Jeanne Dielman, 23 quai du Commerce, 1080 Bruxelles (1975)

Jeanne Dielman, 23 quai du Commerce, 1080 Bruxelles

Jeanne Dielman, 23 quai du Commerce, 1080 Bruxelles (1975)  : Chantal Akerman ♥♥♥♥

นักวิจารณ์ยกให้เป็นเอกฉันท์ นี่คือ ‘Masterpiece ของแนว Feminist’ ด้วยความยาว 201 นาที นำเสนอแบบ Minimalist ไม่เกินสิบนาทีหลายคนคงได้หลับสนิท แต่ถ้าอดรนทนไปเรื่อยๆจะตระหนักได้ถึงความทรงพลัง นี่คือสิ่งที่คนเป็นแม่ต้องแบกรับ เสียสละ กระทำซ้ำทุกวี่วันเพื่ออนาคตลูกรัก

นับตั้งแต่ La souriante Madame Beudet (1923) หนังเงียบขนาดสั้นกำกับโดย Germaine Dulac ถือกันว่าคือภาพยนตร์ Feminist เรื่องแรกของโลก! พัฒนาการถือว่าเชื่องช้าเต่าคลาน เพราะบรรดาโปรดิวเซอร์/นายทุน ต่างมิใคร่สนใจให้ผู้หญิงมีบทบาทสำคัญทั้งเบื้องหน้า-หลัง ถึงกระนั้นก็มีผู้กำกับชายอาทิ George Cukor ฉายา ‘woman’s director’ ชื่นชอบรังสรรค์ผลงานหญิงนำ อาทิ Little Women (1933), Gone With the Wind (1939), The Philadelphia Story (1940), Adam’s Rib (1949), A Star is Born (1954) ฯ

Cléo de 5 à 7 (1962) ของผู้กำกับ Agnès Varda ถือเป็นเสาหลักไมล์เรื่องสำคัญของ Feminist Film ซึ่งผมได้ให้คำจำกัดความไว้ว่า ‘Masterpiece เรื่องแรกของ Feminist’ จากนี้บทบาทผู้หญิงทำงานเบื้องหลังภาพยนตร์ ค่อยๆได้รับโอกาสเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งการมาถึงของ Chantal Anne Akerman

Jeanne Dielman, 23 Commerce Quay, 1080 Brussels [ที่อยู่ของแม่ Jeanne Dielman] คือส่วนผสมภาพยนตร์สไตล์ Carl Theodor Dreyer และ Robert Bresson สองปรมาจารย์ผู้เลื่องลือชาในสไตล์ Minimalist ใช้ทุนสร้างจำกัด และความตั้งใจสุดพิเศษของ Chantal Akerman เลือกสรรค์ทีมงานเบื้องหลังทั้งหมดคือผู้หญิง (ไม่แน่ใจว่าคือครั้งแรกของวงการภาพยนตร์เลยหรือเปล่านะ!)

เปลือกนอกดูเหมือนว่า Jeanne Dielman เป็นภาพยนตร์ที่มีความบริสุทธิ์ ‘Pure Cinema’ นำเสนอวิถีชีวิตประจำวันแบบตรงไปตรงมา แต่ทุกสิ่งอย่างที่พบเห็นเห็นล้วนคือการประดิษฐ์ประดอยปรุงปั้นแต่ง จัดวางตำแหน่งองค์ประกอบภาพ และนักแสดงขยับเคลื่อนไหวตามคำชี้แนะนำผู้กำกับ นี่คือสิ่งที่ถ้าใครสามารถสังเกตทำความเข้าใจได้ จะยกย่องสรรเสริญระดับ Masterpiece


Chantal Anne Akerman (1950 – 2015) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์ สัญชาติ Belgian เกิดที่ Brussels ครอบครัวเชื้อสาย Jews อพยพหนีสงครามจากโปแลนด์ สนิทสนมกับแม่พยายามผลักดันให้ลูกๆได้ทำสิ่งที่สนใจมากกว่าเร่งรีบร้อนแต่งงาน ตอนอายุ 15 รับชม Pierrot le fou (1965) ใฝ่ฝันต้องการเป็นผู้กำกับตั้งแต่นั้น เลือกเข้าเรียน Institut National Supérieur des Arts du Spectacle et des Techniques de Diffusion แต่ขอลาออกตั้งแต่เทอมแรกเพราะความขัดแย้งบางอย่าง ทำงานร้านขายเพชรเก็บเงินมาสร้างหนังสั้น Saute ma ville (1968), ภาพยนตร์ขนาดยาวเต็มเรื่องแรก Je Tu Il Elle (1974)

ผลงานลำดับถัดมา Akerman ได้แรงบันดาลใจจากปู่ ผู้มีความตึงเคร่งครัดต่อวิถีปฏิบัติในชีวิตประจำวัน แต่หลังจากท่านเสียชีวิตเมื่อตอนเธออายุ 8 ขวบ พ่อ-แม่เลือกที่จะละทิ้ง ปรับเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง ผ่อนคลายบรรยากาศครอบครัวให้มีความยืดหยุ่น … คงประมาณเบื่อหน่ายที่จะต้องทำอะไรเปะๆ ตามระเบียบแบบแผนตลอดเวลา

พัฒนาบทร่างคร่าวๆ ส่งขอทุนสนับสนุนจากรัฐบาลเบลเยี่ยม โดยส่งรายละเอียด

“a rigorous regimen [constructed] around food … and routine bought sex in the afternoon”.

แต่พอได้งบประมาณก้อนนั้นมา โยนทิ้งบทหนังที่เขียนส่งไป ค้นพบไดเรคชั่นใหม่ต้องการถ่ายทอดออกมา

เรื่องราววิถีชีวิต 3 วันของหญิงหม้าย Jeanne Dielman (รับบทโดย Delphine Seyrig) อาศัยอยู่กับลูกชายในอพาร์ทเม้นท์หลังเล็กๆ กิจวัตรประจำวันประกอบด้วยตระเตรียมอาหาร เก็บกวาดบ้าน ออกไปเดินตลาด รับเลี้ยงดูแลเด็กทารก และช่วงบ่ายๆเปิดประตูรับผู้ชายที่มาซื้อบริการ

ชีวิตของ Jeanne Dielman ดำเนินไปตามกำหนดการอย่างเปะๆจนกระทั่งบ่ายวันที่สอง หลังจากถึงจุดไคลน์แม็กซ์กับลูกค้าคนที่สอง** อะไรๆเริ่มเกิดความผิดแผนการ หลงลืมโน่นนี่นั่น ลุกลามจนวันที่สามตื่นเช้าผิดปกติ ทำให้มีเวลาว่างไม่รู้จะทำอะไร นั่งครุ่นคิดกระวนกระวาย และสุดท้ายกระทำบางสิ่งอย่างไม่มีใครคาดคิดถึง

เกร็ด: หนังไม่ได้นำเสนอว่าอะไรคือจุดเปลี่ยนของ Jeanne Dielman แต่ผมค้นพบเจอจากบทสัมภาษณ์ของ Akerman

“With her second client she had an orgasm, that was what destroyed her order, there was no room for that in her life”.


นำแสดงโดย Delphine Claire Beltiane Seyrig (1932 – 1990) นักแสดงสัญชาติ Lebanese เกิดที่ Beirut, Lebanon ครอบครัวอพยพหนีสงครามโลกครั้งที่สองสู่ New York ก่อนหวนกลับมาช่วงปลายทศวรรษ 40s ด้วยความชื่นชอบหลงใหลการแสดง เข้าเรียน Comédie de Saint-Étienne ตามด้วย Centre Dramatique de l’Est และ Actors Studio, ภาพยนตร์เรื่องแรก Pull My Daisy (1958), ตามด้วย Last Year at Marienbad (1961), โด่งดังกับ Muriel ou Le temps d’un retour (1963), Baisers volés (1968), The Day of the Jackal (1973) และ Jeanne Dielman, 23 quai du Commerce, 1080 Bruxelles (1975) ทำให้กลายเป็น ‘feminist figure’ แห่งฝรั่งเศส

รับบทแม่ Jeanne Dielman เมื่อครั้นยังสวยสาวเร่งรีบร้อนแต่งงานคลอดบุตรชายคนหนึ่ง แต่พอสามีพลันด่วนเสียชีวิตจากไป เลยตัดสินใจทุ่มเทเสียสละตนเอง ขายบริการแลกเงิน ปฏิเสธแต่งงานใหม่ วันๆจมปลักกับกิจวัตรรัดตัวแน่นจนแทบไม่มีเวลาว่างครุ่นคิดทำอะไรอื่น กระทั่งเมื่อลูกชายเติบใหญ่ขึ้นเป็นหนุ่มแรกรุ่น ความสนใจเรื่องเพศพูดออกมาทำให้เธอรู้สึกว้าวุ่นกระวนกระวายใจ ทำอะไรผิดพลาดพลั้งผิดแผนไปเสียหมด และเมื่อถึงจุดๆหนึ่ง … ราวกับออกจากสันชาตญาณโดยไม่รู้ตัว

ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้เน้นขายการแสดงที่สมจริง หรือถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกจากภายใน แต่คือท่วงท่าการขยับขึ้นไหว (อิทธิพลสไตล์ Dreyer และ Bresson) ซึ่งจะเป็นไปตามคำชี้แนะนำของผู้กำกับ Akerman

“You wait for a minute, you stand up, go to the balcony, wait for twenty-five seconds, come back, pick up the broom, and sit back down. You skim the stock and sit”.

– หนึ่งในคำแนะนำที่ผู้กำกับบอกต่อ  Delphine Seyrig

การกระทำเช่นนี้อาจดูผิดแผกแปลก ฝืนธรรมชาติไปบ้าง แต่ความมากประสบการณ์แสดงของ Seyrig ต้องชื่นชมเลยว่า ถ่ายทอดออกมาได้ลื่นไหลต่อเนื่อง ไร้ความเคอะเขินเกินงาม

ตอนแรกๆ Seyrig ก็ใคร่สงสัยเหมือนกันว่า เพราะเหตุใดทำไมต้องเคลื่อนไหวแบบนั้นเปะๆ คำตอบของ Akerman โชว์ให้เห็นฟุตเทจถ่ายทำ ‘ฉันไม่ได้ต้องการนำเสนองานบ้านต่างๆ ให้ดูสมจริงหรือเป็นธรรมชาติหรอกนะ แต่ต้องการออกแบบให้ผู้ชมรับรู้ถึงช่วงเวลาอันแสนยาวนานของการกระทำสิ่งเหล่านี้ต่างหาก’


ถ่ายภาพโดย Babette Mangolte สัญชาติฝรั่งเศส เมื่อมีโอกาสรับชม Man with a Movie Camera (1929) ตัดสินใจแน่วแน่ต้องการเป็นตากล้อง เข้าเรียนจบจาก École Nationale de la Photographie et de la Cinematographie แต่ค่อนข้างไม่พึงพอใจวงการภาพยนตร์ฝรั่งเศสยังกีดกันผู้หญิงทำงานเบื้องหลัง มุ่งหน้าสู่ New York สร้างสรรค์การถ่ายภาพแนวทดลองร่วมกับ Jonas Mekas, Stan Brakhage รับงานภาพยนตร์ประปราย และกลายเป็นขาประจำของ Chantal Akerman

การถ่ายภาพที่เหมือนจะไม่มีอะไรนอกจากตั้งกล้องทิ้งแช่ไว้ แต่ถ้าสังเกตดีๆจะพบเห็นระดับความสูง มักต่ำกว่าตัวละครเล็กน้อย (เห็นว่านั่นคือความสูงผู้กำกับ Akerman แสดงถึงมุมมองสายตาของเธอเองต่อภาพยนตร์เรื่องนี้) มีการเดินเข้า-ออก เปิด-ปิดไฟ ภาพเต็มตัว-บางส่วนร่างกาย ฯ

ผู้กำกับ Akerman ให้เหตุผลของการถ่ายทำ Long Take ไม่ต้องการให้หนังถูกตัดรายละเอียดแยกส่วนชิ้นเล็กชิ้นน้อย

“To avoid cutting the woman in a hundred pieces… cutting the action in a hundred places, to look carefully and to be respectful”

ข้อดีหนึ่งของการถ่ายทำ Long Take ทำให้ผู้ชมรับรู้ถึงตำแหน่งแน่นอนของตัวละคร สามารถจังจ้องสังเกตการกระทำ พบเห็นความผิดปกติแม้เพียงเล็กน้อยได้โดยง่าย

โทนสีหลักของหนังคือ Teal (สีเขียวนกเป็ดน้ำ) โดยมีการใช้ ‘Flemish Colour Palette’ เพื่อสร้างความกลมกลืนระหว่างเสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ ผนังกำแพง ฯ ไม่เลือกสีอื่นโดดเด่นเกินหน้าเกินตากว่าสีหลัก

ตัดต่อโดย Patricia Canino, นำเสนอเรื่องราวผ่านมุมมองของ Jeanne Dielman ดำเนินไปข้างหน้า 3 วัน 3 คืน แบ่งแยกด้วยประโยคข้อความ End of the first day และ End of the second day

เราสามารถแบ่งเหตุการณ์ทั้งสามวันของหนังออกเป็น
วันแรก) นำเสนอกิจวัตรโดยปกติ
วันสอง) ครึ่งวันแรกยังดูดี แต่ครึ่งหลังเริ่มพบเห็นความผิดพลาด
วันสาม) ทำอะไรดูจะผิดพลาดไปเสียหมด

เพราะหนังมีเพียงกิจวัตร การกระทำ ภาษากายของตัวละคร ผู้ชมต้องใช้การสังเกตจับจ้องมอง(และความอดทน) เพื่อให้ผ่านวันแรก/ชั่วโมงแรกไปได้เสียก่อน พอย่างเข้าวันที่สองก็จะเริ่มเข้าใจลักษณะของหนัง จากนั้นคือความเพลิดเพลินต่อการ ‘จับผิด’ ลุ้นว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นผิดแผกแตกต่างไปจากเดิมมากน้อยแค่ไหน

ข้อสังเกตเพิ่มเติมของการตัดต่อ พบเห็นอยู่สองลักษณะ
– ฉากเดินไปเดินมาจากห้องสู่ห้อง มักตอนที่ Jeanne Dielman อยู่ตัวคนเดียว การลำดับภาพจะ 1 ห้อง 1 ช็อต
– แต่ถ้าอยู่กับคนอื่น/ลูกชาย หรือกำลังทำบางสิ่งอย่างในห้องนั้นๆ มักมีการสลับเปลี่ยนทิศทางมุมกล้อง หน้าบ้าง ข้างบ้าง หลังบ้าง

สำหรับเพลงประกอบมีลักษณะเป็น Diegetic Music หนึ่งในบทเพลงดังจากวิทยุคือ Beethoven: Bagatelle No. 25 in A minor หรือที่ใครๆรู้จักในชื่อ Für Elise (1810) บทเพลงอุทิศให้กับคนรัก


Jeanne Dielman, 23 quai du Commerce, 1080 Bruxelles นำเสนอเรื่องราวของบุคคลผู้เลือกใช้ชีวิตตามกฎกรอบแบบแผน กิจวัตรประจำวันอย่างแน่วแน่เคร่งครัด ผูกมัดตนเองด้วยความเชื่อมั่นอุดมการณ์ ไม่ต้องการให้เกิดความผิดพลาดคลาดเคลื่อน แต่อุบัติเหตุล้วนเป็นสิ่งไม่มีใครคาดคิดถึง

เมื่อพูดถึง Feminist ไม่จำเป็นว่าตัวละครต้องก้าวข้ามผ่านกฎกรอบ ระเบียบแบบแผน ขนบวิถีทางสังคม ได้รับอิสรภาพโบยบินออกจากกรงขังเพียงอย่างเดียว, ภาพยนตร์เรื่องนี้นำเสนอความเข้มแข็งแกร่งของแม่ ทุ่มเทเสียสละตนเอง ทำทุกสิ่งอย่างเพื่ออนาคตของลูก พยายามกีดกันอารมณ์ความรู้สึก ปฏิเสธการแต่งงานใหม่ ซึ่งการมีไคลน์แม็กซ์ระหว่างร่วมรักเป็นสิ่งอันตราย ต้องเก็บกดดันห้ามมิให้มันบังเกิดขึ้นเด็ดขาด ซึ่งวิธีการเดียวเท่านั้นคือเข่นฆ่าทำลายล้าง

ตอนจบของหนังสามารถมองในเชิงโศกนาฎกรรม การกระทำที่เกิดจากความยึดถือมั่นในกฎกรอบแบบแผน เป็นเหตุให้มิสามารถโอนอ่อนผ่อนคลาย ยืดหยุ่นยินยอมรับกับตำหนิ รอยด่างดำ จำต้องทำความสะอาดให้ผ้าขาว/จานชามใสสะอาดใหม่เอี่ยมอยู่ตลอดเวลา

ชีวิตมนุษย์ไม่จำเป็นต้องมีความแข็งทึ่มทื่อ ซื่อเหมือนสากกะบือยันเรือรบขนาดนั้น แต่มันก็ไม่ผิดหรอกนะถ้าใครจะมีโลกทัศนคติลักษณะดังกล่าว แค่ว่าถ้ามีโอกาสพบเจออุบัติเหตุคาดคิดไม่ถึงแบบช่วงท้ายไคลน์แม็กซ์ มันจะทำให้คุณเตลิดเปิด สภาพไม่ต่างจากตัวละครตอนจบ นั่งทรุดเหม่อล่องลอย แล้วนี่ฉันจะทำอย่างไรต่อไป!

ตัวละคร Jeanne Dielman ไม่เพียงเป็นตัวแทนของแม่ผู้เสียสละตนเองเพื่อลูก แต่ยังคือมนุษย์ทุกคนในโลกที่มี ‘ชีวิตประจำวัน’ ตื่นเช้า อาบน้ำ รับประทานอาหาร เดินทางไปทำงาน แวะซื้อข้าวของ ตกเย็นกลับบ้าน ร่วมรักหลับนอน ฯลฯ กิจวัตรเหล่านี้เป็นสิ่งซ้ำซากจำเจ พบเห็นแค่เพียงสามวันในหนัง กลับเกิดความน่าเบื่อหน่ายเหลือทน

ผู้กำกับ Akerman นอกจากสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้อุทิศให้แม่ และปู่ผู้เคร่งครัดในกิจวัตรประจำวัน เห็นว่ายังสะท้อนถึงโลกทัศน์คติชาวเบลเยี่ยมยุคสมัยนั้น (ผมว่าประเทศไทยยุคสมัยนี้ก็ไม่แตกต่างนะ!) ส่วนใหญ่ยังคงยึดถือมั่นในกฎกรอบ/ขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิม ไม่โหยหาการเปลี่ยนแปลง เท่าที่เป็นอยู่นั้นดีอยู่แล้ว … จริงๆนะหรือ!


หนังใช้ทุนสร้าง $120,000 เหรียญ ออกฉาย Directors Fortnight เทศกาลหนังเมือง Cannes แม้ระหว่างรอบปฐมทัศน์จะมีผู้ชมเดินเข้าเดินออก ส่งเสียงเบื่อหน่ายน่ารำคาญ แต่วันถัดๆมาหนังสือพิมพ์ The New York Times ยกย่องว่า

“first masterpiece of the feminine in the history of the cinema”.

ทำให้หนังได้ออกเดินทางไปฉายหลากหลายประเทศทั่วโลก ประสบความสำเร็จรายรับ และกลายเป็น Cult Classic โดยทันที!

ส่วนตัวแม้รู้สึกเหน็ดเหนื่อยหน่ายต่อการดำเนินเรื่องที่แสนเชื่องช้า แต่ความชื่นชอบกลับค่อยๆเพิ่มขึ้นเรื่อยๆด้วยระยะเวลา ดึงดูดให้เกิดความใคร่อยากรู้ ค้นหาว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นต่อและจบเช่นไร

แนะนำคอหนัง Art-House แนว Feminist, ดำเนินเรื่องสถานที่จำกัด มีความเป็น Minimalist, รู้จักผู้กำกับ Chantal Akerman และนักแสดงนำ Delphine Seyrig ลองหามารับชมดู

จัดเรต PG ต่อการกระทำอันคาดไม่ถึงของแม่ตอนจบ

คำโปรย | Jeanne Dielman, 23 quai du Commerce, 1080 Bruxelles คือหุ่นเชิดของผู้กำกับ Chantal Akerman เรียบง่ายแต่ตราตรึงด้วยลีลาเฉพาะตัว
คุณภาพ | ร์พี
ส่วนตัว | ชื่นชอบมากๆ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of