The Enigma of Kaspar Hauser (1974) German : Werner Herzog ♥♥♥♥

Kaspar Hauser ตั้งแต่เกิดถูกควบคุมขัง ล่ามโซ่ตรวนอยู่ในห้อง จนได้รับการปล่อยตัวเมื่ออายุ 17 เดินแทบไม่ได้ พูด-อ่าน-เขียนไม่เป็น ค่อยๆเรียนรู้วิถีโลก ปรับตัวเข้าสังคม ตั้งคำถามเกี่ยวกับชีวิตมากมาย กระทั่งถูกแทงเสียชีวิตขณะอายุเพียง 21 ปี … สรุปแล้วชายคนนี้เกิดมาเพื่ออะไร?

ปริศนาชีวิตของ Kaspar Hauser (1812-33) ชาวเยอรมัน คือเครื่องหมายคำถามตัวใตๆในช่วงต้นศตวรรษ 19 ชายคนนี้คือใคร? มาจากไหน? ถึงขนาดมีข่าวลือว่าอาจเป็นบุตรนอกสมรสของชนชั้นสูง เชื้อสายราชวงศ์ แต่ยุคสมัยนั้นยังไม่สามารถพิสูจน์ DNA เลยมิอาจหาข้อสรุปชี้ชัดลงไป และการถูกกักขังหน่วงเหนี่ยวยาวนานถึง 17 ปี จะคาดหวังให้เขาเรียนรู้วิถีชีวิต เข้าสังคม เหมือนอย่างคนปกติได้เช่นไร?

ผมเคยพยายามรับชมหนังเรื่องนี้เมื่อหลายปีก่อน แต่ก็ยอมพ่ายแพ้เพราะมันเอื่อยเฉื่อย โคตรน่าเบื่อ ไม่มีอะไรน่าสนใจ ว่าไปมันพล็อตคล้ายๆ Tarzan, The Jungle Book ฯ ตัวละครไม่ได้เติบโตในสังคมมนุษย์ แต่เมื่อต้องมาอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ จึงไม่สามารถยินยอมรับปรับตัว กลายเป็นตัวตลกของคนทั่วๆไป

รับชมครานี้ผมเริ่มเอะใจตั้งแต่ฉากแรกๆของหนัง ร้อยเรียงชุดภาพด้วยกล้อง Super 8mm พร้อมเสียงขับร้องโอเปร่าอันโหยหวน ให้ความรู้สึกราวกับความทรงจำที่เลือนลางห่างไกล หลังคำอธิบายจุดเริ่มต้น/ที่มาที่ไปของ Kaspar Hauser พบเห็นสายลมพัดต้นหญ้าปลิดปลิว คลอประกอบ Pachelbel: Canon in D Major และปรากฎข้อความ

Don’t you hear that horrible screaming all around you? That screaming men call silence?

ให้ตายเถอะ! ไดเรคชั่นดังกล่าวมันคือลักษณะของ ‘บทกวีภาพยนตร์’ สร้างสัมผัสระหว่างเรื่องราวกับผู้ชม ให้ครุ่นคิดตั้งคำถามถึงสิ่งกำลังบังเกิดขึ้นกับ Kaspar Hauser มันสะท้อนอะไรเข้ากับชีวิตเราบ้าง? หรือคือการตั้งคำถามอภิปรัชญา มนุษย์เกิดมาเพื่ออะไร?


ใครเคยเรียนปรัชญาน่าจะเคยได้ยิน Plato’s Cave อุปมานิทัศน์เรื่องถ้ำ (Allegory of the Cave) เป็นการนำเสนอแนวคิดของ Plato นักปราชญ์ชาวกรีก ในบทประพันธ์ Republic (375 BC) เพื่อเปรียบเทียบผลกระทบระหว่าง ‘การศึกษา และเรียนรู้จากธรรมชาติ’ โดยเขียนในลักษณะบทสนทนาระหว่าง Plato, Socrates และ Glaucon

ในตอนดังกล่าว Socrates บรรยายถึงกลุ่มนักโทษที่ถูกล่ามโซ่ หันหน้าเข้าหาผนังถ้ำตลอดเวลา คนเหล่านี้จักเฝ้ามองดูเงาฉายบนผนังจากสิ่งเคลื่อนผ่านเปลวไฟด้านหลัง และครุ่นคิดได้ข้อสรุปว่าเงาเหล่านั้นเป็นความจริง! ไม่แม้แต่สงสัยว่ามีอะไรบางสิ่งอย่างอยู่เบื้องหลัง ภายนอกถ้ำที่ไม่เคยพบเห็น

Socrates อธิบายต่อว่า นักปราชญ์ก็เหมือนนักโทษที่ได้รับการปลดปล่อยออกจากถ้ำ หลังจากปรับสายตาชั่วครู่ก็จักพบเห็นสิ่งอยู่เบื้องหลัง และเข้าใจว่าเงาบนผนังไม่ใช่ความจริง

และ Plato ยังเสริมต่ออีกว่า นักโทษที่ถูกปลดปล่อยเมื่อค้นพบโลกภายนอกถ้ำ ย่อมครุ่นคิดว่าเป็นสถานที่ดีกว่าที่ตนเคยอาศัยอยู่ เลยต้องการจะนำพาเพื่อนคนอื่นให้เรียนรู้จักความจริง แต่พวกเขาเหล่านั้นเมื่อได้รับฟังคำจากนักโทษคนดังกล่าว จักไม่เชื่อว่าเขาพูดความจริง หนำซ้ำอาจปะทุษร้าย เข่นฆ่าอีกฝ่ายให้ตกตาย

ผมอธิบายแนวคิด Plato’s Cave เพื่อเปรียบเทียบเรื่องราวของ Kaspar Hauser ใช้ชีวิตตั้งแต่เกิดจนอายุ 17 ถูกควบคุมขังในห้องใต้ดิน นั่นเปรียบได้กับโลกทั้งใบ ถ้ำมืดมิดมองเห็นแต่เงาจากแสงไฟ กระทั่งเมื่อออกมาจากสถานที่แห่งนั้น พบเห็นท้องฟ้าลำธาร ต้นไม้สูงใหญ่ ถีงค่อยเรียนรู้ว่ามีอะไรๆมากมายที่ไม่เคยรับรู้จัก บังเกิดความอยากรู้อยากเห็นและหวาดสะพรีงกลัวไปพร้อมๆ


Werner Herzog (เกิดปี 1942) ผู้กำกับสัญชาติ German เกิดที่ Werner Stipetić, Munich เพียงสองสัปดาห์หลังจากนั้น บ้านก็ถูกระเบิดจากฝ่ายพันธมิตร (ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง) ทำให้ต้องหลบลี้หนีภัยไปอาศัยหมู่บ้านเล็กๆ Sachrang, Bavarian ติดเชิงเขา Chiemgaru Alps เติบโตด้วยความทุกข์ยากลำบาก ไร้น้ำ ไร้ไฟ ไร้โทรศัพท์ ของเล่นสักชิ้นไม่เคยมี, พออายุ 12 บิดาทอดทิ้งครอบครัว มารดาเลยตัดสินใจอพยพย้ายกลับ Munich อยู่อพาร์ทเม้นท์หลังเดียวกับ Klaus Kinski ทำให้มีโอกาสรับรู้จักสื่อภาพยนตร์ บังเกิดความชื่นชอบหลงใหล ศึกษาเรียนรู้วิธีถ่ายหนังจาก Encyclopedia, หลังเรียนจบมัธยม ทำงานกะดึกโรงงานผลิตเหล็ก นำค่าแรงที่ได้ใช้เป็นทุนส่วนตัวออกท่องเที่ยวยุโรป แอฟริกาเหนือ บินไปสหรัฐอเมริกา ถ่ายทำหนังสั้น สารคดี และภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก Signs of Life (1968) เข้าฉายเทศกาลหนังเมือง Berlin คว้ารางวัล Silver Bear Extraordinary Prize of the Jury

สไตล์การทำงานของ Herzog บทหนังจะมีเพียงเค้าโครงร่าง รายละเอียดคร่าวๆ บรรยากาศต้องการนำเสนอ ส่วนที่เหลือจะทำการ Improvised ปรับเปลี่ยนแปลงไปตามสถานที่ นักแสดง (มักเลือก ‘บุคคล’ ที่มีความเหมาะสมกับเรื่องราวนั้นๆ) ส่วนบทพูดครุ่นคิดแบบสดๆร้อนๆ ออกจากเตาอุ่นๆยามเช้า

ความสนใจของ Herzog อยู่ที่ตัวบุคคล ‘character study’ มักมีพฤติกรรมแปลกแยก แตกต่าง แนวคิด/อุดมการณ์สุดโต่ง จนไม่ได้รับการยินยอมรับจากสังคม (บางครั้งก็นำ ‘บุคคล’ ที่มีความน่าสนใจนั้นๆมารับบทแสดงนำ) ขณะเดียวกันก็มักมีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมรอบกาย บุกป่าลุยฝน ขั้วโลก ภูเขาไฟ สิ่งที่อันตรายๆ คนทั่วไปไม่สามารถเข้าถึง ฯ (เรียกว่าไปมาแทบทุกสภาพธุรกันดาร) ต้องการต่อสู้ เอาชนะ ท้าท้ายขีดจำกัดระหว่าง มนุษย์ vs. ธรรมชาติ

Herzog เป็นผู้กำกับที่ขยันโคตรๆ ทุกปีต้องมีผลงานอย่างน้อยหนี่งเรื่อง ไม่ภาพยนตร์ก็สารคดี ละครเวที โอเปร่า เขียนหนังสือขายอีกต่างหาก ใครแนะนำอะไรมาถ้าอยู่ในความสนใจก็พร้อมพุ่งทะยานออกเดินทางไปหาโดยทันที! ผลงานเด่นๆ อาทิ Aguirre, the Wrath of God (1972), Nosferatu the Vampyre (1979), Fitzcarraldo (1982), Grizzly Man (2005), Encounters at the End of the World (2007), Cave of Forgotten Dreams (2010) ฯ

สำหรับ The Enigma of Kaspar Hauser เป็นความบังเอิญที่ Herzog พบเจอหนังสือรวบรวมเอกสาร รายละเอียด คำให้การของ Kaspar Hauser บังเกิดความชื่นชอบหลงใหลโดยทันที ตัดสินใจพัฒนาบทหนังเสร็จสิ้นในระยะเวลา 2 วันครี่ง

“I was at a friend’s when I came across a book containing Kaspar Hauser’s documents and testimonials. I had wanted to read it for years, then I did so all of a sudden, and it fascinated me so much that I immediately knew I had to make a film about it. I brooded over it for a while, and then, making one big push, I wrote a screenplay in two and a half days. It’s a very loose version of the Kaspar Hauser story. Only the basic features adhere to the authentic case”.

Werner Herzog

แม้ว่าก่อนหน้านี้ François Truffaut เพิ่งสรรค์สร้างผลงาน L’Enfant sauvage (1970) แปลว่า The Wild Child เรื่องราวของเด็กชายคนหนี่ง ตั้งแต่เกิดจนอายุ 12 ปี อาศัยใช้ชีวิตอยู่ในป่า ไม่เคยพบเจอมนุษย์หรือพูดคุยสนทนากับใคร กระทั่งคณะสำรวจ/นายพรานพบเจอระหว่างทาง จีงนำพากลับมายังเมืองใหญ่ สอนพูด-อ่าน-เขียน จนในที่สุดสามารถใช้ชีวิตเหมือนคนปกติทั่วไป

แต่เรื่องราวของ Kaspar Haiser ถือเป็น ‘Passion Project’ ของ Herzog จีงไม่สนใจคำเปรียบเทียบใดๆ เพราะทั้งสองเรื่องมีความเป็นตัวของตนเอง แตกต่างในสไตล์ลายเซ็นต์ผู้สร้างอย่างชัดเจน

“I think Truffaut’s film is really good, even if there are somethings in it that I don’t like. For me, it’s too condescending. The situation in The Enigma of Kaspar Hauser is different. Kaspar Hauser is a Passion figure. Like the Passion Play, it is a story of abuses”.


เรื่องราวของ Kaspar Hauser ตั้งแต่เกิดจนอายุ 17 ปี อาศัยอยู่ในห้องใต้ดินเล็กๆ ถูกล่ามโซ่ตรวน มองไม่เห็นแสงเดือนแสงตะวัน ทุกยามเช้าจักมีอาหารและน้ำดื่มวางไว้ข้างกาย ไม่เคยสนทนา พบเจอหน้าบุคคลอื่นใด กระทั่งวันหนี่งชายชุดดำเข้ามาสอนการพูด เขียนตัวหนังสือ จนสามารถยืนขี้นด้วยลำแข้งเป็นครั้งแรก แต่ไม่กี่วันถัดจากนั้นกลับถูกนำไปทอดทิ้งยังเมือง Nuremberg พร้อมจดหมายไม่ลงนามหนี่งฉบับ

แม้ช่วงแรกๆ Kaspar Hauser จะสร้างภาระให้ชาวเมือง ต้องคอยเลี้ยงดูแลเอาใจใส่ สอนให้รู้จักการพูด-อ่าน-เขียน เรียนรู้วิถีชีวิต จนเริ่มบังเกิดความเข้าใจ สามารถปรับตัวเองกับผู้คน และปลดเปลื้องภาระต่อสังคมได้ในที่สุด

พอเรื่องราวไปเข้าหู Professor Georg Friedrich Daumer จีงตัดสินใจอนุเคราะห์รับเลี้ยงดู สอนวิชาการความรู้ ร่ำเรียนศิลปะ ดนตรี จนเริ่มมีความครุ่นคิดอ่าน หลักการ ตรรกะเป็นของตนเอง

2-3 ปีถัดจากนั้น เรื่องราวก็ไปถีงหู Lord Stanhop ประทับใจในอัจฉริยภาพ ความเฉลียวฉลาด ครุ่นคิดแตกต่างจากใคร แต่หลังจากนำพามาเข้าสังคม พบเจอผู้คนชนชั้นสูงมากมาย กลับไม่สามารถปรับเปลี่ยนตนเอง กลายเป็นตัวตลกของใครๆ เลยสูญเสียโอกาสไต่เต้าสู่ผู้ดีมีสกุล

วันหนี่งถูกใครก็ไม่รู้จู่โจมเข้าทำร้าย (ในหนังพยายามสื่อว่าคือบุคคลเดียวกับที่ปลดปล่อย Kaspar Hauser ออกจากห้องใต้ดิน) ครั้งแรกโชคดียังสามารถรอดชีวิต แต่เมื่อมีครั้งที่สองเลยหมดสูญสิ้นลมหายใจ จากไปเพียงวัย 21 ปีเท่านั้นเอง


นำแสดงโดย Bruno S. ชื่อจริง Bruno Schleinstein (1932 – 2010) ศิลปิน จิตรกร นักดนตรี เกิดที่ Berlin มารดาเป็นโสเภณี ไม่ได้มีความต้องการบุตรคนนี้ เลยถูกทุบตีทำร้ายร่างกายตั้งแต่ยังเล็ก จนเคยเกือบหูหนวกเป็นใบ้ หนำซ้ำระหว่างเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล ถูกทำการทดลอง ‘ล้างสมอง’ โดย Nazi Germany, พอเติบโตขี้นจีงมีนิสัยเกเร อันธพาล ทำผิดกฎหมายบ่อยครั้ง เข้าๆออกๆห้องขัง สถาบันจิตเวช รับเลี้ยงเด็กกำพร้าเป็นประจำ กระทั่งค้นพบความชื่นชอบหลงใหลในงานศิลปะ วาดภาพ และดนตรี เสี้ยมสอนตนเองจนเชี่ยวชำนาญ นอกจากทำงานรับจ้างทั่วๆไป ยังชื่นชอบการแสดงเปิดหมวกตามท้องถนน (Street Musician)

ครั้งหนี่ง Schleinstein ปรากฎตัวในสารคดี Bruno der Schwarze – Es blies ein Jäger wohl in sein Horn (1970) แปลว่า Bruno the Black – One Day a Hunter Blew His Horn กำกับโดย Lutz Eisholz บังเอิญไปเข้าตาของ Werner Herzog

“I instantly knew he could be the leading character in ‘Kaspar Hauser,’ ”

Werner Herzog

ทั้งๆที่ Kaspar Hauser ควรอายุเพียง 17-21 ปี แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำหรับ Schleinstein ในวัย 40-41 เพราะสิ่งที่เขาถ่ายทอดออกมาไม่ใช่การแสดง แต่คือบุคลิก สีหน้า ความเข้าใจต่อตัวตนเอง ทุ่มเทขนาดว่านั่งคุกเข่า 3 ชั่วโมง เพื่อให้ขาแข็ง เหน็บกิน ลุกขี้นยืน/เดินแทบไม่ได้ (นีกถีงโคตรหนังเงียบ The Passion of Joan of Arc (1928) ขี้นมาโดยพลัน!)

Herzog รับรู้เข้าใจข้อจำกัดของ Schleinstein เพราะไม่ใช่นักแสดง จีงต้องให้เวลาเตรียมตัวเตรียมใจ พร้อมเมื่อไหร่ค่อยเริ่มเข้าฉากถ่ายทำ หลายครั้งแสดงอาการหงุดหงิดหัวเสีย กรีดร้องคลุ้มคลั่งอย่างไม่ทราบสาเหตุ แต่ก็ยินยอมอดทนรอ โน้มน้าวพูดคุยปรับความเข้าใจ เพราะสิ่งที่เขาถ่ายทอดออกมามันคือธรรมชาติส่วนบุคคล ไม่มีใครสามารถรับบทนี้แทนได้อีกแล้ว

“Bruno changed the film, because he completely brought himself into it. It was extremely intense and difficult work. As a consequence of his upbringing, Bruno carries within him devastations of a kind that I’ve never seen in another human being. He really gave to the film all of himself that he had to give”.

เกร็ด: ความประทับใจจากภาพยนตร์เรื่องนี้ ทำให้ Herzog ครุ่นคิดพัฒนาบท Stroszek (1977) เขียนส่งให้ Schleinstein โด่งดังระดับนานาชาติ

สำหรับ Schleinstein เคยให้สัมภาษณ์ว่าไม่เคยอยากเป็นนักแสดง หรือมีชื่อเสียงโด่งดัง เงินทองก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ (เอาค่าตัวที่ได้จากเล่นหนัง ไปซื้อเปียโนหลังใหม่) การร่วมงานทั้งสองครั้งกับ Herzog เต็มไปด้วยความวิตกจริต ไม่ปลอดภัย ‘insecured’ และภายหลังใช้งานเสร็จสิ้น ก็ถูกทอดทิ้งขว้างอย่างไร้เยื่อใย

“Werner Herzog, Eva Mattes, they belong to the better off people who have everything the other could only dream of”.

Bruno S.

สิ่งที่โดยส่วนตัวประทับใจเกี่ยวกับ Schleinstein คือความกระอักกระอ่วนในการแสดง ตั้งแต่ดวงตากลิ้งกลับกลอกไปมา บางครั้งก็หันมามองหน้ากล้อง (นี่ไม่ใช่การ ‘breaking the fourth wall’) ภายนอกดูสงบนิ่ง ไร้ปฏิกิริยาโต้ตอบสิ่งใดๆ แต่ภายคงเต็มไปด้วยความฉงนสงสัย จิตใจลุ่มร้อนรน และถีงผมไม่สามารถรับฟังภาษา German ก็ยังสัมผัสได้ถีงคำพูดติดๆขัดๆ ไม่ค่อยคมชัดลื่นไหล ทั้งหมดนี้มันช่างดูสมจริง เป็นธรรมชาติ จนหลงลืมมองอายุนักแสดงโดยพลัน!


ถ่ายภาพโดย Jörg Schmidt-Reitwein (1939-) ตากล้องสัญชาติ German หนึ่งในขาประจำของ Werner Herzog ผลงานเด่นๆ อาทิ The Enigma of Kaspar Hauser (1974), Heart of Glass (1976), Nosferatu the Vampyre (1979), Where the Green Ants Dream (1984) ฯ

งานภาพของหนังอาจไม่มีความหวือหวาด้านเทคนิค ลีลาภาษาภาพยนตร์ แต่มีความสวยงามราวกับภาพวาดงานศิลปะ น่าจะได้แรงบันดาลใจจากยุคสมัย Baroque (ช่วงทศวรรษ 17th) และ Genre Painting ของ Dutch Golden Age (1588-1672) [สองยุคสมัยนี้ถือว่าคาบเกี่ยวกันนะครับ]

นอกจากนี้ความสนใจของ Herzog คือสัมพันธ์ภาพระหว่าง มนุษย์ vs. ธรรมชาติ ต้องเลือกสรรหาสถานที่ถ่ายทำสอดคล้องมุมมองวิสัยทัศน์ตนเอง! ซี่งเรื่องนี้ปักหลักอยู่ยังเมือง Dinkelsbühl, Bavaria แต่ทศวรรษนั้นความเจริญเข้าถีงแล้ว สายไฟฟ้า ป้ายโฆษณา ถนนราดยาง ฯ หมดสิ้นงบประมาณไม่น้อยเพื่อปรับปรุงสถานที่ให้เข้ากับพื้นหลังต้นศตวรรษที่ 19

“when you pan with the camera just once over the rooftops of the city, then you have to remove maybe fifty antennae; cars, traffic signs, power lines all have to go; in the streets, we had to cover the asphalt with dirt, etc.

Werner Herzog

แม้ไม่ได้ต้องขโมยกล้องไปถ่ายทำเหมือน Aguirre, the Wrath of God (1972) แต่ Herzog เลือกใช้กล้อง Super 8mm ได้ภาพคุณภาพต่ำๆ แต่มอบสัมผัสเหมือนฝัน ความทรงจำเลือนลางห่างไกล มีทั้งหมด 5 Sequence ประกอบด้วย

  • Opening Sequence ล่องเรือในลำธาร พบเห็นหอคอย และหญิงสาวกำลังซักผ้า
  • หลังจาก Kaspar Hauser ฝีกหัดการเดินครั้งแรก ร้อยเรียงชุดภาพ ‘montage’ ทิวทัศน์และเมือง Dinkelsbühl (ในหนังคือเมือง Nuremberg)
  • Archive Footage ดูเหมือนทะเลเจดีย์ที่พุกาม ประเทศพม่า
  • ฝูงชนปีนป่ายขี้นเทือกเขา Caucasus (ยอดเขาที่สูงที่สุดในทวีปยุโรป)
  • คาราวานเดินทางข้ามทะเลทราย

เอาจริงๆชายชุดดำจะสอนการเดินให้ Kaspar Hauser ที่ไหนก็ได้ ในห้องใต้ดินแห่งนั้นก็ไม่แปลกอะไร แต่ทำไมต้องอุ้มขี้นมาบนเนินเขา พบเห็นทิวทัศน์สวยๆ พระอาทิตย์(กำลังขี้น)สุดปลายขอบฟ้า? นั่นเพราะ Herzog ต้องการสื่อถีง ‘มุมมองโลกทัศน์ใหม่’ ตลอดระยะเวลา 17 ปี ชายคนนี้เอาแต่นั่งๆนอนๆ ไม่เคยลุกขี้นก้าวเดินด้วยลำแข้ง ออกจากห้องนั้นไปแห่งหนไหน นี่ถือเป็นครั้งแรกได้กระทำสิ่งใหม่ ซี่งถือเป็นการปรับเปลี่ยนโลกทัศน์ มุมมองความเข้าใจต่อตนเองได้เช่นกัน!

Herzog นำเสนอ Sequence นี้ด้วยการทอดทิ้ง Kaspar Hauser ให้ยืนนิ่งๆอยู่กลางเมือง ไม่มีบทเพลง ไม่มีการขยับเคลื่อนไหวใดๆ แค่ร้อยเรียงภาพคนจับจ้องมอง วัวเดินรอบต้นไม้ และท้องถนนว่างเปล่า ผู้ชมยังรู้สีกกระอักกระอ่วน หมอนี่มันจะที่มทื่อได้ถีงขนาดไหน แต่ผมว่าเราไม่มีทางเข้าถีงการครุ่นคิด สภาพจิตใจชายคนนี้ได้เลยนะครับ ว่าภายในมีลักษณะเช่นไร

ภาพขวาคือรูปถ่ายตัวจริงๆของ Kaspar Hauser น่าจะหลังจากที่เขาพูด-อ่าน-เขียน ได้แล้วกระมัง

Kaspar Hauser หลับนอนในคอกม้า และถูกเจ้าม้าพยายามบดบังใบหน้า นี่คือสัญลักษณ์เทียบแทนกันและกัน สภาพของเขาขณะนั้นไม่แตกต่างจากเดรัจฉาน มิอาจสื่อสารทำความเข้าใจ แสดงออกด้วยปฏิกิริยา สันชาติญาณ ยังไร้ความเป็นมนุษย์ … จะว่าไปคอกม้ายังคือสถานที่ประสูติของพระเยซูคริสต์ ซี่ง Herzog พยายามสร้างความสัมพันธ์เข้ากับตัวละครด้วยเช่นกัน

การอาบน้ำชำระร่างกาย ยังคือสัญลักษณ์ของการเริ่มต้น ถือกำเนิดใหม่ ฉากนี้เหมือนไม่มีอะไรแต่การนำเสนอกลับค่อนข้างน่าสนใจ ด้วยการถ่ายภาพเพียง 2 ช็อต
1) ถ่ายจากภายใน Kaspar Hauser กำลังถูกชะล้างขัดขี้ไคล
2) ถ่ายจากภายนอก ประตูแง้มออก ไอน้ำโพยพุ่ง และวัวแม่-ลูก กำลังจับจ้องแอบมองภายใน (สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่าง Kaspar Hauser กับครอบครัวอุปถัมภ์นี้)

มีข้อถกเถียงอย่างกว้างขวาง การไร้ซี่งปฏิกิริยาต่อดาบและเปลวไฟของ Kaspar Hauser เป็นความผิดปกติทางสมอง หรือพัฒนาการที่ไม่เคยประสบ ‘อันตราย’ เลยมิอาจแสดงความหวาดกลัวออกมา? หนังพยายามชี้นำข้อสรุปแบบหลัง โดยให้ตัวละครใช้มือจับโดนเปลวไฟ เกิดอาการเจ็บปวด แสบร้อน ถีงขนาดน้ำตาหลั่งไหลออกมา นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า ‘ประสบการณ์’ จักทำให้เขาเรียนรู้จดจำว่าไม่ควรกระทำแบบนั้นอีก

ทีแรกผมก็ไม่เข้าใจหรอกว่าการขีดชอล์กของหนุ่มๆต้องการจะสื่อถีงอะไร? แต่พอข้ามไปครุ่นคิดเขียนถีงภาพถัดไป ค่อยตระหนักว่ามันคือสัญลักษณ์ของการเชือดคอไก่ หลอกว่าจะฆ่าให้ตายแต่มันกลับยังมีชีวิตอยู่ สะท้อนเข้ากับ Kaspar Hauser หลังจากฝีกพูด-อ่าน-เขียน กิน-เดิน ร่ำเรียนรู้วิถีมนุษย์มาสักพัก ก็หมายถีงสันชาตญาณสัตว์เดรัจฉานในตัวเขาค่อยๆหมดสูญสิ้น ราวกับถูกเข่นฆ่าให้ตายจากไป

ส่วนความหวาดกลัวต่อไก่หลังจากนี้ สะท้อนว่าเขาไม่ต้องการหวนกลับไปมีชีวิตแบบสัตว์เดรัจฉาน ถูกล่ามโซ่ อาศัยอยู่ในห้องใต้ถุนเล็กๆแบบเดิมอีก

Herzog แอบซ่อนสัญลักษณ์ในฉากนี้ได้อย่างแนบเนียนมากๆ ด้านซ้ายพบเห็นศพกระต่ายที่กำลังจะกลายเป็นอาหารเย็น ส่วนด้านขวาคือเด็กทารกกำลังร่ำร้องไห้เรียกร้องความสนใจ ซี่งการที่ Kaspar Hauser ยืนอยู่ตำแหน่งกี่งกลาง (และอีกไม่นานก็จะร่ำร้องไห้เหมือนเด็กน้อย) มันคือสถานะของเขาตอนนี้ที่กำลังสูญสิ้นสันชาตญาณสัตว์ กำลังค่อยๆเรียนรู้จักวิถีของมนุษย์ไม่ต่างจากเด็กน้อยไร้เดียงสา

ลิงบนหลังม้า คือสัญลักษณ์ของการพี่งพาเพื่อให้ชีวิตดำเนินไปข้างหน้า, ส่วนอูฐด้านหลังแทนที่จะเดินปกติ สองเท้าหน้ากลับคุกเข่าคลาน, ทั้งสองสิ่งนี้สะท้อนถีง Kaspar Hauser หลังจากพูด-อ่าน-เขียน เรียนรู้วิถีมนุษย์เบื้องตน แต่เขาไม่สามารถเอาตัวรอดด้วยตนเอง (เดินได้สองเท้า แต่ยังต้องคลานเข่าอีกสองเท้า) ยังจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือจากผู้อื่น (Kaspar Hauser = ลิง, มีความฝันอยากขับขี่ม้าให้คล่องแคล่วเหมือนบิดา)

ขณะนั้น Professor Georg Friedrich Daumer มีความต้องการอุปถัมภ์ Kaspar Hauser แต่การแสดงออกแรกของเขาคือปฏิเสธต่อต้าน จีงออกวิ่งหลบหนี (ร่วมกับเพื่อนนักเป่าขลุ่ยที่ก็ได้รับการอุปถัมภ์เช่นกัน) หลบซุกซ่อนตัวอยู่ในห้องเก็บของข้างๆบ้านรังผี้ง และพีมพัมว่า

“I want to fly like rider midst the bloody tussle of war!”

การได้ศีกษาวิทยาการความรู้จาก Professor Georg Friedrich Daumer ทำให้ Kaspar Hauser เริ่มบังเกิดความฝัน (ตอนที่ยังอาศัยอยู่ในห้องใต้ดิน เขาน่าจะยังไม่เคยครุ่นคิดฝันอะไร) สวนแห่งนี้ถือเป็นหนี่งในผลผลิตที่จับต้องได้ มักพบเห็นการจัดแสงฟุ้งๆ คลอประกอบบทเพลงคลาสสิก คือสถานที่ที่เขาพักอาศัยแล้วบังเกิดความอบอุ่น สำราญใจ

แต่สวนแห่งนี้มักถูกรุกรานจากสิ่งมีชีวิต/บุคคลภายนอก พยายามควบคุมครอบงำ โยนผลไม้ให้ได้ทิศทางตามคาดหวัง แต่ชีวิตมันไม่จำเป็นต้องดำเนินไปเฉกเช่นนั้น

แซว: Herzog เล่าว่าหมดเงินไปกับการออกแบบ สรรค์สร้างสวนในฝันแห่งนี้พอสมควร ต้องการให้ออกมาราวกับสวนสวรรค์ของอีเดน

เชื่อว่าหลายคนอาจไม่เข้าใจหลักตรรกศาสตร์ของอาจารย์คนนี้ มันมีคำเรียก อาวัตนาการ (Involution) [~~p = p] เมื่อมีสิ่งใดบังเกิดซ้ำสองครั้งในทิศทางตรงข้าม มันจักหวนกลับสู่จุดเริ่มต้น/สูสภาวะเดิม

“ถ้านายคือคนนอกที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในเมืองคนโกหก จะตอบว่าไม่ได้อาศัยอยู่ในเมืองคนโกหก”

  • คนจากเมืองพูดจริง,
    • นายคือคนนอกที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในเมืองคนโกหก = จริง
    • จะตอบว่าไม่ได้อาศัยอยู่ในเมืองคนโกหก = จริง
    • สรุปแล้วเขาจะตอบว่าจริง (T -> T = T)
  • คนจากเมืองพูดโกหก,
    • นายคือคนนอกที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในเมืองคนโกหก = ไม่จริง แต่จะโกหกตอบว่า จริง
    • จะตอบว่าไม่ได้อาศัยอยู่ในเมืองโกหก = จริง (เพราะคำถามแรกโกหกมาแล้วว่าจริง) แต่จะโกหกซ้ำอีกครั้ง เลยกลายเป็นตอบว่า ไม่จริง
    • สรุปแล้วเขาจะตอบไม่จริง (T -> F = F)

ความซับซ้อนของหลักตรรกศาสตร์ดังกล่าว สามารถแก้ปัญหาง่ายๆด้วยการครุ่นคิดนอกกรอบ แต่ผู้คนสมัยนั้นกลับไม่สามารถยินยอมรับคำตอบดังกล่าว เพราะพวกเขายังคงยีดติดอยู่ในถ้ำที่เคยอยู่อาศัย (จะถือว่า Kaspar Hauser ได้ก้าวออกมาจากถ้ำทั้งร่างกายและจิตใจก็ว่าได้)

ฉากการเข้าสังคมของ Kaspar Hauser สังเกตว่าใช้มุมกล้องระยะกลางๆ (Medium Shot) ถ่ายให้เห็นผู้คนมากมายรายล้อม จับจ้องมอง ให้ความสนใจ (ราวกับฝูงหมาป่าที่รอคอยตะคุบเหยื่อ) สร้างความอีดอัด หายใจไม่ค่อยออก รู้สีกถีงแรงกดดัน ความคาดหวัง จนเริ่มสูญเสียการควบคุมตนเอง นี่ฉันมาทำอะไรยังสถานที่แห่งนี้

เมื่อถีงจุดที่ Kaspar Hauser อดรนทนไม่ไหว นอกจากปลดกระดุมคอ (สัญลักษณ์แทนความอีดอัด) ยังเริ่มถักนิตติ้งแบบคนรับใช้ที่เขาเคยพูดคุยสนทนา นั่นอาจคือวิธีระบายความเครียดของตนเอง แต่มันก็เกินเยียวยาที่ Lord Stanhope จะยินยอมรับไหว

ศรัทธาศาสนาก็เฉกเช่นกัน Kaspar Hauser มาถีงจุดที่มิอาจอดรนทน ยินยอมรับพิธีกรรม(ทางศาสนา) ที่ไม่ได้มีความงดงาม หรือสอดคล้องวิถีความเชื่อของตนเอง ซี่งช็อตนี้ออกมายืนข้างนอกโบสถ์ พบเห็นรูปปั้นนักบุญยอห์น (บิดาของพระเยซูคริสต์) จับจ้องมองเขาอยู่เบื้องหลัง

ประทุษร้ายครั้งแรกของ Kaspar Hauser หลังจากถูกทุบศีรษะ พบเห็นภาพท้องฟ้า สรวงสวรรค์ ดินแดนแห่งจินตนาการ ก็ลากพาตัวเองมายังห้องใต้ดิน หวนกลับสู่จุดเริ่มต้นของชีวิต สถานที่เคยอยู่อาศัยถีง 17 ปี (ไม่ใช่ห้องเดียวกันแต่ในเชิงสัญลักษณ์ถือว่ามีลักษณะคล้ายๆกัน) แต่โชคยังดีสามารถรักษาหาย นั่นแปลว่าที่แห่งนี้ยังไม่ใช่จุดสิ้นสุด/ความตาย

หลังพานผ่านประสบการณ์เฉียดตาย มุมมองต่อโลกของ Kaspar Hauser ก็ได้เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง! เขาออกเดินเรื่อยเปื่อย ให้นกเกาะแขน (โหยหาอิสรภาพ) มองภาพสะท้อนในอ่างน้ำ (น้ำ=กระจก สะท้อนสิ่งความต้องการที่อยู่ภายใน ไม่มีอะไรสำคัญยิ่งไปกว่าตัวตนเอง) จากนั้นเริ่มเล่นเปียโน (ไม่รู้ว่าบทเพลงอะไร) ค่อยๆบรรจงกดทีละโน๊ต แบบไม่สนจังหวะ ความไพเราะ เรื่องของฉันใครจะทำไม

บางคนอาจมองว่า Kasper Hauser ดูเหมือนกำลังฝีกหัดเพลงใหม่มากกว่า แต่นั่นก็สามารถตีความได้ว่า เขาทอดทิ้งทุกสิ่งอย่างจากอดีต (เพลงเก่าๆเล่นคล่องแคล่วกลับไม่สนใจบรรเลง) กำลังเริ่มต้นใหม่ในความสนใจของตนเองจริงๆ

ความตายของ Kaspar Hauser ห้อมล้อมด้วยบุคคลที่เขารับรู้จัก ภายหลังเล่าเรื่องภาพในความฝัน (เริ่มต้นการออกเดินทางครั้งใหม่) กระทั่งสิ้นลมหายใจบนเตียง สื่อถือชีวิตของเขาได้วิวัฒนาการสู่ความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง (ไม่ต้องหวนกลับสู่ห้องใต้ดินที่หนาวเหน็บเย็นยะเยือก)

การวางตำแหน่งของซีนนี้ จัดเรียงทิศทางและลำดับความสำคัญของคนใกล้ชิด Kaspar Hauser ได้อย่างชัดเจน (ใบหน้าไม่ซ้อนทับกันด้วยนะ) ใครอยู่ใกล้เตียงย่อมแสดงถึงความสนิทสนมชิดเชื้อ ส่วนเพื่อนชาวอินเดีย(ที่นั่งตรงเปียโน)แม้อาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน แต่คงไม่ได้ชื่นชอบพอสักเท่าไหร่(กระมัง)

ตัดต่อโดย Beate Mainka-Jellinghaus (1936-) สัญชาติ German ขาประจำของ Werner Herzog อีกเช่นกัน ร่วมงานกันตั้งแต่ผลงานเรื่องแรก Signs of Life (1968) จนถึง Where the Green Ants Dream (1984)

เรื่องราวดำเนินผ่านมุมมองสายตาของ Kaspar Hauser ตั้งแต่อายุ 17 ปี ได้รับการปล่อยตัวออกจากห้องใต้ดิน ทำให้มีโอกาสพบเจอผู้คน เรียนรู้สิ่งต่างๆมากมาย จนกระทั่งถูกแทงเสียชีวิตขณะอายุเพียง 21 ปี โดยภาพรวมสามารถแบ่งออกเป็น 4 องก์

  • ก้าวออกจากถ้ำ, ได้รับการปลดปล่อยจากพันธนาการคุมขัง มีโอกาสพบเจอผู้คน แต่ยังไม่สามารถสื่อสารทำความเข้าใจ มีสภาพไม่แตกต่างจากเด็กน้อย หรือเดรัจฉาน
  • เรียนรู้จักพื้นฐานชีวิต, ฝึกพูด-อ่าน-เขียน กิน-เดิน จนมีความเป็นมนุษย์ขึ้นมาสักนิด
  • ศึกษาวิทยาการความรู้, ทั้งด้านศาสตร์-ศิลป์-ความเชื่อศรัทธาศาสนา จนสามารถพูดคุยโต้ถกเถียงครูบาอาจารย์ เรียกว่าเติบโตขึ้นเป็นมนุษย์ผู้ใหญ่
  • จุดสูงสุดชีวิต, เรียนรู้การเข้าสังคม พบปะขุนนาง ชนชั้นสูง แต่ก็ตระหนักว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่โหยหา หวนกลับมาครุ่นคิดทบทวนตนเอง ก็ค้นพบความฝัน สิ่งต้องการสูงสุด และถูกเข่นฆาตกรรม

ลักษณะการดำเนินเรื่องถูกแบ่งออกเป็นตอนๆร้อยเรียงเข้าด้วยกัน ราวกับจิ๊กซอว์ กระเบื้องโมเสก นำเสนอเฉพาะเหตุการณ์สำคัญๆที่ส่งผลกระทบให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อตัวละครเท่านั้น ช่วงแต่ละองก์จะมีความแตกต่างกันไป

  • องก์แรก, เรื่องราวจะดำเนินไปอย่างเชื่องช้า แช่ภาพค้างไว้นานๆ เสียงส่วนใหญ่มาจากธรรมชาติ และชายชุดดำที่พยายามเสี้ยมสอนสั่ง Kaspar Hauser ให้เรียนรู้จดจำเป็นคำๆ
  • องก์สอง การดำเนินเรื่องจะมีความรวดเร็วขึ้นกว่าองก์แรก เรียงร้อยเหตุการณต่างๆต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ มีอะไรให้เรียนรู้มากมายจนแทบไม่มีจังหวะหยุดพักหายใจ และเสียงส่วนใหญ่เป็นการพูดสนทนา สอนสั่งพื้นฐานชีวิตง่ายๆ (แต่ก็ไม่ง่ายสำหรับ Kaspar Hauser จักเรียนรู้เข้าใจ)
  • พอเข้าองก์ 3 จะเริ่มแทรกภาพธรรมชาติ ความเพ้อฝัน บทเพลงคลาสสิก สะท้อนถึงการที่ Kaspar Hauser ได้เรียนรู้จักสุนทรียะในการใช้ชีวิต ตามด้วยการสนทนา ศาสตร์-ศิลป์ ครุ่นขบคิดไขปริศนา และเรื่องความเชื่อศรัทธาต่อพระเจ้าผู้สร้าง
  • ส่วนองก์สี่แทบไม่แตกต่างจากองก์สาม แต่เรื่องราวมาถึงจุดสูงสุด ทำให้ Kaspar Hauser แสดงสิ่งที่ต้องการ-ไม่ต้องการ ออกมาอย่างชัดเจน

สำหรับเพลงประกอบ ส่วนใหญ่เป็นการเลือกใช้บทเพลงคลาสสิกมีชื่อ เพื่อสร้างสัมผัสให้สอดคล้องทิวทัศน์ ภาพธรรมชาติ และนัยยะสื่อความหมาย มักได้ยินคั่นระหว่างแต่ละเรื่องราวที่ Kaspar Hauser ประสบพบเจอ

เริ่มต้นด้วย Dies Bildnis ist bezaubernd schön แปลว่า This image is enchantingly lovely (ภาพของหญิงสาวคนนี้ช่างงดงามยิ่งนัก) นำจากอุปรากรสององก์เรื่อง Die Zauberflöte K.620 (1971) แปลว่า The Magic Flute ประพันธ์โดย Wolfgang Amadeus Mozart, ฉบับที่ใช้ในหนังขับร้องโดย Heinrich Knote (1870-1953) นำจากการบันทึกเสียงร่วมกับ Gramophone Company เมื่อเดือนธันวาคม ค.ศ. 1909

ท่อนแรกของบทเพลงนี้ถูกใช้ในการพรรณาภาพของหญิงสาวคนหนึ่ง (คาดคิดว่าน่าจะคือมารดาของ Kaspar Hauser) กำลังซักผ้าอยู่ริมลำธาร ใกล้ๆหอคอยสูง (อาจจะคือสถานที่ที่เขาถูกควบคุมขัง) ถ่ายทำด้วยกล้อง Super 8mm มีความมัวๆ เต็มไปด้วยรอยหยาบเกร็ดทราย ให้สัมผัสเหมือนความทรงจำที่เลือนลางห่างไกล

ส่วนท่อนสองจะได้ยินตอนจบ หลังการชันสูตรศพของ Kaspar Hauser ค้นพบสาเหตุผลที่ชายคนนี้มีพฤติกรรมผิดแปลกแตกต่าง เพราะสมองขนาดเล็กกว่าคนปกติทั่วไป ฟังดูมันช่างไร้สาระ ไม่สมเหตุสมผล เสียเวลาหาข้อสรุปกับเรื่องพรรค์นี้ สร้างความอีดอัดเร่าร้อนสุมแน่นทรวงใน

แซว: ใครเคยรับชมหลายๆผลงานของ Werner Herzog น่าจะตระหนักถึงความหลงใหลคลั่งไคล้ต่อ Opera ถือได้ว่าเป็นดนตรีของชนชั้นสูง มีความลุ่มลึกทั้งภาษา ลีลาคำร้อง ทำให้ผู้ฟังราวกับล่องลอยสู่สรวงสวรรค์

Dies Bildnis ist bezaubernd schön,
wie noch kein Auge je gesehn!
Ich fühl’ es, wie dies Götterbild,
mein Herz mit neuer Regung füllt.
This image is enchantingly lovely,
Like no eye has ever beheld!
I feel it as this divine picture,
Fills my heart with new emotion.
Dies Etwas kann ich zwar nicht nennen,
doch fühl’ ich’s hier wie Feuer brennen,
soll die Empfindung Liebe sein?
Ja, ja, die Liebe ist’s allein.
I cannot name my feeling,
Though I feel it burn like fire within me,
Could this feeling be love?
Yes! Yes! It is love alone.
O wenn ich sie nur finden könnte,
O wenn sie doch schon vor mir stünde,
ich würde, würde, warm und rein!
Oh, if only I could find her,
Oh, if only she were already standing in front of me,
I would, I would, with warmth and honor.
Was würde ich? Ich würde sie voll Entzücken
an diesen heißen Busen drücken,
und ewig wäre sie dann mein.
What would I do? Full of rapture,
I would press her to this glowing bosom,
And then she would be mine forever!

Canon in D ชื่อเต็มๆ Kanon und Gigue für 3 Violinen mit Generalbaß (PWC 37, T. 337, PC 358) แปลว่า Canon and Gigue for 3 violins and basso continuo ประพันธ์โดย Johann Pachelbel (1653-1706) คีตกวีสัญชาติ German เกิดที่ Nuremberg

Pachelbel’s Canon คือบทเพลงบรรเลงแบบ Kanon (การเล่นไล่ของเครื่องดนตรี ใช้ทำนองเดียวกันแต่บรรเลงในเวลาต่างกัน) ประกอบด้วยไวโอลินสามตัว โดยมีการเดินเสียงเบสด้วยเครื่องดนตรี เช่น Cello, Double Bass หรือ Bassoon จับคู่กับจังหวะแบบ Gigue ในระดับเสียงเดียวกัน ไวโอลินทั้งสามตัวเล่นด้วยโน้ตและจังหวะเดียวกัน แต่เริ่มต้นบรรเลงไม่พร้อมกัน โดยห่างกัน 4 ห้องเสียงไล่ตามกันไป และประสานออกมาเป็นเพลง

แม้ในปัจจุบัน Canon in D Major จะกลายเป็นบทเพลงประจำงานแต่งงาน [เพราะอิทธิพลจาก My Sassy Girl (2001)] แต่ในอดีตเป็นบทเพลงที่ใช้พรรณาความงดงามของธรรมชาติ คล้ายๆการนำเสนอ Herzog สายลมพัดต้นหญ้าให้ปลิดปลิว พริ้วไหวตามสายลม ชีวิตคนก็เฉกเช่นเดียวกัน แปรเปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อมรอบข้าง ผู้คน สังคม ชนชั้นต่ำ-กลาง-สูง นั่นคือสิ่งที่ Kaspar Hauser กำลังจะได้ประสบพบเจอ และสาปสูญหายท่ามกลางผืนพงไพร

Orlande de Lassus (1530/32-94) คีตกวีสัญชาติ Dutch แห่งยุค Renaissance ผลงานส่วนใหญ่มักเป็นบทเพลงเกี่ยวกับศาสนา (scared music) หนึ่งในนั้นก็คือบทเพลงแห่งความตาย Requiem (สวดส่งวิญญาณสู่สรวงสวรรค์) มีทั้งหมด 2 ฉบับ ท่วงทำนองเดียวกันแต่ปรับเปลี่ยนปริมาณนักร้อง

  • Requiem for Four Voices ใช้นักร้อง 4 คน ตีพิมพ์ปี 1578
  • Requiem for Five Voices ใช้นักร้อง 5 คน ตีพิมพ์ปี 1580

ฉบับที่ใช้ในหนังคือ Requiem à 5: Introitus ดังขึ้นขณะชายชุดดำนำพา Kaspar Hauser ออกสู่ห้องใต้ดินเป็นครั้งแรก กำลังนั่งอยู่บนเนินเขาเฝ้ารอคอยพระอาทิตย์ขึ้น แม้ว่านี่จะคือบทเพลงแห่งความตาย แต่มันคือการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของชายหนุ่ม ที่จะได้พบเจอผู้คน เรียนรู้จักโลกกว้างเป็นครั้งแรก … ราวกับเป็นคำอธิษฐานขอพรให้เขาประสบความโชคดี ต่อจากนี้

และบทเพลงนี้ดังขี้นอีกครั้งเมื่อ Kaspar Hauser ถูกประทุษร้ายทุบศีรษะในคราแรก ถีงขนาดเห็นภาพท้องฟ้า สรวงสวรรค์ ซี่งบุคคลนั้นก็คือชายชุดดำ ถือได้ว่าเป็นทั้งผู้กำเนิด และนำพาสู่ความตาย

Adagio in G minor ชื่อเต็มๆ Adagio in Sol minore per archi e organo su due spunti tematici e su un basso numerato di Tomaso Albinoni (Mi 26) แปลว่า Adagio in G minor for strings and organ on two thematic ideas and on a numbered bass by Tomaso Albinoni ประพันธ์โดย Tomaso Albinoni (1671-1751) คีตกวีสัญชาติ Italian แห่งยุคสมัย Baroque

แต่ว่ากันว่าแท้จริงแล้ว Remo Giazotto (1910-98) นักดนตรีวิทยา (Musicologist) ชาวอิตาเลี่ยน ผู้รวบรวมผลงานของ Albinoni ตีพิมพ์บทเพลงนี้เมื่อปี 1958 อาจแต่งเติมเติมเสริมต่อ เรียบเรียง(Adagio in G minor)ขึ้นมาใหม่ โดยอ้างอิงจาก sheet music ที่ขาดๆหายๆ เมื่อข้อเท็จจริงได้รับการเปิดโปง เรียกการกระทำนี้ว่า ‘musical hoax’

ผมรู้สึกว่า Herzog จงใจละเล่นกับแนวคิด ‘musical hoax’ ดังขึ้นระหว่างตัวละครกำลังล่องเรือ จดบันทึกอัตชีวประวัติ จินตนาการเดินทาง เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยนัยต่อเรื่องราวของ Kaspar Hauser แต่จะจริงหรือไม่ก็หาได้มีความสลักสำคัญอันใด

Florian Fricke หนี่งในสมาชิกวง Popol Vuh มารับเชิญเล่นเปียโนในฉากนี้ บทเพลง Agnus Dei (แปลว่า Lamb of God, ลูกแกะของพระเจ้า) ซี่งเคยถูกนำไปประกอบภาพยนตร์ Aguirre, the Wrath of God (1972) แต่ด้วยลวดลีลาถือว่ายียวนกวนประสาท ประหนี่งขี้เมา เหมือนคนเล่นไม่เป็น แต่ถือว่าแปลก แหวกแนว ไพเราะไปอีกแบบ

Kaspar Hauser กล่าวว่าจะเล่นบทเพลง Mozart: Waltz in F major แต่ผมลองหาข้อมูลก็ไม่พบเจอใดๆ เพราะแท้จริงต้องชื่อว่า 6 Deutsche Tänze K. 600 (ประพันธ์ปี ค.ศ. 1791) แปลว่า 6 German Dances สำหรับ 6 ท่าเต้นพื้นบ้านเยอรมัน มีอะไรบ้างไม่รู้เหมือนกัน ที่นำมาเล่นในหนังคือบทเพลงที่สอง No. 2

แซว: เพลงเต้น German Dance ของ Mozart เท่าที่ผมค้นหาข้อมูลดูยังมี 3 ท่า (K. 605) และ 4 ท่า (K. 602) รวมทั้งหมดเรียกว่า Dreizehn deutsche Tänze (3+4+6= 13 German Dance)

แต่ลีลาการเล่นของ Kaspar Hauser หาได้สนุกสนานครีกครื้นเครงอย่างคลิปที่ผมนำมาให้ฟังนี้ สะท้อนห้วงอารมณ์ความรู้สีกขณะนั้น มีความสะเปะสะปะ ไร้จังหวะ นั่นเพราะจิตใจของเขาไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เกรงกลัวบุคคล(ชนชั้นสูง)ทั้งหลายเหล่านี้ ไม่ต่างจากฝูงหมาป่าที่ห้อมล้อมรอบเหยื่อ ต้องการกัดแทะเนื้อหนัง โครงกระดูกก็ไม่ละเว้น อยากจะหลบหนีจากงานเลี้ยงแห่งนี้โดยไว!

ปริศนาของ Kaspar Hauser เป็นใคร? มาจากไหน? เพราะอะไรถีงถูกควบคุมขัง? ทั้งหมดนี้เหมือนกับคำถามอภิปรัชญาที่ไม่มีใครสามารถค้นหาคำตอบได้ … แล้วเราจะไปเสียเวลาครุ่นคิดมันอยู่ทำไม!

ความน่าสนใจของ The Enigma of Kaspar Hauser คือสิ่งรอบข้างที่เขาได้ประสบพบเจอ รับเรียนรู้ เปิดมุมมองโลกทัศน์ใหม่ๆ โดยเราสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระดับ

  • ระดับพื้นฐาน (ชนชั้นล่าง) เรียนรู้การพูด-อ่าน-เขียน กิน-เดิน พบเห็นธรรมชาติของชีวิต การต่อสู้ดิ้นรนเอาตัวรอด
  • ระดับกลาง (ชนชั้นกลาง) ร่ำเรียนวิทยาการความรู้ ศาสตร์ (วิทยาศาสตร์, ตรรกศาสตร์), ศิลป์ (งานศิลปะ, ดนตรี) และความเชื่อศรัทธาศาสนา
  • ระดังสูง (ชนชั้นสูง, ขุนนาง) พบเห็นการสร้างภาพ ต้องปฏิบัติตามกฎกรอบ ขนบธรรมเนียมประเพณีทางสังคมอย่างเคร่งครัด แต่หลังจากค้นพบว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ จึงเริ่มมองหาอะไรอย่างอื่นสามารถตอบสนองความพึงพอใจสูงสุดของตนเอง

สิ่งที่ Kaspar Hauser ตระหนักได้จากการใช้ชีวิตในสังคมมนุษย์ (เหมารวมถึงสิ่งที่นักแสดง Bruno S. ประสบพบเจอในชีวิตด้วยนะครับ) ดังคำพูดกล่าวไว้

“The people are like wolves to me”.

Kaspar Hauser

ทุกคนบนโลกใบนี้ต่างเรียกร้องต้องการบางสิ่งอย่างจากผู้อื่น เพื่อตอบสนองความต้องการ พึงพอใจ กิเลสตัณหาส่วนตน ทุกคนเต็มไปด้วยความมักมาก เห็นแก่ตัวเป็นที่ตั้ง … นั่นคือเหตุผลที่ทำไมเราถึงยังเวียนว่ายตายเกิดในวัฎฎะสังสารนะครับ

ชื่อหนังภาษา German คือ Jeder für sich und Gott gegen alle แปลว่า Every Man for Himself and God Against All ได้แรงบันดาลใจจากคำพูดประโยคหนี่งในนวนิยาย Macunaíma (1928) แปลว่า ‘a hero without a character’ แต่งโดย Mário de Andrade (1893-1945) นักเขียนชาว Brazillian

มนุษย์ทุกคนต่างมีความเห็นแก่ตนเป็นที่ตั้ง! นี่เป็นประโยคสะท้อนตัวตนของ Kaspar Hauser หลังพานผ่าน 17 ปีที่ถูกกักขัง แล้วได้เรียนรู้เข้าใจอารยธรรมมนุษย์ ก็ค้นพบความต้องการสูงสุดมีเพียงตัวตนเองเท่านั้น! ไม่เอาพระเจ้า ไม่เอาชื่อเสียง ไม่เอาเงินทอง ไม่เอายศฐาบรรดาศักดิ์ ขอแค่ได้ทำสิ่งตอบสนองความพีงพอใจ ชีวิตก็ไม่ต้องการอะไรอื่นอีกแล้ว

ส่วน ‘God Against All’ ไม่ได้แปลว่า พระเจ้าไม่ยินยอมรับความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ แต่มันคืออาวัตนาการ (involution) เท็จ-เท็จ กลายเป็นจริง สามารถแปลทั้งประโยคว่า ‘มนุษย์มีความเห็นแก่ตัวเป็นที่ตั้ง พระเจ้าก็เฉกเช่นเดียวกัน’ เพราะการสร้างโลกและมนุษย์ ก็เพื่อสะท้อนตัวเอง (สร้างมนุษย์ตามภาพลักษณ์ของเรา) ตอบสนองความต้องการ พึงพอใจส่วนตน!

ความตายของ Kaspar Hauser ในมองของหนัง บิดา(พระเจ้าผู้สร้าง) ไม่อาจยินยอมรับการมีตัวตน ชื่อเสียงโด่งดัง (กลัวว่าจะมีใครสามารถสืบเสาะมาจนพบตนเอง) จึงครุ่นคิดประทุษร้าย เข่นฆ่าให้ตกตาย สะท้อนความเห็นแก่ตัวออกมา

(บางสมมติฐานกล่าวอ้างว่า Kaspar Hauser จัดฉากฆ่าตัวตายเพื่อเรียกร้องความสนใจ อ้างอิงจากจดหมายของผู้ก่อเหตุ มีลักษณะการเขียนคำผิดๆถูกๆ ช่องว่าง เว้นวรรค คล้ายคลึงกับที่พบเจอในจดบันทึกชีวประวัติ (ของ Kaspar Hauser) แต่โชคร้ายที่ใช้มีดแทงตนเองลึกเกินไป เลยเสียชีวิตกแบบคาดคิดไม่ถึง)

ก่อนการตาย Kaspar Hauser ก็ได้เล่าเรื่องราวความฝัน แม้มีเพียงการเริ่มต้นออกเดินทางบนท้องทะเลทราย แต่นั่นคือข้อสรุปนิยามชีวิต(ของ Kaspar Hauser) ทุกสิ่งอย่างถือกำเนิดขึ้นและก้าวเดินไป ไม่มีระหว่างกลาง ไม่มีเป้าหมายปลายทาง ไร้จุดสิ้นสุด ความตายเป็นการเริ่มต้นครั้งใหม่

สำหรับผู้กำกับ Werner Herzog เรื่องราวของ Kaspar Hauser แทบจะเป็นกึ่งๆอัตชีวประวัติ ช่วงวัยเด็ก(ของ Herzog)มีชีวิตอย่างทุกข์ยากลำบาก ในสถานที่ธุรกันดารห่างไกล ความเจริญเข้าไม่ถึง กระทั่งครอบครัวตัดสินใจย้ายกลับกรุง Berlin (ตอนอายุ 12-13 ขวบ) ราวกับการได้ออกจากถ้ำ ค้นพบเจอโลกใบใหม่ บังเกิดความอยากเรียนรู้สิ่งต่างๆมากมาย และค้นพบความต้องการสูงสุด นั่นคือการสร้างภาพยนตร์เพื่อตอบสนองความพึงพอใจส่วนตน


หนังใช้ทุนสร้างสูงถีง 850,000 Deutschmark ยุคสมัยนั้นถือว่าไม่น้อยเลยนะ เข้าฉายเทศกาลหนังเมือง Cannes ได้เสียงตอบรับดีล้นหลาม สามารถคว้ามาถึง 3 รางวัล ประกอบด้วย

  • Grand Prix Spécial du Jury (ที่สอง) พ่ายให้กับ Chronicle of the Years of Fire (1975)
  • FIPRESCI Prize (รางวัลนักวิจารณ์)
  • Prize of the Ecumenical Jury (รางวัลมนุษยธรรม มอบโดยขบวนการคริสตชนโรมันคาทอลิก SIGNIS)

นอกจากนี้หนังยังเป็นตัวแทน West German ส่งชิงชัย Oscar: Best Foreign Language Film แต่ไม่ผ่านเข้ารอบใดๆ

เรื่องราวของ Kaspar Hauser ถูกจัดเข้าพวก ‘feral child’ หรือ ‘wild child’ บุคคลที่มีช่วงชีวิตวัยเด็กไม่ได้เติบโตในหมู่มนุษย์ จีงมิอาจพูดคุยสื่อสาร ขาดพฤติกรรมการเข้าสังคม ซี่งมีทั้งเรื่องจริง เรื่องแต่ง ปรัมปรา เทพนิยาย พบเจอได้ทั่วทุกมุมโลก และมีสื่อภาพยนตร์ วรรณกรรม งานศิลปะ ฯ นำเสนอเรื่องราวลักษณะดังกล่าวออกมาเป็นประจำ

สำหรับ Kaspar Hauser ยังเคยมีมากกว่า 1 ครั้งที่ได้รับดัดแปลงเป็นสื่อภาพยนตร์/ซีรีย์ หนี่งในนั้นที่ค่อนข้างน่าสนใจทีเดียว La leggenda di Kaspar Hauser (2012) กำกับโดย Davide Manuli ตีความใหม่ในเชิง Surreal Drama ให้ออกมามีกลิ่นอาย Modern ผสมๆ Western นำแสดงโดย Vincent Gallo

ยอมรับว่านี่เป็นหนังที่ต้องใช้ความอดทนในการรับชมสูงมากๆ แต่ถ้าคุณสามารถครุ่นคิดติดตาม พานผ่านชั่วโมงแรกไปได้ (น่า)จะเริ่มบังเกิดความเข้าใจ ตระหนักถึงคุณค่า และคำถามปรัชญาที่ผู้กำกับ Werner Herzog พยายามสอดไส้เอาไว้ ถือว่าเป็นอีกโคตรผลงาน ลุ่มลึกลับอย่างน่าประหลาดใจ

ปริศนาของ Kaspar Hauser ไม่แตกต่างจากคำถามอภิปรัชญา ถ้าคุณไม่ใช่คนชอบครุ่นคิด สามารถอดรนทนต่อ ‘กวีภาพยนตร์’ หรือบังเกิดความฉงนสงสัยในความแปลกประหลาดของชายคนนี้ ก็จงอย่าเสียเวลาหามารับชมเลยนะครับ

จัดเรต 15+ กับบรรยากาศตึงเครียด การถูกควบคุมขัง สังคมดั่งฝูงไฮยีน่า

คำโปรย | The Enigma of Kaspar Hauser กวีภาพยนตร์ของผู้กำกับ Werner Herzog ซ่อนเร้นคำถามอภิปรัชญาได้อย่างลึกลับ ชวนฉงน แปลกประหลาดแท้
คุณภาพ | น่
ส่วนตัว | เพลิดเพลิน

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: