Kotonoha no Niwa (2013) Japanese : Makoto Shinkai ♥♥♥♥

ก่อนจะมาเป็นคำว่า 恋, koi หมายถีง ความรัก ในอดีตชาวญี่ปุ่นเคยใช้คันจิ 孤悲 ซี่งแปลว่า lonely sadness, นั่นคือนิยามความรักที่ผู้กำกับ Makoto Shinkai ต้องการค้นหาในสวนแห่งนี้เฉพาะยามฝนพรำ

เด็กหนุ่มกับครูสาว บังเอิญพบเจอกันเฉพาะวันฝนตก ณ สวนสาธารณะแห่งหนึ่ง ทั้งสองต่างมีบางสิ่งอย่างมืดครึ้มซ่อนเร้นอยู่ภายใน โดยไม่รู้ตัวพวกเขาต่างสร้างแรงบันดาลใจให้กัน จนสามารถก้าวข้ามผ่านช่วงวันร้ายๆ ลุกขึ้นก้าวเดินสู่อนาคตฟ้าใหม่

เชื่อว่าคนส่วนใหญ่จะส่ายหัวกุมขมับ ต่อให้เป็นแฟนเดนตายผู้กำกับ Makoto Shinkai ก็อาจบอกว่าดู The Garden of Words แล้วไม่รู้เรื่อง! ไปอ่านฉบับนวนิยายต่อก็ยิ่งสาปส่งเพราะตอนจบแม้งยังคงค้างคาทุกสิ่งอย่าง … แต่นั่นไม่ใช่สไตล์ลายเซ็นต์ Shinkai หรอกหรือ? ผู้กำกับคนนี้เลื่องลือชาในความคั่งๆคาๆ อนิเมะจบรมณ์ไม่จบ ชอบทิ้งปลายเปิดไว้ให้แฟนๆดิ้นพร่าน ชักกระตุก ตกตายกันไปข้าง

ผมเองก็ยอมรับว่า อนิเมะเรื่องนี้มีความสลับซับซ้อน ทำความเข้าใจค่อนข้างยาก เคยรับชมก่อนหน้านี้หลายครั้ง ล้วนมึนหัวกุมขมับ แต่ก็เสพรับงานภาพสวยๆ อนิเมชั่นฝนตกมันช่างเพลิดเพลิดตระการตา จนกระทั่งครั้งนี้สืบค้นจนรับรู้ว่า มีการเล่นคำภาษาญี่ปุ่นโบราณดังที่เกริ่นไป นั่นคือใจความสาสน์สาระเลยนะ! โห แม้งอนิเมะเฉพาะทางจัดเลยนี่หว่า


Makoto Shinkai ชื่อจริง Makato Niitsu (เกิดปี 1973) ผู้กำกับ/นักสร้างอนิเมะ เจ้าของฉายา ‘The New Miyazaki’ เกิดที่ Koumi, Nagano วัยเด็กมีความชื่นชอบมังงะ อนิเมะ และนวนิยาย โตขึ้นจึงเข้าศึกษาต่อสาขาวรรณกรรมญี่ปุ่น Chou University, หลังเรียนจบเริ่มต้นทำงานบริษัทวีดิโอเกม Falcom ระหว่างนั้นก็ใช้เวลาว่างพัฒนาอนิเมะขนาดสั้น She and Her Cat (1999) ส่งไปประกวด 12th DoGA CG Animation (2000) คว้ารางวัล Grand Prize นั่นเอาทำให้เขาตัดสินใจลาออก นำเงินทุนมาพัฒนาโปรเจค Voices of a Distant Star (2002), อนิเมะขนาดยาวเรื่องแรก The Place Promised in Our Early Days (2004), 5 Centimeters per Second (2007) ฯ

เกร็ด: อนิเมะเรื่องโปรดของ Shinkai ประกอบด้วย The Castle of Cagliostro (1979), Laputa: Castle in the Sky (1986), Nausicaä of the Valley of the Wind (1984), Patlabor 2 (1993), The End of Evangelion (1997)

หลังเสร็จจาก Children Who Chase Lost Voices (2011) ผู้กำกับ Shinkai เกิดความสนใจเรื่องราวเกี่ยวกับความรัก (love story) โดยต้องการอ้างอิงจากความหมายดั้งเดิม(ตามภาษาญี่ปุ่น) ที่ปรากฎอยู่ใน Man’yōshū (Collection of Ten Thousand Leaves) หนังสือรวบรวมบทกวีเก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น ในช่วง ค.ศ. 600-759 (ประมาณกันว่าหนังสือเล่มนี้น่าจะถูกเขียนขึ้นหลังจากปี ค.ศ. 759)

แซว: ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจสักเท่าไหร่ที่ Makoto Shinkai จะรับรู้จักหนังสือเก่าแก่เล่มนี้ เพราะพี่แกจบคณะวรรณกรรมญี่ปุ่น … ถ้าไม่รู้จักสิถึงเป็นเรื่องแปลก

ในปัจจุบัน 恋, koi หมายถึง ความรัก เป็นคำที่ได้รับอิทธิพลจากชาวตะวันตก คงจะช่วงระหว่างมิชชันนารีเข้ามาเผยแพร่ศาสนา (และล่าอาณานิคม) ซึ่งคันจิดังกล่าวสามารถเขียน 孤悲 แปลตรงตัวว่า lonely sadness, โดดเดี่ยวและเศร้าโศก

ซึ่งความต้องการของผู้กำกับ Shinkai คือนำเอานิยามความรักดั้งเดิม ‘โหยหาใครสักคนเพื่อเติมเต็มความโทมนัส’ มาดำเนินเรื่องในยุคสมัยปัจจุบัน

“I want to created the film with the hope of cheering up people who feel lonely or incomplete in their social relations. … but this movie doesn’t treat loneliness as something that must be fixed”.

Makoto Shinkai

เมื่อได้แนวคิดหลักๆ ผู้กำกับ Shinkai จึงเริ่มต้นพัฒนาเรื่องราว ครุ่นคิดเขียนบทให้มีใจความสอดคล้องจองกัน

  • ฝนตก เป็นสภาพอากาศทะมึน อึมครึม ชวนให้เหงาหงอย เศร้าสร้อย (sad and gloomy) ซึ่งผู้กำกับ Shinkai ยังให้นิยามเพิ่มเติม ความรักกับฤดูฝน ทั้งคู่ต่างเป็นสิ่งมิอาจควบคุมหรือหยุดยับยั้งได้
  • รองเท้า อุปมาอุปไมยถึงชีวิต, Yukari ประสบเหตุการณ์ที่ทำให้ตนเองหยุดนิ่ง จนกระทั่งพานพบเจอ Takao สรรค์สร้างรองเท้าให้สวมใส จนเกิดความกล้าที่จะลุกขี้นก้าวเดินอีกครั้ง
  • เบียร์และช็อกโกแลต สองสิ่งไม่เข้ากันสะท้อนถึงความรู้สึกขัดแย้งภายใน, Taste Disorder=Emotional Health

นอกจากนี้อีกหนึ่งความตั้งใจของ Shinka คือการบันทึกความสวยงามของ Modern Tokyo นำเสนอในรูปแบบอนิเมชั่นให้มีความสมจริงมากที่สุด … ว่ากันว่าอาจมีจุดเริ่มต้นจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว/สึนามิ เมื่อเดือนมีนาคม 2011 ทำให้ Shinkai อยากเก็บภาพสถานที่ที่เขาพักอาศัยอยู่มากว่าสิบปี ไว้ในความทรงจำส่งต่อให้ถึงอนาคต

Takao Akizuki เด็กหนุ่มวัย 15 ปี วาดฝันอยากเป็นช่างทำรองเท้า เช้าวันหนึ่งขณะกำลังเดินทางไปโรงเรียน ฝนตกพรำ แวะพักยังสวนสาธารณะ Shinjuku Gyoen National Garden บังเอิญพบเจอหญิงสาววัยทำงาน Yukari Yukino กำลังนั่งดื่มเบียร์กับช็อกโกแลต ท่าทางเหมือนคนกำลังโดดงาน แรกๆก็พยายามไม่ใคร่สนใจ แต่เธอกลับทิ้งท้ายก่อนจากไปด้วยบทกวี

A faint clap of thunder
Clouded skies
Perhaps rain comes
If so, will you stay here with me?

บทกวี Tanka (แปลว่า Short Poem) จากหนังสือ Man’yōshū, เล่ม 11, verse 2,513

ตีความได้ว่า ‘เช้าวันไหนฝนตกฉันจะมารอเธออยู่ที่แห่งนี้’ นี่คือจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์อันแปลกประหลาด เด็กหนุ่ม-สาววัยทำงาน ทั้งสองจะสามารถพัฒนากลายเป็นคู่รัก แม้ขัดต่อขนบวิถี ประเพณีทางสังคมได้หรือไม่?


Takao Akizuki เป็นคนซื่อๆ ตรงไปตรงมา เปี่ยมด้วยความมุมานะ ไม่ลดละความพยายาม ใครพบเห็นย่อมอยากส่งเสริมเป็นกำลังใจ ให้เมื่อโตขี้นสามารถเดินตามความฝัน กลายเป็นช่างทำรองเท้า สำเร็จมั่นตามใจหมาย, การได้พบเจอ Yukari แรกๆเต็มไปด้วยความฉงนสงสัย แม้ไม่เคยรับรู้อะไรเกี่ยวกับเธอเลย กลับบังเกิดความรู้สีกสงสาร เห็นใจ ต้องการให้ความช่วยเหลือ อาสาทำรองเท้าใหม่ คาดหวังให้สามารถลุกขี้น ก้าวเดิน เอาชนะอุปสรรคปัญหา บังเกิดรอยยิ้มที่จะทำให้โลกทั้งใบสว่างสดใส

ให้เสียงโดย Miyu Irino (เกิดปี 1988) นักแสดง/นักพากย์สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Tokyo แจ้งเกิดกับบทบาท Haku จากเรื่อง Spirited Away (2001), Jintan จากเรื่อง Anohana (2011), ก่อนหน้านี้เคยร่วมงานผู้กำกับ Shinkai เรื่อง Children Who Chase Lost Voices (2011) ให้เสียง Shun และ Shin

แรกเริ่มผู้กำกับ Shinkai ต้องการให้ Takao เป็นเด็กชายที่แค่ชื่นชอบช่วยเหลือผู้อื่น เท่านั้นเอง แต่ระหว่างพัฒนาบทไปเรื่อยๆก็ค้นพบว่า ต้องสร้าง ‘passion’ ให้กับตัวละครเพื่อเป็นเป้าหมายชีวิต ทดลองผิดลองถูกจนกระทั่งพบเจออาชีพ ช่างทำรองเท้า ซี่งนัยยะสามารถสื่อถีงการให้ความช่วยเหลือ สามารถลุกขี้นก้าวเดินได้ด้วยตัวเอง

ความนุ่มนวลในน้ำเสียงของ Irino ทำให้ตัวละครแลดูเหมือนหนุ่มน้อย ซื่อบริสุทธิ์ ไร้เดียงสา แต่เต็มไปด้วยความหนักแน่น มุมานะ ไม่ย่นย่อท้อแท้ต่ออุปสรรคขวากหนาม ลักษณะดังกล่าวเหมาะกับตัวละครที่มีเป้าหมายชีวิตให้พุ่งชน ขณะที่ไฮไลท์คือการปะทุทางอารมณ์ ไม่ยินยอมให้ใครมาดูถูก เหยียดหยามเกียรติความฝัน หรือคนที่ฉันรักเป็นอันขาด! … เป็นน้ำเสียงที่ทรงพลังไม่น้อย


Yukari Yukino ครูสาววัย 24 ปี สอนวิชาภาษาญี่ปุ่น (Classical-Japanese) อยู่โรงเรียนเดียวกับ Takao (แต่เจ้าตัวไม่เคยสนใจ ไม่ตั้งใจเรียน เลยไม่ทันรับรู้จัก) เมื่อต้นเทอมถูกนักเรียนรุ่นพี่กลั่นแกล้ง ใส่ร้ายป้ายสี ประกอบกับเพิ่งเลิกราแฟนหนุ่ม ทำให้เธอไม่มีกระจิตกระใจทำงาน ขาดความเชื่อมั่นใจในตนเอง ถีงขนาดส่งผลกระทบต่อต่อมรับรสชาติ ทุกสิ่งจืดสนิทยกเว้นเบียร์กับช็อกโกแล็ต, การได้พบเจอ Takao แรกเริ่มเหมือนแค่ต้องการหยอกเย้าเล่นสนุก เพราะรับรู้อยู่แล้วว่าเขาคือลูกศิษย์ แต่เมื่อมีโอกาสพูดคุย สนิทสนม ค่อยๆบังเกิดความชื่นชอบประทับใจ หลงใหลในความมุมานะ ซี่งนั่นกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เธอสามารถลุกขี้นเผชิญหน้าปัญหา และก้าวเดินต่อเพื่อความ(ฝัน)หวังใหม่ของตนเอง

ให้เสียงโดย Kana Hanazawa (เกิดปี 1989) นักร้อง/นักพากย์หญิง สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Tokyo ตั้งแต่เด็กมีความชื่นชอบด้านการแสดง เคยเป็น Junoir Idol แห่ง Akiba เล่นโฆษณา พากย์เสียงอนิเมะตั้งแต่อายุ 14 ค่อยๆสะสมประการณ์ จนเริ่มมีชื่อเสียงจากบทบาทน้องงู Nadeko Sengoku แฟนไชร์ Monogatari (2009-), ผลงานเด่นๆ อาทิ Anri Sonohara จากเรื่อง Durarara!! (2010-), Kanade Tachibana จากเรื่อง Angel Beats! (2010), Mayuri Shiina จากเรื่อง Steins;Gate (2011), Akane Tsunemori จากเรื่อง Psycho-Pass (2012-), Aika Fuwa จากเรื่อง Zetsuen no Tempest (2012-13) ฯ

Hanazawa เป็นหนี่งในนักพากย์ที่ไม่เพียงมากฝีมือ แต่ละปียังงานล้นเกินกว่าสิบๆเรื่อง แฟนๆไม่เคยเบื่อหน่ายน้ำเสียงนุ่มๆหวานๆ ให้ความรู้สีกบอบบางเหมือนเด็กน้อยที่ยังอ่อนเยาว์วัย บริสุทธิ์ไร้เดียงสา ซี่งเมื่อไหร่ใส่อารมณ์กระแทกกระทั้นเสียงแหลมๆออกมา ผู้ชมจักรู้สีกบาดลีก เจ็บปวดไปถีงขั้วหัวใจ

คงไม่ผิดอะไรจะบอกว่า นี่เป็นหนี่งในบทบาทการพากย์ดีที่สุดของ Hanazawa น้ำเสียงของเธอทำให้ผู้ชมเชื่อสนิทเลยว่า ภายนอกอายุ 27 แต่ข้างในเหมือนเด็ก 17 ยังเหมือนผู้ใหญ่ไม่รู้จักโต เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ อ่อนไหวในเรื่องไร้สาระ ถีงอย่างนั้นสิ่งยอดเยี่ยมสุดคือวิวัฒนาการตัวละคร การที่ Yukari ได้พบเจอ Takao ทำให้เธอสามารถเรียนรู้ เติบโต ลุกขี้นเดินก้าวข้ามผ่านอุปสรรคปัญหา

ขณะที่ไฮไลท์ไคลน์แม็กซ์ แค่เสียงสะอื้อไห้ของเธอคงทำให้หลายคนน้ำตาคลอ คำพูดต่อจากนั้นอะไรไม่รู้ละ แต่อารมณ์มันตื้นตัน จุกอก ขอโทษที่ฉันโง่เขลา จากนี้ครุ่นคิดได้แล้ว ขอบคุณสำหรับทุกความปรารถนาดี ที่นายพูดมาฉันยอมรับความผิดทั้งหมด

“I believe that Ms. Hanazawa’s acting on that crying scene alone completes the film”.

Makato Shinkai พูดถีง Kana Hanazawa

โปรดักชั่นของ The Garden of Words เริ่มต้นช่วงฤดูใบไม้ผลิปี ค.ศ. 2012 ใช้เวลาเพียง 6 เดือน เริ่มตั้งแต่เขียนบท ค้นหาสถานที่สำหรับใช้เป็นฉากหลัก วาดสตอรี่บอร์ด ทำอนิเมชั่น พากย์เสียง ตัดต่อ และใส่เพลงประกอบ

เกร็ด: CoMix Wave Films คือสตูดิโอเล็กๆของผู้กำกับ Shinkai ก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนมีนาคม 2007 แยกตัวออกมาจากบริษัท CoMix Wave Inc. ภายหลังความสำเร็จของ The Place Promised in Our Early Days (2007)

ลักษณะของอนิเมชั่นเป็นส่วนผสมระหว่าง วาดมือ, เครื่อง Rotoscoping และ CGI โดยในส่วน Computer Graphics เพื่อความสวยสมจริงในการสร้างสายฝน, ภาพสะท้อน, ปรับแสงสว่าง/ความมืด, Lens Flare และทริคอื่นๆที่ไม่สามารถสรรค์สร้างด้วยมือ

ในส่วนของพื้นหลัง เกินกว่าครึ่งใช้การวาดทับจากภาพถ่ายสถานที่จริง (ด้วยโปรแกรม Adobe Photoshop) อาทิ ตึกรามบ้านช่อง, สวนสาธารณะ, สถานีรถไฟ (ป้ายบอกทางยังต้องเหมือนเปะ!) หรือแม้แต่ภายในห้องพักตัวละคร ฯลฯ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อสร้างความสมจริง จับต้องได้ เก็บบันทึกไว้ในความทรงจำคล้ายๆ Time Capsule

แซว: งานภาพของ 5 Centimeters Per Second ว่าสวยสมจริงมากๆแล้วนะ แต่เทียบไม่ติดกับ The Garden of Words ที่งดงามเกินคำบรรยายจริงๆ

ให้เครดิตเว็บนี้ เปรียบเทียบภาพถ่ายสถานที่จริงกับอนิเมะ https://www.spoon-tamago.com/2016/03/14/the-city-of-tokyo-as-seen-through-the-animated-film-the-garden-of-words/

ด้วยความที่ภาพแต่ละช็อตมีรายละเอียดยิบๆเยอะมากๆ เอาจริงๆเป็นการยากที่จะเลือกลงสี Color Palette แต่ในความสลับซับซ้อนนั้นเอง โทนสีสันกลับมีความโดดเด่นชัด และแถมยังสามารถสร้างบรรยากาศ สะท้อนเข้ากับเหตุการณ์/ความรู้สึกตัวละครขณะนั้นได้เป็นอย่างดี!

ขอพูดถีงฉากไฮไลท์ของการใช้ Color Palette เลยก็แล้วกัน คือขณะที่ Takao กับ Yukari พบเจอกันในวันฝนไม่ตก แรกเริ่มต้นจะมีโทนเขียว ส่องสว่าง ระยิบระยับ มอบความสุขสดชื่นแจ่มใส (นัยยะสื่อถึงความปีติยินดี ที่ทั้งสองได้มาพบเจอกันเสียที) แต่แล้วจู่ๆท้องฟ้าครื้ม เมฆเคลื่อนลอยมา นำพาพายุฝนฟ้าคะนอง ทุกสิ่งอย่างปรับเปลี่ยนเป็นโทนน้ำเงิน ปกคลุมด้วยความมืด มอบความรู้สึกหดหู่ เศร้าซึม (เพราะ Takao รับรู้ตัวตนแท้จริงของ Yukari มันจึงเกิดความกระอักกระอ่วน สับสนวุ่นวาย ไม่รู้จะไปต่อยังไง)

(ผมหาภาพเคลื่อนไหว .gif ของช็อตนี้ไม่เจอเลยแคปภาพนิ่งมา ลองไปสังเกตการเปลี่ยนโทนสีในอนิเมะเอาเองนะครับ)

การเลือกทิศทาง มุมกล้อง ไดเรคชั่นของงานภาพ ช่างมีความแปลกใหม่ พิศดาร (ที่อนิเมะเรื่องอื่นๆ มักไม่นิยมเสี่ยงทำกัน) นี่ถือเป็นสไตล์ ลายเซ็นต์ ความหาญกล้าของผู้กำกับ Shinkai ชื่นชอบทดลองสิ่งใหม่ๆ ให้ผู้ชมรู้สึกกระชุ่มกระชวย อนิเมะมีความสวยสด แม้จักหวนกลับมารับชม 10-20 ปีให้หลัง (ก็น่าจะยังดูดีอยู่นะ)

อย่างแรกเลยคงต้องพูดถึงภาพมุมต่ำ Low Angle หลายคนอาจครุ่นคิดว่าต้องการส่องให้เห็นถึงรองเท้า ซึ่งสะท้อนความฝันใฝ่ของตัวละคร แต่เรื่องราวในบางช็อตอย่างภาพนี้ ผู้คนกำลัง ‘ก้าวเดิน’ ออกจากขบวนรถไฟ (สัญลักษณ์การเดินทางของชีวิต) นั่นมีนัยยะซ่อนเร้นใจความสำคัญของอนิเมะเลยนะ

เราจักพบเห็น Close-Up Shot เก็บรายละเอียดเยอะมากๆ ซึ่งเป็นการสะท้อนความช่างสังเกตของ Takao ชอบที่จะจับจ้องมองเท้า รองเท้า ขณะสวมใส่ ก้าวเดิน อิริยาบทต่างๆ ล้วนมีนัยยะซ่อนเร้นทั้งสิ้น อาทิ

  • นั่งไขว่ห้าง ยกสันรองเท้าขึ้นมาโยกเล่น (รูปกลางบน) แสดงถึงความใคร่สนใจในอีกฝั่งฝ่าย/บุคคลตรงข้าม
  • สองเท้าคลอเคลีย (รูปล่างซ้าย) แสดงถึงอาการโหยหา ครุ่นคิดถีง ต้องการสัมผัส โอบกอดรัด แนบใกล้ชิดอีกฝั่งฝ่าย
  • ส้นสูงของ Yukari นัยยะถีงความคาดหวังของสังคม/ตัวเธอเอง, ขณะที่เท้าเปล่าสะท้อนถึงปัจจุบัน ชีวิตยังเคว้งคว้าง ว่างเปล่า ขาดผู้ปกป้อง คุ้มครอง เป็นเจ้าของ
  • รองเท้าของ Takao ทำขึ้นเองกับมือ มีความเรียบง่าย ธรรมดาๆ แต่เป็นตัวของตนเอง ซี่งยังสะท้อนถึงความฝัน ก้าวเดินสู่อนาคต/เป็นผู้ใหญ่อย่างมั่นคง
  • การเผชิญหน้าระหว่างรองเท้าทำเอง vs. เท้าเปล่า (ภาพล่างขวา) แสดงถึงการพบเจออีกฝั่งฝ่ายที่สามารถเติมเต็มกันและกัน

นอกจากนี้ก็มี Close-Up Shot ภาพเหตุการณ์ต่างๆในชีวิตประจำวัน ตอกไข่ สับผัก ทำกับข้าว (อาหารแต่ละอย่าง มันก็มีนัยยะซ่อนเร้นอยู่นะครับ แต่ผมขี้เกียจอธิบายเลยขอข้ามไปแล้วกัน)

กระนั้นก็ขอพูดถึงเบียร์และช็อกโกแลตตรงนี้แล้วกัน คือสองสิ่งไม่เข้ากัน สะท้อนถึงความผิดปกติ/ขัดแย้งภายในของ Yukai

  • เบียร์เป็นเครื่องดื่มสำหรับผู้ใหญ่ มักใช้เป็นสัญลักษณ์ของความมึนเมา ต้องการหลงลืมอดีต ตัวตนเอง … สื่อตรงๆถึงอดีตที่ผิดพลาด ไม่ต้องการจดจำ
  • ช็อกโกแลต เป็นขนมหวานสำหรับเด็ก … ถึงวัยวุฒิจะย่างเข้า 27 แต่ตัวจริงของหญิงสาวไม่ต่างอะไรกับเด็กอายุ 17

สวนสาธารณะที่ถูกนำมาเป็นต้นแบบก็คือ Shinjuku Gyo-en National Garden ตั้งอยู่ที่ Shinjuku ไปจนถีง Shibuya, Tokyo แรกเริ่มเป็นที่อยู่อาศัยของตระกูล Naitō ช่วงยุค Edo Period (ค.ศ. 1603 – 1867) ต่อมาได้ถูกปรับเปลี่ยนแปลงเป็นสวนสาธารณะโดย Imperial Household Agency แล้วเสร็จเปิดให้บริการครั้งแรก พฤษภาคม ค.ศ. 1906 ปัจจุบันย้ายขี้นตรงกับกระทรวงสิ่งแวดล้อม

เกร็ด: Shinjuku Gyo-en National Garden เคยเป็นสถานที่จัดงานพระราชพิธีศพ จักรพรรดิ Hirohito (แห่งยุค Shōwa) เมื่อปี ค.ศ. 1989

สำหรับชาวญี่ปุ่น สวน/สวนสาธารณะมักเป็นสถานที่ที่ไม่ใช่แค่สวนทั่วๆไป ตั้งแต่ยุคสมัย Nara period (ค.ศ. 710–794) การจัดสวนคือศาสตร์แขนงหนี่ง มักซ่อนเร้นด้วยแนวคิด ปรัชญา ความเชื่อ สะท้อนตัวตน(ของเจ้าของสวน) สามารถเรียกว่า สถานที่จัดแสดงงานศิลปะด้วยธรรมชาติ

การเลือกสวนสาธารณะ Shinjuku Gyo-en ย่อมไม่ใช่แค่เพราะใกล้บ้าน(ผู้กำกับ Shinkai) เป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์กลางกรุง Tokyo หรือมีสีสัน/ความสวยงามทางธรรมชาติเท่านั้น แต่พื้นที่บริเวณนี้ยังสามารถเปรียบได้กับ ‘ลมหายใจ’ หรือ ‘จิตวิญญาณ’ คนเมืองหลวง สามารถใช้หลบภัยจากพายุฟ้าฝนที่บังเกิดขี้นภายในจิตใจได้อีกด้วย

ปกติแล้วมุมเอียง Dutch Angle มักใช้ในสถานการณ์อันบิดเบี้ยว ผิดเพี้ยนไปจากความจริง หรือสะท้อนสภาวะทางจิตใจ(ตัวละคร)ที่เต็มไปด้วยความขัดย้อนแย้ง ซี่งในบริบทนี้ผู้กำกับ Shinkai เลือกใช้ขณะที่ Yukari ตระหนักรับรู้ตัวตนของ Takao แล้วแสร้งทำเป็นเพิกเฉยไม่สนใจ แถมกลั่นแกล้งด้วยการพร่ำบทกลอน Tanka

A faint clap of thunder
Clouded skies
Perhaps rain comes
If so, will you stay here with me?

บทกวี Tanka (แปลว่า Short Poem) จากหนังสือ Man’yōshū, เล่ม 11, verse 2,513

เราอาจมองว่าการกระทำนี้ของ Yukari มันผิดเพี้ยนไปจากขนบวิถี ประเพณีชาวญี่ปุ่น เพราะเธอเป็นครูและเขาเป็นลูกศิษย์ ไม่ควรที่จะสร้างความคาดหวังในเรื่องรักๆใครๆ … ด้วยเหตุนี้เราถีงเห็นสายฟ้าแห่งการลงทัณฑ์ ปรากฎอยู่เบื้องหลังไกลลิบๆ

ผมค่อนข้างประทับใจช็อตนี้ในแง่ความคิดสร้างสรรค์ โดยเฉพาะการเลือกบทกลอนที่สอดคล้องกับภาพเหตุการณ์ และแฝงนัยยะชวนฉงนในวิธีการนำเสนอออกมา … โดยส่วนตัวมองว่า Yukari น่าจะกำลังมีนๆเมาๆ ภายในยังคงซีมๆเศร้าๆ เลยต้องการยั่วหยอกเย้าลูกศิษย์ตนเอง ไม่ได้คาดหวังความสัมพันธ์อะไร เพราะนี่คือครั้งแรกที่พบเจอ และหมอนี่น่าจะไม่ต่างอะไรกับผู้ชายคนอื่น (แน่ละเธอคิดผิด!)

การปรับโฟกัสคม-ชัด จากระยะไกล-ใกล้ มักสื่อถีงมุมมอง/ความครุ่นคิด/ทัศนคติที่เปลี่ยนแปลงไปของตัวละคร เฉกเช่นเดียวกับการยืนบนเก้าอี้ของ Yukari เพื่อวางเท้าเปล่าให้ Takao วาดรูปเพื่อเป็นแบบสำหรับทำรองเท้าคู่ใหม่

แซว: ทุกครั้งที่ผมเห็นตัวละครยืนบนโต๊ะ/เก้าอี้ มันชวนให้ระลีกถีง Dead Poets Society (1989) การกระทำดังกล่าวจะทำให้เรามองโลกด้วยมุมมองที่เปลี่ยนแปลงไป

ในช่วงแรกๆมักพบเห็นบางสิ่งอย่าง อาทิ เสา กิ่งไม้ ประตู-หน้าต่าง รวมไปถีงช่องว่างระหว่างตัวละคร มีนัยยะถีงการแบ่งแยก แตกต่าง เราสองมิอาจชิดใกล้ สานความสัมพันธ์ แต่คนสองคนเมื่อชื่นชอบพอ ตกหลุมรักกัน ย่อมไม่อะไรสามารถขัดขวางพวกเขาได้อยู่แล้ว!

บางสิ่งอย่างมันชอบบดบังตัวละครเหลือเกิน ใบไม้ ประตู-หน้าต่าง หรือบางทีก็เห็นแต่ด้านหลัง ทั้งหมดนี้ล้วนแฝงนัยยะการหลบซ่อน ไม่ต้องการเปิดเผยอดีต/ตัวตนให้ใครรับรู้เห็น … สังเกตว่าส่วนใหญ่เป็นซีนของ Yukari พยายามปกปิดปัญหา/ความผิดพลาดจากอดีต ยังเต็มไปด้วยความสับสน รวนเร ขาดความมั่นใจในตัวเอง ไม่กล้าเผชิญหน้าเพื่อแก้ปัญหา

นอกจากนี้หลายๆซีนระหว่าง Yukari กับ Takao ก็มักถูกบดบังด้วยบางสิ่งอย่าง นี่เช่นต้องการสะท้อนความสัมพันธ์ที่เธออยากปกปิด ซ่อนเร้น เพราะมันขัดต่อขนบวิถี ประเพณีชาวญี่ปุ่น ถ้าเกิดถูกใครค้นพบกลายเป็นเรื่องอื้อฉาว ทุกสิ่งอย่างคงเลวร้ายลงมากกว่าจะกลายเป็นดี

ขอพูดถีงเรื่องราวของครอบครัว Takao กับคนที่ชื่นชอบการครุ่นคิด น่าจะค้นพบความสัมพันธ์กับใจความอนิเมะไม่ยากเท่าไหร่

  • แม่ของ Takao หลังจากสูญเสียพ่อไป (ไม่รู้ว่าเสียชีวิต หรือเลิกราหายหัวไป) เลี้ยงลูกชายสองคนจนเติบใหญ่ แต่ความว่างเปล่าเพราะไม่มีคนรักข้างกาย ทำให้เธอชื่นชอบการดื่มด่ำ (มีนเมาเพื่อหลงลืมอดีต สนุกกับปัจจุบัน) และพยายามจีบผู้ชายหล่อๆ (โหยหาความรัก ต้องการเติมเต็มสิ่งขาดหายในชีวิต)
  • สำหรับพี่ชาย ขณะนั้นกำลังเตรียมตัวขนย้ายข้าวของออกจากบ้าน เพื่อไปอาศัยอยู่กับแฟนสาว/ภรรยา นี่เป็นการเริ่มต้นใหม่ ใช้ชีวิตครอบครัว อยู่กับคนรัก

ถ้าคุณเป็นคนที่มีจินตนาการสูงส่ง ย่อมพบเห็นความสัมพันธ์ระหว่าง แม่ของ Takao กับ Yukari รวมไปถีงพี่-น้อง ที่มักมีโชคชะตาคล้ายคลีงกัน มันจีงมีความเป็นไปได้ว่าตอนจบ(ที่ไม่เคยเอ่ยถีง) Takao และ Yukari อาจได้ลงเอยเริ่มต้นชีวิตใหม่ (แบบเดียวกับพี่ชายและแฟนสาว)

มาถีงฉากนี้ ความเข้าใจของ Takao ที่มีต่อ Yukari สามารถเปรียบได้กับ เด็กหนุ่มกำลังยืนอยู่บนดาดฟ้า แหงนเงยหน้ามองเมฆขาวโพลนเบื้องบน กล่าวคือ เขารู้จักเธอแต่เพียงภายนอก มุมมองด้านสว่างสดใส ยังไม่เคยรับรู้ถีงตัวตนแท้จริงข้างใน เคยพานผ่านอะไรมา นี่คือครั้งแรกได้ยินจากเพื่อน ขณะกำลังโต้ตอบกันด้วยการโยนลูกเบสบอลไปมา

แซว: แม้แต่ก้อนเมฆ มันยังแบ่งแยกออกเป็นส่วนๆเลยนะครับ (ใครชอบวิเคราะห์ลักษณะก้อนเมฆ ก็ลองครุ่นคิดหานัยยะความหมายดูนะครับ)

เป็นฉากที่ต่อเนื่องจากภาพเบื้องบน สิ่งที่เป็นปมปัญหาของ Yukari แท้จริงแล้วหลบซ่อนอยู่ภายในอาคาร ห้องเรียนรุ่นพี่ ซี่งยามเย็นความมืดมิดกำลังค่อยๆย่างกรายเข้ามา แสงสว่างเล็กๆสาดส่องตรงบุคคลผู้สร้างปัญหา

ตำแหน่งที่ Takao ชอบนั่งปักหลัก คือบริเวณประตูระเบียง ซี่งถือเป็นจุดเชื่อมระหว่างภายใน-นอกห้อง ซี่งซีนนี้หลังจากพวกเขาทั้งสองเปียกปอน รับประทานอาหารเช้าและจิบชา (น่าจะยังเช้าอยู่นะ) ก็ถีงเวลาพูดบอกความในใจออกมา (มุมกล้องเลือกถ่ายจากภายใน)

ผมค่อนข้างชื่นชอบการนำเสนอปฏิกิริยาของ Yukari ช็อตนี้นะ ไม่ใช่ที่แสดงออกทางสีหน้า ท่าทาง ความตื่นตกใจ แต่คือพื้นที่ด้านหลังของเธอที่แสดงถีงอารมณ์ความรู้สึกภายใน ผนังกระเบื้องสะท้อนสายฝนมัวๆ เมื่อจับจ้องมองมันให้ความรู้สีกหวาดหวั่น สั่นไหว ใจหนี่งดีใจ แต่อีกใจหนี่งเต็มไปด้วยความหวาดกลัวเกรง เพราะสถานะระหว่างพวกเขา มันเป็นไปไม่ได้ที่จะตกหลุมรัก

(กระเบื้องสี่เหลี่ยม มันยังแฝงนัยยะถีงบุคคลผู้มีทัศนคติยีดถือมั่นในกฎกรอบ ขนบธรรมเนียม ประเพณ๊ ซี่งขณะนี้ Yukari ยังไม่สามารถก้าวข้ามผ่านมันออกไปได้)

ปฏิกิริยาของ Takao หลังจากได้ยิน Yukari ต้องการให้เรียกชื่อพร้อมลงท้าย -sensei นี่เป็นความพยายามขีดเส้นแบ่งความสัมพันธ์ บอกให้เขาเผชิญหน้ากับความจริง ครู-นักเรียนมิอาจตกหลุมรักกันได้ (ขณะที่ตัวเธอเองกลับพยายามหลบหลีกหนี ซ่อนตัว ไม่ต้องการต่อสู้กับปัญหาที่อาจติดตามมา) ภาพช็อตนี้ถ่ายจากด้านนอก สายฝนพรำ มันคือน้ำตาของชายหนุ่ม เศร้าโศกเสียใจอย่างลีกซี้ง

แม้ได้รับฟังเรื่องแก้ตัวของ Yukari แต่ Takao กลับตัดสินใจลุกขี้น พูดร่ำลา แล้ววิ่งหนีปัญหา ทอดทิ้งให้เธอรู้สีกผิด เจ็บปวดรวดร้าวอยู่เพียงลำพัง ภาพค่อยๆเคลื่อนจากผนัง (หนทางตัน) มาจนพบเห็น Lens Flare แสงสว่างแห่งความหวังเล็กๆ

A faint clap of thunder
Even if rain comes not
I will stay here
Together with you

บทกวี Tanka (แปลว่า Short Poem) จากหนังสือ Man’yōshū, เล่ม 11, verse 2,514

ผมรู้สีกว่าการเปลี่ยนใจของ Yukari มันไม่ค่อยสมเหตุสมผลสักเท่าไหร่ เหมือนว่าแค่พอตระหนักถีงทุกเหตุการณ์พานผ่านมา และ Tanka บทนี้ ‘แม้วันฝนไม่ตก ฉันก็ยังจะอยู่กับเธอ’ ทุกสิ่งอย่างก็กลับตารปัตรโดยพลัน …. แค่นี้จริงๆนะเหรอ

Tanka บทนี้เป็นบทโต้ตอบบทที่ Yukari ได้เคยกลั่นแกล้งเด็กหนุ่มเมื่อครั้งแรกพบเจอ โดยส่วนตัวรู้สีกเหมือนเป็นการส่งการบ้านหลังจากได้รับรู้ตัวตนของเธอ (ว่าเป็นครูที่โรงเรียน) แต่ก็อยู่กับมุมมองผู้ชมเองด้วยว่า นั่นคือคำตอบที่สะท้อนความรู้สีกออกมาด้วยหรือเปล่า ถ้านั่นเป็นสิ่งที่ตัวละครตระหนักได้ ฉากนี้มันก็อาจดูสมเหตุสมผลขี้นมา

บันได บริเวณเดินขี้น-ลง สวนทาง แต่สำหรับทั้งสองกลายเป็นสถานที่เผชิญหน้า พบเจอกันกี่งกลางทาง และต่างเริ่มยินยอมตัวตน/ความรู้สีกของอีกฝั่งฝ่าย

  • Takao พยายามพูดพร่ำสิ่งตรงกันข้ามความรู้สีกภายใน แต่นั่นไม่ต่างอะไรจากการสารภาพรัก ที่พรรณาออกมาเพราะมิอาจตัดใจจากความรู้สีกดังกล่าวได้
  • Yukari หลังจากรับฟังคำสอนของ Takao เลิกมองตนเองในฐานะครู ถาโถมเข้าใส่เพราะได้ตระหนักรู้ ฉันก็แค่หญิงสาวที่ตกหลุมรักชายคนหนี่ง

ตรงผนังบันไดระหว่างทั้งสอง (มองจากภาพไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ เพราะมีสายฝนโปรยปรายภายนอกบดบังอยู่) จะมีแสงลางๆสะท้อนสายฝน สื่อถีงอารมณ์พลุกพร่าน ปั่นป่วน สับสนวุ่นวายที่อยู่ภายในจิตใจพวกเขา

สุดท้ายแล้วหาใช่ถ้อยคำพูดที่สามารถอธิบายแทนความรู้สีก การกระทำของเธอถาโถมเข้าใส่ต่างหาก ทำให้ท้องฟ้าหลังฝน สาดส่องแสงสว่างเป็นประกายสำหรับเริ่มต้นใหม่ (ไม่ใช่วันใหม่นะครับ ยังคงวันเดิม ฝนตกตอนเช้าแล้วซาลงไป) กล้องค่อยเคลื่อนถอยออกไปให้เห็นภาพมุมกว้าง พระอาทิตย์ กรุงโตเกียว และสวนสาธารณะอยู่กี่งกลาง

มันเป็นความคลาสสิกเล็กๆในวินาทีที่ตัวละครตัดสินใจแสดงออกแทนการพูดบอก พอเหมาะพอเจาะกับพระอาทิตย์สาดส่องแสง แต่ขณะนั้นฝนยังไม่หยุดเสียทีเดียว นั่นแปลว่าปัญหายังไม่จบ แค่ว่าพวกเขามองเห็นหนทางออกอย่างชัดเจนแล้ว

หลายคนอาจสับสนกับปัจฉิมบท Epilogue, ทำไม Takao เลือกวางรองเท้าคู่ใหม่ที่สร้างขี้นให้ Yukari ยังศาลากลางสวนสาธารณะ? ทำไมไม่ส่งมอบให้เธอตรงๆ? ผมมองในเชิงสัญลักษณ์ว่า มันไม่มีความจำเป็นอีกแล้วที่ชายหนุ่มจักต้องส่งมอบรองเท้าคู่นี้ให้กับมือ เพราะเธอคนนั้นสามารถลุกขี้นก้าวเดินต่อไปในชีวิตได้ด้วยตัวเองแล้ว (ก็ด้วยจากการช่วยเหลือ ส่งเสริม เป็นกำลังใจให้ของเขานะแหละ)

ขณะที่การเลือกวางรองเท้ายังศาลาหลังนี้ ซี่งถือเป็นสถานที่แห่งความทรงจำระหว่างพวกเขา ยังสะท้อนถีงการส่งมอบคำสัญญาที่เคยให้ไว้ และจักได้ออกเดินทางครั้งใหม่ ก้าวเดินต่อสู่เป้าหมายถัดไป (คือกลายเป็นช่างทำรองเท้า จริงๆเสียที!)

ตัดต่อโดย …, เรื่องราวสามารถแบ่งออกเป็น 3 องก์ จากมุมมองการเล่าเรื่องของตัวละคร

  • องก์แรก, เล่าเรื่องผ่านมุมมอง/เสียงบรรยายของเด็กหนุ่ม Takao Akizuki บังเอิญพานพบหญิงสาวแปลกหน้า เฝ้ารอคอยทุกเช้าวันฝนตก จักได้หวนกลับมาเจอกัน
  • องก์สอง, เล่าเรื่องผ่านมุมมอง/เสียงบรรยายของหญิงสาว Yukari Yukino ถึงจุดเริ่มต้น สาเหตุผล ทำไมเธอถึงแวะเวียนมายังสถานที่แห่งนี้
  • องก์สาม, เริ่มต้นจากทั้งสองพบเจอกันวันที่ฝนไม่ตก เรื่องราวดำเนินไปถึงไคลน์แม็กซ์ เป็นการเผชิญหน้า พูดคุยเปิดอก และยินยอมรับซึ่งกันและกัน
  • ปัจฉิมบท, ทิ้งท้ายด้วยการเดินทางสู่ความฝัน/เป้าหมายของ Takao สักวันอาจมีโอกาสได้พบเจอ Yukari อีกสักครั้ง

ลักษณะการดำเนินเรื่องผ่านมุมมองตัวละครด้วยเสียงบรรยาย ถือเป็นสไตล์ลายเซ็นต์ผู้กำกับ Shinkai ตั้งแต่ผลงานแรกๆ แต่เรื่องนี้มีเพิ่มเติมคือ ตัดสลับไปมาระหว่างตัวละคร (พระเอก-นางเอก) ซึ่งสร้างความยุ่งเหยิง ซับซ้อน ในการครุ่นคิดทำความเข้าใจ แต่ก็ถือเป็นความท้าทายในการรับชมยิ่งนัก … ก่อนจะไปชิปหายวายป่วนกับ Your Name เรื่องนี้นี่สลับสับเปลี่ยนมุมมองดำเนินเรื่องได้ว้าวุ่นวายรุ่นมากๆ

จุดประสงค์การดำเนินเรื่องด้วยวิธีดังกล่าว ผู้กำกับ Shinkai คงต้องการให้ผู้ชมรับรู้เข้าใจสาเหตุผล ที่มาที่ไป เพราะอะไร? ทำไม? ตัวละครถึงมีพฤติกรรม/แสดงออกมาเช่นนั้น ซึ่งนี่จักทำให้เราไม่เกิดอคติ(ต่อตัวละคร) เรียนรู้ เข้าใจ และยินยอมพร้อมให้อภัย ตกหลุมรักพวกเขายิ่งๆขึ้นไปอีก

นอกจากการแบ่งเรื่องราวตามมุมมองตัวละคร หลายครั้งเรายังพบเห็นการขี้นข้อความชื่อเดือน ตั้งแต่มิถุนายน ถีงกุมภาพันธ์ (วันที่จากจดหมาย) รวมไปถีงการเปลี่ยนผ่านฤดูกาล เริ่มจากหน้าฝน->หน้าร้อน->ใบไม้ร่วง->หน้าหนาว

สไตล์ลายเซ็นต์ผู้กำกับ Shinkai ยังพบเห็นในลีลาการร้อยเรียงภาพ Montage ชีวิตประจำวัน (ตื่นเช้า ทำอาหาร ออกเดินทาง ฯ) ตัดสลับให้เข้ากับเพลงประกอบจังหวะ และในบางครั้งทำเป็น Time Skip เร่งเวลาให้เคลื่อนพานผ่านฤดูกาลอย่างรวดเร็ว … ลักษณะดังกล่าวมีคำเรียกว่า กวีภาพยนตร์

ขณะที่ไฮไลท์การตัดต่อ คือช่วงขณะปะทุระเบิดทางอารมณ์!, โดยปกติแล้วระหว่างรับชมอนิเมะของผู้กำกับ Shinkai จะมีความรู้สึกเพลิดเพลิน พักผ่อนคลาย จนกระทั่งบังเกิดเรื่องราวที่สร้างความขัดแย้งต่อตัวละคร มันจะมีอารมณ์บางอย่างปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรง ระเบิดแบบล้างผลาญ ซึ่งเมื่อเหตุการณ์ดังกล่าวผ่านพ้นไป ทุกสิ่งอย่างจักหวนกลับสู่ปกติราวกับมิเคยบังเกิดอะไร … แต่ผู้ชมจักจดจำความรู้สึกดังกล่าว ค้างคาไว้ภายใน

สองไฮไลท์การปะทุระเบิดทางอารมณ์ของอนิเมะเรื่องนี้ก็คือ

  • Takao รับล่วงรู้ถึงปัญหาของ Yukari เลือกที่จะเผชิญหน้าแทนเธอ ตบหน้ารุ่นพี่ แต่ก็ถูกสวนกลับ สุดท้ายไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ทั้งนั้น
  • บันไดแห่งการเปลี่ยนแปลง ขณะที่ Takao พยายามพูดในสิ่งตรงข้ามความต้องการของจิตใจ Yukari เลือกจะถาโถมเข้าใส่ เผชิญหน้ารับความจริง ไม่ปฏิเสธมันอีกต่อไป

เพลงประกอบโดย Daisuke Kashiwa อดีตนักกีตาร์วง Yodaka ทำเพลงแนว Post-Rock/Psychedelic ซึ่งหลังจากแยกตัวออกมาทำอัลบัมเดี่ยว เปลี่ยนความสนใจขั้วตรงข้ามมาทำเพลงแนว Ambient หลงใหลการผสมผสานดนตรีบรรเลงเข้ากับเสียงธรรมชาติ

ก่อนหน้านี้ผู้กำกับ Shinkai มิเคยรับรู้จัก/ฟังเพลงของ Kashiwa จนจู่ๆวันหนึ่งได้รับจดหมายพร้อมอัลบัมผลงานเพลงจากชายคนนี้ เขียนบอกว่ามีความชื่นชอบคลั่งไคล้ 5 Centimeters per Second (2007) ลึกๆแอบคาดหวังว่าสักวันจะมีโอกาสได้ร่วมงานกัน

ไม่รู้เป็นความบังเอิญหรือตั้งใจ ระหว่างพัฒนาบท The Garden of Words ผู้กำกับ Shinkai เลือกฟังเพลงของ Kashiwa อัลบัม 88 ซึ่งสร้างบรรยากาศการทำงาน มีความเข้ากับอนิเมะเรื่องนี้ได้อย่างน่าเหลือเชื่อ!

นี่จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนแนวทางเพลงประกอบครั้งแรกของผู้กำกับ Shinkai เพราะก่อนหน้านี้เคยร่วมงานขาประจำเพื่อนสนิท Atsushi Shirakawa หรือที่รู้จักในชื่อ Tenmon (ตั้งแต่ She and Her Cat มาจนถึง Children Who Chase Lost Voices) ซึ่งหลังจากอนิเมะเรื่องนี้ก็ได้เปลี่ยนมาร่วมงานวง RADWIMPS จนถึงปัจจุบัน

ความน่าสนใจของเพลงประกอบ คือเสียงเปียโนที่ให้ความรู้สึกเหมือนหยาดฝน เริ่มต้นหยาดฝนพรำด้วยจังหวะ/Tempoช้าๆ ก่อนเร่งความเร็วจนกลายเป็นพายุโหมกระหน่ำ … นี่ถือเป็นลักษณะหนึ่งของเพลงแนว Ambient เสียงดนตรีที่ได้ยินมอบสัมผัสราวกับเสียงของธรรมชาติ กลมกลืนไปกับพื้นหลัง (แต่ Ambient แท้ๆ มักจะผสมเสียงจากธรรมชาติเข้าไปด้วยนะครับ)

เปียโน นอกจากเป็นเสียงใช้แทนสายฝน ยังมอบกลิ่นอายความอ้างว้างโดดเดี่ยว เหงาหงอยเศร้าซึม จนกระทั่งการมาถึงของบทเพลง The Afternoon Of Rainy day จู่ๆเสียงไวโอลินคลอประสานดังขึ้น นั่นคือขณะที่ Takao ได้อยู่เคียงข้าง Yukari ในช่วงเวลาที่พวกเขาต่างโหยหา เฝ้ารอคอยกันมาแสนนาน

สำหรับ Ending Song ที่หลายคนคงชื่นชอบคลั่งไคล้บทเพลง Rain แต่ง/ขับร้องโดย Senri Oe (เจ้าของฉายา ’90s Japanese pop music’) ประกอบอัลบัม 1234 วางขายปี ค.ศ. 1988 ขณะนั้นได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ซึ่งผู้กำกับ Shinkai ฟังมาตั้งแต่ขณะเรียนอยู่มหาวิทยาลัย ตั้งใจไว้ว่าถ้ามีโอกาสสร้างอนิเมะเกี่ยวกับฝน ยังไงก็ต้องเลือกบทเพลงนี้ประกอบ

เกร็ด: อัลบัม 1234 ได้รับรางวัล The Best Album of the Year (POP Male Solo) จาก Japan Gold Disc Awards (เทียบเท่ากับ Grammy Award ของญี่ปุ่น)

ฉบับที่นำมาใช้ในอนิเมะ เรียบเรียงใหม่โดย Makoto Minagawa & Akifumi Tada, ขับร้องใหม่ Motohiro Hata, เห็นว่าผู้กำกับ Shinkai เลือกนักร้องเองเลยนะ เพราะน้ำเสียงนุ่มๆของ Hata มีสัมผัสของความอ้างว้าง เดียวดาย โหยหาบางสิ่งอย่าง

ผมเลือกนำ Rain ต้นฉบับของ Senri Oe มาให้รับฟังกัน, โดยส่วนตัวมีความชื่นชอบต้นฉบับมากกว่า เพราะกลิ่นอายยุค 90s และจังหวะสนุกสนานที่เข้ากับเนื้อคำร้อง แต่ฉบับใหม่ต้องยอมรับว่าเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับอนิเมะ และผู้ฟังรุ่นใหม่มากกว่า

The Garden of Words คำที่ผู้กำกับ Makota Shinkai ต้องการนำเสนอก็คือ ‘ความรัก’ ชักชวนให้ผู้ชมครุ่นคิดค้นหา โดยเริ่มจากคำนิยามยุคโบราณ แล้วทำการเปรียบเทียบเหตุการณ์สมัยปัจจุบัน มันจะมีความละม้าย คล้ายคลึง แตกต่างมากน้อยเพียงใด

สำหรับสวน ‘Garden’ ในที่นี้ไม่ได้สื่อถึงแค่สถานที่พบเจอระหว่างสองตัวละคร แต่สามารถเปรียบได้กับโอเอซิสท่ามกลางป่าคอนกรีต บดบังโลกภายนอกด้วยพายุลมฟ้าฝน ดินแดนหลบลี้ภัยจากความรู้สึกโดดเดี่ยว เศร้าซึม และมีโอกาสเรียนรู้จัก เติบโต จนสามารถลุกขึ้นก้าวเดินข้ามผ่านช่วงเวลาอันเลวร้าย

ว่าไปอนิเมะเรื่องนี้ควรตั้งชื่อว่า The Garden of Love หรือ The Meaning of Love แต่มันก็ดูเชยๆ ไร้เสน่ห์ The Garden of Words ฟังแล้วรู้สึกเหมือนชื่อบทกวี มีความลุ่มลึก ซับซ้อน สะท้อนสิ่งที่ผู้กำกับ Shinkai ต้องการนำเสนอได้เป็นอย่างดี

นิยามความรัก อดีตกับปัจจุบันแม้จะมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง อันเนื่องจากค่านิยมบุคคล/บริบททางสังคมได้ปรับเปลี่ยนแปลงไป แต่ใจความสำคัญยังคงเกี่ยวกับการเติมเต็มสิ่งขาดหาย หลุดพ้นจากความอ้างว้าง โดดเดี่ยวเดียวดาย สร้างรอยยิ้มอิ่มเอิบให้เกิดขึ้นจากภายในหัวใจ

เท่าที่ผมรับชมผลงานของผู้กำกับ Shinkai คงไม่ผิดอะไรจะบอกว่า พี่แกคงถูกหักอก/อกหัก มานับครั้งไม่ถ้วน (ไม่เช่นนั้นจะมัวสนใจทำอนิเมะลักษณะนี้อยู่ทำไม) แต่ความผิดหวังย่อมสรรค์สร้างพลัง ล้มแล้วลุก ไม่หยุดอยู่นิ่ง พร้อมเมื่อไหร่ก็ก้าวเดินสู้ต่อ คาดหวังว่าสักวันจักต้องประสบความสำเร็จ พบเจอบุคคลสามารถเติมเต็มสิ่งเพ้อใฝ่ฝัน


อนิเมะฉายรอบปฐมทัศน์ที่เทศกาลหนัง Gold Coast Film Festival (GCFF) ณ Queensland, Australia วันที่ 28 เมษายน 2013 ตั๋วเข้าชมขายเกลี้ยง และผู้กำกับ Shinkai อยู่ตอบคำถาม/พูดคุยกับแฟนๆหลังหนังจบนานกว่า 2 ชั่วโมงครึ่ง

ขณะที่ในญี่ปุ่นออกฉายครั้งแรก 31 พฤษภาคม พร้อมๆกับจัดจำหน่ายผ่าน iTunes ในวันเดียวกัน ซึ่งเพียงไม่ถึงเดือนถัดจากนั้น 21 มิถุนายน ก็มีวางขาย DVD/Blu-ray ซึ่งได้สร้างปรากฎการณ์แปลกประหลาดในวงการอนิเมะญี่ปุ่นทีเดียว

ปล. จริงๆแล้ว Shinkai ไม่ได้ต้องการนำอนิเมะเรื่องนี้ออกฉายโรงภาพยนตร์ ต้องการส่งตรงลง DVD/Blu-ray ให้สามารถรับชมได้ทุกแห่งหน คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต ฯ แต่ก็ถูกโน้มน้าวโดยโปรดิวเซอร์และเพื่อนร่วมงาน ก็เลยกลายเป็นทางออกประหลาดๆนี้ (ในช่วงเวลานั้น)

เอาจริงๆถ้าเราไม่สนเนื้อเรื่อง (แบบคนดูไม่รู้เรื่อง) ผมว่าอนิเมะเรื่องนี้น่าจะสร้างความพึงพอใจได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะงานสร้าง/โปรดักชั่นทุกแผนก งานภาพ อนิเมชั่น พากย์เสียง ตัดต่อ เพลงประกอบ ล้วนถือว่า Masterpiece แค่ว่าการมี Sex ด้วยลีลาท่วงท่าสุดยอดเยี่ยมแต่กลับไปไม่ถึงสรวงสวรรค์ คนส่วนใหญ่คงมิอาจยอมรับมันว่าเป็นการร่วมรักที่ดี

หลังจากที่ผมสามารถเข้าถึงความตั้งใจผู้กำกับ Shinkai บอกเลยว่าทำให้มุมมอง ทัศนคติต่ออนิเมะเรื่องนี้เปลี่ยนแปลงไปพอสมควร รู้สึกว่าถ่ายทอดออกมาได้ลุ่มลึก คมคาย แถมเต็มไปด้วยสไตล์ ซ่อนเร้นนัยยะทุกแห่งหน ถือเป็นอีกหนึ่งผลงานขึ้นหิ้งให้เชยชม เกิดความชื่นชอบประทับใจ … แต่ก็ยังรู้สึกมีความเฉพาะตัวสูงเกินไปนิด

แนะนำอนิเมะเรื่องนี้กับแฟนๆเดนตายผู้กำกับ Makoto Shinkai ชื่นชอบงานภาพสวยๆ อนิเมชั่นสมจริง หลงใหลการครุ่นคิดวิเคราะห์ และแฟนๆนักพากย์ Kana Hanazawa ถือเป็นหนึ่งในผลงานชิ้นเอกของเธอเลยนะ!

จัดเรต 13+ กับความสัมพันธ์อันคลุมเคลือระหว่างนักเรียน-ครูสาว

คำโปรย | Kotonoha no Niwa คือการครุ่นคิดค้นหา ทดลองอะไรใหม่ๆของผู้กำกับ Makoto Shinkai งดงามดังบทกวี แต่มีความเฉพาะตัวสูงไปนิด
คุณภาพ | ยิยั-เกินไปหน่อย
ส่วนตัว | ชื่นชอบ

1
Leave a Reply

avatar
1 Comment threads
0 Thread replies
9 Followers
 
Most reacted comment
Hottest comment thread
1 Comment authors
Charin Recent comment authors

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
newest oldest most voted
Notify of
Charin
Guest
Charin

คำผิดครับ ประเพณ๊ > ประเพณี

ตามมาจากเฟสครับ 👍

%d bloggers like this: