Johann Strauss II: The Blue Danube

hqdefault

Johann Strauss II: The Blue Danube Op. 314 

“The Waltz King” หรือที่ผู้คนรู้จักเขาในนาม Johann Strauss, Jr., the Younger, the Son หรือ Johann Baptist Strauss ย่อๆก็คือ Johann Strauss คีตกวีชาวออสเตรียชื่อดังในช่วงศตวรรษที่ 18 ฉายา Waltz King ก็มาจากผลงานที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของคีตกวีคนนี้ โดยเฉพาะเพลง Waltz ซึ่งเพลงที่ดังที่สุดก็คือเพลงนี้ The Blue Danube

ผมเลือกเพลงนี้หลังจากดูหนังเรื่อง 2001 A Space Odyssey เชื่อว่าได้ยินแล้วคงคุ้นๆหูกันบ้าง ไม่ใช่เพลงเปิดหนังนะครับ ช่วงที่ 3(เรื่องที่ 2) ของหนัง เพลง Orchestra บรรเลงระหว่างการเดินทางในอวกาศ ยานอวกาศเข้าเทียบท่าสถานี นี่เป็นเพลงที่ฟังสบายชวนง่วง เปิดก่อนนอนน่าจะทำให้หลับสบายทีเดียว

จุดเริ่มต้นของเพลง Waltz ยุคใหม่เริ่มต้นช่วงต้นศตวรรษ 18 และมาฮิตกันมากตอนต้นศตวรรษ 19 แต่เดิมการเต้นลีลาศ จะไม่ใช่การเต้นเข้าคู่จับมือชายหญิงแบบปัจจุบัน เพราะการจับมือชายหญิงถือว่าเป็นการผิดธรรมเนียมของคริสตจักร รู้สึกว่าจะเป็นจักรพรรดิของรัสเซียที่เป็นคนเริ่มทำให้เกิดการแพร่หลายไปเป็นวงกว้าง และในบรรดาเพลง Waltz ทั้งหลาย เพลงของ Strauss มักจะถูกแต่งมาเพื่อใช้ในงานเต้นรำ งานเลี้ยงฉลอง ซึ่งเน้นจังหวะที่สนุกสนาน ฟังง่าย จับจังหวะง่าย ฟังแล้วรู้ว่าเป็น Waltz (ไม่แน่ใจเหมือนกันนะครับว่า Strauss เป็นคนเริ่มจังหวะ ตึ่ง-ฉับ-ฉับ หรือเปล่า)

เห็นว่า Strauss แต่งเพลงเพื่อให้เกียรติแก่แม่น้ำสายหนึ่ง ชื่อ River Danube ว่ากันว่าเขาแต่งเพลงนี้หลังจากได้ยินบทกวีจาก Karl Isidor Beck ที่ว่า “By the Danube, beautiful blue Danube” ถึงเสียงดนตรีจะไม่สามารถสร้างสีน้ำเงินออกมาได้ แต่อารมณ์ Blue น่าจะนิยามจากเพลงๆนี้ได้

ตอนที่เพลงนี้บรรเลงครั้งแรก โดย Wiener Männergesangsverein (Vienna Men’s Choral Association) Joseph Weyl เป็นผู้เขียนกวีเพื่อร่วมขับร้องไปด้วย แต่หลังจากที่เพลงบรรเลงจบก็ได้รับคำวิจารณ์กลางๆ ไม่ดีนัก Strauss เลยพูดออกมาประมาณว่า “The devil take the waltz, my only regret is for the coda—I wish that had been a success!” เขาเอาเพลงไปปรับแก้ให้เหลือแค่ทำนอง Orchestra ผลลัพธ์คือโด่งดังเป็นพลุแตกข้ามวันข้ามคืน กว่า 1 ล้าน copy sheet ในสมัยนั้น Franz von Gernerth ให้คำนิยามเพลงนี้ว่า “Donau, so blau, so blau” (“Danube, so blue, so blue”)

สำหรับคนที่ไม่ใช่นักดนตรี อาจจะไม่รู้ว่า coda คืออะไร coda คือ จุดสิ้นสุดของการเล่นซ้ำ ในโน๊ตดนตรีมันจะมีบางท่อนที่เล่นซ้ำกัน แต่แทนที่จะเขียนยาวๆต่อกัน มันเลยมี 2 สัญลักษณ์ คือ Segno หรือ Sign เป็นสัญลักษณ์แสดงจุดเริ่มต้นของตัวโน๊ตที่จะเริ่มมีการเล่นซ้ำ และ Coda คือสัญลักษณ์แสดงโน๊ตตัวสุดท้ายที่มีการเล่นซ้ำ Segno กับ Coda มักอยู่คู่กัน ใกล้กันเสมอ (มีอีกสัญลักษณ์ repeat sign ใช้แทน segno/cods ได้เช่นกัน)

musical-symbols1

ความหมายของ Strauss อาจจะหมายถึงสิ่งที่ถูกเพิ่มเข้ามาในเพลง devil นั้นอาจจะหมายถึง Wiener Männergesangsverein ก็ได้ มันไม่มีอะไรที่บันทึกการแสดงครั้งนั้น ทำให้ไม่มีใครรู้ว่า เพลงนี้ถูกเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากน้อยแค่ไหน แต่ก็มีการจดบันทึกบทกวีของ  Joseph Weyl ไว้นะครับ ลองหาในเน็ตได้เลย เพลงนี้มีแต่งทำนองอีกหลายครั้ง มีครั้งหนึ่งที่ตอนนั้น Austria เพิ่งแพ้สงครามกับ Prussia มา ทำนอง(กวี) จึงออกแนวท้อแท้ สิ้นหวัง เสียใจ ครั้งสุดท้ายของการแต่งทำนอง ทำให้เพลงนี้กลายเป็นเพลงชาติที่สองหรือเพลงชาติแบบไม่เป็นทางการ (unofficial) ของออสเตรีย

เวอร์ชั่นต้นฉบับที่แท้จริงของเพลงนี้ เครื่องลมจะเด่นพอๆกับเครื่องสายนะครับ ผมเห็นหลายเวอร์ชั่นที่มีการแสดงในปัจจุบัน มักจะใช้เครื่องสายเป็นเสียงเด่น คงเพราะปรับให้เข้ากับวง Orchestra ในปัจจุบันที่มีคนเล่นเครื่องสายมากกว่าคนเล่นเครื่องเป่า เราจะได้ยินการล้อกันระหว่าง Flute, Clarinets กับ Violin บ่อยครั้ง จังหวะ Waltz จะสลับกันตลอดเพลง บ้างใช้เครื่องเป่าลงเสียง ฉับ-ฉับ บางครั้งใช้เครื่องสายลงเสียง ฉับ-ฉับ ถ้าคนเคยเต้นเพลง Waltz เพลงนี้ถือว่าเป็นเพลงที่ฟังแล้วจับจังหวะได้ง่ายที่สุด และถ้าเต้นหลุดจังหวะไป มันก็ยังมีเสียง ฉับ-ฉับ ให้แก้ตัวได้ยินอยู่เรื่อยๆ

ผมเชื่อว่าอย่างน้อยคุณน่าจะเคยได้ยินเพลงนี้ มาจากที่แห่งหนใดสักแห่งหนึ่ง คนเต้นลีลาศ จังหวะ Waltz ต้องเคยได้ยินเพลงนี้แน่ๆ มีคำพูดว่า “ถ้าคุณรู้จัก Waltz ต้องรู้จัก Strauss” และ “ถ้าคุณรู้จัก Strauss ต้องรู้จัก The Blue Danube” จริงหรือเปล่านิ เชื่อว่าคนไทยเราไม่น่าจะรู้จักชื่อเพลงด้วยซ้ำนะ แต่ทำนองนี้น่าจะเคยได้ยินมาบ้าง

อิทธิพลของเพลงนี้ต่อวงการภาพยนตร์มีสูงมากนะครับ ขนาดว่า Walt Disney เอาเพลงนี้มาประกอบการ์ตูนด้วยตอนหนึ่ง ชื่อ Waltz of the Geese ไปดูกัน

ตอนจบของ The Wages of Fear (1953) ผู้กำกับ Henri-Georges Clouzot ใส่เพลงนี้เพื่อแสดงบรรยากาศที่ครื้นเครง มีความสุข เมื่อภารกิจเครียดๆของหนังได้จบลง ผู้รอดชีวิตคนสุดท้ายกำลังกลับบ้านด้วยความหวัง ความหวาดกลัวต่อทุกสิ่งทุกอย่างได้มลายหลายไป เกิดเป็นความประมาท ที่ทำให้…

แต่คงไม่มีอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่า การเอาเพลงนี้ใส่ลงไปใน 2001 A Space Odyssey แล้วนะครับ ผมขอให้คำจำกัดความช่วงของหนังที่ใช้เพลงนี้บรรเลง ว่า “คุณจะรู้สึกเหมือนกำลังล่องลอยอยู่ในห้วงอวกาศอันเวิ้งว้าง กว้างใหญ่ จิตใจโบยบินได้โดยไม่ใช้ปีก ไม่มีเป้าหมายในใจ ไม่มีที่สิ้นสุด อยากโบยบินต่อเนื่องไป ไม่คิดอะไร แต่สุดท้ายแล้ว เป้าหมาย ปลายทาง จุดสิ้นสุด ทำให้ฉันต้องเดินต่อไป”

คำโปรย : “Johann Strauss II: The Blue Danube ฟังแล้วคุณจะรู้สึก Blue”
คุณภาพ : SUPERB
ความชอบLOVE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of