Witchhammer (1970) Czech : Otakar Vávra ♥♥♥♥

การล่าแม่มดตามคัมภีร์ Malleus Maleficarum (ค.ศ. 1487) หรือ Witchhammer คือวิธีการของพวกผู้มีอำนาจ ใช้ความกลัวเป็นเหยื่อล่อ เมื่อถูกทัณฑ์ทรมาน ได้รับความเจ็บปวดแสนสาหัส ไม่ว่าใครก็ต้องยินยอมรับสารภาพผิด (ที่ไม่ได้ก่อ) … นั่นคือสถานการณ์การเมืองใน Czechoslovakia ช่วงทศวรรษ 60s

“ล่าแม่มด” คือกิจกรรมของพวกอ้างตนว่ามีความเชื่อศรัทธาต่อพระเป็นเจ้า แล้วปฏิบัติต่อบุคคลครุ่นคิดเห็นต่างด้วยการใส่ร้ายป้ายสี อ้างว่าอีกฝั่งฝ่ายฝักใฝ่ลัทธิซาตาน กระทำการนอกรีต สังคมไม่ให้การยินยอมรับ ถึงขนาดเขียนคัมภีร์ชื่อว่า Malleus Maleficarum (ค.ศ. 1487) หรือ Witchhammer เรียบเรียงโดยเสมียนชาวเยอรมัน Heinrich Kramer (1430-1505) สำหรับใช้พิจารณาตัดสินคดีความผิด (Trial) เค้นหาตัวแม่มดมาลงโทษถูกเผาทั้งเป็น!

แม่มดมีอยู่จริงหรือไม่นั้น ไม่ใครให้คำตอบได้นะครับ เช่นเดียวกับพระเจ้าผู้สร้างก็ไร้หนทางพิสูจน์ มันเป็นเรื่องของ ‘ศรัทธา’ แต่ใครเชื่ออย่างแรงกล้าว่ามีอยู่จริง ก็มักปฏิเสธความคิดเห็นของอีกฝั่งฝ่ายหัวชนฝา ไม่ต่างจากขั้วการเมืองซ้าย-ขวา ประชาธิปไตย-คอมมิวนิสต์ นั่นคือต้นสาเหตุความขัดแย้งทั้งปวง ไม่มีทางที่บุคคลสุดโต่งสองฟากฝั่งจะสามารถประณีประณอมเข้าหากัน

ช่วงศตวรรษที่ผ่านมา “ล่าแม่มด” กลายเป็นศัพท์แสลงที่ใช้กล่าวถึงสมาชิกคอมมิวนิสต์ที่หลบซ่อนตัวอยู่ในประเทศประชาธิปไตย …vice versa… ต่างเรียกคนครุ่นคิดต่างเหล่านั้นว่ากบฎ สายลับ พยายามสรรหาสรรพวิธีเปิดโปง จับกุมตัว เพื่อที่จะขับไล่ ผลักไส ทำให้สูญเสียชื่อเสียงต่อหน้าสาธารณะ

โด่งดังที่สุดทางฝั่งโลกตะวันตกน่าจะเป็น Hollywood Blacklist ช่วงทศวรรษ 50s คนในวงการบันเทิงที่เคยเข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์ ถูกบีบบังคับให้ออกมาชี้ตัวสมาชิก ใครมีหลักฐานชัดเจนก็จักสูญเสียโอกาสในหน้าที่การงาน ไม่ได้รับการยินยอมรับจากสาธารณชน

ขณะที่ทางฝั่งยุโรปตะวันออก (Eastern Bloc) ขอกล่าวถึงเมื่อครั้น Czechoslovakia ถูกรุกรานโดยสหภาพโซเวียต ค.ศ. 1968 เพื่อเข้ามาควบคุมจัดการความขัดแย้งภายใน ใครไหนที่ออกมาเรียกร้องเสรีภาพ ต่อต้านรัฐบาลคอมมิวนิสต์ จักถูกไล่ล่าติดตามตัว นำมาทัณฑ์ทรมานเพื่อให้ชี้หาตัวผู้ร่วมขบวนการ แทบไม่แตกต่างจากพฤติการ “ล่าแม่มด”

ผมตั้งใจจะเริ่มเทศกาล Halloween (ที่เลยมาแล้ว) ด้วยหนังแนว Horror เน้นสร้างความเขย่าขวัญ สั่นประสาท จิตวิทยา (Psychological Horror) ทีแรกแอบคาดหวัง Witchhammer (1970) จะมีบรรยากาศแฟนตาซีคล้ายๆ Häxan (1922) แต่กลับออกเป็น The Passion of Joan of Arc (1928) ผสมกับ Day of Wrath (1943) (ทั้งสองเรื่องกำกับโดย Carl Theodor Dreyer) ที่สามารถเปรียบเทียบสถานการณ์การเมืองยุคสมัยนั้น

ความโคตรหลอกหลอก ทำเอาผมนอนไม่หลับเป็นชั่วโมงๆ เกิดจากบรรยากาศตึงเครียด สะสมอารมณ์เกรี้ยวกราด ภายในลุกไหม้ยิ่งกว่าเปลวเพลิง (ที่ใช้แผดเผาแม่มด) จะมีใครเอาตัวรอดจากทัณฑ์ทรมาน ถูกพิพากษาตัดสินโดยผู้ไต่สวน (inquisitor) ที่โคตรคอรัปชั่น ไร้ซึ่งความยุติธรรม แถมได้รับการสนับสนุนหลังจากผู้มีอำนาจบาดใหญ่ … เป็นภาพยนตร์ที่บันทึกประวัติศาสตร์/การเมือง Czechoslovakia และมีความทรงพลังทางอารมณ์อย่างยิ่ง!


Otakar Vávra (1911-2011) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติ Czech เกิดที่ Hradec Králové, Austria-Hungary เข้าเรียนมหาวิทยาลัยที่ Prague เลือกสาขาสถาปัตยกรรม แต่ระหว่างนั้นเองมีโอกาสเขียนบทหนัง ถ่ายทำสารคดีสั้น เลยตัดสินใจเปลี่ยนมาเอาจริงเอาจังด้านนี้

  • ผลงานในยุคแรกๆจะเป็นแนวทดลอง มองหาความท้าทายใหม่ๆในการสร้างภาพยนตร์ อาทิ Panenstvi (1937), The Merry Wives (1938) ฯ
  • ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองภายใต้การยึดครองของ Nazi พยายามสร้างภาพยนตร์ที่เป็นกลางทางการเมือง แต่สะท้อนสภาพจิตวิทยาของผู้คนยุคสมัยนั้น
  • หลังสงครามเข้าร่วมเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ เพื่อโอกาสในการสรรค์สร้างภาพยนตร์ อาทิ Hussite Trilogy, Romance for Bugle (1966), Witchhammer (1969), Days of Betrayal (1973) ฯลฯ

Vávra เป็นบุคคลที่มีความสามารถในการปรับตัว ให้เข้ากับสถานการณ์การเมืองในประเทศ Czechoslovak เพื่อโอกาสในการสรรค์สร้างภาพยนตร์ แม้นั่นอาจทำให้พวก(การเมือง)หัวรุนแรงไม่ยินยอมรับ ตีตรา ‘กิ้งก่าเปลี่ยนสี’ แต่ก็ต้องถือว่าคือผู้กำกับคนสำคัญที่อุทิศตนให้วงการ เป็นแรงบันดาลใจให้เพื่อนร่วมงาน ผู้กำกับรุ่นน้อง แม้ต้องถูกควบคุมครอบงำจากเบื้องบน ถ้าเรายังคงทำงานหนักต่อไป สักวันย่อมต้องพบเห็นแสงสว่างรำไร

He always said a director must make films and uses a phrase that a director without a camera is like a shoemaker without shoes.

What Vávra did he did because he knew what he had to do. His work at the Barrandov film studios raised the professional level of all technical staff and other people involved. And was not alone, you know. Other directors made the same things. But because Vávra is older, and he worked under all the regimes, he became a target of other people’s envy and jealousy. But he didn’t do it for himself; he did it to make Czech cinema better.

Jan Richter บทความจาก Czech Radio

สำหรับ Witchhammer ดัดแปลงจากนวนิยาย Kladivo na čarodějnice (1963) แต่งโดย Václav Kaplický (1895-1982) นักเขียนอิงประวัติศาสตร์ สัญชาติ Czech ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากเหตุการณ์จริง การพิจารณาตัดสินคดีความแม่มด ณ Northern Moravia (ปัจจุบันอยู่ทางทิศตะวันออกของประเทศ Czech Republic) เมื่อช่วงศตวรรษ 1670s นำโดยผู้พิพากษา (inquisitor) ชื่อว่า Jindřich František Boblig of Edelstadt (1612-98) ตัดสินโทษ(อ้างว่าเป็น)แม่มด ถูกเผาตายจำนวนกว่า 100 คน

นำเสนอเรื่องราวของบาทหลวง Kryštof Alois Lautner (รับบทโดย Elo Romančík) พยายามให้การช่วยเหลือบุคคลถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มด แต่นั้นสร้างความไม่พึงพอใจต่อ Boblig of Edelstadt (รับบทโดย Vladimír Šmeral) ภายหลังเลยตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาเสียเอง ได้รับทัณฑ์ทรมานจนท้ายสุดยินยอมรับสารภาพความผิดที่ไม่เคยได้ก่อ

บทภาพยนตร์โดย Otakar Vávra และ Ester Krumbachová พยายามดัดแปลงให้ซื่อตรงต่อต้นฉบับนวนิยายมากที่สุด และเพิ่มเติมหญิงสาว Zuzana Voglicková (รับบทโดย Soňa Valentová) ทำงานเป็นสาวใช้/แม่ครัวของ Kryštof Alois Lautner เพื่อให้ตัวละครนี้มีลักษณะของ ‘Sexual Repression’ (สำหรับเป็นตัวแทน ‘Political Repression’) แอบตกหลุมรักบาทหลวง แต่ไม่สามารถแสดงความต้องการนั้นออกมา


Emanuel ‘Elo’ Romančík (1922-2012) นักแสดงสัญชาติ Slovak เกิดที่ Ružomberok, Czechoslovakia บิดาเป็นนักแสดงละครเวที เลยค้นพบความชื่นชอบด้านนี้มาตั้งแต่เด็ก โตขึ้นเข้าร่วมโรงละคร Slovenského národního divadla (Slovak National Theatre) จากนั้นมีผลงานโทรทัศน์ ภาพยนตร์เด่นๆ อาทิ Witchhammer (1970), The Assistant (1982) ฯลฯ

รับบท Kryštof Alois Lautner บาทหลวงผู้นอบน้อม บริสุทธิ์จริงใจ ไม่เคยกระทำสิ่งชั่วร้ายใดๆ แต่ใครต่อใครกลับมองด้วยสายตาอิจฉาริษยา โดยเฉพาะการมีสาวใช้/แม่ครัวสุดสวยอยู่ข้างกาย เลยตกเป็นเป้าหมายของ Boblig of Edelstadt ครุ่นคิดวางแผนกำจัดให้พ้นภัยทาง อดรนทนต่อทัณฑ์ทรมาน แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ให้กับจอมมาร สูญเสียศรัทธาต่อทุกสรรพสิ่งอย่าง

ความดีพร้อมของตัวละครนี้ทำให้ผมนึกถึงบาทหลวง Padre Nazario จากภาพยนตร์ Nazarín (1959) กำกับโดย Luis Buñuel เลยพอคาดเดาไม่ยากว่าจะต้องถูกทรยศหักหลัง ตกเป็นเหยื่อล่าแม่มด ได้รับทัณฑ์ทรมาน เจ็บปวดแสนสาหัส แต่ก็ผิดหวังเล็กๆที่เขาสูญเสียศรัทธาตอนจบ พลาดโอกาสการเป็นนักบุญไปอย่างน่าเสียดาย

ภาพลักษณ์ของ Romančík ผมรู้สึกว่าเหมาะสำหรับบทบาท ‘Tragic Hero’ ใบหน้าหล่อเหลา แลดูภูมิฐาน มาดชนชั้นสูง ผู้ดีมีสกุล แต่ขณะเดียวกันก็เหมือนอมทุกข์อะไรบางอย่าง สามารถสร้างความสงสารเห็นใจ โดยเฉพาะถ้าในหนังโรแมนติกพระเอกตายตอนจบ น่าจะทำให้สาวๆร่ำไห้จนสลบไสล

สำหรับบทบาทหลวง Lautner ความท้าทายน่าจะคือพัฒนาการทางอารมณ์ เป็นบุคคลแรกๆที่สามารถสังเกตความผิดปกติของ Boblig of Edelstadt พยายามจะขอความช่วยเหลือใครต่อใคร แต่นั่นทำให้เขาได้ค้นพบธาตุแท้ของผู้คน จนเมื่อถึงคราวของตนเองถูกใส่ร้ายป้ายสี แรกๆยังมีความเชื่อมั่นต่อเพื่อนมนุษย์ ก่อนสุดท้ายเมื่อตระหนักถึงความอยุติธรรม เลยตกอยู่ในความท้อแท้หมดสิ้นหวัง


Vladimír Šmeral (1903-82) นักแสดงสัญชาติ Czech เกิดที่ Drásov, Austria-Hungary โตขึ้นเดินทางสู่ Prague เข้าร่วมโรงละคร Osvobozené divadlo (Liberated Theatre), ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองถูกส่งไปค่ายกักกัน Wroclaw โชคดีสามารถหลบหนีเอาตัวรอดมาได้ หลังสงครามสมัครเข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์ Czechoslovak กลายเป็นนักแสดงขาประจำผู้กำกับ Otakar Vávra มีผลงานภาพยนตร์ อาทิ The World Is Ours (1937) Silent Barricade (1949), Hotel for Strangers (1966), Larks on a String (1970), Witchhammer (1970) ฯลฯ

รับบท Jindřich František Boblig of Edelstadt อดีตผู้พิพากษาที่ถูกตีตราถึงความคอรัปชั่น แต่โชคชะตานำพาให้เขากลายเป็นเจ้าหน้าที่สอบสวน (inquisitor) คดีความเกี่ยวกับแม่มด โดยใช้คัมภีร์ Malleus Maleficarum สำหรับอ้างอิงการไต่สวน จับผู้ต้องสงสัยมาทำทัณฑ์ทรมาน บีบบังคับให้สารภาพความผิดที่ไม่ได้ก่อ นั่นสร้างความพึงพอใจให้เบื้องบน มอบอำนาจที่แทบจะล้นฟ้า สามารถแบล็กเมล์ กำจัดผู้ครุ่นคิดเห็นแตกต่างให้พ้นภัยทาง

ผมรู้สึกว่า Šmeral ต้องเป็นนักแสดงระดับแนวหน้าของประเทศ Czech อย่างแน่ๆ ฝีไม้ลายมือมีความจัดจ้าน ไม่ใช่แค่ลีลาคำพูด แต่การแสดงออกสีหน้า ท่าทางขยับเคลื่อนไหว มีความกักฬระ สันดานโจร แต่งองค์ทรงเครื่องก็ดูสกปรก รกรุงรัง ล้วนตรงกันข้ามกับความสง่างามของ Romančík สามารถเรียกว่า พระเจ้า-ซาตาน ได้เลยกระมัง

นี่เป็นตัวละครที่เพียงแรกพบเห็น ใครต่อใครก็น่าจะตระหนักได้ว่าหมอนี่ไม่ใช่คนดีแน่ๆ แล้วยังได้รับการสนับสนุนหลังจากเบื้องบน จนกลายมามีอำนาจแทบจะล้นฟ้า นั่นสร้างความน่ารังเกียจ ขยะแขยง ตอกย้ำด้วยพฤติกรรมสุดแสนชั่วช้าสามานย์ และตอนจบขึ้นข้อความว่ามีชีวิตอยู่จนแก่เฒ่า ทำให้จิตใจของผู้ชมห่อเหี่ยว ท้อแท้ หมดสิ้นหวัง … รัฐบาลคอมมิวนิสต์/เผด็จการ มันช่างเหลือทน เกินเยียวยา


ถ่ายภาพโดย Josef Illík (1919-2006) ตากล้องสัญชาติ Czech ชื่นชอบการถ่ายภาพนิ่งตั้งแต่สมัยเรียน จนกระทั่งได้ทำงาน Barrandov Studios เลยผันมาเป็นตากล้องภาพยนตร์ เริ่มจากถ่ายทำสารคดี ทำงานผู้ช่วย ผลงานเด่นๆ อาทิ Smugglers of Death (1959), Coach to Vienna (1966), Witchhammer (1970) ฯลฯ

งานภาพของหนังเต็มไปด้วยรายละเอียด ‘Mise-en-scène’ เน้นการจัดวางตำแหน่ง ขยับเคลื่อนไหว ทิศทางมุมกล้อง แสงสว่าง-มืดมิด และที่น่าประหลาดก็คือใช้ CinemaScope (อัตราส่วน 2.35:1) ถ่ายทำภาพขาว-ดำ เพื่อสร้างบรรยากาศอันมืดหมองหม่น หมดสิ้นหวัง และแบ่งแยกแยะดี-ชั่ว ออกจากกันอย่างชัดเจน!

ผมแอบทึ่งในความหรูหรา อลังการของโปรดักชั่นงานสร้าง จัดเต็มรายละเอียดด้วยสถาปัตยกรรม Baroque (บาโรกเป็นยุคสมัยเป็นคำที่สำแดงความมีอำนาจของสถาบันคริสต์ศาสนาและการปกครอง) เพื่อสะท้อนอิทธิพลของคริสตจักรต่อวิถีชีวิต ความเชื่อศรัทธา ก่อให้เกิดลัทธิการไล่ล่าแม่มด เพราะกระทำสิ่งนอกรีต ขัดแย้งต่อข้ออ้างศีลธรรมอันดีงาม


ตลอดทั้งเรื่องจะมีการแทรกภาพชายคนหนึ่งที่แลดูเหมือนบาทหลวง พยายามพูดพร่ำคำสอนที่เต็มไปด้วยอคติต่อหญิงสาว ว่าคือจุดกำเนิดแห่งบาปทั้งปวง มันช่างเป็นคำกล่าวเพ้อเจ้อไร้สาระ (Fantasist) แลดูไม่ต่างจากคนบ้าวิกลจริต คลุ้มคลั่งเสียสติแตก! แต่นั่นคือวิถีความเชื่อของคนยุคสมัยก่อนเกี่ยวกับแม่มด ใช้ข้ออ้างศรัทธาศาสนา หลักศีลธรรมจรรยา สำหรับควบคุมครอบงำ ไม่ต้องการให้ใครประพฤตินอกรีต และกำจัดบุคคลครุ่นคิดเห็นแตกต่าง

