Wings

Wings (1966) USSR : Larisa Shepitko ♥♥♥♥

ด้วยวัยเพียง 27-28 ปี เพิ่งสำเร็จการศึกษาจากสถาบัน VGIK แต่ทว่า Larisa Shepitko กลับมีความเข้าใจในวิกฤตวัยกลางคน (Midlife Crisis) เพราะการเป็นผู้กำกับหญิง ยังไม่ใช่สิ่งที่สังคมสมัยนั้นให้การยินยอมรับ ต้องเผชิญหน้าอคติ ความขัดแย้ง ครุ่นคิดเห็นแตกต่าง ไม่ใช่เรื่องง่ายจะกางปีกโบยบิน ได้รับอิสรภาพในการสรรค์สร้างผลงาน

ตามธรรมเนียมนักศึกษาภาพยนตร์จบใหม่ มักสรรค์สร้างผลงานเรื่องแรกในลักษณะ ‘Coming-of-Age’ (จริงๆมันก็ไม่ได้มีกฎเกณฑ์อะไรแบบนั้น แต่ที่นิยมทำกันเพราะพออายุมากขึ้นจะสรรค์สร้างภาพยนตร์วัยรุ่นก็แก่เกินแกงไปแล้ว) แต่ไม่ใช่สำหรับผกก. Larisa Shepitko กระโดดข้ามไปวิกฤตวัยกลางคน นั่นคงเพราะเธอพานผ่านอะไรมามาก ทั้งหายนะจากสงคราม ความคาดหวังจากการเป็นเพศหญิง ต้องการดิ้นให้หลุดพ้น ติดปีกโบยบิน Крылья อ่านว่า Krylya แปลว่า Wings

นำแสดงโดย Maya Bulgakova รับบทนักขับเครื่องบินรบ วีรสตรีจากสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ปัจจุบันกำลังประสบปัญหาไม่สามารถปรับตัวเข้ากับชีวิตพลเรือน อายุย่าง 41 ยังไม่มีคู่ครอง ขัดแย้งบุตรสาวบุญธรรม ไม่เข้าใจลูกศิษย์ลูกหา รวมถึงมีปัญหากับแทบทุกคนรอบข้าง … ความน่าสนใจโคตรๆก็คือเวลากล้องจับจ้องตัวละคร ราวกับเธอคือศูนย์กลางจักรวาล

อัจฉริยภาพ วิสัยทัศน์ของ Larisa Shepitko ที่ต้องการปลดแอกตนเองจากขนบกฎกรอบ สรรค์สร้างผลงานมีความเป็นส่วนตัว ‘auteur’ ได้รับการยกย่องเทียบเคียง Agnès Varda, Věra Chytilová และ Chantal Akerman ในฐานะผู้บุกเบิกคลื่นลูกใหม่ … ผมขอเรียกว่า Woman New Wave ก็แล้วกัน!

น่าเสียดายที่ผกก. Shepitko ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิตขณะอายุเพียง 41 ปี (มันช่างเป็นตัวเลขที่น่าพิศวงยิ่งนัก) แต่ก็ได้สรรค์สร้างสองไฮไลท์ Wings (1966) และ The Ascent (1977) เรื่องหลังคว้ารางวัล Golden Berlin Bear และติดอันดับชาร์ทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมตลอดกาลของนิตยสาร Sight & Sound ฉบับปี ค.ศ. 2022 เดี๋ยวบทความหน้าค่อยว่ากัน


Larisa Yefimovna Shepitko, Лариса Юхимівна Шепітько (1938-79) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติ Ukrainian เกิดที่ Artemovsk, Ukrainian SSR (ปัจจุบันคือ Bakhmut, Ukraine) มีพี่น้องสามคน มารดาเป็นครูสอนหนังสือ ส่วนบิดาทำงานในกองทัพ หย่าร้างเพื่อเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สอง ทอดทิ้งครอบครัวให้ต้องอดๆอยากๆ พานผ่านช่วงเวลาทุกข์ยากลำบาก

My father fought all through the war. To me, the war was one of the most powerful early impressions. I remember the feeling of life upset, the family separated. I remember hunger and how our mother and us, the three children, were evacuated. The impression of a global calamity certainly left an indelible mark in my child’s mind.

Larisa Shepitko

หลังเรียนจบมัธยมที่ Lviv ออกเดินทางสู่ Moscow ต้องการเข้าศึกษาการกำกับภาพยนตร์ All-Union State Institute of Cinematography (VGIK) แต่ถูกคณาจารย์ทัดทานว่าอาชีพผู้กำกับ “too masculine a profession for a woman” พยายามโน้มน้าวให้เลือกเรียนสาขาการแสดง บังเอิญความมุ่งมั่น สายตาจริงจัง เข้าตาผกก. Alexander Dovzhenko (เป็นชาว Ukrainian เหมือนกัน) จึงได้กลายมาเป็นลูกศิษย์รุ่นสุดท้าย ซึมซับรับอิทธิพล รวมถึงอุดมการณ์ “Make every film as if it’s your last.”

สำหรับผลงานจบการศึกษา Heat (1963) สามารถคว้ารางวัล Symposium Grand Prix จากเทศกาลหนัง Karlovy Vary International Film Festival (จัดที่ Czech Republic) นั่นแสดงถึงอัจฉริยภาพ วิสัยทัศน์โดดเด่นไม่ด้อยกว่าผู้กำกับชาย

I never tried to take male directors as a model, because I know only too well that any attempt by my female friends, my colleagues—both junior and senior—to imitate male filmmakers makes no sense because it’s all derivative.

เกร็ด: ระหว่างการถ่ายทำ Heat (1963) เพราะต้องเดินทางไปถ่ายทำยัง Central Asia สภาพอากาศร้อนระอุกว่า 50 องศาเซลเซียส โดยไม่รู้ตัวผกก. Shepitko ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A) ทำให้ร่างกายเจ็บปวดอิดๆออดๆ ขอความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมรุ่น/ว่าที่สามี Elem Klimov (ว่าที่ผู้กำกับ Come and See (1985))

สำหรับ Wings (1966) ผกก. Shepitko พัฒนาบทกับเพื่อนสาวร่วมรุ่น Natalya Ryazantseva (1938-2023) และอาจารย์สอนเขียนบท Valentin Yezhov (1921-2004) ผู้ซึ่งมีประสบการณ์เป็นนักบินในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง โดยนำแรงบันดาลใจจากเพื่อนร่วมรุ่น (ของ Yezhov) นักบินหญิงคนหนึ่ง หลังสงครามกลายเป็นครูสอนหนังสือ ปัจจุบันนั้น(20 ปีถัดมา)ยังสถานภาพโสด แต่มีบุตรสาวบุญธรรมที่ไม่ค่อยพบเจอหน้ากันสักเท่าไหร่

Working Title แรกสุดคือ История летчицы (แปลว่า The Story of Pilot) ก่อนเปลี่ยนมา Гвардии капитан (แปลว่า Guard Captain) และท้ายสุดตัดสินใจเลือกสั้นๆง่ายๆ Крылья (แปลว่า Wings)


นำแสดงโดย Maya Grigoryevna Bulgakova, Ма́йя Григо́рьевна Булга́кова (1932-94) นักร้อง/นักแสดง สัญชาติ Ukrainian เกิดที่ Buki, Ukrainin SSR (ปัจจุบันคือ Kyiv Oblast, Ukraine) หลังเรียนจบมัธยมเดินทางสู่ Moscow เข้าเรียนการแสดง All-Union State Institute of Cinematography (VGIK) จากนั้นทำงานละคอนเวที National Film Actors’ Theatre, เคยเข้าร่วมการปวดกวดร้องเพลง ได้รางวัลชนะเลิศ World Festival of Youth and Students (1957), ก่อนหน้านี้มีผลงานภาพยนตร์ประปราย จนกระทั่งได้แจ้งเกิดกับ Wings (1966)

รับบท Nadezhda Petrukhina อดีตนักขับเครื่องบินรบ ได้รับยกย่องวีรสตรีแห่งสงครามโลกครั้งที่สอง ปัจจุบันอายุ 41 ปี อาศัยอยู่ตัวคนเดียว ทำงานเป็นครูใหญ่โรงเรียนมัธยม กำลังมีปัญหากับนักเรียน เพื่อนร่วมงาน แม้แต่บุตรสาวบุญธรรมก็ปฏิเสธฟังคำแนะนำ รู้สึกโดดเดี่ยว เปล่าเปลี่ยว เลยไม่รู้จะทำอะไรยังไง ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับวิถียุคสมัยใหม่

เมื่อตอนยังเป็นนักบิน Petrukhina เคยตกหลุมรักเพื่อนร่วมรุ่น Mitya แต่หลังจากเขาถูกยิง เครื่องบินตกต่อหน้าต่อตา จากนั้นมาเธอกลายเป็นคนปิดกั้น เข้มงวดกวดขัน ปฏิเสธสานสัมพันธ์กับใคร นานวันเข้าจึงไม่สามารถปรับตัวเข้ากับวิถียุคสมัยใหม่ เมื่อตระหนักรับรู้ตนเองเลยตัดสินใจลาออกจากโรงเรียน แวะเวียนไปยังลานฝึกซ้อม และมีโอกาสขึ้นบินทะยานสู่ท้องฟากฟ้าอีกครั้ง … สุดท้าย

อาจเพราะใบหน้าดุๆของ Bulgakova ดูน่าเกรงขาม เหมือนคนพานผ่านอะไรๆมามาก ไม่ได้สวยใส ละอ่อนเยาว์วัย เลยไม่เคยได้รับโอกาสแจ้งเกิดในวงการภาพยนตร์ จนกระทั่งเมื่อถึงวัยกลางคน (อายุตามทันใบหน้า) Wings (1966) ทำให้เธอติดปีกโบยบิน ด้วยความมั่นหน้า แต่ท่าทางเคอะๆเขินๆ ขาดๆเกินๆ ชอบยืนผิดที่ผิดทาง พูดสอบถามหยั่งกะซักไซร้ผู้ต้องหา ยังคงครุ่นคิดว่าตนเองคือวีรสตรี โลกต้องหมุนรอบตัวฉัน ปัจจุบันเลยถูกเด็กรุ่นใหม่ถอนหงอก คนรอบข้างไม่ให้การยินยอมรับ

… at first it was difficult for us: it was difficult to find contact, it is difficult to develop a common language. Now, many years later, I realize: Larissa helped me, albeit not the easiest way for both of us, to discover some new creative resources, to become another Bulgakova. It was necessary to make a leap, and Shepitko persistently led me to it …

Maya Bulgakova กล่าวถึง Larisa Shepitko หลายปีให้หลัง

แซว: เหตุผลที่ Bulgakova มักมีสีหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ตลอดเวลา แท้จริงแล้วเกิดจากผกก. Shepitko มักยืนอยู่ด้านหลังกล้อง แล้วใช้คำพูดเสียดสี แดกดัน ฟังแล้วเจ็บปวดใจ แต่เพราะกำลังถ่ายทำเลยไม่สามารถทำอะไรโต้ตอบ อารมณ์หงุดหงิด อึดอัดอั้น เลยถูกถ่ายทอดผ่านปฏิกิริยาสีหน้าตัวละคร

ความสำเร็จอย่างล้นหลามของ Wings (1966) ทำให้ Bulgakova มีงานการแสดงไหลมาเทมา ยิ่งกว่าเทน้ำเทท่า! ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1967 จนกระทั่งประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ค.ศ. 1994 มีเครดิตภาพยนตร์ 120+ กว่าเรื่อง! (ก่อนหน้านี้มีผลงานแค่สิบกว่าเรื่องเท่านั้นเอง)


ถ่ายภาพโดย Igor Mikhailovich Slabnevich (1921-2007) ตากล้องสัญชาติรัสเซีย เกิดที่ Saratov แล้วมาเติบโตยัง Moscow, โตขึ้นหลังเรียนจบอาสาสมัครเข้าร่วมกองทัพแดง (Red Army) ฝึกฝนการบิน ก่อนย้ายมาหน่วยรถถัง เข้าร่วม Battle of Stalingrad (1942-43), หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองสมัครงาน Mosfilm Studios ทำงานแผนกถ่ายภาพ ไต่เต้าจนได้รับเครดิตผลงาน Chelovek rodilsya (1956), Wings (1966), Visions of Eight (1973) ตอน The Beginning, Moscow Does Not Believe in Tears (1979) ฯ

มีนักวิจารณ์บางคนใช้คำเรียก ‘female gaze’ แต่ผมครุ่นคิดว่ามันไม่น่าจะใช่ (ผู้กำกับเพศหญิง ไม่จำเป็นว่าต้องใช้มุมมอง ‘female gaze’) มันอาจเพราะการจัดวางองค์ประกอบภาพ ‘mise-en-scène’ ทำให้ผู้ชมรู้สึกอึดอัด กระอักกระอ่วน ตัวละคร Petrukhina ชอบทำตัวราวกับศูนย์กลางจักรวาล! … นั่นไม่ได้แปลว่าถูกจับจ้องมองด้วยสายตาสตรีเพศ

(ความหมายของ ‘female gaze’ ตรงกันข้ามกับ ‘male gaze’ เพียงเปลี่ยนจากบุรุษเป็นสตรี ด้วยมุมกล้องในลักษณะจับจ้อง ถ้ำมอง บริเวณวับๆแวมๆ ที่มีความสวย-หล่อ ยั่วเย้ายวน รัญจวน กระตุ้นความรู้สึกบางอย่างให้บังเกิดขึ้น)

ขณะที่เรื่องราวในปัจจุบันของ Petrukhina มักถ่ายภาพระยะกลาง-ใกล้ (Medium Shot และ Close-Up) ห้อมล้อมรอบด้วยผนังกำแพง อาคารสูงใหญ่, เมื่อไหร่ที่เธอเพ้อฝันกลางวัน ขณะโบยบินอยู่บนท้องฟากฟ้า จะไม่มีสิ่งอันใดมากีดขวางกั้นเส้นทางสู่อิสรภาพ

ฉากภายในแทบทั้งหมดถ่ายทำยังสตูดิโอ Mosfilm, ส่วนฉากภายนอกเดินทางไปยัง Southern Russia, Crimea, สโมสรการบิน Chkalov Central Aeroclub และ 1st Moscow Aero Club


ภาพแรกของหนังระหว่าง Opening Credit พบเห็นภายนอกร้านตัดเย็บเสื้อผ้า ผู้คนเดินไปมาขวักไขว่ แต่กลับไม่ได้ยินเสียงอะไร นอกจากเพลงประกอบดังขึ้นไม่กี่วินาที นั่นสร้างสัมผัสเคว้งคว้าง อ้างว้าง ชีวิตดำเนินไปด้วยความว่างเปล่า ชื่อหนังที่ปรากฎบนภาพ ราวกับต้องสื่อถึงคนยุคสมัยนั้น(นี้)ที่ไม่สามารถโบยบิน ติดดิน ไร้ซึ่งอิสรภาพ

จากนั้นกล้องค่อยๆเคลื่อนถอยหลัง พนักงานกำลังเดินไปห้องวัดตัว ทำให้พบเห็นกรอบขอบหน้าต่าง ห้อมล้อมรอบผู้คนเดินไปมาขวักไขว่ ดูราวกับภาพวาด จอโทรทัศน์/ภาพยนตร์ แต่ในบริบทนี้น่าจะต้องการสื่อถึงวิถีชีวิตผู้คนภายใต้กฎกรอบ ไร้อิสรภาพโบยบิน

และการวัดตัว Petrukhina ไซส์มาตรฐาน สื่อถึงการเป็นบุคคลธรรมดาทั่วๆไป ไม่ได้มีความพิเศษพิโส สูงส่ง-ต่ำต้อย กาลเวลาทำให้อดีตเคยยิ่งใหญ่ หลงเหลือเพียงความทรงจำ/ประวัติศาสตร์อันเลือนลาง

เมื่อตอนที่ Petrukhina ชักชวนเพื่อนเก่ามารับประทานอาหารเย็นที่อพาร์ทเม้นท์ สังเกตว่ากล้องเอาแต่จับภาพตัวเธอ เคลื่อนเลื่อนติดตาม ราวกับศูนย์กลางจักรวาล (เพื่อนเก่าคือส่วนเกิน) พร่ำพูดระบายโน่นนี่นั่น ไม่สนใจรับฟังความคิดเห็นใดๆของอีกฝ่าย

นี่กระมังคือ ‘female gaze’ ที่ใครต่อใครว่ากัน เพราะมันมีความแตกต่างจากมุมมอง ‘male gaze’ ที่มักมีลักษณะลับๆล่อๆ ไม่ค่อยกล้าถ่ายเรือนร่างสตรีเพศอย่างตรงไปตรงมา, แต่ช็อตนี้ผกก. Shepitko ให้ตากล้อง Slabnevich เคลื่อนเลื่อนจากเท้าสู่ศีรษะ ไม่เห็นต้องปกปิด เหนียงอาย ขายสรีระผู้หญิงวัยกลางคนที่ยังสวยเซ็กซี่ หุ่นแบบนี้ทำไมยังโสด?

ผมเห็นภาพช็อตนี้ ก็ชวนนึกถึงอิทธิพลของผกก. Alexander Dovzhenko ไม่ได้แฝงนัยยะความหมายอะไร แค่มีความงดงามจับใจ

Wings

เมื่อตอนที่ Petrukhina มาเยี่ยมเยียนอพาร์ทเม้นท์บุตรสาว เธอก็ยังทำตัวเป็นศูนย์กลางจักรวาล พยายามบงการโน่นนี่นั่น ด้วยท่าทางเก้งๆกังๆ เชื่อมั่นว่าฉันต้องทายถูกว่าใครคือสามี แต่ก็ผิดพลาด ตรงกันข้าม หน้าแตกไม่รับเย็บ

สิ่งที่ผมรู้สึกว่าชัดเจนที่สุดในฉากนี้ คือการซักไซร้ไล่เรียง เพียงพูดคุยสอบถาม แต่ดูไม่ต่างจากการซักประวัติอาชญากร เสร็จแล้วเธอยังบอกกับบุตรสาวไม่เห็นด้วยกับความสัมพันธ์ … คนที่มีทัศนคติปิดกั้นเช่นนั้น ทั้งน่าสงสารเห็นใจและสมเพศเวทนา

ดึกดื่นกลับจากอพาร์ทเม้นท์บุตรสาว มานั่งระบายความอัดอั้นกับเพื่อนสนิท แต่ทั้งซีเควนซ์เธอไม่เคยหันหน้าสบตาอีกฝ่าย เอาแต่จับจ้องมองมาหน้ากล้อง และพอเขาให้คำแนะนำ “You know, eventually, children have to go off on their own.” ยังไปตำหนิต่อว่า กล่าวหาความคิดของพวกนักปรัชญา ปฏิเสธรับฟังความคิดเห็นใดๆ … แล้วกรุจะอดรนทนฟังอยู่ทำไม??

แม้แต่การแสดงบนเวที (น่าจะเตรียมงานโรงเรียน) ยังแฝงนัยยะที่สื่อถึงพฤติกรรมตัวละคร Petrukhina

  • การแสดงแรกเด็กสาวสวมชุดดำ ขยับโยกตัวไปมา แววแรกเหมือนละคอนใบ้ (Meme) แต่ดูไปดูมาเหมือนละคอนหุ่นเชิดเสียมากกว่า (Puppet)
    • นัยยะของหุ่นเชิดคือการบงการ ควบคุมครอบงำ ชีวิตไร้ซึ่งอิสรภาพ
  • การแสดงตุ๊กตาแม่ลูกดก (матрёшка, Matryoshka) สังเกตว่าลูกๆทั้งสี่วิ่งวนรอบตัวแม่ (ที่แสดงโดย Petrukhina)
  • ส่วนการแสดงชุดสุดท้าย ขับร้องประสานเสียงโดยกลุ่มผู้สูงวัย น่าเสียดายไม่มีการแปลคำร้อง ซึ่งผมคาดเดาว่าต้องสะท้อนถึง Petrukhina ด้วยเช่นกัน

ผมคาดเดาว่าเธอคนขวามือน่าจะคือเลขานุการ ร่างคำกล่าวสุนทรพจน์ให้กับ Petrukhina แต่เหมือนไม่ค่อยได้รับความพึงพอใจสักเท่าไหร่ เพราะถูกปรับเปลี่ยนโน่นนี่นั่นมากมาย จนถึงคำเริ่มต้นพยายามมองหาไวพจน์ (synonym, คำพ้องความหมาย) ระหว่าง Beginning, Initiative ไม่รู้จะใช้คำอะไรดี? … ผมมองนัยยะการมองหาไวพจน์คำนี้ ก็คือ Petrukhina ไม่รู้จะเริ่มต้น(ปรับตัวเปลี่ยนแปลง)ยังไงดี?

ระหว่างที่ Petrukhina ออกติดตามหานักเรียนที่หายตัวไป มาถึงยังอพาร์ทเม้นท์ของอีกฝ่าย แม่บ้านคนนี้พยายามเหนี่ยวรั้ง มอบขนมปัง ชักชวนคุยแก้เหงา ไม่อยากให้เร่งรีบจากไป … ซีนเล็กๆนี้คือภาพสะท้อนความโดดเดี่ยว เปล่าเปลี่ยว อนาคตของ Petrukhina ถ้าแก่ชราแล้วยังอยู่ตัวคนเดียว ก็คงมีสภาพไม่ต่างจากยายคนนี้

เมื่อตอนที่ Tanya มาเยี่ยมเยียน Petrukhina ช่วงแรกๆพยายามโน้มน้าวบุตรสาวพักอาศัย หลับนอนในอพาร์ทเม้นท์ สังเกตว่าพบเห็นภาพสะท้อน(บุตรสาว)ในกระจก ทีแรกหันหลังให้ แต่พอพูดต่อว่า “You don’t love him, do you?” นั่นทำให้เธอหันมาเผชิญหน้า ไม่ต้องการรับฟังคำแนะนำของมารดา

หลังจาก Tanya พยายามโน้มน้าวให้มารดาลาออกจากโรงเรียนแต่ไม่สำเร็จ เธอพูดบอกว่าตนเองควรพักอาศัย หลับนอนในอพาร์ทเม้นท์นี้ชั่วคราว Petrukhina กลับแสดงปฏิกิริยาไม่พอใจ “You pity me!” ปฏิเสธรับฟัง ดันตัวขึ้นมาขับไล่ ผลักไส มีเพียงใบหน้าของเธอที่คมชัด (พื้นหลังเบลอๆ = ไม่สนใจสิ่งใดๆรอบข้าง)

ฟางเส้นสุดท้ายของ Petrukhina สอบถามนักเรียนที่ปัญหา “Why are you so arrogant?” คำตอบของอีกฝ่ายสร้างความตระหนัก ย้อนแย้งถึงตนเอง ทำไมฉันถึงเย่อหยิ่ง จองหอง อวดเก่ง สิ่งที่เธอไม่เข้าใจไม่ใช่เด็กคนนี้ แต่คือตัวตนเองต่างหาก!

นี่เป็นช็อตเล็กๆที่แฝงความหมายลุ่มลึกล้ำ เด็กคนหนึ่งในรถประจำทางตะโกนขึ้นว่า “Mom, look, a dog.” ใครต่อใครต่างหันมองไปยังทิศทางเดียวกัน ยกเว้นแต่ Petrukhina ไม่ใคร่สนใจอะไร โลกจะเคลื่อนหมุน เปลี่ยนแปลง ฉันก็ยังเป็นตัวฉัน ปิดกั้น คับแคบ เห็นแก่ตัว มองไปเบื้องหน้าเท่านั้น!

หนังพยายามนำเสนอฉากลักษณะนี้ให้มีความคลุมเคลือ ไม่ประเจิดประเจ้อเกินไป เพราะมันมีความล่อแหลม สุ่มเสี่ยง ผู้ชม(สมัยนั้น)อาจยินยอมรับไม่ได้ที่วีรสตรี Petrukhina ทำตัวเหมือนโสเภณี อ่อยเหยื่อ แอ่นอก ปลดกระดุมเสื้อ พยายามทำตัวสวยเซ็กซี่ (แม้มีผมขาวแทรกแซมเหมือน Bride of Frankenstein (1935)) สายตาจับจ้องมองชาย(เปลือย)กำลังกระโดดน้ำ แสดงถึงความโหยหาใครสักคนสามารถตอบสนองกามารมณ์

การได้นั่งพูดคุยกับเจ้าของบาร์ Alexandra Ivanovna ที่มีความแตกต่างตรงกันข้ามกับ Petrukhina (ทั้งสีเสื้อ อาชีพการงาน สถานะทางสังคม) แต่พวกเธอกลับสามารถสื่อสารเข้าใจ เพราะต่างพานผ่านประสบการณ์ชีวิตคล้ายๆกัน จึงสามารถลุกขึ้นมาโยกเต้น ขับร้องเพลง สร้างโลกส่วนตัวที่คนภายนอกทำได้เพียงจับจ้องมองเข้ามา … นั่นทำให้ความเครียดของ Petrukhina ผ่อนคลายลงโดยพลัน

จากนั้น Petrukhina ก้าวออกเดินไปตามถนน คับคั่งผู้คน แวะซื้อผลไม้อะไรสักอย่าง แล้วจู่ๆการมาถึงของห่าฝน ทำให้ผู้คนสาปสูญหาย ความว่างเปล่าของพื้นถนน ทำให้เธอเริ่มหวนระลึกความทรงจำ แสงสว่างจร้าๆ พร่าเลือนลาง กล้องค่อยๆ Tilt Up ขึ้นบนท้องฟ้า พร้อมเสียงตะโกนเรียก Mitya! (อดีตคนรักของ Petrukhina)

สาเหตุที่ Petrukhina พบเห็นพื้นถนนที่เป็นก้อนอิฐ แล้วทำให้หวนระลึกความหลัง เพราะภาพในความทรงจำที่ได้ใช้ชีวิตเคียงข้างชายคนรัก Mitya คือขณะเดินเรียบริมกำแพงอิฐ แอบมาเดทระหว่างที่เขาพักรักษาตัวในโรงพยาบาล … นี่คงเป็นช่วงเวลาสุขที่สุดในชีวิตของ Petrukhina แล้วกระมัง! เพราะได้กระทำสิ่งขัดต่อกฎระเบียบทหาร (นั่นเป็นสิ่งที่เธอในปัจจุบันไม่เคยโอนอ่อนผ่อนปรน)

สังเกตว่าทั้งซีเควนซ์ย้อนอดีต (Flashback) นำเสนอผ่านมุมมองบุคคลที่หนึ่ง มุมกล้องแทนสายตาของ Petrukhina จับจ้องมองชายคนรัก Mitya ท่ามกลางเมฆหมอกสลัวๆ (สื่อถึงความทรงจำพร่ามัว) และไม่มีถ่ายใบหน้าเมื่อตอนยังสวยสาวของ Petrukhina (ได้ยินเพียงเสียงพูดคุยสนทนา)

การแวะเวียนมายังพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่สอง ก็เพื่อสร้างความเชื่อมโยง นำเสนอคู่ขนานระหว่างความทรงจำของ Petrukhina vs. ไกด์อธิบาย/ภาพถ่ายประวัติศาสตร์ (Petrukhina ในภาพถ่าย) ซึ่งระหว่างเธอจับจ้องมองภาพถ่ายอดีตคนรัก ก็ยังหวนระลึกเหตุการณ์เสียชีวิตอีกฝ่าย เมื่อตอนถูกยิงตก เครื่องบินค่อยๆลดระดับจนถึงภาคพื้น

แซว: มันเหมือนว่า Petrukhina พยายามหลบซ่อนตัว(จากโลกภายนอก)ระหว่างไกด์กำลังอธิบายประวัติศาสตร์ให้กับเด็กๆที่มาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ แล้วจู่ๆมีเด็กชายคนหนึ่งพยายามหลบซ่อนตัว ต้องการเอาชนะพนันอะไรบางอย่าง … มันดูราวกับประวัติศาสตร์ซ้ำรอย!

นอกจากหวนระลึกถึงอดีตคนรัก ยังเหมือนว่า Petrukhina ต้องการพบเจอเพื่อนสนิทที่ทำงานเป็นผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ (มีการพูดแซวถึงซากฟอสซิล แมมมอธ ซึ่งสะท้อนถึงความเก่าแก่ หัวโบร่ำโบราณของพวกเขา) แล้วหยอกล้อ ลองเชิง แต่งงานกันไหม? ฟังเหมือนทีเล่น แต่เธอครุ่นคิดจริงจัง จากนั้นก็ร่ำลาจากไป ปล่อยให้เขาอ้ำอึ่ง ดำผุดดำว่าย … ผมครุ่นคิดว่าพวงมาลัยเรือ น่าจะสื่อถึงการไม่สามารถควบคุมทิศทางชีวิตได้อีกต่อไป

Petrukhina ก้าวเดินเรื่อยเปื่อยมาถึงลานฝึกซ้อมการบิน แอบขึ้นเครื่องบินรบรุ่นใหม่ ทีแรกตั้งใจแค่หวนระลึกความหลัง แต่พอโอกาสมาถึงจึงตัดสินใจออกบินครั้งสุดท้าย อะไรจะเกิดขึ้นไม่มีใครบอกได้ แต่สังเกตจากรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ นี่คือช่วงเวลาปลดปล่อยตัวเอง กางปีกโบยบินสู่อิสรภาพ

ตอนจบของหนังนี้อาจดูค้างๆคาๆ ไร้บทสรุปสารพัดปัญหา, Petrukhina สามารถหวนกลับไปคืนดีบุตรสาวหรือไม่? ลาออกจากโรงเรียนแล้วยังไง? กล้องโยกไปโยกมา เอาตัวรอดหรือเครื่องบินตก? เหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่มีใครตอบได้ ผกก. Shepitko เพียงนำเสนอการปลดปล่อยตัวเอง ทำลายพันธนาการยึดเหนี่ยวรั้ง กางปีกโบยบินสู่อิสรภาพ … อะไรเกิดขึ้นหลังจากนี้ล้วนเป็นไปได้ทั้งนั้น!

และถ้าใครเคยรับชม The Ascent (1977) ยังอาจมองเห็นอีกนัยยะคือการโบยบิน สู่สรวงสวรรค์ กลายเป็นอมตะนิรันดร์

ตัดต่อโดย Lidiya Lysenkova, หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองของ Nadezhda Petrukhina ร้อยเรียงสารพัดปัญหาชีวิต ความขัดแย้งกับบุตรสาว(บุญธรรม) เด็กนักเรียน เพื่อนร่วมงาน ใครต่อใครรอบข้าง ตัดสลับกับภาพความทรงจำ/เพ้อฝันกลางวัน อดีตยังคงโหยหา อิสรภาพโบยบินบนท้องฟากฟ้า

  • อารัมบท, Nadezhda Petrukhina กำลังตัดเย็บเสื้อผ้าชุดใหม่
  • สารพัดความขัดแย้งของ Petrukhina กับใครต่อใครรอบข้าง
    • หลังให้สัมภาษณ์กับรายการโทรทัศน์ พบเห็นกลุ่มนักเรียนสร้างความวุ่นวาย เลยตัดสินใจไล่ออกเด็กคนหนึ่งที่ไม่ยินยอมพูดขอโทษ
    • รับประทานอาหารเย็นร่วมกับเพื่อนสนิท (เหมือนเขาพยายามจีบเธอมาหลายปี)
    • วันอาทิตย์รับเลี้ยงดูแลหลานๆ พามานอนอาบแดดยังลานฝึกการบิน
    • แวะเวียนมาเยี่ยมเยียนบุตรสาวบุญธรรม ได้รับการแนะนำให้รู้จักกับสามี (ของบุตรสาว)
    • Petrukhina พร่ำบ่นกับเพื่อนสนิท ไม่เข้าใจว่าตนเองทำผิดอะไร
  • ผิดที่ฉันไม่สามารถปรับตัว ทำความเข้าใจ
    • Petrukhina ขึ้นทำการแสดงบนเวทีแทนนักเรียน
    • เด็กชายที่เธอไล่ออกได้สูญหายตัวไปจากบ้าน Petrukhina จึงพยายามออกติดตามหา
    • Petrukhina พยายามปรับความเข้าใจกับบุตรสาว แต่ก็ไม่สำเร็จ
    • ในที่สุดก็พบเจอเด็กชายคนนั้น เข้ามากล่าวคำขอโทษกับ Petrukhina แต่เธอกลับเต็มไปด้วยข้อกังขา
  • โหยหาความทรงจำ และอิสรภาพ
    • Petrukhina ตัดสินใจลาออกจากโรงเรียน ก้าวออกเดินไปยังสถานที่ต่างๆ แล้วได้พูดคุยเปิดอกกับเจ้าของบาร์แห่งหนึ่ง
    • (Flashback) หวนระลึกถึงอดีตคนรักที่จากไป
    • นั่งแอบๆอยู่ในพิพิธภัณฑ์ รับฟังไกด์พูดถึงวีรกรรมของตนเอง ก่อนเข้าไปหยอกล้อเล่น(อย่างจริงจัง)กับเพื่อนสนิท (ที่เป็นผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์)
    • แวะเวียนไปยังลานฝึกการบิน แอบขึ้นนั่งบนเครื่องรุ่นใหม่ แล้วตัดสินใจทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า

เพลงประกอบโดย Roman Ledenyov, Рома́н Семёнович Леденёв (1930-2019) คีตกวีสัญชาติ Russian เกิดที่ Moscow สำเร็จการศึกษาจาก Central Music School ตามด้วย Moscow Conservatory แล้วทำงานเป็นอาจารย์สอนทฤษฎีดนตรี และประพันธ์เพลง Orchestral, Chamber Music, Choral, เพลงประกอบภาพยนตร์ อาทิ Heat (1963), Wings (1966) ฯ

ในส่วนของเพลงประกอบจะมีความผิดแผกแตกต่างจากภาพยนตร์ทั่วๆไป ถ้าไม่ใช่ ‘diegetic music’ ที่ดังจากแหล่งกำเนิดเสียง ช่วงแรกมักได้ยินเพียงท่วงทำนองห้วนๆ สั้นๆ ดังขึ้นแค่ไม่กี่วินาที ราวกับอารมณ์ชั่ววูบ ทุกสิ่งอย่างยังอยู่ในการควบคุม สร้างสัมผัสบางอย่างแล้วปล่อยให้ผู้ชมจมปลักอยู่ความสงบนิ่ง เงียบงัน … ความเงียบทำให้ผู้ชมรู้สึกตึงเครียด กดดัน อัดอั้น

นอกจากเมื่อตอนหลับตา เพ้อฝันกลางวัน หวนระลึกความทรงจำ และขณะขับเครื่องบินลอยล่องอยู่บนท้องฟากฟ้า บทเพลงจะมีกลิ่นอายโรแมนติก ชวนฝัน ช่วงเวลาพักผ่อนคลาย จิตวิญญาณได้รับปลดปล่อย กางปีกโบยบินสู่อิสรภาพ แต่บทเพลงกลับนำทางมุ่งสู่หายนะ ด้วยเสียงอันหลอกหลอน กรีดบาดแทงทรวงใน ทุกสิ่งอย่างค่อยๆเลือนลาง จางหาย หลงเหลือเพียงความว่างเปล่า


ด้วยสถานะวีรสตรีแห่งสงครามโลกครั้งที่สอง ได้สร้างกำแพง/ระยะห่างให้กับ Nadezhda Petrukhina ไม่สามารถปรับตัวใช้ชีวิตตามแบบวิถีสามัญชน ใครไหนจะอาจเอื้อมเด็ดดอกฟ้า, ชื่อเสียง ความสำเร็จ ยังทำให้เต็มไปด้วยความคาดหวัง จึงต้องปฏิบัติงาน ทำภาระหน้าที่ได้รับมอบหมายอย่างเคร่งครัด จริงจัง

หลายคนมองปัญหาของ Petrukhina เกิดจากความแตกต่างระหว่างวัย ‘generation gap’ เด็กรุ่นใหม่เกิดภายหลังสงครามโลก (Post-Wars) มักไม่ตระหนักถึงความสำคัญของคนรุ่นก่อน วีรบุรุษผู้เสียสละชีพเพื่อชาติแล้วไง? แถมยังได้รับอิทธิพลจากโลกตะวันตก โหยหาอิสรภาพ ไม่ต้องการอยู่ภายใต้ขนบกฎกรอบ สนเพียงกระทำสิ่งตอบสนองความพึงพอใจส่วนตน

แต่ปัญหาแท้จริงของ Petrukhina คือการสูญเสียชายคนรัก! ทำให้เธอปิดกั้นความรู้สึก ปฏิเสธสานสัมพันธ์ผู้อื่นใด เลยไม่สามารถปรับตัว เปิดใจ ยินยอมรับวิถีทางโลกที่ปรับเปลี่ยนแปลงไป … นี่เป็นการสะท้อนอิทธิพล/ผลกระทบจากสงคราม (Anti-War) ความเจ็บปวดร่างกายไม่นานก็รักษาหาย แต่บาดแผลทางจิตใจกลับไม่มีวันเลือนลางจางหายไป

Wings (1966) is a film about people scorched by the war, about the never-to-be healed wounds of memory, about the insufferableness of wingless existence.

Elem Klimov

บางคนอาจมองแค่ว่า Wings (1966) คือผลงานสำแดงอิสรภาพ ติดปีกโบยบินของผกก. Shepitko หลังสำเร็จการศึกษาจากสถาบันภาพยนตร์ VGIK หลังจากนี้จะไม่ถูกควบคุมครอบงำ (จากครูอาจารย์) อีกต่อไป!

แต่ในความเป็นจริงเมื่อก้าวออกจากรั้วสถาบันการศึกษา ใช่ว่าจะทำให้เธอได้รับอิสรภาพอย่างไร้ขีดจำกัด! วิกฤตวัยกลางคน (Midlife Crisis) คือภาพสะท้อนปัญหาการปรับตัวเข้าสู่โลกภายนอก เต็มไปด้วยความคาดหวัง แรงกดดัน มีแต่คนจับจ้องจับผิด พยายามควบคุมครอบงำ (โดยเฉพาะกองเซนเซอร์รัสเซีย Goskino) ต้องทำอย่างไรถึงยังสามารถสรรค์สร้างภาพยนตร์ที่เป็นตัวของตนเอง

การเติบโตพานผ่านหายนะจากสงคราม มันจึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่ผกก. Shepitko จะสามารถปรับตัวเข้ากับความสงบสุขของโลกยุคสมัยใหม่ (Post-Wars) ภายในยังคงเจ็บปวด อัดอั้น ไม่สามารถลบเลือนความทรงจำ(อันโหดร้าย) … การสรรค์สร้าง Wings (1966) ถือเป็นการระบายความรู้สึกภายในของศิลปิน ปลดปล่อยจิตวิญญาณให้ล่องลอยไป

จะว่าไปมารดาของผกก. Shepitko ก็เป็นครูสอนหนังสือ แต่ผมไม่สามารถหารายละเอียดความสัมพันธ์ระหว่างพวกเธอ แต่ค่อนข้างเชื่อว่าอาจไม่แตกต่างจากที่พบเห็นในหนัง มีความขัดแย้ง ไม่ลงรอย อาจเพราะวิธีการเลี้ยงดูที่เข้มงวดกวดขันเกินไป พอเติบใหญ่จึงตัดสินใจ(หนี)ออกจากบ้าน ปฏิเสธรับฟังความคิดเห็น ต้องการทำอะไรๆด้วยตนเอง โดยไม่ถูก(มารดา)ควบคุมครอบงำ โดยเฉพาะการแต่งงานกับชายที่ตกหลุมรัก (นี่อาจจะพาดพิงถึง Elem Klimov แต่งงานกันเมื่อปี ค.ศ. 1963)


แหล่งข่าวหนึ่งระบุว่า หนังได้เสียงตอบรับอย่างดีจากทั้งผู้ชมและนักวิจารณ์ ประสบความสำเร็จทำเงินพอสมควร สามารถแจ้งเกิดทั้งผกก. Shepitko และนักแสดงนำหญิง Maya Bulgakova ให้เป็นที่รู้จักในสหภาพโซเวียต, แต่อีกแหล่งข่าวบอกว่า หนังเข้าฉายแค่เพียง 3 วัน ก่อนถูกถอดออกจากโรงภาพยนตร์ เพราะใจความต่อต้านสงคราม (Anti-War) ไม่ใช่สิ่งที่ทางการสหภาพโซเวียตเห็นชอบด้วย (ทศวรรษนั้นสงครามเย็นยังคงคุกรุ่น ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา vs. สหภาพโซเวียต สามารถบังเกิดขึ้นได้ทุกขณะ!)

ปัจจุบันหนังยังไม่ได้รับการบูรณะ รวบรวมอยู่ในคอลเลคชั่น DVD (ไม่มี Blu-Ray) ของค่าย Criterion Collection ชื่อว่า Eclipse Series 11: Larisa Shepitko ประกอบด้วย Wings (1966) และ The Ascent (1977) … แต่เห็นล่าสุด The Ascent (1977) ได้รับการบูรณะ 4K วางจำหน่ายปี ค.ศ. 2021

แม้หนังจะสร้างความอึดอัด กระอักกระอ่วน แต่ก็ทำให้ผมรู้สึกสงสารเห็นใจตัวละครของ Maya Bulgakova ซึ่งต้องชื่นชมวิสัยทัศน์ผกก. Shepitko สามารถนำเสนอ ‘character study’ ตีแผ่จิตวิทยาตัวละคร ผสมผสานอดีต-ปัจจุบัน คลุกเคล้าเข้ากันได้อย่างลงตัว กลมกล่อม … ชวนนึกถึงครูฝ่ายปกครองสมัยเรียน ทำให้บังเกิดความเข้าใจอะไรๆ(ในมุมของอาจารย์ผู้เข้มงวด)มากขึ้นด้วยละ

อาจด้วยความที่เป็นภาพยนตร์จากสหภาพโซเวียต (คล้ายๆแบบ Leni Riefenstahl ที่เป็นชาวเยอรมัน) ชื่อของผกก. Larisa Shepitko จึงไม่ค่อยได้รับการกล่าวขวัญถึงในระดับนานาชาติสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะ Wings (1966) ที่นำเสนอวิกฤตวัยกลางคนของสตรีเพศ น่าจะเป็นเรื่องแรกที่ผมรับชมเลยนะ (ส่วนใหญ่เห็นแต่วิกฤตวัยกลางคนของบุรุษเพศ) แค่นี้ก็ถือว่าทรงคุณค่า ท้าขนบกฎกรอบ ก้าวย่างแรกของหนึ่งในผู้กำกับหญิงยอดเยี่ยมยิ่งใหญ่ตลอดกาล

จัดเรต 13+ กับเรื่องวุ่นๆของวิกฤตวัยกลางคน (Midlife Crisis)

คำโปรย | การเป็นผู้กำกับหญิงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ภาพยนตร์แจ้งเกิด Wings สามารถติดปีกโบยบินให้กับ Larisa Shepiko
คุณภาพ | วิวั
ส่วนตัว | อัดอั้นทรวงใน

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: