La Chinoise

La Chinoise (1967) French : Jean-Luc Godard ♥♥♡

นักศึกษาหัวรุนแรงกลุ่มหนึ่ง มีความเชื่อมั่นศรัทธาต่อลัทธิเหมาเจ๋อตุง (Maoist) ต้องการเปลี่ยนแปลงการเมืองฝรั่งเศสให้ดำเนินสู่ทิศทางนั้น แต่นั่นคืออุดมคติ (Idealist) เพ้อเจ้อไร้สาระ (Fantasist) ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เฉกเช่นเดียวกัน!

ผ่านไปประมาณสิบนาที ผมก็เลิกสนใจสิ่งที่ตัวละครพูดพร่ำ เสี้ยมสอนสั่ง ยิ่งฟังยิ่งรู้สึกเพ้อเจ้อไร้สาระ เหมือนพยายามชักชวนเชื่อให้เกิดความเชื่อมั่นศรัทธาต่อลัทธิเหมา (Maoism) แล้วปิดกั้นความครุ่นคิดเห็นต่างของใครอื่น … เพราะมุมมองทางการเมืองที่แตกต่าง รวมถึงศัพท์แสงเฉพาะทาง น่าจะทำให้หลายๆคนอดรนทนดูหนังไม่จบแน่ๆ

(วิธีการนำเสนอแบบเปิดห้องเรียนสอนวิชาความรู้ลัทธิเหมา สะท้อนความสนใจอย่างเอาจริงๆจังๆของผู้กำกับ Godard น่าจะครุ่นคิดเพ้อฝัน อยากให้การเมืองฝรั่งเศสเปลี่ยนแปลงในทิศทางนั้นแน่ๆ)

แต่ทั้งหมดนี้คือการแสดงให้เห็นถึง ‘อุดมคติ’ ความเชื่อมั่นศรัทธาอันแรงกล้าต่อแนวคิดทางการเมืองที่จับต้องไม่ได้ ไม่สามารถนำมาใช้ในทางปฏิบัติ กลุ่มนักศึกษาเหล่านั้นจึงค่อยๆเรียนรู้ว่าความรุนแรงไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไร นำสู่ช่วงท้ายสามารถปลุกตื่นขึ้นจากความเพ้อฝันร้าย … แอบรู้สึกเหมือน Bande à part (1964) แต่เปลี่ยนจากอาชญากรรมมาสู่แนวการเมือง (Political Film)


เราต้องเข้าใจก่อนว่ายุคสมัยนั้น (ทศวรรษ 60s) ยังไม่มีใครสามารถคาดคิดถึงผลกระทบจาก Great Leap Forward (1958–62) หรือ Cultural Revolution (1966-76) จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีชาวตะวันตก(อย่างผกก. Godard)ให้การยกย่องสรรเสริญวิธีการบริหารประเทศอันสุดโต่งของประธานเหมาเจ๋อตุง กล้าคิด กล้าทำ เชื่อมั่นว่านั่นสามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์การเมืองให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ขณะนั้น

แต่ปัจจุบันที่ใครต่อใคร(น่าจะ)ตระหนักถึงสิ่งบังเกิดขึ้นกับประเทศจีนในช่วงเวลาดังกล่าว ยกตัวอย่างภาพยนตร์ Farewell My Concubine (1993), The Blue Kite (1993), To Live (1994) ฯลฯ การรับชม La Chinoise (1967) จักทำให้ตระหนักถึงแนวคิดที่แม้ฟังดูดี แต่ก็เป็นได้เพียงอุดมคติ ไม่มีทางนำไปใช้งานได้จริง อีกทั้งยังก่อให้เกิดหายนะครั้งยิ่งใหญ่แห่งมวลมนุษยชาติ!

(ความผิดพลาดจากนโยบายบริหารประเทศของประธานเหมาเจ๋อตุง คาดการณ์ว่าทำให้มีตัวเลขผู้เสียชีวิตมากยิ่งกว่าสงครามโลกทั้งสองครั้งรวมกันเสียอีก!)


ผมโคตรแปลกใจตนเองที่สามารถอดรนทนดูหนังเรื่องนี้จบ! ก็พบว่าถึงละเลิกสนใจสิ่งที่ตัวละครพยายามพูดพร่ำ เสี้ยมสอนสั่งในชั้นเรียน แต่ลีลาการนำเสนอสไตล์ Godardian เต็มไปด้วยภาษาภาพยนตร์ที่ชวนให้ครุ่นคิดตีความ โดยเฉพาะองค์ประกอบภาพสวยๆของ Raoul Coutard สามารถสร้างสุนทรียะในการรับชม

และไฮไลท์ที่ทำให้ผมไม่สามารถหยุดรับชมหนังนั้นคือ Anne Wiazemsky ว่าที่ภรรยาใหม่ของผู้กำกับ Godard ไม่ใช่รูปลักษณ์ที่ดูยังไงก็อัปลักษณ์ แต่คือความมุ่งมั่น กระตือรือล้น แม้ตัวจริงๆอาจไม่เข้าใจเนื้อหาการเมืองสักสิ่งอย่าง แต่เธอกลับสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ตัวละคร จนกว่าจะตระหนักว่าสิ่งนั้นไม่ใช่หนทางที่ถูกต้อง … ต้องชมเลยว่าเป็นหญิงสาวพราวเสน่ห์ และเข้าใจวิถีการแสดง เอาจริงๆถ้าไม่แต่งงานกับผกก. Godard แล้วทุ่มเทเอาจริงเอาจังมากกว่านี้ มีแนวโน้มโด่งดังยิ่งกว่า Anna Karina เสียอีกนะ!

La Chinoise (1967) ไม่ใช่ภาพยนตร์ที่เหมาะสำหรับผู้ชมทั่วไป ใครที่ดูหนังไม่รู้เรื่อง หรือไม่สามารถอดรนทนจนจบ แนะนำให้ไปค้นหาผลงานยุคแรกๆของผู้กำกับ Godard มาเรียนรู้ฝึกฝนวิชา ให้กาลเวลาค่อยๆสะสมประสบการณ์ อ่านบทความนี้แล้วค่อยหวนกลับไปรับชมอีกครั้ง ก็อาจพบเห็นความลุ่มลึกล้ำของศิลปะขั้นสูง ‘High Art’


Jean-Luc Godard (1930-2022) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์ สัญชาติ French-Swiss เกิดที่กรุง Paris บิดาเป็นนายแพทย์ชาว Swiss ฐานะร่ำรวย ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองหลบลี้ภัยอยู่ Switzerland, เริ่มรู้จักภาพยนตร์จากการอ่านบทความ Outline of a Psychology of Cinema เขียนโดย André Malraux ตามด้วยความสนใจนิตยสาร La Revue du cinéma จากนั้นเริ่มมีโอกาสพบปะผู้คนในวงการ, เมื่อปี 1950 สมัครเข้าศึกษาคณะมานุษยวิทยา University of Paris แต่ไม่เคยเข้าเรียนสักครั้ง เพราะไปหมกตัวอยู่ Ciné-Clubs ตามด้วย Cinémathèque Française รับรู้จักบรรดาพรรคเพื่อนผู้หลงใหลในศาสตร์ภาพยนตร์ François Truffaut, Jacques Rivette, Claude Chabrol, เคยร่วมกับ Éric Rohmer ก่อตั้งวารสาร La Gazette du cinéma แต่อยู่รอดแค่เพียงห้าฉบับ! จากนั้นได้รับคำชักชวนจาก André Bazin กลายเป็นนักวิจารณ์(คนแรกของกลุ่มที่ได้)ตีพิมพ์บทความลงนิตยสาร Cahiers du Cinéma ระหว่างนั้นก็ทดลองทำหนังสั้น และกำกับภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก Breathless (1960) ** ได้รับการยกย่องว่าคือจุดเริ่มต้นยุคสมัยใหม่ (Modern Cinema)

มีนักวิจารณ์แสดงความคิดเห็นไว้อย่างน่าสนใจว่าถ้า Marina Vlady ตอบตกลงแต่งงานกับผกก. Godard วิถีภาพยนตร์หลังจาก Two or Three Things I Know About Her (1967) คงก้าวเข้าสู่แนวครอบครัว เพราะฝ่ายหญิงมีลูกติดจากสามีคนก่อน ย่อมต้องกลายเป็นภาระรับผิดชอบใหม่ให้กับเขา

แต่เพราะ Vlady ตอบปัดปฏิเสธ เขาจึงต้องมองหาหญิงสาวคนใหม่ ตกหลุมรักแรกพบ Anne Wiazemsky ที่เพิ่งแจ้งเกิดโด่งดังจาก Au Hasard Balthazar (1966) ใช้เวลาช่วงที่เธอเรียนพิเศษกับนักปรัชญา Francis Jeanson เพื่อเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย เกี้ยวพาราสี ไปรับไปส่ง จนเธอตอบตกลงหมั้นหมาย

หลังจาก Wiazemsky สอบเข้ามหาวิทยาลัย Université Paris-Nanterre ทำให้ Godard มีโอกาสรับรู้จักเพื่อนนักศึกษาของเธอที่เป็นนักเคลื่อนไหวฝั่งขวา (left-wing activist) พบเห็นกิจกรรมการเมืองของยุวชนฝรั่งเศส และมีโอกาสคลุกคลีกลุ่มเคลื่อนไหว Maoist ชื่อว่า Union des jeunesses communistes (marxistesléninistes) แปลว่า Communist [Marxist-Leninist] Youth League เลยเกิดความสนใจนำประสบการณ์ดังกล่าวมาสรรค์สร้างเป็นภาพยนตร์

เกร็ด: ผู้กำกับ Godard พยายามชักชวนสมาชิกกลุ่มเคลื่อนไหว Maoist ให้มาร่วมแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้ แต่ทุกคนล้วนบอกปัดปฏิเสธ เหมือนจะคาดเดาผลลัพท์ที่อาจเกิดขึ้นติดตามมาถ้าเปิดเผยใบหน้าตนเองออกสู่สาธารณะ


เรื่องราวของ La Chinoise ดัดแปลงหลวมๆจากนวนิยาย Demons (1871-72) หนึ่งในสี่ผลงานชิ้นเอกของ Fyodor Dostoevsky (1821-81) นักเขียนชาวรัสเซีย ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งศตวรรษ 19 อีกสามเรื่องประกอบด้วย Crime and Punishment (1866), The Idiot (1869) และ The Brothers Karamazov (1880)

Demons หรือ The Devils ไม่ใช่เรื่องราวเกี่ยวกับปีศาจ หรืออ้างอิงศรัทธา(คริสต์)ศาสนา, Dostoyevsky ต้องการกล่าวถึงกลุ่มบุคคลที่เป็นนักปฏิวัติสังคมนิยม ชายห้าคนมีทัศนคติแตกต่างจากทิศทางของชุมชน เลยครุ่นคิดการก่อกบฎ วางแผนเข่นฆาตกรรม แต่สุดท้ายเกิดเหตุผิดพลาดที่ไม่มีใครคาดคิดถึง

สำหรับ La Chinoise ปรับเปลี่ยนพื้นหลังจากชนบทรัสเซีย มาเป็นกรุง Paris ยุคสมัยนั้น (ทศวรรษ 60s) กลุ่มนักศึกษาหัวรุนแรงห้าคน (ชายสาม-หญิงสอง) ยึดถือมั่นในแนวคิดลัทธิเหมาเจ๋อตุง (Maoism) เรียกตัวเองว่า Aden Arabie ครุ่นคิดวางแผนลอบสังหารรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม คาดหวังว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะสามารถจุดชนวนความขัดแย้ง ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองขึ้นในประเทศฝรั่งเศส

เกร็ด: ชื่อกลุ่ม Aden Arabie ได้แรงบันดาลใจจากชื่อนวนิยายเล่มแรก Aden Arabie (1931) แต่งโดย Paul-Yves Nizan (1905-40) นักเขียน/นักปรัชญาชาวฝรั่งเศส โดยข้อความประโยคแรกในนวนิยายเล่มนี้ ได้กลายเป็นสโลแกนของกลุ่มนักศึกษาในช่วงระหว่างการประท้วง Mai ’68

J’avais vingt ans. Je ne laisserai personne dire que c’est le plus bel âge de la vie.
แปลว่า I was twenty, I won’t let anyone say those are the best years of your life.


สมาชิกทั้งห้าของ Aden Arabie แม้ต่างยึดถือมั่นในแนวคิดลัทธิเหมาเจ๋อตุง (Maoism) แต่ก็มีบุคลิก อุปนิสัย ความสนใจที่แตกต่างโดยสิ้นเชิง

  • Véronique หญิงสาวมีความมุ่งมั่น สีหน้าจริงจัง เต็มเปี่ยมด้วยอุดมการณ์ เชื่อในแนวคิดลัทธิเหมาอย่างรุนแรงกล้า พร้อมเสียสละตนเองเพื่อแผนการลอบสังหาร พยายามโต้เถียงอาจารย์/นักปรัชญา Francis Jeanson ปฏิเสธยินยอมรับความพ่ายแพ้ จนกว่าจะรับเรียนรู้ความผิดพลาดด้วยตนเอง
    • Anne Wiazemsky (1947 – 2017) นักแสดงหญิงสัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Berlin บิดาเป็นอดีตเจ้าชายแห่งรัสเซีย อพยพลี้ภัยสู่ฝรั่งเศสในช่วง Russian Revolution แล้วทำงานเป็นนักการทูต ออกเดินทางไปหลายๆประเทศ จนเมือปี 1962 มาปักหลังยังกรุง Paris หลังเรียนจบมัธยมได้รับเลือกจากผู้กำกับ Robert Bresson แสดงนำแจ้งเกิด Au Hasard Balthazar (1966), ทีแรกไม่ได้ตั้งใจจะเอาจริงเอาจังด้านการแสดง แต่เมื่อถูกชักชวน/เกี้ยวพาราสีโดย Jean-Luc Godard พัฒนาความสัมพันธ์จนได้แต่งงาน มีผลงานร่วมกันอาทิ La Chinoise (1967), Week End (1967) ฯลฯ
    • ผกก. Godard จงใจเลือกชื่อตัวละคร Véronique เดียวกับภาพยนตร์ Le petit soldat (1963) ที่เป็นบทบาทการแสดงแรกของ Anna Karina แต่หญิงสาวทั้งสองมีความแตกต่างกันอย่างมากๆ
      • Véronique ของ Wiazemksy ดูมีความเชื่อมั่น เป็นตัวของตนเอง โดดเด่นด้านการแสดงมากกว่า
      • Karina ทำได้เพียงสวยใสไร้เดียงสา เหมือนไม่รับรู้ด้วยซ้ำว่าฉันกำลังทำอะไรอยู่
    • ความแตกต่างนั้นเองทำให้ Karina ยินยอมศิโรราบ หุบปากและทำตามคำสั่ง ปรับตัวเข้าใจวิธีการของสามี/ผกก. Godard ได้อย่างรวดเร็ว ผิดกับ Wiazemksy เห็นว่าเต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วน เพราะแทบทุกสิ่งที่เธอสนทนากับเขาเมื่อค่ำคืน วันถัดมาต้องพูดประโยคนั้นกับใครอื่น (นั่นคือวิธีการที่ผกก. Godard พยายามผสมผสานชีวิตจริง-ภาพยนตร์ จนกลายเป็นอันหนึ่งเดียวกัน)
  • Guillaume Meister ชายหนุ่มผู้หลงใหลด้านการแสดง พยายามสอนให้ทุกคนเห็นความแตกต่างระหว่างชีวิตจริง-เล่นละครตบตา จนดูเพ้อเจ้อไร้สาระ (Fantasist) แต่เมื่อถูกแฟนสาวกลั่นแกล้ง Véronique แสร้งว่าบอกเลิกรา นั่นทำให้เขาสงบนิ่ง เงียบงัน สูญเสียความเชื่อมั่นในตนเองไม่น้อยเลยละ
    • Jean-Pierre Léaud (เกิดปี 1944) นักแสดงสัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Paris บุตรของนักแสดง Jacqueline Pierreux ที่ไม่มีเวลาให้ลูกเท่าไหร่ เลยส่งไปโรงเรียนประจำยัง Pontigny ขณะนั้นอายุ 14 ขวบ พอได้ยินข่าวมีการคัดเลือกนักแสดงเด็ก ขึ้นรถไฟหนีมาทดสอบหน้ากล้อง โดดเด่นเข้าตา François Truffaut จนได้รับเลือกให้แสดงนำ The 400 Blows (1959) แล้วตัดสินใจเอาดีด้านนี้ ผลงานเด่นๆติดตามมา อาทิ Masculin Féminin (1966), Last Tango in Paris (1972), Day of Night (1973), The Mother and the Whore (1973) ฯ
    • ในบรรดาสมาชิกทั้งห้า Léaud มีภาพลักษณ์เหมือนพวกผู้ดีมีสกุล แตกต่างจากนักศึกษามากอุดมการณ์ ที่พร้อมต่อสู้ อดรนทน พานผ่านความทุกข์ยากลำบาก ด้วยเหตุนี้ผกก. Godard จึงสั่งให้เขาทำตัวเหมือนคนธรรมดาๆ ใช้จ่ายอย่างประหยัด ทานข้าวยังโรงอาหาร ฝึกตนเองให้มีการแสดงออกเหมือนชนชั้นกลาง
    • แต่เอาจริงๆผมไม่รู้สึกถึงความแตกต่างสักเท่าไหร่ Léaud ก็ยังคือ Léaud ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ตนเอง แต่นั่นทำให้ผู้ชมสามารถแบ่งแยกตัวละครนี้ออกจากสมาชิกอื่น ด้วยคำพูดเต็มไปด้วยอารมณ์รุนแรง กระแทกกระทั้น ‘Over-Acting’ จนแลดูเหมือนเสแสร้ง เอาแต่เล่นละครตบตา
  • Yvonne หญิงสาวจากต่างจังหวัด เข้ามาศึกษาร่ำเรียน ใช้ชีวิตอาศัยในกรุง Paris เมื่อเงินไม่เพียงพอใช้ เลยตัดสินใจทำงานขายตัว แต่ดูแล้วเธอเหมือนไม่ได้ใคร่สนใจลัทธิเหมาเจ๋อตุงสักเท่าไหร่ พบเห็นปัดกวาดเช็ดถู ทำความสะอาดอพาร์เม้นท์ และพรอดรักกับแฟนหนุ่ม Henri
    • Juliet Berto ชื่อจริง Annie Jamet (1947-90) นักแสดงสัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Grenoble, Isère หลังจากมีโอกาสแสดงภาพยนตร์ 2 or 3 Things I Know About Her (1967) เป็นคนแนะนำผู้กำกับ Jean-Luc Godard ให้รับรู้จักเพื่อนสนิท Anne Wiazemsky จากนั้นกลายเป็นนักแสดงขาประจำ Jacques Rivette ผลงานเด่นๆ อาทิ La Chinoise (1967), Weekend (1967), Out 1 (1971), Celine and Julie Go Boating (1974) ฯลฯ
    • ตัวละครนี้แทบจะคืออวตารของ Juliette Janson (รับบทโดย Marina Vlady) เรื่อง 2 or 3 Things I Know About Her (1967) คงเพื่อสะท้อนความยากลำบากในการใช้ชีวิต ปรับตัวเข้ากับกรุง Paris ยุคสมัยใหม่ โดยเฉพาะสีหน้าอันลอยชายของ Berto ดูไม่ยี่หร่า ไม่สนอะไรใคร นอกจากเพียงกระทำสิ่งตอบสนองความพึงพอใจ … แต่ไม่ใช่เพื่อลัทธิเหมาอย่างแน่นอน
  • Henri หนุ่มแว่นหน้าตาดี มีความเฉลียวฉลาด ถึงแม้เอ่อล้นด้วยความเชื่อมั่นต่อแนวคิดลัทธิเหมาเจ๋อตุง แต่เขาเป็นคนรู้จักเผชิญหน้าความจริง ปฏิเสธภารกิจที่ต้องใช้ความรุนแรง ลอบสังหาร รับรู้ว่านั่นย่อมไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใด เลยถูกใครๆมองว่าเป็นคนทรยศหักหลัง แม้แต่แฟนสาว Yvonne ก็ยังตีตนออกห่าง
    • รับบทโดย Michel Semeniako นักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ Université Grenoble Alpes
  • Kirilov จิตรกรหนุ่มผู้เงียบงัน น่าจะเป็นตัวตั้งตัวตีในการก่อตั้ง Aden Arabie และคอยกำหนดทิศทางของกลุ่ม ด้วยความตั้งใจจะอาสาอยากเป็นผู้เสียสละ ต้องการปฏิบัติภารกิจลอบสังหารด้วยตนเอง แต่เมื่อพลาดโอกาสนั้นเลยเขียนจดหมายสารภาพผิด (บอกว่าตนเองเป็นคนกระทำการทั้งหมด) แล้วตัดสินใจกระทำอัตวินิบาต
    • รับบทโดย Lex de Bruijn จิตรกรชาว Dutch
    • เกร็ด: ในบรรดาสมาชิกทั้งห้า มีเพียง Kirilov ที่นำจากต้นฉบับวรรณกรรม Demons (1871–72) ชื่อเต็มๆคือ Alexei Nilych Kirillov และเป็นบุคคลที่ฆ่าตัวตายด้วยเช่นเดียวกัน

สรุปสั้นๆสำหรับสมาชิก Aden Arabie ต่างเป็นตัวแทนของ

  • Véronique เป็นคนมุ่งมั่น เอาจริงเอาจัง กล้าคิดกล้าทำ กล้าได้กล้าเสี่ยง และเรียนรู้จากความผิดพลาด
  • Guillaume หลงใหลในการแสดงจนตกอยู่โลกมายา กำลังเรียนรู้ เติบโต เพื่อออกเดินทางสู่ Socialist Theater
  • Yvonne บ้านนอกเข้ากรุง เพียงต้องการใช้ชีวิตแบบหญิงสาวทั่วๆ ใครว่าอะไรก็คล้อยตาม ไม่ได้สนใจแนวคิดลัทธิเหมาอย่างจริงจังไป หลังยุบกลุ่ม Aden Arabie ก็หวนกลับสู่วิถีเช่นเดิม ราวกับไม่เคยมีอะไรบังเกิดขึ้น
  • Henri เป็นคนเผชิญหน้าความจริง เมื่อตระหนักถึงความเพ้อเจ้อไร้สาระของกลุ่ม ปฏิเสธลงมติใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา เลยโดนขับไล่ ถอนตัวออกมา และถูกตีตราว่าเป็นคนทรยศหักหลังพวกพ้อง
  • Kirilov ไม่พูดมากแต่เน้นการกระทำ ภายในเต็มไปด้วยความคลุ้มคลั่ง เชื่อมั่นว่าการเสียสละ/ความตายของตนเองจะสามารถเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งอย่าง

ถ่ายภาพโดย Raoul Coutard (1924-2016) ตากล้องระดับตำนาน สัญชาติฝรั่งเศส ขาประจำของบรรดาผู้กำกับ French New Wave, สมัยเด็กตั้งใจร่ำเรียนเคมี แต่ไม่มีทุนการศึกษาเลยหันมาเป็นช่างภาพ เข้าร่วมสงคราม French Indichina War (1946-54) ในฐานะ ‘war photographer’ อาศัยอยู่เวียดนามถึง 11 ปี กลับมาฝรั่งเศสกลายเป็นฟรีแลนซ์ให้นิตยสาร Paris Match และ Look กระทั่งได้รับการติดต่อจากผู้กำกับ Pierre Schoendoerffer ทั้งๆไม่เคยมีประสบการถ่ายทำภาพยนตร์ แต่กลับได้เสียงชื่นชม The Devil’s Pass (1958), ติดตามมาด้วยผลงานแจ้งเกิดโด่งดัง Breathless (1960), Shoot the Piano Player (1960), Vivre sa Vie (1962), Jules et Jim (1962), Le Mépris (1963), Bande à part (1964), Pierrot le Fou (1965), Z (1969) ฯลฯ

งานภาพของหนังมีความบริสุทธิ์ เรียบง่าย ‘Cinéma Pur’ ไม่ได้ต้องใช้ลีลาอะไรมากมาย (ให้ความรู้สึกคล้ายๆ Vivre Sa Vie (1962)) แต่โดดเด่นในรายละเอียด ‘Mise-en-scène’ การจัดวางองค์ประกอบศิลป์ เต็มไปด้วยนัยยะเชิงสัญลักษณ์ และแทบจะทุกช็อตฉากต้องมีอะไรสักอย่างที่เป็น ‘สีแดง’ ซึ่งเป็นตัวแทนของหนังสือเล็กแดง (Little Red Book) คติพจน์ของประธานเหมาเจ๋อตุง คอยสร้างอิทธิพลให้บรรดาตัวละครที่มีความหลงใหลคลั่งไคล้ลัทธิเหมา

แม้จะเป็นหนังฟีล์มสี (Eastmancolor) กลับเลือกถ่ายทำอัตราส่วน Academy Ratio (1.33:1) ซึ่งเหมาะสำหรับฉายทางโทรทัศน์ ผมครุ่นคิดว่าผกก. Godard ต้องการสร้างกรอบให้เหมือนขอบกระดานดำ จักทำให้ผู้ชมพบเห็นเนื้อหารายละเอียด บทเรียนการเมือง/ลัทธิเหมาได้อย่างชัดเจน … คือถ้าเป็นอัตราส่วน Widescreen (16:9) หรือ Anamorphic (2.35:1) มันทำให้ผู้ชมรู้สึกเพลิดเพลิน ล่องลอยไป ไม่ได้ครุ่นคิดจริงจังกับเนื้อหาสาระอะไร

ส่วนใหญ่ของหนังถ่ายทำยัง 15 Rue de Miromesnil, Paris ซึ่งเป็นอพาร์ทเม้นท์ของนักแสดงตลก/ผู้กำกับละครเวที Antoine Bourseiller (1930-2013) สามีคนแรกของ Agnès Varda แต่ขณะนั้นแต่งงานใหม่กับ Chantal Darget ยินยอมให้ผู้กำกับ Godard (อาศัยอยู่ร่วมกับแฟนสาว Wiazemsky) หยิบยืมสำหรับถ่ายทำ La Chinoise (1967) ช่วงระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ค.ศ. 1967


การจับมือระหว่างคนสอง ชาย-หญิง สามารถสื่อถึงขั้วการเมืองซ้าย-ขวา ประชาธิปไตย-คอมมิวนิสต์ ต่างฝ่ายต่างพยายามจะควบคุมครอบงำ ต้องการมีอิทธิพลเหนือกว่าอีกฝั่งฝ่าย (ด้วยการวางมืออยู่ด้านบน) แต่ก็ไม่มีใครยอมใคร จนกว่าจะสามารถยินยอมรับ ปรับตัวเข้าหา ถึงจะจับมือแล้วเดินเคียงข้างไปข้างหน้า

“แมวไม่อยู่ หนูร่าเริง” เมื่อครอบครัวของ Véronique ไม่อาศัยอยู่บ้านช่วงปิดเทอมฤดูร้อน เธอเลยใช้อพาร์ทเม้นท์หลังนี้เป็นสถานที่ซ่องสุม นัดรวมกลุ่ม Aden Arabie ผู้ฝักใฝ่ลัทธิเหมาเจ๋อตุง สำหรับศึกษาเรียนรู้ และวางแผนก่อการร้าย … เก้าอี้สองตัวที่ว่างอยู่นี้ ผมตีความว่าคือการสูญหายตัวไปของบิดา-มารดา

We should replace vague ideas with clear images.

ถึงข้อความบนกำแพงจะเขียนไว้เช่นนั้น แต่ภาพพบเห็นในหนังล้วนซุกซ่อนเร้นด้วยนัยยะเชิงสัญลักษณ์ ต้องใช้การขบครุ่นคิดวิเคราะห์ หาได้มีความเป็น ‘clear images’ เลยสักนิด! แต่เราคงต้องเข้าใจว่าภาพของผกก. Godard กับความครุ่นคิดของผู้ชม มันคงไม่ใช่สิ่งเดียวกันสินะ

รูปภาพเล็กๆเหนือโคมไฟคือ Novalis นามปากกาของ Georg Philipp Friedrich Freiherr von Hardenberg (1772-1801) นักเขียน, กวี, รหัสยิก และนักปรัชญาแห่งยุคศิลปะจินตนิยมเยอรมันตอนต้น (Jena Romanticism หรือ Early German Romanticism) โดยแนวคิดที่ได้รับการกล่าวถึงอย่างมากคือ ‘เสรีภาพในความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ เกิดขึ้นจากความเข้าใจผู้อื่นและโลกใบนี้’ ซึ่งสะท้อนมุมมองของผกก. Godard คิดเห็นว่าลัทธิเหมาเจ๋อตุงคือวิถีธรรมชาติ สอดคล้องเข้ากับอุดมคติของตนเองอย่างชัดเจน (ผมพยายามจะตีความตามที่หนังนำเสนอออกมานะครับ หลายคนอาจรู้สึกว่ามันไม่ใช่ ไม่ถูกต้อง แต่เราต้องเข้าใจว่ามันคือทัศนคติเบี้ยวๆส่วนตัวของผกก. Godard เป็นเช่นนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว)

We are on a mission: Our calling is the cultivation of the earth.

Novalis

ส่วนภาพซ้ายไม่แน่ใจว่ารูปปั้นใคร แต่ภาพช็อตนี้ปรากฎขึ้นพร้อมคำพูด “God, why have you forsaken me?” ก่อนแทนที่ด้วยหนังสือเล็กแดง ถูกนำขึ้นวางบนชั้น … แสดงถึงการละทอดทิ้งความเชื่อต่อพระเจ้า แล้วหันมาเลื่อมใสศรัทธาลัทธิเหมาเจ๋อตุง

การเมืองเป็นเรื่องของคนส่วนมาก ฝั่งฝ่ายไหนได้รับการสนับสนุนจากประชาชน ก็มีสิทธิ์ที่จะทำโน่นนี่นั่น ตอบสนองความครุ่นคิดเห็นส่วนบุคคล ผลประโยชน์พรรคพวกพ้อง ซึ่งไม่จำเป็นว่าสิ่งนั้นต้องถูกต้องเหมาะสมเสมอไป ด้วยเหตุนี้มันเลยเป็นสาเหตุของความขัดแย้ง นำพาไปสู่ความรุนแรงเมื่อต่างฝ่ายมิอาจอดรนทน ยินยอมรับความประณีประณอมได้อีก

ในการสัมภาษณ์ช่วงแรกๆ สังเกตว่ากล้องถ่ายทำระยะประชิด Close-Up Shot นักแสดงมักยืนหลังชนกำแพงที่มีรูปภาพ ข้อความ ตัดจากหนังสือพิมพ์ ฯลฯ ซึ่งสามารถสะท้อนความสนใจของตัวละคร(ขณะนั้น) ที่ยังมีความยึดถือมั่นต่อหลักการ อุดมการณ์ แนวคิดลัทธิเหมาเจ๋อตุง

  • ภาพวาดหญิงสาวด้านหลังของ Véronique ไม่ได้มาจากการ์ตูนเรื่องไหนนะครับ แต่คือผลงานของ Antonio Lopez แฟชั่นดีไซเนอร์ชื่อดัง ตีพิมพ์ลงในนิตยสารแฟชั่น สำหรับโปรโมทเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย ‘Fashion Illustration’
  • ขณะที่อีกภาพด้านหลัง Véronique คือเด็กๆสวมผ้าพันคอสีแดง (นี่ก็คือยุวแดงของพรรคคอมมิวนิสต์จีน) กำลังรับฟังคำแนะนำ เสี้ยมสอนสั่งจากรุ่นพี่ (กระมัง)
    • ทั้งสองภาพนี้ของ Véronique แสดงถึงความสนใจที่มากกว่าแค่ประเด็นการเมือง แต่ยังเรื่องสวยๆงามๆของอิสตรีเพศด้วยเช่นกัน
  • ด้านหลังของ Guillaume คือภาพข่าวหนังสือพิมพ์ของประธานเหมาเจ๋อตุง ส่วนภาพวาดด้านซ้ายแอบนึกถึงผลงานของอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี แต่คาดว่าอาจเป็นผลงานของ Lex de Bruijn (ผู้รับบท Kirilov) เพื่อสะท้อนใบหน้าอันเกรี้ยวกราด แสดงออกความรุนแรงต่อสถานการณ์การเมือง
  • ด้านหลังของ Yvonne แปะเพียงบทความเล็กๆ (แสดงถึงความสนใจอันน้อยนิดต่อสถานการณ์ของโลก) พบเห็นหัวข้อ La Paysanne française aujiurdhui แปลว่า The French peasant woman today (นี่ก็สะท้อนความสนใจของเธอที่แต่เรื่องสวยๆงามๆของตนเอง)

ส่วนการสัมภาษณ์ครึ่งหลังของ Véronique และ Henri จะแตกต่างจาก Guillaume และ Yvonne (ผมขอเขียนไว้ตรงนี้เลยแล้วกัน จะได้ไม่ต้องกล่าวถึงอีก)

  • ด้านหลังของ Véronique คือชั้นวางหนังสือ สามารถสื่อถึงการยังเป็นนักเรียน/นักศึกษา มีสิ่งต่างๆอีกมากมายให้ต้องลองผิดลองถูก รวมถึงกลุ่ม Aden Arabie ด้วยเช่นกัน
  • สำหรับ Henri ให้สัมภาษณ์หลังจากถูกขับไล่/ถอนตัวจากกลุ่ม แล้วกำลังรับประทานอาหาร แสดงความคิดเห็นถึงแผนการ/ภารกิจ ตระหนักว่าแนวคิดของ Aden Arabie ไม่สามารถนำมาปรับใช้ในทางปฏิบัติได้จริง
    • การรับประทานอาหาร ในบริบทนี้คงคือการบริโภคแนวคิด/หลักการของ Aden Arabie แล้วย่อยสิ่งต่างๆที่ได้เรียนรู้ให้ผู้ชมได้รับฟัง ชี้แนะนำให้เห็นถึงความเป็นจริง ไม่มีทางที่แผนการลอบสังหารจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใด

ระหว่างที่ Guillaume พยายามพูดอธิบาย พันผ้าปิดศีรษะให้ผู้ชมรับรู้ถึงความแตกต่างระหว่างการแสดง-ชีวิตจริง เบื้องหน้า-หลังกล้อง (พบเห็น Raoul Coutard นั่งอยู่หลังกล้อง) ก็มีการเอ่ยถึงสองนักเขียนซึ่งถือเป็นนักปฏิวัติแห่งวงการ

  • William Shakespeare (1564-1616) นักเขียนบทละครชาวอังกฤษ บุคคลแรกๆที่ให้ความสำคัญกับโครงสร้าง พล็อตเรื่อง (Plot Structure) สำรวจตัวละคร (Charactor Study) การใช้สำนวนภาษา (Language) รวมถึงจัดแบ่งประเภท (Genre) และdkiไม่สามารถคาดเดาตอนจบ (หักมุม)
  • Bertolt Brecht (1898-1956) นักเขียนบทละครชาว German ผู้ครุ่นคิดพัฒนาทฤษฎี Episches Theater (แปลว่า Epic Theatre) ที่ถือว่าได้ทำการปฏิวัติวงการละครเวทีเช่นเดียวกัน
    • Episches Theater (Epic Theatre) ไม่ได้หมายถึงสเกลในการสร้าง แต่คือรูปแบบวิธีการนำเสนอ พยายามทำให้ผู้ชมตระหนักรู้ถึงสภาพความเป็นจริง หนึ่งในนั้นที่นิยมใช้กันคือเทคนิค Verfremdungseffekt แปลว่า Estrangement effect (หรือ Distancing effect หรือ Alienation Effects) ด้วยการทำบางสิ่งอย่างเพื่อขัดจังหวะ ทำลายความต่อเนื่อง ก่อกวนความรู้สึกของผู้ชม จักทำให้ผู้ชมบังเกิดสติในการครุ่นคิด ไม่ใช่ปล่อยตัวปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับสิ่งที่ละคร/ภาพยนตร์นำเสนอออกมา (ในจิตใต้สำนึก)

วิธีการจะอธิบายแนวคิดลัทธิเหมาเจ๋อตุงได้ง่ายที่สุด ก็คือทำเหมือนสอนหนังสือ ‘political learning’ โดยมีอาจารย์/ใครสักคนยืนพูดหน้าชั้น (จริงๆคือยืนอ่านสิ่งที่ผกก. Godard ตระเตรียมเขียนเอาไว้) และนักเรียนก็คือผู้ชมภาพยนตร์ และสมาชิกทั้ง 4-5 คนของ Aden Arabie แต่ต่างก็มีปฏิกิริยาที่แตกต่างกันไปในแต่ละคาบเรียน

Omar Blondin Diop (1946-73) เป็นชาว Niger, West Africa ระหว่างยังศึกษามหาวิทยาลัยในฝรั่งเศส เป็นสมาชิกกลุ่มการเมืองฝั่ง Marxist, ต่อมาเข้าร่วมการปฏิวัติ Mai ’68 และภายหลังกลายเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมือง Anti-Colonial ปักหลักอยู่ประเทศ Senegal ต่อต้านรัฐบาลหุ่นเชิด(ฝรั่งเศส)จนถูกจับกุม คาดว่าถูกลอบสังหารในเรือนจำ จนถึงปัจจุบันก็ไม่เคยได้รับความยุติธรรมใดๆ

หัวข้อบรรยายของ Omar เอาจริงๆผมไม่ได้ตั้งฟังสักเท่าไหร่ แค่พอรับรู้ว่าเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของ Vladimir Lenin ทำให้สหภาพโซเวียตพัฒนาต่อยอดแนวคิดการปกครอง กลายมาเป็นลัทธิมากซ์และลัทธิเลนิน (Marxism–Leninism) ลองสังเกตปฏิกิริยาของนักเรียนทั้งห้า

  • Véronique, Guillaume และ Henri ตั้งใจรับฟังอย่างเอาจริงเอาจัง
  • Yvonne กำลังยืดเช็ดรองเท้า อยู่บนสุมกองหนังสือเล็กแดง มองมุมหนึ่งแสดงถึงวิถีชีวิตประจำวันที่ยังต้องดำเนินไป ขณะเดียวกันคือไม่ได้ยี่หร่าต่อสิ่งที่กำลังรับฟังสักเท่าไหร่
  • ขณะที่ Kirilov กำลังซ่อมแฮนด์จักรยาน ส่วนที่ใช้ควบคุมทิศทางของจักรยาน แสดงถึงบุคคลผู้ริเริ่มจัดตั้งกลุ่ม Aden Arabie รวมถึงวางแผน กำหนดทิศทาง และเป้าหมายดำเนินการ

ช่วงระหว่างการบรรยายของ Omar จะมีซีนที่กล้องเคลื่อนไหลภายนอกห้อง ซึ่งจะหยุดพักแบ่งออกได้เป็นสามระยะ

  • ภาพแรกก็คือ Omar (ผู้บรรยายหน้าห้องเรียน) และ Kirilov ที่กำลังซ่อมแฮนด์จักรยาน (บุคคลผู้ก่อตั้ง กำหนดทิศทางเป้าหมายกลุ่ม Aden Arabie)
  • กลุ่มนักเรียนที่มีความตั้งใจรับฟัง Véronique, Guillaume และ Henri ทั้งจดบันทึก พูดคุยสอบถาม แสดงความคิดเห็น
  • และ Yvonne กำลังทำความสะอาดรองเท้า ไม่ค่อยสนใจอะไรสักเท่าไหร่

นอกจากนี้ยังมีการแทรกภาพบุคคลสำคัญๆ ข้อความ หรือภาพทางการเมือง เพื่อเสริมการบรรยายของ Omar แต่ผมคงไม่เสียเวลาหาข้อมูลทั้งหมดนะครับ เอาที่น่าสนใจสองสามช็อตก็พอแล้วละ

  • ภาพแรกคือ Vladimir Lenin เมื่อปี ค.ศ. 1907 ขณะนั้นอายุ 37 ปี ขณะกำลังหลบหนีภัยออกจากรัสเซีย เพราะถูกไล่ล่าจากจักรพรรดิ Tarist
  • ภาพสองก็ยังคือ Lenin แต่เมื่อปี ค.ศ. 1917 พอไว้หนวดเลยเป็นภาพลักษณ์ที่มักคุ้นสักหน่อย ขณะนั้นน่าจะโค่นล้มจักรพรรดิ Tarist ได้สำเร็จแล้วกระมัง
    • สิ่งที่น่าสนใจของภาพนี้ก็คือการย้อมดวงตาสีแดง ทีแรกผมคาดว่าสื่อถึงการเสียชีวิตจากไปแล้ว แต่ครุ่นคิดไปมามันอาจหมายถึงอาการ ‘เลือดขึ้นหน้า’ ใช้ความรุนแรงในการโค่นล้มกษัตริย์ Tarist เปลี่ยนแปลงปกครองสู่ระบอบคอมมิวนิสต์ (Communist)
  • ภาพสุดท้ายก็ยังคงเป็น Lenin แต่ได้กลายเป็นภาพวาด สามารถสื่อถึงหลังความตายได้กลายเป็นอมตะ หรือคือสัญลักษณ์แห่งสหภาพโซเวียต
    • ภาพนี้ไม่ใช่แค่ดวงตาที่ทาสีแดง แต่ยังริมฝีปาก เครื่องแบบทหาร สามารถสะท้อนถึงการปกครองระบอบ Leninism ใช้ความรุนแรงจัดการผู้ต่อต้าน ปิดปากพวกครุ่นคิดเห็นต่าง เข่นฆ่าศัตรูจนเปื้อนเลือดท่วมตัว

ระหว่างการสัมภาษณ์ Véronique จะมีแทรกภาพการต่อสู้ สงคราม ความรุนแรง รวมถึงบรรดาศิลปิน นักแสดง ที่ถือว่าเป็นนักปฏิวัติ(วงการ)ก็ได้กระมัง อาทิ

  • ผมไม่แน่ใจว่าภาพแรกคือใคร แต่เชื่อว่าต้องเป็นบุคคลมีชื่อเสียง บุกฝ่าดงไปยังทวีปแอฟริกัน (นั่นเป็นสิ่งที่ยุคสมัยนั้นไม่มีใครเขาทำกัน)
  • ภาพถ่าย Jean-Paul Belmondo ไม่รู้จากกองถ่าย Breathless (1960) หรือเปล่านะ ซึ่งถือเป็นผลงานที่ปฏิวัติวงการภาพยนตร์
  • ภาพสุดท้ายคือ Michel Polnareff นักร้องชาวฝรั่งเศสที่เพิ่งโด่งดังจากอัลบัมแรก Michel Polnareff (1966) โดยเฉพาะซิงเกิ้ลแรก La Poupée qui fait non (1966) นำเสนอบทเพลงที่มีความเป็นส่วนตัวเองสูงมากๆ ผิดแผกจากค่านิยมยุคสมัยนั้น อาจจะเรียกว่าคือหนึ่งในผู้ปฏิวัติวงการเพลงฝรั่งเศสได้เลยกระมัง

ระหว่างที่ทุกคนกำลังหลับสบาย Kirilov ทำตัวเป็นนาฬิกาปลุกตื่นยามเช้า ด้วยการเปิดบทเพลงชาติ Socialist ชื่อว่า Pierre Degeyter: The Internationale (1888) ด้วยการก้าวขึ้นบนเตียงนอน เดินวนไป-วนกลับ จนทำให้สมาชิกต้องลุกขึ้นมายืดเส้นยืด เต้นแอโรบิก … นี่มันค่ายฤดูร้อน (Summer Camp) เลยนะ!

The … theoretical … base … which … serves … as … a guide … in … our … thinking … is … Marxism … Leninism.

เอาจริงๆหนังไม่ได้นำเสนอออกมาตรงๆว่าใครคือหัวหน้ากลุ่ม Aden Arabie ถ้าอ้างอิงตามนวนิยาย Demons จักคือตัวละครของ Véronique แต่ฉากนี้ทำให้ผมครุ่นคิดว่า Kirilov คือบุคคลที่คอยกำหนดทิศทางดำเนินไปของกลุ่ม (อย่างน้อยคือผู้ร่วมก่อตั้ง) และต้องการอาสาเป็นผู้เสียสละสำหรับภารกิจลอบสังหาร กระทำสิ่งตอบสนองความเกรี้ยวกราดบางอย่างที่อัดแน่นภายใน

คาบเรียนของ Guillaume พยายามเปรียบเทียบละครเวที ภาพยนตร์ ให้สอดคล้องเข้ากับแนวคิดทางการเมือง (Socialist Theatre) โดยอ้างอิงถึงสองพี่น้อง Lumière brothers สรรค์สร้างผลงานมีลักษณะคล้ายภาพวาด Impressionist และแนวคิดภาพยนตร์ของ Georges Méliès ไม่ต่างจากละครเวทีของ Bertolt Brecht (ต่างถือเป็นผู้ปฏิวัติวงการเช่นเดียวกัน)

It proves Lumiere was a painter. He filmed the same things painters were painting at that time, men like Charo, Manet or Renoir. What did he film? He filmed train stations. He filmed public gardens, workers going home, men playing cards. He filmed trams. One of the last great Impressionists? Exactly, a contemporary of Proust.

So Melies did the same thing. No, what was Melies doing at that time? He filmed a trip to the moon. Melies filmed the King of Yugoslavia’s visit to President Fallieres. And now in perspective, we realise those were the current events. No kidding, it’s true. He made current events. They were re-enacted, alright. Yet they were the real events. I’d even say Melies was like Brecht.

เกร็ด: ภาพยนตร์/สารคดีที่ Guillaume อ้างอิงถึงนั้นคือ Louis Lumière (1968) กำกับโดย Éric Rohmer (ตอนนั้นยังไม่ได้ออกฉายสาธารณะ แต่คาดว่าผกก. Godard และพรรคเพื่อน French New Wave คงมีโอกาสได้รับชมก่อนใคร) บันทึกการสนทนาระหว่าง Jean Renoir และ Henri Langlois เกี่ยวกับศาสตร์/ศิลปะภาพยนตร์ของ Louis Lumière

ลูกเล่นในการบรรยายของ Guillaume ประกอบไปด้วย

  • การสวมใส่แว่นตาลายธงชาติ จากนั้นแสดงความคิดเห็นที่เต็มไปด้วยอคติ หรือนโยบายส่งผลกระทบต่อประชาชน (คล้ายๆการสวมบทบาท เล่นละคร วิพากย์วิจารณ์การทำงาน)
  • จากนั้นมีการเล่นละครของ Yvonne สวมบทบาทเป็นเวียดกง ร้องขอความช่วยเหลือระหว่างเครื่องบิน/เรือรบ (ที่เป็นของเด็กเล่น) เติมน้ำมันยี่ห้อ ESSO กำลังโจมตี ทิ้งระเบิดปูพรม
  • ภาพวาดการ์ตูน Batman, Sergant Fury, Captain America ล้วนคือลักษณะการชวนเชื่อ (ของสื่อศิลปะ) ปลูกฝังค่านิยมให้กับคนรุ่นใหม่ของสหรัฐอเมริกา

แต่ไฮไลท์ของหนังก็คือกำแพงที่เรียงรายด้วยหนังสือเล็กแดง ต้องการสื่อถึงสิ่งที่สามารถปกป้อง คุ้มครองชีวิตของประชาชน (เหมือนผนังกำแพง) คือความเชื่อมั่นศรัทธาต่อท่านประธานเหมาเจ๋อตุง ซึ่งหนังสือ/วิทยุ/อุดมการณ์ดังกล่าว จักแปรสภาพเป็นอาวุธ (ปืน) กำจัดขับไล่ เข่นฆ่าศัตรูให้พ่ายแพ้ภัยพาล

อีกช็อตหนึ่งที่ขยายแนวคิดดังกล่าวก็คือ รถถังของเล่นที่ปักธงสหรัฐอเมริกา พ่ายแพ้ให้กับกองหนังสือเล็กแดง นี่เช่นกันต้องการสื่อว่า ‘อุดมการณ์คืออาวุธที่ทรงพลังยิ่งกว่ายุทโธปกรณ์อื่นใด’ เพราะประชาชนจะไม่ยินยอมพ่ายแพ้แม้ตัวตาย ประเทศที่ใช้ความรุนแรงแม้สามารถเอาชนะสงคราม สุดท้ายกลับจะไม่หลงเหลืออะไรสักสิ่งอย่าง

คาบเรียนของ Henri เหมือนจะนำเสนออิทธิพลของสหรัฐอเมริกา (ตัดให้เห็นภาพของ Véronique ที่ทำเหมือนไม่ได้สนใจรับฟังเพราะกำลังอ่านหนังสือพิมพ์ Pekin Information แต่ด้านหลังคือภาพการ์ตูนแฟชั่น แสดงถึงสิ่งความขัดแย้งที่อยู่ภายใน) ความสัมพันธ์ระหว่างวิทยาศาสตร์, Marxist และหลักการของมนุษยศาสตร์ (ตัดให้เห็นภาพของ Yvonne กำลังเช็ดกระจก ทำความสะอาดอพาร์ทเม้นท์ นั่นคือกิจวัตรประจำวันที่ยังคงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงไป)

หัวข้อบรรยายของ Henri พยายามนำเสนอการเมืองที่สะท้อนโลกความจริง อิทธิพลต่อวิถีชีวิตประจำวัน มันเลยไม่ค่อยมีใครอยากรับฟังสักเท่าไหร่ … บรรยายรอบสองเลยถูกส่งเสียงโห่ขับไล่

เมื่อเข้าสู่ Movement ที่สองของหนัง บทเพลง Mao Mao ทำให้บรรยากาศในอพาร์ทเมนท์แห่งนี้ปรับเปลี่ยนแปลงไป

  • Kirilov ที่เคยเงียบงัน เริ่มแสดงอารมณ์หุนหัน โยนทิ้งแฮนด์จักรยานที่เคยซ่อมไว้ออกไปนอกห้อง สัญลักษณ์ของการเรียกร้อง ต้องการกระทำอะไรบางสิ่งอย่างที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้
  • ขณะที่ Yvonne ก็หยิบมืดขึ้นมาซ้อมทิ่มแทง …เลียนแบบ Psycho (1960)?
  • ระหว่างที่ Véronique กล่าวถึง André Malraux (1901-1976) จักปรากฎภาพรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม
  • ช็อตต่อไปพบเห็น Kirilov ทำท่าซ้อมจ่อยิงปืนฆ่าตัวตาย (ด้วยการลุก-นั่ง สองสามครั้ง) และภาพด้านหลัง Malcolm X (1925-65) นักเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิมนุษยชน ที่เพิ่งถูกลอบสังหารเมื่อไม่นานมานี้

เหล่านี้ล้วนแฝงนัยยะเชิงสัญลักษณ์ เพื่อเป็นการชี้นำ บอกใบ้ว่า ชายคนนี้อาจคือเป้าหมาย จักต้องถูกเข่นฆาตกรรม!

คาบเรียนของ Kirilov เหมือนจะไม่มีใครอยากรับฟังเช่นกัน (เมื่อกล้องเคลื่อนไหลจากภายนอกห้อง พบเห็นบานหน้าต่างฝั่งนักเรียนที่ปิดอยู่) พยายามกล่าวถึงสามแม่สี น้ำเงิน-เหลือง-แดง ที่สามารถสื่อแทนอารมณ์อย่างตรงไปตรงมา นั่นก็สะท้อนตัวตนของเขา มีความสนเพียงไม่กี่สิ่งอย่างเท่านั้น

ระหว่างที่ Kirilov กำลังพูดสอนอยู่นั่น Guillaume ก็ใช้ผ้าค่อยๆลบชื่อบุคคลสำคัญต่อวงการภาพยนตร์ วรรณกรรม ละครเวที ฯลฯ มีใครบ้างก็ให้ลองไปสังเกตเอาเองนะครับ สามชื่อสุดท้ายคือ Williams (น่าจะ Shakespeare), Molière (นักเขียน/นักแสดงละครเวที ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในบรมครูด้านสุขนาฏกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุด) และ Brecht

ฉากนี้แฝงนัยยะถึงความพยายามของผู้กำกับ Godard ที่จะละทอดทิ้ง ทำลายอดีต ลบเลือนทุกสิ่งอย่างที่เคยเป็นอิทธิพล แรงบันดาลใจในการสรรค์สร้างผลงาน ต้องการเริ่มต้น “Set Zero” นับหนึ่งใหม่ตั้งแต่ภาพยนตร์เรื่องนี้

For everything we see, we must consider three things. The position of the seeing eye, of the object seen and of the source of light.

  • ภาพวาด End of Night (1966) ผลงานของ Friedensreich Hundertwasser (1928-2000) จิตรกรชาว Austrian ที่แม้ยังคงเห็นเค้าโครงใบหน้ามนุษย์ แต่มีการใช้สีที่ราวกับคลื่น ‘spectrum’ เป็นการสำแดงลักษณะของ โลกความจริง (Reality) vs. จินตนาการเพ้อฝัน (Fantasy) หรือจะมองว่าคือภาพของการพบเห็นสิ่งเหนือธรรมชาติ (Transcendentalism)
    • ภาพนี้สอดคล้องแนวคิดแหล่งกำเนิดแสง ‘source of life’ เป็นสิ่งที่อยู่เหนือขอบเขตการรับรู้ของมนุษย์ (จริงๆมันควรอยู่ลำดับสุดท้ายไม่ใช่รึ?)
  • ภาพวาด Coffee (1915) ผลงานของ Pierre Bonnard (1867-1947) จิตรกรสัญชาติฝรั่งเศส ผู้บุกเบิกยุคสมัย Post-Impressionist
    • สอดคล้องคำกล่าววัตถุที่มองเห็น (object seen)
  • เธอคนนี้คือ Henny Porten (1890-1960) นักแสดงยุคหนังเงียบ “The First Lady of German Cinema” ดาวดาราดวงแรกของวงการภาพยนตร์เยอรมัน (เทียบเท่ากับ Lillian Gish ที่ได้รับฉายา The First Lady of American Cinema)
    • นี่คือดวงตาอันพองโตของหญิงสาว (seeing eye)

แม้ว่าสาวๆจะไม่ได้รับโอกาสให้เป็นผู้บรรยายบทเรียนหน้าห้อง (นี่ก็สะท้อนสังคม ‘ชายเป็นใหญ่’ ที่ผู้กำกับ Godard ยังไม่สามารถดิ้นหลุดนอกกรอบความคิด) แต่ขณะนี้ Véronique ก็ทำการเสี้ยมสอน Guillaume ให้เรียนรู้จักแนวคิดของการต่อสู้ดิ้นรน ‘struggle on two fronts’ ซึ่งเป็นคำสอนของประธานเหมาเจ๋อตุง (จากหนังสือเล็กแดง) ด้วยการเปรียบเทียบการสูญเสียความรัก (แสร้งว่าบอกเลิก) ไปพร้อมๆกับรับฟังบทเพลง Franz Schubert: Piano Sonata in A major D. 664: I. Allegro moderato

Guillaume ปิดตาจับนก (ผิวปากเพื่อส่งเสียงเหมือนนก) จากนั้นมีเสียงบรรยายกล่าวถึงความขัดแยังอันเนื่องมาจากสีผิว ชนชาติพันธุ์ ฯลฯ แล้วปรากฎภาพหญิงสาวสวมชุดคลุมสีดำ พูดบอกว่าฉันคือมนุษย์คนหนึ่ง ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดอะไร แต่ทำไมกลับถูกเลือกปฏิบัติเพียงเพราะไม่ได้เหมือนคนส่วนใหญ่ … การปิดตาของ Guillaume สื่อถึงการแสร้งว่ามองไม่เห็นอีกฝั่งฝ่ายว่าเป็นมนุษย์เหมือนกัน

แซว: ฉากนี้ทำให้ผมตระหนักว่า Jean-Pierre Léaud น่าจะมีความสามารถพิเศษในการผิวปาก (แสดงว่าตอน Masculin Féminin (1966) เป็นคนผิวปากเพลงของ Bach จริงๆ)

ใบหน้าแห่งความฝัน “face of a dream” คำกล่าวในหนังอ้างว่าเป็นผลงานของ Serge Dimitri Kirilov แต่ผมกลับหาข้อมูลจิตรกรคนนี้ไม่ได้เลยนะครับ! ถึงอย่างนั้นนี่ก็เป็นภาพวาดที่น่าสนใจไม่น้อย ใบหน้าเต็มไปด้วยส่วนผสมทรงผมหยิก-ตรง บลอนด์-แดง สีผิวดำ-ขาว-เหลือง ริ้วรอยกระเกลื้อน แสดงถึงความหลากหลายทางสีผิว เชื้อชาติ รวมเรียกว่าใบหน้าของมนุษยชาติ

เป้าหมายของ Aden Arabie คือการกำจัดศัตรูสาธารณะ (Public Enemy) ที่มีความครุ่นคิดเห็นต่างทางการเมือง เท่าที่ผมพอหาข้อมูลได้ประกอบด้วย

  • เบอร์ 1: ปธน. Lyndon B. Johnson แห่งสหรัฐอเมริกา
  • เบอร์ 2: Alexei Kosygin ประธานสภารัฐมนตรีแห่งสหภาพโซเวียตในช่วงสงครามเย็น (Cold Wars)
  • เบอร์ 4: หน้าปกหนังสือ Descartes (1946) แต่งโดย Jean-Paul Sartre ซึ่งพยายามนำเสนอความเห็นต่างขัดแย้งกับ René Descartes (1596-1650) ผู้บุกเบิกปรัชญาสมัยใหม่ และยังเป็นนักคณิตศาสตร์บุกเบิกวิชาเรขาคณิตวิเคราะห์
  • เบอร์ 7: Leonid Brezhnev ผู้นำสหภาพโซเวียต ในฐานะเลขาธิการกลางคณะกรรมการกลางของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียต
  • เบอร์ 26: Heinrich Himmler หนึ่งในผู้นำพรรค Nazi ตัวตั้งตัวตีอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ Holocaust
  • เบอร์ 153: เหมือนจะเป็นผู้กำกับ Jean-Luc Godard

คาบเรียนสุดท้ายของหนัง Henri พยายามที่จะพูดสอนให้ทุกคนเรียนรู้จักการเผชิญหน้าความจริง นำเสนอหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่จับต้องได้ แต่กลับไม่มีใครสนใจรับฟัง แถมส่งเสียงโห่ร้องขับไล่ … กล่าวคือบรรดานักเรียนต้องการออกไปภาคปฏิบัติแล้วสิ!

หลังจาก Henri ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมภารกิจลอบสังหาร ก็แสดงความคิดเห็นถึงสมาชิก Aden Arabie ว่าเต็มไปด้วยความเพ้อเจ้อไร้สาระ (Fantasist) เพราะตระหนักรับรู้ว่าความรุนแรงไม่ช่วยแก้ปัญหาอะไร จากนั้นมีการกล่าวถึง Louis Aragon (1897 – 1982) นักกวี นักเขียนนวนิยาย ผู้สนับสนุนพรรค Communist (และให้การสนับสนุนบรรดานักศึกษาในช่วง Mai ’68) ซึ่งการขีดๆเขียนๆดวงตาสีแดงๆคล้ายๆภาพตอนต้นเรื่องของ Vladimir Lenin ผมรู้สึกว่าแฝงนัยยะที่กลับตารปัตรตรงกันข้าม

ภาพวาด Abstract หาข้อมูลไม่ได้ว่าผลงานใคร มีลักษณะเหมือนสองบุคคล (กำลังจุมพิต) แต่ถ้ามองจากระยะไกลๆจะเห็นเหมือนรูปหัวใจ สามารถเติมเต็มคนละครึ่งซีกของกันและกัน … อาจจะสื่อว่า Louis Aragon คือบุคคลที่สามารถช่วยเหลือ ให้คำแนะนำ และกำหนดทิศทางของ Aden Arabie ได้ดีกว่าที่เป็นอยู่ขณะนี้ (ตรงกันข้ามกับ Lenin ที่ปกครองประเทศด้วยความรุนแรง/เผด็จการ สนเพียงกำจัดผู้ครุ่นคิดเห็นต่าง)

เมื่อมีการพูดถึงบุคคลที่ถูกตัดสินโทษข้อหาเป็นกบฎ ต่อต้านรัฐบาล มีการแทรกภาพสามบุคคล

  • Nikolay Bukharin (1888-1938) นักปฏิวัติชาว Russian สมาชิกระดับสูงของ Bolshevik เคยได้รับการสนับสนุนจาก Joseph Stalin แต่ความขัดแย้งบางอย่างเลยถูกขับไล่ จับกุม เหมือนจะใส่ร้ายป้ายสี และได้รับโทษประหารชีวิต
  • ภาพที่สองหาข้อมูลไม่ได้ว่าใคร
  • ส่วนภาพสุดท้ายมาจากโคตรหนังเงียบ Arsenal (1929) กำกับโดย Alexander Dovzhenko ซึ่งก็เป็นภาพสุดท้ายของหนัง ชายคนนี้แสดงความเกรี้ยวกราดด้วยการฉีกกระชากเสื้อผ้า ฆ่ากันให้ตายเลยดีกว่า

เสียงสนทนาที่สลับไปมาระหว่าง Véronique, Henri และ Yvonne (จนแทบจะแยกแยะไม่ออกว่าใครกำลังพูดอะไร) กล่าวถึงแนวคิดเกี่ยวกับการสงคราม ต่อสู้กับผู้มีความครุ่นคิดเห็นต่าง

  • Vladimir Lenin สนเพียงกำจัดศัตรู/ผู้เห็นต่างให้พ้นภัยพาล โดยไม่สนอะไรใครทั้งนั้น
  • Rosa Luxemburg (1871-1919) นักปฏิวัติชาว Polish, นักปรัชญา Marxist และต่อต้านสงคราม แสดงความคิดเห็นว่าใครอยากทำสงคราม ก็ควรเป็นผู้จ่ายค่าปฏิกรรมสงคราม (War Reparations) 
    • นี่ถือว่าเป็นความเห็นตรงกันข้ามกับ Lenin นะครับ

แซว: แม้หนังกล่าวถึง Rosa Luxemburg แต่กลับใช้ภาพวาด La Prière Du Matin (1775-80) แปลว่า The Morning Prayer โดยจิตรกร Jean-Baptiste Greuze (1725-1805) สัญชาติฝรั่งเศส

ระหว่างที่ Yvonne อ่านเรื่องราวจากนิตยสารผู้หญิงที่สะท้อนความสนใจของตนเอง หนังมีการแทรกภาพ Montage ร้อยเรียงปฏิกิริยาใครต่อใครรอบข้าง

  • บทเพลง Mao Mao ดังขึ้นพร้อมภาพ Kirilov หันไปหาข้อความ Politique (แปลว่า Political) สื่อถึงความสนใจเพียงประเด็นการเมืองเท่านั้น
  • Yvonne แม้ยืนพิงกำแพงที่มีรูปภาพเหมาเจ๋อตุง แต่กำลังกัดกินแอปเปิ้ล ผลไม้ต้องห้าม
  • Guillaume ยกมือขึ้นป้องปาก พยายามปิดปั้น ปฏิเสธให้ความสนใจสิ่งอื่นนอกเหนือจากประเด็นการเมือง
  • ตอกสเลทก่อการให้สัมภาษณ์ของ Véronique แล้วมีเครื่องหมายกากบาทปรากฎขึ้นแวบหนึ่ง เพื่อบอกว่าซีนนี้ไม่ได้ใช้ ใช้ไม่ได้ ควรต้องตัดออก แต่ก็แทรกใส่เข้ามา (เพื่อสื่อว่านี่เป็นสิ่งที่ภาพยนตร์ไม่ให้การสนใจ)

เหล่านี้เหมือนต้องการสื่อว่า การกระทำของ Yvonne ที่ให้ความสนใจอะไรอื่นนอกเหนือจากการเมืองเป็นสิ่งต้องห้าม ไม่ได้รับการยินยอมรับ … และเป็นฉากที่ทั้งตัดสลับไปมา และบทเพลง Mao Mao เดี๋ยวดัง-เดี๋ยวเงียบ สร้างความน่ารำคาญอย่างโคตรๆ (เพื่อจะสื่อถึงการปฏิเสธสนใจสิ่งอื่นนอกจากประเด็นการเมือง)

Henri ไม่เห็นด้วยกับการที่พรรคคอมมิวนิสต์สั่งแบน Johnny Guitar (1954) ของผู้กำกับ Nicholas Ray เพียงเพราะเป็นภาพยนตร์จากสหรัฐอเมริกา ทั้งๆเนื้อหาสาระของหนังแสดงความไม่เห็นด้วยต่อการล่าแม่มด/สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ในช่วง Hollywood Blacklist (เป็นภาพยนตร์ที่ออกไปทางต่อต้าน McCarthyism)

ความคิดเห็นดังกล่าวของ Henri ล้อกับเหตุผลที่เขาถูกขับไล่ออกจากกลุ่ม Aden Arabie เพียงเพราะความครุ่นคิดแตกต่าง ไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรง และแผนการลอบสังหารบุคคลสำคัญ ทั้งๆต่างก็เป็น Communist ด้วยกันทั้งนั้น!

ระหว่างเดินทางเพื่อไปทำภารกิจลอบสังหาร ทั้งซีเควนซ์นี้ถ่ายทำบนขบวนรถไฟจริงๆ เป็นการโต้ถกเถียงระหว่าง Véronique กับอาจารย์สอนปรัชญา Francis Jeanson แต่คำสนทนาของเธอนั้นเป็นการกระซิบผ่านหูฟังไร้สาย พูดให้ถูกก็คือผกก. Godard โต้ถกเถียงกับอาจารย์ Jeanson ที่พยายามย้ำเตือนสติ เตือนว่าการใช้ความรุนแรง/แผนการลอบสังหารไม่ได้ก่อเกิดประโยชน์อันใด

แซว: เมื่อตอนถ่ายทำฉากนี้ ผู้กำกับ Godard เชื่อว่าตนเองโต้ถกเถียงจนสามารถเอาชนะ Jeanson แต่หลายมีถัดมาค่อยตระหนักถึงความไร้เดียงสาระของตนเอง … ผมว่าผู้ชมก็น่าจะสังเกตการเอาสีข้างไถของตัวละคร พยายามชักแม่น้ำทั้งห้า เถียงคําไม่ตกฟาก (ผกก. Godard) พูดอะไรก็ไม่รู้โคตรไร้สาระ

ล้อกับตอนต้นเรื่องที่เป็นการละเล่นจับมือ ขณะนี้ Véronique กำลังเล่นละครบีบรัดคอ Guillaume พยายามดิ้นซ้ายดิ้นขวา ซึ่งแฝงนัยยะทางการเมือง(ตามภาพพื้นหลัง)ของการลุกฮือขึ้นมาโค่นล้มอำนาจรัฐบาลของชนชั้นกรรมาชีพ (น่าจะเป็นภาพจากการปฏิวัติเดือนตุลาคมของรัสเซีย) เพื่อสื่อถึงภารกิจการลอบสังหารที่กำลังจะดำเนินตามแผนการ

ขณะเดียวกันยังสามารถสื่อถึงความขัดแย้งระหว่างคู่รักหนุ่ม-สาว ราวกับเป็นจุดแตกหัก! สังเกตว่าตั้งแต่ค่ำคืนแห่งการแสร้งบอกว่าเลิกรัก พวกเขาก็แทบไม่ได้อยู่ร่วมเฟรมเดียวกันอีก แม้ตำแหน่งที่นั่งของ Véronique และ Guillaume จะยังคงเก้าอี้ตัวเดิม แต่กล้องกลับใช้การแพนนิ่งเพื่อสร้างระยะห่างความสัมพันธ์ แบ่งแยกพวกเขาออกจากกัน

Kirilov เป็นบุคคลที่เต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดต่อสถานการณ์การเมือง พยายามกำหนดทิศทางกลุ่ม Aden Arabie ให้กระทำบางสิ่งอย่างเพื่อระบายความคลุ้มคลั่งทรวงใน แต่เมื่อไม่ได้รับโอกาสให้ลอบสังหารเป้าหมาย เขาเลยอาสาเขียนจดหมายลาตาย ขอเป็นผู้เสียสละแทนคนอื่นๆ และก่อนที่จะเข่นฆ่าตัวตาย ทำการละเลงทาสีรุ้งรอบอพาร์ทเม้นท์ ราวกับว่านี่เป็นสรวงสวรรค์ที่ตนเองกำลังจะดำเนินทางไปถึง เชื่อว่าจักทำให้อนาคตฝรั่งเศสเกิดการปรับเปลี่ยนแปลงสู่โลกใหม่

ผมหาข้อมูลไม่ได้ว่าจากการ์ตูนเล่มไหน แต่วิธีนำเสนอการลอบสังหารเป้าหมายด้วยการแทรกภาพนี้ คือลักษณะของศิลปะ/วัฒนธรรม ‘Pop Art’ เน้นความง่าย รวดเร็ว เห็นแล้วเข้าใจ บังเกิดอารมณ์ร่วม ไม่ต้องมีความสลับซับซ้อน เพียงแค่รับรู้ว่า Véronique ได้ทำการเข่นฆาตกรรมเป้าหมาย … แต่ประเดี๋ยวก่อน

แม้ว่า ‘Pop Art’ จะมีความเรียบง่าย รวดเร็ว ผลิตได้จำนวนมาก แต่ขณะเดียวกันมันคือความฉาบฉวย เร่งรีบร้อน ทำให้ขาดการตรวจสอบ ไตร่ตรองให้รอบคอบ ก็เหมือนการเข้าผิดห้อง ฆาตกรรมผิดตัว จนต้องมีวนกลับไปรอบสอง แถมไม่มีใครตอบได้ว่าแท้จริงแล้ว Véronique เข้าใจถูกหรือผิด? หรือรอบหลังสังหารผิดคนอีกหรือเปล่า?

การสังหารผิดคน ยังแฝงนัยยะถึงผลกระทบจากการใช้ความรุนแรง แสดงออกด้วยอารมณ์ ขาดสติหยุดยับยั้งชั่งใจ ทำให้มีผู้บริสุทธิ์ ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ถูกลูกหลงจากความเห็นแก่ตัวของกลุ่ม/บุคคล เป็นการกระทำที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ แต่ยังสร้างปัญหาให้สังคม

สำหรับ Guillaume หลังค่ายฤดูร้อนสิ้นสุด พบเห็นเขาชุดนโปเลียน เข้าไปป่วนโรงละครแห่งหนึ่ง ตะโกนบอก “I’m fed up with this job!” ให้ความรู้สึกเหมือนผู้กำกับ Godard แสดงความเบื่อหน่ายต่อรูปแบบวิถีทางภาพยนตร์ อิทธิพลของ Hollwood ต้องการที่จะ …

Théâtre Année Zéro แปลว่า Year Zero Theatre ฟังดูคล้ายๆภาพยนตร์ Germany, Year Zero (1948) ของผู้กำกับ Roberto Rossellini และผกก. Godard ก็เคยอ้างอิงถึงเรื่อง Made in U.S.A. (1966) เพื่อสื่อถึงความต้องการ “Set Zero” หวนกลับสู่จุดเริ่มต้น แล้วเริ่มนับหนึ่งใหม่ … ยังตึกร้างที่มีสภาพปรักหักพัก แบบเดียวกับ Germany, Year Zero (1948)

The theatrical vocation of Guillaume Meister.
ประโยคเต็มๆคือ The theatrical vocation of Guillaume Meister and his years of apprenticeship and his travels on the road of a genuine socialist theater.

ณ Year Zero Theatre คือสถานที่ที่ทำให้ Guillaume พบเจอหญิงสาว(โสเภณี)ในตู้กระจกสองคน เหมือนกำลังต้องตัดสินใจเลือกระหว่าง

  • ฝั่งซ้ายคือ Yvonne มีความสวยสาว รูปร่างผอมบาง พร้อมจะเปลือยกาย ยินยอมทำทุกสิ่งอย่าง
    • สัญลักษณ์ของคนรุ่นใหม่ กล้าพูด กล้าแสดงออก ซึ่งสามารถเป็นตัวแทนแนวคิดการแสดง ละครเวที ภาพยนตร์ยุคสมัยใหม่
    • ขณะเดียวกันก็สื่อถึง Yvonne แม้อุตส่าห์เข้าร่วมกลุ่ม Aden Arabie แต่ก็ไม่ได้ทำให้วิถีชีวิตปรับเปลี่ยนแปลงไป สุดท้ายก็ต้องหวนกลับมาเป็นโสเภณีขายตัว เพื่อธำรงชีพรอดในกรุง Paris ยุคสมัยใหม่
  • ฝั่งขวาคือหญิงสูงวัย รูปร่างอวบอ้วน
    • ตัวแทนของคนรุ่นเก่า ไม่พร้อมเปลี่ยนแปลงอะไร หรือคือวิถีดั้งเดิมของละครเวที/ภาพยนตร์

เกร็ด: Guillaume Meister น่าจะเป็นชื่อที่อ้างอิงจาก Wilhelm Meister ปรากฎอยู่ในวรรณกรรมสองเล่มของ Johann Wolfgang von Goethe

  • Wilhelm Meisters Lehrjahre (1795-96) แปลว่า Wilhelm Meister’s Apprenticeship
  • Wilhelm Meisters Wanderjahre, oder Die Entsagenden (1821) แปลว่า Wilhelm Meister’s Journeyman Years, or the Renunciants

ซึ่งเราสามารถตีความถึงตัวละคร Guillaume โดยค่ายฤดูร้อนยังเป็นเพียงนักศึกษาฝึกงาน ‘Apprentice’ หลังจากนั้นคือการเดินทางสู่การเป็นนักแสดง Socialist Theater

แต่ในโลกความจริงของ Guillaume ช่างตรงกันข้ามกับจินตนาการเพ้อฝัน/เล่นละคอนตบตาผู้ชม เขายังต้องหาเลี้ยงชีพด้วยอาชีพขายผักผลไม้ ถูกสังคมรุมประณามเพราะทัศนคติทางการเมืองที่แตกต่าง และหลังจากสิ้นสุดค่ายฤดูร้อน คงจะเลิกรากับ Véronique แล้วหวนกลับหาแฟนสาวคนเก่า (มั้งนะ) หาได้ออกเดินทางมุ่งสู่ Socialist Theater ตามที่คาดคิดไว้

I thought I’d made a leap forward. And I realised I’d made only the first timid step of a long march.

ประโยคสุดท้ายของหนังมีความเฉียบคมคายมากๆ ล้อกับการก้าวกระโดดไกลไปข้างหน้า Great Leap Forward (1958-62) อีกนโยบายที่ฟังดูดีของประธานเหมาเจ๋อตุง แต่ในทางปฏิบัติกลับประสบความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ทำให้ประเทศจีนก้าวถดถอยหลังลงคลองนับทศวรรษ และก่อให้เกิดทุพภิกขภัย (famine) มีประชาชนชาวจีนอดอยากปากแห้ง เสียชีวิตเพราะโรคขาดสารอาหารไม่ต่ำกว่า 10+ ล้านคน! (เป็นทุพภิกขภัยครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ)

แม้ Véronique จะประสบความสำเร็จในการลอบสังหารเป้าหมาย แต่มันก็ไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรใดๆ และเมื่อครอบครัวของเธอเดินทางกลับมายังอพาร์ทเม้นท์ ค่ายฤดูร้อน ‘summer camp’ จึงจบสิ้น และเลิกรากันจริงๆกับ Guillaume

ช็อตสุดท้ายของหนังปิดประตูสีแดงทั้งสามบาน สื่อถึงการกีดกัน ปิดกั้น

  1. ลัทธิเหมาเจ๋อตุงไม่มีหนทางเข้ามาสร้างอิทธิพลใดๆต่อชาวฝรั่งเศส
  2. ทั้งหมดนี้เพียงแค่เรื่องเพ้อฝัน ภาพยนตร์/การแสดง ไม่มีทางบังเกิดขึ้นในชีวิตจริง
  3. รวมถึงวงการภาพยนตร์ที่ไม่มีทางละทอดทิ้งอดีต “Set Zero” แล้วเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่

ตัดต่อโดย Agnès Guillemot (1931-2005) หนึ่งในขาประจำผู้กำกับ Jean-Luc Godard ร่วมงานกันตั้งแต่ Le petit soldat (1963) แต่ภาพยนตร์เรื่องแรกที่ออกฉายคือ A Woman Is a Woman (1961) จนถึงผลงานสิ้นสุดยุคสมัยแรก Week-end (1967)

หนังไม่ได้ดำเนินโดยใช้มุมมองตัวละครหนึ่งใด แต่นำเสนอผ่านสมาชิกกลุ่ม Aden Arabie ซึ่งจะมีสองโครงสร้างซ้อนทับกันอยู่ ระหว่างบทสัมภาษณ์ตัวละคร vs. สามการเคลื่อนไหว

  • แบ่งตามบทสัมภาษณ์ จะมีจุดสังเกตคือโดยจุดสังเกตตัวละครนั้นๆพูดคุยสบตาหน้ากล้อง (ได้ยินเสียงกระซิบกระซาบคำถามของผู้กำกับ Godard) ซึ่งมักพูดเล่าถึงตนเอง และอ้างอิงเหตุการณ์กำลังบังเกิดขึ้นขณะนั้นๆ
    • Dialogue 1 Guillaume (ไม่มีข้อความขึ้นนะครับ)
      • พยายามกล่าวถึงการแสดง-ชีวิตจริง ไม่ใช่ทุกคนจะสามารถแยกแยะความแตกต่าง
    • Dialogue 2 Yvonne
      • พูดเล่าเรื่องเกี่ยวกับตนเอง มาจากบ้านนอก ขายตัวประปราย ทำงานปัดกวาดเช็ดถู ไม่ค่อยแสดงความคิดเห็นทางการเมืองสักเท่าไหร่
    • Dialogue 3 Véronique
      • แสดงความมุ่งมั่น เอาจริงเอาจังกับลัทธิเหมา ต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้บังเกิดขึ้น
    • Dialogue 4 Henri After His Exculsion
      • ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมภารกิจลอบสังหาร จากนั้นพยายามชี้ให้เห็นความเป็นไปไม่ได้ สมาชิกแต่ละคนเพ้อเจ้อไร้สาระเกินไป
    • Following Dialogue 4 Henri Excluded (จริงๆมันควรเป็น Dialogue 5 Kirilov แต่เพราะชายคนนั้นปฏิเสธที่ให้สัมภาษณ์กระมัง)
      • ยังคงเป็น Henri ที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับภารกิจ แต่จะพบเห็นการตัดสินใจของ Kirilov เขียนจดหมาย และกระทำอัตวินิบาต
  • แบ่งตาม Movement (หรือโครงสร้างสามองก์)
    • First Movement of the Film (ไม่มีข้อความขึ้นนะครับ)
      • คาบเรียนการเมืองของ Omar และ Guillaume
      • ในช่วงบทสัมภาษณ์ Guillaume, Yvonne และครึ่งแรกของ Véronique
    • Second Movement of the Film
      • คาบเรียนการเมืองของ Kirilov และ Henri
      • ในช่วงบทสัมภาษณ์ครั้งหลังของ Véronique
    • Third Movement of the Film
      • นำเอาบทเรียนทั้งหมดมาปรับใช้ในชีวิตจริง
      • ในช่วงบทสัมภาษณ์ของ Henri

ทั้งสองโครงสร้างที่หนังนำเสนอมา ไม่ได้มีความสมดุลกับเนื้อหาเลยสักนิด! ผมรู้สึกว่าเป็นความพยายามของผู้กำกับ Godard ที่จะทำลายรูปแบบ ขนบกฎกรอบ ไม่ต้องการให้ผู้ชมหมกมุ่นยึดติดกับอะไรพรรค์นี้ … ถึงอย่างนั้นถ้าเราช่างหัวโครงสร้างที่หนังพยายามชี้ชักนำทาง แล้วใช้สติปัญญาครุ่นคิดด้วยตัวเราเอง ก็จะพบว่ามันไม่ได้มีความสลับซับซ้อนอะไรเลยนะ!

  • บทเรียนการเมือง (ครึ่งหนึ่งของหนัง)
    • รับฟังคำบรรยายในคาบเรียนของ Omar, Guillaume, Kirilov และ Henri
  • แผนการลอบสังหาร
    • สมาชิกทั้งห้าลงมติต่อแผนการลอบสังหารรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม
    • Yvonne ออกเดินทางโดยสารรถไฟ ถกเถียงความเป็นได้กับอาจารย์/นักปรัชญา Francis Jeanson
    • ขณะที่ Henri ปฏิเสธเข้าร่วมใดๆจึงถูกผลักไสออกจากกลุ่ม
  • จินตนาการเพ้อฝัน vs. โลกความจริง
    • การเสียสละของ Kirilov
    • การเดินทางของ Véronique โต้ถกเถียงกับอาจารย์บนรถไฟ
    • ภารกิจลอบสังหารของ Yvonne ที่ทั้งล้มเหลวและสำเร็จลุล่วง
    • เหตุการณ์หลังจากนั้น ที่ไม่มีอะไรปรับเปลี่ยนแปลงสักสิ่งอย่าง

สำหรับลีลาการตัดต่อของหนัง จัดเต็มด้วยสไตล์ Godardian เต็มไปด้วยการแทรกภาพ Montage ปรากฎข้อความ รูปถ่าย ภาพวาด หนังสือการ์ตูน ฯลฯ อะไรก็ไม่รู้มากมายสำหรับใช้อ้างอิง เปรียบเทียบถึง โดยมักสอดคล้องเรื่องราวขณะนั้นๆ เพื่อสร้างความตื่นตา รำคาญใจ ชวนให้ผู้ชมตระหนักอยู่ตลอดว่านี่คือสื่อภาพยนตร์


ด้วยงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด ผู้กำกับ Godard เลยเลือกใช้บทเพลงจาก Archive/Stock Music ทั้งดนตรีคลาสสิกของคีตกวี Franz Schubert, Antonio Vivaldi, Pierre Degeyter รวมถึงหยิบยืมเพลงของ Michel Legrand และ Karlheinz Stockhausen ผู้เชี่ยวชาญด้าน Electronic Music

  • Antonio Vivaldi: Concerto for 2 Violins in A Minor, RV 523: I. Allegro molto
    • ดังขึ้นระหว่างเปลี่ยน Movement หรือนำเข้าเหตุการณ์ต่อไป ได้ยินบ่อยครั้งจนจะถือว่าเป็น Main Theme เลยก็ว่าได้!
    • งานเพลงของ Vivaldi คละคลุ้งด้วยกลิ่นอาย Baroque ศิลปะแห่งความขัดแย้ง ด้วยลักษณะดนตรีที่จะมีอย่างน้อยสองเสียง/เครื่องดนตรีมากกว่าสองชนิด บรรเลงท่วงทำนองสะท้อนกัน หรือสลับเสียง หรือย้อนแก่นสาร (Reversing) ให้ความรู้สึกโอ่โถง หรูหรา จนมีลักษณะเหมือนนามธรรม
  • Franz Schubert: Piano Sonata in A major D. 664: I. Allegro moderato
    • ดังจากเครื่องเล่นแผ่นเสียง หลังจาก Véronique แสร้งว่าเลิกรัก Guillaume
  • Pierre Degeyter: The Internationale (1888)
    • ดังขึ้นระหว่างที่ทุกคนกำลังนอนหลับอยู่ แต่แล้ว Kirilov กลับเดินข้ามหัว ย่ำเหยียบบนเตียง ปลุกตื่นทุกคนขึ้นจากความฝัน
    • นี่คือเพลงชาติของของกลุ่มเคลื่อนไหว Socialist (Left-Wing Anthem) ตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 19th ต้นฉบับจริงๆมีแค่เนื้อคำร้องแต่งโดย Eugène Pottier เมื่อปี 1871 ก่อนที่ Pierre Degeyter จะมาเรียบเรียงเป็นบทเพลงคลาสสิกปี 1888
    • This is the final struggle
      Let us gather together, and tomorrow
      The Internationale
      Will be the human race
  • บทเพลงของ Karlheinz Stockhausen ส่วนใหญ่เป็นเสียงกลอง และเครื่องกระทบ (percussion) เต็มไปด้วยท่วงทำนองแปลกๆ แนวทดลอง หรือคือ Avant-Garde Music เพื่อสร้างความรู้สึกแปลกแยก ไม่เข้าพวก (หรือก็คือกลุ่มสมาชิก Aden Arabie)
  • ส่วนของ Michel Legrand เห็นเจอว่าคือบทเพลงผิวปากของ Jean-Pierre Léaud แต่ผมฟังไม่ออกว่าจากภาพยนตร์เรื่องอะไร?

บทเพลงที่ได้ยินมักมีลักษณะเดี๋ยวดัง-เดี๋ยวหยุด เพียงท่อนสั้นๆไม่กี่เสี้ยววินาที ระหว่างกำลังพูดสัมภาษณ์ ประกอบรูปภาพ หรือข้อความปรากฎขึ้น (โดยเฉพาะช่วงระหว่างเปลี่ยน Movement) เหมือนจะตามอารมณ์ผู้กำกับ Godard แต่มีลักษณะเหมือนสร้อยของบทกวี แต่ก็มีนัยยะสำหรับกระตุ้นความสนใจ (เพราะดังๆหยุดๆ มันจึงสร้างความหงุดหงิด ฉงนสงสัย) ถือเป็นลวดลีลาสำคัญตามสไตล์ Godardian

ไฮไลท์ของเพลงประกอบต้องยกให้ Mao Mao แต่งโดย Claude Channes, Gérard Guégan, Gérard Hugé ขับร้องโดย Claude Channes ร่วมกับ Gérard Hugé Et Son Orchestre,

แรกเริ่มผู้กำกับ Godard ต้องการบทเพลงร็อค แต่พอไปพูดคุยกับนักเขียน Gérard Guégan ให้คำแนะนำแนวเพลง French Pop สร้างท่วงทำนองง่ายๆ ฟังแล้วติดหู สามารถร้องตามได้โดยทัน กลายมาเป็น Mao Mao ที่ฟังแล้วรู้สึกเหมือนล้อเลียน ประชดประชัน แต่มีเนื้อหาชวนเชื่อเข้าลัทธิเหมาอย่างเอาจริงจัง … ไม่รู้เหมือนกันว่าท่านประธานเหมาได้ยินแล้วจะรู้สึกยังไง?

ต้นฉบับฝรั่งเศสคำแปลอังกฤษ
Le Vietnam brûle et moi je hurle Mao Mao
Johnson rigole et moi je vole Mao Mao
le napalm coule et moi je roule Mao Mao
les villes crèvent et moi je rêve Mao Mao
les putains crient et moi je ris Mao Mao
le ris est fou et moi je joue Mao Mao

C’est le petit livre rouge
qui fait que tout enfin bouge.

L’impérialisme dicte partout sa loi,
la révolution n’est pas un dîner,
la bombe A est un tigre en papier,
les masses sont les véritables héros.

Les ricains tuent et moi je mue Mao Mao
les fous sont rois et moi je bois Mao Mao
les bombes tonnent et moi je sonne Mao Mao
les bébés fuient et moi je fuis Mao Mao
les russes mangent et moi je danse Mao Mao
Giáp dénonce, je renonce Mao Mao

C’est le petit livre rouge
qui fait que tout enfin bouge.

La base de l’armée, c’est le soldat,
le vrai pouvoir est au bout du fusil,
les monstres seront tous anéantis,
l’ennemi ne périt pas de lui-même.

Mao Mao
Mao Mao
Mao Mao
Mao Mao
Vietnam is burning, and me I shout Mao Mao
Johnson is laughing, and me I fly Mao Mao
Napalm leaks down and me I spin Mao Mao
Cities are dying and me I dream Mao Mao
Whores are crying and me I laugh Mao Mao
The laughter is crazy and me I play Mao Mao

It’s the little red book
That causes everything to finally move

Imperialism dictates its law everywhere,
Revolution is not a dinner party,
The A-Bomb is a paper tiger,
The masses are the true heroes.

The yankies kill and me, I grow Mao Mao
The fools are kings and me I drink Mao Mao
The bombs make noises and I ring Mao Mao
Babes are fleeing and me I’m fleeing Mao Mao
Russians are eating and me I dance Mao Mao
Giáp calls out, I give up Mao Mao

It’s the little red book
That causes everything to finally move

The basis of the army is the soldier,
True power grows out of the barrel of a gun
The beasts will all be annihilated
The enemy doesn’t perish by itself.

Mao Mao
Mao Mao
Mao Mao
Mao Mao

อะไรคือสิ่งที่ทำให้ผู้กำกับ Godard มีความสนใจในลัทธิเหมาเจ๋อตุง?

It wouldn’t be bad to ban the American cinema for a while. Three-quarters of the planet considers
cinema from the angle and according to the criteria of the American cinema … People must become
aware that there are other ways to make films than the American way. Moreover this would force
filmmakers of the United States to revise their conceptions. It would be a good thing.

Jean-Luc Godard

บทสัมภาษณ์นี้ของผู้กำกับ Godard แสดงให้เห็นถึงความเอือมละอาต่ออิทธิพลสหรัฐอเมริกา “Americanization” เข้ามามีอิทธิพลอย่างเอ่อล้นต่อชาวฝรั่งเศส รวมถึงตัวเขาเองต่อการสรรค์สร้างภาพยนตร์ เลยครุ่นคิดอยากที่จะ “Set Zero” ลบล้างทุกสิ่งอย่าง แล้วเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่

I am distancing myself from the entire cinema that formed me, I am distancing myself from thirty years of talking pictures.

แนวคิดดังกล่าวบังเอิ้ญสอดคล้องกับประธานเหมาเจ๋อตุง ประกาศนโยบายปฏิวัติทางวัฒนธรรม Cultural Revolution (1966-76) ต้องการ “ทำลายโลกเก่า สร้างโลกใหม่” ลบล้างประวัติศาสตร์ ทุกสิ่งอย่างจากอดีต แล้วให้ความสำคัญกับวัยรุ่นหนุ่มสาว/ยุวชนแดง มีอำนาจสิทธิ์ขาดในการบริหารประเทศ!

แม้ยุคสมัยนั้นยังไม่มีใครสามารถจินตนาการผลกระทบติดตามมาของ Cultural Revolution (1966-76) แต่ผู้กำกับ Godard ก็ตระหนักถึงความเป็นไปไม่ได้ต่อทั้งตนเองและการเมืองประเทศฝรั่งเศส แนวคิดของลัทธิเหมาเจ๋อตุงแม้ฟังดูดี แต่คืออุดมคติที่ไม่สามารถนำมาปรับใช้จริงในทางปฏิบัติ ด้วยบริบททางสังคมแตกต่างจากประเทศจีน (ฝรั่งเศสเป็นประเทศแห่งเสรีภาพ ไม่มีใครจะยินยอมศิโรราบต่อแนวคิดเผด็จการ) และอิทธิพลของสหรัฐอเมริกาได้ฝังรากลึก ใช้ความสะดวกสบายสร้างนิสัยขี้เกียจคร้าน ทำไมฉันต้องเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ดีอยู่แล้วให้เลวร้ายลง

“เสรีภาพมาพร้อมกับความรุนแรง” นั่นคืออีกโลกทัศน์ของผู้กำกับ Godard สังเกตมาตั้งแต่สงครามอัลจีเรีย ตามด้วยสงครามเวียดนาม ฯลฯ ไม่ว่าแห่งหนไหนที่ต้องการอิสรภาพ ปลดแอกจากสถานะอาณานิคม ล้วนต้องผ่านการต่อสู้ เข่นฆ่า ความตาย ดังนั้นการจะเปลี่ยนแปลงการเมืองฝรั่งเศส จึงมีเพียงหนทางเดียวเท่านั้นคือใครสักคนต้องตกตาย!

โดยไม่รู้ตัวแนวความคิดดังกล่าว ราวกับเป็น(หนึ่งใน)ชนวนก่อให้เกิดเหตุการณ์ Mai ’68 นั่นถือเป็น Cultural Revolution ของฝรั่งเศส กลุ่มนักศึกษาออกมาชุมนุมประท้วง นัดหยุดงาน เรียกร้องขับไล่ปธน. Charles de Gaulle แม้จะไม่ประสบความสำเร็จ (เพราะ de Gaulle ก็ยังหวนกลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี) แต่ก็ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม สังคม และศีลธรรม ครั้งสำคัญที่สุดของประเทศ (และยุโรปด้วยนะ)

สำหรับวงการภาพยนตร์ แม้ว่าผู้กำกับ Godard พยายามต่อต้านขัดขืนสักเพียงใด แต่ก็ไม่สามารถดิ้นหลุดพ้นอิทธิพลอะไรใดๆ เพราะการครุ่นคิดสรรค์สร้างสิ่งใหม่ๆ ล้วนต้องมีพื้นฐานจากอดีต เคยปรากฎพบเห็นมาก่อนทั้งนั้น “ถ้าไม่มีอดีต ย่อมไร้ซึ่งปัจจุบันและอนาคต”

เช่นกันกับ La Chinoise (1967) ต่อให้พยายามลบล้างอดีตสักเพียงไหน สุดท้ายก็หนีไม่พ้นกรอบความครุ่นคิดของตนเอง เต็มไปด้วยลายเซ็นต์สไตล์ Godardian ตามรูปแบบวิถีที่เคยสรรค์สร้างภาพยนตร์ ซึ่งก็สะท้อนเข้ากับตอนจบ ไม่มีทางที่เขาจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรใดๆ แค่เพียงจินตนาการเพ้อฝัน ถูกปลุกตื่นขึ้นมา และหวนกลับหาโลกความจริง

เกร็ด: ชื่อเต็มๆของหนังคือ La Chinoise, ou plutôt à la Chinoise: un film en train de se faire แปลว่า The Chinese, or, rather, in the Chinese manner: a film in the making ผมก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมต้องตั้งชื่อให้มันเยิ่นยาว คาดว่าคงคล้ายๆ Made in U.S.A. (1966) ที่ไม่ได้สร้างที่สหรัฐอเมริกา แต่คือการได้รับอิทธิพล “Americanization” สำหรับ La Chinoise ก็คือภาพยนตร์ได้รับแนวคิดจากลัทธิเหมาเจ๋อตุง (Maoism)


เข้าฉายเทศกาลหนังเมือง Venice เสียงตอบรับค่อนข้างดี สามารถคว้ารางวัล Grand Jury Prize (ที่สอง) เคียงข้าง China Is Near (1967) ต่างเป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับประเทศจีนทั้งคู่เลยนะ! … ส่วนรางวัล Golden Lion ตกเป็นของ Belle de jour (1967)

หนังไม่มีรายงานทุนสร้าง สามารถทำยอดจำหน่ายตั๋วในฝรั่งเศส 337,073 ใบ เป็นตัวเลขที่ดูธรรมดาๆ แต่ค่อนข้างสูงในบรรดาผลงานยุคกลางๆของผู้กำกับ Godard (สูงสุดในบรรดา 3 ผลงานที่ออกฉายปี ค.ศ. 1967)

La Chinoise (1967) และ Le Gai Savoir (1969) ได้รับการบูรณะพร้อมกัน ‘digital restoraion’ คุณภาพ 2K แล้วเสร็จสิ้นเมื่อปี ค.ศ. 2017 จัดจำหน่าย Blu-Ray โดย Kino Lorber และ Arrow Academy (แม้ว่า Criterion ไม่ได้รับสิทธิ์จัดจำหน่าย DVD/Blu-Ray แต่สามารถหารับชมออนไลน์ทาง Criterion Channel)

รับชมหนังการเมืองของผู้กำกับ Godard สร้างความรำคาญให้ผมโคตรๆ ลักษณะไม่ต่างจากพวกหนังชวนเชื่อ ‘propaganda’ พยายามเสี้ยมสอน ควบคุมครอบงำ ทำให้ผู้ชมครุ่นคิดเห็นคล้อยตามอย่างตนเอง เหมาดีอย่างโน้น เหมาดีอย่างนี้ เสร็จแล้วกลับตบหัวลูบหลัง บอกว่าทั้งหมดก็แค่อุดมคติเพ้อฝัน ไม่สามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตจริง … แล้วมรึงจะสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้หำห่าไรว่ะ!

การหันหน้าเข้าหาการเมืองของผู้กำกับ Godard ทำให้ผู้ชมตระหนักถึงความดื้อรั้น เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ ‘eccentric’ ทำไมฉันต้องมาอดรนทนรับชมภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยความคิดบิดๆเบี้ยวๆ จริงบ้างเท็จบ้าง ไร้สาระเป็นส่วนใหญ่ แถมด้วยลีลาการนำเสนอโคตรน่ารำคาญ ด้วยเหตุนี้นอกจากไม่ได้รับความนิยมจากผู้ชม นักวิจารณ์ก็เริ่มตีตนออกห่าง หลงเหลือเพียงอัครสาวกเดนตาย Godardian ยังคงสรรเสริญเยินยอปอปั้น Elite เท่านั้นถึงสามารถบรรลุมรรคผลนิพพาน

แนะนำคอหนังการเมือง (Political) ประวัติศาสตร์ (Historical) นักเรียนรัฐศาสตร์ (Political Science) สนใจลัทธิเหมาเจ๋อตุง (Maoism) ชื่นชอบการขบครุ่นคิด เต็มไปด้วยนัยยะเชิงสัญลักษณ์, ช่างภาพ ตากล้อง มุมมองของ Raoul Coutard น่าสนใจกว่าผู้กำกับ Jean-Luc Godard เสียอีก!

จัดเรต 15+ กับอุดมคติทางการเมือง ชี้นำความรุนแรงในการแก้ปัญหา

คำโปรย | มันเป็นไปไม่ได้ที่แนวคิดการปฏิวัติของเหมาเจ๋อตุง จะสามารถปรับใช้ในการเมืองฝรั่งเศส La Chinoise ก็เฉกเช่นเดียวกัน
คุณภาพ | บิดๆเบี้ยวๆ
ส่วนตัว | เหมา เหมา

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: