Jaws (1975)

Jaws

Jaws (1975) : Steven Spielberg

ผลงานกำกับหนังยาวเรื่องที่สองของ Steven Spielberg ที่ทำให้เขาดังพลุแตก Jaws หนัง Blockbuster เรื่องแรกของโลก ทำเงินในอเมริกาเกิน $100 ล้าน และครั้งหนึ่งเคยเป็นหนังทำเงินสูงที่สุดในโลก ความตื่นเต้น สั่นประสาทพร้อมกับเพลงประกอบสุดระทึกจาก John Williams หนังฉลามกินคนเรื่องนี้ “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

หนังเรื่องสุดท้ายใน collection สัตว์ประหลาดครั้งนี้ ผมเลือก Jaws ฉลามร้ายใต้ทะเล ที่แม้หนทางการสร้างจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่นั่นแสดงถึงอัจฉริยภาพของ Steven Spielberg ผู้ได้รับฉายาว่าเป็น พ่อมดแห่ง hollywood ความสำเร็จของ Jaws ถือว่าเกินความคาดหมาย และเป็นการประตูเปิดสู่ New Hollywood, American New Wave หรือยุค Blockbuster ของวงการภาพยนตร์

จุดเริ่มต้นความสำเร็จของ Jaws เกิดจาก 2 โปรดิวเซอร์ชื่อดังแห่ง Universal Studio ประกอบด้วย Richard D. Zanuck และ David Brown ทั้งสองได้มีโอกาสอ่านนิยายฉบับ Copy ที่ยังไม่วางขายเรื่อง Jaws เขียนโดย Peter Benchley เกิดความชื่นชอบ จึงติดต่อผู้เขียนเพื่อซื้อลิขสิทธิ์มาทำหนังในปี 1973 ทั้งสองให้คำนิยามนิยายเล่มนี้ว่า เป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นที่สุดที่เคยอ่านมา “the most exciting thing that they had ever read”

ผู้กำกับคนแรกที่อยู่ในความสนใจของโปรดิวเซอร์คือ John Sturges เขาเคยมีประสบการณ์ทำหนังเรื่อง The Old Man and the Sea แต่คงเพราะค่าตัวแพงไป เลยติดต่อ Dick Richards ที่เพิ่งเสร็จจากการทำำหนังเรื่อง The Culpepper Cattle Co ตอนแรก Richard ตอบตกลงที่จะกำกับ แต่ถอนตัวไปภายหลัง โอกาสจึงมาตกที่ Steven Spielberg ผู้กำกับหน้าใหม่ของ Universal ขณะนั้นกำลังทำหนังเรื่อง The Sugarland Express (1974) ภายใต้ Zanuck และ Brown พอดี หลังจาก Spielberg อ่านนิยายต้นฉบับก็เกิดความสนใจและโปรดิวเซอร์ทั้งสองเห็นว่าหมอนี่น่าจะกำลังรุ่งเลยจับเซ็นต์สัญญาก่อนที่ The Sugarland Express จะออกฉายเสียอีก

ได้ยินว่าในช่วงเตรียมงาน Pre-Production ผู้กำกับ Spielberg เกิดความไม่มั่นใจในตัวเอง เพราะการที่ The Sugerland Express ได้รับเสียงวิจารณ์ที่ค่อนข้างแย่ ทำให้เขาอยากไปทำอย่างอื่น และสนใจที่จะทำหนังให้กับ 20th Fox แต่ด้วยสัญญาที่เซ็นต์ไว้แล้วทำให้ Spielberg ต้องเดินหน้าต่อ Brown เกลี้ยกล่อมโดยบอกเขาว่า เมื่อสร้าง Jaws เสร็จแล้ว อยากจะไปทำอะไรก็ทำ “after Jaws, you can make all the films you want”

Peter Benchley ได้แรงบันดาลใจในการเขียนนิยายเรื่อง Jaws จากการอ่านข่าวของชาวประมง Frank Mundus ที่ได้จับฉลามขนาดใหญ่ได้ในปี 1964 ตัวละคร Quint ในนิยายได้แรงบันดาลใจมาจาก Mundus นั่นเอง ตอนที่ Zanuck และ Brown ซื้อลิขสิทธิ์นิยายมานั้น เป็นช่วงที่มีการประท้วงหยุดงานของ Writer Guild ทำให้สตูดิโอไม่สามารถจ้างนักเขียนเพื่อดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์ได้ Benchley จึงอาสาเขียนบทร่างด้วยตนเอง แต่เขาก็ไม่สามารถหาจุดที่ทำให้ Spielberg พอใจได้ ผู้กำกับจึงติดต่อนักเขียนหลายคนเพื่อมาให้ช่วยเกลาบทหนังให้ อาทิ John Byrum (บอกปัดไม่รับงาน), William Link กับ Richard Levinson (บอกปฏิเสธเช่นกัน), Howard Sackler สุดท้ายก็มาได้ Carl Gottlieb เพื่อนของ Spielbergที่เคยทำงานร่วมงานกันมาก่อน (Gottlieb ตอนนั้นไม่ได้เป็นสมาชิก Writer Guild) แต่ production ได้เริ่มไปแล้ว หนังเปิดกล้องทั้งๆที่บทยังไม่เสร็จ Gottlieb จึงต้องอยู่ที่กองถ่ายตลอดเวลาเพื่อเขียน/ปรับปรุงบทวันต่อวัน ทำให้มีหลายครั้งที่เตรียมบทไม่ทัน นักแสดงจึงต้องคิดคำพูดสดๆกันเลย

Spielberg ชอบครึ่งหลังของนิยายมาก ช่วงการตามล่าฆ่าฉลาม เขาตั้งใจที่จะดัดแปลงเหตุการณ์ช่วงนี้ออกมาให้ได้ใกล้เคียงกับหนังสือมากที่สุด ส่วนครึ่งแรก ด้วยความที่มันยาวและประเด็นย่อยๆ (subplot) มากมาย เขาจึงได้ทำการตัดหลายเหตุการณ์ที่ไม่สำคัญออกไป (Spielberg ประเมินว่าเขาตัดเหตุการณ์ในนิยายออกไปประมาณ 27 เรื่อง) และได้ทำการเปลี่ยนแปลงหลายๆอย่างเพื่อให้สอดคล้องกับประเด็นหนัง รวมถึงตอนจบ ที่ในนิยายจะมีอีกตัวละครหนึ่งต้องตาย แต่เพราะมีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นทำให้ มีการเปลี่ยนแปลงตอนจบ เพื่อให้ได้ตามที่เขาต้องการ

นำแสดงโดย Roy Scheider รับบทเป็น Chef Brody หัวหน้าตำรวจที่เป็นโรคกลัวน้ำ แต่ได้ประจำการอยู่บนเกาะ บทนี้เคยถูกเสนอให้ Robert Duvall (Duvall ปฏิเสธเพราะเขาอยากเล่นเป็น Quint), Charlton Heston ออกตัวว่าอยากเล่นหนัง แต่ Spielberg ต้องการนักแสดงที่ดูธรรมดาๆ ถ้าให้ Heston รับบท การแสดงเขาจะเกินหน้าเกินตาธรรมดาหนังไปหน่อย บทเลยมาตกที่ Scheider ผมเช็คจาก Wikipedia พบว่าพี่แกนอกจากเป็นนักแสดงแล้วยังเป็นนักมวยสมัครเล่นด้วยนะครับ แปลกคนจริงๆ (มวยเป็นกีฬาที่ถ้าโดนอาวุธของคู่ต่อสู้พลาดเข้าที่ใบหน้าแล้ว อาจทำให้เสียโฉมได้ แต่พี่แกก็ไม่สน เป็นทั้งนักแสดงและนักมวย)

บท Hooper เห็นว่า Spielberg สนใจ Jon Voight, Timothy Bottoms, Joel Grey, Jeff Bridges แต่ไม่มีใครตกลงรับเล่นเลย เป็น George Lucas ที่แนะนำ Richard Dreyfuss ที่ได้ร่วมงานกันใน American Graffiti ทีแรก Dreyfuss บอกปฏิเสธ แต่หลังจากเขาได้ดูหนังที่เรื่องล่าสุดที่ได้เล่น The Apprenticeship of Duddy Kravitz ซึ่งห่วยมากๆ จึงเกิดความกลัวว่าจะไม่มีใครจ้างเล่นหนังอีก จึงรีบติดต่อ Spielberg เพื่อตอบรับเล่นหนัง การแสดงอันยอดเยี่ยมของ Dreyfuss เกิดจากผู้กำกับขอให้เขาไม่อ่านนิยายต้นฉบับ และให้ปรับทัศนคติของตัวละครให้เป็นไปอย่างที่เขาต้องการ ซึ่งบทบาทของ Dreyfuss นั่นถึงกับทำให้ Spielberg เรียกเขาว่า my alter ego

บท Quint มีนักแสดงที่ได้รับการยื่นข้อเสนอ อาทิ Lee Marvin, Sterling Hayden ทั้งคู่บอกผ่าน Zanuck และ Brown จึงแนะนำ Robert Shaw ที่เพิ่งเสร็จจากหนังเรื่อง The String (1973) ทีแรก Shaw ไม่อยากรับเพราะเขาไม่ชอบนิยาย แต่ภรรยากับเลขาทะเลาะกัน เพราะพวกเธอชอบนิยายมาก Shaw เลยยอมรับเล่น (เชื่อเมีย) ผลออกมาก็ยอดเยี่ยม Shaw โชคดีจริงๆที่เชื่อเมีย!

