Kundun (1997)

Kundun

Kundun (1997) hollywood : Martin Scorsese ♥♥♥

ความสนใจในทะไลลามะที่ 14 ของ Matin Scorsese ไม่ใช่เรื่องศาสนา วัฒนธรรม หรือการเวียนว่ายตายเกิด แต่คือทัศนะทางการเมือง ปฏิเสธใช้ความรุนแรงตอบโต้รัฐบาลคอมมิวนิสต์จีน แม้นั่นจะทำให้ต้องหลบลี้หนีภัยสู่อินเดีย แต่ก็คาดหวังสักวันจะได้หวนกลับคืนทิเบต

“I am always interested in people who have the guts to stand up and do things through non-violence. Cause I’m so much aware of the other way of doing it through violence, and it’s so much sanctified in our world”.

– Martin Scorsese

Kundun เป็นผลงานที่ถูกลืมของ Martin Scorsese แต่ไม่ใช่เรื่องคุณภาพที่สามารถเข้าชิง Oscar ถึง 4 สาขา ถ่ายภาพโดย Roger Deakins, เพลงประกอบโดย Philip Glass, แต่เพราะสตูดิโอ Walt Disney เมื่อรัฐบาลจีนประกาศกร้าวแสดงความไม่พึงพอใจพร้อมแบนหนัง ทำให้ผู้บริหาร Michael D. Eisner ออกเดินทางไปประเทศจีนเมื่อเดือนตุลาคม 1998 พบเจอนายกรัฐมนตรีขณะนั้น Zhu Rongji เพื่อกล่าวขอโทษขอโพย และพยายามนำหนังออกจากสารบบการฉายโดยเร็วที่สุด

“This film was a form of insult to our friends, but other than journalists, very few people in the world ever saw it”.

– Michael D. Eisner

แซว: สาเหตุผลจริงๆแล้วคือ ผู้บริหาร Disney เกิดความหวาดหวั่นสะพรึงว่า ทางการจีนจะแบนไม่ใช่แค่หนัง แต่ยังธุรกิจ/ผลิตภัณฑ์อื่นๆ โดยเฉพาะแผนการสร้าง Disneyland Shanghai ทำให้สูญเสียบ่อเงินบ่อทองปริมาณมหาศาล (แบบเดียวกับ Mulan ฉบับ Live-Action ที่ยินยอมทำตามคำขอเรียกร้องจีนทุกสิ่งอย่าง!)

ความประทับใจแรกของผมต่อ Kundun (1997) อยากจะเรียกว่า ‘The Last Emperor (1987) ฉบับทะไลลามะ’ แต่อ่านจากบทสัมภาษณ์ของ Marty เปรียบเทียบถึง Monsieur Vincent (1947) ของผู้กำกับ Maurice Cloche และ The Flowers of St. Francis (1950) ของผู้กำกับ Roberto Rossellini ส่วนตัวยังไม่เคยรับชมทั้งสองเรื่องเลยบอกไม่ได้ว่าใกล้เคียงขนาดไหน

แม้จนถึงปีปัจจุบัน 2019 องค์ทะไลลามะที่ 14 ยังทรงไม่ยินยอมรับความพ่ายแพ้ศิโรราบ พยายามเรียกร้องให้นานาชาติออกมากดดันสาธารณรัฐประชาชนจีน เรียกร้องอิสรภาพต่อผืนแผ่นดินบ้านเกิดที่ละทอดทิ้งมา แต่ความฝันของพระองค์คงยากจะเป็นจริงในช่วงอายุไขนี้ (ปัจจุบันพระชนม์ 84 ปี) และทิเบตตอนนี้ได้ถูกกลืนกินไปมากจนแทบสูญเสียอัตลักษณ์ของตนเอง ซึ่งจีนคงไม่มีวันยอมสูญเสียสละผืนแผ่นดินแห่งสำคัญนี้อย่างแน่นอน

เกร็ด: ทิเบต ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของจีน ไม่ใช่ในแง่เศรษฐกิจแต่เปรียบเสมือนดินแดนศักดิ์สิทธิ์ มีพื้นที่กว้างขวางใหญ่โต (ถ้าจีนสูญเสียทิเบต จากประเทศขนาดใหญ่อันดับ 3/4 ของโลก จะหล่นไปอันดับ 6 เลย) เทือกเขาหิมาลัยสูงใหญ่ที่สุดในโลก และยังเป็นต้นกำเนิดสำคัญๆของแม่น้ำหลายสาย


จุดเริ่มต้นของ Kundun เกิดจาก Melissa Mathison (1950 – 2015) นักเขียนหญิงสัญชาติอเมริกัน เจ้าของผลงานดังอย่าง The Black Stallion (1979), E.T. the Extra-Terrestrial (1982), ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าองค์ทะไลลามะตั้งแต่ปี 1990 พัฒนาความสนิทสนม จนกลายเป็นนักเคลื่อนไหวเรียกร้องอิสรภาพให้ทิเบต และทูลขออนุญาตพัฒนาบทภาพยนตร์จากชีวประวัติของท่านเอง

หลังจากพัฒนาบทร่างแรกเสร็จ Mathison แสดงความสนใจอยากให้ Martin Scorsese เป็นผู้กำกับ นั่นสร้างความประหลาดใจให้ทุกคนรอบข้าง เพราะไม่มีใครคิดว่า ‘Movie Brats’ อย่าง Marty จะให้ความสนใจเรื่องราวของทะไลลามะ หรือพุทธศาสนา แต่กลับกลายเป็นว่าผิดคาด (ไม่รู้เพราะคำแนะนำจาก Steven Spielberg ที่เคยร่วมงานกับ Mathison เรื่อง E.T. ด้วยหรือเปล่านะ) ถึงอย่างนั้นก็มีการปรับแก้บทถึง 14 ครั้ง ติดต่อขอใช้สถานที่ถ่ายทำยังทิเบต อินเดีย ถูกบอกปัดปฏิเสธทั้งหมด กว่าจะเริ่มต้นถ่ายทำได้จริงๆก็หลายปีล่วงผ่านมา

Martin Charles Scorsese (เกิดปี 1942) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Queen, New York City ก่อนย้ายไปเติบโตยัง Little Italy, Manhattan ครอบครัวอพยพจาก Palermo, Sicily นับถือ Roman Catholic อย่างเคร่งครัด, ป่วยเป็นโรคหอบหืดตั้งแต่เด็กทำให้ไม่สามารถเล่นกีฬา หรือออกไปสนุกสนานกับเพื่อนๆได้ พ่อ-แม่ พี่ชายจึงได้แค่พาเขาไปดูหนัง หรือไม่ก็เช่าฟีล์มกลับมาบ้าน โตขึ้นเข้าเรียน Washington Square College (ปัจจุบันชื่อ College of Arts and Science) จบปริญญาสาขาภาษาอังกฤษเมื่อปี 1964 และต่อโทที่ School of the Arts (ปัจจุบันชื่อ Tisch School of the Arts) สาขา Master of Fine Arts (วิจิตรศิลป์), ระหว่างเรียนมหาวิทยาลัยมีโอกาสทำหนังสั้นหลายเรื่อง จบออกมาสร้างภาพยนตร์เรื่องแรก Who’s That Knocking at My Door (1967), เริ่มมีชื่อเสียงจาก Mean Streets (1973), Alice Doesn’t Live Here Anymore (1974), Taxi Driver (1976), Raging Bull (1980), The Last Temptation of Christ (1988), GoodFellas (1990), The Age of Innocence (1993) ฯ

“I always wanted to make a series of films on the lives of the saints. To try to understand their choices. Where non-action becomes action; where a decision not to make a decision is the decision. It may not be what Western audiences expect, but I believe the Dalai Lama and Gandhi and Martin Luther King, people who stood on the line for passive resistance and got hit for it, have a lotta guts”.

– Martin Scorsese

เรื่องราวเริ่มต้น ค.ศ. 1937 ระหว่างการติดตามหาทะไลลามะองค์ใหม่ จากนิมิตของผู้สำเร็จราชการ Reting Rinpoche พบว่าเด็กชายอายุสองขวบ Lhamo Thondup เป็นบุตรของชาวนาจากเมือง Taktser ใกล้ชายแดนจีน เป็นทะไลลามะองค์ที่สิบสามกลับชาติมาเกิด จึงได้ถูกนำตัวเข้าพระราชวังโปตาลาตั้งแต่อายุสี่ขวบ ได้รับการสถาปนาพระนามว่า Tenzin Gyatso และได้รับการฝึกฝนเพื่อเตรียมพระองค์ สำหรับพิธีสถาปนาเป็นทะไลลามะองค์ที่สิบสี่ เมื่อถึงกาลเวลาอันควร

ช่วงชีวิตในวัยเด็กขององค์ทะไลลามะ พานพบเห็นความขัดแย้งจากการเมืองในราชสำนัก สงครามโลกครั้งที่สองผ่านวิทยุ ภาพยนตร์ โทรทัศน์ และทิเบตถูกรุกรานโดยกองทัพปลดปล่อยประชาชนของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งต้องการให้ทรงเป็นผู้นำหุ่นเชิดของรัฐบาล กวาดล้างลัทธิชาตินิยมที่ต่อต้านทหารจีน แต่เนื่องจากพระองค์ไม่ต้องการเห็นการเข่นฆ่าฟัน จึงพยายามใช้กุศโลบายเพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรง ทั้งยังเสด็จฯไปพบเจอเหมาเจ๋อตุงถึงกรุงปักกิ่ง แต่ที่สุดเมื่อได้ยินคำพูดใจจืดใจดำ จึงทรงตัดสินพระทัยหลบหนีออกจากทิเบต ข้ามชายแดนอินเดียเพื่อขอลี้ภัย และตั้งรัฐบาลทิเบตพลัดถิ่น ในปี ค.ศ. 1959 ขณะพระชนม์ 24 ปี


สำหรับนักแสดงทั้งหมดคือมือสมัครเล่น ล้วนเป็นชาวทิเบตที่อาศัยอยู่ต่างประเทศ (เพราะหนังไม่สามารถเข้าไปถ่ายทำในประเทศจีน/อินเดีย) ไดเรคชั่นของ Marty เลยไม่ได้ต้องการขายการแสดงที่สมจริง มักให้อิสระพวกเขาเป็นตัวของตนเอง ซึ่งหลายๆคนพานผ่านเหตุการณ์เมื่อปี 1949 ร่วมอพยพหลบหนีออกจากทิเบต เลยมีความเข้าใจเรื่องราวทุกสิ่งอย่าง

“Some of the older ones had been part of his retinue back in 1949, before they left Tibet. So they understood everything and very often in the picture I’d walk onto the set and they’d be meditating and it was like a painting out of the Renaissance”.

มีนักแสดงรับบททะไลลามะทั้งหมด 4 คน จาก 4 ช่วงอายุ โดยคนที่รับบททะไลลามะตอนโต Tenzin Thuthob Tsarong คือพระนัดดา/หลานแท้ๆของทะไลลามะองค์ปัจจุบัน หน้าตาเลยค่อนข้างละม้ายคล้ายคลึงมากทีเดียว

การกำกับนักแสดงเด็กเล็กไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ (ว่าไป Kundun น่าจะเป็นครั้งแรกของ Marty กำกับนักแสดงเด็กเล็กขนาดนี้) โดยเฉพาะเด็กชายวัยสองขวบ คือถ้าเขาไม่อยากเล่นก็คือไม่เล่น ง่วงต้องการนอนหลับ ทีมงานก็ต้องรอคอยจนกว่าจะตื่นถึงเริ่มถ่ายทำได้ แต่นั่นเองทำให้ทุกอย่างแลดูเป็นธรรมชาติ สมจริง

“if a two-year-old kid doesn’t want to play, he doesn’t want to play; that’s it. He wants to take a nap, the crew waits until he wakes up. But I found that I was anchored in his behavior, because he wasn’t acting, and neither were the other Tibetan actors”.

แซว: Marty ให้สัมภาษณ์บอกว่า คนที่เล่นหนังเรื่องนี้ได้สมจริงสุดคือบรรดาตัวประกอบ อยู่ขอบๆข้างๆจอ เพราะพวกเขารับรู้ถึงทุกสิ่งอย่างเกิดขึ้นพานผ่านมา เคยใช้ชีวิตในช่วงเวลานั้นมาแทบทั้งหมดสิ้น

“Some of the best acting in the movie takes place at the edges of the screen, with the extras, because you look at their faces and you see they are really truly in the moment”.


ถ่ายภาพโดย Roger Deakins ยอดฝีมือชาวอังกฤษ ถือเป็นครั้งแรกครั้งเดียวที่ร่วมงานกัน, ในบทสัมภาษณ์ของ Deakins ให้ความเห็นว่า Marty เลือกใช้บริการตนเอง น่าจะเพราะความโดดเด่นด้านถ่ายทำสารคดี และเรื่องนี้ต้องทำงานกับนักแสดงสมัครเล่น (ยังสถานที่ไม่คุ้นเคยอีกต่างหาก) เลยต้องการคนมีประสบการณ์ด้านนี้ สามารถกลมกลืนหายไปกับพื้นหลัง (นักแสดงราวกับไม่รับรู้สึกว่ากำลังถ่ายทำภาพยนตร์อยู่)

“I think he asked me because of my documentary experience. Because ‘Kundun’ was a film where we were basically working with non-actors. So I think he just wanted that somebody that could react to them and fade into the background, maybe. It was a very particular film”.

– Roger Deakins

เพราะไม่สามารถขออนุญาตถ่ายทำทิเบต หรือประเทศอินเดีย ทีมงานจึงเลือกประเทศ Morroco ยัง Atlas Film Studios, Ouarzazate และฉากภายในที่วัด Karma Triyana Dharmachakra ณ Woodstock, New York

งานภาพของหนังมีส่วนผสมของ documentary-Style มีการเคลื่อนไหลอย่างโฉบเฉี่ยว ฉวัดเฉวียน มุมกล้องแปลก หลายครั้งแทนสายตาตัวละคร จับจ้องมองเห็นทุกระยะตั้งแต่ Close-Up, Medium Shot, Long Shot และ Extreme-Long Shot

แค่เพียงภาพเทือกเขาหิมาลัยในช็อตแรกของหนัง ก็สร้างความอลังการ ตื่นตาตะลึง บนยอดปกคลุมด้วยเมฆหมอกขาว สะท้อนถึงภัยพิบัติกำลังย่างกรายเข้ามา แม้ในดินแดนอันสงบสุขแห่งนี้ก็ตามที

มุมกล้องแปลกๆจากสายตาทะไลลามะ ไม่เพียงสะท้อนการมองเห็น แต่ยังวิสัยทัศน์ นิมิต ตื่นขึ้นเพื่อรับรู้ทุกสิ่งอย่าง แต่จะสามารถพูดบอก แสดงออกความคิดเห็น ทั้งๆมีชีวิตมาแล้วหลายชาติ แต่วัยวุฒิยังไม่เจริญวัยพอเพียง … ซะงั้น!

ซีนเล็กๆที่ทะไลลามะวัย 2 ขวบ แยกแมลงสองตัวที่กำลังต่อสู้นี้ออกจากกัน สะท้อนถึงนิสัยตัวตน เป็นคนรักสงบ ไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรง ขัดแย้ง สงครามเข่นฆ่าล้างที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปเมื่อพระองค์ทรงเติบโตขึ้น

หลายครั้งของหนังใช้การเล่าเรื่องด้วยภาพ การกระทำ พิธีกรรม ไร้ซึ่งบทพูดสนทนา อธิบายบรรยายประกอบใดๆ (ถึงผู้ชมอาจไม่เข้าใจ แต่พบเห็นไปเรื่อยๆก็จะมักคุ้นเคยประเพณีนั้นๆเอง เช่น การกราบไหว้, ทำความเคารพ, ทักทายระหว่างกัน ฯ) และมีบทเพลงของ Philip Glass ช่วยเติมเต็มสัมผัสเรื่องราว

หนูในพระราชวังโปตาลา องค์ทะไลลามะเล่าว่ามีจริง เยอะมากด้วย! ชอบเข้ามาก่อกวน สร้างความรำคาญขณะกำลังบรรทม ฝังใจตั้งแต่เด็ก จินตนาการว่าพวกมันจะเข้ามาลุมทำร้ายตนเอง, ซึ่งนัยยะของหนังสามารถสื่อได้ถึงชนชาวจีน พยายามที่จะเข้ามากัดก่อน บ่อนทำลายทิเบตจากภายใน

ทะไลลามะองค์ที่ 14 เป็นผู้มีความหัวก้าวหน้า ทันสมัยต่อโลก เทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาล้วนติดตาม ใช้งาน ขนาดว่า Twitter, Facebook, Instragm ของเล่นปัจจุบันมีหมดครบถ้วน

เกร็ด: ภาพยนตร์เรื่องนี้คือ The Hen That Laid the Golden Eggs (1905) กำกับโดย Gaston Velle

มีสองสิ่งที่โลกอารยะพัฒนาไปไกล แต่ทิเบตยุคสมัยนั้นยังเชื่องช้าล้าหลังอยู่ ‘ด้านมืด’ จนอาจมีหลายคนยินยอมรับไม่ได้
– การซื้อขายทาสไว้ในครอบครอง สามารถใส่โซ่ตรวน เฆี่ยนตี ลงทัณฑ์ เข่นฆ่าตาย หรือถลกเนื้อหนัง เพื่อนำเลือด กระดูก หัวใจ ไปใช้ในพิธีกรรมทางศาสนา
– ศพของผู้เสียชีวิต มักจะถูกนำไปหั่นแล่เนื้อ โยนเป็นอาหารให้อีแร้งกา

การมาถึงของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ทำให้กฎระเบียบ วิถีปฏิบัติสองสิ่งนี้ ได้ถูกยกเลิกไปโดยปริยาย นำพาความเจริญรุ่งเรืองเข้าสู่ทิเบต … นั่นถือเป็นคุณประโยชน์ที่คอมมิวนิสต์มีต่อชาวทิเบตเลยก็ว่าได้นะ

สายตาของทะไลลามะ ชอบที่จะจับจ้องมองผู้อื่น ในสิ่งที่น้อยคนจะใคร่สังเกตเห็น หนึ่งในนั้นคือรองเท้าของเหมาเจ๋อตุง ขัดเงาแวววาววับ สร้างภาพลักษณ์ตนเองให้ดูดี แต่จิตใจกลับสกปรกโสโครก เต็มไปด้วยความมืดขุ่นมัว

ช็อตที่โคตรช็อค ตราตรึงสุดของหนัง ปรากฎในนิมิตของทะไลลามะ พบเห็นภาพความตายของพระเกลื่อนกลาด กล้องค่อยๆเคลื่อนขึ้นมุมสูง ปริมาณมากมายมหาศาลเกินคณะ ถ้าขืนว่าตัดสินใจเลือกใช้ความรุนแรงตอบโต้คอมมิวนิสต์จีน ผลลัพท์ก็จะเป็นเฉกเช่นนี้แล

Sand Mandala งานศิลปะที่ทำงานผงทรายย้อมสี จุดกำเนิดจากทิเบต มักทำออกมาในลักษณะวงกลมล้อมรอบด้วยกำแพง/ประตูสู่จิตใจมนุษย์ทั้ง 4 หรือพรหมวิหาร 4 (เมตตา, กรุณา, มุทิตา, อุเบกขา) ภายในเปรียบเปรยคล้ายว่าเป็นใจกลางพระพุทธศาสนา จุดประสงค์ในการทำคือการฝึกกำหนดสมาธิ เพราะขณะโรยทรายในแต่ละจุดต้องทำด้วยความแม่นยำ ซึ่งเมื่อทำเสร็จสิ้นจะถูกเก็บรักษาไว้ในวิหารเป็นเวลา 1 ปี เพื่อให้ผู้มีศรัทธาเข้าชม จากนั้นจะถูกปัดทำลาย รวมทรายแล้วนำไปเททิ้งบ่อน้ำ หวนกลับสู่ธรรมชาติดังเดิม แฝงไว้ด้วยสัจธรรม “ทุกสิ่งเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป”

ช่วงท้ายของหนัง ดำเนินเรื่องคู่ขนานระหว่างการทำ Sand Mandala และขณะทะไลลามะ ออกเดินทางจากทิเบตสู่อินเดีย ซึ่งสะท้อนได้ถึงจุดสิ้นสุดยุคสมัย ชีวิตเกิด-ดับ เคยยิ่งใหญ่-ตกต่ำ ไม่มีอะไรมั่นคงยั่งยืนชั่วนิรันดร์ในวัฎฎะสังสาร

ช็อตสุดท้ายของหนัง ทะไมลามะกำลังส่องกล้องส่องทางไกล จับจ้องมองเทือกเขาหิมาลัยที่อยู่อีกฟากฝั่ง ผืนแผ่นดินแดนบ้านเกิดที่พระองค์ต้องจากร้างรา โหยใฝ่หา คาดหวังว่าสักวันจะได้หวนกลับคืน

ตัดต่อโดย Thelma Schoonmaker ขาประจำแทบจะคนเดียวของ Marty, ดำเนินเรื่องผ่านมุมมองสายตาขององค์ทะไลลามะที่ 14 ตั้งแต่ได้รับการค้นพบปี ค.ศ. 1937 จนถึงวันสุดท้ายบนผืนแผ่นดินทิเบต ค.ศ. 1959

เพราะนักแสดงทั้งหมดคือสมัครเล่น การตัดต่อจึงมีส่วนสำคัญเพื่อกลบเกลื่อนความไม่สมจริงทางการแสดง ซึ่งจะมีลักษณะความรวดเร็วฉับไว สั้นๆห้วนๆ ดำเนินเรื่องแบบก้าวกระโดดไปเรื่อยๆ แต่วิธีการดังกล่าว แลกมาด้วยความว่างเปล่าทางอารมณ์ สัมผัสไม่ค่อยได้ถึงความรู้สึกตัวละคร

หลายครั้งของหนัง พบเห็นภาพนิมิต ความฝันของทะไลลามะ ซึ่งล้วนเกิดขึ้นจริงทั้งหมด (นั่นเป็นความสามารถพิเศษของทะไลลามะองค์ปัจจุบันเลยนะครับ มักมาในรูปแบบความฝัน เกิดขึ้นจริงทุกครั้งที่พบเห็น) หนึ่งในช็อตที่หลายคนอาจฉงนสงสัย นั่นน่าจะเป็นสิ่งเกิดขึ้นต่อไปกับชาวทิเบตที่มาส่งพระองค์ยังชายแดนข้ามไปอินเดีย

เพลงประกอบโดย Philip Glass นักแต่งเพลงแนว Minimalist สัญชาติอเมริกัน เคยเข้าชิง Oscar: Best Original Score ทั้งหมดสามครั้งจาก Kundun (1997), The Hours (2002), Notes on a Scandal (2006) ยังไม่เคยคว้าสักรางวัล

ใครที่เป็นแฟนเพลงของ Glass น่าจะสัมผัสได้ตั้งแต่นาทีแรกๆ ปรากฎสไตล์ลายเซ็นต์ที่โดดเด่นชัดมากๆ ซึ่งในความตั้งใจของ Marty ต้องการทำให้หนังมีกลิ่นอาย Renaissance มอบสัมผัสไม่เหมือนใคร … และคงไม่มีใครเหมือน

สไตล์ของ Glass มอบสัมผัสอันเปราะบาง แก้วกระทบ เวียนวนซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้น ซึ่งสะท้อนเข้ากับความละเอียดอ่อนของชีวิต เม็ดทราย และจิตวิญญาณภายใน

อีกสัมผัสของงานเพลงคือความหลอกหลอน เพราะชีวิตมีเกิด-ตาย ว่ายเวียนวน หนีไปไหนไม่พ้น แต่มนุษย์กลับเลือกที่จะปิดตา มืดบอด แสร้งทำเป็นมองไม่เห็นสัจธรรมความจริง นั่นเป็นสิ่งน่าหวาดสะพรึงกลัวอย่างยิ่งเลย!

งานเพลงคือสิ่งที่ชี้ชักนำอารมณ์ได้ดีกว่าการแสดง งานภาพ ตัดต่อเป็นไหนๆ ซึ่งหลายครั้งในหนังมักใช้บทเพลงเล่าประกอบเรื่องราว ควบคู่กับภาพ เหตุการณ์ ไม่จำเป็นต้องมีคำอธิบายเพิ่มเติมใดๆ ผู้ชมสามารถรับรู้เข้าใจช่วงเวลานั้นได้ด้วยสัมผัสแห่งจิตวิญญาณ

เกร็ด: Kundun แปลว่า คนปัจจุบัน เป็นคำสรรพนามที่ชาวทิเบตใช้เรียกทะไลลามะองค์ที่ดำรงตำแหน่งในขณะนั้น

ไม่ใช่แค่มนุษย์ที่มีวัฏจักรชีวิต เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย แต่ยังรวมถึงสิ่งนามธรรมไร้ชีวิตทั้งหลาย ตึกรามบ้านช่อง ต้นไม้-ภูเขา ประเทศชาติ และโลกใบนี้ ย่อมมีจุดเริ่มต้น-สิ้นสุด ไม่แตกต่าง!

ทิเบต ยุคสมัยการปกครองของทะไลลามะก็เฉกเช่นกัน ทั้งๆเป็นดินแดนแห่งความสงบสันติสุข ไม่ชื่นชอบความขัดแย้งรุนแรง กลับยังถูกรุกรานจากประเทศมหาอำนาจ มนุษย์ผู้มากด้วยกิเลส ต้องการครอบครองเป็นเจ้าของ ยกยอปอปั้นตนเองว่ายิ่งใหญ่เหนือกว่าใครใต้หล้า ทั้งยังทอดทิ้งหลักคำสอนศาสนา คุณค่าความดีงามภายในจิตใจ

วัฏจักรของโลกเป็นสิ่งไม่มีใครสามารถต่อต้านทาน เพราะสืบเนื่องจากผลของกฎแห่งกรรม เมื่อยุคสมัยคนดีศรีพุทธกาลหมดสิ้นไป ครึ่งหลังคนชั่วจากขุมนรกจึงได้เวลาผุดเกิดกลับขึ้นมาใหม่ เลยไม่แปลกเท่าไหร่ที่พญาหงส์ต้องก้มหัวให้อีแร้งกา คุณค่าของมนุษย์ถูกวัดจากวัตถุเปลือกนอกมากกว่าจิตใจภายใน

ในความคิดเห็นของ Martin Scorsese การจะแก้ปัญหาความขัดแย้งใดๆในโลก ล้วนมีเพียงสองวิธีการเท่านั้น ถ้าไม่ใช้กำลังความรุนแรง (แบบผลงานเรื่องอื่นๆของ Marty) ก็ด้วยความรัก ศรัทธา หรือเรียกว่าสันติวิธี

“I just think that this (the path the Dalai Lama has chosen) is the only way to go. Compassion and love are the only answer. I’ve always felt this, based on the Christian texts. The other way is violence”.

– Martin Scorsese

ในความเห็นส่วนตัว การใช้สันติวิธีเพียงอย่างเดียว อาจไม่ช่วยแก้ไขปัญหาอะไรทั้งนั้น ดูอย่างทิเบตในปัจจุบันหลังจาก 50-60 ปีผ่านไป อะไรๆได้เกิดการปรับเปลี่ยนแปลง พรรคคอมมิวนิสต์ส่งชาวจีนจำนวนมากเข้าไปอาศัยอยู่ร่วม บีบบังคับให้เด็กรุ่นใหม่ร่ำเรียนภาษาจีนกลาง ได้รับการปลูกฝังค่านิยม ชวนเชื่อ ล้างสมอง แถมยังมีการตัดเส้นทางรถไฟให้เดินทางไปถึงโดยง่าย … หลายสิ่งอย่างได้ถูกควบคุม ครอบงำ กลืนกิน ชาวทิเบตแท้ๆยุคสมัยทะไลลามะกำลังหมดสูญสิ้น และเมื่อถึงเวลาพระองค์ปลงสังขารจากชาตินี้ไป สัญลักษณ์แห่งการปฏิวัติคงแทบจบสิ้นลงโดยปริยาย

ผมละอยากให้ทะไลลามะพระองค์นี้ ปลงจากสังขารความไม่เที่ยง เพียงพอแล้วกับวิถีโลกมนุษย์ เพราะท่านได้ช่วยเหลือชาวทิเบตมามากถึง 13-14 ชาติกาล หลังจากนี้อาจไม่มีประโยชน์อะไรจะหวนกลับมาเกิดอีก ว่ายเวียนวนเริ่มต้นครั้งใหม่ น่าจะสมควรแก่เวลามุ่งสู่มรรคผลนิพพาน ปล่อยให้คนชั่วครองโลกล่มสลาย ใครกันจะไปสามารถต่อต้านทาน

เท่าที่ผมอ่านเจอ ทะไลลามะทรงเปรยๆว่าอาจจะไม่มีชาติถัดไป หรือถ้าเกิดใหม่อาจในร่างชาวตะวันตก ผิวขาว ไม่ก็เพศหญิง จุดประสงค์หนึ่งเพื่อล้มล้างความพยายามสืบทอดอำนาจของประเทศจีน (ที่อยากแต่งตั้งทะไลลามะองค์ใหม่เหลือทน) … แต่นั้นก็เรื่องของฉัน ใครอื่นจะมาเสือกด้วยทำไม!

“When I am about ninety I will consult the high Lamas of the Tibetan Buddhist traditions, the Tibetan public, and other concerned people who follow Tibetan Buddhism, and re-evaluate whether the institution of the Dalai Lama should continue or not. On that basis we will take a decision.

I shall leave clear written instructions about this. Bear in mind that, apart from the reincarnation recognized through such legitimate methods, no recognition or acceptance should be given to a candidate chosen for political ends by anyone, including those in the People’s Republic of China”.

– Dalai Lama


ด้วยทุนสร้างถึง $28 ล้านเหรียญ เมื่อสตูดิโอ Walt Disney ได้รับคำขู่จากรัฐบาลจีน จึงยินยอมปล่อยขาดทุน ไม่ยอมโปรโมททำการตลาด สุดท้ายหนังทำเงินได้เพียง $5.7 ล้านเหรียญ

ถึงกระนั้นก็ยังได้เข้าชิง Oscar 4 สาขา แต่พลาดทุกรางวัลให้กับ Titanic (1997)
– Best Cinematography
– Best Art Direction
– Best Costume Design
– Best Original Score

Kundun เข้าฉายหลังจาก Seven Years in Tibet (1997) เพียงไม่กี่เดือน ซึ่งต่างมีเรื่องราวเกี่ยวกับทิเบต ทะไลลามะ ถูกต่อต้านโดยรัฐบาลจีน นั่นทำให้ Martin Scorsese, นักเขียนบท Melissa Mathison ว่าที่สามีของเธอ Harrison Ford และทีมงานอีกกว่า 50 คน ถูกแบนห้ามเข้าทิเบตตลอดชีวิต

เกร็ด: Martin Scorsese อุทิศภาพยนตร์เรื่องนี้ให้กับแม่ของตนเอง Catherine Scorsese เสียชีวิตช่วงระหว่าง Pre-Production โดยให้คำรำพันไว้ว่า

“the Dalai Lama represents unconditional love, and to me my mother was the closest person with that kind of love”.

ส่วนตัวชื่นชอบหนังพอสมควร ประทับใจงานภาพสวยๆ วัฒนธรรมอันตราตรึง เพลงประกอบสุดแนว และเรื่องราวชวนให้อยากเรียนรู้จักตัวตนของทะไลลามะที่ 14 ค้นหาว่าปัจจุบันดำเนินต่อจากอดีตมากน้อยเช่นไร … แต่สำหรับคนเคยพบเห็น รับรู้จักตัวตนของทะไลลามะ มีสิ่งหนึ่งที่คุณอาจโคตรผิดหวัง นั่นคือไม่พบเห็นเสียงหัวเราะร่าของท่าน นั่นทำให้หนังขาดหายบางสิ่งอย่างไปโดยไม่รู้ตัว

อีกอย่างหนึ่งคือ Martin Scorsese ผมรู้สึกว่าเขาไม่ได้รับรู้จักทะไมลามะมากเพียงพอ สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้จากบทหนัง ไม่ใช่ด้วยความเคารพนับถือ นั่นอาจเพราะเจ้าตัวนับถือคริสเตียนอย่างเคร่งครัด มีเส้นบางๆที่คอยกีดกั้นพุทธศาสนา [เด่นชัดมากๆกับ Silence (2016)] และที่ไม่เคยเห็นพูดถึงในบทสัมภาษณ์เลยคือ เชื่อในเรื่องเวียนว่ายตายเกิด กฎแห่งกรรมหรือเปล่า? … คำตอบน่าจะชัดเจนนะครับว่าไม่ Marty เชื่อมั่นอย่างมากในการมีตัวตนของพระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น!

ปกติหนังของ Scorsese มักจะได้เรตติ้ง 18+ (เพราะเต็มไปด้วยความรุนแรง) แต่ Kundun คือเรื่องแรกที่ได้ 13+ กับการใช้ความรุนแรงของทางการจีน เต็มไปด้วยคอรัปชั่น ความชั่วร้ายที่ค่อยๆคืบคลานเข้ามา

คำโปรย | Kundun คือตัวตนอีกด้านหนึ่งของ Martin Scorsese ที่น้อยคนจะมีโอกาสพานพบเห็น
คุณภาพ | พอใช้
ส่วนตัว | ชื่นชอบ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of