Jules et Jim (1962)

Jules et Jim

Jules et Jim (1962) French : François Truffaut ♥♥♥♥

จากผู้กำกับ French New Wave ชื่อดัง François Truffaut กับหนังเรื่องที่ถือว่าสร้าง ‘ภาษา’ ของภาพยนตร์ได้อย่างโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์, เรื่องราวรักสามเศร้าของ Jules และ Jim ต่อ Catherine ที่จะทำให้คุณเข้าใจว่า ‘รักคือความเสียสละ’, เพลงประกอบของหนังเรื่องนี้เพราะมากนะครับ ติดอันดับ 10 Best Soundtracks ของนิตยสาร TIME เลยทีเดียว

ผมเคยดูหนังของ Truffaut มาแล้วเรื่องหนึ่งคือ The 400 Blows (1959) เป็นอัตชีวประวัติที่มีความตราตรึง ประทับใจและแสนเจ็บปวดใจ แต่นั่นเพิ่งจะเป็นหนังเรื่องแรกของ Truffaut นะครับ เขายังขาดประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญในการสร้างภาพยนตร์อยู่อีกมาก, Jules and Jim เป็นผลงานลำดับที่ 3 ซึ่งว่า Truffaut ได้เก็บเกี่ยวความรู้ ประสบการณ์ ต่อยอดพัฒนาเทคนิค วิธีการไปสู่จุดที่กลายเป็นโคตรศิลปินที่มีความเป็นตัวของตัวเองได้อย่างโดดเด่น ผมเรียกสไตล์ลักษณะนี้ว่า “หนังแนว Truffaut” (มันก็คล้ายๆ ‘หนังแนว Ozu’, ‘หนังแนว Godard’), ถ้าคุณเคยดู The 400 Blows แล้วชื่นชอบ ก็อย่าพลาด Jules and Jim นะครับ

ดัดแปลงมาจากนิยายกึ่งอัตชีวประวัติ (Semi-Autobiographical) ของ Henri-Pierre Roché ที่วางจำหน่ายเมื่อปี 1953 เรื่องราวความรักสามเศร้าระหว่าง Roché, Franz Hessel (เพื่อนสนิทของ Roché) และ Helen Grund, Truffaut ได้พบกับนิยายเรื่องนี้ในช่วงกลางยุค 50s ระหว่างกำลังหาหนังสือเก่ามือสองจากร้านหนังสือแถว Seine ใน Paris, เพราะความชื่นชอบในนิยาย Truffaut ได้กลายเป็นเพื่อนกับ Roché วัยชรา ที่เพิ่งตีพิมพ์นิยายเรื่องแรกตอนอายุ 74 แต่เขียนนิยายราวกลับคนอายุ 20-30, นอกจาก Jules and Jim แล้ว Truffaut ยังดัดแปลงนิยายของ Roché อีกเรื่องคือ Two English Girls (1971), น่าเสียดายที่ Roché ไม่ได้มีโอกาสดูหนังที่ดัดแปลงจากนิยายของเขา เพราะเสียชีวิตไปก่อนเมื่อปี 1959

Jules และ Jim เป็นเพื่อนสนิทกัน, Jules เป็นนักเขียนชาวออสเตรีย ส่วน Jim เป็นชาว French Bohemian, ทั้งสองรู้จักกันโดยบังเอิญที่ Paris ในปี 1912 แต่พบว่ามีความสนใจที่คล้ายๆกัน ชื่นชอบในศิลปะและชีวิตสไตล์ Bohemian เหมือนกัน จึงกลายเป็นเพื่อนสนิทกัน, Jules สอน Jim พูดเยอรมัน Jim สอน Jules พูดฝรั่งเศส “They taught each other their languages; they translated poetry.”, มีครั้งหนึ่งที่ทั้งสองได้เห็นรูปภาพของรูปปั้นของเทพี เกิดความหลงใหลในรอยยิ้ม ลงทุนเดินทางไปยังสถานที่จริงเพื่อชื่นชมความงดงามของรูปปั้นนั้นใน Adriatic Island

Jules รับบทโดย Oskar Werner เป็นชาวออสเตรีย หนังเรื่องนี้ทำให้ Werner กลายเป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ, ตัวละคร Jules ดูสงบเสงี่ยม พูดน้อย ตัวเล็ก ผมสีบลอนด์, เขามักโชคไม่ดีเวลาจีบสาว ถ้าไม่เจอคนที่เงียบเกินไป ก็พูดมากเกินไป มีครั้งหนึ่งทดลองกับ professional แต่ก็ไม่ใช่ที่เขาต้องการ, ฉากที่พอเสียงบรรยายพูดขึ้นว่า professional แล้วภาพตัดไปที่เท้าของหญิงสาวที่สวมนาฬิกาข้อมือ (เท้า) น่าจะหมายถึง โสเภณีที่เราต้องใช้เงินซื้อเวลาเธอเพื่อใช้บริการ พอเวลาหมดก็จบกัน (เงินมาผ้าหลุด)

Jim รับบทโดย Henri Serre เป็นชาวฝรั่งเศส, ตัวละครนี้มีการแสดงออกที่ความร่าเริงสดใส เข้ากับคนอื่นได้ง่าย ร่างกายสูงใหญ่ ผมสีดำตรงกันข้าม Jules แทบทุกอย่าง, Jules และ Jim มีอะไรมักจะแบ่งปันกันเสมอ ยกเว้นแค่ครั้งหนึ่งที่ทั้งสองตกหลุมรักหญิงสาวคนเดียวกัน Catherine ซึ่ง Jules ออกปากขอ Jim เองเลยว่า “not this one, Jim. OK?” ขณะนั้น Jim ตอบตกลง

Catherine รับบทโดย Jeanne Moreau นักแสดงชาวฝรั่งเศสที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่ง เธอเพิ่งได้รางวัล Best Actress จาก เทศกาลหนังเมือง Cannes กับหนังเรื่อง Moderato Cantabile (1960) ทำให้ Truffaut อยากร่วมงานกับเธอมาก, เนื่องจากหนังไม่ได้มีทุนมากมาย ซึ่งไม่พอจะจ่ายค่าตัวของ Moreau ด้วยซ้ำ แต่เธอก็เล่นหนังเรื่องนี้ด้วยความทุ่มเท แถมยังให้ความช่วยเหลือทีมงานระหว่างถ่ายทำมากมาย, บท Catherine ทำให้ชื่อเสียงของเธอยิ่งโด่งดังในระดับนานาชาติ และเป็นที่ต้องการตัวอย่างมาก ได้รับโอกาสให้แสดงหนังกับผู้กำกับหลากหลายมากขึ้น อาทิ Michelangelo Antonioni (La notte และ Beyond the Clouds), Orson Welles (The Trial, Chimes at Midnight และ The Immortal Story), Luis Buñuel (Diary of a Chambermaid), Wim Wenders (Until the End of the World) ฯ

การแสดงของ Moreau ในบท Catherine นั้นสมจริงมาก ราวกับว่าตัวจริงเป็นแบบนั้นจริงๆ (เห็นว่าตัวจริงนิสัยดีมากนะครับ ไม่เหมือนบทในหนังเลย) ผมไม่รู้เธอเป็น bipolar หรือ BPD รึเปล่า คืออารมณ์โคตรเหวี่ยงเลย เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย แต่ความไม่แน่นอนนี้ทำให้ตัวละครนี้มีเสน่ห์ที่ดึงดูดใจ ไม่แค่กับตัวละครที่หลงใหลในตัวเธอ แต่ผู้ชมที่รู้สึกตื่นเต้น เพราะคาดเดาอะไรไม่ได้กับเธอว่าจะทำอะไรต่อไป, ผู้หญิงแบบนี้ในชีวิตจริงผมก็เจออยู่บ่อยๆนะครับ เป็นประเภทที่ผมเอือมละอามาก เอาแต่ใจ เห็นแก่ตัว และมักจะเป็นกับคนที่หน้าตาดี จากที่ตอนแรกชอบมากๆ พอรู้จักตัวจริงกลายเป็นโคตร… เล่าแบบนี้ใครดูหนังเรื่องนี้แล้วคงรู้ว่าผมเป็นแบบ Jim ไม่ใช่ Jules, Jules ไม่ว่า Catherine จะปฏิบัติแย่ต่อเขาขนาดไหน ก็ยังคงรักอยู่และให้อภัยเธอทุกอย่าง, Jim แค่ครั้งเดียวพอแล้ว บทเรียนนี้สำคัญเท่าชีวิตของเขา

กระนั้นผมคิดว่านิสัยของ Catherine ในหนังยังเข้าใจง่ายกว่าผู้หญิงจริงๆคนที่ผมเคยพบเจอนะครับ, ตอนเธออยู่ดีๆกระโดดน้ำ ผมเหมือนเห็นเหตุการณ์ล่วงหน้า เดาได้ว่าเธอต้องกระโดดแน่ (เพราะถ้าเป็นผมก็จะกระโดด) ฉากนี้เกิดขึ้นหลังจากทั้ง 3 เดินกลับหลังจากดูการแสดงของ Strindberg สองหนุ่มไม่ชอบเรื่องราวนี้เลย แต่หญิงสาวชอบมากๆเพราะความกล้าตัดสินใจในอิสรภาพของตัวละครนำหญิง ซึ่งสองหนุ่มต่างเถียงกันเรื่องมุมมองของผู้หญิงในสายตาของเขา ทิ้งเธอ(ซึ่งเป็นผู้หญิง) ที่เดินนำหน้าพวกเขา, ผมรู้ถึงการไม่ให้เกียรติและความไม่สนใจต่อบุคคลอีกคนที่อยู่ข้างหน้าพวกเขา ฉันต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อเรียกร้องความสนใจ มองไปรอบๆ ก็มีกระโดดน้ำเนี่ยแหละที่จะทำให้สองคนนี้หยุดพูด… และเธอก็ทำเช่นนั้นจริงๆ สองหนุ่มหยุดพูดทันพลัน

การกระทำที่ดูเหมือนบ้าคลั่งของ Catherine ล้วนแต่มีเหตุผลประกอบให้เราสามารถเข้าใจความคิดเธอได้ ซึ่งคือ อิสระภาพในการคิด ทำ ตัดสิน, เธอเป็นตัวแทนของผู้หญิงรุ่นใหม่ที่มองตัวเองไม่ได้เป็นนกถูกขังในกรง แต่โบยบินออกไปข้างนอก, ในฉากจบ ทำไมเธอถึงทำแบบนั้น?, ผมลืมบอกไปว่าตอนที่หนังเรื่องนี้ออกฉาย แม้ผู้เขียนนิยาย Henri-Pierre Roché จะเสียชีวิตไปแล้ว แต่ Helen Grund ที่เปลี่ยนนามสกุลเป็น Helen Hessel (เธอแต่งงานกับ Franz Hessel และเปลี่ยนไปใช้นามสกุลเขา) ยังมีชีวิตอยู่ และได้ไปชมหนังรอบปฐมทัศน์ด้วย, เธอเปิดเผยตัวออกมาหลังหนังจบ บอกว่าเธอเป็นคนยิง Franz เสียชีวิตจริงๆ, ในหนังมีฉากนี้อยู่นะครับ แต่ Catherine ไม่ได้ยิง Jim ซึ่ง Truffaut มีตอนจบที่เจ็บกว่าคือ Catherine ขับรถตกสะพานร่วมกับ Jim (ตายคู่), การกระทำแบบนี้มองได้คือความริษยาที่รุนแรง เพราะ Jim ไม่ยอมทำตามคำขอของ Catherine คือกลับมารักเธออีกครั้ง, หญิงสาวที่เอาแต่ใจ ถูกตามใจมาตลอด แต่ครั้งนี้ Jim กลับขัดใจเธอ นี่คงเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนกับเธอ เราสามารถมองเป็นความพิศวง หลงใหล หรือความรักที่คลั่งไคล้ก็ได้ เพราะเขาเป็นคนแรกที่ทำให้เธอรู้สึกเช่นนี้ที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน เธอจึงหลงรักเขาอย่างหัวปลักหัวปลำ และไม่ต้องการรู้สึกแบบนี้กับใครอีก จึงขอจบชีวิตร่วมกับคนที่เธอรักที่สุดนี่แหละ

ถ่ายภาพโดย Raoul Coutard คนนี้ปกติแล้วเป็นขาประจำของ Jean-Luc Godard นะครับ เป็นตากล้องที่ถ่าย Breathless (1960), Le Mépris (1963), สำหรับ Jules and Jim Coutard ได้ทำอะไรหลายอย่างที่บ้าคลั่งมากๆ โดยการใช้กล้องที่เบาที่สุด แบกไปรอบๆกองถ่าย (Hand Held), ถ่ายภาพขณะนั่งซ้อนจักรยาน, เทคนิคภาพอื่นๆที่ใช้อาทิ Newsreel footage, ภาพนิ่ง (photographic stills), แพนกล้อง, ซ้อนภาพ, dolly shots, Masking ฯ ซึ่งการเคลื่อนไหวกล้องมีความลื่นไหลแบบสุดๆ (extremely fluid)

ตัดต่อโดย Claudine Bouché, ด้วยเทคนิคที่ใช้ควบคู่กับการถ่ายภาพอาทิ การ Wipe (ขณะเปลี่ยนซีน), แช่ภาพ (Freeze frame) ฯ การตัดต่อช่วงแรกที่ใช้การถ่ายภาพลักษณะของ Newsreel (คล้ายๆกับ Citizen Kame) อาศัยการตัดต่อที่รวดเร็วฉับไว และตลอดทั้งเรื่องมีการใส่เสียงบรรยาย (ให้เสียงโดย Michel Subor) มีลักษณะคล้ายการอ่านบันทึกจากไดอารี่ (เห็นว่า Traffaut ได้ไดอารี่ของ Roché หลังจากเขาเสียชีวิต มาเป็นแหล่งอ้างอิงให้กับหนังด้วยนะครับ)

ด้วยเทคนิคที่มากมายเหล่านี้ ทั้งการถ่ายภาพและตัดต่อ ผสมผสานกันกลายเป็นภาษาทางภาพยนตร์ (language of cinema) ในรูปแบบใหม่ในสมัยนั้น (พัฒนาขึ้นจาก The 400 Blows) ที่เราพบเห็นได้กับหนังของ François Traffaut เท่านั้น ผมจึงเรียกว่าสไตล์นี้ ‘หนังแนว Traffaut’

เพลงประกอบโดย Georges Delerue มีนิตยสารในฝรั่งเศส Le Figaro ให้ฉายาเขาว่า “Mozart of cinema”, เคยได้ Oscar สาขา Best Original Score จากเรื่อง A Little Romance (1979), หนังเรื่องนี้มีเพลงดัง ผมคิดว่าระดับเดียวกับ Moon River จากหนังเรื่อง Breakfast at Tiffany’s (1961) ที่ร้องโดย Audrey Hepburn เลยละ, เพลง Le Tourbillon (แปลว่า The Whirlwind) เขียนเนื้อร้องโดย Serge Rezvani ร้องโดย Jeanne Moreau เนื้อเพลงเป็นภาษาฝรั่งเศส ใจความถึงบทสรุปความวุ่นวายในรักของตัวละครนำทั้งสาม ลองฟังดูนะครับ

ทั้งๆที่หนังชื่อ Jules and Jim แต่ศูนย์กลางของหนังจริงๆคือ Catherine การที่ชื่อของนางเอกหายไป ไม่ได้มีนัยยะอะไรมากนะครับ นอกจากสร้างความพิศวงให้กับผู้ชม และชื่อมันคล้องจองกันกว่า Jules, Jim and Catherine เป็นไหนๆ

อิทธิพลของหนังเรื่องนี้ โดยเฉพาะความรักของชายหญิงที่บ้าคลั่ง เป็นแรงบันดาลใจให้กับ Bonnie and Clyde (1967) เรื่องนี้เห็นว่าทีแรก Truffaut ตั้งใจจะกำกับ แต่ hollywood เลือกผู้กำกับอเมริกัน Arthur Penn ไปเสียงั้น, Thelma & Louise (1991) ของ Ridley Scott ก็เช่นกัน, ใครเคยดู Amélie (2001) น่าจะรู้สึกได้ว่านิสัยนางเอกคล้ายกับ Catherine มากๆ, ในหนังเรื่อง Pulp Fiction (1994) ของ Quentin Tarantino ตัวละคร Jules Winnfield (นำแสดงโดย Samuel L. Jackson) และ Jimmie (แสดงโดย Tarantino เองเลย) ชื่อ Jules and Jim ก็ชัดนะครับ, Cameron Crowe กับหนังเรื่อง Vanilla Sky (2001) ฉากสุดท้ายมีภาพของ Jeanne Moreau และโปสเตอร์ของหนัง กับเรื่องราวเพื่อนสนิทสองคนตกหลุมรักหญิงคนเดียวกัน และตอนไคลน์แม็กซ์หญิงสาวขับรถตกสะพานพร้อมกับคนรัก

เกร็ด: นี่เป็นหนังเรื่องโปรดของ Stephen Hawking นะครับ

ผมไม่รู้จะชื่นชม Jules หรือจะสมน้ำหน้าเขาดี, คือมันก็มีนะผู้ชายที่โคตรดีอย่าง Jules เขารัก Catherine มาก และตามใจเธอสุดๆ ไม่ว่าเธอจะทำตัวดีเลว เหมาะสมไม่เหมาะสม, ก็คิดดูนะครับ จะมีสักกี่คนที่ยอมให้ภรรยาของตนไปมี Sex กับชายอื่น โดยเฉพาะกับเพื่อนสนิทของตัวเอง, นี่อาจเป็นค่านิยมที่ผิดวิปริตในสมัยปัจจุบัน แต่สมัยก่อนโดยเฉพาะฝั่งเอเชียเรา นี่ไม่ใช่สิ่งที่ผิดปกติแม้แต่น้อย, พูดกันแบบจริงจัง ดูอย่างพระมหากษัตริย์ไทยสมัยก่อน มีพระชายาตั้งเท่าไหร่ ค่านิยมสมัยก่อน ถ้าคุณเป็นคนรวยมีเงิน มีศักดินา มีภรรยาได้หลายคนเป็นเรื่องปกติ, ไม่ใช่แค่ไทยนะครับ อินเดีย จีน ฝั่งเอเชียเรานี่แหละไม่มีข้อจำกัดผู้ชายมีภรรยาได้กี่คน จะมีก็แต่ยุโรปนี่แหละที่อ้างหลักการอะไรก็ไม่รู้ เอาแนวคิดเรื่องผัวเดียวเมียเดียว มาปลูกฝังค่านิยมของคนเอเชีย มองว่าเป็นเรื่องอัปยศอดสู จนปัจจุบันใครๆก็คิดกันว่า การมีเมียหลายคนเป็นสิ่งผิด!, เหตุนี้ในสมัยก่อน เมียหลวงตบตีเมียน้อย เรื่องพรรค์นี้มีน้อยมาก เพราะผู้หญิงมักจะเปิดใจยอมรับสามี ให้สามารถอยู่กับหญิงอื่นได้ แต่เมียหลวงต้องเป็นใหญ่ในบ้านเท่านั้น, พอวัฒนธรรมแบบนี้ถูกลบล้างไป ความคิดของคนจึงยึดมั่นอย่างไม่ผ่อนปรน ต่อชายที่มีบ้านน้อยจึงมักถูกฝ่ายหญิงตอบโต้อย่างรุนแรงด้วยความอิจฉาริษยา และความหึงหวง, ผมไม่ขอเข้าข้างฝ่ายไหนว่ายุคสมัยไหนถูกผิด เหมาะสมหรือไม่เหมาะสม แล้วความสามารถในการยอมรับของคุณเอง ดูหนังเรื่องนี้จบลองคิดดูว่าตัวคุณเองเป็นแบบ Jules ที่รับได้, Jim ที่รับไม่ได้ หรือเป็น Catherine ที่รับได้และรับไม่ได้

Roger Ebert ให้คำจำกัดความหนังเรื่องนี้ว่า เป็นหนังที่ท้าทายความเร็วในการคิดของผู้ชม และการหาคำอธิบายเหตุผลรองรับของอารมณ์ตัวละคร (Jules and Jim, is one of those rare films that knows how fast audiences can think, and how emotions contain their own explanations.) เริ่มต้นหนังเต็มไปด้วยความตื่นเต้นสนุกสนาน แต่ไปๆมาๆ เรื่องราวกลับเริ่มมืดมนสับสน และตอนจบกลายเป็นโศกนาฎกรรมที่เศร้าสลด

นี่เป็นหนังที่เต็มไปด้วยเทคนิคมากมายตระการตา แนะนำอย่างมากกับคนทำงานสายภาพยนตร์ในการศึกษาเรียนรู้, เนื้อเรื่องที่มีความโรแมนติก เสียสละ และโศกนาฎกรรม เหมาะกับคนที่ชอบหนังรักโรแมนติก แนว Sad Ending, ชายหนุ่มที่อยากเข้าใจสาวๆขี้งอน เอาแต่ใจ ลองศึกษาจากหนังเรื่องนี้ดู, หนังภาพขาว-ดำ อาจดูยากหน่อยสำหรับนักดูหนังรุ่นใหม่ ใครชอบหนังอย่าง Bonnie and Clyde, Thelma & Louise, Amélie ลองหาหนังเรื่องนี้มาดูนะครับ

จัดเรต 15+ กับฉากการกระทำบ้าๆ, อาการเหวี่ยงๆของหญิงสาว และการฆ่าตัวตายตอนจบ

TAGLINE | “Jules et Jim เป็นหนังที่เต็มไปด้วยภาษาภาพยนตร์ในสไตล์ของ François Truffaut กับสุดยอดการแสดงของ Jeanne Moreau ถ่ายภาพโดย Raoul Coutard และเพลงประกอบสุดไพเราะโดย Georges Delerue”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of