สังเกตว่าการปรากฎตัวของชายคนนี้ มักปกคลุมด้วยความมืด ถ่ายทำเพียงใบหน้า บางครั้งโคลสอัพดวงตา ริมฝีปาก เต็มไปด้วยหนวดกรัง สกปรกรุงรัง ทั้งร่างกายและจิตใจ (เทียบไม่ได้กับเรือนร่างอันนวลเนียนของหญิงสาว)

การอาบน้ำของสาวๆ ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อเป็นจุดขายของหนังนะครับ (แต่หนังก็น่าจะขายได้ดิบได้ดี ก็อาจเพราะฉากนี้ด้วยกระมัง!) ในอารัมบทของหนังนี้ จะมีการตัดสลับคำบรรยายของบาทหลวงคนนั้น สำหรับการอธิบายด้วยภาพ(ประกอบคำพูด) อิสตรีมีความโฉดชั่วร้ายอย่างไร ไม่ใช่ด้วยเวทย์หรือมนต์ แต่คือเรือนร่างกายอันยั่วเย้ายวน ทำให้บุรุษกระทำสิ่งนอกรีต ขัดแย้งต่อหลักศีลธรรมอันดีงาม ตามความเชื่อศรัทธาพระเป็นเจ้า … นั่นมันไม่ใช่ความผิดของบุรุษเองหรอกหรือ???

ในทิศทางตรงกันข้าม การนำเสนอภาพของสาวๆ(และเด็กๆ)กำลังชำละล้างร่างกาย พวกเธอไม่ได้รู้สึกเหนียงละอาย เพราะมันคือวิถีชีวิตประจำวัน มีใครไหนไม่อาบน้ำกัน? ซึ่งสามารถสื่อถึงความบริสุทธิ์ไร้เดียง ผิวพรรณนวลผ่อง สะอาดสะอ้านจากการอาบน้ำ (ตรงกันข้ามกับบาทหลวงคนนั้นที่ดูสกปรกรุงรัง)

ในพิธีมิสซาจะมีการร้อยเรียงภาพ ‘Montage’ เริ่มจากรูปปั้นหญิงสาว เทพเทวดา นางฟ้าบนสรวงสวรรค์ ก่อนตัดมายังมนุษย์โลก สาวๆสวยๆ ภรรยาและสาวใช้ เหล่านี้เป็นการเปรียบเทียบอย่างตรงไปตรงมา ก่อนที่โชคชะตาจะนำให้พวกเธอเหล่านี้ต้องถูกตีตราว่าเป็นแม่มด พวกฉันทำผิดอะไรถึงโดนแผดเผาให้ตกตายทั้งเป็น

เกร็ด: โบสถ์แห่งนี้คือ Kostel svatého Jakuba Většího แปลว่า Church of St. Jakub Větší (Saint James the Greater, อัครทูตของพระเยซู) ตั้งอยู่ที่ Prague-Kunratice เป็นวิหารเก่าแก่ของ Roman Catholic ในสไตล์ high Czech Baroque สร้างขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1730-36

ขณะที่มุมกล้องในโบสถ์มีการแบ่งแยกอย่างชัดเจนระหว่างมนุษย์กับสิ่งเหนือธรรมชาติ (ถ่ายมุมเงยขึ้นเบื้องบน) ฉากถัดมาคือการประชุมของเหล่าขุนนาง ผู้มียศฐาบรรดาศักดิ์ของหมู่บ้านแห่งนี้ สังเกตว่าจะไม่มีก้มๆเงยๆ (เพื่อจะสื่อถึงความเสมอภาคเท่าเทียมของมนุษย์ มิอาจเปรียบเทียบกับพระเป็นเจ้า) เพียงการจัดวางตำแหน่งให้เห็นว่าใครมีอำนาจสูงสุดนั่งหัวโต๊ะ ที่ปรึกษาอยู่เคียงชิดใกล้ ผิดกับบาทหลวง Kryštof Alois Lautner อยู่ตำแหน่งห่างไกลจาก Countess (เลยไม่ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจสักเท่าไหร่) ขณะที่นางแม่มด/หญิงชราชาวบ้าน ถูกแยกออกมาคนละเฟรม ไม่สามารถอยู่ร่วมกับชนชั้นสูงเหล่านั้น

คฤหาสถ์ของ Countess มีความเลิศหรูราวกับพระราชวัง คาคลั่งไปด้วยงานศิลปะ จิตรกรรม ประติมากรรม ยุคสมัย Baroque (ค.ศ. 1600-1750) ที่สะท้อนอิทธิพลของศาสนา เข้ามามีบทบาทต่อวิถีชีวิต ความเชื่อศรัทธา … มันก็เลยเป็นช่วงเวลาการล่าแม่มด ได้รับความนิยมทางฝั่งยุโรปตะวันออก

ไม่รู้ทำไมเห็นการออกแบบคฤหาสถ์ พระราชวังลักษณะนี้ ชวนให้ระลึกถึงภาพยนตร์ The Scarlet Empress (1934) ของผู้กำกับ Josef von Sternberg แม้มันไม่ได้มีความอัปลักษณ์พิศดาร แต่มอบสัมผัสอันน่าหวาดสะพรึงกลัว (เพราะทุกสิ่งในภาพยนตร์เรื่องนี้ล้วนกลับตารปัตรจากสิ่งพบเห็น คนชั่วได้ดี คนบริสุทธิ์ถูกเข่นฆ่า สวรรค์กลายเป็นนรก)

แค่พบเห็นอุปกรณ์ทัณฑ์ทรมาน ก็แทบจะขี้เยี่ยวเร็ดราด วิธีการที่หนังนำเสนอคือพบเห็นเพียงครั้งเดียว เสียวตลอดกาล! … กล่าวคือหนังจะถ่ายทำฉากทรมานเหล่านี้ ส่วนใหญ่แค่ครั้งเดียวเท่านั้น (เพื่อให้เห็นว่าอุปกรณ์เหล่านั้นทำงานยังไง แล้วตัดไปปฏิกิริยาใบหน้านักแสดง) ส่วนครั้งต่อๆมาจะเพียงพบเห็นอุปกรณ์ที่ใช้ ไม่มีการเน้นย้ำซ้ำๆซากๆ แต่ผู้ชมสามารถตระหนักว่าสิ่งเหล่านั้นใช้ทำอะไร โดยไม่รู้ตัวบังเกิดอาการเจ็บปวดรวดร้าวทรวงใน

การแผดเผาแม่มดก็เฉกเช่นเดียวกัน นำเสนอให้เห็นการจุดไฟเผาแค่ครั้งเดียวเท่านั้น! หลังจากนั้นปรากฎเพียงภาพเสาไม้ตั้งโด่เด่ (เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ) ก็เพียงพอให้ผู้ชมรับรู้ว่าหนังต้องการสื่อถึงอะไร

แซว: เห็นอุปกรณ์ทัณฑ์ทรมาน รวมถึงการแผดเผาในกองเพลิง ก็ชวนให้นึกถึงโคตรหนังเงียบ The Passion of Joan of Arc (1928) มีความละม้ายคล้ายกันหลายๆส่วนทีเดียว

รายละเอียดเล็กๆที่หลายคนอาจไม่ทันสังเกตเห็น คือกรงนกที่อยู่ด้านหลัง (หลบซ่อนได้อย่างแนบเนียนมากๆ) สามารถสื่อถึงสาวใช้/แม่ครัว Zuzana Voglicková เพราะทำงานอยู่กับบาทหลวง Kryštof Alois Lautner เลยไม่สามารถแต่งงาน หรือออกไปทำงานอะไรอย่างอื่น (เหมือนเป็นข้อต้องห้ามอะไรสักอย่าง) นั่นทำให้เธอมักมองเขาด้วยสายตาอันลุ่มหลงใหล ตกหลุมรัก แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรมากกว่านี้ เพียงเก็บกดซ่อนเร้น ‘Sexual Repression’

จะว่าไปเจ้ากรงนกนี่ก็แอบบอกใบ้สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับหญิงสาวช่วงครึ่งหลัง เมื่อโดนชี้ตัว จับกุม คุมขังในเรือนจำ ถูกทัณฑ์ทรมานจนไม่สามารถอดกลั้นฝืนทน จนต้องยินยอมรับสารภาพ แต่สิ่งที่เธอพูดออกมานั้นคือกลับความต้องการแท้จริงๆ

ฉากงานเลี้ยงรับประทานอาหาร นี่ก็ชวนให้ผมครุ่นคิดถึง The Scarlet Empress (1934) แต่แทนที่จะเลียนแบบช็อตอมตะด้วยการถ่ายจากเบื้องบนมองลงมา กลับใช้การเคลื่อนไถลไปข้างๆเพื่อสื่อถึงความเสมอภาคเท่าเทียมของมนุษย์ เช่นเดียวกับมื้ออาหารที่ก็ไม่ได้มีความอัปลักษณ์พิศดารอะไร แต่กลับสร้างความขยะแขยง ชวนอ๊วกแตกอ๊วกแตนในทัศนคติอันบิดเบี้ยวของ Boblig of Edelstadt

เรื่องราวของ Witchhammer (1970) มีความกลับหัวกลับหาง คนชั่วได้ดี คนบริสุทธิ์ถูกเข่นฆ่า เลยไม่แปลกที่จะมีฉากส้นตีนสูงกว่าศีรษะ! หรือการเสียชีวิตของชายคนนี้ กลิ้งล้มตกบันได แต่ไม่รู้อีท่าไหนหัวถึงอยู่ด้านล่าง ส่วนขาสองข้างอยู่ด้านบน

ระหว่างที่บาทหลวง Kryštof Alois Lautner ถูกควบคุมขัง อาศัยอยู่ในเรือนจำ จะมีภาพที่แลดูเหมือนความเพ้อฝัน พบเห็นทิวทัศน์ท้องทุ่งกว้างใหญ่ไพศาล แต่เต็มไปด้วยฝูงแร้งกา (เอาจริงๆไม่รู้ว่าใช่อีกาหรือเปล่านะครับ แต่เพราะหนังเป็นภาพขาว-ดำ จึงสามารถเหมานกเหล่านี้ว่าตัวสีดำ) ราวกับว่าสถานที่นี้กำลังจะกลายเป็นดินแดนแห่งความตาย เพราะถูกปีศาจร้ายเข้ามาเยี่ยมเยือน

หลังจากยินยอมรับสารภาพผิดที่ไม่ได้ก่อ Kryštof Alois Lautner เพียงนอนเฝ้ารอคอยความตาย ปฏิเสธการสนทนากับบาทหลวงจอมปลอม แต่ตัวเขายังคงความเชื่อมั่นศรัทธาต่อพระเป็นเจ้า ก่อนจะหันหลังให้กับทุกสรรพสิ่งอย่าง

ผมรู้สึกว่าฉากนี้สะท้อนตัวตนของผู้กำกับ Otakar Vávra ที่ได้พบเห็นสิ่งชั่วร้ายมากมายใน Czechoslovak แต่เพราะไม่สามารถทำอะไรได้สักสิ่งอย่าง จึงต้องหันหลัง ก้มหัว ยินยอมศิโรราบต่อเผด็จการ ทำในสิ่งที่เชื่อว่าเป็นประโยชน์สาธารณะ(และวงการภาพยนตร์) แม้จะถูกตีตรา ‘กิ้งก่าเปลี่ยนสี’ แต่ก็ยังดีกว่าดื้อรั้นจนตัวตาย หรือทอดทิ้งชาติบ้านเกิดเมืองนอน

งานเลี้ยงสังสรรค์ที่เคยคาคลั่งด้วยผู้คน สุดท้ายหลงเหลือเพียง Boblig of Edelstadt (และลูกน้อง) ได้ดื่มกิน อิ่มหนำ เสพสุขสำราญ เพราะใครต่อใครล้วนถูกกำจัดให้พ้นภัยทาง … แต่มันจะมีประโยชน์อะไรที่ได้ครอบครองทุกสิ่งอย่าง แล้วไม่หลงเหลืออะไรสักสิ่งอย่าง?

นี่เป็นช็อตที่สร้างความน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง! ทั้งความมืดที่เข้าปกคลุม และถ่ายมุมเงยขึ้นเห็นเพดาน เพื่อสื่อถึงอำนาจยิ่งใหญ่ล้นฟ้าของ Boblig of Edelstadt สามารถกำหนดโชคชะตามนุษย์ ใครไม่ใช่พวกพ้องจะถูกชี้ตัวว่าฝักใฝ่ลัทธิแม่มด โดนทัณฑ์ทรมาน ก่อนรับโทษประหารแผดเผาในกองเพลิง

ตัดต่อโดย Antonín Zelenka,

หนังดำเนินเรื่องในลักษณะเคียงคู่ขนาน/ตัดสลับไปมาระหว่างบาทหลวง Kryštof Alois Lautner และผู้พิพากษา Jindřich František Boblig of Edelstadt ฝั่งหนึ่งทำการพิจารณาคดีความเกี่ยวกับแม่มด อีกฝั่งหนึ่งพยายามหาหนทางแก้ไข ทำบางสิ่งอย่างต่อเหตุการณ์บังเกิดขึ้น

  • จุดเริ่มต้นการพิจารณาไต่สวนคดีความแม่มด
    • หญิงชราคนหนึ่งมีพฤติกรรมนอกรีต ถูกกล่าวหาว่าคือแม่มด จึงต้องมีการพิจารณาไต่สวน
    • การมาถึงของผู้พิพากษา Jindřich František Boblig of Edelstadt ได้รับอำนาจสิทธิ์ขาดในการพิจารณาคดี
  • การพิจารณาคดีความของ Jindřich František Boblig of Edelstadt
    • Boblig of Edelstadt ใช้วิธีทัณฑ์ทรมานจนหญิงสาวทั้งสามไม่สามารถอดรนทน ยินยอมสารภาพผิด ชี้ตัวบุคคลต่าง และถูกตัดสินโทษเผาทั้งเป็น
    • เพื่อไม่ให้คดีความจบสิ้นจึงมีการแบล็กเมล์ ใครเคยทำอะไรไม่พึงพอใจก็จะถูกชี้ตัว กล่าวหาว่าเป็นเข้าร่วมลัทธิแม่มด
    • บาทหลวง Kryštof Alois Lautner เมื่อตระหนักถึงสิ่งบังเกิดขึ้น พยายามร้องเรียนต่อผู้นำคริสจักร แต่ได้รับการบอกปัดปฏิเสธ
  • เป้าหมายถัดไปคือสาวใช้/แม่ครัว Zuzana Voglicková
    • ทั้งๆไม่ได้ทำอะไรผิดแต่เธอก็ถูกควบคุมตัว โดนทัณฑ์ทรมาน จนที่สุดยินยอมสารภาพผิด และชี้ตัวบาทหลวง Kryštof Alois Lautner
  • และเป้าหมายหลักคือบาทหลวง Kryštof Alois Lautner
    • บาทหลวง Kryštof Alois Lautner ถูกควบคุมตัว โดนทัณฑ์ทรมาน จนในที่สุดยินยอมสารภาพผิด แต่ปฏิเสธที่จะชี้ตัวผู้อื่นใด

บ่อยครั้งจะมีการแทรกภาพชายคนหนึ่งแต่งตัวเหมือนบาทหลวง พูดพร่ำคำสอนความเชื่อเกี่ยวกับแม่มด ด้วยสีหน้าจริงจัง ดวงตาพองโต น้ำเสียงหนักแน่นแต่สั่นเครือ แรกๆก็ฟังดูหลอกหลอน แต่ไม่นักผู้ชมก็น่าจะตระหนักได้ว่า ต้องการสื่อถึงความเพ้อเจ้อไร้สาระ (Fantasist) แลดูไม่ต่างจากคนบ้าวิกลจริต คลุ้มคลั่งเสียสติแตก!

สิ่งหนึ่งที่ผมชอบมากๆคือการไม่นำเสนอภาพทัณฑ์ทรมานซ้ำๆหลายครั้ง (เห็นแค่ครั้งเดียวก็จดจำฝังจิตวิญญาณ) อย่างการเผาแม่มดจะมีแค่ครั้งแรกครั้งเดียว (หญิงชราสามคนแรก) หลังจากนั้นปรากฎเพียงภาพเสาไม้และกองฟาง (แทนสัญลักษณ์ของการถูกแผดเผา) แค่นั้นผู้ชมก็สามารถเข้าใจทุกสรรพสิ่งอย่าง

ต้องกล่าวชมเลยว่าการลำดับเรื่องราว และตัดสลับไปมาระหว่างสองตัวละคร นำเสนอออกมาได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน มีความต่อเนื่องลื่นไหล จนสร้างความรู้สึกเหมือนเปลวเพลิงกำลังลุกไหม้ แผดเผาจนวอดวาย ท้ายสุดหลงเหลือเพียงขี้เถ้าถ่าน


เพลงประกอบโดย Jiří Srnka (1907-82) สัญชาติ Czech ได้ศึกษาร่ำเรียนยัง Pražská konzervatoř (Prague Conservatory) เป็นลูกศิษย์ของ Otakar Ševčík จากนั้นเข้าสู่วงการบันเทิง เป็นนักแต่งเพลงขาประจำผู้กำกับ Otakar Vávra และ František Čáp อาทิ Mist on the Moors (1943), Sign of the Anchor (1947), Silent Barricade (1949), Hussite Trilogy, Witchhammer (1970) ฯลฯ

เครดิตของ Srnka มีเพียงบทเพลงเดียวเท่านั้นคือ Main Theme (Title Song) คำร้องโดย Ester Krumbachová, ได้ยินตอน Opening Credit และเมื่อปรากฎภาพเสาไม้สำหรับตระเตรียมจุดไฟเผาแม่มด ด้วยลักษณะแนวเพลงมาร์ช (March) ฟังแล้วรู้สึกหึกเหิม กระตือรือล้น เกิดความภาคภูมิใจ เพราะเหตุการณ์ต่อจากนี้กำลังจะได้กำจัดศัตรูให้พ้นภัยทาง … นี่เป็นลักษณะของการล้อเลียน เสียดสีประชดประชัน เพราะทุกครั้งที่ได้ยินบทเพลงนี้ (รวมถึงภาพยนตร์เรื่องนี้) มันคือการก้าวเดินสู่หายนะ โศกนาฎกรรม

ต้นฉบับ Czechคำแปลจาก Google Translate
Jak černý mrak, už táhne smrťák zabiják,
už táhne smrťák zabiják,
už zabiják táhne na hrbatém koni
a na tom koni kosti jenom zvoní
a vlá a vlá mu hříva plesnivá,
a kosti a kosti a těma on nás hostí,

jak černý mrak, už táhne smrťák zabiják,
už táhne smrťák zabiják
a krev a krev, není čas na rakev
a krví a krví on pustá pole mrví,
nám je už hej, už s námi táhne zubatej,
už s námi táhne zubatej,

už zubatec táhne na svém černém koni
a na tom koni jenom kosti zvoní,
a láká a láká každého vojáka
ta dávivá kosa smrti zabijáka,

a černý host, už ohryzává bílou kost,
už ohryzává bílou kost
a černý host už ohryzává kost,
a kosti a kosti a těma on nás hostí,
nám je už hej, už s náma táhne zubatej,
už s námi táhne zubatej.
Like a black cloud, the dead killer is already dragging,
the dead man is already dragging,
the killer is already pulling on a humpbacked horse
and the bones just ring on that horse
and his moldy mane sways and sways,
and bones and bones and with these he hosts us,

like a black cloud, the dead killer is already dragging,
the dead man is already pulling the killer
and blood and blood, no time for a coffin
and with blood and blood he wastes the field of carrion,
we’re fine now, he’s already dragging the toothy with us,
the toothy one is already dragging with us,

already the cog pulls on his black horse
and on that horse only the bones ring,
and entices and tempts every soldier
that slaying scythe of death,

and the black guest, already gnawing at the white bone,
already gnawing at the white bone
and the black guest is already gnawing the bone
and bones and bones and with these he hosts us,
we’re fine now, we’re already being dragged along,
the toothy one is already with us.

นอกจากนี้ระหว่างงานเลี้ยง ยังมีการบรรเลงบทเพลงคลาสสิก ของคตีกวีชาวอิตาเลี่ยน Antonio Vivaldi: Violin Concerto in A Minor, Op. 3, No. 6, RV356 (1711) ท่อน I. Allegro มีชื่อเรียกว่า L’estro armonico (The Harmonic Inspiration) ให้ความรู้สึกเคลิบเคลิ้ม เหมือนกำลังล่องลอยอยู่ในปุยเมฆ รับฟังเสียงนกน้อยใหญ่กำลังขับขาน สุขสำราญ เกษมเปรมปรีดา

In our younger days, the fifth concerto of Vivaldi, composed of rattling passages in perpetual semiquavers, was the making of every player on the violin, who could mount into the clouds, and imitate not only the flight, but the whistling notes of birds.

นักประวัติศาสตร์ดนตรี Charles Burney (1726–1814) กล่าวถึงในหนังสือ Rees’s Cyclopædia

ถ้าดูจนปีที่ Vivaldi ประพันธ์บทเพลงนี้ ค.ศ. 1711 จะคลาดเคลื่อนกับพื้นหลังของหนังพอสมควร แต่กลิ่นอายสไตล์ Baroque ยังถือว่าอยู่ในยุคสมัยใกล้ๆเคียงกันอยู่ และแสดงถึงรสนิยมด้านดนตรีของผู้กำกับ Otakar Vávra ได้เป็นอย่างดี!

ผมนำคลิปการบรรเลงของ Itzhak Perlman นักไวโอลินชาว Israeli ร่วมกับ Israel Philharmonic Orchestra ออกอัลบัมเมื่อปี ค.ศ. 1984 ดูจากปกอัลบัมยังหนุ่มๆอยู่เลยนะ

การล่าแม่มด (Witch-hunt) คือการแสวงบุคคลซึ่งโดนตีตราหน้าว่าเป็น “แม่มด” โดยอ้างหลักฐาน หรือบุคคลชี้ตัว โดยหลายประเทศมีกฎหมายให้ความเห็นชอบเกี่ยวข้องกับการพิจารณาล่าแม่มดอย่างเป็นทางการ ช่วงระหว่าง ค.ศ. 1480 ถึง 1750 ส่งผลให้มีการประหารชีวิตระหว่าง 40,000 ถึง 60,000 คน

ส่วนใหญ่ของกิจกรรมล่าแม่มด มักเกี่ยวข้องกับความแตกตื่นทางศีลธรรม หรืออุปทานหมู่ จากพฤติกรรมนอกรีตของบุคคลนั้น ทำให้สังคมแตกตื่น เกิดความหวาดสะพรึงกลัว ไม่อาจยินยอมรับเหตุการณ์บังเกิดขึ้น ขณะเดียวกันยังเป็นการใช้อำนาจในทางมิชอบของเจ้าหน้าที่พิพากษาไต่สวน (inquisitor) ทำการแบล็กเมล์ จับผู้ต้องสงสัยมาทัณฑ์ทรมาน ล่อหลอกให้กล่าวคำโป้ปด เพื่อกำจัดบุคคลครุ่นคิดเห็นต่าง

ผู้กำกับ Otakar Vávra ชื่นชอบการสรรค์สร้างภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ ที่สามารถเปรียบเทียบถึง/สะท้อนช่วงเวลาขณะนั้นๆของประเทศ Czechoslovakia (คล้ายๆผู้กำกับ Miklós Jancsó ทางฟากฝั่งประเทศฮังการี) ซึ่งเรื่องราวการล่าแม่มดของ Witchhammer (1970) ต้องการพาดพิงเหตุการณ์หลังจากพันธมิตรสหภาพโซเวียต ‘Warsaw Pact’ (ประกอบโดย Soviet Union, Polish People’s Republic, People’s Republic of Bulgaria และ Hungarian People’s Republic) ได้ใช้กำลังทหารกว่า 250,000 คน (สมทบภายหลังอีกรวมเป็นเกือบๆ 500,000 คน) บุกยึดครอง Czechoslovakia ระหว่างวันที่ 20-21 สิงหาคม ค.ศ. 1968 ด้วยจุดประสงค์หยุดยับยั้งขบวนการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ Prague Spring ของ Alexander Dubček

ชัยชนะที่แทบไม่ต้องออกแรงของ Warsaw Pact (แต่ก็มีผู้เสียชีวิต 137 คน, บาดเจ็บสาหัส 500+ คน) หยุดยับยั้งการเปลี่ยนแปลง/ปฏิรูปภายในของ Czechoslovakia โดยสหภาพโซเวียตได้เข้ามาบริหารจัดการ ไล่ล่าค้นหาบุคคลผู้เกี่ยวข้องจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำทัณฑ์ทรมาน เข่นฆ่าให้ตกตาย จักได้หมดโอกาสก่อสร้างปัญหาครั้งใหม่

ผมค่อนข้างเชื่อว่าผู้กำกับ Vávra ไม่ได้มีลักษณะของ ‘กิ้งก่าเปลี่ยนสี’ อย่างที่ใครต่อใครเข้าใจกัน แต่เป็นบุคคลผู้มีอุดมการณ์ทางการเมืองอย่างชัดเจน แต่เพราะไม่สามารถทำอะไรให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เลยพยายามประณีประณอม/วางตัวเป็นกลางเพื่อโอกาสในการสรรค์สร้างภาพยนตร์ ยินยอมศิโรราบต่อนาซี รวมถึงพรรคคอมมิวนิสต์/สหภาพโซเวียต แล้วใช้งานศิลปะถ่ายทอดอารมณ์อันเกรี้ยวกราดของตนเองออกมา

ตัวละครบาทหลวง Kryštof Alois Lautner จึงไม่ใช่แค่ตัวแทนของชาว Czechoslovakia แต่ยังเหมารวมถึงผู้กำกับ Vávra ด้วยนะแหละ รับล่วงรู้เห็นทุกสิ่งอย่าง พยายามจะต่อต้านขัดขืน แต่ก็มิอาจฝืนทนต่อทัณฑ์ทรมาน สุดท้ายเลยต้องยินยอมศิโรราบ สารภาพความผิดที่ไม่ได้กระทำ จำถูกแผดเผาลุกมอดไหม้ทั้งร่างกาย-จิตใจ … นี่เป็นการระบายอารมณ์คลุ้มบ้าคลั่งผ่านสื่อศิลปะภาพยนตร์

สิ่งที่ทำให้หนังโคตรๆทรงพลัง ทรงคุณค่า ยิ่งใหญ่ระดับ Masterpiece คือความรู้สึกมอดไหม้ทรวงในของผู้ชม ไม่แตกต่างจากการที่แม่มดทั้งหลายถูกแผดเผาอย่างไร้ความยุติธรรม ซึ่งนั่นไม่ใช่แค่พื้นหลังศตวรรษที่ 17 สะท้อนถึง Czechoslovakia ช่วงทศวรรษ 60s แต่ยังลามปามเหนือกาลเวลามาจนถึงปัจจุบันนี้ ผมไม่อยากยกตัวอย่างประเทศสารขัณฑ์ เชื่อว่าถ้าใครได้รับชมก็คงตระหนักถึงเหมือนกัน


กองเซนเซอร์ของ Czechoslovakia ปล่อยผ่านหนังเข้าฉายเดือนมกราคม ค.ศ. 1970 ด้วยกระแสปากต่อปากทำให้มีผู้ชมกว่า 1.5 ล้านคน! ถึงค่อยถูกถอดถอน สั่งแบน กระทั่ง 20 ปีให้หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ถึงสามารถหวนกลับเข้าฉายโรงภาพยนตร์ได้อีกครั้ง

การที่ Witchhammer (1970) รอดพ้นการถูกแบนในช่วงแรกๆ เชื่อเลยว่ากองเซนเซอร์มองหนังเพียงแง่มุมประวัติศาสตร์ ต่อต้านแนวคิดการล่าแม่มดที่เฉิ่มเฉยล้าหลัง ไม่สามารถเข้าถึงความสัมพันธ์กับเหตุการณ์เกิดขึ้นยุคสมัยนั้น จนกระทั่งเมื่อเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ กระแสปากต่อปากถึงค่อยตระหนักได้เมื่อสายไปพอสมควร

ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะคุณภาพ 2K โดยนำฟีล์มต้นฉบับมาจาก Czech National Film Archive สามารถหาซื้อ Blu-Ray ลิขสิทธิ์ของ Severin Films และ Second Run (ของค่าย Second Run จะมี Special Feature ที่น่าสนใจเยอะกว่า)

หรือถ้าใครสนใจ Boxset รวมโคตรหนัง Horror แห่งทวีปยุโรปทั้งหมด 20 เรื่อง (ได้รับการบูรณะ 2K) แนะนำให้ค้นหา All the Haunts Be Ours: A Compendium of Folk Horror ของค่าย Severin Films เพิ่งจัดจำหน่ายเมื่อปลายปี 2021

รับชมหนังเรื่องนี้แม้งเลวร้ายพอๆกับการโดนทัณฑ์ทรมาน! ไม่ต่างจากถูกแผดเผา ภายในลุกมอดไหม้ ยากที่จะสงบจิตสงบใจ นี่ต้องชมลีลาการนำเสนอของผู้กำกับ Otakar Vávra แม้ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ แต่ค่อยๆสร้างบรรยากาศ สะสมอารมณ์เกรี้ยวกราด ลำดับเรื่องราวไปจนถึงจุดไม่สามารถแก้ไข ไร้หนทางออก เพียงหมาจนตรอก และชัยชนะของฝ่ายอธรรม

ทีแรกผมแอบคาดหวังว่าตอนจบจะมีอะไรที่ทำให้ภายในชุ่มฉ่ำ ดับความลุ่มร้อนสุมอก แต่ก็ดันหลงลืมไปว่าภาพยนตร์ทางฝั่ง Eastern Bloc (นึกถึงหนังของ Krzysztof Kieślowski, Bela Tarr ฯลฯ) ไม่มีหรอกจบแบบ Happy Ending สิ่งหลงเหลือจากเพลิงลุกมอดไหม้ เพียงขี้เถ่าถ่านเท่านั้นแล

แนะนำคอหนังประวัติศาสตร์ (Historical) การเมือง (Political) สนใจการล่าแม่มด ช่วงศตวรรษที่ 17, นักออกแบบฉาก เสื้อผ้าหน้าผม แฟชั่นดีไซน์เนอร์ สนใจยุคสมัย Baroque, โดยเฉพาะทนายความ ผู้พิพากษา ทำงานเกี่ยวกับศาล หวังว่าพวกท่านจะตระหนัก และรับรู้สึกอะไรขึ้นมาบ้าง

จัดเรต 18+ กับความคอรัปชั่น เหี้ยมโหดร้าย จนตกอยู่ในสถานการณ์หมดสิ้นหวัง

คำโปรย | การล่าแม่มดของ Witchhammer สะท้อนสถานการณ์ความสิ้นหวังของประเทศ Czechoslovakia ได้อย่างทรวงพลัง
คุณภาพ | ร์พี
ส่วนตัว | กรีดกรายทรวงใน

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: