด บางครั้งก็ใช้ความรุนแรง กระทำร้ายร่างกาย เลวร้ายอาจถึงฆาตกรรมปิดปาก โดยไม่สนกฎหมายบ้านเมืองสักเท่าไหร่ … หนังอาจไม่ได้สื่อนัยยะถึง ‘Loan Shark’ โดยตรง แต่ผู้กู้เงินนอกระบบคงมีประสบการณ์ไม่ต่างจากถูกฉลามไล่ล่าสักเท่าไหร่ เมื่อไม่สามารถใช้หนี้ก็มักมีชีวิตด้วยความหวาดระแวง วิตกจริต และเสี่ยงอันตราย

ในแง่เศรษฐศาสตร์ (Economic) การมาถึงของฉลาม (เปรียบเทียบกับบุคคลผู้มีความละโมบโลภมาก อย่างนายกเทศมนตรี) ได้ทำลายเศรษฐกิจของชาวเกาะ Amity เพราะสนเพียงผลประโยชน์ เงินๆทองๆ โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องเหมาะสม (ไม่ยินยอมสั่งปิดชายหาด เพราะกลัวว่าจะไม่ใครกล้ามาท่องเที่ยว ลงเล่นน้ำทะเล) ผลลัพท์คือสูญเสียสิ้นทุกสิ่งอย่าง รวมถึงอนาคตลูกหลาน (เด็กชายคนหนึ่งตกเป็นเหยื่อของฉลาม)

ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างขึ้นภายหลังยุคสมัยปธน. Richard Nixon (ดำรงตำแหน่ง 1969-74) สามารถเปรียบเทียบตรงๆถึงนายกเทศมนตรีของ Amity Island ผู้ซึ่งพยายามปกปิดบังความคอรัปชั่น/ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับฉลาม ซึ่งสร้างความวิตกกังวลให้ประชาชน จนการเมืองขาดเสถียรภาพ รัฐบาลสูญเสียความน่าเชื่อถือ … สะท้อนบรรยากาศสหรัฐอเมริกาช่วงทศวรรษ 70s ได้อย่างชัดเจน

มีนักวิจารณ์หลายคนเปรียบเทียบ Jaws (1975) กับวรรณกรรม Moby-Dick (1851) แต่งโดยนักเขียนสัญชาติอเมริกัน Herman Melville ตำนานล่าปลาวาฬของบุคคลผู้มีความเคียดแค้นเลือดขึ้นหน้า โดยแฝงคำวิพากย์เรื่องชนชั้นทางสังคม และวิจารณ์พระเจ้าในความเชื่อศาสนาคริสต์ … แม้ขนาดของฉลามขาวจะเทียบไม่ได้กับวาฬหัวทุย/วาฬสเปิร์ม (Sperm Whale) แต่ก็สามารถมองเป็นสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์ Leviathan ได้กระมัง


สำหรับการไล่ล่าฉลามของสามตัวละครหลัก Chief Brody, Hooper และ Quint พวกเขาต่างเป็นตัวแทนเชิงสัญลักษณ์ ซึ่งก็สามารถตีความได้อีกมากมาย

  • พื้นเพสุดก็คือ
    • Chief Brody หัวหน้าตำรวจคือตัวแทนบุคคลธรรมดา (Common Man) มีอำนาจบังคับใช้กฎหมาย (Law) และรับรู้จักศีลธรรมทางสังคม (Moral Code)
    • Hooper ผู้มีองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ (Science) ตรรกะ เหตุและผล
    • Quint กระทำทุกสิ่งอย่างด้วยสันชาติญาณ (Primal Nature) ด้วยความเชื่ออันเลื่อนลอย (Spiritualism)
  • ตามหลัก Freudian
    • การกระทำโดยสันชาตญาณของ Quint สามารถเทียบแทน Id
    • ขณะที่ Hooper มักอ้างอิงด้วยเหตุและผล องค์ความรู้ ตัวแทนของ SuperEgo
    • และ Chief Brody ก็คือ Ego อยู่กึ่งกลางระหว่าง Id และ SuperEgo
  • ชนชั้นทางสังคม รวมถึงมุมมองการเมือง
    • Chief Brody ชายวัยกลางคน ถือว่ามาจาก Upper-Middle Class เป็นตัวแทนชนชั้นผู้นำ มีอำนาจ และสามารถบังคับใช้กฎหมาย
    • Hooper หนุ่มเนิร์ด Lower-Middle Class คือพันธมิตรของ Chief Brody ยินยอมให้ความร่วมมือเพื่อผลประโยชน์ต่อทั้งสองฝั่งฝ่าย
    • Quint ผู้สูงวัยชนชั้น Working Class ปฏิเสธให้ความร่วมมือกับใคร นอกเสียจากได้รับค่าตอบแทน กระทำในสิ่งตอบสนองความสนใจส่วนตนเท่านั้น
  • มีการเปรียบในแง่จิตสังคม (Psychosocial) โดยให้ทั้งสามคือตัวแทนครอบครัวบกพร่อง (Dysfunctional family)
    • Quint เปรียบได้กับบิดาผู้มีความเข้มงวด เผด็จการ (Harsh Father)
    • Hooper คือบุตรชายผู้เต็มไปด้วยอคติ-ต่อต้าน (Rebellious Son)
    • Chief Brody คือเด็กชายผู้ไม่มีความสนใจต่อสิ่งใดๆ (Disinterested Child) แต่ถูกลากเข้ามายุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้ง
  • นอกจากนี้ยังมีการเปรียบเทียบประเภทของตัวละคร
    • Chief Brody คือพระเอกประเภทไม่มีขาดความเชื่อมั่นในตนเอง (Reluctant Hero)
    • Hooper นักเทคนิคผู้มีความรอบรู้ เชี่ยวชาญ (Technical Wizard)
    • Quint เปรียบได้กับชายผู้มากประสบการณ์ พานผ่านการสงคราม (Grizzled Veteran)

ขณะที่ Hooper และ Quint ต่างมีอุปนิสัยดื้อรั้น เย่อหยิ่ง หลงตนเอง ครุ่นคิดว่าฉันเก่ง สุดโต่งคนละขั้วตรงข้าม! Chief Brody เป็นบุคคลสายกลาง ประณีประณอม โอนอ่อนผ่อนปรน นั่นทำให้เขาถูกขนาบข้างระหว่างชายทั้งสอง ตกอยู่ในสถานการณ์ก้ำๆกึ่งๆ กลืนไม่เข้าคายไม่ออก แต่สุดท้ายกลายเป็นผู้กำหนดผลการต่อสู้ครั้งนี้

ความเย่อหยิ่งทะนงตนของทั้ง Hooper และ Quint ชวนให้นึกถึงนวนิยาย The Old Man and the Sea (1951) ประพันธ์โดยนักเขียนชาวอเมริกัน Ernest Hemingway ที่นำเสนอการเผชิญหน้าระหว่างชายสูงวัย vs. ปลากระโทงขนาดใหญ่ (Marlin Fish) แต่แม้สามารถต่อสู้เอาชนะ ระหว่างเดินทางกลับถูกฝูงฉลามแย่งกินจนอิ่มหนำ นำเสนอบทเรียนสอนความสำเนียก ให้รู้จักประมาณตนเอง อย่าเอาศักดิ์ศรีค้ำคอจนตกอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงเป็นเฉียดตาย

ผู้กำกับ Spielberg มีความหลงใหลเกี่ยวกับเรื่องราวการถูกไล่ล่า (สะท้อนประสบการณ์วัยเด็กที่เคยถูก ‘bully’ เพราะเป็นชาว Jews) ก็ตั้งแต่ Duel (1971) ถูกจี้ท้ายรถบรรทุก, The Sugarland Express (1974) รถตำรวจติดตามเป็นหางว่าว ฯลฯ แต่เหตุผลแท้จริงๆคือต้องการเผชิญหน้า ท้าต่อสู้ โต้ตอบกลับอีกฝั่งฝ่าย ไม่ยินยอมให้พระเอกถูกกระทำอยู่ฝั่งฝ่ายเดียว … จะเรียกว่า ‘Revenge Film’ คงไม่ผิดอะไร

