
The Sinners of Hell (1960)
: Nobuo Nakagawa ♥♥
(13/10/2024) นรกของชาวญี่ปุ่น แม้ได้รับอิทธิพลจากพุทธศาสนา (ชินโต) แต่ค่อนข้างแตกต่างจากบ้านเรา (เถรวาท /ธรรมยุติก) นี่อาจคือเหตุผลที่ทำให้โคตรหนังคัลท์เรื่องนี้เกินวิสัยเยียวยา! ความเข้าใจไม่ตรงกัน? หรือเพราะมันติสต์แตกจนเกินไป?
Nobuo Nakagawa’s Jigoku (1960) is about hell, and it’s quite a surreal film. I’d love for you to watch this one.
Hideo Kojima
J-Horror เริ่มต้นด้วยความไม่ตั้งใจของผกก. Kenji Mizoguchi สรรค์สร้างผลงานชิ้นเอก Ugetsu (1953) เพียงต้องการเล่าปรัมปราพื้นบ้านญี่ปุ่น กลับสร้างความหลอกหลอน ขนหัวลุกลุกพอง กลายเป็นหมุดไมล์แห่งวงการภาพยนตร์!
แต่ยุคสมัยแรกของของ J-Horror (ที่ไม่ใช่แฟนไชร์ Gojira) ต้องยกให้กับ “Shintoho Ghost Story” โดยผกก. Nobuo Nakagawa ช่วงปลายทศวรรษ 50s ปักหลักอาศัยอยู่สตูดิโอ Shintoho รังสรรค์ผลงานแทบทั้งหมดคือหนังผี (Ghost Film) เหนือธรรมชาติ (Horror/Supernatural) แพรวพราวด้วยลูกเล่นเล่นภาพยนตร์ จนได้รับฉายา “Master of Kaidan-geki (Ghost Story)” ผลงานเด่นๆ อาทิ The Ghost of Kasane Swamp (1957), Black Cat Mansion (1958), Military Police and Ghost (1958), The Ghost of Yotsuya (1959), Lady Vampire (1959) และทิ้งท้ายกับ Jigoku (1960)
วันก่อนผมเพิ่งเขียนถึง The Ghost of Yotsuya (1959) ภาพยนตร์ที่ถือเป็นรากฐาน แม่แบบพิมพ์ J-Horror ในช่วงทศวรรษ 60s อาทิ Onibaba (1964), Kwaidan (1964), Kuroneko (1968), The Snow Woman (1968) และอีกมากมายนับไม่ถ้วน! แต่สำหรับ Jigoku (1960) ที่นักวิจารณ์หลายๆคนยกย่องเชิดชูระดับมาสเตอร์พีซ กลับเป็นผลงานไร้อนาคต ไม่มีใครสามารถลอกเลียกแบบ เพียงหนึ่งเดียวในสากลจักรวาล
But where Nakagawa’s Ghost Story of Yotsuya seemed to set new standards for the genre’s future, his wholly unprecedented follow-up, Jigoku, seemed to augur no future at all—and not simply because, having partially financed Jigoku himself, Nakagawa would never make another film for Shintoho, or for the fact that Shintoho would itself go bankrupt the following year… Resolutely unafraid of incomprehensibility, Jigoku proves ultimately less an articulation of the moral and postmortal consequences of sin than a free-associative head-on collision of righteously motivated evil intentions and well-intentioned innocents who capriciously lose their souls.
Chuck Stephens นักวิจารณ์จาก Criterion
ผมพยายามอยู่หลายรอบ แต่บอกตรงๆเลยว่ายังคงดูหนังไม่รู้เรื่อง! โดยเฉพาะ 40 นาทีสุดท้ายที่นำเสนอ ‘นรก’ ในลักษณะ Surrealist พยายามจะอ้างอิงพุทธศาสนา แต่มันก็มั่วๆซั่วๆ จับแพะชนแกะ ผสมผสานอะไรไม่รู้เลอะเทอะ เละเทะไปหมด เหมือนแค่ต้องการระบายอารมณ์อัดอั้นของผกก. Nakagawa และสมาชิกสตูดิโอ Shitoho ที่ใกล้จะประกาศล้มละลาย … แต่กลับกลายเป็น Cult Classic แทบจะโดยทันที!
Nobuo Nakagawa, 中川 信夫 (1905-84) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Kyoto วัยเด็กชื่นชอบการอ่าน โตขึ้นตั้งใจจะเป็นนักเขียนนวนิยาย แต่เปลี่ยนความสนใจมาเป็นนักวิจารณ์ภาพยนตร์ Kinema Junpo ก่อนเข้าร่วม Makino Film Productions กลายเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ รับอิทธิพลจาก Itaro Yamagami, Mansaku Itami, Yasujirō Ozu, กำกับภาพยนตร์เรื่องแรก Tôkai no kaoyaku (1935), ผลงานในยุคแรกๆมักเป็นแนว Comedy, Period Drama, ช่วงสงครามก็ถ่ายทำสารคดี (Documentary), กว่าจะเริ่มมีชื่อเสียงก็เมื่อสรรค์สร้างหนังผี (Ghost Film) แนวเหนือธรรมชาติ (Horror/Supernatural) อาทิ Vampire Moth (1956), The Ghost of Yotsuya (1959), Jigoku (1960) ฯ
ความสำเร็จอย่างไม่คาดฝันของ The Ghost of Yotsuya (1959) ทำให้ผกก. Nakagawa บังเกิดความเชื่อมั่น กระตือรือล้น วันหนึ่งนัดพูดคุยกับเพื่อนนักเขียน Ichirō Miyagawa เริ่มต้นเล่าถึงความสนใจใน Plank of Carneades การทดลองทางความคิดที่นำเสนอโดยนักปรัชญาชาวกรีก Carneades of Cyrene (214/3 – 129/8 BC) ตั้งคำถามถึงเหตุการณ์เรืออับปางกลางมหาสมุทร มีกะลาสีสองคนพยายามแหวกว่ายเข้าหาแผ่นไม้ล่องลอยคอ แต่มันสามารถรองรับน้ำหนักได้เพียงแค่คนเดียว กะลาสีทั้งสองพอมาถึงเกิดการต่อสู้ แก่งแย่งชิง จนมีผู้พ่ายแพ้จมน้ำเสียชีวิต เช่นนั้นแล้วเขามีความผิดข้อหาฆาตกรรม? หรือแค่เพียงป้องกันตัวรอด (Self-Defense)?
It may not be guilt in a legal sense, but it is guilt.
Nobuo Nakagawa
ระหว่างการสนทนาครั้งนั้น บังเอิ้ญทั้งสองได้ยินข่าวคราวชาวประมงจับปลา(ตาย)ล่องลอยมาในแม่น้ำ Tama River คงคาดเดาได้ว่ามันอาจถูกพิษ เจือปนสารเคมี แต่กลับนำมาขายทอดตลาด … นั่นอาจคือสิ่งผิดกฎหมาย แต่สำหรับคนยากไร้ ทำไปเพื่อให้ตนเองมีชีวิตรอด มันผิดจริงๆหรือ?
หัวข้อสนทนาถัดมาคือตำนาน Faust เกี่ยวกับชายขายวิญญาณให้ปีศาจ Mephistopheles ซึ่งเมื่อมนุษย์ได้เติมเต็มคำมั่นสัญญา จักถูกเจ้าปีศาจ/ซาตานฉุดคร่าลงนรกมอดไหม้
และไม่กี่ชั่วโมงถัดมา ท่านประธานบริษัท Mitsugu Ôkura โทรศัพท์ติดต่อหาผกก. Nakagawa มีโปรเจคอะไรอยู่ในความสนใจบ้างไหม? ได้รับคำตอบ “I’d like to shoot a film about bad people who should go to hell.” เสียงปลายสายตอบว่า “All right. Make a film called Heaven and Hell.”
เมื่อครั้น Nakagawa และ Miyagawa พัฒนาบทร่างเสร็จ นำไปพูดคุยกับ Ôkura อ่านแล้วถึงกับตะคอกใส่ “Heaven is nowhere to be seen in this script!” นั่นทำให้ Miyagawa ตอบกลับแบบกวนๆ “l would write about Heaven in the sequel.” ว่าจะพัฒนาเรื่องราวเกี่ยวกับสวรรค์เป็นภาคต่อถัดไป! ด้วยเหตุนี้ชื่อหนังเลยเหลือเพียง 地獄 อ่านว่า Jigoku, ภาษาญี่ปุ่นแปลว่า Hell, นรก บางครั้งใช้ชื่อว่า The Sinners of Hell
เกร็ด: แต่หนังเรื่องนี้ไม่มีภาคต่อนะครับ เพราะสตูดิโอ Shintoho ประกาศล้มละลายปีค.ศ. 1961 นั่นทำให้ Jigoku (1960) กลายเป็นภาพยนตร์เรื่องสุดท้าย ทีมงานและนักแสดงต่างแยกย้ายไปคนละทิศละทาง
เรื่องราวของ Shirō Shimizu (รับบทโดย Shigeru Amachi) นักศึกษาหนุ่มกำลังจะแต่งงานกับแฟนสาว Yukiko (รับบทโดย Utako Mitsuya) แต่ชีวิตผกพลันจากการได้รู้จัก Tamura (รับบทโดย Yôichi Numata) บังเอิญขับรถชนคนตายแล้วหลบหนี แม้อีกฝ่ายคือหัวหน้าแก๊งค์มาเฟีย กลับสร้างความรู้สึกผิดอย่างรุนแรง! แถมวันถัดมาระหว่างโดยสารรถเท็กซี่ ประสบอุบัติเหตุจนแฟนสาวเสียชีวิต! และได้รับจดหมายแจ้งอาการป่วยมารดา นับเป็นความซวยซ้ำซวยซ้อน โลกใบนี้ช่างราวกับ’นรก’บนดิน
แต่ไฮไลท์ของหนังเริ่มต้นหลังจากผ่านหนึ่งชั่วโมงเปะๆ Shirō ถึงคราชะตาขาด ถูกฆ่าล้างแค้นโดยมารดาหัวหน้าแก๊งค์มาเฟีย (ที่ขับรถชนแล้วหลบหนี) ทำให้วิญญาณล่องลอยข้ามแม่น้ำ Sanzu River พระยมตัดสินให้จองจำอยู่ในนรกภูมิทั้งแปดขุม จากนั้นพบเจอแฟนสาว Yukiko เปิดเผยว่าตนเองเสียชีวิตขณะตั้งครรภ์ เรียกร้องขอให้เขาช่วยติดตามหาทารกน้อยที่กำลังล่องลอยไปกับสายน้ำ ระหว่างพยายามติดตามค้นหา พบเห็นคนรู้จักมากหน้าหลายตา กำลังชดใช้ผลกรรมที่ต่างเคยกระทำความชั่วเอาไว้ ได้รับความเจ็บปวด ทุกข์ทรมาน กระจัดกระจายอยู่ตามนรกขุมต่างๆ … สุดท้ายแล้ว Shirō จักสามารถติดตามหาทารกน้อยได้สำเร็จหรือไม่?
นำแสดงโดย Shigeru Amachi, 天知 茂 ชื่อจริง Noboru Usui, 臼井登 (1931-85) นักร้อง/นักแสดง สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Nagoya สืบเชื้อสายซามูไร Mizuno Jurozaemon, หลังเรียนจบมัธยมเข้าร่วมสตูดิโอ Shochiku เป็นตัวประกอบอยู่สองปีก่อนย้ายมา Shintoho เคยร่วมงานผกก. Nakagawa ภาพยนตร์ Military Police and Ghost (1958) จึงได้รับโอกาสแจ้งเกิด/รับบทนำ The Ghost of Yotsuya (1959) และติดตามด้วย Jigoku (1960)
รับบท Shirō Shimizu, 白 清水 (Shirō แปลว่า สีขาว) นักศึกษาหนุ่ม หน้าตาซื่อๆ ภายนอกดูเป็นคนจิตใจดีงาม หมั้นหมายอยู่กับ Yukiko แต่ก็แอบร่วมรัก(จนเธอตั้งครรภ์)ก่อนแต่งงาน, ความบรรลัยเริ่มต้นจากการมาถึงของ Tamura ขับรถชนคนตายแล้วหลบหนี ทำให้เขาเกิดความรู้สึกผิดอย่างรุนแรง จากนั้นแฟนสาวประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ติดตามด้วยมารดาล้มป่วยหนัก ถูกล่อลวงโดยชู้รักบิดา พลั้งพลาดเข่นฆ่าคนตาย ท้ายที่สุดเลยถูกวางยาพิษ ดิ้นทุรนทุราย
สารพัดเวรกรรมที่ทั้งตั้งใจ ไม่ตั้งใจ ส่งผลให้พระยมตัดสินโทษ Shirō ตกนรกมอดไหม้ทั้งแปดขุม! เมื่อก้าวเดินข้ามแม่น้ำ Sanzu River พบเจอแฟนสาว Yukiko เปิดเผยว่าตนเองเสียชีวิตขณะตั้งครรภ์ จึงพยายามออกติดตามหาทารกน้อยล่องลอยตามกระแสน้ำ ระหว่างทางต้องทนเจ็บปวดทุกข์ทรมานผ่านนรกขุมต่างๆ ท้ายที่สุดถูกจับมัดกับกงล้อหมุน มิอาจเอื้อมมือไขว่คว้าบุตรสาวชั่วกัปชั่วกัลป์
ตอนรับบทโรนิน/ซามูไรเร่ร่อนใน The Ghost of Yotsuya (1959) มันมีการแต่งองค์ทรงเครื่อง แต่งหน้าทำผม พอเปลี่ยนมาสวมใส่เสื้อผ้าสบายๆ นักศึกษามหาวิทยาลัย ทำเอาผมจดจำนักแสดงแทบไม่ได้! แต่ที่สร้างความประหลาดใจคือวิวัฒนาการแสดง บทบาทใน Jigoku (1960) ถือว่ามีความตึงเครียด หน้านิ่วคิ้วขมวด เก็บกดอัดอั้น แทบอยากจะคลุ้มบ้าคลั่ง นี่ฉันเคยก่อเวรก่อกรรมอะไร ถึงต้องตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้าย กลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่ตลอดเวลา
ชื่อตัวละคร Shirō บ่งบอกถึงจิตใจอันบริสุทธิ์ ขาวสะอาด ไม่เคยครุ่นคิดอยากกระทำสิ่งชั่วร้ายใดๆ แต่ปัจจัยแวดล้อมรอบข้าง “คบคนพาลพาไปหาผิด” เลยถูกชักนำพาให้กลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด (ขับรถชนคนตายแล้วหนี) พอสถานการณ์มิอาจควบคุม พลั้งพลาดฆ่าคนตาย โดนล่อหลอกให้คบชู้นอกใจ ดื่มสุรามึนเมามาย แม้ทั้งหมดจะโดยไม่ได้ตั้งใจ กลับต้องตกนรกหมกไหม้ … ตามบริบทของหนัง ผลกรรมของ Shirō น่าจะไม่ถึงขั้นทำให้เขาตกนรกทั้งแปดขุม (แต่ก็ยังตกนรกอยู่ดีนะครับ) เพราะมันมีความ ‘ไม่ตั้งใจ’ เคลือบแฝงอยู่ จึงไม่ได้ผิดร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ยังร้ายแรงพอดู!
Yoichi Numata, 沼田 曜一 ชื่อจริง Mikamo Masaharu, 美甘 正晴 (1924-2006) นักแสดงสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Yubara, Okayama โตขึ้นเดินทางสู่ Tokyo เข้าศึกษาสาขาภาพยนตร์ Nihon University แต่เรียนได้ไม่กี่เทอมก็ออกมาฝึกงาน NHK Osaka Broadcasting Theater Company ตามด้วย Toyoko Film Company, เริ่มเป็นที่รู้จักเมื่อย้ายมาอยู่ Shintoho ผลงานโดดเด่นสุดน่าจะคือ Jigoku (1960)
รับบท Tamura, 田村 (Tamura แปลว่า ข้าวเปลือก) ชายแปลกหน้า แสร้งว่าเป็นเพื่อนสนิทของ Shirō Shimizu มักปรากฎตัวแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ไม่รู้เป็นใครมาจากไหน ชอบพูดพร่ำเรื่องลับลมคมในของใครๆ แถมยังนำพาหายนะให้บังเกิดขึ้นบ่อยครั้ง เริ่มจากขับรถชนคนตาย แต่ปฏิเสธหยุดจอดลงไปให้ความช่วยเหลือ เผ่นหนีโดยครุ่นคิดว่าไม่มีใครพบเห็น ภายหลังพอทราบว่าผู้เสียชีวิตเป็นหัวหน้าแก๊งค์มาเฟีย บอกว่าฉันทำความดีที่ได้กำจัดขยะสังคม
แม้เป็นนักแสดงในสังกัด Shintoho มาหลายปี แต่ทว่า Numata ไม่เคยได้รับบทโดดเด่นจนกระทั่ง Jigoku (1960) ถึงอย่างนั้นตอนอ่านบท พยายามครุ่นคิดวิเคราะห์ กลับไม่สามารถทำความเข้าใจตัวละครนี้ เขาคือใคร? มาจากไหน? ต้องการอะไร? สอบถามผกก. Nakagawa ก็ไม่เคยอธิบายใดๆ เลยทำการแสดงแบบปล่อยตัวปล่อยใจ นักเลง ห้าวเป้ง เผื่อว่าถ้าไม่ถูกใจผู้กำกับจักได้ชี้แนะนำ … แต่กลับยังถ่ายผ่านทุกเทค ไม่เคยได้รับคำแนะนำอะไรใดๆ
บทบาท Tamura มีความแปลกประหลาด ไม่รู้เป็นใคร อะไรยังไง ได้รับการถกเถียงไม่รู้จบสิ้น! แต่เงื่อนงำที่ผมสามารถจับใจความ คือมีลักษณะแตกต่างตรงกันข้ามกับ Shirō Shimizu (จริงๆถ้าตั้งชื่อตัวละคร Kuro ที่แปลว่าสีดำ ตรงกันข้ามกับสีขาว Shirō มันจะช่วยบอกใบ้อะไรได้เยอะ), ในขณะที่ Shirō มีจิตใจขาวบริสุทธิ์ ไม่ครุ่นคิดอยากกระทำสิ่งชั่วร้าย, Tamura แม้งไม่สนห่าเหวอะไรใคร จิตใจมืดดำ สนเพียงกระทำสิ่งชั่วร้าย และชักนำพาผู้อื่นให้ตกนรกหมกไหม้ไปด้วยกัน
Tamura ถูกตัดสินโทษให้ลงนรกอเวจี ด้วยคำอธิบายว่าคือผู้ชักจูงคนอื่นให้กระทำสิ่งชั่วร้าย (ถือเป็นศูนย์กลางความชั่วร้ายทั้งปวง) แต่นั่นไม่ใช่สิ่งถูกต้องนะครับ บุคคลจะลงนรกอเวจีต้องกระทำอนันตริยกรรม หรือกรรมหนัก ๕ ประกอบด้วย มาตุฆาต ปิตุฆาต สังฆเภท (ยุยงให้สงฆ์แตกแยก) อรหันตฆาต และโลหิตุปบาท (ทำให้พระพุทธเจ้าห้อเลือด) สองข้อหลังในปัจจุบันเป็นไปไม่ได้แล้ว ส่วนสามข้อแรกก็ไม่มีหลักฐานว่า Tamura เคยกระทำการเหล่านั้น
ถ่ายภาพโดย Mamoru Morita, 森田守
ผมแอบประหลาดใจอย่างรุนแรง เพราะเคยพร่ำบ่นถึงปัญหาคุณภาพสีในภาพยนตร์ The Ghost of Yotsuya (1959) เนื่องจากใช้ฟีล์มผลิตภายในประเทศ Shintohoscope (เลียนแบบ CinemaScope) กระบวนการสี Fujicolors แต่อาจเพราะวิธีจัดเก็บ หรือผ่านการบูรณะโดยบริษัทที่มีประสบการณ์ จึงทำให้สีสันยังคงสวยสดใหม่ ไม่มีความซีดเซียวเลยแม้แต่น้อย
ครึ่งแรกของหนังอาจไม่มีอะไรให้พูดถึงมากนัก! ไฮไลท์คือ 40 นาทีหลังกับเรื่องราวในขุมนรก แพรวพราวไปด้วยสารพัดลูกเล่น ‘Trick Film’ การจัดแสง-สีสัน-เงามืด, ทิศทางมุมกล้อง, ขยับเคลื่อนไหว (Panning, Zomming, Tracking), Special Effect อย่างการซ้อนภาพ (Double Exposure หรือ Multiple Exposure), สโลโมชั่น (Slow-Motion), Reverse Motion, Split Screen, Substitution Splice หรือ Stop Trick ฯลฯ
เนื่องจากสตูดิโอ Shintoho ใกล้จุดล้มละลาย การเงินขาดสภาพคล่อง ทุกสิ่งอย่างพบเห็นในหนังล้วนคือสิ่งข้าวของหลงเหลือ หยิบยืมจากโปรเจคอื่น นำมารีไซเคิลซ้ำใหม่ ฉากนรกแทบไม่มีอะไรใดๆ ถ่ายทำในโรงถ่ายว่างเปล่า นักแสดง ตัวประกอบ ร่วมด้วยช่วยกันกับทีมงาน ขนดิน ขนหิน กลบฝังตนเอง อยากให้โปรเจคนี้สำเร็จลุล่วงโดยดี! … เป็นภาพยนตร์ที่ทั้งสตูดิโอร่วมแรงร่วมใจกันอย่างแท้จริง!
This scene of hell was filmed on the largest soundstage at Shintoho, and there were no props. Just a huge, empty set. Because l was working somewhere else l wasn’t there myself, but l heard about it later. The set was filled with countless actors playing sinners. The actors themselves dug the pits they were in. The studio had so little money at the time. lt was right before the company went bankrupt. However, everyone wanted, if nothing else, to finish making the movie, and to make it good. Under ordinary circumstances, the stage carpenters and others would have done the digging. But the actors joined in digging the holes. That stands out clearly in my memory. Because our budget was small, we tried to compensate by being resourceful and innovative.
Haruyasu Kurosawa ออกแบบศิลป์ (Art Direction)
หนังเริ่มต้นด้วยภาพโลงศพ คนตาย ตอกตะปู ข้อความ 故 (Yue แปลว่า แก่ชรา), 柩 (Hitsugi แปลว่า โลงศพ) และพาเข้าเตาเผาศพ ก่อปรากฎชื่อหนัง 地獄 ที่มีลักษณะเหมือนเปลวไฟแดงฉานจากนรก
สิ่งน่าสนใจคือเสียงร้องโหยหวน “A human life is naught but twoscore and ten years” ผมเองก็มึนตึงอยู่นานว่า Two Score and Ten Years หมายถึงอะไร? ก่อนค้นพบว่ามันเป็นภาษาโบราณน่าจะตั้งแต่ยุคกลาง (Middle Age) อ้างอิงจากคัมภีร์ไบเบิล
The days of our years are threescore years and ten; and if by reason of strength they be fourscore years, yet is their strength labour and sorrow; for it is soon cut off, and we fly away.
Psalm 90:10 (King James Version)
โดยคำว่า score หมายถึงอายุขัยของมนุษย์ 20 ปี, twoscore = 40 ปี, threescore = 60 ปี, fourscore = 80 ปี, ซึ่งถ้าเขียน twoscore and ten years จะหมายถึง 40+10 = 50 ปี, นั่นหมายความว่า threescore years and ten = 60+10 = 70 ปี
ข้อความจากคัมภีร์ไบเบิลต้องการจะสื่อถึงอายุโดยเฉลี่ยของมนุษย์อยู่ระหว่าง 70-100 ปี แต่นั่นเมื่อหลายร้อยปีก่อน, ปัจจุบัน(นั้น)อายุโดยเฉลี่ยของมนุษย์ลดลงอย่างมากๆ เสียงร้องโหยหวนจึงพร่ำรำพันอายุขัยแค่ 50 ปี (มันอาจเพราะช่วงนั้นเพิ่งพานผ่านสงครามโลกมาด้วยกระมัง อายุโดยเฉลี่ยของมนุษย์จึงลดน้อยลงพอสมควร)

หนึ่งใน Opening Credit สุดพิลึกพิลั่นพิศดาร! ไม่ใช่ว่า Jigoku (1960) มีเรื่องราวเกี่ยวกับขุมนรก กรรมสนองกรรม แต่ไฉนกลับเริ่มต้นด้วยภาพนางแบบเปลือยกาย ได้ยินเสียงทารกร้อง หญิงสาวเสียงเซ็กซี่ ผู้กำกับสั่ง Action นักแสดงกรีดร้อง ไซเรน ระเบิดตูมตาม แม้งโคตรจะมั่วซั่ว เลอะเทอะ เละเทะ จับแพะชนแกะ … แต่สอดคล้องเข้ากับความเป็น Abstract ที่หนังพยายามผสมผสานทุกสรรพสิ่งอย่างเข้าด้วยกัน เพื่อให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนตก “นรก” ระหว่างการรับชม
- นางแบบเปลือยกาย ทำท่าทาง+ส่งเสียงเซ็กซี่ อาจสื่อถึงสารพัดสิ่งยั่วเย้าใจที่ทำให้มนุษย์ลุ่มหลงใหล กระทำสิ่งชั่วร้ายตอบสนองกิเลสตัณหา ได้รับความสุขแค่เพียครั้งคราว ก่อนต้องทนทุกข์ทรมาน ตกนรกชั่วกัปชั่วกัลป์
- เสียงทารกน้อย เปรียบเทียบได้กับตัวละคร Shirō (และผกก. Nakagawa) ผู้มีจิตใจบริสุทธิ์ ขาวสะอาด ไม่เคยครุ่นคิดอยากกระทำสิ่งชั่วร้าย แต่ต้องอาศัยใช้ชีวิตอยู่ในวังวนหายนะ โลกแห่งความวุ่นวาย เลยถูกชักนำพาให้ตกนรกหมกไหม้
- เสียงใครสักคนสั่งเตรียมความพร้อม ตามด้วยเสียงตอกสเลท ผมไม่แน่ใจว่าใช่ผกก. Nakagawa หรือเปล่า? แต่การกระทำดังกล่าวเพื่อเลือนลางระหว่างเบื้องหน้า-หลัง ชีวิตจริง-ภาพยนตร์ ขุมนรกที่รับชมอาจสะท้อนบางสิ่งอย่างใกล้ตัวผู้สร้าง?
- และพอได้ยินเสียงตอกสเลท บทเพลงดังขึ้นมีท่วงทำนองสนุกสนาน ครึกครื้นเครงในงานเลี้ยงสังสรรค์ แต่ผสมเสียงกรีดร้องโหยหวน ไซเรนรถตำรวจ/พยาบาล นี่ถือเป็นสองสิ่งขั้วตรงข้าม อาจเพื่อสื่อถึงสวรรค์-นรก สุขชั่วครั้วคราาว-ทุกข์ทรมานชั่วนิรันดร์
- จริงๆมันก็สะท้อนกับเรื่องราวของหนังที่จะมีงานเลี้ยงเฉลิมฉลอง ก่อนทุกคนจะตกนรกหมกไหม้
- จะว่าไปนรกในหนังอาจดูน่าหวาดสะพรึง แต่กองถ่ายทำมันคือความสนุกสนานครื้นเครงของทีมผู้สร้าง
Tamura คือใครกัน? ชอบโผล่มาแบบไม่ทันตั้งตัว รับรู้เบื้องหลังของคนอื่นไปทั่ว ชอบชี้ชักนำพา Shirō ให้กระทำสิ่งเลวร้าย กลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด ตกนรกหมกไหม้ จิตใจช่างดำมืดมิดเกินเยียวยา
ตั้งแต่ครั้งแรกปรากฎตัวในชั้นเรียน ทำเอา Shirō สะดุ้งโหยง มานั่งข้างๆเอาตอนไหน? หรือขณะหมั้นหมายแฟนสาว Yukiko ก็โผล่มาเยี่ยมเยียน แสดงความยินดีที่บ้านครอบครัวฝ่ายหญิง (พร้อมดอกกุหลาบแดง หนามแหลมคม) สังเกตแสงสีฟ้าอาบฉาบใบหน้าตัวละคร (ราวกับวิญญาณคนตาย/สิ่งเหนือธรรมชาติ) แตกต่างจากคนอื่นๆที่อยู่ในห้อง บ่งบอกใบ้ถึงลับเลศนัย หมอนี่ต้องกำลังจะทำ(สิ่งชั่วร้าย)บางอย่างแน่แท้!


เมื่อตอนต้นคาบเรียน ข้อความบนกระดานดำ 地獄概念, Hell Concept ถ่ายแนวนอน (ใช้ประโยชน์จาก Shintohoscope ที่มีความยาวววว) แต่หลังจบการบรรยาย พร้อมๆสิ้นสุดเล่าเรื่องย้อนอดีต (ที่ Tamura และ Shirō ขับรถชนแล้วหนี) Tamura เดินผ่านกระดานดำ พบเห็นข้อความเดียวกันแต่เขียนแนวตั้ง
ลักษณะตรงกันข้ามของข้อความเดียวกัน มักเคลือบแฝงนัยยะถึงเปลี่ยนแปรสภาพ ในบริบทนี้คือจากคอนเซ็ปนรก (แนวคิดเชิงนามธรรม) อีกไม่ช้านานจักบังเกิดขึ้นจริง (รูปธรรรมจับต้องได้ในสื่อภาพยนตร์), หรือจะมองว่า Tamura ที่ก้าวเดินผ่าน คือตัวแทนเชิงรูปธรรมของนรก!


พิธีศพของชาวญี่ปุ่นเต็มไปด้วยรายละเอียดมากมาย แต่สตูดิโอ Shintoho กำลังขาดสภาพคล่อง เลยต้องหาวิธีรวบรัดตัดต่อ หลงเหลือแค่ป้ายชื่อ พวงหรีด รูปคนตาย ไม่มีใครมาร่วมพิธี ยกเว้นมารดากับแฟนสาว Yoko นอนแผ่พังพาบบนเสื่อ Tatami (ทั้งสองมีสภาพไม่ต่างจาก ‘ตายทั้งเป็น’) บริเวณรอบข้างปกคลุมด้วยความมืดมิด เพียงแสงสป็อตไลท์สาดส่องมายังทั้งสอง พร่ำรำพันถึงการล้างแค้น
ปล. ช็อตใดๆของหนังที่บริเวณรอบข้างปกคลุมด้วยความมืดมิด ล้วนคือข้อจำกัดด้านงบประมาณ หรือจะมองว่าเป็นความติสต์ของผู้กำกับก็ได้เช่นกัน! เพราะมันทำให้หนังมีความสไตล์ลิสต์ คัลท์คลาสสิก

ชั่วครู่หนึ่งที่ Shirō พบเห็นคนขับรถแท็กซี่กลายเป็น Tamura ผู้ชมส่วนใหญ่มักตีความว่า เขาหมกมุ่นอยู่กับเหตุการณ์วันก่อนจนพบเห็นภาพหลอน แต่บางคนมองว่าหมอนั่นสลับร่างกับคนขับรถแท็กซี่จริงๆ (เพราะมันสอดคล้องกับความเหนือธรรมชาติของตัวละคร) แล้วจงใจก่ออุบัติเหตุครั้งนี้ ล้อลื่นไถล พุ่งชนต้นไม้ข้างทาง เป็นเหตุให้ Yukiko เสียชีวิตโดยไม่ทันตั้งตัว!
เกร็ด: มันมีคำเรียกทางการทริคนี้ว่า Substitution Splice หรือ Stop Trick เพื่อให้คน-สัตว์-สิ่งของ ปรากฎขึ้น (Appearance), สูญหายไป (Disappearance), หรือเปลี่ยนแปรสภาพ (Transformation) ไปเป็นอะไรอย่างอื่น … เทคนิคนี้บังเอิญค้นพบโดย Georges Méliès ระหว่างถ่ายทำ Place de L’Opéra (1896) ขณะกำลังเปลี่ยนฟีล์ม แต่แค่หนึ่งนาทีผ่านไปทุกสิ่งอย่างเบื้องหน้าก็เปลี่ยนแปลงไป


ความตายของแฟนสาว Yukiko ทำให้ Shirō ตกอยู่ในสภาพห่อเหี่ยว สิ้นหวัง ตกนรกทั้งเป็น เดินทางมาดื่มด่ำในผับบาร์ พบเจอสาวชุดแดง Yoko เข้ามาเกี้ยวพาราสี สังเกตว่าตลอดซีนนี้ถ่ายมุมเงยจากพื้น (Ant’s Eye View) เพื่อสื่อถึงสภาพจิตใจอันตกต่ำของตัวละคร
บางคนอาจเหมารวมถึง Yukiko เพราะได้สูญเสียสามี (หัวหน้ามาเฟีย) ไปก่อนหน้านี้ ในตอนแรกยังไม่รับรู้ว่านักศึกษาหนุ่มคนนี้เป็นใคร จึงเข้ามาเกี้ยวพาราสี ร่วมรักหลับนอน เผื่อว่าจะมีโอกาสถามไถ่ พอค้นพบว่าเขาคือหนึ่งในฆาตกร จึงนัดหมายพบเจอวันรุ่งขึ้น เพื่อเผด็จศึก ฆ่าล้างแค้น

Shirō ได้รับจดหมายแจ้งอาการป่วยหนักของมารดา จึงขึ้นรถไฟเดินทางมายังศูนย์พักพิงคนชรา ป้ายชื่อภาษาญี่ปุ่นนี้น่าสนใจทีเดียว 天上園 อ่านว่า Ten-Jō-En แปลตามตัวอักษร Heaven Above Garden (แต่ถ้าแปลพร้อมกันคือ Old Age Home) เหมือนเป็นการล้อกับชื่อหนังที่เคยคิดเอาไว้ Heaven and Hell
- ศูนย์พักพิงคนชรา เปรียบดั่งสรวงสวรรค์(ของใครบางคน)บนโลกใบนี้
- และสี่สิบนาทีสุดท้ายนำพาตัวละครทั้งหมด ลงไปชดใช้เวรกรรมในขุมนรก

เมื่อเดินทางมาถึงศูนย์พักพิงคนชรา พูดคุยอาการป่วยมารดา จากนั้นสอบถามบิดาเป็นยังไงบ้าง? กล้องทำการ ‘Whip Pan’ จากห้องมารดาไปยังห้องบิดาที่อยู่ข้างๆ กำลังหยอกล้อ เกี้ยวพาราสีกับชู้รัก Kinuko มันช่างเป็นความอัปยศอดสู เมียป่วยแต่ยังไประริกระรี้กับหญิงอื่น


วันว่างๆไม่อยากกลับบ้าน Shirō ก้าวเดินเรื่อยเปื่อยเลียบทางรถไฟ สร้างความเข้าใจผิดให้กับ Sachiko (ที่มีหน้าตาเหมือนเป๊ะกับอดีตคนรัก Yukiko) ครุ่นคิดว่าเขาจะฆ่าตัวตาย พูดคุยกันอยู่ตรงทางข้ามรถไฟ ก่อนการมาถึงของ Tamura หมอนี่ปรากฎตัวทีไรต้องบังเกิดเหตุการณ์ร้ายๆ แล้วต่างแยกย้ายกันคนละทิศทาง
ทางรถไฟคือสัญลักษณ์ของการเดินทาง แต่ผมมองว่าหนังจงใจเลือกบริเวณทางข้ามรถไฟ เพื่อสื่อถึงความพยายามของ Shirō ต้องการเลือกทิศทางดำเนินชีวิตของตนเอง ตรงกันข้ามกับ Tamura และไม่ข้องเกี่ยวกับ Sachiko (เพราะยังคงรักต่อ Yukiko)


ในศูนย์พักพิงคนชรา มักมีการนำเสนอในลักษณะ “สูตรสอง” อย่างการเสียชีวิตของ…
- มารดาของ Shirō สถานะของเธอคือภรรยาผู้ดูแลศูนย์พักพิงแห่งนี้ (ชนชั้นผู้นำ)
- สังเกตว่ามุมกล้องถ่ายจากฟากฝั่งศีรษะของผู้ตาย พบเห็นเพียงญาติพี่น้อง ผองเพื่อน รายล้อมรอบข้าง
- อีกคนคือสมาชิกศูนย์พักพิง Old Tome สถานะผู้อยู่อาศัยด้วยเงินสวัสดิการสังคม (ชนชั้นล่าง)
- มุมกล้องถ่ายจากด้านข้างผู้เสียชีวิต รายล้อมด้วยบรรดาผู้ดูแล และแถวถัดๆไปถึงคือผู้อยู่อาศัยอื่นๆ (ไล่เรียงตามลำดับความสำคัญ)


ระหว่างงานเลี้ยงฉลองครบรอบสิบปีศูนย์พักพิงคนชรา มีใครคนหนึ่งส่งจดหมายให้ Shirō นัดพบเจอยังสะพานเชือก (ชวนให้นึกถึงสำนวนไทย “ชีวิตแขวนบนเส้นด้าย”) ก่อนพบเจอ Yoko เปิดเผยว่าต้องการจะล้างแค้นแทนสามีที่ถูกรถชนตาย แต่เพราะสะพานส่ายไปส่ายมา ทำเอาเธอพลัดตกหล่นบนโขดหิน ตายคาที่อย่างแน่นอน! จากนั้น Tamura เดินเข้ามาในทิศทางเดียวกันเปี๊ยบกับเมื่อไม่กี่วินาทีก่อนหน้า (ถ่ายภาพ Overhead Shot แล้ว Tilt Up ติดตามตัวละคร ทำให้เห็นภาพกลับหัว) แต่คราวนี้สลับเป็น Shirō ปืนขึ้นจ่อ พยายามขับไล่ผลักไส เกิดการต่อสู้ ก่อนอีกฝ่ายพลัดตกหล่นลงธารน้ำ (นั่นอาจคือเหตุผลที่ Tamura สามารถรอดตายหวุดหวิด)
ผมพยายามเลือกภาพจากทั้งสองเหตุการณ์มาเปรียบให้เห็นความละม้ายคล้าย แต่ในทิศทางตรงกันข้าม สอดคล้องเข้ากับ “สูตรสอง” ในบริบทนี้ผมมองความตั้งใจของ Shirō ที่ไม่ได้อยากกระทำร้ายใคร แต่ …
- ความตายของ Yoko แม้เป็นอุบัติเหตุล้วนๆ แต่ทว่า Shirō ถือว่ามีส่วนร่วมเนื่องจากผลพวงลูกโซ่จากตอน Tamura ชนแล้วนี้ เธอจึงเกิดความอาฆาต ต้องการล้างแค้น ดำเนินมาถึงตรงนี้
- ตรงกันข้ามกับ Tamura ที่ Shirō ชักปืนขึ้นมาจ่อ ต่อสู้ และมีส่วนผลักอีกฝ่ายตกลงเบื้องล่าง ตั้งใจที่จะกำจัดหมอนี่ให้พ้นภัยพาล เพราะเป็นบุคคลสร้างปัญหา นำพาหายนะให้บังเกิดขึ้นมากมาย




กลับมาที่งานเลี้ยง นี่เช่นกันพบเห็นการแบ่งแย่งสถานะชนชั้นอย่างชัดเจน
- ผู้ดูแลศูนย์พักพิง รับประทานเนื้อหมูราคาแพง นั่งกินบนเก้าอี้ มุมกล้องสูงกว่าระดับสายตา
- พวกเขาต่างเสียชีวิตจากการดื่มสาเกใส่ยาพิษ มึนเมามาย ลุ่มหลงระเริงในอำนาจ ไม่รู้จักเพียงพอดี
- สมาชิกศูนย์พักพิง รับประทานปลา(ปนเปื้อน)ราคาถูกๆ นั่งกินบนพื้น มุมกล้องต่ำกว่าระดับสายตา
- เสียชีวิตจากรับประทานอาหารปนเปื้อนสารพิษ อันเกิดจากพฤติกรรมเอารัดเอาเปรียบของชนชั้นผู้มีอำนาจ


มันไม่ใช่ว่า Shirō นอกใจ(อดีต)แฟนสาว Yukiko แต่ทั้งสองครั้งที่เขาร่วมรักกับ Yoko และ Kinuko ล้วนคือขณะที่จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว (Yoko คือตอนเพิ่งสูญเสีย Yukiko, ส่วน Kinuko หลังความตายของ Yoko และ Tamura) เลยถูกพวกเธอล่อลวง ยั่วเย้ายวน เกี้ยวพาราสี ไร้ความสามารถในการหยุดยับยั้งชั่งใจ
ในกรณีของ Kinuko พยายามฉกฉวยโอกาสร่วมรักกับ Shirō ระหว่างงานเลี้ยง แต่ทว่าบิดา(ของ Shirō)บังเอิญเข้ามาเห็น จึงเกิดความหึงหวง อิจฉาริษยา เกิดการแก่งแย่ง กระทำร้ายร่างกาย จนเธอพลัดตกลงมาจากบันไดน่าจะคอหักตาย (ตกจากเบื้องบน = สิ้นสุดความทะเยอทะยาน มักใหญ่ใฝ่สูง)
แต่สิ่งเลวร้ายกว่านั้นไม่ใช่ความตายของ Kinuko กลับคือบิดาบอกกับบุตรชายให้ปิดปาก เงียบงัน แสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่สนใจ สถานการณ์นี้ช่างละม้ายคล้ายตอน Tamura ขับรถชนคนตาย แล้วทำให้ Shirō กลายเป็นผู้มีส่วนร่วมกระทำความผิด ทั้งๆหาใช่ฝีมือของตนเอง

ยังไม่ทันที่ Shirō จะดื่มสาเกใส่ยาพิษ พบเห็น Tamura ที่ก็ไม่รู้รอดตายมาได้ยังไง (แต่ใบหน้าซีดเผือดขนาดนั้น บางคนมองว่าอาจเป็นวิญญาณอาฆาตหวนกลับมาแก้ล้างแค้นแบบเดียวกับ The Ghost of Yotsuya (1959)) ยิงปืนใส่ Sachiko หญิงสาวผู้บริสุทธิ์ ไม่รู้อิโน่อิเหน่อะไรด้วยเลย … เหตุการณ์นี้ล้อกับความตายของ Yukiko ประสบอุบัติเหตุทั้งๆไม่เคยกระทำอะไรผิด
ความเคียดแค้นของ Shirō เลยตรงเข้ามาแย่งปืน บีบรัดคอ Tamura ขณะเดียวกันมารดาของหัวหน้ามาเฟีย (ที่ถูกรถชนเสียชีวิต) ก็เข้ามาบีบรัดคอ Shirō แก้แค้นต่อกันเป็นทอดๆ … เป็นภาพที่สื่อถึงวังวนแห่งความอาฆาตแค้น ไม่มีวันจบสิ้น!

เห็นนาฬิกาหยุดนิ่งเวลา 3 ทุ่มตรง = 9 p.m. ทีแรกผมนึกว่าจะมีนัยยะเคลือบแฝงเหมือน 3 a.m. ที่ปรัมปราชาวตะวันตกถือเป็น Witching Hour หรือ Devil’s Hour ช่วงเวลาที่ปีศาจ/ซาตานมีพลังอำนาจมากสุด, แต่พอลองค้นหาข้อมูลพบเพียงแค่เลข 9 (九) ภาษาญี่ปุ่นอ่านออกเสียง Kyū ซึ่งดันพ้องเสียงกับ 苦 ที่แปลว่า Suffering, ทุกข์ทรมาน เลยคาดว่าน่าจะเคลือบแฝงนัยยะนี้มากกว่า

ภาพนี้เคยฉายตอนต้นเรื่องมาแล้วครึ่งหนึ่ง กล้องค่อยๆซูมเข้า (Zoom-In) ไปในสุมกองไฟขนาดใหญ่ และแทรกภาพ Shirō ทำท่าทางเหมือนกำลังร่วงหล่น (ดูแล้วไม่น่าจะห้อยสลิง แค่ยกมือขึ้น ถ่ายแบบปกติ แล้วพลิกกลับหัวฟีล์มเท่านั้นเอง) … นี่ต้องใช้จินตนาการเยอะทีเดียวว่าต้องการสื่อถึงขณะตกลงสู่ขุมนรก

三途の川 อ่านว่า Sanzu-no-Kawa แปลว่า Sanzu River (แบบเดียวกับแม่น้ำฮวงโหตามความเชื่อชาวจีน, แม่น้ำ Vaitarani ของอินเดีย, แม่น้ำ Styx ในปรัมปรากรีก ฯ) ตามความเชื่อพุทธศาสนาในญี่ปุ่น คือแม่น้ำสามแยกที่เป็นจุดแบ่งกั้นโลกมนุษย์ (คนเป็น) และวิญญาณ (คนตาย), โดยเหล่าวิญญาณในฝั่งคนเป็นจะต้องข้ามไปยังโลกความตายภายในวันที่ 7 ก่อนจะโดนปีศาจชาย-หญิง (Oni) Datsueba และ Keneo ที่เฝ้าสะพานข้ามแม่น้ำ จับถอดเสื้อผ้าแขวนต้นไม้เพื่อชั่งน้ำหนักกรรม ตัดสินว่าจะให้ข้ามสะพาน (คนดีมีศีลธรรม) เดินผ่านแม่น้ำตื้น (คนที่ทั้งดีทั้งชั่ว) หรือแหวกว่ายในแม่น้ำลึกที่เต็มไปด้วยอสรพิษ (คนชั่วแท้ๆ)
หนังไม่ได้ลงรายละเอียดใดๆระหว่างการข้ามแม่น้ำ Sanzu เพียงแค่ Shirō (และ Tamura) ปรากฎตัวอยู่ริมชายฝั่ง (คือยังไม่ตัดสินว่าตัวละครเป็นคนดี ดี-ชั่ว หรือชั่วทั้งหมด) แต่แต่ละครั้งแสงสีสันบนท้องฟ้าจะมีความแตกต่างออกไป
- ตอนต้นเรื่องท้องฟ้าสีแดง น่าจะสื่อหายนะกำลังคืบคลานเข้ามา
- หลังจาก Shirō ลงมาขุมนรกพร้อมกับ Tamura ท้องฟ้าปกคลุมด้วยความมืดมิด ทำให้สถานที่แห่งนี้ดูหมดสิ้นหวัง
- และพอ Tamura สูญหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ท้องฟ้าสีชมพูแต่ดูราวกับภาพสะท้อนแม่น้ำ Sanzu ก่อนที่ Shirō จะถูกพระยมเรียกตัวไปพิจารณาโทษทัณฑ์
- ท้องฟ้าสะท้อนภาพแม่น้ำ Sanzu อาจสื่อถึงการกำลังเตรียมจะพิจารณาโทษทัณฑ์ Shirō โดยสะท้อนผลกรรมที่เคยกระทำ



พระยายมราช พระยม ยมราช ยมบาล มัจจุราช (Yama), ในญี่ปุ่นจะอ่านออกเสียง 閻魔, Enma คือเทพเจ้าแห่งนรกและความตาย ผู้ดูแลรักษาวัฏสงสาร ให้ดำเนินต่อไปด้วยความราบรื่น, ในเทวทูตสูตร พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระยมมีหน้าที่ซักถามสัตว์นรกเกี่ยวกับเทวทูต ๕ ได้แก่ ทารกแรกเกิด คนแก่ คนป่วย นักโทษ และคนตาย เพื่อให้สัตว์นรกนั้นได้ระลึกถึงกุศลกรรมที่ตนเคยทำมา หากสัตว์นรกจำได้ก็จะพ้นจากนรก หากจำไม่ได้ยมบาลก็จะนำตัวสัตว์นรกนั้นไปลงโทษตามบาปกรรมที่เคยกระทำมา
นอกจากไม่เงินทุนสำหรับสร้างฉาก เห็นว่า Haruyasu Kurosawa (ไม่ได้มีความสัมพันธ์ใดๆกับ Akira Kurosawa) ผู้ออกแบบศิลป์ (Art Direction) ก็ไม่ได้ช่วยออกแบบใดๆในซีเควนซ์ขุมนรก มีเพียงโรงถ่ายเปล่าๆ ด้วยเหตุนี้แทนที่จะก่อสร้างอะไรสักอย่าง ก็ให้นักแสดงยืนอยู่ท่ามกลางความมืด ตำแหน่งสูงต่ำตามสถานะ แล้วสาดส่องแสงสี เพียงเท่านี้ก็สร้างความหวาดสะพรึงกลัว ทำออกมาได้ติสต์จัดๆ
เกร็ด: นักแสดงรับเชิญ (Cameo) ในบทพระยมคือ Kanjūrō Arashi (1902-80) บุคคลที่ถือเป็น ‘Top Star’ ของสตูดิโอ Shintoho เหมือนจะไม่รับค่าตัวด้วยนะ


ผมไม่แน่ใจว่าตรงกันหรือเปล่า เท่าที่ลองหาข้อมูลพบเจอ 浄玻璃鏡 อ่านว่า Jōharikyō หรือ Jōhari no Kagami บ้างแปลว่า Mirror of Judgement, Mirror of the Wicked, Mirror of Retribution, Mirror of Past Existences เอาว่ามันคือกระจกพบเจอในยมโลก โดยพระยมจะใช้ส่องดูกรรมของของสัตว์นรกเพื่อตัดสินโทษทัณฑ์
แต่แทนที่หนังจะใช้กระจกทั่วๆไป กลับใช้ Visual Effect น่าจะเป็นการซ้อนภาพแสงสว่าง จักรวาลหมุนๆ (ผมคาดเดาว่าการทำ VFX อาจราคาถูกกว่าค่ากระจกบานใหญ่ๆ) ก่อนฉายภาพ ‘split screen’ สารพัดสิ่งเลวร้ายที่เคยกระทำ และมีส่วนร่วมกับ Tamura

ตำนานกล่าวกันว่า หากเด็กคนไหนเสียชีวิตลงก่อนบิดา-มารดา จักถูกลงโทษฐานทำให้(พ่อ-แม่)เดือดเนื้อร้อนใจ วิญญาณของเด็กๆเหล่านี้จะต้องเรียงหินก้อนเล็กๆเพื่อก่อสร้างเจดีย์ในบริเวณริมแม่น้ำ Sanzu River แต่พอใกล้สำเร็จจะถูกปีศาจออกมาทุบทำลาย ทำให้พวกเขาไม่มีทางสร้างเจดีย์สำเร็จ หมดโอกาสหวนกลับสู่อ้อมอกบิดา-มารดา
แต่หนังเรื่องนี้ทำในทิศทางกลับกัน นั่นคือ Shirō หวนกลับมาพบเจออดีตแฟนสาว Yukiko รับรู้ว่าเธอเสียชีวิตขณะตั้งครรภ์บุตรสาว Harumi (はるみ หรือ ハルミ หมายถึง Beautiful Spring, Clear Weather เพื่อเป็นประกายความหวังให้กับพวกเขาทั้งสอง สามารถอดรนทนพานผ่านขุมนรกแห่งนี้) จึงออกติดตามหาทารกน้อยล่องลอยไปตามกระแสธารา ออกผจญภัยในขุมนรก

六道, Rokudō แปลว่า Six Path (มังงะ Naruto ใช้คำว่า หกวิถี) ในจักรวาลวิทยาพุทธศาสนา (ทิเบต, มหายาน) ยึดตามภวจักร กงล้อแห่งชีวิต สัญลักษณ์ของสังสารวัฏ (เวียนว่ายตายเกิด) ประกอบด้วยภพภูมิ ๖ ประเภท (ภพ ๖) โดยมีภพเบื้องล่างสามภพและภพเบื้องบนอีกสามภพ
- ภพเบื้องบน (kuśalagati)
- เทวภูมิ (Deva) หลงละเมอในภาพมายา
- อสุรกายภูมิ (Asura) อิจฉาริษยาและหวาดระแวง
- มนุษยภูมิ (Humans) ขับเคลื่อนด้วยแรงปรารถนาและความทุกข์
- ภพเบื้องล่าง (akuśalagati)
- เดรัจฉานภูมิ (Animals) มองไม่เห็นภาพสะท้อนตัวเอง
- เปรตภูมิ (Angry Ghosts) หิวโหยอย่างไม่สิ้นสุด
- นรกภูมิ (Being in Hell) กลางไฟแห่งความโกรธ
แต่สำหรับพุทธเถรวาท วัฏฏสังสารแบ่งออกเป็น ๓ ภพภูมิ แยกย่อยได้อีก ๓๑ ภพภูมิเล็ก ประกอบด้วย
- กามภูมิ ดินแดนที่เกี่ยวกับความโลภ-โกรธ-หลง แบ่งเป็น ๓ ส่วน
- อบายภูมิ จำนวน ๔ ภพภูมิ นรกภูมิ, เปรตภูมิ, อสุรกายภูมิ, ติรัจฉานภูมิ
- มนุษย์โลก
- และสุคติภูมิ สวรรค์ ๖ ชั้น
- รูปภูมิ ดินแดนของพรหม ๒๐ ชั้น
- อรูปภูมิ ดินแดนของพรหมไร้รูป ๔ ชั้น
ถ้ายึดตามพุทธเถรวาท มันจะไม่มีข้ามแม่น้ำแห่งความตาย บุคคลที่กระทำความดี มีบุญญาบารมี จักไปจุติยังภพภูมิสูงกว่าโดยทันที! แต่ตามความเชื่อพุทธชินโตของญี่ปุ่น ทุกวิญญาณจักต้องชั่งน้ำหนักกรรม ข้ามแม่น้ำ Sanzu River ถึงสามารถเลือกเส้นทาง ‘Six Path’ ถือกำเนิดใหม่ยังภพภูมิถัดไป

นรกภูมิ หรือเรียกโดยย่อว่า นรก คือ ดินแดนหนึ่งในไตรภูมิ (กามภพ, รูปภพ และอรูปภพ) ตามหลักพุทธศาสนากล่าวว่า สัตว์โลกผู้กระทำความชั่วทั้งหลายทั้งปวง ต้องไปบังเกิดและถูกลงโทษทรมาน โดยยมบาล หรือนิรยบาล ตามผลกรรมที่เคยสร้างมา
ตามจักรวาลวิทยาของไตรภูมิกถา ของพุทธศาสนา นรกเป็นดินแดนอยู่ใต้ชมพูทวีปหรือมนุษยโลกลงไป มี ๘ ชั้นหรือที่เรียกว่า ‘ขุม’ สำหรับลงทัณฑ์ต่างๆ แก่สัตว์บาปที่ไปเกิด ประกอบไปด้วยมหานรก ๘ ขุม ยมโลก(นรกขุมเล็ก) ๓๒๐ ขุม อยู่รอบ ๔ ทิศๆละ ๑๐ ของมหานรกแต่ละขุม และอุสสทนรก (นรกขุมกลาง) ๑๒๘ ขุม อยู่รอบๆ ๔ ทิศๆ ละ ๔ ของมหานรกแต่ละขุม เรียกว่านับไม่ถ้วนเลยทีเดียว และยังมีอีกหนึ่งขุมพิเศษที่ไม่ได้ภายในนรก แต่ยังขอบระหว่างจักวาล
- มหานรก/นรกใหญ่ ๘ ขุม (สัญชีวะ, กาฬสุตตะ, สังฆาตะ, โรรุวะ, มหาโรรุวะ, ตาปนะ, มหาตาปนะ, อเวจี)
- อุสสทนรก/นรกขุมกลาง ๔ ขุม (คูถะ, กุกกุฬะ, อสิปัตตวระ, เวตรณี)
- ยมโลกนรก/นรกขุมเล็ก ๑๐ ขุม (โลหกุมภี, โลหสิมพลี, อสินขะ, ตามโพทกะ, อโยคุฬะ, ปิสสกปัพพตะ, ธุสะ, สีตโลกสิตะ, สุนขะ, ยันตปาสาณะ)
- โลกันตนรก/นรกเย็น นอกกำแพงจักรวาล ๑ ขุม
แต่ถ้ายึดตามไตรภูมิพระร่วง นอกจากมหานรก/นรกใหญ่ ๘ ขุม จะเหมารวมนรกขุมอื่นๆรวมเรียกว่า นรกบริวาร/นรกบ่าวจำนวน ๑๖ ขุม ประกอบด้วย
- เวตรณีนรก (แม่น้ำเวตรณี/น้ำด่างที่ร้อนเดือดพล่าน)
- สุนขนรก (นรกสุนัข)
- สัญโชตินรก (นรกไฟโพลง)
- อังคารกาสุนรก (นรกหลุมถ่านเพลิง)
- โลหกุมภีนรก (นรกหม้อโลหะ/กระทะทองแดง)
- คีวลุญจนรก (นรกที่ดึงคอให้หลุด)
- ถุสปลาสนรก (นรกข้าวลีบและแกลบ)
- สัตติหตสยนรก (นรกที่แทงด้วยหอกจนล้มลง)
- วิลตกนรก (นรกแล่เนื้อ)
- ปุราณมิฬหนรก (นรกมูตรคูถหรือนรกอาจม)
- โลหิตปุพพนรก (นรกน้ำเลือดน้ำหนอง)
- อยพลิสนรก (นรกเบ็ดเหล็ก)
- อุทธังปาทนรก (นรกที่จับเท้ายกขึ้นเบื้องบน ทิ้งลงไปให้จมฝังลงไปแค่สะเอว)
- อวังสิรนรก (นรกที่จับศีรษะห้อยลงเบื้องต่ำ ทิ้งลงไปให้ไหม้ทรมานเช่นเดียวกัน)
- โลหสิมพลีนรก (นรกต้นงิ้วเหล็ก)
- ปจนนรก (นรกหมกไหม้ หรือเรียกว่ามิจฉาทิฏฐินรก)
ผมคงไม่ลงรายละเอียดนรกทุกขุม แต่พยายามจะให้ข้อสังเกตโทษทัณฑ์บังเกิดขึ้นน่าจะเข้านรกขุมไหน? บางครั้งอ้างอิงจากนรกขุมกลาง-เล็ก บางครั้งอ้างอิงจากไตรภูมิพระร่วง เพราะหนังไม่ได้มีการไล่เรียง หรือให้คำอธิบายสักเท่าไหร่ (บางครั้งได้ยินเสียงพระยมอธิบาย แต่ก็ใช่ว่าภาพปรากฎขึ้นจะตรงกับคำพูดเสมอไป) ค่อนข้างจะมั่วซั่ว สะเปะสะปะ จับแพะชนแกะไปหมด สนแค่นำเสนอบทลงโทษที่สามารถตอบสนองการกระทำของตัวละครนั้นๆ
ระหว่างทาง Shirō พบเจอกับ Professor Yajima อาจารย์สอนคอนเซ็ปนรก/บิดาของ Yukiko กำลังเดินอยู่ในเส้นทางหกวิถี (Six Path) การปรากฎตัวของ Tamura พูดเล่าความหลัง จี้แทงใจดำ อธิบายสิ่งที่เขาเคยกระทำเมื่อตอนสงคราม แก่งแย่งขวดน้ำจากเพื่อนทหารเป็นเหตุให้อีกฝ่ายต้องเสียชีวิต นั่นคือสาเหตุให้เขาตกนรก ชดใช้กรรมด้วยการคืบคลาน ตะเกียกตะกายสู่หนองน้ำเล็กๆ แต่ไปไม่ทันถึงก็เหือดแห้งแห้ง จากนั้นพระยมสั่งให้ดื่มน้ำเลือด น้ำหนอง ถึงอย่างนั้นยิ่งดื่มกลับยิ่งหิวกระหาย ท้องไส้หลอมละลาย เจ็บปวดทรมานสาหัสสากรรจ์ … มีความละม้ายคล้ายนรกบริวาร (ในไตรภูมิพระร่วง) สองขุมด้วยกัน
- ถุสปลาสนรก แปลว่า นรกข้าวลีบและแกลบ คือสัตว์นรกขุมนี้ลงไปวักน้ำในแม่น้ำนรกดื่มด้วยความกระหาย น้ำที่ดื่มเข้าไปก็เป็นข้าวลีบและแกลบไฟ ไหม้ร่างกายทั้งหมด เป็นการทรมาน สำหรับบาปที่เอาข้าวลีบแกลบหรือฟางปนข้าวเปลือกลวงขายว่าข้าวดี (เอาข้าวสารไม่ดีปนข้าวดีลวงขายว่าข้าวดี ก็น่าจะอยู่ในนรกขุมนี้)
- โลหิตปุพพนรก แปลว่า นรกน้ำเลือดน้ำหนอง สัตว์นรกในขุมนี้อยู่ในแม่น้ำแห่งเลือดและหนอง หิวกระหาย กินน้ำเลือดน้ำหนองซึ่งร้อนเป็นไฟเข้าไปลวกไหม้ทรมาน สำหรับบาปที่ทำร้ายมารดาบิดา และท่านที่มีคุณควรกราบไหว้บูชาทั้งหลาย


เดินทางต่อไป Shirō พานผ่านฝูงชนนอนเรียงรายอยู่บนพื้น ก่อนพบเจอกับหัวหน้ามาเฟีย (ที่ Tamura ขับรถชนตาย) ถูกฉุดกระชากให้ลงมานอนเคียงข้าง แล้วหลงเหลือเพียงโครงกระดูก น่าจะถูกเหยียบย่ำ บดขยี้ให้แหลกละเอียด (เพื่อสอดคล้องกับการถูกรถชน)
ผมคาดเดาว่านี่อาจคือ มหานรก/นรกขุมใหญ่ที่สาม สังฆาฏมหานรก (นรกตีกระทบ/บดขยี้) สำหรับผู้ไร้ความเมตตา ชื่นชอบการทารุณกรรม ห้อมล้อมด้วยภูเขาเหล็กลูกมหึมา มีไฟลุกท่วม คอยกลิ้งเข้ากระทบกระแทกสัตว์นรกจนเหลวเป็นวุ้นเลือด ผู้วิ่งหนีจะถูกนายนิรยบาลไล่แทงฟัน ตายแล้วก็จักฟื้นคืพชีพขึ้นใหม่
นอกจากนี้ยังมี ปิสสกปัพพตนรก (นรกภูเขาบด) อยู่ในยมโลกนรก/นรกขุมเล็ก แดนชนโฉดชั่ว หลงเมามัวในอำนาจ หาโอกาสจากกฎหมายขายอุดมการณ์ ใช้กำลังระราน ผลาญเบียดเบียนผู้อ่อนด้อย กรรมย้อนรอยคอยสนอง ถูกเบียดบดด้วยภูเขายนต์ ขยี้บี้ป่นจนร่างแหลกลาญ โหยหวนชวนทรมานชั่วกัปชั่วกัลป์


ตอนผมได้ยินพระยมกล่าวว่า “This is the first Hell.” สร้างความชะงักงันให้ผมในบัดดล! แล้วก่อนหน้านี้มันไม่ใช่ขุมนรกหรือไร? ทำไมเพิ่งมาเริ่มต้นเอาตอนนี้?
มหานรก/นรกขุมใหญ่ที่หนึ่ง สัญชีวมหานรก (นรกแห่งการเกิดอีกหน) นรกสำหรับผู้เบียดเบียนผู้อื่น ทั่วบริเวณเปลวไฟลุกโชนหาที่ว่างเว้นมิได้เลย และยังปรากฏอาวุธต่างๆ หอก แหลน หลาว เมื่อสัตว์นรกจะวิ่งพล่านไปทั่ว กระทบกับอาวุธเหล่านั้นได้รับบาดเจ็บสาเหตุ ถึงแก่ชีวิตหรืออวัยวะขาดแหว่งไปก็ดี ไม่นานร่างกายจะกลับมามีพลานามัยสมบูรณ์อีกครั้ง เพื่อให้รับโทษต่อจนกว่าหมดสิ้นกรรม

ระหว่างพระยมอธิบายสรรพคุณนรกขุมที่หนึ่ง ปรากฎภาพกระทะทองแดงพบเห็นบิดา (ของ Shirō) และชู้รัก Kinuko กำลังแหวกว่าย ตะเกียกตะกาย ทุกข์ทรมานจากเพลิงไฟ ซึ่งสองภาพนี้เหมือนต้องสื่อถึงไฟจากภายนอก (แผดเผาร่างกาย) และไฟจากภายใน (มอดไหม้จิตใจ) … นี่มันไม่เห็นตรงกับสรรพคุณสัญชีวมหานรก แต่เข้าข่ายโลหกุมภีนรก
โลหกุมภีนรก (นรกหม้อเหล็ก) ในยมโลกนรก/นรกขุมเล็ก ปรากฎหม้อโลหะขนาดเท่าภูเขา ภายในมีน้ำโลหะเดือดพล่านเพราะไฟ นายนิรยบาลจับเท้าสัตว์นรกขึ้นข้างบน ให้ศีรษะลงข้างล่าง ทุ่มลงไปในหม้อ ยามน้ำพลุ่งพล่านเสมอปากหม้อ จะหนีก็หนีไม่ได้ จักมีฝาหม้อปรากฎปิดครอบไว้ สัตว์ในนรกนี้เคยด่าบริภาษสมณะผู้มีศีล ผู้ไม่ทำบาปบ้าง และบางพวกก็พ้นจากกาฬสุตตนรกแล้วมาเสวยทุกข์ต่อยังนรกนี้


จากนั้นพระยมพรรณาเวรกรรมของหมอเถื่อน Dr. Kusama ผู้เต็มไปด้วยข้ออ้าง วินิจฉัยโรคผิดๆพลาดๆ ไม่มีความเห็นอกเห็นใจบุคคลต่ำต้อยด้อยค่ากว่าตน พอตกนรกจึงถูกเลื่อยหั่นร่างกายออกเป็นชิ้นๆ … นี่ตรงกับคำอธิบายนรกขุมสอง
มหานรก/นรกขุมใหญ่ที่สอง กาฬสุตมหานรก (นรกด้ายดำ) นรกสำหรับผู้ที่ทำร้ายผู้มีพระคุณหรือทำลายชีวิตสัตว์โลก โดยสัตว์ในขุมนี้จะถูกตีเส้นบนเนื้อตัวโดยนายนิรยบาล ด้วยการนำเส้นเหล็กเผาไฟมานาบเป็นลายบนตัว และจะถูกเฉือน เลื่อย ตัดตามเส้นนั้น

เจ้าหน้าที่ตำรวจ Detective Hariya ผู้มีความคอรัปชั่น พยายามจะแบล็กเมล์บิดาของ Sachiko เพื่อขอเธอแต่งงาน รวมรับเงินสินบนจาก Gōzō Shimizu (บิดาของ Shirō) ให้การปกป้องจากทุกพฤติกรรมฉ้อฉล พอตกนรกจึงถูกสวมใส่กุญแจมือ แล้วโดนนายนิรยบาลตัดแขนสองข้าง … นี่น่าจะยังอยู่ในขอบเขตมหานรกกาฬสุตมหานรก

สำหรับ Gōzō Shimizu (บิดาของ Shirō) ทำเวรทำกรรมไว้มากมาย จึงถูกถลกหนัง ถอนฟัน แยกชิ้นส่วนร่างกาย (ฝังนักแสดงในดิน เหลือเพียงศีรษะโผล่ขึ้นมา) นี่น่าจะยังอยู่ในขอบเขตมหานรกนรกกาฬสุตมหานรก กระมังนะ!
ในไตรภูมิพระร่วงมีสองนรกบริวารที่ลักษณะคล้ายๆกัน
- คีวลุญจนรก แปลว่า นรกที่ดึงคอให้หลุด เอาเชือกพันคอจุ่มลงไปในน้ำร้อนในหม้อทองแดงให้คอหลุดทรมาน สำหรับบาปที่ประกอบกรรมหยาบช้า เบียดเบียนทำลายหมู่เนื้อนก
- วิลตกนรก แปลว่า นรกแล่เนื้อ แล่เนื้อสัตว์นรกออกเป็นชิ้นๆ สำหรับบาปที่ประกอบกรรมหยาบช้า ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต

อยู่ในนรกยังมีดราม่า! Kinuko พยายามร้องเรียกหา Shirō แต่ถูกบิดาเข้ามายื้อแย่ง สำแดงความอิจฉาริษยา จากนั้นบรรดาหญิงสาวเปลือยกาย (อาบฉาบแสงสีแดง) กลายร่างเป็นนายนิรบาล (ปกคลุมด้วยความมืดมิด) กำลังจะใช้หอกดาบทิ่มแทง
ผมไม่แน่ใจว่ามันมีนรกขุมนี้ด้วยฤา? แต่รู้สึกเหมือนหนังต้องการสร้างภาพมายา สิ่งสวยๆงามๆ หญิงสาวเปลือยกาย ถ้าเราปล่อยตัวปล่อยใจ ลุ่มหลงระเริงไปกับมัน พอถึงวันหมดสิ้นอายุขัย ตกนรกหมกไหม้ จักได้รับผลกรรม ถูกทิ่มแทงด้วยความเจ็บปวด สาหัสสากรรจ์ (ชอบทิ่มแทงคนอื่น ก็เลยถูกทิ่มแทงกลับ🤪)
ในไตรภูมิพระร่วงมีนรกบริวารชื่อว่า สัตติหตสยนรก แปลว่า นรกที่แทงด้วยหอกจนล้มลง สัตว์นรกในขุมนี้ถูกแทงด้วยอาวุธต่างๆ จนตัวพรุนอย่างใบไม้เก่า สำหรับบาปที่ประกอบกรรมมิชอบ เลี้ยงชีวิตด้วยอทินนาทานต่างๆ มีปล้นสะดม ขโมย ฉ้อโกง ทุจริต เบียดบัง เป็นต้น


ก่อนหน้านี้เคยฉายภาพกระทะทองแดงไปแล้ว คราวนี้เปลี่ยนมาเป็นทะเลสาปเลือด Hell of the Pool of Blood (血池地獄) สำหรับบุคคลลุ่มหลงใหลในกามราคะ คบชู้นอกใจภรรยา จักแหวกว่าย ตะเกียกตะกาย พยายามหาหนทางกลับขึ้นฝั่ง
จริงๆแล้วชาย/หญิงคบชู้นอกใจคนรักจะตกนรก โลหสิมพลีนรก (นรกต้นงิ้ว) ยมโลกนรก/นรกขุมเล็ก นรกป่าไม้งิ้ว ต้นสูงลิ่ว ผิวแหลมคมบ่มเรียวหนาม หญิงร้าย ชายทราม ผิดกาม ลูกเขา เมียท่าน เมื่อตายพลันบังเกิดใหม่ในแดนสิมพลี คอยไต่หนีหอกหลาว ฉาวนรกยกทิ่มแทง สยดแสยงปีนป่ายตะกายให้ถึงยอด เอาชีวิตรอดจากทุกขเวทนา พลันแร้งกา โผผวาเข้าจิกตี ปากเล็บเหล็กน้ำพี้ ขยำขยี้ร่างจนแหลกลาญ สิ้นลมปราณ กำเนิดใหม่ชดใช้กรรม

สองสาว Yoko และ Kinuko ต่างพยายามตะเกียกตะกาย เกาะแข้งเกาะขา Shirō ทั้งตอนอยู่บนโลกมนุษย์ (ภาพสีสัน) และนรกหลังความตาย (ปกคลุมด้วยสีหม่นๆ) … สองภาพนี้น่าจะนัยยะเดียวกับภาพมายาที่ผมอธิบายไปก่อนหน้า


นี่เป็นซีนเล็กๆที่ผมรู้สึกว่าน่าสนใจมากสุด! Ensai Taniguchi (บิดาของ Sachiko) คือจิตรกรขึ้เมา เอาแต่ดื่มเหล้าเมามาย ตอนยังมีชีวิตได้รับมอบหมายวาดภาพขุมนรก เสร็จไม่เสร็จก็ไม่รู้ แต่พอตกนรกก็ยังคงหมกมุ่นอยู่กับการวาดรูป ใช้เลือดละเลงลงพื้น แต่ถึงพยายามสักเพียงไหน อีกประเดี๋ยวหมอกควัน/โคลนเลน จักทำให้ทุกสิ่งอย่างจางหายไป
งานศิลปะ ภาพยนตร์ หรือแม้แต่บทความวิจารณ์ที่ผมเขียนนี้ ไม่มีสิ่งใดอยู่ยงคงกระพัน กลายเป็นอมตะนิรันดร์ เมื่อกาลเวลาเคลื่อนผ่าน ทุกสิ่งอย่างจักค่อยๆเลือนลาง เจือจาง สูญหายตามกาลเวลา

มันไม่ใช่ว่า Yukiko หมดเรี่ยวหมดแรงอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ Sanzu หรอกหรือ? เหตุไฉนถึงมาปรากฎอยู่บนกงล้อธรรมจักร (กงล้อแห่งธรรม ธรรมของพระพุทธเจ้า) ที่กำลังลุกไหม้ในกองเพลิง? เอาจริงๆผมไม่ค่อยเข้าใจสัญญะนี้สักเท่าไหร่ อาจจะสื่อถึงเวลานับถอยหลังของ Shirō โอกาสที่จะช่วยชีวิต Yukiko และบุตรสาวใกล้หมดลง?
มันมีมหานรก/นรกขุมใหญ่ที่เจ็ด มหาตาปนมหานรก (นรกแห่งความร้อนอย่างหนัก) สำหรับผู้ที่เคยฆ่าคนและฆ่าสัตว์เป็นหมู่มาก โดบไม่คำนึงถึงชีวิตผู้อื่น ไฟนรกจะพุ่งซัดเข้ามาจากกำแพงรอบด้าน ใจกลางมีภูเขาเหล็กลุกเป็นไฟ เมื่อสัตว์นรกหนีไฟที่พุ่งมาโดยปีนขึ้นไปบนเขาก็จะถูกย่างสด และเมื่อร่วงลงมาก็จะถูกอาวุธร้อนที่พุ่งขึ้นมาจากพื้นเสียบตัวตั้งไว้ย่างไฟ

จู่ๆ Shirō ย่ำเหยียบโดนหนามแหลม ระหว่างก้าวย่างไปหาหญิงคนรัก Yukiko ถ้าตีความตามประสาภาพยนตร์ คงสื่อถึงอุปสรรคขวากหนามที่กีดกั้นขวางทั้งสอง แต่ในบริบทของขุมนรก ผมคาดเดาว่าหนามแหลมเหล่านี้น่าจะแทนด้วยต้นงิ้วที่ชู้รักจักต้องปีนป่ายไปหากันในนรกบริวาร โลหสิมพลีนรก (นรกต้นงิ้วเหล็ก)

Tamura กำลังโน้มน้าว เกลี้ยกล่อมเกลา ทำตัวสูงส่ง พยายามชักใยให้ Shirō กระทำสิ่งต่างๆสนองตัณหา ความต้องการส่วนตน โอบกอดจุมพิต Sachiko โดยไม่สนห่าเหวอะไร แต่ทว่ามารดากลับเดินเข้ามา (ในระดับความสูงเดียวกัน) เปิดเผยว่า Sachiko คือน้องสาวของ Shirō … สำหรับคนงงๆ มารดาของ Shirō ตั้งครรภ์กับจิตรกร Ensai Taniguchi ก่อนแต่งงานกับ Gōzō Shimizu เช่นนั้นแล้ว Sachiko จึงมีศักดิ์เป็นน้องสาวต่างมารดาของ Shirō (พ่อคนเดียวกัน)


Tamura ถูกพระยมตัดสินให้ตกมหานรกขุมที่แปด อเวจีมหานรก (นรกอันไม่ขาดสาย) มีกำแพงหกด้านอยู่ขุมเดียว โดยสัตว์นรกจะเคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้เลยเพราะถูกอาวุธร้อนตรึงไว้กับพื้นหมดในท่ายืนกางแขนและขา โดยมีไฟลุกท่วมย่างสัตว์นั้น นอกจากนี่ยังมีเตาเผาใหญ่ นายนิรยบาลจะจับสัตว์โยนลงไปย่างในเตานั้นด้วย, รับโทษเป็นเวลาหนึ่งกัลป์หรือคือเวลาอันประมาณมิได้
ในขณะที่นรกขุมอื่นมันยังมีลูกเล่น เอ็ฟเฟ็กน่าตื่นตาตื่นใจ สร้างสัมผัสเหนือจริง เกิดอาการหวาดหวั่น สั่นสะพรึงกลัว แต่ทว่าอเวจีมหานรกของ Tamura กลับน่าผิดหวังโดยสิ้นเชิง! จริงอยู่ถ้าอ่านจากคำบรรยายนรกขุมนี้ สัตว์นรกจะขยับเคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้ เลยทำออกมาในสไตล์ Minimalist นอนแน่นิ่ง ร่างกายสั่นๆ ไม่สามารถทำให้ผู้ชมบังเกิดความรู้สึกใดๆ บางคนอาจตั้งคำถามด้วยซ้ำว่าอยู่เฉยๆมันจะทรมานอะไร?


Shirō วิ่งผ่านบริเวณที่มือยื่นขึ้นเหนือพื้นดิน, ขายกขึ้นเหนือพื้นดิน, ศีรษะปรากฎขึ้นเหนือพื้นดิน แต่ในไตรภูมิพระร่วงมีการกล่าวถึงนรกบริวารแค่สองขุม
- อุทธังปาทนรก แปลว่า นรกที่จับเท้ายกขึ้นเบื้องบน ทิ้งลงไปให้จมฝังลงไปแค่สะเอว แล้วยังมีภูเขากลิ้งจากทิศทั้ง ๔ มาบดทรมาน เป็นนรกสำหรับสตรีที่นอกใจสามี เป็นชู้ด้วยชายอื่น (นรกแยกเพศเฉพาะหญิง)
- อวังสิรนรก แปลว่า นรกที่จับศีรษะห้อยลงเบื้องต่ำ ทิ้งลงไปให้ไหม้ทรมานเช่นเดียวกัน เป็นนรกสำหรับบุรุษที่เป็นชู้ด้วยภรรยาของคนอื่น (นรกแยกเพศเฉพาะชาย)



ในนรกมันไม่การเอาสัตว์นรกมาเดินเวียนวงกลมอย่างนี้หรอกนะครับ! มันคือภาพเชิงสัญลักษณ์ที่สื่อถึงความทุกข์ทรมานในวัฏฏะสังสาร ตราบใดที่เราใช้ชีวิตอย่างไร้ศีลธรรม ไม่รู้จักควบคุมตนเอง ก็จักว่ายเวียนวนอยู่ในขุมนรกไม่รู้จักจบจักสิ้น
จนกว่าที่เราจักเริ่มว่ายทวนน้ำ เดินสวนทางกับคนอื่น นั่นคือรู้จักทำความดี มีศีลมีธรรม ฝึกฝนจิตใจให้เข้าถึงสัจธรรม ในบริบทของหนัง Shirō พยายามออกติดตามหาบุตรสาว (อาจตีความว่า ทารกน้อย = แสงแห่งธรรม) เขาถึงสามารถก้าวออกจากวังวนดังกล่าว

ในบริบทของหนัง Shirō ตะเกียกตะกายขึ้นกงล้อธรรมจักร เพื่อให้ความช่วยเหลือทารกน้อยกลับสู่อ้อมอกมารดา แต่เขาจะสามารถทำได้สำเร็จหรือไม่? ก็ขึ้นอยู่กับผู้ชมจักครุ่นคิดจินตนาการ!
แต่ผมอยากมองในเชิงสัญลักษณ์ ทารกน้อย = แสงแห่งธรรม, การกระทำของ Shirō คือเรียนรู้ธรรมะ ฝึกฝนตนเองให้สามารถหลบหนีขุมนรก ดิ้นหลุดพ้นจากวัฏฏะสังสาร บรรลุมรรคผลนิพพาน
หรือถ้าเปรียบเทียบ ทารกน้อย = ภาพยนตร์เรื่องนี้, ความพยายามของผกก. Nakagawa สรรค์สร้างหนังให้เสร็จสิ้น เพื่อก้าวออกจากวังวน สตูดิโอนรก Shintoho!

การหวนกลับมายังโลกมนุษย์ นาฬิกายังคงหยุดนิ่งที่สามทุ่ม (9 p.m.) นี่สามารถตีความได้สองทิศทางขั้วตรงข้าม
- สร้างความหวังให้กับผู้ชมว่าถ้า Shirō ทำภารกิจสำเร็จ อาจสามารถฟื้นคืนชีพ หวนกลับสู่โลกมนุษย์
- ขณะเดียวกันก็อาจสร้างความสิ้นหวังให้กับผู้ชม เพราะความทุกข์ทรมานที่หนังนำเสนอมา 40 นาที (ตามเวลาโลกมนุษย์) ยังไม่ถึงเสี้ยววินาทีของเวลาในขุมนรกด้วยซ้ำไป … นั่นเพราะเวลาในขุมนรกช้ากว่าโลกมนุษย์มากๆ เอาแค่ชั้นต่ำสุดสัญชีวนรก 1 วันนรก เทียบเท่ากับ 9 ล้านปีมนุษย์!
- คนที่มองว่าเวลาในขุมนรกเร็วกว่าโลกล้านๆปีเป็นเรื่องเกินจริง! ลองนึกถึงภาพยนตร์ Interstellar (2014) สามารถอธิบายความแตกต่างของเวลาได้ระดับหนึ่ง

ซีนสุดท้ายของหนัง แบบเดียวกันเปี๊ยบกับ The Ghost of Yotsuya (1959) แต่คราวนี้มาแพ็กคู่ Yukiko และ Sachiko (ทั้งสองรับบทโดยนักแสดงคนเดียวกัน Utako Mitsuya เลยใช้การซ้อนภาพหลายครั้ง) ทำการหมุนร่ม (สัญลักษณ์เดียวกับกงจักร ภวจักร ธรรมจักร) ส่งเสียงเรียก Shirō ชักชวนกันขึ้นสู่สรวงสวรรค์
จะว่าไปสองสาวไม่เคยสร้างเวรสร้างกรรมอันใด จริงๆควรไปจุติบนสวรรค์ตั้งแต่แรกแล้ว แต่คาดว่าคงมีห่วงอยู่กับ Shirō และบุตรสาว เลยเวียนวนอยู่ในขุมนรกจนหมดเวรหมดกรรม และเหมือนว่าผกก. Nakagawa คงไม่ชอบตอนจบแบบหดหู่ สิ้นหวัง เลยมักทำออกมาในลักษณะผ่อนคลาย ผู้ชมเดินทางกลับบ้านด้วยความสบายใจ ปลดปล่อยความทุกข์ทรมานไว้เบื้องหลัง

ตัดต่อโดย Toshio Gotō, 後藤 俊夫 (เกิดปี 1938) ผู้กำกับ/นักตัดต่อ สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Ina, Nagano เริ่มต้นจากเป็นนักตัดต่อในสังกัด Toho ก่อนย้ายมา Shintoho หลังสตูดิโอล้มละลาย กลายมาเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ Satsuo Yamamoto ก่อนได้รับโอกาสกำกับภาพยนตร์ Matagi (1982), Born Wild, Run Free (1987) ฯ
หนังดำเนินเรื่องโดยใช้มุมมองของ Shirō ขณะกำลังจะข้ามแม่น้ำแห่งความตาย Sanzu River ทำการหวนระลึกนึกย้อนอดีต (Flashback) ช่วงเวลาสองสามวันก่อนเสียชีวิต อันมีจุดเริ่มต้นจากการมาถึงของ Tamura นำพาหายนะให้บังเกิดขึ้นมากมาย
- Opening Credit ร้อยเรียงภาพนางแบบเปลือยเปล่า
- Shirō กับ Yukiko
- Shirō เดินทางมาหมั้นหมาย Yukiko แต่กลับถูก Tamura เข้ามาขัดจังหวะ
- ระหว่างทางกลับ Tamura ขับรถชนคนตายแล้วหลบหนี ทำให้ Shirō เกิดความรู้สึกผิดอย่างรุนแรง
- มารดาและ Yoko แฟนสาวของ(หัวหน้ามาเฟีย)คนที่ถูก Tamura ขับรถชนตาย ครุ่นคิดวางแผนแก้ล้างแค้น!
- Yukiko ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต
- Yoko เกี้ยวพาราสี Shirō นัดหมายพบเจอวันถัดไปเพื่อลงมือล้างแค้น แต่ทว่าเขากลับสูญหายตัวไป
- Shirō กับ Sachiko
- Shirō ได้รับจดหมายแจ้งอาการป่วยหนักของมารดา จึงเดินทางไปเยี่ยมเยียนที่ศูนย์พักพิงคนชรา Tenjoen
- Shirō พบเจอกับ Sachiko ที่ใบหน้าเหมือนเปี๊ยบกับ Yukiko
- ขณะเดียวกันถูกชู้รักบิดา Kinuko พยายามเกี้ยวพาราสี ชักชวนหลบหนีไปด้วยกัน
- การมาถึงของ Tamura นำพาความตายให้กับมารดา
- งานเลี้ยงครบรอบสิบปีของศูนย์พักพิงคนชรา
- Shirō เผชิญหน้ากับ Yoko บนสะพานแขวน เกิดอุบัติเหตุให้เธอพลัดตกหล่น
- Shirō ต่อสู้กับ Tamura เป็นเหตุให้อีกฝ่ายพลัดตกสะพานเช่นกัน
- งานเลี้ยงเฉลิมฉลอง ดื่มด่ำสังสรรค์
- Kinuko (ชู้รักบิดา) เกี้ยวพาราสี Shirō แล้วถูกบิดาพบเจอ เกิดเรื่องทะเลาะวิวาท เป็นเหตุให้เธอพลัดตกบันไดเสียชีวิต
- สมาชิกงานเลี้ยงต่างชักดิ้นชักงอ อันเนื่องจากปลาเก็บจากลำธารเจือปนสารพิษ
- มารดาของหัวหน้ามาเฟีย (คนที่ถูก Tamura ขับรถชนตาย) ปลอมตัวเข้ามารินสาเกใส่ยาพิษ สังหารหมู่สมาชิกผู้สูงวัยที่เหลือ
และพอพานผ่านไปหนึ่งชั่วโมงเกือบจะเป๊ะๆ (ความตายของ Shirō และผองเพื่อน) จักหวนกลับมาขุมนรก รับฟังคำพิพากษาของพระยม ก่อนพบเจอหญิงคนรัก Yukiko ออกติดตามหาบุตรสาวลงไปในนรกขุมต่างๆ
- Shirō พบเจอกับ Tamura ริมแม่น้ำแห่งความตาย Sanzu River
- Shirō ได้รับการพิพากษาจากจากพระยม
- Shirō พบเจอกับ Yukiko รับรู้ว่าเธอเสียชีวิตขณะตั้งครรภ์ จึงเริ่มออกติดตามหาบุตรสาวไปในขุมนรก
- พบเจอบิดา-มารดาของ Yukiko กำลังก้าวเดิน ชดใช้หนี้กรรมของตนเอง
- พบเจอกับหัวหน้ามาเฟียที่ Tamura ขับรถชนตาย
- ร้อยเรียงโทษทัณฑ์ของบรรดาสมาชิกศูนย์พักพิงคนชรา ต่างเคยก่อกรรมทำเข็นนานาสารพัด
- Shirō พบเห็น Yukiko โอบอุ้มบุตรสาว กำลังมอดไหม้ในกงล้อหมุน ติดตามไปเหยียบย่ำหนามแหลม
- Shirō รับรู้ตัวตนของ Sachiko ว่าคือน้องสาวต่างมารดา
- Tamura ทุกข์ทรมานในนรกอเวจี
- สมาชิกในนรกก้าวเดินวงกลม
- Shirō พยายามช่วยเหลือทารกน้อยจากกงล้อหมุน
- กลับสู่โลกความจริง ร้อยเรียงภาพความตาย
- ตบท้ายด้วย Yukiko และ Sachiko โบยบินสู่สรวงสวรรค์
ผมมีความคาดหวังว่าหนังจะนำเสนอภาพนรกทั้งแปดขุม เอาจริงๆมันก็ครบทั้งแปดขุมนะแหละ แต่ไม่ใช่ด้วยวิธีการปกติทั่วไปที่จะแนะนำนรกทีละขุม กลับทำการกระโดดไป กระโดดมา โผล่ตรงโน้นที แวบมาตรงนี้ที มีเพียงเสียงอธิบาย(ของพระยม)ว่าบุคคลนี้เคยทำกรรมอะไร และกำลังถูกลงโทษทัณฑ์ใด ไม่จำเพาะเจาะจงว่านรกขุมไหนๆ
ลีลาการนำเสนอดังกล่าว คงเพื่อให้ขุมนรกมีความเหนือจริง (Surrealist) จับต้องไม่ได้ เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย ไม่ต้องไปสนใครอยู่ขุมไหน ได้รับโทษทัณฑ์อะไร มีความถูก-ผิดตามหลักพุทธศาสนา แค่พรรณาอารมณ์ติสต์แตกของผู้สร้างออกมา! … นี่คือสิ่งแบ่งแยกผู้ชมออกเป็นหลายขั้ว ใครชอบคงชอบมากๆ ใครดูไม่รู้เรื่องก็ส่ายหัว ผมเองสามารถทำความเข้าใจ แต่ครุ่นคิดว่ามันเลอะเทอะ เละเทะ สะเปะสะปะเกินไป
เพลงประกอบโดย Chumei Watanabe, 渡辺 宙明 ชื่อจริง Michiaki Watanabe, 渡辺 宙明 (1925-2022) นักแต่งเพลงสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Nagoya, Aichi ตั้งแต่เด็กมีความหลงใหลในบทเพลงออร์เคสตรา วาดฝันโตขึ้นอยากทำเพลงประกอบภาพยนตร์ แต่โตขึ้นเลือกเรียนคณะจิตวิทยา University of Tokyo ตามคำร้องขอบิดา ระหว่างนั่นก็ร่ำเรียนการแต่งเพลงกับ Saburo Moroi, ภายหลังบิดาเสียชีวิตก็หันเหสู่การทำเพลงประกอบภาพยนตร์เต็มตัว เข้าร่วมสตูดิโอ Shintoho ผลงานเด่นๆ อาทิ The Ghost of Yotsuya (1959), Jigoku (1960) ฯ
ชั่วโมงแรกของหนังถือว่าไม่มีเพลงประกอบใดๆ ได้ยินเพียง ‘diegetic music’ จากผับบาร์ ร้อง-เล่น-เต้นในงานเลี้ยงเฉลิมฉลองครบรอบสิบปีศูนย์พักพิงคนชรา, แต่พอขุมนรกปรากฎขึ้นมา จะเต็มไปด้วยสารพัดสไตล์เพลง แจ๊ส คลาสสิก โรแมนติก พื้นบ้านญี่ปุ่น (พร้อมเสียงขับร้องโหยหวย) หรือแม้แต่เครื่องดนตรีไฟฟ้า เสียงสังเคราะห์เธรามิน (Theremin) รวมถึงสารพัดเสียงประกอบ (Sound Effect) กรีดร้อง ทารกร่ำไห้ ฯ เป็นความพยายามผสมผสานทุกสิ่งอย่างเข้าด้วยกัน!
เหตุผลที่บทเพลงในขุมนรกมีความหลากหลายเช่นนั้น ก็ด้วยเหตุผลเดียวกับลีลาตัดต่อ เพื่อสร้างสัมผัสเหนือจริง (Surrealist) คาดเดาอะไรไม่ได้สักสิ่งอย่าง! บางครั้งสนุกสนาน บางครั้งโรแมนติก ท่วงทำนองห่วงโหยหา เศร้าโศกเสียใจ แต่ส่วนใหญ่จะรู้สึกหลอกหลอน ขนหัวลุกพอง สั่นสยองขวัญกับภาพพบเห็น … ผมขอเรียกว่า ‘นรกรีมิกซ์’ สถานที่มีส่วนผสมของสรรพเสียง
พุทธศาสนาในญี่ปุ่นมีความแตกต่างจากประเทศอื่นๆโดยสิ้นเชิง! จริงๆต้องเริ่มกล่าวถึงศาสนาชินโต (神道, Shinto) เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 117 ปีก่อนพุทธศักราช คิดตามสมัยจักรพรรดิองค์แรกของญี่ปุ่น Jinmu-tennō, 神武天皇 เชื่อกันว่าสืบเชื้อสายมาจากจันทรเทพ Tsukuyomi, 月読 และสุริยะเทพี Amaterasu, 天照
ชินโตถือเป็นลัทธิความเชื่อพื้นเมืองประจำญี่ปุ่น ไม่มีศาสดาหรือผู้ก่อตั้งศาสนา แต่เชื่อในพหุเทวนิยม (เทพเจ้ามากมายนับไม่ถ้วน) เกิดมาจากขนบธรรมเนียมประเพณีที่ถือสืบต่อกันมา ไม่มีคำสอนที่แน่นอน ไม่มีคัมภีร์ที่ตายตัว มุ่งเน้นความบริสุทธิ์ของพิธีกรรม รวมถึงยกย่องเกียรติและความมีตัวตนของเทพเจ้า, จนกระทั่งการมาถึงของศาสนาพุทธและขงจื๊อระหว่าง พ.ศ. ๑๐๘๑-๙๕ จึงเกิดการผสมปนเป ถึงขนาดมีความเชื่อว่าเทพเจ้าของชินโตคือปางหนึ่งของพระพุทธเจ้า หรือการนับถือพระโพธิสัตว์คันนง (หรือเจ้าแม่กวนอิม)
ตั้งแต่สมัยจักรพรรดิเมจิ, 明治天皇 (1852-1912, ครองราชย์ ค.ศ.1867-1912) ทรงสั่งให้แยกศาสนาชินโตออกจากพุทธและขงจื้อ ห้ามปะปนกัน! เพื่อให้ชินโตกลายเป็นศาสนาประจำชาติญี่ปุ่น (จุดประสงค์จริงๆเพื่อยกอำนาจจักรพรรดิ/ตนเองกลายเป็นสมมติเทพ) ถึงอย่างนั้นประชาชนส่วนใหญ่จนถึงปัจจุบัน ต่างนับถือทั้งพุทธ ทั้งชินโต ผสมผสานกันอย่างกลมเกลียว (หรือเละตุ้มเป๊ะก็ไม่รู้)
ด้วยเหตุผลประมาณนี้กระมังที่ทำให้พุทธญี่ปุ่น/ขุมนรกของ Jigoku (1960) มีความผิดแผกแตกต่างจากพุทธเถรวาทไทย! แต่ผมว่าประเด็นหลักๆน่าจะเกิดจากหนังมีเงินทุนจำกัด ผกก. Nakagawa จึงไม่สามารถนำเสนอนรกทั้งแปดขุมอย่างตรงไปตรงมาต่างหาก!
และผมยังรู้สึกว่าผกก. Nakagawa ไม่ได้ศึกษาพุทธศาสนาอย่างละเอียดสักเท่าไหร่ ยึดเอาตามความเชื่อ/ความเข้าใจตนเองเป็นหลัก นำเสนอภาพขุมนรก/การลงทัณฑ์ที่สะท้อนผลจากการกระทำ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” โดยเฉพาะการเพิกเฉยต่อบาป Tamura ขับรถชนคนตาย Shirō เลยต้องรับผลกรรมร่วมกัน
I’d like to shoot a film about bad people who should go to hell.
Nobuo Nakagawa
ผมครุ่นคิดไปมาก็ตระหนักว่า Jigoku (1960) อาจคือภาพยนตร์ที่สะท้อนสถานการณ์ ‘นรก’ ของสตูดิโอ Shintoho ขณะนั้นการเงินขาดสภาพคล่อง ทะยอยปลดพนักงาน มองเห็นอยู่รำไรว่าอีกไม่นานต้องประกาศล้มละลาย ทำให้ใครหลายคนตกอยู่ในสภาพห่อเหี่ยว สิ้นหวัง ไม่รู้จะทำอะไรยังไงต่อไป?
นั่นทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ใช่แค่รำพันอารมณ์ของผู้สร้าง ยังสามารถเหมารวมสมาชิกสตูดิโอ Shintoho นักแสดง ทีมงาน และรวมถึงบรรดาลูกจ้างบริษัท เห็นว่าพวกเขาต่างร่วมแรงร่วมใจ หลายคนเข้ามามีส่วนร่วมกับโปรเจค แบกหิน ขุดดิน รับบทตัวประกอบ คาดหวังผลงาน(น่าจะ)เรื่องสุดท้ายนี้ออกมาให้โลกจดจำ
เราสามารถเปรียบเทียบผกก. Nakagawa = Shirō ผู้มีจิตใจบริสุทธิ์ ไม่เคยครุ่นคิดอยากกระทำสิ่งชั่วร้าย แต่กลับถูกล่อโดยคนพาล Tamura (=ท่านประธาน Mitsugu Ôkura) พาไปหาผิด ย้ายมาทำงาน Shintoho ร่วมหัวจนท้าย (อยู่ด้วยกันจนวันสุดท้ายของสตูดิโอ) ตกนรกมอดไหม้ ทนทุกข์ทรมานไปด้วยกัน!
ตอนจบของหนังล่องลอยขึ้นสู่สรวงสวรรค์ … เหตุผลแท้จริงคือผกก. Nakagawa อยากสร้างความหวังให้กับผู้ชม ตนเอง รวมถึงสมาชิกสตูดิโอ Shintoho หลังพานผ่านช่วงเวลานรกแตก ย่อมต้องมีโอกาสพบเจอสรวงสวรรค์รำไร
ด้วยความที่สตูดิโอ Shintoho ทำหนังขาดทุนย่อยยับมาหลายเรื่องติดๆกัน การเงินขาดสภาพคล่อง พนักงาน/ทีมงานต่างรับรู้ว่า Jigoku (1960) จักคือภาพยนตร์เรื่องสุดท้าย! เลยพากันปล่อยผีปล่อยสาง ร่วมแรงร่วมใจ ร่วมหัวจมท้าย อยากทำอะไรก็ทำ เผื่อใจไว้แล้วว่าเสียงตอบรับต้องย่ำแย่ เละตุ้มเป๊ะ ซึ่งก็…ตามนั้น
This film is like a tumor that Shintoho developed in its death throes.
นักวิจารณ์ Masahiro Ogi
มีนักวิจารณ์คนหนึ่งกล่าวหาว่า Jigoku (1960) คือต้นสาเหตุให้ Shintoho ต้องปิดกิจการลงไป (เอาจริงๆไม่ใช่นะครับ มันเป็นปัญหาสะสมเรื้อรังมานาน ทำหนังเจ๊งหลายเรื่องติดๆกันต่างหาก) แต่ไม่รู้เพราะความคิดเห็นนี้หรือเปล่า ทำให้ชาวญี่ปุ่นเกิดความกระตือรือร้น พยายามขวนขวายหารับชม “ภาพยนตร์ที่ทำให้สตูดิโอล้มละลาย” บังเกิดกระแสคัลท์ (Cult Following) ติดตามมาโดยพลัน!
ปัจจุบันหนังยังไม่ได้รับการบูรณะ ฉบับจัดจำหน่าย Blu-Ray ของค่าย Happinet เมื่อปี ค.ศ. 2019 ขึ้นข้อความ Remastered in HD แต่อย่างน้อยคุณภาพสีไม่ย่ำแย่เท่า The Ghost of Yotsuya (1959), หรือใครสนใจของค่าย Criterion Collection ยังมีแค่ DVD ที่ผ่านการ ‘digital transfer’ รับชมแก้ขัดไปก่อน
เกร็ด: เผื่อใครอยากเข้าใจหนังมากขึ้น แนะนำให้ลองหารับชมสารคดีเบื้องหลัง Building the Inferno: Nobuo Nakagawa and the Making of ‘Jigoku’ (2006) รวมอยู่ใน Special Feature ของ Criterion Collection
หวนกลับมารับชมหนังรอบนี้ ผมเต็มไปด้วยความคาดหวังว่าจะสามารถทำความเข้าใจอะไรๆ แต่กลับค้นว่าทุกสิ่งอย่างมันเลอะเทอะ เละเทะ ตุ้มเป๊ะ จับแพะชนแกะ นอกเสียจากความบ้าบิ่น สิ้นหวัง ระบายอารมณ์อัดอั้นที่ไม่ใช่แค่ของผกก. Nakagawa แต่ยังสามารถเหมารวมสมาชิกสตูดิโอ Shintoho (ที่กำลังจะล้มละลาย) นั่นน่าจะคือเหตุผลให้หนังได้รับกระแสคัลท์จากความห่วยแตก บรรลัยกัลป์ ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครอยากเหมือน
จัดเรต 18+ กับนรก


ใส่ความเห็น