Journey into the Night (1921)

Der Gang in die Nacht

Journey into the Night (1921) German : F. W. Murnau ♥♥♥♡

ผลงานชิ้นเก่าแก่สุดที่หลงเหลือรอดมาถึงปัจจุบันของ Friedrich Wilhelm Murnau ถึงชื่อหนังจะหมายถึงการเดินทางในยามรัตติกาล แต่เรื่องราวของ Conrad Veidt รับบทชายตาบอด ได้รับการรักษาจนกลับมามองเห็นแสงสว่าง แล้วหวนกลับไปมืดบอดอีกครั้งเพราะตัณหาราคะของตนเอง

แม้ไม่ใช่ผลงานชิ้นเอกของปรมาจารย์ผู้กำกับ F. W. Murnau เจ้าตัวยังเคยแสดงความไม่ค่อยพึงพอใจอะไรหลายๆอย่าง แต่ถือเป็นภาพยนตร์แฝงข้อคิดคติสอนใจอันดี และขนลุกขนพองไปกับความยิ่งใหญ่ของ German Expressionism ที่ใช้ธรรมชาติ ผืนน้ำ ท้องทะเล ในการแสดงออกซึ่งความรู้สึกปั่นป่วนภายคลุ้มคลั่งภายในของตัวละคร

ดัดแปลงจากนิยายเรื่อง Der Sieger (แปลว่า ผู้ชนะ) ของ Harriet Bloch (1881 – 1975) โดยนักเขียน Carl Mayer สัญชาติ Austrian โด่งดังกลายเป็นตำนานจาก The Cabinet of Dr. Caligari (1920) ถือเป็นครั้งที่สองถัดจาก Der Bucklige und die Tänzerin (1920) ที่ได้ร่วมงานกับ Murnau และกลายเป็นคู่หูเหน็บติดไปด้วยตอนสร้างภาพยนตร์ Hollywood

เรื่องราวของ Dr. Eigil Borne (รับบทโดย Olaf Fønss) หมอผู้ทุ่มเทกายใจรักษาผู้ป่วย หมั้นหมายกับ Hélène (รับบทโดย Erna Morena) ตกหลุมรักกันมาตั้งแต่เด็ก คงเพราะความเบื่อหน่ายเฉื่อยชา วันหนึ่งพบเจอนักแสดงหญิงสาว Lily (รับบทโดย Gudrun Bruun) หว่านโปรยเสน่ห์ลวงหลอกล่อจนหลงติดกับ ทำให้ตัดสินใจถอนหมั้นกับ Hélène แล้วแต่งงานกับ Lily โดยพลัน

ครั้งหนึ่ง ณ บ้านพักต่างอากาศริมทะเล Dr. Eigil Borne มีความต้องการรักษา Der Maler (รับบทโดย Conrad Veidt) ชายตาบอดแต่เป็นอัจฉริยะด้านการวาดภาพ (แต่เราก็ไม่ได้เห็นภาพวาดของเขาหรอกนะ) ให้สามารถกลับมามองเห็นได้อีกครั้ง ซึ่งก็ไม่รู้ทำอย่างไรสำเร็จลุล่วงผ่านไปด้วยดี เวลา 6 โมงเย็นเปะๆ ทำให้เขาสามารถมองเห็นได้อีกครั้ง แต่สิ่งแรกที่ชายหนุ่มหลงใหลคือความงดงามของ Lily แม้จะแต่งงานมีคู่ครองอยู่แล้ว แต่ความรักก็ดั่งพายุพัดโหมกระหน่ำ เมื่อ Dr. Borne พบเห็นพวกเขาอินเลิฟอยู่ด้วยกันรับทราบความจริงทุกสิ่งอย่าง ก็สูญเสียใจอย่างยิ่ง รู้งี้ไม่น่าทำให้ชายคนนี้กลับมามองเห็นเลย

ด้วยความเสียใจมากยิ่งล้นพ้น Dr. Borne อยากที่จะกลับไปหา Hélène แต่เพราะหญิงสาวได้ตรอมใจตายจากไปแล้ว (จริงๆคือแสร้งแกล้งตายให้เขารู้สึกผิดตลอดชีวิต) เขาจึงทุ่มเทชีวิตให้กับการงานอย่างหามรุ่งหามค่ำ กระทั่งวันหนึ่งสายตาของ Der Maler หวนกลับไปมืดบอดลงอีกครั้ง Lily เข้าไปอ้อนวอนขออดีตคนรักให้ช่วยกลับมารักษาอีกที มีหรือเขาจะยินยอม แต่ก็ได้หวนกลับไปเผชิญหน้ากับชายตาบอดอีกครั้ง ราวกับเห็นตัวเองในกระจก ทั้งสองมีสภาพไม่แตกต่างกัน

Olaf Fønss (1882 – 1949) นักแสดง/ผู้กำกับ สัญชาติ Danish หลังจากโด่งดังในบท Mad-Scientist ภาพยนตร์ซีรีย์เรื่อง Homunculus (1916) ติดตากลายเป็นภาพลักษณ์ของชายผู้มีความหมกมุ่นอยู่กับอะไรบางอย่างจริงจังถึงขีดสุด ซึ่งบทบาท Dr. Eigil Borne ก็แทบไม่ต่างอะไรกับนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่อง บ้างานและคลั่งในรัก มืดบอดจนโงหัวไม่ขึ้น

Conrad Veidt (1893 – 1943) นักแสดงสัญชาติ German โด่งดังระดับตำนานกับ The Cabinet of Dr. Caligari (1920) ในบทตัวละครสุดหลอน Cesare ชายผู้หลับไม่ยอมตื่นแต่สามารถถูกสะกดจิตสลึมสลือฆ่าคนตายอย่างไร้สติ กับหนังเรื่องนี้เหมือนว่า Veidt ต้องการเลียนแบบความสำเร็จเดิม ตัวละครตาบอดมอบอะไรไม่เห็น ไม่จำเป็นต้องใช้ไม้เท้าช่วยก็สามารถเดินแน่แน่วตรงดิ่งไม่กลัวชนอะไร ไฮไลท์อยู่ตอนพบว่าตนเองหวนกลับมามองไม่เห็นอีกแล้ว มือไม้สะท้อนอารมณ์ความรู้สึกที่อยู่ภายในจิตใจออกมาจนหมดสิ้น

หลายคนมองว่า Veidt คือจุดเด่นของหนัง บางคนรู้สึกการแสดงมัน ‘Over-Acting’ มากเกิน ผมรู้สึกเฉยๆ แต่สำหรับผู้กำกับ Murnau เห็นว่าไม่ค่อยประทับใจสักเท่าไหร่ เพราะต้องการแสดงออกที่เป็นธรรมชาติมากกว่านี้

ถ่ายภาพโดย Max Lutze ตากล้องสัญชาติ Dutch,
ตัดต่อโดย F. W. Murnau

การมาถึงของจิตรกรตาบอด เป็นช็อตที่มีความน่าฉงนสงสัยอย่างยิ่ง, ยืนอยู่บนเรือ (ผิดวิสัยของคนตาบอดมากๆ) และสังเกตว่าภาพนี้จะมีขอบวงกลมสีดำ นี่ไม่ใช่ข้อบกพร่องของฟีล์มแน่ๆแต่คือความจงใจ ที่จะสะท้อนบอกถึงตัวตนของชายคนนี้ ผู้ชมมองเห็นคือแสงสว่าง แต่โลกส่วนที่เหลือของเขาราวกับอยู่ในความมืดมิด (เพราะตาบอด)

พื้นหลังของฉากภายใน มีสัมผัสของ German Expressionism อยู่เต็มเปี่ยม การออกแบบ, จัดแสงสีทิศทาง, เงาของตัวละคร ฯ มันอาจไม่ดูเด่นชัดมากเท่า The Cabinet of Dr. Caligari (1920) หรือ Nosferatu (1922) แต่ถ้าสังเกตดีๆก็จะพบว่าสามารถสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกออกมาได้

อย่างช็อตนี้ระหว่างรอคอยเวลาที่ชายตาบอดจะสามารถกลับมามองเห็นได้อีกครั้ง, สังเกตว่า เงาสาดส่องพื้นหลังมีสองระดับซ้อนกัน นี่สะท้อนถึงตัวตนของ Dr. Eigil Börne เบื้องหน้ามีอาชีพสุจริตเป็นที่นับหน้าถือตาของคนในสังคม แต่ภายในจิตใจกลับทิ้งคู่หมั้นไปแต่งงานกับคนรักใหม่

แค่เพียงเปิดม่านหน้าต่าง ก็ทำให้แสงเงาพื้นหลังดูเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก, สัมผัสของช็อตนี้ แม้จะคือตัวละครได้ลืมตามองเห็นแสงสว่าง แต่ราวกับว่าบางสิ่งชั่วร้ายกำลังคืบคลานเข้ามาหา

ขณะที่ฉากภายนอก มักใช้ท้องฟ้าก้อนเมฆ คลื่นลมทะเล ชายฝั่งริมน้ำ ฯ เทียบแทนอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครขณะนั้น เช่นว่า หลังจาก Dr. Eigil Börne รับทราบความจริงเกี่ยวกับภรรยาที่กลายเป็นชู้รัก Der Maler สายลมจะพัดรุดแรงมากตัวแทบปลิว ลงไปกลิ้งเกลือกกับพื้น เศร้าสิ้นหวังหมดเรี่ยวแรง

ไม่เพียงเท่านี้ นอกจากอารมณ์ความรู้สึกภายในตัวละครสะท้อนกลายเป็น German Expressionism พื้นหลังภายนอกแล้ว ยังมีฉากหนึ่งที่กลับตารปัตรกัน นั่นคือ ตอนวันแห่งฝนฟ้าพายุ (ชายตาบอดกำลังจะมองเห็น) ได้ทำให้ภรรยาของ Dr. Eigil Börne เกิดอาการคลุ้มคลั่ง เพราะหวาดกลัวความมืด

นัยยะของฉากนี้ เพราะหญิงสาวตกหลุมรักแรกพบกับชายตาบอด แต่เขายังมองไม่เห็นจึงมิอาจรับรู้ความรู้สึกตัวตนของเธอ แต่ระหว่างที่ชายผู้นั้นกำลังได้รับโอกาสรักษาให้ตามองเห็น ความวิตกกังวลคลุ้มคลั่งในในได้ถูกเปิดเผยระบายออก นี่ฉันจะคงอดรนทนต่อความรู้สึกนั้นต่อไปได้นานแค่ไหน

สรุปแล้วการแสดงออกของหญิงสาว ไม่เพียงสะท้อนสภาพอากาศความคลุ้มคลั่ง แต่ยังจิตใต้สำนึกในใจขอเธอเองด้วย

Journey into the Night คือการออกเดินทางไปสู่ความมืดมิดรัตติกาล ไม่ใช่แค่เพียงสายตาของตัวละคร Der Maler จากมืดไปสว่างไปมืดอีกครั้ง แต่ยังสะท้อนจิตใจของ Dr. Eigil Börne จากมืดไปสว่างไปมืดมิดเช่นกัน

“I don’t blame you. Nobody is guilty. The law (God’s) is above us all. But you shall not cure me again. You gave me a gift of light and I could see her. Now I come back again to my night”.

จริงๆต้องมองกลับกันนะว่า Der Maler คือตัวละครเชิงสัญลักษณ์ ที่สะท้อนสำนึกภายในจิตใจของ Dr. Eigil Börne เปรียบการมองเห็น/ไม่เห็น กับการกระทำ บอกเลิกคู่หมั้น/แต่งงานกับชู้ ความต้องการร่านราคะทำให้สายตาของมนุษย์มืดบอดในสิ่งถูกต้องเหมาะสมควร

Der Gang In Die Nacht คาดว่าสูญหายไปตั้งแต่ปี 1945 จนกระทั่งได้รับการค้นพบโดย Henri Langlois ช่วงทศวรรษ 70s-80s พบเห็นกล่องที่เขียนชื่อหนังจากคลังเก็บฟีล์ม Staatliches Filmarchiv der DDR (State Film Archive of the GDR) ของประเทศ East Germany จึงได้ให้ Cinèmathèque Française ทำเรื่องขอไปได้ฟีล์ม Negative ที่ไม่มี Title Card และม้วน 3 สูญหายไป
– โชคยังดีค้นพบฟุตเทจม้วน 3 จัดเก็บอยู่ที่ Gosfilmofond, Moscow (น่าจะเป็นช่วงที่คุณภาพหนังห่วยๆหน่อย)
– ขณะที่ Title Card ได้ติดต่อทายาทของ Murnau ยังเก็บ Shooting Script ของหนังเอาไว้ เลยเลือกนำเอาบางส่วนที่สำคัญๆมีผลต่อเนื้อเรื่องราวแทรกใส่เข้าไป

ผลงานในยุคแรกๆของ Murnau มักจะมี Title Card ข้อความสนทนาขึ้นมากมายนับไม่ถ้วนเลยละ ก่อนค่อยๆค้นพบว่ามันไม่จำเป็นสักเท่าไหร่ และหมดสิ้นไปใน The Last Laugh (1924) ซึ่งกับเรื่องนี้ คาดการณ์กันว่าคงมีเยอะกว่าที่แทรกเพิ่มเข้าไปในหนัง แต่เท่านี้ถือว่าเหลือเฟือเพียงพอแล้ว ไม่ต้องเข้าใจรับรู้ทุกอย่างก็สามารถเข้าใจหนังได้

ส่วนตัวค่อนข้างชอบหนังเรื่องนี้ ในวิวัฒนาการของ German Expressionism น่าจะถือว่าเป็นครั้งแรกๆเลยละ ที่นำเอาความรู้สึกภายในจิตใจของตัวละคร สะท้อนออกมาเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติพื้นหลัง

แนะนำกับคอหนังเงียบ สนใจเรื่องราวรักสามเศร้าที่แฝงข้อคิด, ศิลปินผู้ชื่นชอบงานศิลปะสไตล์ German Expressionism, แฟนๆผู้กำกับ F. W. Murnau และหลงใหลในการแสดงของ Conrad Veidt ไม่ควรพลาด

จัดเรต 13+ กับบรรยากาศ และความเป็นชู้

TAGLINE | “Journey into the Night ถึง F. W. Murnau กำลังท่องไปในรัตติกาล แต่ก็มีประกายแสงสว่างเล็กๆส่องนำทาง”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of