Porco Rosso

Kurenai no Buta (1992) Japanese : Hayao Miyazaki ♥♥♥♥♡

หนึ่งในความลุ่มหลงใหลคลั่งไคล้ของ Hayao Miyazaki คือทุกสิ่งอย่างเกี่ยวกับการบิน ตั้งแต่เริ่มออกแบบ สรรค์สร้าง สัมพันธ์ภาพเครื่องยนต์-คนขับ การต่อสู้ศัตรู-มิตรสหาย รวมไปถึงเรื่องเล่าหลังความตาย ทั้งหมดนี้ปรากฎอยู่ใน Porco Rosso ผลงานได้รับการพูดถึงน้อยสุด แต่มีความงดงาม ตราตรึง สัมผัสหวนระลึกถึง (Nostalgia) และเพลงประกอบไพเราะอันดับหนึ่งของ Joe Hisaishi

ในบรรดาภาพยนตร์อนิเมชั่นของ Hayao Miyazaki เรื่องที่ผมมีความ ‘หวนระลึกถึง’ บ่อยครั้งสุดก็คือ Porco Rosso (1992) ชื่อไทย สลัดอากาศประจัญบาน อยากกลับมาดูบ่อยๆ เขียนบทความพรรณาความรู้สีก แต่อีกฝากฝั่งหนึ่งกลับพยายามหยุดยับยั้ง หักห้ามใจไว้ เพราะเมื่อไหร่เชยชมอนิเมะเรื่องนี้ มันจะเกิดอาการลุ่มหลงใหลคลั่งไคล้ แล้วแม้งเอ้ย ทำใจยากเหลือเกินจะจากไป T_T

นั่นเพราะอนิเมะเรื่องนี้มีความแตกต่าง เฉพาะตัว และถือได้ว่าเป็นส่วนตัว/เห็นแก่ตัวมากสุดของผู้กำกับ Miyazaki โดยปกติผลงานของปู่มักเป็นแนวแฟนตาซี แฝงข้อคิด สาระประโยชน์ เหมาะสำหรับเด็กๆทุกเพศวัย แต่ Porco Rosso กลับมีเนื้อหาค่อนข้างตีงเครียด จริงจัง ตัวละครหลักเป็นผู้ใหญ่ แถมพื้นหลังฟาสซิสต์อิตาลี บางคนอาจไม่คิดว่านี่คืออนิเมะของ Miyazaki เสียด้วยซ้ำ!

สำหรับสิ่งที่สร้างความประทับใจให้ผมอย่างมาก คือสัมผัสหวนระลึกถึง ‘Nostalgia’ แบบเดียวกับ Casablanca (1942) และ Hiroshima Mon Amour (1959) ชวนให้ครุ่นคิดถึงอดีต ช่วงเวลาแห่งความสุข สนุกสนาน สำเริงราญ แต่พออนิเมะจบสิ้นลง ทุกสิ่งอย่างหลงเหลือเพียงในความทรงจำ

และไฮไลท์ที่โดยส่วนตัวลุ่มหลงใหลคลั่งไคล้ ชื่นชอบอันดับหนึ่งภายใต้สตูดิโอ Ghibli คือบทเพลง Kaerazaru Hibi (แปลว่า The Bygone Days) ฉบับของ Joe Hisaishi เป็นการเรียบเรียงใหม่จาก Le Temps des cerises (1866) แปลว่า The Time of Cherries ทำนองโดย Antoine Renard, คำร้องภาษาฝรั่งเศสโดย Jean-Baptiste Clément, ซี่งขณะแสดงคอนเสิร์ต Studio Ghibli 25 Years Concert ที่ Budokan มีการเดี่ยวเปียโน พร้อมนักดนตรีเครื่องเป่า (ไม่มีเครื่องสายในบทเพลงนี้) ช่างมีความไพเราะเพราะพริ้ง สั่นสะท้านถึงทรวงใน (เป็นเพลงช่วงพักครึ่ง ที่ชวนให้หวนระลึกถึง 25 ปีของ Ghibli ได้อย่างลงตัวมากๆ)

แซว: Casablanca (1942) มีบทเพลง As Time Goes By ส่วน Porco Rosso (1992) จักคือ Kaerazaru Hibi

Hayao Miyazaki (เกิดปี 1940) ผู้กำกับสร้างอนิเมชั่น สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Bunkyō, Tokyo, มีพี่น้อง 4 คน บิดาเป็นเจ้าของบริษัทผลิตเครื่องบิน Miyazaki Airplane ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ตอนอายุ 4-5 ขวบต้องอพยพหนีระเบิดจาก Tokyo ไปยัง Utsunomiya, Kanuma โชคดีเอาตัวรอดมาได้, ประมาณปี 1947 แม่ป่วยเป็นโรคกระดูกสันหลังอักเสบเนื่องมาจากวัณโรค ต้องนอนพักรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลหลายปี, ตั้งแต่เด็กมีความฝันต้องการเป็นนักวาดการ์ตูน รับอิทธิพลจาก Tetsuji Fukushima, Soji Yamakawa และ Osamu Tezuka แต่หลังจากรับชมอนิเมชั่นเรื่อง Panda and the Magic Serpent (1958) เกิดตกหลุมรักนางเอกอย่างรุนแรง เลยเบี่ยงเบนความสนใจไปทางนี้

หลังเรียนจบมหาลัย สมัครงานเป็น In-Between Artist กับ Toei Animation มีส่วนร่วมโปรเจค Doggie March (1963), Wolf Boy Ken (1963) ต่อมากลายเป็น Chief Animator, Concept Artist, Scene Designer ถูกดึงตัวไปสตูดิโอ A-Pro ร่วมกับ Isao Takahata สร้างซีรีย์ Lupin the Third (1971), ฉายเดี่ยว Future Boy Conan (1978), ภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องแรก The Castle of Cagliostro (1979) ซึ่งเป็นการต่อยอดจาก Lupin III, ดิ้นรนด้วยตนเองอยู่พักใหญ่จนมีโอกาสสร้าง Nausicaä of the Valley of the Wind (1984) ได้รับการยกย่องไม่ใช่แค่อนิเมชั่น แต่คือหนึ่งในภาพยนตร์เรื่องเยี่ยมที่สุดของของประเทศญี่ปุ่น, จากนั้นร่วมกับ Isao Takahata และ Toshio Suzuki ก่อตั้งสตูดิโอ Ghibli ผลงานเรื่องแรก Laputa: Castle in the Sky (1986)

จุดเริ่มต้นของ Porco Ross เกิดขึ้นเมื่อ Miyazaki มีโอกาสเขียนบทความภาพวาด (Illustrated Essay) ตีพิมพ์ลงนิตยสาร ModelGraphix ช่วงระหว่างปี 1984-90 ทั้งหมด 12+1 บท โดยมีเรื่องราวเกี่ยวกับกองทัพ อาวุธยุทโธปกรณ์ เครื่องบินรบ รถถัง ฯ วาดในลักษณะคล้ายๆผลงานอนิเมชั่น รวมเล่มตั้งชื่อว่า Miyazaki Hayao no Zassō Nōto (1992) แปลว่า Hayao Miyazaki’s Daydream Data Notes

หลายๆตอนของ Miyazaki Hayao no Zassō Nōto มีการวาดนายพลด้วยรูปลักษณ์เหมือนหมู (ไม่รู้ได้แรงบันดาลใจจาก Animal Farm หรือเปล่านะ) จนกระทั่งบทที่ 12 (บทสุดท้ายที่ตีพิมพ์ลง ModelGraphix) ชื่อตอน Hikōtei Jidai (แปลว่า The Age of Flying Boats) แบ่งออกเป็น 3 ฉบับ ช่วงระหว่างมีนาคม-พฤษภาคม 1990

  • ตอนแรก: Porco นักบินล่าเงินรางวัล ได้ช่วยเหลือเด็กผู้หญิงคนหนึ่งจากการถูกโจรสลัดเครื่องบินทะเลจับเป็นตัวประกัน
  • ตอนสอง: ระหว่างการเดินทางนำเรือบินไปซ่อม Porco ถูกโจมตีโดย Donald Chuck แต่สามารถเอาตัวรอดมาได้อย่างหวุดหวิด
  • ตอนสุดท้าย: หลังจากเรือบินซ่อมเสร็จ กลับมาท้าดวนกับ Donald Chuck เริ่มจากขับเครื่องบินไล่ล่า กระทั่งกระสุนหมดเลยลงมาแลกหมักกันในน้ำ ในที่สุด Porco ก็เป็นฝ่ายเอาชนะในยกที่ 23

(ตอนที่ 13 ไม่ได้ตีพิมพ์ลงนิตยสาร ModelGraphix เป็นการวาดอีกตอนใหม่ รวมอยู่ใน Miyazaki Hayao no Zassō Nōto)

ใครอยากอ่านรายละเอียดคร่าวๆของแต่ละตอน คลิกโลด!
LINK: https://inf.news/en/comics/09ba23d069067d9fd16089948abc32a6.html

เรื่องเต็มๆของ Hikōtei Jidai ฉบับภาษาอังกฤษ มีทั้งหมด 15 หน้า
LINK: https://imgur.com/gallery/dz12P

“I like seaplanes. Although I make films for children, this film was made because I wanted to express my love for these planes. Until I was done Princess Mononoke, I felt a little guilty – but not too much – for having involved the studio in a personal project. On the other hand, It was fun as a hobby to revive an aircraft that even Italians had forgotten and to create an air force that does not exist”.

Hayao Miyazaki

สำหรับโปรเจคอนิเมะ เริ่มต้นเมื่อโปรดิวเซอร์ Toshi Suzuki ยื่นข้อเสนอต่อสายการบิน Japan Airlines เพื่อสรรค์สร้างอนิเมะขนาดสั้น 30-45 นาที เนื่องในโอกาสครบรอบ 40 ปีของบริษัท ได้รับคำตอบตกลงพร้อมมอบงบประมาณเบื้องต้นให้ ¥200 ล้านเยน แต่หลังจากเข้าสู่กระบวนการโปรดักชั่น ความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆทำให้เรื่องราวขยายความยาวเพิ่มขึ้น 60 นาที, 80 นาที จนกระทั่งกลายเป็น feature-length 90 นาที

ปล. เมื่ออนิเมะสร้างเสร็จ สายการบิน Japan Airlines ได้รับสิทธิ์นำออกฉายบนเที่ยวบิน (in-flight) ก่อนเข้าโรงภาพยนตร์ทั้วประเทศ (แล้วถอดออกเมื่อถึงวันฉายจริง) และตั้งแต่เดือนกันยายน 2007 ก็ได้นำกลับมาใส่ในเที่ยวบินนานาชาติ (JAL’s international flights)

นอกจากนี้ช่วงระหว่างโปรดักชั่นของอนิเมะ เกิดสองสงครามใหญ่ Gulf War (1990-91) และ Yugoslav Wars (ตั้งแต่ปี 1991-2001) ซึ่งได้กลายเป็นอิทธิพลให้ Miyazaki นำมาสรรค์สร้างประกอบฉากย้อนอดีต (Flashback) แต่ก็มิได้พูดเอ่ยถึงตรงๆ เพราะเขาไม่อยากให้บังเกิดสงครามปะทุขึ้นเพราะอนิเมะเรื่องนี้

(เนื้อเรื่องย่อหลังปก DVD) เมื่อวีรกรรมอันหาญกล้าบนน่านฟ้าของ Porco ผู้ถูกคำสาปลึกลับที่ทำให้ใบหน้าของเขากลายเป็นหมู ได้สร้างความแค้นให้บรรดาสลัดอากาศ เหล่าสลัดอากาศจึงว่าจ้าง Curtis นักบินคู่ปรับตัวฉกาจให้มากำจัดเขา และขณะเดียวกันพวกเขาก็ต้องการช่วงชิงความรักจากสาวงามนามว่า Gina ทำให้พวกเขาต้องห้ำหั่นเชือดเฉือดกันทั้งในศึกรบและศึกรัก

แซว: ชายสวมแว่น ไว้หนวดแปรงสีฟัน นั่นดูคล้าย Hayao Miyazaki อยู่นะ หรือเปล่า??

Shūichirō Moriyama ชื่อจริง Hiroo Ōtsuka (1934 – 2021) นักพากย์/นักแสดง สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Nagoya, Aichi แล้วไปเติบโตยัง Inuyama, ผลงานส่วนใหญ่คือการพากย์ทับ (Dubbing) อาทิ Telly Savalas, Spencer Tracy, Jean Gabin, Charles Bronson ฯ

ให้เสียง Marco Pagot นักบินยอดฝีมือ (Ace Pilot) เข้าร่วม Italian Air Force ตั้งแต่อายุ 17 ปี ได้รับยศกัปตันในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แต่หลังจากนั้นตัดสินใจลาออก ละทอดทิ้งทุกสิ่งอย่างเพื่อมาเป็นสลัดอากาศ ล่าหาหัวเงินรางวัล (Bounty Hunter) ปัจจุบันอายุประมาณ 36 ปี ไม่รู้โดนคำสาปอะไรเลยมีใบหน้ากลายเป็นหมู ทำให้ถูกเรียกชื่อ Porco Rosso ขับเครื่องบินทะเลสีแดง Savoia S.21 โฉบเฉี่ยวอยู่บริเวณทะเล Adriatic

เกร็ด: นามสกุล Pagot เป็นการเคารพคารวะพี่น้อง Nino และ Toni Pagot ผู้สรรค์สร้างภาพยนตร์อนิเมชั่นขนาดยาวเรื่องแรกของอิตาลี I fratelli Dinamite (1949) ซี่งหลานของทั้งสอง Marco และ Gi Pagot ยังเคยร่วมงาน Miyazaki ระหว่างสรรค์สร้าง Sherlock Hound (1984-85)

ถ้าไม่ติดว่าใบหน้าเหมือนหมู ผมจะนึกว่าตัวละครนี้ได้แรงบันดาลใจจาก Humphrey Bogart ทุกการขยับเคลื่อนไหวต้องทำเท่ห์ เต๊ะท่า เดินอย่างมีสไตล์ เอามือล้วงกระเป๋า สวมแว่นตลอดเวลา อัปลักษณ์แค่ไหนกลับเป็นที่ถูกใจบรรดาสาวๆ อยากพูดคุยร่วมห้องเป็นการส่วนตัว แต่ถึงอย่างนั้น Porco กลับเป็นโคตรของโคตรสุภาพบุรุษ คงเพราะเขารับรู้สภาพตนเองดี เลยไม่คาดคิดหวังอะไรกับใคร ขนาดเพื่อนหญิงเคยรักใคร่มาตั้งแต่หนุ่มๆ Gina ฉันก็แค่(หมู)หมาวัดจะไปเด็ดดอกฟ้าได้เช่นไร ตั้งใจคงความสัมพันธ์เช่นนั้นไว้ตราบชั่วนิรันดร์

การได้พบเจอหญิงสาววัยแรกรุ่น Fio เริ่มต้นก็ปฏิเสธเสียงขันแข็ง ไม่ต้องการให้มาเป็นผู้ออกแบบ/ปรับปรุงเครื่องบินของตนเอง แต่หลังจากพบเห็นความมุมานะ ทุ่มเทพยายาม ถีงขนาดยินยอมติตามขึ้นเครื่องเพื่อทดสอบ/ปรับแต่งให้พร้อมใช้งาน และความหาญกล้าต่อปากต่อคำโจรสลัดอากาศ นั่นทำให้เขาเกิดความชื่นชอบ ยินยอมรับ เคารพนับถือ แต่มิได้เกินเลยเถิดไปไกลกว่านั้น

เอาจริงๆผมรู้สึกว่าน้ำเสียงของ Moriyama ฟังดูแก่เกินตัวละครไปสักหน่อย (คุณปู่อายุเกิน 57+ ตอนให้เสียง Proco) แต่ความลุ่มลึก ชอบพูดในลำคอ แสดงถึงประสบการณ์ ชีวิตพานผ่านอะไรมามาก ส่วนนี้ถือว่าสอดคล้องเข้ากับตัวละคร รับชมอนิเมะไปสักพักก็จักรู้สึกเคยชิน ไม่ตะขิดตะขวงอีกต่อไป

เกร็ด: ฉบับภาษาอังกฤษ ให้เสียงโดย Michael Keaton, ส่วนฉบับภาษาฝรั่งเศส ให้เสียงโดย Jean Reno

คงไม่ผิดอะไรจะตีความว่า Marco/Porco ก็คือตัวแทนของผู้กำกับ Miyazaki มองมุมหนึ่งอาจเป็นความเพ้อใฝ่ฝันของเจ้าตัวที่อยากคูลๆ เท่ห์ๆแบบนั้น แต่ผมเคยได้ยินจากบทสัมภาษณ์ของ Suzuki ว่าการวางตัวของเพื่อนรัก ไม่ค่อยแตกต่างจากตัวละครนี้สักเท่าไหร่

ปรัมปราในสตูดิโอ Ghibli เล่ากันว่า Miyazaki เป็นคนที่ชื่นชอบเพื่อนร่วมงานสาวๆ หลายๆโปรดักชั่นจะมีใครบางคนถูกเรียกว่า ‘favorite girl’ ได้รับการปฏิบัติดีผิดปกติ แต่เขาจะแค่หยอกล้อ เกี้ยวพา ไม่เกินเลยเถิดไปมากกว่านั้น ซึ่งนั่นเป็นความคูลๆในมุมของเค้าเองกระมัง … ในภาพยนตร์สารคดี Yume to kyōki no ōkoku (2013) ของสตูดิโอ Ghibli มีครั้งหนึ่งเรียกประชุมลับ เพราะสาวคนโปรดของ Miyazaki กำลังจะแต่งงาน ต้องมีใครบางคนอาสาพูดบอกกับเขา นั่นดูเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แต่สีหน้าของ Toshio Suzuki ขณะขันอาสาจริงจังอย่างมาก ราวกับความเป็นความตาย ซึ่งทีมงาน(สารคดี)ไปแอบถ่ายบนดาดฟ้า พบเห็นปฏิกิริยาที่คาดไม่ถึงทีเดียว *-* ซึ่งในงานแต่ง Miyazaki ก็แบบว่าทำตัวคูลๆ ช่วยเหลือทุกสิ่งอย่างด้วยรอยยิ้มแย้ม เหมือนจะไม่ติดใจอะไรใครทั้งนั้น แต่ภายในของเขาคง…

คำถามสุดคลาสสิก ทำไมต้องเป็นหมู? คำตอบของ Miyazaki ก็คือ ‘ผมชอบหมู ก็เลยอยากวาดหมู’ แต่คนส่วนใหญ่คงไม่พึงพอใจคำตอบนี้ ซึ่งมันก็มีหลายทฤษฎีชวนให้ขบคิด

  • อาจได้แรงบันดาลใจจาก Animal Farm หมูเป็นสิ่งมีชีวิตที่ … (ไม่สปอยดีกว่า)
  • หมู เป็นสัตว์สัญลักษณ์ของความโลภ ละโมบ ‘greedy’ วันๆเอาแต่กิน นอน ไม่ชอบทำอะไรอื่น … แต่ในบริบทของอนิเมะเหมือนไม่ค่อยตรงสักเท่าไหร่ ความหมายนี้ใน Spirited Away (2001) ดูจะใกล้เคียงกว่า
  • ทหารฟาสซิสต์อิตาลี นิยมเรียกพวกคอมมิวนิสต์ว่า ‘Porco Rosso’ นั่นอาจจะสื่อถึงทัศนคติทางการเมืองของ Miyazaki ฝักใฝ่ใน Marxist ปฏิเสธต่อต้าน Fascism
  • ถ้าเรามองว่า Porco เป็นตัวแทนของ Miyazaki นั่นหมายถึงเขามองสิ่งมีชีวิตชนิดนี้ มีความสูงส่ง น่าหลงใหล เหนือกกว่าการเป็นมนุษย์ทั่วๆไป สังเกตว่าไม่มีตัวละครอื่นใดในอนิเมะที่พูดจาดูถูก เหยียดหยาม Racism ตรงกันข้ามโดยเฉพาะสาวๆ กลับแสดงอาการตกหลุมรัก ลุ่มหลงใหล อยากได้อยู่สองต่อสอง ร่วมรักหลับนอน มีความเท่ห์ระเบิดเหนือสิ่งใด (นี่มันผิดปกติมากๆเลยนะ)

Akemi Okamura (เกิดปี 1969) นักพากย์หญิง สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Tokyo ไม่แน่ใจว่า Proco Rosso (1992) คือผลงานแจ้งเกิดเลยหรือเปล่า แต่ความโด่งดังของเธอติดตามมาหลังจากนั้น อาทิ Nami จากเรื่อง One Piece (1999-), Kaname Chidori จากเรื่อง Koi Kaze, Risa Koizumi จากเรื่อง Lovely Complex, Hinoe จากเรื่อง Natsume Yūjin-Chō ฯลฯ

ให้เสียง Fio Piccolo หลานของวิศวกรออกแบบเครื่องบิน ขณะที่บิดาเป็นนักบินหน่วยเดียวกับ Marco (คงจะเสียชีวิตไปแล้ว) วัยเด็กถูกส่งไปร่ำเรียนวิศวกรรมยังสหรัฐอเมริกา กลับมาตอนอายุ 17 ปี ได้รับโอกาสออกแบบ/ปรับปรุง Savoia S.21 สามารถขับเคลื่อนได้เร็วแรงขึ้นกว่าเก่า

เกร็ด: Piccolo น่าจะเป็นการอ้างอิงถีงบริษัทผลิตเครื่องบินสัญชาติอิตาลี Piaggio Aerospace (ในอดีตใช้ชื่อ The Rinaldo Piaggio S.p.A.) ก่อตั้งโดย Rinaldo Piaggio ตั้งแต่ปี 1884

การที่ Porco ถูกไล่ล่าจากฟาสซิสต์อิตาลี ทำให้เครื่องบินใหม่ยังไม่ทันได้รับการทดสอบ ด้วยเหตุนี้ Fio เลยตัดสินใจออกเดินทางร่วมไปเขา เผื่อว่ามีข้อผิดพลาดจะได้ปรับปรุงแก้ไข นั่นเองทำให้เธอได้รู้จักเพื่อนใหม่ แสดงความหาญกล้าลุกขึ้นต่อปากต่อคำโจรสลัดอากาศ ทำให้ได้รับการยินยอมรับ และเป็นที่รักใคร่ๆของนักบินในทะเล Adriatic

ผมจดจำน้ำเสียงของ Okamura ได้ตั้งแต่อนิเมะ One Piece แล้วทึ่งไปเลยกับสำเนียงคันไซใน Love Complex เมื่อตอนรับชม Proco Rosso รู้สึกเอะใจอยู่ไม่นานก็บังเกิดความเชื่อมั่นว่าต้องใช่ 100% ตรวจสอบดูก็ไม่ผิดคาดแม้แต่น้อย! นั่นแสดงว่าน้ำเสียงของ Okamura มีเอกลักษณ์ จดจำง่าย เต็มเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจเกินร้อยไม่ว่าจะครุ่นคิดทำอะไร (ซึ่งนี่คือลักษณะตัวละครที่เธอมักได้รับบทพากย์เสียงด้วยนะครับ)

จะว่าไป Fio ถือเป็นตัวละคร Stereotype พบเห็นได้ในทุกๆผลงานของผู้กำกับ Miyazaki เด็ก/หญิงสาว สวยแกร่ง ฝีปากกล้า เมื่อมีความต้องการทำสิ่งใด จักมุ่งมั่น ทุ่มเทพยายาม พุ่งไปให้ถึงเส้นชัย ไม่มีสิ่งใดสามารถกีดกั้นขวาง ได้รับการส่งเสริมจากทุกผู้คนรอบข้าง บ้างผันแปรเปลี่ยนจากศัตรูเป็นมิตรสหาย

นี่เป็นช็อตสุดคลาสสิกในการนำเสนอประเด็น Feminist หญิงสาวถูกรายล้อมรอบด้วยฝูงบุรุษ แต่เธอกลับเจิดจรัสและหาญกล้า ลุกขึ้นมาตอบโต้เถียง เผชิญหน้า โดยไม่หวาดกลัวเกรงต่อสิ่งใด

Akio Ōtsuka (เกิดปี 1959) นักพากย์ชื่อดัง สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Tokyo เป็นบุตรชายของ Chikao Ohtsuka นักพากย์รุ่นบุกเบิกตั้งแต่ Astro Boy (1963) พอเติบโตขึ้นก็ติดตามพ่อเข้าสู่วงการ ด้วยน้ำเสียงนุ่มลึก ทรงเสน่ห์ รับบทได้ทั้งพระเอกและตัวร้าย ผลงานดังๆมากมาย อาทิ Captain Nemo เรื่อง Nadia the Secret of Blue Water (1990), Shunsui Kyouraku จาก Bleach, Batou แฟนไชร์ Ghost in the Shell, Blackbeard อนิเมะ One Piece, Raider ภาคต้น Fate/Zero, Wamuu ภาคสามของ JoJo’s Bizarre Adventure, All for One ฮีโร่แห่ง Boku no Hero Academia, ทั้งยังให้เสียง Snake แฟนไชร์เกม Metal Gear ฯลฯ

ให้เสียง Donald Curtis นักบินชาวอเมริกัน เกิดที่ Alabama แต่มีย่าเชื้อสายอิตาเลี่ยน (อพยพจากทางตอนใต้ของอิตาลี) ขับเครื่องบิน Curtiss R3C-0 ได้รับการว่าจ้างจากพันธมิตรโจรสลัด (Air Pirates Union) ให้มาจัดการ Porco จนสามารถยิงตกได้ครั้งหนึ่ง

ด้วยความเป็นคนโรแมนติก ตกหลุมรักแรกพบทั้ง Gina และ Fio ต่างสู่ขอทั้งคู่แต่งงาน แล้วก็ถูกบอกปัดปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย ภายหลังเมื่อพ่ายแพ้ต่อ Porco กลายเป็นนักแสดง Hollywood ก่อนไต่เต้าสู่เป้าหมายสุดท้าย ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา

เกร็ด: นามสกุล Curtis น่าจะได้แรงบันดาลใจจาก Glenn Hammond Curtiss (1878 – 1930) นักบินรุ่นบุกเบิกสัญชาติอเมริกัน ผู้ก่อตั้งบริษัท Curtiss Aeroplane and Motor Company ออกแบบสร้างเครื่องบินรุ่น Curtiss CR-3 และ Curtiss R3C-2 เอาชนะการแข่งขัน Schneider Cup (ปี 1923 และ 1925) ก่อนรวมกิจการกับพี่น้อง Wright กลายมาเป็น Curtiss-Wright Corporation

เป็นนักพากย์อีกคนที่ถ้าคุณรับชมอนิเมะมาปริมาณหนึ่ง ต้องเคยได้ยินน้ำเสียงสุดเซ็กซี่ของลุง Ōtsuka ผมจดจำครั้งแรกๆได้จากลีลาหัวเราะเพี้ยนๆของ Blackbeard ตามด้วย Kyouraku, Batou, คลั่งมากๆตอนพากย์ Raider ให้กับ Fate/Zeto ฯลฯ สำหรับบทบาท Donald Curtis (ในมังงะ Hikōtei Jidai ใช้ชื่อ Donald Chuck) ใช้น้ำเสียงนุ่มๆ อ่อนหวาน เซ็กซี่ ชัดเจนว่าเป็นเพลย์บอย แต่ก็ให้เกียรติสุภาพสตรี ถ้าเธอไม่สมยินยอม พร้อมถอยออกห่างโดยทันที โกรธเกลียดไม่พึงพอใจ Porco แต่เมื่อพ่ายแพ้ก็ยินยอมรับ ลูกผู้ชายตัวจริงๆ

ชัยชนะครั้งแรกต่อ Porco แม้ดูฉวยโอกาส ฉกชิงความได้เปรียบ แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นนักบินมีฝีมือ ถีงกระนั้นการต่อสู้รอบหลัง ชัดเจนว่าอ่อนด้อยประสบการณ์กว่า (เหมือนฝีปากจะเก่งกาจกว่าฝีมือ) ทั้งๆเป็นต่ออยู่หลายขุมกลับไม่สามารถเผด็จศีก กระทั่งกระสุนหมดจำต้องลงจอด เปลี่ยนมาชกต่อยมวยแลกหมัด ความพ่ายแพ้เกิดจากการขาดกำลัง/พลังใจสนับสนุน ทำให้ไม่มีแรงฮึด ลุกขี้น จนโดนนับสิบอย่างหวุดหวิด

ผู้กำกับ Miyakai ได้แรงบันดาลใจตัวละครนี้จากสองนักแสดงชื่อดัง, คนแรก Errol Flynn (1909 – 1959) สัญชาติ Australian โด่งดังกับภาพยนตร์แนวผจญภัย โรแมนติก Swashbuckler อาทิ Captain Blood (1935), The Adventures of Robin Hood (1938) ฯ

อีกคนหนี่งคืออดีตปธน. Ronald Reagan หลายคนอาจไม่รู้ว่าก่อนผันตัวเข้าสู่วงการเมือง เคยเป็นนักแสดง Hollywood มีชื่อเสียง/ประสบความสำเร็จพอสมควร แถมช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เคยให้เสียงบรรยายหนังสั้นชวนเชื่อ Beyond the Line of Duty (1942) คว้ารางวัล Oscar: Best Short Subject (Two-Reel)

แซว: โปสเตอร์ภาพยนตร์เรื่องแรกของ Donald Curtis ถ้าตัดไดโนเสาร์ด้านหลังทิ้งไป รู้สึกคุ้นๆอย่างมาก แต่ยังนึกไม่ออกว่าจากหนังอะไร

Tokiko Kato ชื่อจริง Tokiko Fujimoto (เกิดปี 1943) นักร้อง แต่งเพลง สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Harbin, Manchukuo ช่วงระหว่างถูกยึดครองโดยญี่ปุ่น จากนั้นย้ายกลับมาเติบโตกรุง Kyoto จากนั้นเข้าศึกษายัง University of Tokyo มีโอกาสเข้าร่วมแข่งขันประกวดร้องเพลง Japan Amateur Chanson Competition ได้อันดับสอง ออกอัลบัมแรก Nobody Knows (1966) คว้ารางวัล Japan Record Award for New Artist

ให้เสียง Madam Gina เพื่อนตั้งแต่สมัยเด็กของ Marco (เป็นคนเดียวที่เรียกชื่อจริงตลอดเวลา) ในชีวิตผ่านการแต่งงานมาแล้วสามครั้ง แต่คนรักนักบินกลับมีอันเป็นไปทั้งหมด ปัจจุบันเปิดกิจการ Hotel Adriano และผับบาร์ ชื่นชอบการร้องเพลง จนเป็นที่รู้จักของบรรดานักบินแห่งท้องทะเล Adriatic ถีงขนาดว่าต้องเคยตกหลุมรักเธอสักครั้งหนึ่ง

แต่ในบรรดาความสัมพันธ์ทั้งหมด Gina มีความรักที่มิอาจแสดงออกต่อ Marco ท้าพนันกับตัวเองว่า ถ้าเขายินยอมมาหาในสวนตอนกลางวัน จะสารภาพความรู้สึกภายในทั้งหมดออกมา แต่วันเวลานั้นกลับไม่เคยมาถึงสักที เลยได้แต่โหยหา ใคร่ครวญ คำนึงถึง และทุกครั้งที่เขาต้องเผชิญเหตุการณ์ร้ายๆ ก็พร้อมเสี่ยงอันตราย ให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน โดยไม่ครุ่นคิดถึงสิ่งอื่นใด

ผมรู้สึกว่าน้ำเสียงร้องของ Kato มีความละม้ายคล้ายคลึง Édith Piaf เจ้านกกระจอกน้อยแห่งฝรั่งเศส พยายามทำเสียงใหญ่ๆในลำคอให้เหมือนมีความเข้มแข็งแกร่ง แต่แท้จริงแล้วกลับซ่อนเร้นความเจ็บปวด ชอกช้ำอยู่ภายใน ชีวิตพานผ่านเรื่องร้ายๆมามาก ยังคงเฝ้ารอคอยโอกาสและความหวัง ใคร่คำนึงถึงใครบางคนที่มิอาจครอบครองชิดใกล้

เห็นว่า Miyazaki เป็นแฟนเพลงตัวยงของ Kato อยากร่วมงานกับเธอมาแสนนาน เพิ่งมีโอกาสก็ครานี้ ไม่ได้แค่เชิญมาร้องเพลงแต่พากย์เสียงตัวละครด้วย นั่นถือเป็นมิติใหม่ในวงการอนิเมะญี่ปุ่น (ที่คนพากย์กับนักร้องประกอบเป็นคนๆเดียวกัน) แม้บทบาทมีไม่มาก แต่ก็สร้างความตราตรึง ผู้ชมตกหลุมรัก อยากให้เธอสมปรารถนาสิ่งใดๆในชีวิต

ในบรรดาตัวละครหญิงที่ Miyazaki เคยวาดภาพออกแบบมาทั้งหมด ไม่มีใครเปร่งประกาย สวยสง่า โดดเด่นไปกว่า Madame Gina นั่นเพราะความเป็นสาวใหญ่ สูงวัย พานผ่านอะไรๆมากมาย เปรียบเสมือนดอกไม้ที่เบ่งบานอย่างเต็มที่ ใครพบเห็นย่อมเคลิบเคลิ้มหลงใหล อยากเด็ดมาดอมแต่มิอาจหาญกล้า เพราะเธอเป็นดั่งดอกฟ้า หมาวัดคนธรรมดามีหรือจะได้ชื่นเชยชม

โปรเจคได้รับการอนุมัติจาก Japan Airlines เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 1990, แผนงานของสตูดิโอ Ghibli ต้องการสร้างให้เสร็จออกฉายภายในปี 1991 แต่ขณะนั้นทีมงานกำลังยุ่งวุ่นวายกับ Only Yesterday (1991) ของผู้กำกับ Isao Takahata และมีความล่าช้าจากกำหนดเดิมไปพอสมควร ด้วยเหตุนี้ Miyazaki เลยตัดสินใจเสนอแผนการใหม่ต่อโปรดิวเซอร์ Suzuki ดีงเอาสต๊าฟหญิงแผนกอื่นๆ ย้ายมาพัฒนาโปรเจคนี้แทน (ในส่วนงาน Key Animation, In-between Animation และ Color Design)

เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญระดับ ‘Groundbreaking’ ไม่ใช่แค่สตูดิโอ Ghibli แต่ทั้งวงการอนิเมชั่นญี่ปุ่น เพราะงานในส่วนโปรดักชั่นสมัยนั้น ยังอยู่ในการควบคุมดูแลของผู้ชายเป็นหลัก ซี่งในอนิเมะจะมีฉากขณะซ่อมเรือบินของ Porco Rosso ใช้ลูกจ้างหญิงทั้งหมด นั่นเป็นการอ้างอิงจากเรื่องราวเกิดขึ้นจริงนี้

ผลลัพท์ดังกล่าวอนิเมะใช้เวลาโปรดักชั่น 13 เดือน ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม 1991 ถึง 12 มิถุนายน 1992 ว่าจ้างทีมงาน 250 คน (เกินครึ่งเป็นผู้หญิง) ใช้ภาพวาด 58,448 ช็อต ลงสี 476 สี ได้ความยาว 93 นาที

แซว: สปาเก็ตตี้เป็นอาหารประจำชาติอิตาลี คงแปลกไม่น้อยถ้าจะไม่มีการกล่าวถึงสักหน่อย

แซว2: จะว่าไปตัวละคร Mr. Piccolo ดูรูปลักษณ์มีความคล้ายคลึงกับโปรดิวเซอร์ Toshio Suzuki อยู่เล็กๆนะ

กำกับงานศิลป์ (Art Diretion) โดย Katsu Hisamura (เกิดปี 1958) ซึ่งปกติแล้วจะเป็นนักวาดพื้นหลัง (Background Art) เฉพาะเรื่องนี้ที่ดูแลองค์ประกอบศิลป์ทั้งหมด

พื้นหลังของอนิเมะคือช่วงทศวรรษ 1930s – 40s บริเวณทะเล Mediterrenean เลือกทางตอนใต้ของอิตาลี กรุงโรม และแม่น้ำ Tiber เป็นสถานที่ต้นแบบ โดยคณะสำรวจ (Scouting Location) ประกอบด้วย Hayao Miyazaki, Toshio Suzuki และ Mamoru Oshii (ที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับโปรเจคนี้เลย) ออกเดินทางช่วงเดือนกันยายน 1990

น่าเสียดายที่สถานที่แรงบันดาลใจของ Hotel Adriano ไม่เคยมีการกล่าวถึงจากสตูดิโอ Ghibli แต่ก็มีชาวอินเตอร์เน็ตคาดการณ์ สถานที่น่าจะใกล้เคียงสุดคือ Isola di San Paolo ตั้งอยู๋กลางทะเลสาป Iseo lake ประเทศอิตาลี

สำหรับ Porco’s Hideout สถานที่กบดาน หลบซ่อนตัว มีลักษณะเป็นเกาะกลางทะเล มหาสมุทรเชื่อมหาดทรายอยู่ตรงกึ่งกลาง ห้อมล้อมด้วยภูเขา หินสูง (มีคำยืนยันจากสตูดิโอ Ghibli) ได้แรงบันดาลใจจาก Stiniva Cove, Vis Island ประเทศ Croatia (ทีแรกผมนึกว่าอ่าวมาหยา จังหวัดกระบี่)

แซว: โมเดล Porco’s Hideout บริเวณด้านหลังจะมีช่องทางลับสำหรับซุกซ่อนสิ่งข้าวของ เงินทองสะสมไว้ ซึ่งโปรดิวเซอร์ Toshio Suzuki มักแซวกับ Miyazaki ว่านั่นคือบ้านภรรยาของ Marco (ประมาณว่า Marco แต่งงานมีภรรยาอยู่แล้ว แต่ชอบไปเต๊ะท่า หลีสาว เหมือน Miyazaki ไม่มีผิด)

ด้วยข้อจำกัดของยุคสมัย ทำให้สีสันที่ปรากฎในอนิเมะมีเพียง 476 สี แต่ถึงกระนั้นก็ต้องชื่นชมผลงานของ Michiyo Yasuda (1939 – 2016) นักออกแบบ Color Designer รุ่นพี่ เพื่อนสนิท รู้จักกับ Miyazaki และ Takahata มาตั้งแต่สมัยทำงานอยู่ Toei Animation ก่อนติดตามมายังสตูดิโอ Ghibli ร่วมงานกันจนถึงผลงานสุดท้าย The Wind Rises (2013)

ศาสตร์ของการเลือกใช้สีนั้นมีความละเอียดอ่อน ผู้ชมส่วนมากคงรับรู้ว่ามันกลมกลืม สมจริง ดูเป็นธรรมชาติ แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว แต่สำหรับ Yasuda ทุกเฉดที่เธอเลือกล้วนมีเหตุผล ที่มาที่ไป สามารถถ่ายทอดเรื่องราว อารมณ์ความรู้สึก มีความลุ่มลึกซึ้งไม่แพ้งานส่วนอื่นใด

สำหรับ Porco Rosso มีสามส่วนที่ผมถือว่าโดดเด่นมากๆ

  • อย่างแรกคือแดงแรงฤทธิ์ เรือบินของ Porco แน่นอนว่าต้องเลือกใช้สีแดงที่มีความคมเข้ม มองไกลๆยังสามารถเห็นเด่นชัด และต้องไม่ถูกกลบจากสีอื่นๆรอบข้าง
  • ผืนน้ำและท้องฟ้า ซี่งต่างต้องใช้สีน้ำเงินเช่นเดียวกัน แต่ทำอย่างไรให้มีความแตกต่าง และไม่โดดเด่นเกินกว่าเสื้อผ้า/เรือบินของ Curtis ที่ก็มาในโทนน้ำเงิน (สีตรงกันข้ามกับ Porco)
  • สุดท้ายคือก้อนเมฆ มันไม่ใช่แค่การระบายสีขาวตัดน้ำเงิน(ของท้องฟ้า) แต่ยังต้องมีลูกเล่นแสง-เงา ตื้น-ลึก หนา-บาง ทำอย่างไรให้ผู้ชมสัมผัสถึงเรื่องราว อารมณ์ และการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ (ที่สอดคล้องเข้ากับเรื่องราวด้วยนะ

แซว: Yasuda เป็นคนเดียวที่เรียกชื่อ Miyazaki ว่า Yacchin เพราะความรู้จักสนิทสนมกันมานาน และเธอเป็นบุคคลหนึ่งที่กระตุ้นให้เขายังคงทำงานแม้เลยวัยเกษียณอายุมาแล้วก็ตามที

อย่างที่บอกไปว่า ก้อนเมฆก็มีเรื่องราวของมัน Sequence ที่เห็นได้ชัดเจนสุดคงเป็นเมื่อตอน Porco ออกเดินทางสู่ Milan เพื่อไปซ่อมแซมเรือบิน แรกเริ่มฟ้าเปิด เมฆสวย ราวกับสภาพอากาศเป็นใจ แต่สายลมค่อยๆพัดแรง นำพายุฝนฟ้า ก่อนการมาถึงของ Curtis ทำให้เขาต้องหลบหนีเข้าก้อนเมฆ หาหนทางหลบหนี เกือบเอาตัวรอดแล้วสิ

คงไม่มีก้อนเมฆฉากไหนงดงามเทียบเท่าตอนที่ Porco กลับมาบินโฉบเฉี่ยว ฉวัดเฉวียน โชว์เรือบินลำใหม่หลังซ่อมเสร็จให้กับ Gina เธอเหม่อมองฟากฟ้า(และก้อนเมฆ) ด้วยรอยยิ้มแฉ่ง (จากภายใน) … คุณอาจมองว่าก้อนเมฆไม่เห็นมันจะมีอะไร แต่ความรู้สึกขณะรับชม นั่นแหละครับคือส่งสะท้อนรูปลักษณะนี้ออกมา

แต่หลายคนอาจถกเถียงกับผมว่า Cloud Prairie ท้องทุ่งเมฆาที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา น่าจะเป็นก้อนเมฆสวยที่สุดในอนิเมะต่างหาก! … ผมมองว่าก้อนเมฆลักษณะนี้มีความเป็น ‘Abstract’ คล้ายๆหิมะในภาพยนตร์ Letter Never Sent (1960) เพราะเรื่องราวขณะพบเจอ เหมือนว่าตัวละครกำลังตกอยู่ในช่วงเวลาแห่งความเป็น-ตาย จีงได้พบสิ่งที่เป็น ‘ความเชื่อ’ สรวงสวรรค์ของนักบิน

อธิบายง่ายๆก็คือ ผมเกิดความหลอกหลอนกับก้อนเมฆลักษณะนี้มากกว่า เพราะมันเหมือนสัญลักษณ์แห่งความตาย มองดูแล้วเกิดความเคว้งคว้างว่างเปล่า โดดเดี่ยวเดียวดาย ชีวิตไร้จุดหมายเริ่มต้น-สิ้นสุด มองไปรอบข้างไม่พบเห็นอะไร แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นเห็นฝูงเรือบิน พวกเขากำลังออกเดินทางมุ่งสู่ … สถานที่สักแห่งหน

เกร็ด: ภาพนี้ที่ Porco พบเห็น เหมือนจะได้แรงบันดาลใจจาก They Shall Not Grow Old (A Roald Dahl Short Story) เรื่องสั้นแต่งโดยนักเขียนชาวอังกฤษ Roald Dahl (1916 – 90) ตีพิมพ์ลงนิตยสาร Ladies Home Journal ฉบับเดือนมีนาคม ค.ศ. 1954

ปล. เราจะได้เห็น Sequence นี้อีกครั้งหนึ่งใน The Wind Rises (2013)

ออกแบบตัวละคร/กำกับอนิเมชั่น (Animation Director) โดย Toshio Kawaguchi (เกิดปี 1959) นักอนิเมเตอร์ยอดฝีมือ นอกจากสตูดิโอ Ghibli ผลงานอื่นๆ อาทิ Akira (1988), Neon Genesis Evangelion (1997), Jin-Roh: The Wolf Brigade (1999), Ghost in the Shell 2: Innocence (2004) ฯลฯ

เทียบกับผลงานอื่นๆ ในส่วนอนิเมชั่นของ Porco Rosso อาจดูไม่ค่อยมีอะไรหวือหวา ตระการตา เหนือล้ำจินตนาการ แต่อยากให้ลองสังเกตขณะเครื่องบินทะยานขี้นจากผืนน้ำ หรือทุกครั้งที่โบยบินอยู่เหนือมหาสมุทร มันจะมีสิ่งเหมือนแสงสะท้อนบนพื้นผิว แต่แท้จริงกลับเป็นเส้นสีขีดๆสลับไปมา ผมว่ามันเป็นอะไรที่สร้างสรรค์มากๆเลยนะ และการที่ภาพเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ทำให้น้อยคนจะทันมองเห็น แสดงถีงความแนบเนียน ดูเสมือนสมจริง

ฉากต่อสู้ท้าดวลกลางเวหาหาว ผมให้ดาวระดับเดียวกับ Wings (1927) และ Hell’s Angel (1930) สองภาพยนตร์ยุคบุกเบิก โคตรของโคตรแนวการบิน มุมกล้องสวยๆ พร้อมก้อนเมฆงามๆ ตื่นตาตื่นใจ ลุ้นระทีก โดยเฉพาะช็อตยิงปืนแล้วหลบทัน มันวาปได้รีไง น่าที่งดีแท้

ว่ากันว่าอนิเมะฉบับที่ฉายบนสายการบิน JAL จะมี Alternate Ending แตกต่างจากในโรงภาพยนตร์ DVD/Blu-Ray และไม่เคยนำฟุตเทจดังกล่าวมาเผยแพร่สื่ออื่นมาก่อน แต่มีคนสังเกตเห็นจากหนังสือ Storyboard พบเห็นภาพร่างตอนจบ เริ่มจากเครื่องบินโบอิ้ง 747 บนฟากฟ้า (น่าจะเป็นตัวแทนของ JAP) แล้วจู่ๆเครื่องบินเจ็ตสีแดงก็กำลังจะแซง มองออกไปนอกหน้าต่างเห็นชายคนหนึ่งสวมชุดสูท(นักบิน)พร้อมหน้ากากออกซิเจน ยกมือขี้นชูนิ้ว ก่อนพุ่งทะยานหายลับไปกับก้อนเมฆ

มันเป็นตอนจบที่เหมาะกับจะฉายบนเครื่องมากๆ แต่ผมว่าก็ไม่น่าจะทำลับๆล่อๆ ‘Secret Ending’ หรือเพราะช็อตดังกล่าว Porco กลายเป็นมนุษย์ไปแล้ว ตัดทิ้งเสียดีกว่าจักเปิดเผยข้อเท็จจริง … ก็ไม่รู้สิครับ

ตัดต่อโดย Takeshi Seyama (เกิดปี 1944, ที่ Tokyo) ขาประจำของ Miyazaki ร่วมงานกันตั้งแต่สมัยทำซีรีย์ นอกจากนี้ยังเคยร่วมงาน Katsuhiro Otomo และ Satoshi Kon ผลงานเด่นๆ อาทิ Akira (1988), Whisper of the Heart (1995), Tokyo Godfather (2003), Steamboy (2004), Paprika (2006) ฯลฯ

อนิเมะดำเนินเรื่องโดยใช้มุมมองของ Marco/Porco เป็นหลัก แต่การอารัมบทเข้าเรื่องราวหรือ Sequence นั้นๆ มักใช้บุคคลอื่นชักนำพาเข้าเหตุการณ์ ยกตัวอย่าง

  • เริ่มต้นกลุ่มโจรสลัด Mamma Aiuto Gang ออกปล้น/ลักพาตัวเด็กๆ เป็นเหตุให้ทางการต้องติดต่อ Porco เข้าช่วยเหลือ
  • ซีนถัดมาที่ Hotel Adriano เริ่มต้นที่โต๊ะพันธมิตรโจรสลัด แนะนำตัวละคร Curtis และ Madame Gina จากนั้น Porco ค่อยเดินทางมาถีง
  • หลังจากซ่อมเครื่องเสร็จ ลัดเลาะ Tiber River ทะยานขี้นฟากฟ้า เรื่องราวตัดมา Curtis บุกเข้าหา Madame Gina ยังสวนส่วนตัว ตั้งใจจะขอเธอแต่งงาน แต่แล้ว Porco ขับเครื่องบินโฉบเฉี่ยว ฉวัดเฉวียน แต่กลับไม่ยอมลงมาพูดคุยทักทาย
  • ก่อนการดวลระหว่าง Porco vs. Curtis จะเริ่มต้นขี้น มีการร้อยเรียงบรรยากาศเทศกาล พิธีการ เปิดงานโดยกลุ่มพันธมิตรโจรสลัด แลกเดิมพัน กว่ารายการหลักจะเริ่มก็เสียเวลาอารัมบทไปไม่น้อย

เรื่องราวสามารถแบ่งออกคร่าวๆได้ 3 องก์

  • อารัมบท, แนะนำตัวละคร Porco, Curtis, Madame Gina และพันธมิตรโจรสลัด
  • ดำเนินเรื่องที่ Milan เพราะ Porco นำเรือบินมาซ่อมแซม และจำใจต้องนำพา Fio ร่วมออกเดินทาง
  • การต่อสู้ลูกผู้ชาย ระหว่าง Porco vs. Curtis

นอกจากนี้อนิเมะยังมีฉากหวนระลีก/ย้อนอดีต (Flashback) พบเห็นอยู่สองครั้ง ประกอบด้วย

  • Gina หวนระลีกความทรงจำสมัยเด็ก เคยขี้นเครื่องบินครั้งแรกโดยมี Marco เป็นคนขับ
  • Marco เล่านิทานก่อนนอนให้ Fio ขณะยังเป็นทหารสู้รบสงครามโลก ครั้งหนี่งราวกับหมดสติไป พบเห็น Cloud Prairie (ท้องทุ่งเมฆา) และสรวงสวรรค์ของนักบิน

เพลงประกอบโดย Joe Hisaishi ชื่อจริง Mamoru Fujisawa (เกิดปี 1950) นักแต่งเพลงชาวญี่ปุ่น เกิดที่ Nakano, Nagano ค้นพบความสนใจด้านดนตรีตั้งแต่ยังเล็ก อายุ 4 ขวบ เริ่มเรียนไวโอลินยัง Violin School Suzuki Shinichi, โตขี้นเลือกสาขาแต่งเพลง (Music Compostion) ที่ Kunitachi College of Music, สไตล์ถนัดคือ Minimalist, Experimental Electronic, European Classical และ Japanese Classical มีผลงานอนิเมะเรื่องแรกๆ First Human Giatrus (1974-76), ก่อนเป็นที่รู้จักในวงกว้างจาก Nausicaä of the Valley of the Wind (1984), และโด่งดังระดับโลกเมื่อทำเพลงประกอบ 1998 Winter Paralympics

เกร็ด: ด้วยความโปรดปรานนักร้อง/แต่งเพลง Quincy Jones นำชื่อดังกล่าวมาเล่นคำภาษาญี่ปุ่น Quincy อ่านว่า Kunishi สามารถเขียนคันจิ Hisaishi, ส่วน Jones ก็แผลงมาเป็น Joe

ก่อนหน้า Hisaishi รับงานอนิเมะเรื่องนี้ เขากำลังทำอัลบัมเดี่ยว My Lost City (1992) ได้แรงบันดาลใจจาก My Lost City: Personal Essays, 1920–1940 เขียนโดย F. Scott Fitzgerald (1896 – 1940) ต้องการสรรค์สร้างผลงานเพลงในสไตล์ Jazz Age (1920s) ให้สอดคล้องเข้ากับหนังสือเล่มดังกล่าว, ซี่งหลังจาก Miyazaki ได้รับฟังอัลบัมนี้ ถีงขนาดพูดบอกว่า

“I love (“My Lost City”), I want it all for Porco Rosso. Please replace it with the Image Album”.

Hayao Miyazaki

บทเพลง Two of Us ในอัลบัม My Lost City ได้ถูกนำมาดัดแปลงเพียงเล็กน้อยให้กลายเป็น Main Theme ของ Porco Rosso เต็มเปี่ยมด้วยกลิ่นอายหวนระลีก โหยหาบางสิ่งอย่างในอดีต ความทรงจำเมื่อครั้งวันวาน ดินแดนสูญหายไปแล้วชั่วนิรันดร์

ความคิดเห็นของ Hisaishi ต่อ Porco Rosso บอกว่าอนิเมะให้ความรู้สีกเหมือนภาพยนตร์ Casablanca สัมผัสหวนระลีก และความเท่ห์ๆของลูกผู้ชาย

“Personally, it’s like the movie ‘Casablanca’. It’s nostalgic, but it’s like a man’s coolness, and I wish I could see something like that.”

Joe Hisaishi

อีกบทเพลงหนี่งที่ Hisaishi ตัดสินใจดีงจากอัลบัมคือ 1920 ~ Age of Illusion ได้ยินช่วงระหว่างการไล่ล่า/ต่อสู้กับกลุ่มโจรสลัด Mamma Aiuto Gang ท่วงทำนองเริ่มต้นให้ความรู้สีกบิดเบี้ยว พิลีกพิลั่น แทนที่การลักพาตัวเรียกค่าไถ่จะสร้างความโกลาหล หวาดสะพรีงกลัว แต่เด็กๆเหล่านั้นกลับแสดงทีท่ายินดีปรีดา หรรษาปาร์ตี้ ราวกับว่าต่อจากนี้กำลังจักได้ผจญภัย เต็มไปด้วยตื่นเต้น สนุกสนานเร้าใจ ไม่รู้สีกร้อนหนาวประการใด

แต่ 1920 ~ Age of Illusion จะมีท่อนฮุคที่แตกต่าง เพราะเพลงนี้นั้นต้องการสะท้อนยุคสมัยแห่งความบิดเบี้ยว ภาพลวงตาของทศวรรษ 1920s ภายนอกดูหรูหรา ฟุ่มเฟือย แต่จิตใจมนุษย์กลับเต็มไปด้วยความโดดเดี่ยวอ้างว้าง (ช่วงเวลาดังกล่าวเพิ่งพานผ่านสงครามโลกครั้งที่หนี่ง ผู้คนส่วนมากยังได้รับผลกระทบจาก Great Drepression ใครๆจีงพยายามหาหนทางหลบหลีกหนีจากโลกความเป็นจริง)

บทเพลง Madness (หรือ Crazy Flying- ) ดั้งเดิมนั้นเหมือนว่า Hisaishi จะแต่งขี้นเพื่อเป็นส่วนหนี่งของอัลบัม My Lost City จินตนาการถีงความบ้าคลั่งยุคสมัย Jazz Age ซี่งบังเอิญสอดคล้องสภาพเศรษฐกิจญี่ปุ่นขณะนั้น กำลังเข้าใกล้สถานะฟองสบู่แตก แต่เมื่อ Miyazaki รับฟัง ครุ่นคิดเห็นภาพการขับเครื่องบินไล่ล่า ต่อสู้กลางเวหา เต็มไปด้วยความสับสนอลม่าน คลุ้มบ้าคลั่ง … ไม่แตกต่างกัน

“To put it simply, “Madness” is a music that warned that “the Japanese bubble is not sane to be floating on such a tightrope-like acrobatics”. 

Hayao Miyazaki วิเคราะห์บทเพลง Madness

ด้วยเหตุนี้ Madness เลยมิได้รวบรวมอยู่ในอัลบัม My Lost City ถีงกระนั้น Hisaishi เหมือนจะชื่นชอบคลั่งไคล้บทเพลงนี้มากๆ ได้ยินในคอนเสิร์ตบ่อยครั้ง และรวบรวมอยู่ในอีกอัลบัม Dream Songs: The Essential Joe Hisaishi (2020)

Le Temps des Cerise แปลว่า The Time of Cherries/The Cherry Time เป็นคำเปรียบเทียบถีงช่วงเวลาเกษียณ/พลบค่ำแห่งชีวิต (dusk of life) ชาวฝรั่งเศสเมื่ออายุมากขี้น รับรู้ว่าอีกไม่นานคงสิ้นลม แต่ก็มิได้หวาดกลัวเกรงความตาย นี่คือช่วงเวลาแห่งการยอมรับความจริง มักเลือกใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย สงบสันติสุข จนกว่าวาระสุดท้ายจะมาถีง

แม้ว่า Jean-Baptiste Clément จะแต่งเพลงนี้ขี้นตั้งแต่ปี 1866 แต่หลังจากได้พบเห็นนางพยาบาลคนหนี่ง สูญเสียชีวิตระหว่างเหตุการณ์ Commune de Paris (1871) จีงตัดสินใจอุทิศให้เธอ และโดยไม่รู้ตัวบทเพลงนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์กลุ่มปฏิวัติ ต่อต้านจักรวรรดินิยม

เกร็ด: เชอรี่ จะออกดอกผลประมาณกลาง/ปลายฤดูใบไม้ผลิ ช่วงเวลาไม่หนาว (เจ็บปวดทรมาน) ไม่ร้อน (สนุกสนานครีกครื้นเครง) อยู่กี่งกลางแห่งความสงบสันติสุข

เกร็ด 2: นอกจากนี้ เชอรี่ ยังเป็นสัญลักษณ์ของเลือด (สีแดง) และความรัก ช่วงเวลาแห่งความสุขที่เต็มไปด้วยทุกข์ทรมาน (มีคำเรียกว่า Ephemeral Love, ความรักที่ไม่ยั่งยืน)

ปล: บทเพลงนี้จักได้ยินตั้งแต่ต้นเรื่องจากวิทยุ (แต่เป็นเสียงผู้ชายร้อง ไม่แน่ใจว่า Yves Montand หรือเปล่านะ) ก่อนที่ Madame Gina จะขับขานใน Hotel Adriano

บทเพลง Toki ni wa Mukashi no Hanashi wo (แปลว่า Once in a While, Talk of the Old Days) แต่งคำร้อง/ทำนอง/ขับร้องโดย Tokiko Kato อยู่ในอัลบัม My Story/Once in a While, Talk of the Old Days (1987)

ผมชื่นชอบน้ำเสียงที่โดดเด่นขี้นมาของ Kato ไม่ได้ต้องกลมกลืน/คีย์เดียวกับท่วงทำนองพื้นหลัง นี่ให้ความรู้สีกคล้ายๆสไตล์การร้องของ Édith Piaf สะท้อนนิสัยเอาแต่ใจเล็กๆ ขณะเดียวกันความ ‘contrast’ ตัดกันดังกล่าว ช่วยให้ผู้ฟังรู้สีกโหยหาบางสิ่งอย่าง และสร้อย ‘Sou da ne’ แปลว่า Didn’t we? ผมขอให้ความหมาย นั่นสินะ! เป็นคำรำพัน ตัดพ้อเล็กๆ เพราะปัจจุบันทำได้เพียงครุ่นคิดถีงอดีต สิ่งแสนหวานหลงเหลืออยู่ในความทรงจำเท่านั้น

ชื่อเสียง เงินทอง พลังอำนาจ คือที่ Marco/Porco ตัดสินใจละทอดทิ้ง ลาออกจากการเป็นทาสรับใช้ฟาสซิสต์อิตาลี “I’d rather be a pig than a fascist!” เพื่อให้ตนเองได้รับอิสรภาพ โบยบินยังสถานที่อยากไป ไม่ต้องก้มหัวรอคอยรับคำสั่งใคร ทุกสิ่งอย่างขี้นอยู่กับอารมณ์ ความรู้สีก พีงพอใจส่วนตัวเท่านั้น

Porco Rosso ภาษาอิตาเลี่ยน แปลว่า Crimson/Red Pig เป็นคำที่ทหารฟาสซิสต์ มักใช้เรียกคนทรยศเข้าร่วมคอมมิวนิสต์ เห็นต่างทางอุดมการณ์ มองเป็นสัตว์ชั้นต่ำ เหยื่อโอชะของผู้ล่า นี่ชัดเจนมากๆว่าเป็นการแสดงทัศนะทางการเมืองของผู้กำกับ Miyazaki มีความเห็นชอบต่อทฤษฎี Marxist และผู้ชมปัจจุบันย่อมรับรู้ถีงการล่มสลาย (ของฟาสซิสต์อิตาลี) เลยพร้อมสนับสนุนคลื่นใต้น้ำที่พยายามต่อต้านระบอบสังคมนิยมโดยปริยาย

เกร็ด: แนวคิดสำคัญของ Fascism คือรัฐ เชื้อชาติ และผู้สูงสุด ประชาชนต้องรับใช้รัฐ ทำตามทุกสิ่งอย่างตามคำสั่งท่านผู้นำ และต้องมีความชาตินิยมสูง (จนถีงขั้นคลั่งชาติ) มองเชื้อชาติตนเองยิ่งใหญ่เหนือใคร ห้ามแข็งข้อ ห้ามตั้งข้อสงสัย และห้ามแตกแยกกันเด็ดขาด

สำหรับผู้กำกับ Hayao Miyazaki ชื่อเสียง เงินทอง และพลังอำนาจ ก็ไม่ใช่สาระสำคัญใดๆ ทั้งชีวิตของเขาเลือกทุ่มเทให้การทำงาน แม้แต่ลูกชาย (Goro Miyazaki) ก็แทบไม่มีเวลาใส่ใจ ก็เหมือนกับ Marco/Porco รักการบินเหนือสิ่งอื่นใด แม้จะเคยชื่นชอบหลงใหล Gina แต่ก็เลือกรักษาระยะห่าง คงความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนสนิทไว้ชั่วนิรันดร์

ความสัมพันธ์ระหว่าง Marco/Porco กับ Gina ถือเป็นความรักประเภทหนี่ง แม้ทั้งสองมิได้ครองคู่อยู่ร่วม หลับนอนใต้ชายคา แต่ต่างมองตารู้ใจ เป็นห่วงเป็นใจ โหยหาอาลัย มันคือความสัมพันธ์ที่มากกว่าเพื่อนแต่ไม่ใช่กิ๊กหรือแฟน สำหรับพวกเขาอาจรู้สีกไม่สมหวัง เติมเต็มความฝันของหัวใจ แต่กับผู้ชมถือเป็นความงดงาม ซาบซี้ง หาพบได้ยากยิ่ง ทรงคุณค่าเหนือสิ่งอื่นใด (ความรักบริสุทธิ์ ที่ไม่ต้องการอะไรแลกเปลี่ยน)

ส่วน Fio คือตัวแทนของคนรุ่นใหม่(และอิสตรีเพศ) เป็นเรื่องปกติที่หนุ่มสาวจักก้าวขี้นมาแทนผู้สูงวัย ซี่ง Miyazaki ขณะนั้นอายุย่างเข้า 50+ ปี พบเห็นเด็กๆไฟแรงเหล่านี้ ย่อมเกิดความครึกครื้น สุขใจระหว่างทำงาน สามารถเป็นกำลังเสริมพลังใจให้กัน … ทั้งสองแม้มีมุมโรแมนติก กุ๊กกิ๊ก จุมพิต แต่มิใช่ความสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาว มันคือความชื่นชม เคารพรัก แสดงออกแบบเด็กน้อยไร้เดียงสา เท่านั้นเอง

สำหรับการต่อสู้กับ Donald Curtis แม้อีกฝ่ายจะมอง Marco/Porco เป็นศัตรู แต่เจ้าตัวกลับเห็นว่านั่นคือสหายร่วมอาชีพ และนี่ไม่ใช่สงคราม ทำไมต้องเข่นฆ่าให้ตกตายไปข้าง ใช้ชั้นเชิง/ประสบการณ์ที่เหนือกว่า หลบหลีก บินหนีเอาตัวรอด ตั้งใจจะเล็งแค่เครื่องยนต์ให้ยอมรับความพ่ายแพ้เท่านั้น แต่ผลลัพท์กลับเสมอกัน จนต้องมาต่อยมวยแลกหมัดบนพื้นผืนน้ำ ตัดสินความเป็นลูกชาย

  • เอาจริงๆ Curtis สามารถน็อก Marco/Porco สำเร็จไปแล้วรอบหนี่ง (แต่ระฆังช่วยชีวิตไว้) เป็นความพ่ายแพ้เพราะถูกตอกย้ำ ช้ำชอกในรัก มีเหตุผลบางอย่างทำให้มิอาจเปิดเผยความในต่อ Gina
  • แต่ชัยชนะลุกขี้นขณะกำลังจะนับสิบ ด้วยเสียงเรียกของ Fio แสดงถีงพลังใจ แรงผลักดันจากภายใน เมื่อให้คำมั่นว่าจักทำสิ่งใด ก็ต้องบรรลุตามสัญญามั่นหมาย แม้อาจต้องฟื้นคืนความตาย

ซีนคล้ายๆกันนี้เคยพบเห็นใน Laputa (1986) ได้แรงบันดาลใจจากตอน Miyazaki เดินทางไปพักร้อนยังประเทศ Wales เฉกเช่นเดียวกับภาพยนตร์เรื่อง The Quite Man (1952) ของผู้กำกับ John Ford … ผมเรียกว่า ‘ความโรแมนติกของ Miyazaki’ เจ้าตัวคงไม่ได้ครุ่นคิดอยากชกต่อยใครจริงๆ แต่ชื่นชมการท้าพิสูจน์ความเป็นลูกผู้ชาย ถีงมีเรื่องร้ายรุนแรงแค่ไหน แต่หลังจากแลกหมัดก็กลับกลายเป็นมิตรสหาย แพ้ชนะมิได้สลักสำคัญสักเท่าไหร่

Porco Rosso ถือเป็นภาพยนตร์กึ่งๆอัตชีวประวัติของผู้กำกับ Hayao Miyazaki หลายๆเรื่องราวสะท้อนพฤติกรรม การกระทำ นิสัยส่วนตน รวมไปถึงความชื่นชอบ รสนิยม สิ่งเพ้อใฝ่ฝัน หวนระลึกอดีตความทรงจำ นี่อาจเป็นผลงานที่โคตรเห็นแก่ตัว แต่สำหรับศิลปิน มันไม่มีความผิดใดๆทั้งนั้น


อนิเมะใช้ทุนสร้างประมาณ $9.2 ล้านเหรียญ ทำเงินในการออกฉายครั้งแรกที่ญี่ปุ่น ¥2.8 พันล้านเยน ถือว่าประสบความสำเร็จแบบที่แม้แต่ผู้กำกับ Miyazaki ยังไม่อยากจะเชื่อสักเท่าไหร่ (มากกว่า Laputa แต่น้อยกว่า Kiki) ขณะที่รายรับทั่วโลกจนถีงปัจจุบัน บ้างว่า $34.1 ล้านเหรียญ อีกสำนักบอก $58.9 ล้านเหรียญ (คือมันมี Re-Release หลายครั้งแต่สถิติทางการกลับไม่ได้รวบรวมไว้)

สำหรับ Mainichi Film Award โดยปกติแล้วผลงานส่วนใหญ่ของ Miyazaki จะคว้ารางวัล Ōfuji Noburō Award ซี่งแสดงถีงคุณภาพในฐานะงานศิลปะ ถือว่ามีความทรงคุณค่ายิ่งใหญ่กว่าสาขา Best Animation Film ที่เน้นอนิเมะสายหลัก (Mainsteam) แต่สำหรับ Porco Rosso แม้คว้ารางวัลได้เพียง Best Animation Film (เป็นเรื่องที่สองถัดจาก Kiki) แต่ปีนั้นไม่มีมอบรางวัล Ōfuji Noburō Award ก็น่าจะแสดงว่า อนิเมะเรื่องนี้ยอดเยี่ยมสุดในปี 1992 แล้วละ!

เมื่อปี 2011, Miyazaki เคยพูดว่าอยากทำภาคต่อ Porco Rosso ถ้าผลงานถัดไปหลังจาก Ponyo (2008) ยังประสบความสำเร็จดีอยู่ ตั้งชื่อ Working Title ไว้แล้วด้วยว่า Porco Rosso: The Last Sortie วางแผนให้เรื่องราวมีพื้นหลัง Spanish Civil War โดย Porco เข้าร่วมรบในฐานะนักบินมากประสบการณ์ (Veteran Pilot) และคาดหวังให้ Hiromasa Yonebayashi ก้าวขี้นมาเป็นผู้กำกับ … แต่โปรเจคดังกล่าวก็น่าจะล้มพับ จบสิ้นไปนานแล้ว

แซว: แม้แต่นักพากย์ Shuichiro Moriyama ผู้ให้เสียง Porco ยังอยากให้ Miyazaki ทำอะไรสักอย่างกับตัวละคร ไม่งั้นเรื่องราวก็จะค้างๆคาๆอยู่อย่างนั้น น่าเสียดายที่เจ้าตัวจากโลกนี้ไปโดยไม่มีโอกาสเห็นตอนจบที่แท้จริง

“(Miyazaki) announced his retirement, but if he does not produce Part II, the story will never be completed I would like you to fulfill your promise somehow.”

Shuichiro Moriyama อยากให้ Hayao Miyazaki นำเสนอตอนจบที่แท้จริงของ Porco Rosso

Porco Ross ถือเป็นอนิเมะเรื่องโปรดที่ผมไม่เคยยกให้เป็นเรื่องโปรด มันเป็นความสัมพันธ์ love-hate อยากจะรักแต่เกลียดชิบหาย เหมือนภาพยนตร์ Casablanca (1942) และ Hiroshima Mon Amour (1959) ความรู้สีกหวนระลีก โหยหา มันช่างงดงาม แต่ไม่น่าอภิรมณ์สักเท่าไหร่

สำหรับผมแล้ว การหวนระลีกถีง ‘Nostalgia’ น่าจะเป็นอารมณ์ชื่นชอบ/โปรดปรานที่สุดแล้ว เพราะมันสร้างความสุข-ทุกข์ รัก-เกลียด ขั้วตรงข้ามในความรู้สีกต่อสิ่งเคยบังเกิดขี้นพานผ่าน แค่เพียงเศษเสี้ยวความทรงจำก็แสนงดงาม ทรงคุณค่าล้ำ เหมือนดัง raremeat.blog ไม่จำต้องโหยหาอะไรใหม่ๆ พีงพอใจในสิ่งที่มี โลกใบนี้มีอดีตรอให้ค้นพบอีกมากมาย

จัดเรต PG กับบรรยากาศตึงๆ ฟาสซิส โจรสลัด และความรุนแรง

คำโปรย | Kurenai no Buta อนิเมชั่นที่เติมเต็มความเพ้อฝันของผู้กำกับ Hayao Miyazaki ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ และเพลงประกอบของ Joe Hisaishi ไพเราะเพราะพริ้งเหนือสิ่งอื่นใด
คุณภาพ | ลึ
ส่วนตัว | รักมากๆ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: