Kabei: Our Mother (2008)

Kabei

Kabei: Our Mother (2008) Japanese : Yoji Yamada ♥♥♥♥

สมัยก่อนมีอาชญากรรมหนึ่งชื่อว่า ‘thought crimes’ (อาชญากรรมทางความคิด) พ่อเป็นอาจารย์และนักเขียน ถูกจับข้อหาต่อต้านสงคราม ไม่เห็นด้วยกับการแพร่ขยายอิทธิพล รุกรานประเทศอื่นของญี่ปุ่น ทำให้แม่ Kabei (นำแสดงโดย Sayuri Yoshinaga) ต้องเลี้ยงดูแลลูกสาวทั้งสองตามลำพัง

นับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ผ่านยุคสมัย Great Depression ไม่แน่ใจว่ามีตำราไหนพูดไว้หรือเปล่า แต่ผมรู้สึกว่าเทรนด์ของโลกทศวรรษ 30s คือ Nationalism หลายๆประเทศทั้งในยุโรป-อเมริกา-เอเชีย ประชาชนเกิดกระแสคลั่งรักชาติยิ่งชีพ (หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ช่วงทศวรรษ 60s ก็มีลักษณะคล้ายๆกัน) โลกในยุคนี้ หาได้มีเสรีภาพทางการคิดพูดทำแม้แต่น้อย จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้คนต้องปล่อยตัวตามธารกระแสค่านิยม ว่ายทวนน้ำแสดงออกเห็นต่างเมื่อไหร่ก็จะถูกต่อว่า ติฉินนินทา กล่าวหาเป็นกบฏนอกคอก โทษเบาคือจับขังลืม โทษหนักคือประหารชีวิต

ภาพยนตร์เรื่องนี้ถือว่ามีความน่าอัศจรรย์ทางเวลาอย่างยิ่ง ถ้าได้สร้างขึ้นเมื่อสัก 50-60 ปีก่อน ช่วงขณะก่อน/ระหว่าง/หลัง สงครามโลกครั้งที่ 2 มุมมอง-ทัศนะ-ความคิดเห็นของผู้ชมจะแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ซึ่งการที่หนังสร้างขึ้นปี 2008 ก็ยังจะมีอีกมุมมองหนึ่งที่แตกต่าง ยิ่งอีก 20-30 ปีข้างหน้า ถ้าบังเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 กลับมารับชมหนังเรื่องนี้ ผมก็ยังเชื่อว่าอาจจะมีอีกทัศนคติหนึ่งเกิดขึ้น … นี่ไม่รู้จะเรียกว่าเหนือกาลเวลา หรือคุณค่าที่เปลี่ยนไป

Yoji Yamada (เกิดปี 1931) ผู้กำกับสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Toyonaka, Osaka ผ่านสงครามโลกครั้งที่ 2 ขณะอาศัยอยู่ Yamagata, เข้าเรียนที่ Tokyo University จบมาได้งานที่สตูดิโอ Shochiku เป็นนักเขียนบทภาพยนตร์ และผู้ช่วยผู้กำกับของ Yoshitaro Nomura กำกับภาพยนตร์เรื่องแรก Nikai no Tanin (1961)

ผลงานเด่นของ Yamada ประกอบด้วย Tora-san series**, Samurai Trilogy (The Twilight Samurai, The Hidden Blade, Love and Honor) คว้ารางวัล Japan Academy Prize จากหนัง 3 เรื่อง The Yellow Handkerchief (1977), My Sons (1993), A Class to Remember (1993) และ The Twilight Samurai (2002)

เกร็ด: Tora-san Series คือภาพยนตร์ที่ถือสถิติ Guinness World Record มีภาคต่อโดยนักแสดงคนเดียวกันมากที่สุด โดย Yamada คนเดียวกำกับ 46 ภาค จากทั้งหมด 48 ภาค

ในญี่ปุ่น Yamada คือผู้กำกับระดับปรมาจารย์แนวหน้า ที่มีสไตล์ลายเซ็นต์คล้ายๆกับ Yasujirô Ozu เรียกว่าทายาทเลยยังได้ เพราะนิยมชมชอบทำหนังแนว Period ย้อนยุค เรื่องราวใกล้ตัวเกี่ยวกับครอบครัว ไม่ได้มีเทคนิคหวือหวาตระการตา เน้นความเรียบง่ายและแฝงข้อคิดอะไรบางอย่าง

สำหรับหนังเรื่องนี้ ได้แรงบันดาลใจจากหนังสืออัตชีวประวัติของ Teruyo Nogami นักเขียนที่เคยทำงานเป็น Script Supervisor ให้กับ Akira Kurosawa หลายๆเรื่อง อาทิ Rashomon (1950), Ikiru (1952), Seven Samurai (1954), Yojimbo (1961), Kagemusha (1980) ฯ

เล่าในมุมมองของผู้เขียน Teru-bei ลูกสาวคนเล็กอายุ 9 ขวบ ครอบครัวประกอบด้วยพ่อ Shigeru Nogami, Tobei (รับบทโดย Bandō Mitsugorō X) แม่ Kayo Nogami, Kabei (รับบทโดย Sayuri Yoshinaga) และพี่สาว Hatsu-bei, เหตุการณ์เริ่มต้นเดือนกุมภาพันธ์ 1940 ที่กรุง Tokyo คืนที่พ่อถูกจับในข้อหาความคิดเป็นอาชญากรรม ผิดกฎหมายการรักษาสันติภาพ (Peace Preservation Law) จากการเขียนบทความเชิงต่อต้านลงหนังสือพิมพ์ ตอนที่ญี่ปุ่นรุกรานประเทศจีน เมื่อเดือนกรกฎาคม 1937 ตามด้วยความขัดแย้งกับสหภาพโซเวียตปี 1939 และสนับสนุน Nazi ที่ได้ส่งทหารเข้าบุกยึด Poland เมื่อวันที่ 1 กันยายน 1939 (ที่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่ 2)

ชีวิตที่เหลือเพียงแม่และพี่สาวดำเนินไปอย่างยากลำบากแสนเข็น โชคดีได้พบกับ Yamasak Toru (รับบทโดย Tadanobu Asano) ลูกศิษย์เก่าของ Shigeru ที่ได้เข้ามาช่วยเหลือ จนกลายเป็นเพื่อนสนิทของครอบครัว, น้องสาวของพ่อ Hisako Nogami (รับบทโดย Rei Dan) ที่เข้ามาเรียนต่อในกรุง Tokyo พอดี, แต่ใช่ว่าทุกคนจะสงสารเห็นใจพวกเขา พ่อของแม่ที่เป็นถึงตำรวจหัวหน้าแขวง กลับทอดทิ้งไม่แยแสสนใจ หรืออาจารย์เก่าของพ่อ ก็มีทัศนคติความคิดเห็นต่างออกไป มีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย สงสารเห็นใจ สมน้ำหน้า หลากหลายไปหมดในสังคม

กองทัพญี่ปุ่นโจมตี Pearl Harbor โดยไม่ทันรู้ตัว เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 1941 ทำให้สหรัฐอเมริกาเป็นชาติสุดท้ายที่เข้าร่วมสงคราม และเป็นผู้ยัดเยียดความปราชัยให้กับญี่ปุ่นอย่างหมดรูป ด้วยระเบิดนิวเคลียร์ 2 ลูก ลงที่ Hiroshima และ Nagasaki สมเด็จพระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่น จำต้องประกาศยอมแพ้สงครามเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 1945

Sayuri Yoshinaga (เกิดปี 1945) นักแสดงหญิงสัญชาติญี่ปุ่น ที่คว้ารางวัล Japan Academy Prize: Best Actress มากที่สุดเป็นสถิติ 4 ครั้ง จนได้รับการยกย่องว่า ‘one of the foremost stars in the postwar world of film.’, เกิดที่ Tokyo เริ่มมีผลงานจาก Radio Drama เมื่อปี 1957 เซ็นสัญญากับค่าย Nikkatsu ช่วงแรกๆมักได้รับบทนักเรียนม.ปลาย (junior-high school) แฟนๆมักเรียกเธอว่า Sayurisuto ผลงานดังสุดในช่วงนี้คือ Foundry Town (1962)

รับบท Kabei แม่ที่ทุ่มเทเสียสละกายใจให้กับสามีและลูกรัก แม้จะต้องพบเจออุปสรรค ความเห็นต่างมากมาย แต่ด้วยอุดมการณ์อันกล้าแข็งเชื่อมั่นในตัวเอง จึงไม่เคยคิดแปรเปลี่ยนใจเป็นอย่างอื่น

แต่จะว่าไป Kabei ก็ไม่ใช่ผู้หญิงที่เข้มแข็งขนาดนั้น เธอคือมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่พยายามต้องต่อสู้ดิ้นรน อดทนต่อความอยุติธรรมของโลก มีทั้งเหน็ดเหนื่อยท้อแท้สิ้นหวัง แต่ด้วยความไม่ยอมแพ้และเพื่อครอบครัว ทำให้กัดฟันฝ่า ผ่านอุปสรรคต่างๆนานา เอาตัวรอดมาได้

การแสดงของ Yoshinaga เต็มเปี่ยมด้วยอารมณ์ความรู้สึก ที่เมื่อจุดๆหนึ่งสามารถสะท้อนออกมาทางคำพูดและร่างกาย -เหน็ดเหนื่อยกายยังไม่เท่าไหร่ แต่ลำบากใจนี่สิทนนาน- ถือเป็นการแสดงที่ลุ่มลึก ทรงพลัง ทำให้ช่วงท้ายเมื่อ Time Skip ตอนแก่ เพียงแค่นอนอยู่บนเตียงทำอะไรแทบไม่ได้แล้ว พูดเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยก็สามารถเรียกคะแนนสงสารได้มากโขทีเดียว

Bandō Mitsugorō X (1956 – 2015) ผู้จัดรายการโทรทัศน์ และนักแสดง Kabuki ชื่อดังสัญชาติญี่ปุ่น หลังจากได้ร่วมงานกับ Yamada เรื่อง Love and Honor (2006) ได้รับการชักชวนให้กลับมาอีกครั้งในหนังเรื่องนี้

รับบท Tobei พ่อเป็นอาจารย์/นักเขียนต่อต้านสงคราม ถูกจับข้อหาความคิดขัดแย้งกับแนวทางปฏิบัติของประเทศ ส่วนใหญ่จะพบเจออยู่แต่ในคุก ท่าทางเหม่อลอย หัวฟูๆ หนักแน่นด้วยอุดมการณ์ รักครอบครัวเป็นที่สุด

สำหรับผู้ชมยุคสมัยนี้ เชื่อว่าแทบทั้งนั้นจะมองอาชญากรรมนี้เป็นความไร้สาระสุดขีด บ้าหรือเปล่าถูกจับเพราะความคิดเห็นต่าง, สมัยนั้นเรื่องแบบนี้ไม่บ้าเลยนะครับ ถือเป็นความจริงจังเข้มงวดที่ประชาชนต้องยินยอมปฏิบัติตามแนวทางคำสั่งของรัฐ ดังที่ผมบอกไป ในยุคสมัยแห่ง Nationalism ผู้มีความเห็นต่าง แม้จะแค่ความคิดก็เป็นภัยแล้ว โทษที่ Tobei ได้รับถือว่าอย่างเบา ถ้าเขาสามารถมีชีวิตรอดผ่านสงครามโลกครั้งที่ 2 มาได้ เชื่อว่าคงถูกปล่อยตัวแน่ น่าเสียดาย…

Tadanobu Asano (เกิดปี 1973) นักแสดง/นักดนตรี สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Yokohama, Kanagawa มีผลงานภาพยนตร์เรื่องแรก Swimming Upstream (1990) เริ่มมีชื่อเสียงจาก Fried Dragon Fish (1993) โด่งดังระดับนานาชาติเรื่อง Maboroshi no Hikari (1995) ที่ไปคว้ารางวัล Golden Osella: Best Director ที่เทศกาลหนังเมือง Venice, คอหนังไทยยุคหนึ่งน่าจะคุ้นหน้าเป็นอย่างดี เพราะเคยร่วมงานกับคุณเป็นเอก รัตนเรือง เรื่อง เรื่องรัก น้อยนิด มหาศาล (พ.ศ. ๒๕๔๖) และ คำพิพากษาของมหาสมุทร (พ.ศ. ๒๕๔๙)

รับบท Yamasak Toru ลูกศิษย์เก่าของ Shigeru ที่พอได้รู้ข่าวถูกจับกุม จึงได้ตัดสินใจเข้าช่วยเหลือครอบครัวอาจารย์รัก, Yama-chan เป็นคนไม่ค่อยเต็มเท่าไหร่ ใส่แว่นหนาเตอะ เทอะทะ หูไม่ค่อยดี ซุ่มซ่าม โก๊ะๆ แต่จิตใจดีอ่อนโยน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ จึงกลายเป็นที่รักของใครๆ

ประเด็นความรักแอบชอบของ Yama-chan นี่ถือว่าไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ เพราะเป็นเหตุผลรองรับที่ว่าทำไมชายผู้นี้ถึงยินยอมเสียสละเวลาของตนเอง เพื่อช่วยเหลือครอบครัว Nogami มากขนาดนี้ (ขนาดญาติพี่น้องในครอบครัวแท้ๆของพวกเธอ ยังไม่มากถึงขนาดนี้) จริงๆถ้าหนังปกปิดไว้ไม่เปิดเผยออก -แบบหนังเรื่อง The Searcher- น่าจะสร้างมิติให้กับหนังได้มากกว่านี้

ถ้าคุณติดตาม เห็นการแสดงของ Asano มาหลายเรื่อง จะพบว่านี่เป็นการพลิกบทบาทเลยละ ปกติแล้วเขามักได้รับบทตัวละครที่หล่อเท่ห์บ้าพลัง ซึ่งพอสวมแว่นหนาเตอะ แสดงท่าทางเทอะทะ จะบอกว่าช่วงแรกๆผมมองไม่ออกด้วยซ้ำว่าเป็นใคร แต่หน้าคุ้นๆเหลือเกิน พอนึกได้ก็ผงะเลยละ ไม่คิดว่าจะแนบเนียนได้ขนาดนี้

ถ่ายภาพโดย Mutsuo Naganuma ขาประจำของ Yamada ร่วมงานกันน่าจะตั้งแต่ A Class to Remember (1993), กล้องมีการเคลื่อนไหวน้อยมาก (รับอิทธิพลจาก Ozu เต็มๆเลย) ส่วนใหญ่ตั้งกล้องทิ้งไว้เฉยๆในมุมที่สามารถเห็นเก็บรายละเอียดได้ครบถ้วน ส่วนใหญ่เป็น Medium/Medium-Long Shot จะไม่ค่อยมีภาพระยะไกลหรือ Close-Up

หลายครั้งทีเดียวเป็นการถ่ายจากห้องหนึ่งไปอีกห้องหนึ่ง เห็นทั้งครอบครัวนั่งกินข้าวพร้อมหน้า และบานประตูด้านซ้ายขวา นี่มีลักษณะเหมือนกรอบรูป/ความทรงจำ ของเด็กหญิงสาวมองเข้าไปถึงความทรงจำของตัวเอง

ตัดต่อโดย Iwao Ishii ขาประจำของ Yamada ที่ร่วมงานตั้งแต่ Kigeki: Ippatsu shôbu (1967) ยุคแรกๆเลย, หนังใช้มุมมองของ Teru-bei น้องสาวคนเล็ก ที่จะมีเสียงบรรยายประกอบเรื่อยๆ (เป็นเสียงตอนโตแล้ว) เล่าเรื่องจากความทรงจำของเธอเอง

ลักษณะการเล่าเรื่อง เน้นนำเสนอเรื่องราวเหตุการณ์สำคัญๆที่เกิดขึ้นกับครอบครัว (ส่วนมากจะเป็นเรื่องปากท้อง/ไม่ได้กินของอร่อยของ Teru-bei และสิ่งที่เธอมองเห็นรับรู้เท่านั้น) เมื่อจบแล้วก็จะกระโดดสู่เรื่องถัดไป มีการพูดถึงเวลาเพื่อเป็นจุดสังเกตอ้างอิงเท่านั้น

เพลงประกอบโดย Isao Tomita ขาประจำของ Yamada เช่นกัน, บทเพลงของหนังมีไม่มาก ใช้เพื่อเสริมแต่งองค์ประกอบทางอารมณ์ในบางฉาก เพื่อให้เกิดความรู้สึกที่ยิ่งๆขึ้นไป

ผมค่อนข้างชอบเสียงร้อง Soprano ช่วงท้ายของหนัง ความโหยหวนมันช่างบาดหูบาดใจรุนแรงเสียเหลือเกิน จินตนาการเห็นภาพนรกบนดิน ผู้คนดิ้นทุกข์ทรมานจากการถูกระเบิดนิวเคลียร์ ตายทั้งเป็น, หนังไม่จำเป็นต้องนำเสนอภาพอะไรทั้งนั้น แค่ได้ยินเสียงร้องนี้ และคำบรรยายแทนแม่ด้วยแผ่นดินญี่ปุ่น ก็คงรู้สึกตระหนักได้ถึงความเจ็บปวดรวดร้าวแสนสาหัส

หนังเรื่องนี้ไม่ได้ต้องการนำเสนอภาพ Holocaust ความชั่วร้ายของสงคราม แต่เป็นมุมมองครอบครัวเล็กๆ ที่ได้รับผลกระทบจากความคิดทัศนคติเห็นต่าง, ใช่ว่าชาวญี่ปุ่นทุกคน จะมีความเห็นพ้องกับผู้นำบริหารประเทศ สู่ความเป็นที่หนึ่งแห่งเอเชียหรือระดับโลก แน่นอนย่อมต้องมีคนเห็นต่าง แต่สมัยนั้นใครก็ตามที่คิดแบบนี้ จะถูกปิดกั้น ต่อต้าน จับกุม ไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมคนหมู่มาก

ถ้าคุณมองหนังเรื่องนี้ในมุมของชาวญี่ปุ่นยุค 40s ที่เต็มไปด้วยเลือดคลั่งรักชาติ, Tobei จะคือคนอันตราย กบฎ ผู้ทรยศต่อผืนแผ่นดินเกิด สมควรอย่างยิ่งจะต้องถูกจับคุมขังลงโทษเสียให้หนัก เพื่อความมั่นคงของชาติ

เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม หวนกลับมาพิจารณาตัวเอง, Tobei จะคือวีรบุรุษ ฮีโร่ของชาติ ที่พยายามลุกขึ้นต่อต้าน แสดงความไม่เห็นด้วย ถ้าเพียงตอนนั้นพวกเรายินยอมรับฟังเขา ความสูญเสียทั้งหมดคงไม่เกิด

รับชมในยุคสมัยนี้ ผู้กำกับ Yamada ให้สัมภาษณ์ประมาณว่า ‘ประวัติศาสตร์ ไม่เคยสอนพวกเราเลยหรือไง สันติสุขควรเป็นสิ่งที่ต้องธำรงรักษาไว้ ไม่ใช่มีปัญหาก็จักก่อแต่สงคราม’ รู้สึกว่าช่วงปีที่หนังออกฉาย ผู้นำญี่ปุ่นได้แสดงความเห็นพ้องกับ George W. Bush ในการเปิดฉากโจมตีอิรัก ต่อสู้กับผู้ก่อการร้าย Saddam Hussein

“Japan should have remained the one country in the world with no military and a prohibition against war (in the Constitution). Now Japan is going along with America and the Bush administration. I have doubts about whether that’s right.”

แม้สงครามโลกครั้งที่ 3 จะยังมิได้เกิดขึ้นกับอิรักเมื่อทศวรรษก่อน แต่ก็หาได้มีความแน่นอนว่าจะไม่มีวันเกิดขึ้น เมื่อใดที่เกิดสงครามแล้วญี่ปุ่นกลายเป็นส่วนหนึ่งที่ได้เข้าร่วม ถึงเวลานั้นมุมมองของผู้ชม/ชาวญี่ปุ่น ต่อหนังเรื่องนี้จะเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยขนาดไหน … นี่ผมเองก็จินตนาการไม่ออกเหมือนกัน

ใจความของหนัง ไม่ได้ออกไปทางสนับสนุนหรือต่อต้านสงคราม แต่คือการแสดงทัศนคติความคิดเห็นต่อการสงคราม นำเสนอมุมมองที่แตกต่าง ทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย สนับสนุนและต่อต้าน มองเป็นกลางก็จะเห็นได้ทั้งสองฝั่ง

หนังไม่มีรายงานทุนสร้าง แต่ทำเงินได้ $18.3 ล้านเหรียญในญี่ปุ่น, เข้าชิง Japan Academy Prize 12 สาขา ไม่ได้สักรางวัล
– Best Film
– Best Director
– Best Actress (Sayuri Yoshinaga)
– Best Supporting Actor (Tadanobu Asano)
– Best Supporting Actress (Rei Dan)
– Best Screenplay
– Best Cinematography
– Best Lighting
– Best Editing
– Best Film Score
– Best Art Direction
– Best Sound

ส่วนตัวค่อนข้างชอบหนังเรื่องนี้ เพราะการเล่าเรื่องที่ค่อนข้างเป็นกลาง ทำให้ผู้ชมต่างยุคสมัยจะมีทัศนคติความคิดเห็นรู้สึกแตกต่างออกไป นี่ทำให้ผมอยากรู้ว่าในอนาคตกลับมารับชมหนังเรื่องนี้ จะมีความคิดเห็นอะไรบ้างที่เปลี่ยนไป, ภาพรวมของหนังจะค่อนข้างเครียดไปสักหน่อย แต่การแสดงเปิ่นๆของ Tadanobu Asano ถือว่าช่วยแบ่งเบาความหนักอึ้งลงได้มาก

แนะนำกับคอหนังดราม่าครอบครัว ซึ้งๆเศร้าๆ, สงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นกับผลกระทบต่อผู้คน, แฟนๆของผู้กำกับ Yoji Yamada และนักแสดง Sayuri Yoshinaga, Tadanobu Asano ถ้าคุณชื่นชอบพวกเขาก็ไม่ควรพลาดเลย

จัดเรต 13+ กับอาชญากรรมทางความคิด

TAGLINE | “Kabei: Our Mother ของผู้กำกับ Yoji Yamada ทำให้ชาวโลกมองสงครามโลกครั้งที่ 2 ของญี่ปุ่น ในมุมมองที่ต่างออกไป”
QUALITY | RARE
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of