แซว: ภาพยนตร์ของผู้กำกับ Spielberg แทบทุกเรื่องมักเกี่ยวกับการไล่ล่าหรือถูกไล่ล่า อาทิ ไดโนเสาร์ Jurassic Park (1993), ทหารนาซี Schindler’s List (1993), อาชญากรรมอนาคต Minority Report (2002), เอเลี่ยนต่างดาว War of the Worlds (2005), Catch Me If You Can (2002) ฯลฯ

เห็นว่าช่วงวัยเด็ก Spielberg เคยมีอาการหวาดกลัวน้ำทะเลเหมือนตัวละคร Chief Brody การสรรค์สร้าง Jaws (1975) ที่เกินกว่าครึ่งโปรดักชั่นต้องออกไปถ่ายทำกลางทะเล ถือเป็นการเผชิญหน้า เอาชนะความหวาดกลัว ก้าวข้ามผ่านปมจากอดีต ด้วยจิตใจเข้มแข็งแกร่ง … มองหนังในแง่มุมของ ‘พิสูจน์ความเป็นลูกผู้ชาย’ หรือคือ ‘การเติบโตเป็นผู้ใหญ่’ ก็ได้เช่นกัน!

และสิ่งสุดท้ายที่ผมอยากเปรียบเทียบถึงก็คือ Chief Brody = ผู้กำกับ Spielberg ในการสรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้!

  • ครึ่งแรกผมมองนายกเทศมนตรี ไม่ต่างจากโปรดิวเซอร์/ผู้บริหารสตูดิโอภาพยนตร์ ต่างสนเพียงชื่อเสียง เงินๆทองๆ พยายามควบคุมครอบงำ ชี้นิ้วออกคำสั่ง เรียกร้องโน่นนี่นั่น โดยไม่สนอะไรใครทั้งนั้น หน้าที่ของ Chief Brody/ผู้กำกับ Spielberg ทำได้เพียงน้อมรับฟัง
  • ครึ่งหลังออกไล่ล่าฉลาม เปรียบเทียบกับกับการถ่ายทำภาพยนตร์(เรื่องนี้) โดยมี Chief Brody/ผู้กำกับ Spielberg คือหัวเรี่ยวหัวแรง บุคคลคอยประสานงาน และจัดการทุกสิ่งอย่างให้สำเร็จลุล่วง
  • เรือ Orca คือการดำเนินไปของโปรดักชั่น การถ่ายทำ ฉลามจึงกลายเป็นอุปสรรค หายนะในการทำงาน ที่ต้องต่อสู้ เผชิญหน้า ประเมินความเสียหาย ถ้าปัญหาใหญ่เกินไปก็หวนรีบขึ้นฝั่งหาหนทางแก้ไข ไม่ใช่ดื้อด้าน เอาศักดิ์ศรีค้ำคอ จะทำให้ล่มจมกันทั้งหมด

บทเรียนของ Jaws (1975) สอนการเผชิญหน้าปัญหา ยินยอมรับความจริง ไม่ใช่มัวแต่เย่อหยิ่งทะนงตน ลุ่มหลงเงินๆทองๆ จนไม่สนความถูกต้อง ครรลองครองธรรม หรือเพิกเฉยต่อกฎหมายบ้านเมือง อีกทั้งเราควรรู้จักประมาณตนเอง นอบน้อมถ่อมตน หยุดอวดอ้างว่าฉันเก่ง เอาศักดิ์ศรีค้ำคอจนสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น และนำพาหายนะสู่ชุมชน


จากทุนสร้างตั้งต้น $3.5-4 ล้านเหรียญ เมื่อโปรเจคเกิดความล่าช้า ทำให้งบประมาณบานปลายกว่าเท่าตัวเป็น $9 ล้านเหรียญ ยังไม่รวมค่าประชาสัมพันธ์อีก $1.8 ล้านเหรียญ!

I thought my career as a filmmaker was over. I heard rumors … that I would never work again because no one had ever taken a film 100 days over schedule.

Steven Spielberg

ยุคสมัยนั้นค่าประชาสัมพันธ์ $1.8 ล้านเหรียญ ถือว่ามีมูลค่ามหาศาล โดยเฉพาะการจ่ายเงินกว่า $700,000 เหรียญ สำหรับสป็อตโฆษณาความยาว 30 วินาที ออกฉายทางโทรทัศน์ในช่วง ‘prime-time’ ตลอดทั้งสัปดาห์ก่อนหนังเข้าฉาย นั่นเหมือนจะเป็นสิ่งที่ไม่เกิดขึ้นมาก่อนในวงการภาพยนตร์

ซึ่งการประชาสัมพันธ์ทางสื่อโทรทัศน์นั้น ก็เพื่อจะนำหนังออกฉายพร้อมกันทั่วประเทศ วันที่ 20 มิถุนายน ค.ศ. 1975 จำนวน 464 โรงฉาย (409 โรงในสหรัฐอเมริกา และที่เหลือยังแคนาดา) นี่เช่นกันเป็นสิ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในสหรัฐอเมริกา (แต่ไม่ใช่ครั้งแรกของวงการภาพยนตร์นะครับ ก่อนหน้านี้ผมเคยพบเจอข้อมูลของ War and Peace (1966-67) แห่งสหภาพโซเวียต เคยออกฉายทั่วประเทศพร้อมกันกว่า 2,000+ โรงภาพยนตร์)

เพียงสุดสัปดาห์แรก (3 วันแรก) หนังสามารถทำเงิน $7 ล้านเหรียญ นี่เป็นการสร้างสถิติใหม่โดยทันที! สิบวันแรกกอบโกย $21.1 ล้านเหรียญ คืนทุนหมดเกลี้ยง! เมื่อโรงหนังเห็นโอกาสทำเงินจึงเพิ่มรอบฉายกว่าเท่าตัวถึง 950+ โรง จนกระทั่งวันที่ 78 สามารถแซงหน้า The Godfather (1972) แล้วกลายเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกทำเงินเกิน $100 ล้านเหรียญ (ในสหรัฐอเมริกา) ติดอันดับหนึ่งยาวนาน 14 สัปดาห์ รวมรายรับตลอดการฉายครั้งแรก $123.1 ล้านเหรียญ!

หลายๆประเทศก็ใช้วิธีการประชาสัมพันธ์/ฉายหนัง สูตรเดียวกับที่สหรัฐอเมริกา อย่างสหราชอาณาจักรเข้าฉายช่วงเดือนธันวาคม พร้อมกัน 100+ โรงภาพยนตร์, แม้ไม่มีรายงานรายรับ แต่รวมทั่วโลกประมาณเป็นตัวเลขกลมๆ $260-270 ล้านเหรียญ … น่าเสียดายครองบัลลังก์ได้เพียงสองปี ก็ถูกแซงโดย Star Wars (1977)

ในประเทศไทย Jaws เข้าฉายวันที่ 1 เมษายน ค.ศ. 1976 (พ.ศ. ๒๕๑๙) พร้อมกันสี่โรงภาพยนตร์ ปารีส-สกาล่า-พาราเมาท์-อินทรา แต่เฉพาะที่พาราเมาท์ถึงมีพากย์เสียงไทยในฟีล์ม เห็นว่าต้องเสริมเก้าอี้ เต็มทุกรอบ จนต้องขยับขยายไปโรงอื่นๆ และทั่วประเทศ

ไม่เพียงแค่แผนการตลาด หรือกลยุทธ์การฉายของหนัง แต่ยังกำหนดการฉายช่วงฤดูร้อน (ยุคสมัยก่อนหน้านี้ หนังใหญ่มักนิยมออกฉายช่วงวันหยุดยาวสิ้นปี แต่ก็ไม่ได้มีการแบ่งแยกฤดูกาลเหมือนปัจจุบันนี้) กลายเป็นแม่พิมพ์ภาพยนตร์ระดับ Blockbuster รวมกับความสำเร็จของ Star Wars (1977) ที่ก็ออกฉายเดือนพฤษภาคม ทำให้บรรดาสตูดิโอใหญ่ๆเริ่มใส่ใจช่วงเวลาเรียกว่า “Summer Blockbuster”

In the years after Jaws, the entire release calendar changed.

Nigel Andrews นักวิเคราะห์จาก Financial Times

ความสำเร็จอย่างล้นหลามในการออกฉายครั้งแรก ทำให้หนังมีการฉายซ้ำ (Re-Release) นับครั้งไม่ถ้วน ประมาณการรายรับทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน $476.5 ล้านเหรียญ เทียบมูลค่าเงินปี ค.ศ. 2022 สูงกว่า $2.1 พันล้านเหรียญ (สูงอันดับ 7 ตลอดกาล)

ไม่เพียงเท่านี้เมื่อมีการออกฉายโทรทัศน์ครั้งแรกทางช่อง ABC วันที่ 4 พฤศจิกายน ค.ศ. 1979 ได้รับคะแนนเรตติ้ง 39.1 (ประมาณ 57% ของผู้ชมทั้งหมด) กลายเป็นภาพยนตร์ออกฉายทางโทรทัศน์สูงสุดอันดับสองตลอดกาล รองจาก Gone With the Wind (1939) เคยทำไว้ 47.7

เกร็ด: ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีธรรมเนียมเกี่ยวกับการผลัดเปลี่ยนภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดตลอดกาล เพิ่งเริ่มต้นเมื่อครั้น Star Wars (1977) สามารถแซงหน้า Jaws (1975) ผู้กำกับ Spielberg เลยออกแบบโปสเตอร์แสดงความยินดี ตีพิมพ์ลงนิตยสาร Vareity

เสียงตอบรับของนักวิจารณ์เมื่อตอนออกฉายถือว่าดียอดเยี่ยม ได้รับคำชมในการสร้างบรรยากาศ ตื่นเต้นลุ้นระทึก เต็มไปด้วยความหวาดสะพรึง (ใช้คำว่า nerve-frying) ไม่ใช่แค่เทคนิคที่น่าตื่นตา แต่การนำเสนอความเป็นมนุษย์ผ่านตัวละครต่างๆได้อย่างน่าประทับใจ

Steven Spielberg’s “Jaws” is a sensationally effective action picture, a scary thriller that works all the better because it’s populated with characters that have been developed into human beings we get to know and care about. It’s a film that’s as frightening as “The Exorcist,” and yet it’s a nicer kind of fright, somehow more fun because we’re being scared by an outdoor-adventure saga instead of by a brimstone-and-vomit devil.

นักวิจารณ์ Roger Ebert ให้คะแนน 4/4 พร้อมจัดเป็น Great Movie

the most cheerfully perverse scare movie ever made … [with] more zest than an early Woody Allen picture, a lot more electricity, [and] it’s funny in a Woody Allen sort of way”.

นักวิจารณ์ Pauline Kael จาก The New Yorker

Spielberg is blessed with a talent that is absurdly absent from most American filmmakers these days: this man actually knows how to tell a story on screen. … It speaks well of this director’s gifts that some of the most frightening sequences in Jaws are those where we don’t even see the shark.

นักวิจารณ์ Frank Rich จากนิตยสาร New Times

แต่ก็มีนักวิจารณ์บางคนตั้งคำถามถึงการจัดเรตติ้ง PG ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่โหดร้ายสำหรับเด็กๆเกินไปหรอกหรือ?

Jaws is too gruesome for children, and likely to turn the stomach of the impressionable at any age. … It is a coarse-grained and exploitative work which depends on excess for its impact. Ashore it is a bore, awkwardly staged and lumpily written.

นักวิจารณ์ Charles Champlin จาก Los Angeles Times

ช่วงปลายปีหนังมีโอกาสเข้าชิง Oscar และ Golden Globe แถมยังคว้ารางวัลได้หลายสาขา ประกอบด้วย

  • Academy Award เข้าชิง 4 สาขา คว้ามา 3 รางวัล
    • Best Picture พ่ายให้กับ One Flew Over the Cuckoo’s Nest (1975)
    • Best Film Editing ** คว้ารางวัล
    • Best Sound ** คว้ารางวัล
    • Best Music, Original Dramatic Score ** คว้ารางวัล
  • Golden Globe Award
    • Best Motion Picture – Drama พ่ายให้กับ One Flew Over the Cuckoo’s Nest (1975)
    • Best Screenplay
    • Best Director
    • Best Original Score ** คว้ารางวัล

กระแสของภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้เกิดปรากฎการณ์ ‘Jaws Effect’ อาทิ

  • ผู้คนหวาดกลัวการลงเล่นน้ำทะเล บริเวณชายหาดมีนักท่องเที่ยวลดลงกว่าครึ่ง!
  • ทำให้มีนวนิยาย สารคดี ภาพยนตร์เกี่ยวกับฉลามผุดขึ้นมากมาย
  • รวมถึงของเล่นเกี่ยวกับฉลาม สัตว์น้ำ ขายดิบดีเป็นเทน้ำเทท่า
  • ชาวประมงออกไล่ล่า/แข่งขันเข่นฆ่าฉลาม เฉพาะปี ค.ศ. 1975 ประเมินว่าฉลามเสียชีวิตไม่น้อยกว่า 1,000+ ตัว
  • เมื่อตอน Ridley Scott นำเสนอโปรเจค Alien (1979) ให้คำโปรยกับโปรดิวเซอร์ “Jaws in space”.
  • Back to the Future Part II (1989) เมื่อ Marty McFly เดินทางสู่อนาคต พบเห็นโรงภาพยนตร์มีโปรแกรมฉาย Jaws 19

กาลเวลาทำให้หนังกลายเป็นอมตะ ได้รับการจัดอันดับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากหลายๆสำนัก(ส่วนใหญ่ทางฝั่งของสหรัฐอเมริกา) อาทิ

  • AFI: 100 Years … 100 Movies เมื่อปี 1998 ติดอันดับ 48
  • AFI: 100 Years … 100 Movies เมื่อปี 2007 ติดอันดับ 56
  • AFI: 100 Years…100 Heroes & Villains เจ้าฉลามติดอันดับ 18 ทางฝัง Best Villains
  • AFI: 100 Years of Film Scores เพลงประกอบของ John Williams ติดอันดับ 6
  • AFI: 100 Years…100 Thrills ติดอันดับ 2 รองจาก Psycho (1960)
  • The Motion Picture Editors Guild: 75 Best Edited Films of All Time ติดอันดับ 8
  • คำกล่าวของ Roy Scheider พูดว่า “You’re gonna need a bigger boat”.
    • AFI: 100 Years…100 Movie Quotes ติดอันดับ 35
    • Premiere: 100 Greatest Movie Lines ติดอันดับ 41
  • Empire: The 500 Greatest Movie of All Time ติดอันดับ 5
  • Entertainment Weekly: The 100 Greatest Movie of All Time ติดอันดับ 52
  • Film4: 100 Greatest Films of All Time ติดอันดับ 12
  • Rolling Stone: 100 Maverick Movies in the Last 100 Years ติดอันดับ 31
  • Total Film: 100 Greatest Movie (ไม่มีอันดับ)
  • Vanity Fair: The 50 Greatest Films of All Times (ไม่มีอันดับ)

ด้วยความที่เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ประสบความสำเร็จสูงสุดตลอดกาลของสตูดิโอ Universal Pictures จึงมีการเข็นภาคต่อ สร้างใหม่ หาฉลามตัวใหญ่กว่า ฯ นั่นรวมถึงตัวหนังต้นฉบับมาแปลงสามมิติ บูรณะ 2K เมื่อปี 2012, 4K เมื่อปี 2022 ออกแผ่น Boxset ในโอกาสครอบรอบ บลา บลา บลา เดินเข้าร้านขาย DVD/Blu-Ray ยังไงก็ต้องมีแผ่น Jaws (1975) วางขายอย่างแน่นอน!

ปล. ความที่หนังออกฉายซ้ำบ่อยมากๆ แม้มีการเก็บรักษาต้นฉบับฟีล์ม Negative อย่างดีเลิศ แต่ก็อยู่ในสภาพย่ำแย่พอสมควร งานบูรณะ(ฉบับปี 2012)จึงไม่ใช่เรื่องง่าย ลองรับชมสารคดีเบื้องหลังดูนะครับ

ระหว่าง Duel (1971) กับ Jaws (1975) บอกเลยว่าเลือกยากมากๆ ส่วนตัวมีความชื่นชอบทั้งสองเรื่องพอๆกัน ต่างเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ลุ้นระทึก น่าหวาดสะพรึง แถมแฝงนัยยะอย่างลุ่มลึกซึ้ง! แต่ลึกๆผมค่อนไปทาง Jaws (1975) เพราะเรื่องราวมีความบันเทิง รู้สึกเพลิดเพลิน เนื้อหาสาระจับต้องได้มากกว่า และบทเพลงของ John Williams สร้างความแตกต่างอย่างมหาศาล!

การหวนกลับมารับชมหนังรอบนี้ มีฉากหนึ่งที่ส่วนตัวรู้สึกโคตรๆอึ้งทึ่ง ไม่รับรู้ตัวเองว่าหลงลืม มองข้ามไปได้อย่างไร?? คือเรื่องเล่า USS Indianapolis เพราะมันคือเหตุการณ์จริง ทหารเรือเหล่านั้นถูกฉลามกินกันจริงๆ แค่คิดแม้งก็สยองแล้ว สร้างความสยดสยอง หวาดสะพรึง ยิ่งกว่าฉลามปลอมๆในหนังเสียอีก!

ส่วนเหตุผล “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” เชื่อว่าน่าจะสามารถเป็นบทเรียนสอนใจ สำหรับเตือนสติ สร้างสามัญสำนึกถึงภยันตราย เงินทองไม่ใช่ทุกสิ่งอย่าง ศักดิ์ศรีก็เช่นเดียวกัน “You’re gonna need a bigger boat”. อย่าให้มันค้ำคอจนตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก หรือรอคอยจนกว่าความจริงถูกเปิดโปงออกมา เช่นนั้นแล้วหายนะ ความสูญเสีย โศกนาฎกรรมจะหวนกลับหาตัวคุณเอง

จัดเรต 13+ กับความน่าสะพรึงของฉลาม ที่ยังคงคลาสสิกเหนือกาลเวลา

คำโปรย | หายนะจากฉลาม Jaws ปรับเปลี่ยนทิศทางของวงการภาพยนตร์
คุณภาพ | รึ
ส่วนตัว | ชื่นชอบมากๆ


Jaws

Jaws (1975) : Steven Spielberg

(22/4/2016) ผลงานกำกับหนังยาวเรื่องที่สองของ Steven Spielberg ที่ทำให้เขาดังพลุแตก Jaws หนัง Blockbuster เรื่องแรกของโลก ทำเงินในอเมริกาเกิน $100 ล้าน และครั้งหนึ่งเคยเป็นหนังทำเงินสูงที่สุดในโลก ความตื่นเต้น สั่นประสาท//พร้อมกับเพลงประกอบสุดระทึกจาก John Williams หนังฉลามกินคนเรื่องนี้ “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

หนังเรื่องสุดท้ายใน collection สัตว์ประหลาดครั้งนี้ ผมเลือก Jaws ฉลามร้ายใต้ทะเล ที่แม้หนทางการสร้างจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่นั่นแสดงถึงอัจฉริยภาพของ Steven Spielberg ผู้ได้รับฉายาว่าเป็น พ่อมดแห่ง hollywood ความสำเร็จของ Jaws ถือว่าเกินความคาดหมาย และเป็นการประตูเปิดสู่ New Hollywood, American New Wave หรือยุค Blockbuster ของวงการภาพยนตร์

จุดเริ่มต้นความสำเร็จของ Jaws เกิดจาก 2 โปรดิวเซอร์ชื่อดังแห่ง Universal Studio ประกอบด้วย Richard D. Zanuck และ David Brown ทั้งสองได้มีโอกาสอ่านนิยายฉบับ Copy ที่ยังไม่วางขายเรื่อง Jaws เขียนโดย Peter Benchley เกิดความชื่นชอบ จึงติดต่อผู้เขียนเพื่อซื้อลิขสิทธิ์มาทำหนังในปี 1973 ทั้งสองให้คำนิยามนิยายเล่มนี้ว่า เป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นที่สุดที่เคยอ่านมา “the most exciting thing that they had ever read”

ผู้กำกับคนแรกที่อยู่ในความสนใจของโปรดิวเซอร์คือ John Sturges เขาเคยมีประสบการณ์ทำหนังเรื่อง The Old Man and the Sea แต่คงเพราะค่าตัวแพงไป เลยติดต่อ Dick Richards ที่เพิ่งเสร็จจากการทำำหนังเรื่อง The Culpepper Cattle Co ตอนแรก Richard ตอบตกลงที่จะกำกับ แต่ถอนตัวไปภายหลัง โอกาสจึงมาตกที่ Steven Spielberg ผู้กำกับหน้าใหม่ของ Universal ขณะนั้นกำลังทำหนังเรื่อง The Sugarland Express (1974) ภายใต้ Zanuck และ Brown พอดี หลังจาก Spielberg อ่านนิยายต้นฉบับก็เกิดความสนใจและโปรดิวเซอร์ทั้งสองเห็นว่าหมอนี่น่าจะกำลังรุ่งเลยจับเซ็นต์สัญญาก่อนที่ The Sugarland Express จะออกฉายเสียอีก

ได้ยินว่าในช่วงเตรียมงาน Pre-Production ผู้กำกับ Spielberg เกิดความไม่มั่นใจในตัวเอง เพราะการที่ The Sugerland Express ได้รับเสียงวิจารณ์ที่ค่อนข้างแย่ ทำให้เขาอยากไปทำอย่างอื่น และสนใจที่จะทำหนังให้กับ 20th Fox แต่ด้วยสัญญาที่เซ็นต์ไว้แล้วทำให้ Spielberg ต้องเดินหน้าต่อ Brown เกลี้ยกล่อมโดยบอกเขาว่า เมื่อสร้าง Jaws เสร็จแล้ว อยากจะไปทำอะไรก็ทำ “after Jaws, you can make all the films you want”

Peter Benchley ได้แรงบันดาลใจในการเขียนนิยายเรื่อง Jaws จากการอ่านข่าวของชาวประมง Frank Mundus ที่ได้จับฉลามขนาดใหญ่ได้ในปี 1964 ตัวละคร Quint ในนิยายได้แรงบันดาลใจมาจาก Mundus นั่นเอง ตอนที่ Zanuck และ Brown ซื้อลิขสิทธิ์นิยายมานั้น เป็นช่วงที่มีการประท้วงหยุดงานของ Writer Guild ทำให้สตูดิโอไม่สามารถจ้างนักเขียนเพื่อดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์ได้ Benchley จึงอาสาเขียนบทร่างด้วยตนเอง แต่เขาก็ไม่สามารถหาจุดที่ทำให้ Spielberg พอใจได้ ผู้กำกับจึงติดต่อนักเขียนหลายคนเพื่อมาให้ช่วยเกลาบทหนังให้ อาทิ John Byrum (บอกปัดไม่รับงาน), William Link กับ Richard Levinson (บอกปฏิเสธเช่นกัน), Howard Sackler สุดท้ายก็มาได้ Carl Gottlieb เพื่อนของ Spielbergที่เคยทำงานร่วมงานกันมาก่อน (Gottlieb ตอนนั้นไม่ได้เป็นสมาชิก Writer Guild) แต่ production ได้เริ่มไปแล้ว หนังเปิดกล้องทั้งๆที่บทยังไม่เสร็จ Gottlieb จึงต้องอยู่ที่กองถ่ายตลอดเวลาเพื่อเขียน/ปรับปรุงบทวันต่อวัน ทำให้มีหลายครั้งที่เตรียมบทไม่ทัน นักแสดงจึงต้องคิดคำพูดสดๆกันเลย

Spielberg ชอบครึ่งหลังของนิยายมาก ช่วงการตามล่าฆ่าฉลาม เขาตั้งใจที่จะดัดแปลงเหตุการณ์ช่วงนี้ออกมาให้ได้ใกล้เคียงกับหนังสือมากที่สุด ส่วนครึ่งแรก ด้วยความที่มันยาวและประเด็นย่อยๆ (subplot) มากมาย เขาจึงได้ทำการตัดหลายเหตุการณ์ที่ไม่สำคัญออกไป (Spielberg ประเมินว่าเขาตัดเหตุการณ์ในนิยายออกไปประมาณ 27 เรื่อง) และได้ทำการเปลี่ยนแปลงหลายๆอย่างเพื่อให้สอดคล้องกับประเด็นหนัง รวมถึงตอนจบ ที่ในนิยายจะมีอีกตัวละครหนึ่งต้องตาย แต่เพราะมีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นทำให้ มีการเปลี่ยนแปลงตอนจบ เพื่อให้ได้ตามที่เขาต้องการ

นำแสดงโดย Roy Scheider รับบทเป็น Chef Brody หัวหน้าตำรวจที่เป็นโรคกลัวน้ำ แต่ได้ประจำการอยู่บนเกาะ บทนี้เคยถูกเสนอให้ Robert Duvall (Duvall ปฏิเสธเพราะเขาอยากเล่นเป็น Quint), Charlton Heston ออกตัวว่าอยากเล่นหนัง แต่ Spielberg ต้องการนักแสดงที่ดูธรรมดาๆ ถ้าให้ Heston รับบท การแสดงเขาจะเกินหน้าเกินตาธรรมดาหนังไปหน่อย บทเลยมาตกที่ Scheider ผมเช็คจาก Wikipedia พบว่าพี่แกนอกจากเป็นนักแสดงแล้วยังเป็นนักมวยสมัครเล่นด้วยนะครับ แปลกคนจริงๆ (มวยเป็นกีฬาที่ถ้าโดนอาวุธของคู่ต่อสู้พลาดเข้าที่ใบหน้าแล้ว อาจทำให้เสียโฉมได้ แต่พี่แกก็ไม่สน เป็นทั้งนักแสดงและนักมวย)

บท Hooper เห็นว่า Spielberg สนใจ Jon Voight, Timothy Bottoms, Joel Grey, Jeff Bridges แต่ไม่มีใครตกลงรับเล่นเลย เป็น George Lucas ที่แนะนำ Richard Dreyfuss ที่ได้ร่วมงานกันใน American Graffiti ทีแรก Dreyfuss บอกปฏิเสธ แต่หลังจากเขาได้ดูหนังที่เรื่องล่าสุดที่ได้เล่น The Apprenticeship of Duddy Kravitz ซึ่งห่วยมากๆ จึงเกิดความกลัวว่าจะไม่มีใครจ้างเล่นหนังอีก จึงรีบติดต่อ Spielberg เพื่อตอบรับเล่นหนัง การแสดงอันยอดเยี่ยมของ Dreyfuss เกิดจากผู้กำกับขอให้เขาไม่อ่านนิยายต้นฉบับ และให้ปรับทัศนคติของตัวละครให้เป็นไปอย่างที่เขาต้องการ ซึ่งบทบาทของ Dreyfuss นั่นถึงกับทำให้ Spielberg เรียกเขาว่า my alter ego

บท Quint มีนักแสดงที่ได้รับการยื่นข้อเสนอ อาทิ Lee Marvin, Sterling Hayden ทั้งคู่บอกผ่าน Zanuck และ Brown จึงแนะนำ Robert Shaw ที่เพิ่งเสร็จจากหนังเรื่อง The String (1973) ทีแรก Shaw ไม่อยากรับเพราะเขาไม่ชอบนิยาย แต่ภรรยากับเลขาทะเลาะกัน เพราะพวกเธอชอบนิยายมาก Shaw เลยยอมรับเล่น (เชื่อเมีย) ผลออกมาก็ยอดเยี่ยม Shaw โชคดีจริงๆที่เชื่อเมีย!

ฉลาม พระเอกของเรื่อง ออกแบบโดย art director Joe Alves และเพื่อสร้างให้มันเคลื่อนไหวได้ ทีมงาน Special Effect กว่า 40 คน นำทีมโดย Bob Mattey (ผู้สร้างปลาหมึกยักษ์ใน 20,000 Leagues Under the Sea – 1954) ด้วยกลไกของมัน ต้องใช้ส่วนควบคุมถึง 14 คน Spielberg ตั้งชื่อฉลามตัวนี้ว่า Bruce ตามชื่อทนายของเขา (Bruce Ramer) [หนังเรื่อง Finding Nemo ตั้งชื่อฉลามว่า Bruce เพื่อเป็นการคารวะ Jaws] เดิมหนังมีทุนสร้างวางแผนไว้ที่ $4 ล้าน แต่เพราะเจ้าฉลามนี่แหละ ที่พังบ่อยมาก (จนทีมงานเรียกมันว่า Flaws) หนังใช้ทุนสร้างเกินไปถึง $9 ล้าน ซึ่ง Spielberg ได้ขอรับความผิดไว้ทั้งหมด เพราะความที่ประสบการณ์ยังน้อย เขาจึงเลือกถ่ายทำในมหาสมุทร Atlantic ทั้งเรื่อง (เพราะคิดว่ามันจะได้ภาพที่สวยงาม) แทนที่จะถ่ายกันใน อ่าว North Hollywood (North Hollywood tank)

“I was naive about the ocean, basically. I was pretty naive about mother nature and the hubris of a filmmaker who thinks he can conquer the elements was foolhardy, but I was too young to know I was being foolhardy when I demanded that we shoot the film in the Atlantic Ocean and not in a North Hollywood tank.”

ถ่ายภาพโดย Bill Butler ความสุดยอดของหนังเรื่องนี้คือ มีฉากที่ต้องถ่ายภาพใต้น้ำเยอะมาก 90% ของหนัง ตากล้องจะอยู่บนเรือ (ที่โคลงเคลง) และต้องถือกล้องไว้ตลอดเวลา (handheld) และสำหรับฉากที่ต้องถ่ายใต้น้ำ Butler สร้างกล่องใสใส่กล้องชนิดพิเศษที่สามารถถือยกขึ้นยกลงได้ง่าย ความทุ่มเทของเขาถึงขนาดปีนขึ้นไปถ่ายภาพจากบนเสากระโดงเรือ (Mast) และในช่วงระหว่างถ่ายทำ เรือ Orca จม (ไม่ทราบสาเหตุ) ทำให้มีฟีล์มเปียกน้ำ Butler นี่แหละที่เป็นฮีโร่กู้ฟีล์มที่เสียหายนี้ได้ ให้ไม่ต้องมีการถ่ายฉากไหนซ้ำอีก

การออกแบบฉากและเสื้อผ้า Spielberg บอกทีมงานว่า เขาไม่ต้องการให้อะไรอย่างอื่นนอกจากเลือดเป็นสีแดง เพราะเวลาที่เห็นสีแดงในหนัง จะทำให้คนคิดว่าเป็นเลือดเท่านั้น

จากที่วางแผนไว้ 55 วัน หนังกว่าจะปิดกล้องใช้เวลา 159 วัน สมัยนั้นไม่เคยมีหนังเรื่องไหนที่ใช้เวลาการถ่ายทำเกินกำหนดถึง 100 วัน ขนาด Spielberg ยังคิดว่านี่คงเป็นจุดจบของอาชีพผู้กำกับแล้ว “I thought my career as a filmmaker was over. I heard rumors … that I would never work again because no one had ever taken a film 100 days over schedule.” ในวันสุดท้ายของการถ่ายทำ Spielberg หายตัวไปจากกองถ่าย เพราะเขาคิดว่า ถ้าเขาอยู่จนถึงตอนปิดกล้อง ต้องถูกจับโยนลงทะเลเป็นแน่ (จึงโดดงาน) นี่กลายเป็นธรรมเนียมของ Spielberg ไปเลยที่เขาจะหายตัววันปิดกล้องเสมอ

ตัดต่อโดย Verna Fields (ได้ Oscar สาขา Best Edited) ด้วยปัญหาทางเทคนิคที่มากมายระหว่างการถ่ายทำ โดยเฉพาะฉลามที่ไม่ได้ดั่งใจทีมงาน ทำให้ Spielberg เลือกที่จะให้ฉลามปรากฏตัวออกมาน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ นั่นทำให้เขาต้องเล่นกับการสร้างจังหวะและบรรยากาศ ให้คนดูเชื่อว่ามีฉลามอยู่ในฉากนั้น (ทั้งๆที่ไม่เห็นฉลาม) นี่เป็นสไตล์ของ Alfred Hitchcock ที่เลื่องชื่อมากๆ โดยเฉพาะในหนังเรื่อง Psycho (1960) (less-you-see-the-more-you-get thriller)

มีฟุตเทจบางส่วนของหนังที่ถ่ายจากฉลามตัวจริงๆ ถ่ายโดย Ron และ Valerie Taylor บริเวณน่านน้ำ Dangerous Reef ตอนใต้ของ Australia เป็นฉากที่ฉลามขาวโจมตีเรือและกรง (ที่หย่อนลงไปเพื่อล่อฉลาม) หลังจาก Spielberg เห็นฉากนี้ เขาตัดสินใจเปลี่ยนตอนจบ ที่ในนิยาย Hooper จะต้องตาย แต่เพราะในฟุตเทจไม่มีใครอยู่ในกรง จึงต้องทำให้ Hooper รอดชีวิต มีคนพูดล้อกันเล่นๆต่อฉากนี้ว่า ฉลามใน Australia เป็นผู้เขียนบทช่วยชีวิตตัวละครของ Dreyfuss ไว้ “The shark down in Australia rewrote the script and saved Dreyfuss’s character.”

เพลงประกอบโดย John Williams เสียง Score ฉลามบุกมีโน๊ต 2 ตัวที่เลื่องชื่อมากๆคือ E กับ F และ F กับ F# ตอนที่ Williams เล่นเพลงนี้ให้ Spielberg ฟัง เขาหัวเราะและคิดว่าเป็นเรื่องล้อเล่น แต่ Williams ไม่มีพูดเล่น เขาใส่โน๊ตแค่ 2 ตัวจริงๆในเพลงที่ฉลามกำลังว่ายตรงเข้ามา เพลงโน๊ต 2 ตัว (two-note ostinato) นี้ได้เปลี่ยนโฉมหน้าวงการเพลงประกอบหนังไปเลย หนังสไตล์ Suspense-Thriller ทั้งหลายเริ่มมีการใช้โน๊ตจำนวนจำกัดเล่น ostinato (เล่นซ้ำ) กันมาก Inception ใช้โน๊ตตัวเดียว มีคนวิเคราะห์ไว้ว่าทำไม Williams ถึงเลือกใช้โน๊ต 2 ตัว สร้างเพลงประกอบนี้ขึ้นมา เหตุผลที่ชัดเจนที่สุดคือ เพราะมันเหมือนเสียงหัวใจเต้น ตุบ ตับ

Spielberg ออกมายอมรับว่าครึ่งหนึ่งความสำเร็จของ Jaws มาจากเพลงประกอบของ John Williams ที่สามารถสร้างบรรยากาศให้หนังมีความระทึก น่าสะพึงกลัว ทำให้ Williams กวาดเรียบ Oscar/Golden Globe/Grammy สาขาเพลงประกอบหนังยอดเยี่ยม และเพลงประกอบหนังเรื่องนี้ติดอันดับ 6 จาก 100 Years of Film Scores

สมัยก่อนยังไม่เคยมีหนังเรื่องไหนที่ออกฉายพร้อมกันทั่วประเทศ ส่วนใหญ่จะฉายตามเมืองต่างๆทีละเมือง หรือโรงหนังจะติดต่อขอซื้อฟีล์มหนังเพื่อไปฉาย Jaws เป็นหนังเรื่องแรกที่มีการวางแผน และจัดพิมพ์ฟีล์มจำนวนมากเพื่อใช้ฉายพร้อมกันทั่วอเมริกา Universal ใช้เงินเพื่อทำการตลาดไปถึง $1.8 ล้าน โดย $700,000 เป็นค่าโฆษณาทางทีวี ให้ฉายตัวอย่างหนังความยาว 2 นาทีครึ่ง ในช่วงเวลา prime-time เพื่อให้ผู้ชมทางบ้านได้เห็น นี่ถือเป็นกลยุทธ์การตลาดใหม่ในสมัยนั้น ซึ่งปรากฏว่าผลตอบรับดีเกินคาด 20 มิถุนายน ปี 1975 หนังเข้าฉาย 464 โรง (ในอเมริกา 409 โรง ที่เหลือคือแคนาดา) ทำเงินสัปดาห์แรก $7 ล้าน หมดสัปดาห์ที่ 2 ก็คืนทุนสร้าง หนังได้เพิ่มจำนวนโรงฉายสูงสุดถึง 950 โรง ใช้เวลา 78 วันก็สามารถทำลายสถิติหนังทำเงินสูงที่สุดในอเมริกา แซงหน้า The Godfather ($86 ล้าน) ทำเงินในอเมริกาเกิน $100 ล้าน (เรื่องแรก) จบโปรแกรมที่  $133.4 ล้าน สำหรับทั่วโลก เพราะความสำเร็จอันล้นหลามในอเมริกา ประเทศต่างๆจึงถือเป็นแบบอย่าง หนังออกฉายพร้อมกันในหลายๆประเทศ จนหนังทำสถิติรายได้สูงสุดใน สิงคโปร์, ญี่ปุ่น, สเปนและเม็กซิโก รวมรายได้ต่างประเทศ $193 ล้าน มากที่สุดในโลกเช่นกัน น่าเสียดายที่ Jaws อยู่ในตำแหน่งทำเงินสูงสุด ได้เพียง 2 ปีเท่านั้นก็ถูก Star Wars (1977) ทำรายได้ทุบทุกสถิติโลก เทียบกับค่าเงินในปัจจุบันแล้ว Jaws จะติดอันดับ 7 หนังทำรายได้มากที่สุดในโลก

หนังแนวสัตว์ประหลาดที่ดี มักจะมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่ถูกสอดแทรกมาในหนัง กับ Jaws ผมหาบทวิเคราะห์จากหลายๆที่ ก็ไม่สามารถหาข้อสรุปความหมายเชิงสัญลักษณ์ของฉลามกินคนตัวนี้ได้ เพราะมันสามารถตีความได้หลากหลายมากๆ แต่ที่ผมคิดว่าใกล้เคียงที่สุด และใกล้ตัวกับ Spielberg มากๆ Jaws = Jewish คนที่เคยอ่านประวัติ Spielberg ก็จะรู้ว่าเขาเป็นคนอเมริกันเชื้อสายยิว มีหนัง 2 เรื่องที่เกี่ยวกับชาวยิวโดยเฉพาะคือ Schindler’s List (1993) และ Munich (2005) หนังเรื่องอื่นๆของเขาก็มักเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิต (E.T., A.I.) ที่มีความแตกต่างจากคนปกติทั่วไป นั่นแสดงถึงตัวเองที่เป็นชาวยิว คงเป็นเพราะมีเหตุการณ์อะไรหลายๆเกิดขึ้นในวัยเด็ก ที่ทำให้เขาตกที่นั่งลำบาก (uneasy) ที่ต้องยอมรับว่าตัวเองเป็นยิว เคยถูกเพื่อนแกล้งจนเลือดตกยางออก แต่โตขึ้นมาเขาบอกว่า ไม่เสียใจที่เกิดมาเป็นคนยิวนะครับ

Jaws กับ Jews ต่างกันแค่ตัวอักษรตัวเดียว แต่มันจะบังเอิญแค่ชื่อเท่านั้นเหรอ? ผมไม่รู้จริงหรือเปล่านะครับ ไปอ่านเจอว่าภาพลักษณ์ของคน Jews กับฉลาม (Sharks) นั้นถือว่าเป็นของคู่กันในอเมริกา ถ้าพูดถึง Loan Shark (นายทุนหน้าเลือด) คนจะนึกถึง Jews เป็นอย่างแรก, ฉลามในหนังเป็นเหมือนคนภายนอก เตร็ดเตร่ร่อนเร่ไปเรื่อยๆ เหมือนกับคน Jews ที่เป็นคนส่วนน้อยในอเมริกา ความเชื่อของสมัยก่อนมองว่าคนเชื้อสาย Jews มักมีนิสัยชั่วร้าย เหมือนสัตว์ล่าเนื้อ (predatory) ต้องการเลือดสดๆของหญิงสาวและเด็กที่เป็นคริสเตียน เหยื่อรายแรกในหนังเป็นหญิงสาวผมสีบลอน นี่น่าจะเป็นการพูดถึงภาพความเข้าใจของคนอเมริกาต่อชาวยิวได้ชัดพอสมควร

Spielberg ตั้งชื่อฉลามว่า Bruce (ชื่อของคน Jews) ตามชื่อทนายความ (lawyer) ที่ภายหลังเป็นอัยการ (attorney) และเป็นประธานของ American Jewish Committee นี่ต้องมีนัยยะบางอย่าง

เชื่อว่าหลายคนคงจะคิดคล้ายๆผม คือเชียร์ให้ฉลามชนะ น้อยคนที่จะเชียร์ให้มนุษย์ฆ่าฉลามสำเร็จ สาเหตุก็เพราะตัวละครมนุษย์ในหนังแต่ละคนต่างมีความเลวในตัว เจ้าเมือง (mayor) ที่สนแต่ผลประโยชน์ ปล่อยให้คนเล่นน้ำทั้งๆที่รู้ว่ามีอันตราย, หัวหน้าตำรวจที่เหมือนจะดี แต่ก็ดีไม่สุด, นักล่าฉลามที่สนแต่เงิน, นักวิทยาศาสตร์ที่โคตรกรีก อวดรู้ ไม่มีใครน่าเชียร์ให้ฆ่าฉลามได้สักคน … แน่ละถ้ามองในบริบทที่ว่าฉลามคือ Jews มันชัดเลยว่า Spielberg จงใจทำให้คนรู้สึกว่าฉลาม/Jews ไม่ใช่ผู้ร้ายของหนัง … น่าเสียดายที่ฉลามต้องตายตอนจบ เพราะถ้าไม่ตายหนังก็ไม่จบ กระนั้นมันก็แลกมาด้วยความน่าเชื่อถือของผู้นำสังคมในการแก้ปัญหาในระดับเป็น/ตาย ผมคิดว่าหนังพยายามบอกว่า การฆ่าฉลามไม่ใช่ทางออก มันอาจเป็นสิ่งที่ต้องทำ แต่ก็มีทางออกอื่นที่ทำได้ (เช่น ไม่ให้คนลงเล่นน้ำ ฉลามเมื่อไม่มีแหล่งอาหารก็จะย้ายหนีไปที่อื่น)

ผมจะพูดถึงการตีความเชิงสัญลักษณ์อื่นๆที่ไม่ใช่ Jewish ด้วยนะครับ มีหลายอย่างที่คิดให้ดีก็รู้สึกว่าใช่เหมือนกัน, ฉลามเปรียบได้กับเวียดกงในช่วงสงครามเวียดนาม ทหารเวียดกงพวกมันมาโดยไม่รู้ตัว ฆ่าทหารเสร็จก็มุดลงหลุมหายไปอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งไว้แค่ซากศพและคราบเลือด, atom bomb เรารู้จาก Gojira ว่ามันมาทางน้ำ เรือดำน้ำเป็นผู้ขนส่งระเบิดนิวเคลียร์นี้ไปที่ฐานทัพของอเมริกา เพื่อส่งต่อให้ทหารอากาศทิ้งบอมลงฮิโรชิม่า, sexual predator และ serial killer การตายของเหยื่อหญิงสาวคนแรก ฉากนี้ได้รับการพูดถึงว่าสื่อออกทางเพศชัดเจนมากๆ หญิงสาวแก้ผ้าตัวเปลือยเปล่ากระโดดลงน้ำ มุมกล้องถ่ายจากใต้น้ำลึก ฉลามว่ายวนไปมา หัวฉลามที่ดูเหมือนศิวลึงค์ (Phallic) พุ่งขึ้นหาหญิงสาว ภาพตัดไปเหนือน้ำ หญิงสาวถูกฉุดให้จมลึกหายไป (ภาพในโปสเตอร์นี่ชัดเลย หัวฉลามเหมือนศิวลึงค์มาก) ฉากนี้มันล้อกับตอนที่ Hooper ผ่าท้องฉลาม แล้วมีเมือกขาวๆ (Sperm) พุ่งออกมาติดเต็มหน้าเขา นี่คือการตีความภาพของฉลามเป็น Sexual Predator และสำหรับ Serial Killer เครื่องจักรสังหาร ที่ฆ่าโดยไม่เลือก นี่คงไม่ต้องอธิบายอะไรนะครับเพราะตรงตัวสุดๆ

ครึ่งหลังของหนัง 3 ตัวละครที่ออกทะเลไปล่าฉลามด้วยกัน นักวิเคราะห์ Neil Gabler อธิบาย 3 ความแตกต่างมุมมองของมนุษย์ในการแก้ปัญหา 1.วิทยาศาสตร์ (science) เป็นตัวแทนของ Hooper 2.จิตวิญญาณ ความเชื่อ (spiritualism) ตัวแทนของ Quint 3.คนธรรมดา ตัวแทนของ Brody ผลลัพท์หลังจากเผชิญหน้ากับปัญหา วิทยาศาสตร์ไม่อาจแก้ปัญหาได้ แต่ก็เพียงพอให้เอาตัวรอดได้, ความเชื่อ จิตวิญญาณ เชื่อยังไงก็ตายไปแบบนั้น, คนธรรมดา ดิ้นรน หาวิธีเอาตัวรอด และเอาชนะปัญหาได้ในที่สุด

ทำไมถึงให้คนธรรมดาชนะ … ไม่รู้สิครับ คงเพราะคนธรรมดาสามารถปรับตัวให้เข้ากับอะไรก็ได้ จะฝั่งซ้ายฝั่งขวา วิทยาศาสตร์, จิตวิญญาณความเชื่อ นั่นทำให้เขาสามารถเอาตัวรอดได้ทุกสถานการณ์ ผมไม่อยากเอาไปเปรียบกับทางสายกลางเท่าไหร่ เพราะทางสายกลางเราไม่ฆ่าใคร แต่หนังถือว่า Brody โชคดีสุดๆ โชคดีที่ฉลามกินถังแก๊ส, โชคดีที่ยิงปืนโดน, โชคดีที่มันระเบิด และโชคดีที่ฉลามตาย ทางสายกลางไม่ใช่โชคเยอะขนาดนี้นะครับ แต่เอาเถอะ ถ้าฉลามไม่ตายหนังก็ไม่จบ แล้วถ้าเกิดทีมฝั่งมนุษย์ตายหมด คนดูคงด่ากันขรม และหนังไม่ฮิตถล่มทลายแบบนี้แน่ๆ

หนังเรื่องนี้มี Quote ที่ดังมากๆ “You’re gonna need a bigger boat” คนที่พูดคือ Brody ตัวละครของ Roy Scheider ผมไม่ได้นับว่าเขาพูดประโยคนี้ซ้ำกี่รอบ แต่รู้สึกว่ามันเจ๋งมากๆ เพราะเข้ากับบริบทและความกลัวของ Brody เมื่อเห็นฉลามตัวเป็นๆครั้งแรก มันใหญ่กว่าที่เขาคิด และเรือนี่ดูเล็กไปเลยเมื่อเทียบกับขนาดฉลาม มันต้องไม่ไหวแน่ๆ กระนั้นมันก็มีแต่ Brody นะแหละที่คิดแบบนี้ เขาไม่ใช่ทั้งนักล่าฉลามและผู้เชี่ยวชาญ คำพูดของเขาแสดงถึงความกลัว ท่าทีที่ลุกรี้ลุกรน แต่ Quint และ Hooper พวกเขามีความมั่นใจว่าสามารถสู้ได้ ไม่มีใครฟังคำพูดของ Brody เลย Quint ต้องทำลายวิทยุสื่อสารเพราะรำคาญความตื่นตระหนกของ Brody จะไม่ให้เขากลัวได้ยังไงละ ฉลามตัวใหญ่ขนาดนั้น มนุษย์ธรรมดาๆแค่ 3 คนจะไปสู้มันได้ยังไง! Quote นี้ติดอันดับ 35 Top 100 Movie Quotes ของ AFI

ประโยค You’re gonna need a bigger boat. กลายเป็นสำนวนที่คนใช้ติดปาก มีความหมายถึงการทำอะไรที่เกินตัว มากกว่าที่ตนสามารถทำได้ ต้องอาศัยทักษะ ประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถมากกว่านี้ถึงจะทำสำเร็จ

มีอีกฉากที่ผมต้องพูดถึงให้ได้ ระหว่าง Quint กับ Hooper สองคนนี้ไม่ถูกกัน แน่ละฝ่ายหนึ่งจิตนิยม ฝ่ายหนึ่งวัตถุนิยมจะไปถูกกันได้ยังไง แต่ค่ำคืนนั้นที่ทั้งสองกินเหล้าด้วยกัน เริ่มจากเล่าประสบการณ์ว่าใครเคยไปทำอะไร เจออะไรมา จากนั้นก็เริ่มอวดแผลเป็นที่ได้จากการสู้กับฉลาม ถึงสองตัวละครนี้แม้จะมีนิสัยอะไรๆต่างกันมาก แต่ก็มีบางสิ่งบางอย่างเหมือนกัน คือชอบฉลามเหมือนกัน! นี่เป็นซีนที่ผมชอบที่สุดในหนังเลย Brody ดูกลายเป็นคนนอกไปทันที เพียงเพราะเขาไม่มีเรื่องเล่า ไม่มีแผลเป็นที่อวดได้ ภาพเล็กๆสะท้อนภาพใหญ่ๆ Quint กับ Hooper เป็นเหมือนชาวเกาะ และ Brody เปรียบเหมือนฉลาม คงเพราะเหตุนี้ที่ Brody ถึงเป็นคนฆ่าฉลามได้สำเร็จ (เพราะคนประเภทเดียวกันเท่านั้นถึงเอาชนะกันได้, คนนอกvsคนนอก)

โดยรวมผมชอบ Jaws มากๆนะครับ เพราะมันตื่นเต้นเร้าใจ Special Effect เยี่ยม นักแสดงสุดยอด ถ่ายภาพสวยมากๆ เพลงเพราะโคตรๆ ผมเคยดูภาคอื่นด้วยครบหมดแล้ว แต่ไม่มีภาคไหนที่สู้ต้นฉบับนี้ได้เลย ใครที่เคยดู Back in the Future คงจะจำโฆษณา 3 มิติหน้าโรงหนังในอนาคตที่แซว Jaws 19 ผมละโคตรดีใจที่มันไม่เกิดขึ้นจริงๆ จากหนัง Blockbuster เกรด A ถ้ามีถึงภาค 19 มันคงกลายเป็นหนังเกรด B เกรด C ห่วยๆไปแล้ว หนังแนวสัตว์ประหลาดคงเว้นไว้แต่ Gojira ตัวเดียวกระมัง ที่ยังสร้างภาคต่อได้เรื่อยๆ กระแสไม่ตกยุคสักที สัตว์ประหลาดอเมริกันถือว่าตกยุคเร็วมากๆ ที่เอามาสร้างใหม่เพื่อปรับปรุงเทคนิคให้ดูทันสมัยขึ้นเท่านั้น ผมพยายามหาหนังสัตว์ประหลาดที่สร้างในยุโรปด้วย แต่ก็หาไม่ได้เลย ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ไว้ถ้ามีหนังสัตว์ประหลาดเรื่องอื่นๆที่ผมมองข้ามไป จะเอากลับมาเขียนรีวิวแนวนี้อีกนะครับ

สิ่งที่ทำให้ Jaws กลายเป็นหนังที่ “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” เพราะมันมีประวัติศาสตร์หลายอย่างมากๆเกิดขึ้น เราต้องถือว่า Jaws เป็นบิดาแห่งหนัง Blockbuster เลยด้วยนะครับ ถึงก่อนหน้านั้นจะมีหนังทำเงินถล่มทลายอย่าง Gone With The Wind, Sound of Music และ The Godfather ที่เรียกได้ว่าเป็นหนัง Blockbuster เหมือนกัน แต่การฉายพร้อมกันทั่วประเทศและการตลาดที่ค่ายหนังยอมทุ่มเงินเป็นล้านๆ เป็นค่าโฆษณาเพื่อโปรโมทหนัง ถือว่าเริ่มต้นมาจาก Jaws นะครับ นั่นทำให้เมื่อพูดถึง Blockbuster เรื่องแรก ใครๆจะนึกถึง Jaws นี่คือเหตุผลที่เราควรยกย่องให้เป็นบิดาแห่งหนัง Blockbuster

ผมแนะนำหนังเรื่องนี้กับเด็กโตสักหน่อยนะครับ จัดเรต PG-13 เด็กเล็กๆดูคงกรี้ดลั่นเพราะมีเลือด แขนขาขาด โดนฉลามกัดตัวขาด ฯ กระนั้นนี่เป็นหนังที่ “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” ใจความหนังอาจดูไม่มีสาระอะไร แต่มันทำให้เราตระหนักถึงสิ่งที่ควรทำเมื่อเจอกับภัยที่คุกคามต่อชีวิตคนส่วนมากได้

คำโปรย : “พบกับความตื่นเต้น สั่นประสาทพร้อมกับเพลงประกอบสุดระทึก Jaws หนัง Blockbuster เรื่องแรกของโลกโดย Steven Spielberg และคอมโพเซอร์คู่ใจ John Williams”
คุณภาพ : RARE-GENDARY
ความชอบLOVE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: