Jigoku (1960)

Jigoku

Jigoku (1960) Japanese : Nobuo Nakagawa ♥♥

นรกของชาวญี่ปุ่น แม้จะได้แนวคิดจากพุทธศาสนา (ชินโต) แต่ค่อนข้างแตกต่างกับบ้านเรา (เถรวาท /ธรรมยุติก) นี่อาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้หนัง Cult Classic เรื่องนี้ ดูยากระดับมหากาพย์ ความเข้าใจไม่ตรงกัน หรือเพราะมันติสต์เกินไปก็ไม่รู้นะ

เกร็ด: Jigoku, 地獄 ภาษาญี่ปุ่นแปลว่า Hell, นรก บางครั้งจะใช้ชื่อหนังว่า The Sinners of Hell

บอกตรงๆเลยว่าผมดูหนังเรื่องนี้ไม่ค่อยรู้เรื่อง โดยเฉพาะครึ่งชั่วโมงสุดท้ายที่นำเสนอ ‘นรก’ ในลักษณะของ Surrealist ถ้าผู้ชมไม่มีความรู้เบื้องต้นในพุทธศาสนา ย่อมเปรียบประหนึ่งดอกบัวในโคนตม อธิบายให้ตายคงมิอาจเข้าใจแน่ นี่ทำให้ตอนฉายแม้ประสบความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง แต่กลายเป็น Cult Classic โดยทันที

หาใช่ความตั้งใจของผู้กำกับ Kenji Mizoguchi ในการสร้าง Ugetsu (1953) กลายเป็นปฐมบทของหนังแนว J-Horror ในทศวรรษ 50s – 60s มักมีเรื่องราวเกี่ยวกับผี(สาว), ความตาย, เรื่องเล่าพื้นบ้าน (Folklore) ฯ อาทิ Tokaido Yotsuya kaidan (1959), Jiguku (1960), Onibaba (1964), Kwaidan (1965), Kuroneko (1968) ฯ

สำหรับผู้กำกับที่มองเห็นช่องทางต่อยอดคนแรกคือ Nobuo Nakagawa (1905 – 1984) เจ้าของฉายา ‘the Japanese Alfred Hitchcock’ หรือ ‘master of Japanesque horror’ เกิดที่ Kyoto หลังจากเป็นนักเขียนวิจารณ์สมัครเล่นตีพิมพ์ลงในนิตยสาร Kinema Junpō เข้าร่วม Makino Film Productions ปี 1929 ผู้ช่วยผู้กำกับ Masahiro Makino กำกับภาพยนตร์เรื่องแรก Yumiya Hachiman Ken (1934) เป็นแนว Slapstick Comedy

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เข้าร่วมสตูดิโอ Shintoho สร้างภาพยนตร์หลากหลายแนว แต่ได้รับการยกย่องพูดถึง ประสบความสำเร็จสูงสุดมักเป็นแนวผีๆปีศาจ อาทิ Vampire Moth (1956) [หนังแวมไพร์เรื่องแรกของญี่ปุ่น], Kaidan Kasane-ga-fuchi (1957), Borei Kaibyo Yashiki (1958), Tokaido Yotsuya kaidan (1959) ฯ และผลงานที่ชาวตะวันตกรู้จักมากสุด หนึ่งในคอลเลคชั่นของ Criterion คือ Jigoku (1960)

Nakagawa มอบหมายให้ Ichirō Miyagawa พัฒนาบทภาพยนตร์ดั้งเดิมชื่อว่า Heaven and Hell แต่ปรากฎว่าสิ่งที่เขียนมากลับมีแต่เรื่องราวของนรก โปรดิวเซอร์ Mitsugu Okura ถึงกับตะคอกใส่

“Heaven is nowhere to be seen in this script!”

Miyagawa ตอบกลับแบบกวนๆ ว่าเรื่องราวของ Heaven จะเขียนเป็นภาคต่อ (ด้วยเหตุนี้จึงต้องตัด Heaven ออกจากชื่อหนัง) แต่ก็ไม่มีภาคต่อนะครับ เพราะภาคแรกนี้ดับสนิท ทำให้สตูดิโอ Shintoho ล้มละลายปิดกิจการลงด้วย

เรื่องราวของ Shirō Shimizu (รับบทโดย Shigeru Amachi) นักเรียนหนุ่ม Tokyo กำลังจะแต่งงานกับแฟนสาว Yukiko (รับบทโดย Utako Mitsuya) แต่ชีวิตผกพลันจากการได้รู้จักกับ Tamura (รับบทโดย Yôichi Numata) ที่ได้ขับรถชนคนตาย เลยถูกไล่ล่าติดตามล้างแค้น ขณะเดียวกัน Yukiko รถคว่ำตายท้องกลม แม่ของ Shirō ก็ป่วยหนักอีก โลกใบนี้ช่างราวกับ’นรก’บนดินโดยแท้

แต่ไฮไลท์ของหนังเริ่มต้นเมื่อผ่านไปครบ 1 ชั่วโมงเปะๆ เมื่อ Shirō ถึงคราชะตาขาด ตกลงสู่นรกภูมิ 8 ขุม ทำให้เขาพบเห็นผลกรรมของคนรอบข้างทั้งหลาย ที่ต่างเคยกระทำความชั่วไว้มากมาย กำลังได้รับผลกรรมอย่างทุกข์ทรมาน ชดใช้อยู่ตามขุมต่างๆ ส่วนตัวเขาละ??

นรกภูมิ หรือเรียกโดยย่อว่า นรก คือ ดินแดนหนึ่งในไตรภูมิ (กามภพ, รูปภพ และอรูปภพ) ตามหลักพุทธศาสนากล่าวว่า สัตว์โลกผู้กระทำความชั่วทั้งหลายทั้งปวง ต้องไปบังเกิดและถูกลงโทษทรมาน โดยยมบาล หรือนิรยบาล ตามผลกรรมที่เคยสร้างมา

ตามจักรวาลวิทยาของไตรภูมิกถา ของพุทธศาสนา นรกเป็นดินแดนอยู่ใต้ชมพูทวีปหรือมนุษยโลกลงไป มี 8 ชั้นหรือที่เรียกว่า ‘ขุม’ สำหรับลงทัณฑ์ต่างๆ แก่สัตว์บาปที่ไปเกิด ประกอบไปด้วยมหานรก 8 ขุม ยมโลก 320 ขุม อยู่รอบ 4 ทิศๆละ 10 ของมหานรกแต่ละขุม และอุสสทนรก 128 ขุม อยู่รอบๆ 4 ทิศๆ ละ 4 ของมหานรกแต่ละขุม เรียกว่านับไม่ถ้วนเลยทีเดียว แต่จะขอทบทวนให้ผู้ไม่ค่อยสนใจเรียนวิชาพุทธศาสนา เล่าเฉพาะ 8 นรกขุมใหญ่ ประกอบด้วย

1. สัญชีวมหานรก (นรกแห่งการเกิดอีกหน) : นรกขุมนี้มีอาณาเขตไพศาล ทั่วบริเวณเปลวไฟลุกโชนหาที่ว่างเว้นมิได้เลย และยังปรากฏอาวุธต่างๆ เช่น หอก ดาบ มีด เมื่อสัตว์นรกจะวิ่งพล่านไปทั่ว กระทบกับอาวุธเหล่านั้นได้รับบาดเจ็บสาเหตุ ถึงแก่ชีวิตหรืออวัยวะขาดแหว่งไปก็ดี ไม่นานร่างกายจะกลับมามีพลานามัยสมบูรณ์อีกครั้ง เพื่อให้รับโทษต่อจนกว่าหมดสิ้นกรรม, รับโทษเป็นเวลาสี่พันห้าร้อยล้าน (4,500,000,000) ปีมนุษย์ หรือ 500 ปีนรก

2. กาฬสุตมหานรก (นรกด้ายดำ) : สัตว์ในขุมนี้จะถูกตีเส้นบนเนื้อตัวโดยนายนิรยบาล ด้วยการนำเส้นเหล็กเผาไฟมานาบเป็นลายบนตัว และจะถูกผ่าเลื่อย หรือตัดตามเส้นนั้น, รับโทษเป็นเวลาสามหมื่นหกพันล้าน (36,000,000,000) ปีมนุษย์ หรือ 1,000 ปีนรก

3. สังฆาฏมหานรก (นรกตีกระทบ) : ห้อมล้อมไปด้วยภูเขาเหล็กลูกมหึมา มีไฟลุกท่วมคอยกลิ้งเข้ากระทบกระแทกสัตว์นรกจนเหลวเป็นวุ้นเลือด ผู้วิ่งหนีจะถูกนายนิรยบาลไล่แทงฟัน รับโทษเป็นเวลาสองแสนเก้าหมื่นล้าน (290,000,000,000) ปีมนุษย์ หรือ 2,000 ปีนรก

4. โรรุวมหานรก (นรกแห่งเสียงหวีดร้อง) : ใจกลางขุมมีเหล่าดอกบัวกลีบเป็นเหล็กมีไฟลุกโชน สัตว์นรกจะถูกกรรมดลใจให้ดำผุดลงไปในดอกบัวเหล่านั้น กลีบบัวก็จะงับอวัยวะต่างๆ เช่น ศีรษะ แขน และขา และเมื่องับไว้แล้วก็ไม่ปล่อย ไฟจากบัวก็จะเผาผลาญสัตว์นั้นจนสิ้นชีวิตแล้วกลับมาเกิดใหม่ รับโทษเป็นเวลาเก้าแสนสามหมื่นหกพันล้าน (936,000,000,000) ปีมนุษย์ หรือ 4,000 ปีนรก

5. มหาโรรุวมหานรก (นรกแห่งเสียงหวีดร้องอย่างหนัก) : ต่างจากขุมที่แล้ว เหล่าบัวไม่ได้มีแค่ในกลางขุม แต่ขึ้นอยู่ทั่วไป และกลีบบัวนั้นเป็นกรด ช่องว่างที่บัวไม่ได้งอกจะมีอาวุธลุกเป็นไฟ เช่น แหลน หลาว หอก เป็นต้น ขึ้นมาแทน บัวจะไม่งับสัตว์นรกไว้แน่นนักเพื่อให้ดิ้นพร่านไปถูกอาวุธที่งอกขึ้น เมื่อดิ้นไปมาจนตกลงสู่พื้นแล้วจะมีสุนัขร้ายเข้ามากัดจนเหลือแต่กระดูก และกลับมาสมบูรณ์, รับโทษเป็นเวลาเจ็ดหมื่นสามพันล้านเจ็ดแสนสองหมื่นแปดพันล้านล้าน (73,000,728,000,000,000) ปีมนุษย์ หรือ 8,000 ปีนรก

6. ตาปนมหานรก (นรกแห่งความร้อน) : มีไฟลุกท่วมพร้อมอาวุธ เช่น หอก แหลน หลาว เป็นต้น คอยพุ่งเข้าทิ่มแทงสัตว์นรกขึ้นตั้งไว้ย่างไฟ เมื่อเนื้อหนังมังสาหลุดร่วงลงมาจะยังให้สัตว์นั้นร่วงลงมาด้วย ครั้นร่วงแล้วจะถูกสุนัขขนาดใหญ่เท่าช้างวิ่งเข้ามากัดจนเหลือแต่กระดูก สัตว์ใดหนีสุนัขได้จะถูกนายนิรยบาลจับทิ่มหอกแล้วตั้งขึ้นย่างอีกครั้ง, รับโทษเป็นเวลา สองพันเก้าร้อยสี่สิบเจ็ดล้านสามแสนเก้าหมื่นสองพันล้านล้านปีมนุษย์ (2,947,392,000,000,000) หรือ 16,000 ปีนรก

7. มหาตาปนมหานรก (นรกแห่งความร้อนอย่างหนัก) : ไฟนรกจะพุ่งซัดเข้ามาจากกำแพงรอบด้าน ใจกลางมีภูเขาเหล็กลุกเป็นไฟ เมื่อสัตว์นรกหนีไฟที่พุ่งมาโดยปีนขึ้นไปบนเขาก็จะถูกย่างสด และเมื่อร่วงลงมาก็จะถูกอาวุธร้อนที่พุ่งขึ้นมาจากพื้นเสียบตัวตั้งไว้ย่างไฟอีกเหมือนนรกขุมที่แล้ว, รับโทษเป็นเวลาครึ่งกัลป์หรือคือเวลาอันประมาณมิได้

8. อเวจีมหานรก (นรกอันไม่ขาดสาย) : มีกำแพงหกด้านอยู่ขุมเดียว โดยสัตว์นรกจะเคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้เลยเพราะถูกอาวุธร้อนตรึงไว้กับพื้นหมดในท่ายืนกางแขนและขา โดยมีไฟลุกท่วมย่างสัตว์นั้น นอกจากนี่ยังมีเตาเผาใหญ่ นายนิรยบาลจะจับสัตว์โยนลงไปย่างในเตานั้นด้วย, รับโทษเป็นเวลาหนึ่งกัลป์หรือคือเวลาอันประมาณมิได้

ผู้เป็นใหญ่สุดในนรกคือ พระยม พระยมราช หรือ มัจจุราช (Lord Enma, King of Hell) ในเทวทูตสูตร พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระยมมีหน้าที่ซักถามสัตว์นรกเกี่ยวกับเทวทูต 5 ได้แก่ ทารกแรกเกิด คนแก่ คนป่วย นักโทษ และคนตาย เพื่อให้สัตว์นรกนั้นได้ระลึกถึงกุศลกรรมที่ตนเคยทำมา หากสัตว์นรกจำได้ก็จะพ้นจากนรก หากจำไม่ได้ยมบาลก็จะนำตัวสัตว์นรกนั้นไปลงโทษตามบาปกรรมที่ได้ทำมา

เรื่องราวของนรกในหนังเรื่องนี้ ค่อนข้างใกล้เคียงกับพระไตรปิฏกมากทีเดียว แต่เพราะวิธีการเล่าเรื่องและนำเสนอภาพเชิงสัญลักษณ์ชวนให้สับสนมึนงง ผู้ชมต้องใช้การสังเกตครุ่นคิดทำความเข้าใจเอง ถึงสามารถบอกได้ว่านั่นคืออะไร เรื่องราวอยู่ในนรกขุมไหน มาจากผลกรรมอะไร

นำแสดงโดย Shigeru Amachi (1931–1985) ขาประจำของ Nakagawa ไม่ใช่นักแสดงมีชื่อเสียงอะไร การแสดงก็ธรรมดาทั่วไป แค่ตัวละคร Shirō Shimizu (Shirō แปลว่า สีขาว) เป็นผู้มีจิตสำนึกดี ลังเลใจในการกระทำความผิด ถือว่ามีกรรมดีอยู่บ้าง ไม่ได้ทำอะไรชั่วร้ายทั้งกายใจ แต่พระยมราชกลับตัดสินให้ตกนรกทั้ง 8 ขุม ทำให้เขาพยายามวิ่งหนียมบาล

พล็อตของตัวละครนี้ถือว่าเพี้ยนจากความจริงไปมากแล้วนะครับ บาปกรรมที่ Shirō เคยก่อมาไม่น่าเพียงพอทำให้พระยมราชตัดสินสุดโหดขนาดนั้นได้ เป็นไปไม่ได้ด้วยที่สัตว์นรกจะวิ่งหนีจากการกระทำความผิด แถมยังมีการต่อรองให้อภัยโทษกันด้วยนะ คงมีแต่นรกของญี่ปุ่นเท่านั้นแหละที่ยังให้โอกาสความหวังต่อมนุษย์ขนาดนี้

Yoichi Numata (1924 – 2006) จาก Okayama ที่หลังจากหนังเรื่องนี้ โด่งดังอีกครั้งเกือบครึ่งศตวรรษถัดมากับ The Ring (1998) ฯ

รับบท Tamura ราวกับไม่ใช่ตัวละครมนุษย์ แต่คือจิตใจด้านมืดฝั่งชั่วร้ายของ Shirō มักเป็นผู้กระทำความผิด เลวร้ายแสนสาหัส มักที่จะตามมาหลอกหลอน เกลี้ยกล่อม ชักจูงให้พระเอกหลงเดินตามทางของตนเอง ถือเป็นศัตรูคู่อาฆาต ทำให้สุดท้ายน่าจะตกนรกขุมอเวจี มิอาจขยับเขยื้อนไปไหนมาไหนได้ ทุกข์ทรมานชั่วกัปชั่วกัลป์

Tamura เนี่ยนะลงนรกอเวจี หนังอธิบายเหตุผลว่า เขาเป็นผู้เสี้ยมสอนชักจูงผู้อื่นนำพาสู่ความชั่ว (ศูนย์กลางความชั่วร้ายทั้งปวง) นี่ไม่ถูกเลยนะครับ อนันตริยกรรม หรือกรรมหนัก 5 สิ่งที่ทำให้ตกนรกอเวจี หลงเหลือในปัจจุบันเกิดขึ้นได้เพียง 3 ข้อเท่านั้นคือ มาตุฆาต ปิตุฆาต และสังฆเภท (ยุยงให้สงฆ์แตกแยก) ส่วนอีกสองคือ อรหันตฆาต และโลหิตุปบาท (ทำให้พระพุทธเจ้าห้อเลือด) ไม่น่าเป็นไปได้อีกแล้ว กรณีอื่นๆต่อให้ชั่วช้าเลวร้ายประการใดก็ไม่มีวันตกถึงนรกขุมนี้

ถ่ายภาพโดย Mamoru Morita, ทั้งๆที่ถ่ายทำด้วยฟีล์มสี แต่โดดเด่นมากเรื่องการใช้แสงเงา สป็อตไลท์ฉายเฉพาะตรงตำแหน่งของตัวละคร รอบข้างมักมืดมิดสนิทมองอะไรไม่เห็น นี่ทำให้ไม่ต้องสร้างฉากขนาดใหญ่อลังการให้มีความสมจริงแม้แต่น้อย

เพราะด้วยทุนสร้างจำกัดมากๆ (very low-budget) หนังสร้างฉากถ่ายทำที่สตูดิโอ Shintoho ก่อนปิดกิจการ ใช้เศษวัสดุหลงเหลือหยิบยืมจากโปรเจคอื่น ให้ทั้งทีมงาน ตัวประกอบ ร่วมก่อสร้างและแสดงสมทบ เพราะไม่มีเงินจ้างจริงๆ และพวกเขาไม่ต้องใช้ทักษะฝีมือใดๆในการกรีดร้อง ดิ้นรนทรมาน เดินวนไปวนมา ฯ

แต่เทคนิคการถ่ายภาพอื่นๆของหนัง อาทิ มุมก้มเงยแบบ Rat Eye View, Bird Eye View, เลื่อนกล้องเข้าออกโคลงเคลงไปมา ฯ ถึงมันจะสอดคล้องเข้ากับนัยยะของฉากนั้นๆ แต่ก็มีความเกินเลยมากเกินไปจนมิอาจคลุกเคล้าเข้ากันได้อย่างลงตัว กระนั้นมองเป็นความ Cult สุดติสต์ของผู้สร้างก็อาจพอรับได้

สังเกต: แม้หลายช็อตใช้การซ้อนภาพ แต่ก็มีเทคนิคมายากล คือหลบซ่อนตัวในผ้าผืนสีดำ หรือขุดฝังดินกันเลย ในช็อตตัดแขน/ขา/หัว ร่างศพเน่าเปื่อย/โครงกระดูก ฯ

ตัดต่อโดย Toshio Goto, ใช้มุมมองของ Shirō ในการเล่าเรื่อง เริ่มต้นจากขณะที่เขากำลังจะข้ามแม่น้ำแห่งความตาย Sanzu River แล้วทำการหวนระลึกถึงช่วงเวลาก่อนเสียชีวิต เมื่อหนังผ่านไปครบ 1 ชั่วโมงแทบจะเปะๆ ตัดกลับมาตกสู่ขุมนรกเพลิงโลกันต์ นำเสนอเรื่องราวความพยายามวิ่งหนีหาทางเอาตัวรอด หาทางช่วยเหลือลูกสาวจากการถูกพิพากษาของพระยมราช

ช่วงเหตุการณ์ในนรก มีการตัดต่อด้วยเทคนิค Montage ที่ผู้ชมอาจต้องใช้จินตนาการ วิเคราะห์ตีความเชิงสัญลักษณ์มากสักหน่อยถึงสามารถพอจะทำความเข้าใจได้ อาทิ ร่มหมุน การเดินวน หรืออะไรที่วงกลม ต่างมีนัยยะสะท้อนถึงกงจักร วัฎจักรของชีวิต, หรือการใช้แสงสีแดง เขียว สื่อสะท้อนถึงอะไร ฯ

ภาพสุดท้ายของ Shirō ติดอยู่ในกงจักรล้อ (ธรรมจักร) ที่เป็นสัญลักษณ์แทน ‘วัฎจักรชีวิต’ เด็กทารกหญิงแทนด้วยการเกิด ฝั่งตรงข้ามคือชายหนุ่มที่พยายามเอื้อมมือไขว่คว้า แต่มิอาจสัมผัสถึงได้ จนกระทั่งทุกอย่างหยุดนิ่ง

เกร็ด: เวลาหยุดตอน 9 โมง ถือเป็นลางร้ายในความเชื่อของญี่ปุ่น ว่าคือเวลาของคนตาย (ถ้าชาวตะวันตกจะถือว่า ตี 3 คือเวลาซาตานเข้มแข็งแกร่งที่สุด) เมืองไทยน่าจะไม่มีความเชื่อนี้นะ

ตอนจบของหนัง ผมเกาหัวหนักๆเลยว่า ทำไมสองสาวถึงได้ขึ้นสวรรค์รอคอยพี่ชายอยู่แบบนั้น ซึ่งพอได้หาอ่านบทวิเคราะห์กลับทำให้ผมหัวเสียอย่างรุนแรง เพราะมีนัยยะสื่อถือ พวกเธอทั้งสองต่างยังมีความ’บริสุทธิ์’ทางกายใจ (mental & moral purity) เลยได้จุติกลายเป็นนางฟ้า, อะไรฟร่ะ! นี่มันมั่วซั่วรุนแรงมากๆเลยนะ เพราะ
– Yukiko ท้องก่อนแต่งกับ Shirō กายหาได้บริสุทธิ์แม้แต่น้อย
– ส่วน Sachiko มีจิตใจแสร้งบริสุทธิ์ แอบตกหลุมรักกับ Shirō ที่เพิ่งมารู้หลังจากตายแล้วว่าแท้จริงเป็นพี่น้องกัน (คือถ้าไม่รู้ความจริง แล้วกลับได้สมสู่แต่งงานก็จะเป็น Incest ที่สังคมยินยอมรับไม่ได้อย่างยิ่ง)

เพลงประกอบโดย Chumei Watanabe มีความหลอนๆ จากสร้างบรรยากาศอันน่าสะพรึงกลัว ด้วยเธรามิน (Theremin) เครื่องดนตรีพื้นบ้านของญี่ปุ่น และเสียงคำร้องอันโหยหวย ชวนให้ขนลุกขนพอง อกสั่นขวัญหาย

แต่สิ่งที่โดดเด่นกว่าเพลงประกอบ คือเสียงกรีดร้องอันโหยหวนของผู้คนในขุมนรก เป็น Sound Effect ที่ให้สัมผัสหลอกหลอนยิ่งกว่าเธรามินอีกนะครับ

ถ้าหนังเรื่องนี้สร้างโดยบุคคลที่มีความรู้จริงในพุทธศาสนา ผมไม่คิดว่าเขาจะนำเสนอออกมาในรูปแบบลักษณะนี้ที่จับต้องไม่ได้แน่ เพราะนี่เป็นการมอง’นรก’ เพียงสิ่งสัญลักษณ์ของความเชื่อหนึ่งที่อยู่คู่กับคนญี่ปุ่นมาแสนนานเท่านั้น!

แต่จะไปกล่าวว่าผู้สร้างหนังคงไม่ถูก เพราะแต่ละภาคส่วนของโลกก็มีความเข้าใจตีความเชื่อ ในรูปแบบต่างออกไป (คนญี่ปุ่นคิดว่า ศาสนาพุทธ เป็นเพียงความเชื่อหนึ่งเท่านั้น) ในมุมของพุทธแท้ๆอย่างชาวเรา คงมิได้พบเจอความถูกต้องชัดเจนของเรื่องราวนี้เสียเท่าไหร่ มีเพียงการนำเสนอภาพ Horror แบบประหลาดๆ ออกมาให้เกิดความหวาดหวั่นไหวจิตใจ หลอนสะพรึงเท่านั้น ไม่จดจำตราตรึงฝังลึกเข้าไปในจิตใจแม้แต่น้อย (ก็ไม่แน่ คนญี่ปุ่นสมัยนั้นเห็นแค่นี้อาจมีความ’เชื่อ’ฝังใจเลยก็ได้)

เป้าหมายของผู้สร้าง แม้จะคาดเดาได้ว่าเพื่อให้ผู้ชมเกิดความหวาดเกรงกลัวต่อบาป แต่เขากลับไม่ได้ให้นิยามว่า ‘อะไรคือความดี อะไรคือความชั่ว?’ เช่นนี้แล้ว กับคนที่ไม่ใช่ชาวพุทธจะสามารถแยกแยะรับรู้ได้อย่างไร ทำอะไรถึงได้ตกนรก ทำอะไรจักขึ้นสวรรค์ คงต้องใช้สามัญสำนึกล้วนๆเลยใช่ไหม มนุษย์ส่วนใหญ่คนต่างศาสนา ถ้าไม่เคยศึกษาพวกเขาก็ไม่มีทางเข้าใจได้หรอกนะ

ผมพยายามสังเกตว่า การกระทำของตัวละครตอนครั้นขณะยังมีชีวิตอยู่ ส่งผลกระทบสะท้อนอะไรกับตอนลงนรกหรือเปล่า ก็พบว่าพอมีบ้าง แต่อยากให้ลองไปสังเกตทำความเข้าใจกันเองดีกว่า เพราะหลายอย่างผิดเพี้ยนไม่ได้เห็นภาพชัดเจนขนาดนั้น อาจเพราะความเข้าใจในพุทธที่ไม่ตรงกัน คิดแบบเราจะไปเทียบกับเขาได้อย่างไร

ภาพยนตร์เรื่องนี้ ส่วนตัวมองเป็นความท้าทายลักษณะหนึ่งในการทำความเข้าใจ เพราะมันแปลกประหลาดในรูปแบบ Cult ทำให้ต้องอาศัยประสบการณ์ความรู้อย่างมากในการครุ่นคิดตีความ แต่ก็ไม่ได้ชื่นชอบสักเท่าไหร่เพราะมันผิดเพี้ยน บิดเบือนไปจากสิ่งที่ถูกต้องเหมาะควรเป็นอย่างมาก

แนะนำหนังกับผู้มีความสนใจ J-Horror ในยุคคลาสสิก นี่แตกต่างจากหนัง Classic-Horror ฝั่ง Hollywood โดยตรงกันข้าม เพราะมุ่งเน้นการนำเสนอ’ภาพ’ที่มีความน่าสะพรึงกลัว เห็นแล้วหลอกหลอน หัวใจสั่นหวิวระริกรัว อาจเกิดปฏิกิริยารับไม่ค่อยได้สักเท่าไหร่

สำหรับชาวพุทธทั้งหลายที่เกิดความสนใจ ให้ลองนำความรู้ของตนเองเทียบศึกษากับหนัง ค้นหาความแตกต่าง แยกแยะสิ่งถูกต้อง และอย่าหลงเชื่อทุกสิ่งอย่างที่อยู่ในหนัง

จัดเรต 18+ กับภาพความชั่วร้าย รุนแรง เลือด การลงโทษทัณฑ์ และชีวิตหลังความตาย

TAGLINE | “ความเชื่อเรื่องนรก Jigoku ของคนญี่ปุ่น แตกต่างกับพุทธศาสนาของไทยอย่างมาก และหนังถือเป็น Cult Classic ที่ติสต์เกินไปสักนิด”
QUALITY | UNDERESTIMATE
MY SCORE | SO-SO

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of