ฉลาม พระเอกของเรื่อง ออกแบบโดย art director Joe Alves และเพื่อสร้างให้มันเคลื่อนไหวได้ ทีมงาน Special Effect กว่า 40 คน นำทีมโดย Bob Mattey (ผู้สร้างปลาหมึกยักษ์ใน 20,000 Leagues Under the Sea – 1954) ด้วยกลไกของมัน ต้องใช้ส่วนควบคุมถึง 14 คน Spielberg ตั้งชื่อฉลามตัวนี้ว่า Bruce ตามชื่อทนายของเขา (Bruce Ramer) [หนังเรื่อง Finding Nemo ตั้งชื่อฉลามว่า Bruce เพื่อเป็นการคารวะ Jaws] เดิมหนังมีทุนสร้างวางแผนไว้ที่ $4 ล้าน แต่เพราะเจ้าฉลามนี่แหละ ที่พังบ่อยมาก (จนทีมงานเรียกมันว่า Flaws) หนังใช้ทุนสร้างเกินไปถึง $9 ล้าน ซึ่ง Spielberg ได้ขอรับความผิดไว้ทั้งหมด เพราะความที่ประสบการณ์ยังน้อย เขาจึงเลือกถ่ายทำในมหาสมุทร Atlantic ทั้งเรื่อง (เพราะคิดว่ามันจะได้ภาพที่สวยงาม) แทนที่จะถ่ายกันใน อ่าว North Hollywood (North Hollywood tank)

“I was naive about the ocean, basically. I was pretty naive about mother nature and the hubris of a filmmaker who thinks he can conquer the elements was foolhardy, but I was too young to know I was being foolhardy when I demanded that we shoot the film in the Atlantic Ocean and not in a North Hollywood tank.”

ถ่ายภาพโดย Bill Butler ความสุดยอดของหนังเรื่องนี้คือ มีฉากที่ต้องถ่ายภาพใต้น้ำเยอะมาก 90% ของหนัง ตากล้องจะอยู่บนเรือ (ที่โคลงเคลง) และต้องถือกล้องไว้ตลอดเวลา (handheld) และสำหรับฉากที่ต้องถ่ายใต้น้ำ Butler สร้างกล่องใสใส่กล้องชนิดพิเศษที่สามารถถือยกขึ้นยกลงได้ง่าย ความทุ่มเทของเขาถึงขนาดปีนขึ้นไปถ่ายภาพจากบนเสากระโดงเรือ (Mast) และในช่วงระหว่างถ่ายทำ เรือ Orca จม (ไม่ทราบสาเหตุ) ทำให้มีฟีล์มเปียกน้ำ Butler นี่แหละที่เป็นฮีโร่กู้ฟีล์มที่เสียหายนี้ได้ ให้ไม่ต้องมีการถ่ายฉากไหนซ้ำอีก

การออกแบบฉากและเสื้อผ้า Spielberg บอกทีมงานว่า เขาไม่ต้องการให้อะไรอย่างอื่นนอกจากเลือดเป็นสีแดง เพราะเวลาที่เห็นสีแดงในหนัง จะทำให้คนคิดว่าเป็นเลือดเท่านั้น

จากที่วางแผนไว้ 55 วัน หนังกว่าจะปิดกล้องใช้เวลา 159 วัน สมัยนั้นไม่เคยมีหนังเรื่องไหนที่ใช้เวลาการถ่ายทำเกินกำหนดถึง 100 วัน ขนาด Spielberg ยังคิดว่านี่คงเป็นจุดจบของอาชีพผู้กำกับแล้ว “I thought my career as a filmmaker was over. I heard rumors … that I would never work again because no one had ever taken a film 100 days over schedule.” ในวันสุดท้ายของการถ่ายทำ Spielberg หายตัวไปจากกองถ่าย เพราะเขาคิดว่า ถ้าเขาอยู่จนถึงตอนปิดกล้อง ต้องถูกจับโยนลงทะเลเป็นแน่ (จึงโดดงาน) นี่กลายเป็นธรรมเนียมของ Spielberg ไปเลยที่เขาจะหายตัววันปิดกล้องเสมอ

ตัดต่อโดย Verna Fields (ได้ Oscar สาขา Best Edited) ด้วยปัญหาทางเทคนิคที่มากมายระหว่างการถ่ายทำ โดยเฉพาะฉลามที่ไม่ได้ดั่งใจทีมงาน ทำให้ Spielberg เลือกที่จะให้ฉลามปรากฏตัวออกมาน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ นั่นทำให้เขาต้องเล่นกับการสร้างจังหวะและบรรยากาศ ให้คนดูเชื่อว่ามีฉลามอยู่ในฉากนั้น (ทั้งๆที่ไม่เห็นฉลาม) นี่เป็นสไตล์ของ Alfred Hitchcock ที่เลื่องชื่อมากๆ โดยเฉพาะในหนังเรื่อง Psycho (1960) (less-you-see-the-more-you-get thriller)

มีฟุตเทจบางส่วนของหนังที่ถ่ายจากฉลามตัวจริงๆ ถ่ายโดย Ron และ Valerie Taylor บริเวณน่านน้ำ Dangerous Reef ตอนใต้ของ Australia เป็นฉากที่ฉลามขาวโจมตีเรือและกรง (ที่หย่อนลงไปเพื่อล่อฉลาม) หลังจาก Spielberg เห็นฉากนี้ เขาตัดสินใจเปลี่ยนตอนจบ ที่ในนิยาย Hooper จะต้องตาย แต่เพราะในฟุตเทจไม่มีใครอยู่ในกรง จึงต้องทำให้ Hooper รอดชีวิต มีคนพูดล้อกันเล่นๆต่อฉากนี้ว่า ฉลามใน Australia เป็นผู้เขียนบทช่วยชีวิตตัวละครของ Dreyfuss ไว้ “The shark down in Australia rewrote the script and saved Dreyfuss’s character.”

เพลงประกอบโดย John Williams เสียง Score ฉลามบุกมีโน๊ต 2 ตัวที่เลื่องชื่อมากๆคือ E กับ F และ F กับ F# ตอนที่ Williams เล่นเพลงนี้ให้ Spielberg ฟัง เขาหัวเราะและคิดว่าเป็นเรื่องล้อเล่น แต่ Williams ไม่มีพูดเล่น เขาใส่โน๊ตแค่ 2 ตัวจริงๆในเพลงที่ฉลามกำลังว่ายตรงเข้ามา เพลงโน๊ต 2 ตัว (two-note ostinato) นี้ได้เปลี่ยนโฉมหน้าวงการเพลงประกอบหนังไปเลย หนังสไตล์ Suspense-Thriller ทั้งหลายเริ่มมีการใช้โน๊ตจำนวนจำกัดเล่น ostinato (เล่นซ้ำ) กันมาก Inception ใช้โน๊ตตัวเดียว มีคนวิเคราะห์ไว้ว่าทำไม Williams ถึงเลือกใช้โน๊ต 2 ตัว สร้างเพลงประกอบนี้ขึ้นมา เหตุผลที่ชัดเจนที่สุดคือ เพราะมันเหมือนเสียงหัวใจเต้น ตุบ ตับ

Spielberg ออกมายอมรับว่าครึ่งหนึ่งความสำเร็จของ Jaws มาจากเพลงประกอบของ John Williams ที่สามารถสร้างบรรยากาศให้หนังมีความระทึก น่าสะพึงกลัว ทำให้ Williams กวาดเรียบ Oscar/Golden Globe/Grammy สาขาเพลงประกอบหนังยอดเยี่ยม และเพลงประกอบหนังเรื่องนี้ติดอันดับ 6 จาก 100 Years of Film Scores

สมัยก่อนยังไม่เคยมีหนังเรื่องไหนที่ออกฉายพร้อมกันทั่วประเทศ ส่วนใหญ่จะฉายตามเมืองต่างๆทีละเมือง หรือโรงหนังจะติดต่อขอซื้อฟีล์มหนังเพื่อไปฉาย Jaws เป็นหนังเรื่องแรกที่มีการวางแผน และจัดพิมพ์ฟีล์มจำนวนมากเพื่อใช้ฉายพร้อมกันทั่วอเมริกา Universal ใช้เงินเพื่อทำการตลาดไปถึง $1.8 ล้าน โดย $700,000 เป็นค่าโฆษณาทางทีวี ให้ฉายตัวอย่างหนังความยาว 2 นาทีครึ่ง ในช่วงเวลา prime-time เพื่อให้ผู้ชมทางบ้านได้เห็น นี่ถือเป็นกลยุทธ์การตลาดใหม่ในสมัยนั้น ซึ่งปรากฏว่าผลตอบรับดีเกินคาด 20 มิถุนายน ปี 1975 หนังเข้าฉาย 464 โรง (ในอเมริกา 409 โรง ที่เหลือคือแคนาดา) ทำเงินสัปดาห์แรก $7 ล้าน หมดสัปดาห์ที่ 2 ก็คืนทุนสร้าง หนังได้เพิ่มจำนวนโรงฉายสูงสุดถึง 950 โรง ใช้เวลา 78 วันก็สามารถทำลายสถิติหนังทำเงินสูงที่สุดในอเมริกา แซงหน้า The Godfather ($86 ล้าน) ทำเงินในอเมริกาเกิน $100 ล้าน (เรื่องแรก) จบโปรแกรมที่  $133.4 ล้าน สำหรับทั่วโลก เพราะความสำเร็จอันล้นหลามในอเมริกา ประเทศต่างๆจึงถือเป็นแบบอย่าง หนังออกฉายพร้อมกันในหลายๆประเทศ จนหนังทำสถิติรายได้สูงสุดใน สิงคโปร์, ญี่ปุ่น, สเปนและเม็กซิโก รวมรายได้ต่างประเทศ $193 ล้าน มากที่สุดในโลกเช่นกัน น่าเสียดายที่ Jaws อยู่ในตำแหน่งทำเงินสูงสุด ได้เพียง 2 ปีเท่านั้นก็ถูก Star Wars (1977) ทำรายได้ทุบทุกสถิติโลก เทียบกับค่าเงินในปัจจุบันแล้ว Jaws จะติดอันดับ 7 หนังทำรายได้มากที่สุดในโลก

หนังแนวสัตว์ประหลาดที่ดี มักจะมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่ถูกสอดแทรกมาในหนัง กับ Jaws ผมหาบทวิเคราะห์จากหลายๆที่ ก็ไม่สามารถหาข้อสรุปความหมายเชิงสัญลักษณ์ของฉลามกินคนตัวนี้ได้ เพราะมันสามารถตีความได้หลากหลายมากๆ แต่ที่ผมคิดว่าใกล้เคียงที่สุด และใกล้ตัวกับ Spielberg มากๆ Jaws = Jewish คนที่เคยอ่านประวัติ Spielberg ก็จะรู้ว่าเขาเป็นคนอเมริกันเชื้อสายยิว มีหนัง 2 เรื่องที่เกี่ยวกับชาวยิวโดยเฉพาะคือ Schindler’s List (1993) และ Munich (2005) หนังเรื่องอื่นๆของเขาก็มักเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิต (E.T., A.I.) ที่มีความแตกต่างจากคนปกติทั่วไป นั่นแสดงถึงตัวเองที่เป็นชาวยิว คงเป็นเพราะมีเหตุการณ์อะไรหลายๆเกิดขึ้นในวัยเด็ก ที่ทำให้เขาตกที่นั่งลำบาก (uneasy) ที่ต้องยอมรับว่าตัวเองเป็นยิว เคยถูกเพื่อนแกล้งจนเลือดตกยางออก แต่โตขึ้นมาเขาบอกว่า ไม่เสียใจที่เกิดมาเป็นคนยิวนะครับ

Jaws กับ Jews ต่างกันแค่ตัวอักษรตัวเดียว แต่มันจะบังเอิญแค่ชื่อเท่านั้นเหรอ? ผมไม่รู้จริงหรือเปล่านะครับ ไปอ่านเจอว่าภาพลักษณ์ของคน Jews กับฉลาม (Sharks) นั้นถือว่าเป็นของคู่กันในอเมริกา ถ้าพูดถึง Loan Shark (นายทุนหน้าเลือด) คนจะนึกถึง Jews เป็นอย่างแรก, ฉลามในหนังเป็นเหมือนคนภายนอก เตร็ดเตร่ร่อนเร่ไปเรื่อยๆ เหมือนกับคน Jews ที่เป็นคนส่วนน้อยในอเมริกา ความเชื่อของสมัยก่อนมองว่าคนเชื้อสาย Jews มักมีนิสัยชั่วร้าย เหมือนสัตว์ล่าเนื้อ (predatory) ต้องการเลือดสดๆของหญิงสาวและเด็กที่เป็นคริสเตียน เหยื่อรายแรกในหนังเป็นหญิงสาวผมสีบลอน นี่น่าจะเป็นการพูดถึงภาพความเข้าใจของคนอเมริกาต่อชาวยิวได้ชัดพอสมควร

Spielberg ตั้งชื่อฉลามว่า Bruce (ชื่อของคน Jews) ตามชื่อทนายความ (lawyer) ที่ภายหลังเป็นอัยการ (attorney) และเป็นประธานของ American Jewish Committee นี่ต้องมีนัยยะบางอย่าง

เชื่อว่าหลายคนคงจะคิดคล้ายๆผม คือเชียร์ให้ฉลามชนะ น้อยคนที่จะเชียร์ให้มนุษย์ฆ่าฉลามสำเร็จ สาเหตุก็เพราะตัวละครมนุษย์ในหนังแต่ละคนต่างมีความเลวในตัว เจ้าเมือง (mayor) ที่สนแต่ผลประโยชน์ ปล่อยให้คนเล่นน้ำทั้งๆที่รู้ว่ามีอันตราย, หัวหน้าตำรวจที่เหมือนจะดี แต่ก็ดีไม่สุด, นักล่าฉลามที่สนแต่เงิน, นักวิทยาศาสตร์ที่โคตรกรีก อวดรู้ ไม่มีใครน่าเชียร์ให้ฆ่าฉลามได้สักคน … แน่ละถ้ามองในบริบทที่ว่าฉลามคือ Jews มันชัดเลยว่า Spielberg จงใจทำให้คนรู้สึกว่าฉลาม/Jews ไม่ใช่ผู้ร้ายของหนัง … น่าเสียดายที่ฉลามต้องตายตอนจบ เพราะถ้าไม่ตายหนังก็ไม่จบ กระนั้นมันก็แลกมาด้วยความน่าเชื่อถือของผู้นำสังคมในการแก้ปัญหาในระดับเป็น/ตาย ผมคิดว่าหนังพยายามบอกว่า การฆ่าฉลามไม่ใช่ทางออก มันอาจเป็นสิ่งที่ต้องทำ แต่ก็มีทางออกอื่นที่ทำได้ (เช่น ไม่ให้คนลงเล่นน้ำ ฉลามเมื่อไม่มีแหล่งอาหารก็จะย้ายหนีไปที่อื่น)

ผมจะพูดถึงการตีความเชิงสัญลักษณ์อื่นๆที่ไม่ใช่ Jewish ด้วยนะครับ มีหลายอย่างที่คิดให้ดีก็รู้สึกว่าใช่เหมือนกัน, ฉลามเปรียบได้กับเวียดกงในช่วงสงครามเวียดนาม ทหารเวียดกงพวกมันมาโดยไม่รู้ตัว ฆ่าทหารเสร็จก็มุดลงหลุมหายไปอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งไว้แค่ซากศพและคราบเลือด, atom bomb เรารู้จาก Gojira ว่ามันมาทางน้ำ เรือดำน้ำเป็นผู้ขนส่งระเบิดนิวเคลียร์นี้ไปที่ฐานทัพของอเมริกา เพื่อส่งต่อให้ทหารอากาศทิ้งบอมลงฮิโรชิม่า, sexual predator และ serial killer การตายของเหยื่อหญิงสาวคนแรก ฉากนี้ได้รับการพูดถึงว่าสื่อออกทางเพศชัดเจนมากๆ หญิงสาวแก้ผ้าตัวเปลือยเปล่ากระโดดลงน้ำ มุมกล้องถ่ายจากใต้น้ำลึก ฉลามว่ายวนไปมา หัวฉลามที่ดูเหมือนศิวลึงค์ (Phallic) พุ่งขึ้นหาหญิงสาว ภาพตัดไปเหนือน้ำ หญิงสาวถูกฉุดให้จมลึกหายไป (ภาพในโปสเตอร์นี่ชัดเลย หัวฉลามเหมือนศิวลึงค์มาก) ฉากนี้มันล้อกับตอนที่ Hooper ผ่าท้องฉลาม แล้วมีเมือกขาวๆ (Sperm) พุ่งออกมาติดเต็มหน้าเขา นี่คือการตีความภาพของฉลามเป็น Sexual Predator และสำหรับ Serial Killer เครื่องจักรสังหาร ที่ฆ่าโดยไม่เลือก นี่คงไม่ต้องอธิบายอะไรนะครับเพราะตรงตัวสุดๆ

ครึ่งหลังของหนัง 3 ตัวละครที่ออกทะเลไปล่าฉลามด้วยกัน นักวิเคราะห์ Neil Gabler อธิบาย 3 ความแตกต่างมุมมองของมนุษย์ในการแก้ปัญหา 1.วิทยาศาสตร์ (science) เป็นตัวแทนของ Hooper 2.จิตวิญญาณ ความเชื่อ (spiritualism) ตัวแทนของ Quint 3.คนธรรมดา ตัวแทนของ Brody ผลลัพท์หลังจากเผชิญหน้ากับปัญหา วิทยาศาสตร์ไม่อาจแก้ปัญหาได้ แต่ก็เพียงพอให้เอาตัวรอดได้, ความเชื่อ จิตวิญญาณ เชื่อยังไงก็ตายไปแบบนั้น, คนธรรมดา ดิ้นรน หาวิธีเอาตัวรอด และเอาชนะปัญหาได้ในที่สุด

ทำไมถึงให้คนธรรมดาชนะ … ไม่รู้สิครับ คงเพราะคนธรรมดาสามารถปรับตัวให้เข้ากับอะไรก็ได้ จะฝั่งซ้ายฝั่งขวา วิทยาศาสตร์, จิตวิญญาณความเชื่อ นั่นทำให้เขาสามารถเอาตัวรอดได้ทุกสถานการณ์ ผมไม่อยากเอาไปเปรียบกับทางสายกลางเท่าไหร่ เพราะทางสายกลางเราไม่ฆ่าใคร แต่หนังถือว่า Brody โชคดีสุดๆ โชคดีที่ฉลามกินถังแก๊ส, โชคดีที่ยิงปืนโดน, โชคดีที่มันระเบิด และโชคดีที่ฉลามตาย ทางสายกลางไม่ใช่โชคเยอะขนาดนี้นะครับ แต่เอาเถอะ ถ้าฉลามไม่ตายหนังก็ไม่จบ แล้วถ้าเกิดทีมฝั่งมนุษย์ตายหมด คนดูคงด่ากันขรม และหนังไม่ฮิตถล่มทลายแบบนี้แน่ๆ

หนังเรื่องนี้มี Quote ที่ดังมากๆ “You’re gonna need a bigger boat” คนที่พูดคือ Brody ตัวละครของ Roy Scheider ผมไม่ได้นับว่าเขาพูดประโยคนี้ซ้ำกี่รอบ แต่รู้สึกว่ามันเจ๋งมากๆ เพราะเข้ากับบริบทและความกลัวของ Brody เมื่อเห็นฉลามตัวเป็นๆครั้งแรก มันใหญ่กว่าที่เขาคิด และเรือนี่ดูเล็กไปเลยเมื่อเทียบกับขนาดฉลาม มันต้องไม่ไหวแน่ๆ กระนั้นมันก็มีแต่ Brody นะแหละที่คิดแบบนี้ เขาไม่ใช่ทั้งนักล่าฉลามและผู้เชี่ยวชาญ คำพูดของเขาแสดงถึงความกลัว ท่าทีที่ลุกรี้ลุกรน แต่ Quint และ Hooper พวกเขามีความมั่นใจว่าสามารถสู้ได้ ไม่มีใครฟังคำพูดของ Brody เลย Quint ต้องทำลายวิทยุสื่อสารเพราะรำคาญความตื่นตระหนกของ Brody จะไม่ให้เขากลัวได้ยังไงละ ฉลามตัวใหญ่ขนาดนั้น มนุษย์ธรรมดาๆแค่ 3 คนจะไปสู้มันได้ยังไง! Quote นี้ติดอันดับ 35 Top 100 Movie Quotes ของ AFI

ประโยค You’re gonna need a bigger boat. กลายเป็นสำนวนที่คนใช้ติดปาก มีความหมายถึงการทำอะไรที่เกินตัว มากกว่าที่ตนสามารถทำได้ ต้องอาศัยทักษะ ประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถมากกว่านี้ถึงจะทำสำเร็จ

มีอีกฉากที่ผมต้องพูดถึงให้ได้ ระหว่าง Quint กับ Hooper สองคนนี้ไม่ถูกกัน แน่ละฝ่ายหนึ่งจิตนิยม ฝ่ายหนึ่งวัตถุนิยมจะไปถูกกันได้ยังไง แต่ค่ำคืนนั้นที่ทั้งสองกินเหล้าด้วยกัน เริ่มจากเล่าประสบการณ์ว่าใครเคยไปทำอะไร เจออะไรมา จากนั้นก็เริ่มอวดแผลเป็นที่ได้จากการสู้กับฉลาม ถึงสองตัวละครนี้แม้จะมีนิสัยอะไรๆต่างกันมาก แต่ก็มีบางสิ่งบางอย่างเหมือนกัน คือชอบฉลามเหมือนกัน! นี่เป็นซีนที่ผมชอบที่สุดในหนังเลย Brody ดูกลายเป็นคนนอกไปทันที เพียงเพราะเขาไม่มีเรื่องเล่า ไม่มีแผลเป็นที่อวดได้ ภาพเล็กๆสะท้อนภาพใหญ่ๆ Quint กับ Hooper เป็นเหมือนชาวเกาะ และ Brody เปรียบเหมือนฉลาม คงเพราะเหตุนี้ที่ Brody ถึงเป็นคนฆ่าฉลามได้สำเร็จ (เพราะคนประเภทเดียวกันเท่านั้นถึงเอาชนะกันได้, คนนอกvsคนนอก)

โดยรวมผมชอบ Jaws มากๆนะครับ เพราะมันตื่นเต้นเร้าใจ Special Effect เยี่ยม นักแสดงสุดยอด ถ่ายภาพสวยมากๆ เพลงเพราะโคตรๆ ผมเคยดูภาคอื่นด้วยครบหมดแล้ว แต่ไม่มีภาคไหนที่สู้ต้นฉบับนี้ได้เลย ใครที่เคยดู Back in the Future คงจะจำโฆษณา 3 มิติหน้าโรงหนังในอนาคตที่แซว Jaws 19 ผมละโคตรดีใจที่มันไม่เกิดขึ้นจริงๆ จากหนัง Blockbuster เกรด A ถ้ามีถึงภาค 19 มันคงกลายเป็นหนังเกรด B เกรด C ห่วยๆไปแล้ว หนังแนวสัตว์ประหลาดคงเว้นไว้แต่ Gojira ตัวเดียวกระมัง ที่ยังสร้างภาคต่อได้เรื่อยๆ กระแสไม่ตกยุคสักที สัตว์ประหลาดอเมริกันถือว่าตกยุคเร็วมากๆ ที่เอามาสร้างใหม่เพื่อปรับปรุงเทคนิคให้ดูทันสมัยขึ้นเท่านั้น ผมพยายามหาหนังสัตว์ประหลาดที่สร้างในยุโรปด้วย แต่ก็หาไม่ได้เลย ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ไว้ถ้ามีหนังสัตว์ประหลาดเรื่องอื่นๆที่ผมมองข้ามไป จะเอากลับมาเขียนรีวิวแนวนี้อีกนะครับ

สิ่งที่ทำให้ Jaws กลายเป็นหนังที่ “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” เพราะมันมีประวัติศาสตร์หลายอย่างมากๆเกิดขึ้น เราต้องถือว่า Jaws เป็นบิดาแห่งหนัง Blockbuster เลยด้วยนะครับ ถึงก่อนหน้านั้นจะมีหนังทำเงินถล่มทลายอย่าง Gone With The Wind, Sound of Music และ The Godfather ที่เรียกได้ว่าเป็นหนัง Blockbuster เหมือนกัน แต่การฉายพร้อมกันทั่วประเทศและการตลาดที่ค่ายหนังยอมทุ่มเงินเป็นล้านๆ เป็นค่าโฆษณาเพื่อโปรโมทหนัง ถือว่าเริ่มต้นมาจาก Jaws นะครับ นั่นทำให้เมื่อพูดถึง Blockbuster เรื่องแรก ใครๆจะนึกถึง Jaws นี่คือเหตุผลที่เราควรยกย่องให้เป็นบิดาแห่งหนัง Blockbuster

ผมแนะนำหนังเรื่องนี้กับเด็กโตสักหน่อยนะครับ จัดเรต PG-13 เด็กเล็กๆดูคงกรี้ดลั่นเพราะมีเลือด แขนขาขาด โดนฉลามกัดตัวขาด ฯ กระนั้นนี่เป็นหนังที่ “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” ใจความหนังอาจดูไม่มีสาระอะไร แต่มันทำให้เราตระหนักถึงสิ่งที่ควรทำเมื่อเจอกับภัยที่คุกคามต่อชีวิตคนส่วนมากได้

คำโปรย : “พบกับความตื่นเต้น สั่นประสาทพร้อมกับเพลงประกอบสุดระทึก Jaws หนัง Blockbuster เรื่องแรกของโลกโดย Steven Spielberg และคอมโพเซอร์คู่ใจ John Williams”
คุณภาพ : RARE-GENDARY
ความชอบLOVE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of