La Belle et la Bête (1946)

La Belle et la Bête (1946) French : Jean Cocteau ♥♥♥

เทพนิยายแฟนตาซี Beauty and the Beast ฉบับที่ได้รับการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ครั้งแรก โดยผู้กำกับชาวฝรั่งเศส Jean Cocteau ผสมผสาน Gothic, Surrealist ออกมาได้สวยงามราวกับบทกวีที่เรียงร้อยปรุงแต่งและมีสัมผัสอันงดงามลงตัว

(21/4/2016) ผมมีโอกาสรู้จักภาพยนตร์เรื่องนี้ครั้งแรก ตอนเขียนรีวิวอนิเมะ Beauty and the Beast ของ Disney ไปเมื่อหลายวันก่อน ก็ไม่ได้คิดตั้งใจจะดูหรอกนะครับ แต่พอไปเห็นว่าหนังติดอันดับ 26 ของนิตยสาร Empire และอันดับ 10 ชาร์ท The 100 Best French Films นิตยสาร TIMEOUT แสดงว่ามันต้องมีอะไรเจ๋งมากแน่ๆ จึงลองหามารับชม และเพิ่งมารู้ตอนขณะเขียนรีวิวนี้ว่า Roger Ebert นักวิจารณ์หนังชื่อดังของอเมริกา จัดให้เป็นหนึ่งใน Great Movie ด้วย

(10/2/2018) หวนกลับมารับชมครานี้ ทีแรกตั้งใจจะเขียนบทความขึ้นใหม่เลย แต่เมื่ออ่านทบทวนดูก็พบว่าเขียนดีอยู่ (ชมตัวเอง) เลยจะแค่ทำการปรับปรุง ตรวจทาน และเพิ่มเติมรายละเอียดส่วนที่ขาดหายไปเท่านั้น

แม้จะดัดแปลงมาจากเทพนิยายแฟนตาซีเรื่องเดียวกัน แต่ Beauty and the Beast ฉบับของ Disney ทั้งอนิเมะปี 1991 และภาพยนตร์ Live-Action ปี 2017 เมื่อเทียบกับ La Belle et la Bête (1946) มีบรรยากาศและโทนหนังแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง, ขณะที่ของดิสนีย์มีความโลกสวยสดใส แต่หนังเรื่องนี้คือ Dark-Fantasy เต็มไปด้วยความมืดหม่น ตึงเครียด อันตราย เหมาะสำหรับผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก

ปี 1946 ฝรั่งเศสกำลังอยู่ในยุคฟื้นฟูความเสียหายจากสงครามโลกครั้งที่สอง (Reconstruction Era) ขวัญกำลังใจของประชาชนกำลังย่ำแย่ ผู้คนต่างดิ้นรนเพื่อหาทางเอาตัวรอด ไม่ค่อยมีใครให้ความสนใจต่อสิ่งบันเทิง ธุรกิจภาพยนตร์ถือว่าได้รับผลกระทบอย่างหนัก ยิ่งช่วงสู้รบสงครามระหว่างปี 1939-1945 หนังทุกเรื่องถูกระงับการสร้าง ไม่ก็หมักใส่โถดองจากกองเซนเซอร์ ทำให้ไม่มีเรื่องไหนออกฉายในช่วงเวลานั้นเลย

La Belle et la Bête คือภาพยนตร์เรื่องแรกที่ออกฉายในประเทศฝรั่งเศสหลังสิ้นสุดสงครามครั้งที่สอง ด้วยความตั้งใจพื้นฐาน เพื่อให้ประชาชนสามารถหลีกหนีความทรงจำของชีวิตจริง (Escapism) จากภาพความเสื่อมโทรม เลวร้ายของสังคม (Decadence) ให้ไปอยู่ในโลกแห่งจินตนาการ (Fantasy)

มีข้อความปรากฏขึ้นก่อนหนังจะเริ่มต้น เป็นการขอให้ผู้ชมเปิดกว้างทางความคิด/ทัศนคติ ให้ผู้ใหญ่ทำตัวเสมือนเด็กที่สามารถหลงเชื่อทุกสิ่งอย่างได้โดยง่าย นั่นเพราะคนสมัยก่อนอาจมีความเข้าใจที่ว่า ‘เทพนิยายแฟนตาซีเป็นนิทานก่อนนอนสำหรับเด็ก หาได้เหมาะสมกับผู้ใหญ่’ ด้วยความตั้งใจของผู้กำกับ ไม่ได้สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ให้เด็กดูแม้แต่น้อย องค์ประกอบต่างๆชักชวนให้คนโตสามารถหลุดหลงเข้าไปในโลกแห่งความฝันแฟนตาซี

Jean Cocteau หรือ Jean Maurice Eugène Clément Cocteau (1889 – 1963) ผู้กำกับ นักเขียน ศิลปิน กวี สัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Maisons-Laffitte, Yvelines, พ่อเป็นทนายความและนักวาดรูปสมัครเล่น แต่ดันฆ่าตัวตายตอนเขาอายุ 9 ขวบ จดจำฝังใจ เข้าเรียน Lycée Condorcet มีความสัมพันธ์กันเพื่อนชายทำให้รู้ตัวว่าเป็นเกย์ ด้วยความสนใจที่หลากหลาย เริ่มจากตีพิมพ์บทกวีจนมีชื่อเสียงโด่งดัง เข้าสู่วงในของศิลปินฝรั่งเศสทศวรรษ 20s-30s รู้จักกับ Picasso, Modigliani, Dali ฯ สนิทสนมเป็นคู่ขากับ Raymond Radiguet, สร้างภาพยนตร์เรื่องแรก Le Sang d’un poète (1930) ตามคำท้าของ Charles de Noailles** แต่ก็ไม่ได้สนใจศิลปะแขนงนี้มากนัก ไปเอาดีด้านละครเวที บัลเล่ต์ โอเปร่า หลังสงครามโลกหวนกลับมาสร้างหนัง La Belle et la Bête (1946), Les Parents Terribles (1948), Orpheus (1949) ฯ

เกร็ด: หลายคนอาจคุ้นชื่อของ Charles de Noailles คือผู้ดีชนชั้นสูงของฝรั่งเศส ช่วงปลายทศวรรษ 20s มอบเงินส่วนตัวเพื่อสนับสนุนสร้างผลงานศิลปะ/ภาพยนตร์สามเรื่อง
– Les Mystères du Château de Dé (1929) กำกับโดย Man Ray
– Le Sang d’un Poète (1930) กำกับโดย Jean Cocteau
– L’Âge d’Or (1930) กำกับโดย Luis Buñuel และ Salvador Dalì’s

La Belle et la Bête (Beauty and the Beast) ดัดแปลงจากเทพนิยายแฟนตาซีพื้นบ้าน (Traditional Fairy Tale) โดยนักเขียนสัญชาติฝรั่งเศส Gabrielle-Suzanne Barbot de Villeneuve (1685 – 1755) ตีพิมพ์ปี 1740 รวมอยู่ใน La Jeune Américaine et les contes marins (The Young American and Marine Tales) แต่ด้วยความยาวที่เว่อเกินกว่าพันหน้า (ประมาณ 1,600 หน้า) ได้รับการสรุปย่อลงโดย Jeanne-Marie Leprince de Beaumont (1711 – 1780) นักเขียนหญิงสัญชาติฝรั่งเศส เมื่อปี 1756 รวมอยู่ใน Magasin des enfants (Children’s Collection) คือฉบับที่ผู้คนรู้จักกันแพร่หลาย และถูกนำมาดัดแปลงสร้างเป็นภาพยนตร์หลายเรื่อง

เกร็ด: ต้นฉบับแรกสุดเลยของ Villeneuve ได้ให้พื้นหลังของทั้ง La Belle และ La Bête ไว้โดยละเอียด
– La Belle จริงๆแล้วไม่ใช่ลูกของพ่อค้าขาย แต่คือธิดาของกษัตริย์กับ Good Fairy, ขณะที่ Wicked Fairy วางแผนฆ่าสองแม่ลูกเพื่อจะได้แต่งงานใหม่กับพระราชา Good Fairy จึงแอบนำเอาทารกน้อยไปฝากแทนที่ลูกของพ่อค้าที่เสียชีวิต โดยพวกเขาไม่รู้ตัวเลยสักนิด
– La Bête คือเจ้าชายที่สูญเสียบิดาไปตั้งแต่เด็ก ส่วนมารดาใช้เวลาส่วนใหญ่ทำสงครามเพื่อปกป้องอาณาจักร ฝากฝังลูกสุดที่รักให้ Evil Fairy รับเลี้ยงดูแล ซึ่งก็พยายามโน้มน้าวครอบงำแต่เขาไม่รับฟังคำ ทำให้ถูกสาปกลายเป็นสัตว์ประหลาด

Belle (รับบทโดย Josette Day) แม้จะเป็นลูกคนโตของครอบครัว จิตใจดีงาม ทำให้ถูกบังคับกดขี่ให้ทำงานเยี่ยงคนรับใช้ ขณะที่น้องสาวทั้งสองกลับทำตัวเย่อหยิ่งไฮโซ แต่งตัวหรูหราออกงานสังคม (และถูกขับไล่กลับมาเพราะไม่มีเงิน) ส่วนน้องชายวันๆเอาแต่เที่ยวเตร่เล่นพนันติดหนี้ ไม่ทำการทำงาน

ครั้งหนึ่งเรือขนสินค้าของพ่อ (รับบทโดย Marcel André) อัปปางลงระหว่างทาง ธุรกิจใกล้ล้มละลาย แต่ความหวังเล็กๆยังมีเมื่อเรือลำหนึ่งเข้ามาจอดเทียบท่า จึงรีบด่วนออกเดินทางไปตรวจสอบ Belle ขอของฝากเพียงกุหลาบดอกหนึ่ง กระนั้นโชคยังไม่เข้าข้างพวกเขา เรือลำนั้นไร้ซึ่งสินค้าใดๆ ระหว่างทางกลับบังเอิญถูกชี้ชักนำทางมาสู่ปราสาทใหญ่หลังหนึ่ง เปิดประตูต้อนรับพร้อมอาหารเย็น เช้าวันถัดมาขณะออกเดินทางกลับ ผ่านดงกุหลาบนึกถึงคำขอของลูกสาว เด็ดมาดอกหนึ่งแต่กลับถูกสัตว์ประหลาด La Bête (รับบทโดย Jean Marais) โผล่ออกมาด้วยความเคียดแค้นไม่พึงพอใจ อย่างอื่นอะไรเอาไปได้หมดยกเว้นดอกกุหลาบของรักของหวง ตั้งใจทวงคืนด้วยความตาย แต่ขอแลกมากับชีวิตลูกสาวคนหนึ่งจับมาเป็นตัวประกัน Belle จึงยอมเสียสละตนเอง เพื่อให้พ่อยังคงมีชีวิตอยู่

Josette Day ชื่อเดิม Josette Noëlle Andrée Claire Dagory (1914 – 1978) นักแสดงสัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Paris เข้าสู่วงการเป็นนักแสดงตั้งแต่อายุ 5 ขวบ ในยุคหนังเงียบ แต่มีความชื่นชอบด้านละครเวทีมากกว่า โตขึ้นถึงค่อยหวนกลับมามีชื่อเสียงโด่งดังจากร่วมงานผู้กำกับ Cocteau เรื่อง La Belle et la Bête (1946) และ Les Parents terribles (1948)

รับบท Belle หญิงสาวผู้มีความสดใสซื่อบริสุทธิ์ ทั้งๆที่พ่อ น้องๆ แฟนหนุ่ม จะนิสัยเลวร้ายโหดเหี้ยมประการใด แต่เธอกลับไม่ติดเชื้อความโฉดชั่วนี้มาสักนิด (หรือเพราะรับรู้แต่มองข้ามไม่สนใจหรือเปล่า) ขณะที่อาศัยอยู่กับ Bête เริ่มต้นด้วยความเกลียดกลัว จากนั้นค่อยๆรับรู้มองเห็น เข้าใจตัวตนที่แท้จริงของเขา จนสุดท้ายยินยอมรับได้ และเหมือนว่าเธอจะชอบสัตว์ประหลาดมากกว่าเจ้าชายที่กลายร่างมาเสียอีกนะ

ครุ่นคิด ‘ปมเรื่องพ่อ’ ภาพยนตร์หลายๆฉบับจะคล้ายคลึงกัน คือ Belle รักพ่อมากๆ (แม่เสียไปแล้ว) ถึงขั้นยินยอมเสียสละทุกสิ่งอย่างของตัวเอง, ผมเคยไปอ่านพบว่า เด็กผู้ชายมักสนิทกับแม่ ขณะที่เด็กผู้หญิงมักสนิทกับพ่อ สาเหตุเพราะแรงขับเคลื่อนทางเพศ และการต่อสู้เอาตัวรอด ลูกจะรู้สึกอบอุ่นปลอดภัยกว่าเมื่ออยู่กับผู้ปกครองเพศตรงข้าม และมองผู้ใหญ่เพศเดียวกันว่าเป็นศัตรูทางเพศ กับเด็กที่มีความรู้สึกต่อผู้ใหญ่เพศตรงข้ามที่รุนแรงมากๆ มันอาจเลยเถิดไปจนถึง … เหตุผลที่ Belle สนิทกับพ่อมากคงประมาณนี้ แต่จะเลยเถิดไปไหม ก็ไม่รู้สิครับ

Jean Marais หรือ Jean-Alfred Villain-Marais (1913 – 1988) นักแสดง ศิลปินสัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Cherbourg ได้รับการค้นพบโดยผู้กำกับ Marcel L’Herbier จากการเป็นผู้ซื้อหนึ่งในภาพเขียนของเขา เลือกมาแสดงหนังสองเรื่อง L’Épervier (1933), L’Aventurier (1934) ต่อมามีโอกาสรู้จัก กลายเป็นเพื่อนสนิทและคู่ขาของ Jean Cocteau (Marais เป็น BiSexual แต่งงานกับผู้หญิงและมีคู่ขาเป็นผู้ชาย) ในผลงานเด่น La Belle et la Bête (1946), Orphée (1949)

รับบท Avenant และ Bête สองตัวละครหลักของเรื่อง
Avenant ถือได้ว่าเป็นตัวร้ายของหนังอย่างแท้จริง ถึงหน้าตาดีแต่มีจิตใจค่อนข้างชั่วร้าย ชอบใช้ความรุนแรง เห็นแก่ตัว เผด็จการ สนแต่เงินทองและความสุขกำหนัดของตนเอง, เคยเอ่ยปากขอ Belle แต่งงาน เธอไม่เชิงบอกปัดปฏิเสธแต่เล่นตัวลีลา (ผู้ชมจะมารับรู้ทีหลังว่า เธอแอบมีใจให้ … ยัยนี่แอบซาดิสต์นะเนี่ย)

เห็นว่า Disney รับอิทธิพล Gaston มาจาก Avenant รวมถึงการคัดเลือก Luke Evans ที่เป็นเกย์ มารับบทในฉบับ Live-Action

Bête สัตว์หน้าขนผู้มีความแข็งนอกอ่อนใน แม้ภายนอกมีพละกำลังและเวทย์มนต์วิเศษ แต่ภายในทุกข์ทรมาน เจ็บปวดรวดร้าว กระนั้นการแสดงออกหลายครั้งสะท้อนนิสัยหึงหวง ขี้อิจฉาริษยา น้อยใจ และมักกดเสียงพูดให้ต่ำแหลมๆ คงเพื่อหลอกผู้ชมว่าอาจเป็นนักแสดงอื่นที่รับบท

มีสิ่งของประจำตัว 5 อย่าง
– ดอกกุหลาบ สิ่งที่รักยิ่ง
– กระจก สะท้อนตัวตนความต้องการ
– ม้า เดินทางไปตามเสียงเพรียกของหัวใจ
– ถุงมือ สวมใส่แล้ว สามารถทำอะไรก็ได้ดั่งใจ (แต่จะเห็นแค่ Teleport วาปจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง)
– และกุญแจ ไขเปิดสิ่งที่หลบซ่อนอยู่ภายในจิตใจ

เพื่อกลายเป็นสัตว์ประหลาดที่สุดแสนน่ากลัว ใช้เวลาแต่งหน้าถึง 5 ชั่วโมง (ติดขนเฉพาะส่วนที่ไม่ถูกปกปิดด้วยเสื้อผ้า) สวมเขี้ยวที่แม้จะขยับปากได้แต่ไม่สามารถพูดออกเสียงหรือกินอะไรได้ (จะมีแค่ฉากดื่ม/เลียน้ำ ไม่เห็นมูมมามกินอะไร)

ผู้กำกับ Cocteau จงใจสร้าง Bête ให้มีความเป็นมนุษย์ที่น่าสงสารเห็นใจ และผู้ชมอาจตกหลุมรัก ซึ่งตอนจบกับการที่ตัวละครหวนคืนกลับสู่ร่างมนุษย์ Prince Charming สร้างความตกตะลึงให้กับ Belle และผู้ชมบางคน

“My aim was to make the Beast so human, so superior to men, that his transformation into Prince Charming would come as a terrible blow to Beauty, condemning her to a humdrum marriage and future; it would expose the naivete of the old fairy tale that conventional good looks are ideal”.

ก็ขนาดว่า Gerta Garbo ตะโกนร้องลั่น “Give me back my Beast!”
ส่วน Marlene Dietrich ร้องไห้น้ำตาซึม “Where is my beautiful Beast?”

เชื่อว่าหลายๆคนน่าจะสัมผัสได้ การเคลื่อนไหวของนักแสดงหลายครั้งดูไม่เป็นธรรมชาติเอาเสียเลย โดยเฉพาะในปราสาทของ Bête นั่นเป็นความจงใจของผู้กำกับที่ต้องการสร้างสัมผัสเสมือนฝัน ในโลกใบนั้นกาลเวลาเคลื่อนคล้อยไปอย่างเชื่องช้าเนิบนาบ นุ่มนวลพริ้วไหว แต่เมื่อไหร่หวนกลับสู่โลกทุกสิ่งอย่างก็จะกลับสู่ปกติ, นี่คือลักษณะสไตล์หนึ่งของ Surrealist (เหนือจริง)

แนวคิดของลัทธิ Surrealism มักมีส่วนผสมของจินตนาการและความฝัน ที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจ (อันเกิดจาก Sexual Desire), เส้นแบ่งระหว่างรอยต่อการมีเหตุผล (Rational) และไร้เหตุผล (Irrational) ก่อให้เกิดส่วนผสมที่แตกต่างขัดแย้งโดยสิ้นเชิงแต่สามารถผสมผสานเข้ากันได้อย่างลงตัว, เราสามารถเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่าง Id, Ego และ SuperEgo ได้เข้ากับ
– Bête เป็นตัวแทนของ Id พฤติกรรมตามสัญชาติญาณ เห็นกวางแล้วหูตั้ง ฆ่าสัตว์แล้วควันโพยพุ่ง ราวกับบางสิ่งอย่างภายในตัวเขาได้ถูกเผาไหม้ทำลายไปด้วย
– Avenant เป็นตัวแทน Superego ใช้ข้ออ้างความมีมโนธรรมของตนเอง เพื่อที่จะครอบครองบางสิ่งอย่าง
ซึ่งทั้งสองตัวละครนี้ใช้นักแสดงคนเดียวคือ Jean Marais สะท้อนตรงกันข้าม และไม่เคยปรากฏตัวในฉากเดียวกัน

สำหรับ Belle ถือว่าอยู่กึ่งกลางระหว่างพวกเขา (เปรียบได้กับ Ego) ในตอนแรกเธอเดินเข้าไปในปราสาทด้วยความเต็มใจใคร่อยากรู้ (แทนที่จะหวาดกลัวหัวหด) ครั้งหนึ่งนั่งลงบนโต๊ะอาหาร พอรับสัมผัสออร่าได้ว่า Bête กำลังเดินย่องเข้ามาทางด้านหลัง หยิบมีดบนโต๊ะขึ้นมาลูบไล้เล่น ฉากนี้ไม่ได้สื่อว่าหญิงสาวกำลังหาอาวุธเพื่อปกป้องตัวเอง แต่สะท้อนถึงความปรารถนาในจิตใจเบื้องลึก ความต้องการที่เร่าร้อนรุนแรง ผสมกับความตื่นเต้น หวาดกลัว Sadist (ถ้าผู้หญิงไม่มีรสนิยม หรือความต้องการภายในที่บ้าคลั่งขนาดนี้ มันจะเป็นไปได้ยังไงที่จะตกหลุมรักคน/สัตว์ประหลาดหน้าตาอัปลักษณ์พิศดารขนาดนี้ได้)

ดอกกุหลาบ เป็นสัญลักษณ์แสดงความต้องการในรัก ‘request for love’ ของ Belle มีหนามแหลมคมบาดมือได้ง่าย (ไม่ชอบอะไรที่ได้มาโดยง่าย) ซึ่งนั่นเป็นสิ่งไม่สามารถหาได้จากในเมือง/สถานที่ใกล้ๆ เมื่อได้พบเจอกับความอัปลักษณ์ของ Bête นี่แหละความปรารถนาแท้จริงที่ตนเองต้องการ … แต่ก็ไม่ยินยอมรับตัวเองออกมาง่ายๆหรอกนะ

(ผมเชื่อว่าถ้า Avenant กล้าจะใช้ความรุนแรงกับ Belle บีบบังคับข่มขืน แม้แรกๆจะดิ้นแต่สักพักเธอก็น่าจะยินยอมเขาแน่ๆ)

ถ่ายภาพโดย Henri Alekan ตากล้องยอดฝีมือสัญชาติฝรั่งเศส โดดเด่นกับ Non-Naturalist Style เริ่มต้นไฮไลท์กับ La Bataille du Rail (1946), La Belle et la Bête (1946) ไฮไลท์ในอาชีพอย่าง Roman Holiday (1953), Wings of Desire (1987) ฯ

เพราะความที่ไม่ใช่ผู้กำกับมืออาชีพ (นี่เพิ่งจะเป็นภาพยนตร์เรื่องที่สองของ Cocteau) จึงขอความช่วยเหลือจาก René Clément ให้มาเป็นที่ปรึกษา แนะนำเทคนิค/ภาษาภาพยนตร์ และมีช่วงหนึ่งที่ Cocteau เข้าโรงพยาบาลรักษาตัวจากโรคผิวหนัง Clément ก็รับหน้าที่กำกับแทนเลย

ความมหัศจรรย์ราวกับมีเวทย์มนต์ ‘Magic’ หลายๆอย่างของหนัง ล้วนเกิดจากเทคนิคทางภาพยนตร์ อาทิ การ Reverse Shot, Slow-Motion, ภาพซ้อน (ในกระจกวิเศษ), การจัดแสง-เงา, ทิศทางการเคลื่อนกล้อง มุมก้ม-เงย ฯ

เทคนิคที่พบเห็นบ่อยสุดคือ Reverse Shot ถ่ายแบบปกติแต่เวลาฉายย้อนจากหลังไปหน้า
– เทียนไขไฟติดเองได้ ใช้การเป่าให้ดับแล้วทำการ Reverse Shot
– ขณะ Bête กลายร่างเป็นเจ้าชาย เดิมนั้นนักแสดงยืนอยู่แล้วทิ้งตัวล้มลง ฉายภาพกลับก็จะเห็นเขาลุกขึ้นยืนเองได้
– ไฮไลท์คงเป็นฉากโบยบิน นั่นเริ่มจากกระโดดด้านบนลงมาจากสลิงถึงข้างล่าง แล้ว Reverse ภาพย้อนกลับไป ก็จะเห็นพวกเขารายกับลอยขึ้นเบื้องบน

การจัดแสง/ความมืด ใช้เฉพาะเทียนไขให้ความสว่าง พื้นหลังเป็นกำแพงสีดำสนิท ซึ่งเมื่อถ่ายด้วยฟีล์มขาว-ดำ จะดูเหมือนไม่มีผนัง เห็นแต่มือถือเชิงเทียนลอยอยู่ (แต่ฉากนี้มองยังไงก็เห็นผนังนะ)

หลายช็อตที่มีพื้นหลังแห่งความมืดมิดนี้ ราวกับเป็นการดำดิ่งลงสู่เบื้องลึกภายในจิตใจของตัวละคร สะท้อนออกมาผ่านการออกแบบสถาปัตยกรรม Gothic ให้สัมผัสคล้ายๆ Film Noir แต่เพราะนี่ไม่ใช่แนวอาชญากรรม (Crime) จริงๆสามารถเรียก Neo-Noir ก็ยังได้ (เป็นนัวร์แบบร่วมสมัย ไม่จำกัดอยู่แค่แนวอาชญากรรม)

ฉากนี้ Belle ไม่ได้เดินเข้ามาเองแน่ๆ เหมือนเธอยืนอยู่บนรถลากแล้วมีคนดันเข้ามา ประกอบกับสายลมพัดที่หน้าต่าง ราวกับการโบยบิน

Belle ขณะที่เคลิ้บเคลิ้มหลงใหลในความงามของตนเอง (เพราะเธอกำลังตกหลุมรักคลั่งไคล้ Bête) จ้องมองผ่านกระจกใบเล็กๆเห็นเฉพาะหน้า นั่นเป็นภาพสะท้อนตัวเธอเองขณะนั้น หวนคำนึงคิดถึงคนรัก

กระจก เป็นสิ่งสัญลักษณ์สะท้อนตัวตน ความต้องการภายในของผู้ส่องออกมา ด้วยเหตุนี้
– Belle มองเห็นพ่อที่รักมาก กำลังป่วยหนัก เธอจึงทุกข์ทรมาน
– น้องสาว คนหนึ่งส่องเห็นตัวเองแก่หงัก อีกคนคือลิง นี่สะท้อนตัวตนแท้จริงของพวกเธอออกมาเปะๆเลยนะ

สังเกตว่าในบ้าน Farmhouse จะเต็มไปด้วยกรงนก นัยยะคือ นกในกรง/ความต้องการ จิตใจยังไม่ได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระ

แรงบันดาลใจของการออกแบบตกแต่งฉากภายใน รับอิทธิพลจาก Gustave Doré (1832 – 1883) ศิลปิน จิตรกร นักแกะสลักสัญชาติฝรั่งเศส ที่มีผลงานดังวาดรูปประกอบ Don Quixote ฉบับภาษาฝรั่งเศส

ภาพตัวอย่างผลงานของ Doré

ภาพจากหนัง ก็ถือว่ามีความคล้ายคลึงอยู่นะ

ขณะที่ฉากในบ้าน Farmhouse ของครอบครัว Belle รับอิทธิพลจาก Johannes Vermeer (1632 – 1675) จิตรกรสัญชาติ Dutch ที่โด่งดังกับภาพ Girl with a Pearl Earring (1665)

การนำเอา ‘มนุษย์’ มาเป็นอุปกรณ์ประกอบฉาก มือถือเทียนไข เปิดประตู รินน้ำ หรือใบหน้าข้างเตาผิงไฟ เป็นการสะท้อนถึงทุกสิ่งสามารถมีชีวิตในโลกแห่งจินตนาการแฟนตาซี แต่สัมผัสความรู้สึกที่ได้กลับเป็นความอกสั่นขวัญหาย ตื่นตระหนกสะพรึงกลัว ราวกับ ‘หน้าต่างมีหู ประตูมีช่อง’ จับจ้องทุกสิ่งอย่าง ราวกับจะค้นหาความบกพร่องข้อผิดพลาด

ออกแบบเครื่องแต่งกายโดย Christian Bérard กับ Lucien Carré ทำจากเศษผ้ามาประติดประต่อ (เพราะช่วงหลังสงครามโลก ผ้าเป็นสิ่งหนึ่งที่หายากทีเดียว)
– ผู้หญิงโดดเด่นกับปกเสื้อ มีลักษณะบานออกเหมือนดอกไม้ กระโปรงสุ่มไก่
– ขณะที่ผู้ชาย จะสวมชุดหลวมๆ (คล้ายพวกโจรสลัด/โรบินฮู๊ด)
– แต่สำหรับ Bête มีส่วนผสมของทั้งชายหญิง ปกเหมือนดอกไม้ สวมเครื่องประดับระยิบระยัยราวกับดวงดาวบนท้องฟ้า เสื้อไหล่กว้าง และสวมใส่ถุงมือปกปิดกรงเล็บของตนเอง

ตัดต่อโดย Claude Iberia, สามารถแบ่งเรื่องราวออกได้เป็นสามองก์ละครึ่งชั่วโมง (แทบจะเปะๆ)
– องก์ 1 ในโลกความเป็นจริง Belle และครอบครัว
– องก์ 2 ราวกับในโลกแห่งความฝัน Belle กับ Bête ในปราสาทหลังใหญ่
– องก์ 3 ระหว่างความจริงกลับความฝัน Belle เดินทางกลับไปมาระหว่างบ้านกับปราสาทของ Bête

เวลาเป็นสิ่งที่ผู้ชมมิอาจจับต้องได้ ไม่รู้ว่า Belle อยู่ในปราสาทกับ Bête นานเท่าไหร่แล้ว?, บ้านกับปราสาทอยู่ห่างกันเท่าไหร่?, เวลา 7 วันทำไมถึงผ่านไปรวดเร็วเหลือเกิน? คงเพราะสิ่งเหล่านี้ถูกเปรียบให้เหมือนภาพแห่งความฝัน จินตนาการ แฟนตาซี ที่ไม่มีเวลาและระยะทางเป็นองค์ประกอบ

เพลงประกอบโดย Georges Auric อีกหนึ่งคอมโพเซอร์ชื่อดังที่มีผลงานอย่าง Roman Holiday (1953), The Wages of Fear (1953) สำหรับหนังเรื่องนี้ สร้างบรรยากาศที่ชวนสยอง ลึกลับ เน้นใช้เครื่องดนตรีเชลโล่, ไวโอลิน ให้เด่นขึ้นมา เสียงเครื่องสายทุ้มๆมันทำให้หัวใจเราหนักอึ้ง ส่วนฉากที่ Beast มีควันขึ้นทั่วตัว จะมี Chorus ประสานเสียงดังขึ้น เน้นคำร้องทุ้มๆ กดให้ต่ำ สร้างความรู้สึกอึดอัด กดดัน เหมือนมีอะไรบางอย่างพร้อมจะระเบิดมันออกมา

เมื่อปี 1994 นักแต่งเพลง Philip Glass ได้สร้างโอเปร่า La Belle et la Bête ประพันธ์เพลงประกอบขึ้นใหม่หมด ซึ่ง Criterion Collection ได้ทำการผนวกเอาดนตรีพร้อมเสียงร้องโอเปร่านี้เข้าเป็นส่วนหนึ่ง Soundtrack ของหนังด้วย ซึ่งมันบังเอิญว่าลงตัวกับหนังเปะๆเลย (ผมบังเอิญโหลดหนังที่มีสอง Soundtrack นี้มา ก็ทึ่งในความอลังการของโอเปร่านี้อย่างยิ่งเลยละ)

เกร็ด: Glass ไม่ได้ประพันธ์ Opera แค่เรื่องเดียว มีอีกสองเรื่องตั้งชื่อว่า Cocteau Trilogy คือ Les Enfants Terribles (1948), Orpheus (1949)

สำหรับ Sound Effect ผมชอบเสียงหมาเห่ามากมาย ตอนที่พ่อกลับมาบ้าน Farmhouse เล่าสิ่งที่เกิดขึ้นให้ฟังแล้วล้มป่วยหนัก ก็ไม่ต้องใช้ Soundtrack แต่งเพลงประกอบเพื่อแสดงความวุ่นวายอลม่านที่เกิดขึ้น หมาเห่าเนี่ยแหละโคตรรำคาญ (แต่มันมีหมาสักตัวในหนังด้วยเหรอเนี่ย??)

“คนจะงาม งามที่ใจ ใช่ใบหน้า
คนจะสวย สวยจรรยา ใช่ตาหวาน
คนจะแก่ แก่ความรู้ ใช่อยู่นาน
คนจะรวย รวยศีลทาน ใช่บ้านโต”

– สุภาษิตสอนหญิง

ใจความของหนังเรื่องนี้คงเป็นสิ่งที่ใครๆครุ่นคิดได้ คุณค่าความงามของคนไม่ได้วัดกันที่รูปลักษณ์ภายนอก ฐานะความร่ำรวย หรือชนชั้นทางสังคม แต่คือนิสัยความดีงามภายที่อยู่ภายในจิตใจ แต่นั้นไม่ใช่สิ่งที่ใครๆจะค้นพบเห็นได้ตั้งแต่ครั้งแรก เป็นเรื่องปกติที่เมื่อเราเห็นคนหน้าตาอัปลักษณ์ ย่อมจะคิดว่าจิตใจเขาต้องมีความพิศดาร เพียงถ้าเราไม่ปิดกั้นโอกาส เปิดใจกว้างออกให้ได้รู้จัก มนุษย์ทุกคนย่อมมีความดีงามอยู่ในตัว ไม่แน่ว่าข้างในของเขาอาจมีความสวยงามในระดับที่เราไม่เคยพบเห็นเลยก็ได้

หนังเรื่องนี้มีอีกใจความหนึ่งที่สะท้อนพื้นหลังของประเทศในยุคสมัยนั้น หลังสงครามโลกครั้งที่สอง, เป็นการปลุกเรียกชาวฝรั่งเศสให้ตื่นตัวขึ้น ตั้งคำถามพวกเราจะตกอยู่ในสภาวะซึมเศร้าหดหู่ ทำตัวไร้สาระเหมือนสัตว์ประหลาดตนนี้ไปอีกนานแค่ไหน ถึงเวลาแล้วที่จะต้องลุกขึ้นเพื่อก้าวเดินต่อ ฟื้นฟูประเทศชาติให้กลับมาโบยบินยิ่งใหญ่เหมือนแต่ก่อน

นอกจากนี้หนังยังเป็นการสะท้อนความหวาดกลัวของผู้กำกับ Cocteau ต่อคนรุ่นถัดไป มันมีแนวโน้มว่าพวกเขาจะกลายเป็นสัตว์ประหลาดแบบทั้ง Bête และ Avenant เพราะการได้รับอิทธิพลจากช่วงสงคราม ไหนจะยุคสมัย ‘Depression’ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่อีก อนาคตของพวกเขาช่างมืดหม่นเสียเหลือเกิน, คือมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆนะครับ เด็ก-วัยรุ่น ที่เติบโตผ่านทศวรรษแห่งสงครามและ Great Depression กลายมาเป็นวัยรุ่น/ผู้ใหญ่ ในทศวรรษ 60s เรียกว่าระดับหายนะเลย ยุคทองแห่งสุรา-นารี-ยาเสพติด และคอรัปชั่น

ส่วนตัวค่อนข้างชื่นชอบหนังเรื่องนี้อย่างยิ่ง หลงใหลในไดเรคชั่นของผู้กำกับ Jean Cocteau ที่ใช้การพรรณาคล้ายบทกวี ทำให้ผู้ชมหลุดเข้าไปในโลกแห่งเทพนิยายแฟนตาซี และเต็มไปด้วยเทคนิคภาษาภาพยนตร์ อันน่ามหัศจรรย์ล้ำจินตนาการยิ่งนัก

แนะนำกับคอหนัง Dark Fantasy ชื่นชอบเทพนิยาย (Fairy Tale) เรื่อง Beauty and the Beast, หลงใหลในงานศิลปะ Gothic, บทกวี Poetic Film, Surrealist, แฟนๆผู้กำกับ Jean Cocteau ไม่ควรพลาด

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักเรียน/ผู้สร้างภาพยนตร์ทั้งหลาย พยายามสังเกต ศึกษา เรียนรู้จัก ทำความเข้าใจเทคนิคทั้งหลาย มีมากมายเต็มไปหมดเลยละ

จัดเรต 15+ ด้วยบรรยากาศความอึมครึม มืดหม่น

TAGLINE | “La Belle et la Bête ของผู้กำกับ Jean Cocteau พรรณาด้วยบทกวี อันจะทำให้หลุดเข้าไปในโลกแห่งเทพนิยายแฟนตาซี”
QUALITY | RARE
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of