La Jetée (1962)

La Jetée (1962)

La Jetée (1962) French : Chris Marker ♠♠♠♠♠

(22/11/2024) หนังสั้นแนวทดลอง ด้วยการร้อยเรียงภาพนิ่งเกือบทั้งหมด (มีคำเรียก Photo-Novel หรือ Ciné-Roman), เมื่อมนุษย์ตกอยู่ในสภาพสิ้นหวังหลังสงครามโลก (ครั้งที่สาม) ความทรงจำที่ยังหลงเหลืออยู่ ย่อมคือภาพเหตุการณ์อันงดงาม ทรงคุณค่า หรือเคยสร้างรอยบาดแผลภายในจิตใจ

Nothing sorts memories from ordinary moments. They claim remembrance when they show their scars.

Chris Marker

คนส่วนใหญ่รับรู้จัก La Jetée (1962) จากเป็นต้นแบบ แรงบันดาลใจ โคตรภาพยนตร์ไซไฟ 12 Monkeys (1995) กำกับโดย Terry Gilliam ส่วนตัวก็มีความหลงใหลคลั่งไคล้ Bruce Willis, Brad Pitt เพลงประกอบสไตล์ Argentine Tango เจ๋งจัดๆ

ครั้งแรกที่ผมรับชม La Jetée (1962) ยังคงติดภาพความทรงจำ 12 Monkeys (1995) เลยเพียงรู้สึกตื่นตากับลีลาการนำเสนอ ร้อยเรียงภาพนิ่งสวยๆ บรรยากาศหลอกหลอน เพลงประกอบขนหัวลุกพอง ตระหนักว่ามันเหมือนมีอะไรเคลือบแอบแฝง แต่ยังไม่สามารถครุ่นคิดทำความเข้าใจสักเท่าไหร่

สังเกตเห็นสิ่งที่ผมพยายามเปรียบเทียบไหมเอ่ย? คีย์เวิร์ดคือ ‘ติดภาพความทรงจำ’ ใครจะไปคาดคิดว่านั่นคือใจความของหนัง เป้าหมายของผกก. Marker ไม่ได้ต้องการนำเสนอเรื่องราวไซไฟ ไทม์แมชชีน หลังวันโลกาวินาศ เพียงทำการทดลอง (เรื่องราวในหนังก็เกี่ยวกับการทดลอง) ค้นหาภาพที่ยังตราฝัง ติดค้างคาใจ เมื่อกาลเวลาเคลื่อนพานผ่าน หรือประสบเหตุการณ์หายนะบางอย่าง มันจะมีอะไรหลงเหลืออยู่ในความทรงจำบ้างไหม?

หวนกลับมารับชมรอบนี้ผมยังคงจดจำเรื่องราวของ 12 Monkeys (1995) (เพราะเป็นหนังที่ชื่นชอบมากๆ เลยไม่หลงลืมโดยง่าย) แต่หลังจากผ่านสารคดีของผกก. Marker มาสองสามเรื่อง จึงเริ่มเรียนรู้ความสนใจ สไตล์ลายเซ็นต์ เข้าถึงเป้าหมายแท้จริง ภาพถ่าย = ความทรงจำ ดังคำบรรยายตอนสรรค์สร้าง Sans Soleil (1983)

I remember that January in Tokyo, or rather I remember the images I filmed that January in Tokyo. They’ve replaced my memory. They are my memory. I wonder how people remember things who don’t film or photograph or tape them. How has mankind managed to remember?


Chris Marker, ชื่อจริง Christian François Bouche-Villeneuve (1921-2012) ช่างภาพ ผู้กำกับสารคดี สัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Neuilly-sur-Seine โตขึ้นเคยเข้าเรียนปรัชญา แต่การมาถึงของสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อเยอรมันเข้ายึดครองฝรั่งเศส เข้าร่วมกลุ่ม Maquis (FTP) ส่วนหนึ่งของ French Resistance, หลังสงครามเริ่มต้นจากเป็นนักข่าว (Journalism) นิตยสาร Esprit ถ่ายภาพ เขียนบทความ แต่งกวี เรื่องสั้น วิจารณ์ภาพยนตร์ ฯ และพอย้ายมานิตยสารท่องเที่ยว Petite Planète (แปลว่า Small World) จึงมีโอกาสเดินทางไป(ท่องเที่ยว)ทำงานประเทศต่างๆรอบโลก

ต่อจากนั้น Marker เริ่มมีความสนใจในสื่อภาพยนตร์ รับรู้จักกับ André Bazin รวมถึงบรรดาว่าที่สมาชิกกลุ่ม Left Bank อาทิ Alain Resnais, Agnès Varda, Henri Colpi, Armand Gatti, Marguerite Duras และ Jean Cayrol, ได้รับโอกาสถ่ายทำสารคดีเรื่องแรก Olympia 52 (1952) เดินทางไป Helsinki (Finland), จากนั้นรังสรรค์ผลงานแนวบันทึกการเดินทาง (Travelogue) อาทิ Sunday in Peking (1956), Lettre de Sibérie (1957), Description d’un combat (1960), ¡Cuba Sí! (1961) ฯ

เมื่อปี ค.ศ. 1958, Marker คือหนึ่งในผู้ได้รับเลือกเป็นตัวแทนนักข่าว (คนอื่นๆที่ผมหาข้อมูลได้ก็อย่าง Claude Lanzmann, Jean-Claude Bonnardot, Armand Gatti ฯ) เดินทางเข้าเกาหลีเหนือ (ก่อนจะปิดพรมแดน) ระยะเวลาหกวัน พบเห็นวิถีชีวิต สภาพความเป็นอยู่ ตึกรามบ้านช่อง แทบจะไม่หลงเหลือเศษซากปรักหักพังจากสงคราม Korean War (1950-53)

A country annihilated yesterday by war, but which grows back ‘at the speed of a plant in a movie’ between Marx and fairies.

Chris Marker

รวบรวมภาพถ่าย (กว่า 120 รูป) เขียนบทความ แสดงความคิดเห็น ตีพิมพ์หนังสือ Coréennes (1959) [แปลว่า Korean Women] ให้คำนิยาม “a short film made with still images” มีลักษณะเกือบเป็นแนวชวนเชื่อ (Propaganda) แค่ละเว้นประเด็นการเมือง ไม่ได้เอ่ยกล่าวถึงท่านผู้นำขณะนั้น Kim Il-Sung เลยถูกแบนห้ามจัดจำหน่ายในเกาหลี(ทั้งเหนือและใต้) เพิ่งได้รับการปลดแบนเมื่อ ค.ศ. 1989 เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Pyongyang Saramdu, 평양 사람들 (Saramdu แปลว่า People) ขายดีเทน้ำเทท่า

การเดินทางสู่เกาหลีเหนือครั้งนี้ คือสิ่งติดตรา ฝังอยู่ในความทางจำผกก. Marker เกิดความครุ่นคิดจริงจังอยากสรรค์สร้างภาพยนตร์ที่มีแต่ภาพนิ่ง นำมาแปะติดปะต่อ ร้อยเรียงเข้าด้วยกัน และตั้งคำถามถึงเมื่อกาลเวลาเคลื่อนพานผ่าน หรือประสบเหตุการณ์หายนะบางอย่าง มันจะมีอะไรหลงเหลืออยู่ในความทรงจำบ้างไหม? … บางภาพถ่ายในหนังสือ Coréennes (1959) ดูเหมือนกลายเป็นแรงบันดาลใจ La Jetée (1962) ตรงๆเลยละ!

หนึ่งในอิทธิพล แรงบันดาลใจของผกก. Marker มาจากโคตรภาพยนตร์ Vertigo (1958) ของ Alfred Hitchcock ไม่เพียงอ้างอิงถึงวงปีต้นไม้ใหญ่ ยังความหมกมุ่นใน(ภาพ)หญิงสาว โหยหาความทรงจำวันวาน พยายามทำทุกสิ่งอย่างให้ได้พบเห็น ย้อนเวลากลับไป ก่อนท้ายที่สุดสูญเสียทุกสิ่งอย่าง

หลังกลับจากถ่ายทำ ¡Cuba Sí! (1961) ในตอนแรกผกก. Marker วางแผนถ่ายทำสารคดี Le Joli Mai (1963) ตั้งแต่ต้นปี ค.ศ. 1962 แบกกล้อง ลงถนน สัมภาษณ์ผู้คน บันทึกวิถีชีวิตชาว Parisian แต่ทว่าสงคราม Algerian War (1954-62) เพิ่งสิ้นสุดลงพอดี เลยมีการปรับเปลี่ยนแผนการเล็กน้อย จำเพาะเจาะจงเลือกช่วงเวลาถ่ายทำเฉพาะเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1962 มันจึงมีช่วงเวลาว่างเล็กๆสำหรับเริ่มโปรดักชั่น La Jetée (1962)


หลังสงครามโลกครั้งที่สามสิ้นสุด พื้นผิวโลกปนเปื้อนกัมมันตรังสี ผู้รอดชีวิตต้องอาศัยอยู่ใต้ดิน พวกผู้แพ้สงครามถูกจับเป็นเชลย ชายนิรนามคนหนึ่งถูกนำมาทำการทดลอง ฉีดยาเข้าเส้น เพื่อให้กลายเป็นนักเดินทางข้ามเวลา (Time Traveler) โดยเริ่มต้นจากการย้อนอดีต ก่อนกาลมาถึงของหายนะวันสิ้นโลก พบเห็นท้องฟ้า ผืนป่า สรรพสัตว์ ผู้คนมากมาย ทิวทัศน์กรุง Paris ก่อนได้พบเจอตกหลุมรักหญิงสาวคนหนึ่ง (รับบทโดย Hélène Châtelain)

ตั้งแต่ตอนที่ชายคนนั้นยังเป็นเด็ก เคยเดินทางกับครอบครัวมายังสนามบิน Orly Airport ระหว่างขึ้นไปยังจุดชมวิว/หอสังเกตการณ์ (Observation deck) ได้พบเห็นเหตุการณ์ฆาตกรรม และหญิงสาวคนหนึ่งแสดงปฏิกิริยาสีหน้าตกอกตกใจ นั่นกลายเป็น ‘ภาพจำ’ ตราฝังอยู่ในจิตวิญญาณ

กลับมาที่ชายนิรนาม ตระหนักว่าหญิงสาวที่คนพบเจอ ตกหลุมรัก คือบุคคลเดียวกันกับในภาพจำเมื่อครั้นยังเป็นเด็ก ใฝ่ฝันอยากจะครองคู่อยู่ร่วม แต่เมื่อฟื้นตื่นสู่โลกความจริง การทดลองก็พร้อมดำเนินการขั้นต่อไปนั่นคือส่งเขาสู่อนาคต พบเจอกับมนุษย์อีกหลายพันหมื่นปีข้างหน้า ได้รับมอบอุปกรณ์พลังงาน/ชุดต้นกำลัง (Power Unit) เพื่อช่วยเหลือมนุษยชาติ พร้อมให้คำแนะนำถึงความสามารถในการเดินทางข้ามเวลา

มนุษย์ในอนาคตชักชวนเขาให้มาอยู่ร่วมกัน แต่เจ้าตัวกลับโหยหาภาพจำในอดีต ตัดสินใจย้อนเวลากลับไปที่สนามบิน พบเห็นเธอคนนั้นอยู่ยืนอยู่บนจุดชมวิว/หอสังเกตการณ์ รีบวิ่งตรงเข้าไปหา จู่ๆชายแปลกหน้า นักฆ่าถูกส่งมา ยกปืนขึ้นมาจ่อยิง เสียชีวิตต่อหน้าต่อตาเด็กชายคนหนึ่ง


ถ่ายภาพโดย Chris Marker และ Jean Chiabaut (เคยเป็นผู้ช่วยตากล้อง Hiroshima Mon Amour, Le Trou, The Fire Within, ควบคุมกล้อง Au Hasard Balthazar, Mouchette)

งานภาพเกือบทั้งหมดถ่ายทำด้วยกล้อง Pentax Spotmatic ขโมยมาจากวิศวกรเสียง Antoine Bonfanti หนึ่งในสมาชิกกองถ่าย Le Joli Mai (1963) เพราะพบเห็นว่าสามารถถ่ายภาพ 24 x 36 เทียบเท่าฟีล์ม 35mm

When we were filming Le Joli mai I had my camera, I had bought my first Pentax Spotmatic in Hong Kong. I had fun taking pictures from time to time, I had my microphone behind me so as not to have the “cloc” of the photo. Chris said to me “You know very well that it is forbidden to take pictures”, “Yes Chris, it’s to see…”, “What is that? Let me see!”, “But it’s a 24 x 36! SLR! So I can frame as I want now!?”. And then he left with my camera…

Antoine Bonfanti

แต่จะมีซีนหนึ่งถ่ายทำด้วยภาพเคลื่อนไหว Arriflex 35mm (ก็หยิบยืมจากกล้องที่ใช้ถ่ายทำ Le Joli Mai (1963) มาได้ประมาณหนึ่งชั่วโมง) เมื่อตอนหญิงสาวลืมตาขึ้นมาบนเตียง ถือเป็นภาพทรงจำ ติดตราฝัง ความประทับใจไม่รู้ลืมเลือน

ตาดีได้ ตาร้ายเสีย สองภาพนี้มีความแตกต่างกันเล็กน้อยจาก “Avec la participation du Service de la Recherche de la R.T.F.” จู่ๆปรับเปลี่ยนเป็น “Avec la participation du Service de la Trouvaille de la R.T.F.” แค่เพียงเศษเสี้ยววินาทีเท่านั้น

ผมไม่ค่อยแน่ใจเหตุผลของการสลับเปลี่ยน Recherche (แปลว่า Research) และ Trouvaille (แปลว่า Discovery) มันอาจเพราะมีการเปลี่ยนชื่อบริษัท กระมังนะ

โดยปกติแล้วภาพยนตร์ทั่วๆไปจะใช้คำว่า ‘un Film de’ หมายถึง ‘a Movie of’ แต่หนังสั้นเรื่องนี้กลับใช้คำว่า ‘un Photo-Roman de’ ซึ่งคำว่า Photo-Roman ได้แรงบันดาลใจจาก Ciné-Roman หมายถึง Film Novel (คำว่า roman ภาษาฝรั่งเศสหมายถึง novel) ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจาก Alain Robbe-Grillet ตีพิมพ์บทหนัง Last Year at Marienbad (1961) แล้วเรียกว่า Ciné-Roman

กลับมาที่ Photo-Roman ตามความตั้งใจของผกก. Marker ต้องการให้หนังสั้นเรื่องนี้ที่ทำการร้อยเรียงรูปภาพนิ่ง มีลักษณะของ Photo Novel คล้ายๆแบบหนังสือรวมภาพถ่ายที่เคยตีพิมพ์ Coréennes (1959)

นี่น่าจะคือช็อต ‘ภาพความทรงจำ’ เพราะมียาวนานที่สุดในหนัง ผมลองจับเวลาได้ 27-28 วินาที (หนังความยาว 28 นาที) ภาพของหญิงสาว เหมือนกำลังเฝ้ารอคอยการมาถึงของใครสักคน

ลักษณะของภาพถ่าย ต้องชมเลยว่าเลือกนักแสดง/นาย-นางแบบได้น่าสนใจ พวกเขาไม่ใช่นักแสดง คือบุคคลธรรมดาทั่วไป มักมีการโพสท่า แสดงออกด้วยปฏิกิริยา สีหน้า ภาษากายอย่างตรงไปตรงมา สามารถสื่อสารความรู้สึกนึกคิด สิ่งที่อยู่ภายในจิตใจออกมาได้อย่างชัดเจน … การโพสท่าถ่ายภาพนิ่ง ผมคิดว่าน่าจะง่ายกว่าการแสดง เพราะไม่ได้ต้องแสดงออกให้สมจริง แค่เพียงเสี้ยววินาทีหนึ่ง

แม้จะเป็นหนังสั้น เรื่องราวปรุงแต่งขึ้นมา แต่ทว่าผกก. Marker ก็ยังคงสไตล์ลายเซ็นต์ เสียงบรรยายที่มีความเฉียบแหลม คมคาย และอาจต้องเหมารวมคนแปล Subtitle (แนะนำของค่าย Criterion) พยายามเชื่อมโยงระหว่างคำพูดกับภาพถ่าย โดยเฉพาะ 4-5 ช็อตนี้ ปรากฎภาพ-เสียง-ตรงตามข้อความเป๊ะๆ

  • The sudden roar, ได้ยินเสียงไอพ่นเครื่องบิน พบเห็นภาพเครื่องบินทะยานสู่ท้องฟ้า
  • the woman’s gesture, แสดงปฏิกิริยาสีหน้าตกอกตกใจของหญิงสาว
  • the crumple’s body, ร่างกายของชายคนหนึ่งที่ถูกยิง กำลังจะทรุดล้มลง
    • ปฏิกิริยาสีหน้า ท่าทางความตกอกตกใจของหญิงสาว มีความใกล้เคียงภาพวาด The Scream (1893) ของ Edvard Munch อย่างมากๆ
  • and the cry of the crown, blurred by fear. จริงๆมันจะมีสามภาพถ่าย สองรูปแรกคือผู้พบเห็นเหตุการณ์ แต่ไฮไลท์คือภาพสุดท้ายที่มีความเบลอๆ สั่นๆจากความกลัว

ฟุตเทจหายนะจากสงครามโลกครั้งที่สาม ผมคาดเดาว่าน่าจะนำจากภาพถ่ายสงครามโลกครั้งที่สอง เพื่อเป็นการนำเสนอ “ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิม” มนุษย์ชาติไม่เคยเรียนรู้จากความผิดพลาด แต่ขณะเดียวกันมันคือวัฏจักรแห่งสรรพสิ่ง เกิด-ดับ สร้าง-ทำลาย ไม่มีทางหลบหนีพ้น

ภาพสุดท้ายมีการ Tilt Up จากล่างขึ้นบน พบเห็นประตูชัย (Arc de triomphe de l’Étoile) ที่ถือเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะ กลับมีสภาพปรักหักพัก นี่ย่อมสื่อถึงความพ่ายแพ้ จุดจบ หายนะแห่งมนุษยชาติ

หลังกรุง Paris ราบเรียบเป็นหน้ากลอง ผลกระทบจากระเบิดนิวเคลียร์ กัมมันตรังสีตกค้าง ทำให้ผู้รอดชีวิตต้องอาศัยอยู่ตามหลุมหลบภัย อุโมงค์ใต้ดิน แทบทุกช็อตในสถานที่แห่งนี้ล้วนปกคลุมด้วยความมืด (Low Key) เวลาถ่ายภาพก็มักจัดทิศทางแสงให้พบเห็นเงาบนใบหน้า สร้างสัมผัสห่อเหี่ยว สิ้นหวัง มนุษย์เหล่านี้ดูราวกับซอมบี้ ไร้ชีวิตชีวา สภาพไม่ต่างจากตกตายทั้งเป็น

ตอนแนะนำพระเอก ชายนิรนามผู้มีภาพความทรงจำไม่รู้ลืมจากอดีต ช็อตถัดมาปรากฎภาพรูปปั้น Jesus Christ นี่เป็นการเปรียบเทียบตรงๆเลยว่าเขา(อาจ)คือพระผู้มาไถ่ กอบกู้มนุษยชาติ ให้สามารถหวนกลับสู่ภาคพื้นดิน

ภาพชุดแรกที่ชายผู้มาไถ่เริ่มพบเห็น ปรากฎขึ้นแบบวูบๆวาบๆ Fade In จากนั้น Fade to Black ไล่เรียงดังต่อไปนี้

  • A peacetime morning พบเห็นทิวทัศน์ ท้องทุ่งกว้าง วัวกำลังหากินหญ้า
  • A peacetime bedroom. A real bedroom. ภาพอพาร์ทเม้นท์ ห้องนอนเล็กๆ สถานที่พักอยู่อาศัยในอดีต
  • Real children. ภาพเด็กน้อย ตัวแทนของมนุษย์
  • Real birds. ภาพนกกำลังโผลบิน ตัวแทนสรรพสัตว์
  • Real graves. ภาพสุสานฝังศพ ตัวแทนชีวิต-ความตา่ย

ผมแยกภาพเจ้าเหมียว “Real cats.” เพราะมองว่ามันคือตัวแทนสรรพสัตว์ (ซึ่งซ้อนทับกับ “Real birds”) ไม่ได้มีความจำเป็นต้องแทรกใส่เข้ามา แต่ทว่ามันคือสิ่งขาดไม่ได้สำหรับผกก. Marker ทาสแมวอันดับหนึ่งแห่งวงการภาพยนตร์! ไม่มีไม่ได้ จะเป็นจะตาย ตัวแทนจิตวิญญาณ

ผมไม่ค่อยแน่ใจว่าเธอคนนี้คือหญิงสาวที่อยู่ในความทรงจำหรือเปล่า? เพราะการถ่ายภาพครึ่งขาว-ครึ่งดำ ครึ่งมืด-ครึ่งสว่าง ทำให้แยกแยะไม่ค่อยออก … แต่ผมค่อนข้างเชื่อว่าคือหญิงสาวคนเดียวกัน ถ้าไม่ใช่แล้วจะแทรกใส่เข้ามาทำไม?

คำถามคือ เธอเป็นใคร? มาจากไหน? ทำไมถึงยินยอมรับเขาหมดใจ? ไม่เคยพูดคุย สอบถามไถ่? ราวกับเป็นเพียง ‘Object of Desire’ แถมเสียงบรรยายก็ไม่เคยอธิบายความรู้สึกนึกคิด ราวกับรูปปั้นไร้ตัวตน?

สามภาพแรกของหญิงสาว ติดตามด้วยสามภาพหลังของรูปปั้นที่ไม่สมประกอบ นี่ชวนให้ผมครุ่นคิดอย่างจริงจังว่า ผกก. Marker อาจทำการเปรียบเทียบเธอ = รูปปั้นที่มีชีวิต งานศิลปะจับต้องได้ (คล้ายๆกับ Pygmalion ตำนานปรัมปรากรีก ชายผู้หลงรักรูปปั้นที่ตัวเองสร้างขึ้น แล้วมันสามารถถือกำเนิด มีชีวิตขึ้นมา)

นอกจากนี้ผมมองว่าเธออาจคือภาพสะท้อนจิตใต้สำนึกของฝ่ายชาย โหยหาใครสักคน ตัวแทนแห่งความหวัง เพ้อใฝ่ฝัน อยากครอบครอง แต่มิอาจเป็นเจ้าของ … กล่าวคือเธออาจไม่มีตัวตน เพียงบุคคลในจินตนาการ

ภาพที่ชวนขนหัวลุก และยืนกรานความครุ่นคิดของผมเกี่ยวกับ ‘รูปปั้นที่มีชีวิต’ คือวินาทีนี้ทำการ ‘Cross-Cutting’ แปรสภาพจากใบหน้ารูปปั้น กลายมาเป็นชายนิรนามกำลังฟื้นตื่น หวนกลับสู่โลกความจริง (Timeline ปัจจุบัน)

มองผ่านๆภาพนี้เหมือนจะไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่สังเกตท่าเท้าคางของชายนิรนาม ละม้ายคล้ายกับเด็กชายด้านล่าง ราวกับภาพสะท้อนเด็ก-ผู้ใหญ่ และมีความเป็นไปได้ว่าเด็กชายอาจกลายเป็นแบบชายนิรนามในอนาคต

สร้อยคอสุนัข (Dogtag) [เค้าเรียกกันอย่างนี้เลยนะครับ] ของชายนิรนาม คือป้ายประจำตัวสวมใส่ในกองทัพ เพื่อใช้ยืนยันตัวตนหากเสียชีวิตในสนามรบ หญิงสาวพยายามสอบถามมันคืออะไร? แต่เขากลับตอบบ่ายเบี่ยง เลี่ยงจะพูดบอกตรงๆ … คิดหรือเธอจะไม่รับรู้ว่ามันคืออะไร?

ปล. ภาพยนตร์ Vertigo (1958) ก็มีสร้อยคอ จี้ของ Carlotta สิ่งของตกทอดจากอดีต พบเห็นในภาพวาด ส่งต่อมาถึง Madeleine แล้วมันกลายเป็นของ Judy Barton ได้อย่างไร? นั้นคือสิ่งที่ทำให้ Scott ตระหนักถึงตัวตนแท้จริงของเธอ!

ชัดเจนที่สุดกับการอ้างอิงถึง Vertigo (1958) เดินทางไปเยี่ยมชมวงปีต้นไม้ใหญ่ แต่แทนที่จะชี้นิ้วเกิด-ตายภายในต้นไม้แบบ Madeleine ชายนิรนามกลับชี้นิ้วออกไปภายนอก อนาคตที่ยังมาไม่ถึง … นี่ก็เป็นอีกความเคลือบแคลงที่ทำให้หญิงสาวเกิดความตระหนักถึงบางสิ่งอย่าง

การมาๆไปๆของชายนิรนาม ยังไงต้องสร้างความเคลือบแคลง ฉงนสงสัย แต่ทว่าหญิงสาวกลับไม่เคยพูดสอบถามอะไรใดๆ นั่นทำให้เขาตื้นตันใจ ไม่รู้จะทำอะไรยังไง มันเหมือนมีบางสิ่งอย่างขวางกั้น “a barrier ahead” ภาพแรกสังเกตว่าเงาใบไม้ปกคลุมใบหน้า จากนั้นตัดกลับมาปัจจุบัน ภาพด้านหลังนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องปกคลุมด้วยเงาขนาดใหญ่ … ราวกับจะสื่อว่านั่นคือร่มไม้ที่ปกคลุมใบหน้าชายนิรนาม กำแพงขวางกั้นทำให้เขามิอาจได้รับอิสรภาพ ครองคู่อยู่ร่วมกับเธอคนนั้น

นี่ไม่ใช่ภาพเคลื่อนไหว! แต่คือการนำเอาภาพนิ่งขณะหลับนอน ปรับเปลี่ยนอิริยาบทต่างๆ มาทำการร้อยเรียง ‘Cross-Cutting’ ต่อเนื่องจนเกือบจะดูเหมือนภาพเคลื่อนไหว … ผมเพิ่มความเร็วสองเท่าเพื่อให้ดูเหมือนภาพเคลื่อนไหวจริงๆ

นอกจากการร้อยภาพนิ่งที่เหมือนภาพเคลื่อนไหว สิ่งน่าสนใจของซีนนี้คือเสียงประกอบ (Sound Effect) นกร้อง เรียกว่าดังลั่น เด่นชัด ช่วยสร้างสัมผัสความมีชีวิตชีวา ราวกับโลกใบนี้ไม่ได้ถูกแช่แข็ง หยุดนิ่งอีกต่อไป

และวินาทีแห่งชีวิต หญิงสาวลืมตาขึ้นมา ครั้งเดียวของหนังถ่ายทำด้วยภาพเคลื่อนไหว! แต่ยังไม่ทันไรฝ่ายชายก็ถูกปลุกตื่น ฟื่นขึ้นมาพบเห็นใบหน้าโฉดชั่วร้ายของนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่อง พื้นหลังปกคลุมด้วยความมืดมิด และเสียงนกร้องเคยได้ยิน เงียบสงัดลงโดยพลัน!

ขณะที่ Vertigo (1958) มีการแวะเวียนไปยังพิพิธภัณฑ์ภาพวาด งานศิลปะ, La Jetée (1962) เลือกพิพิธภัณฑ์บรรพชีวินวิทยา Galerie de Paléontologie et d’Anatomie comparée (Gallery of Paleontology and Comparative Anatomy) ตั้งอยู่ยัง Rue Buffon, 5th arrondissement of Paris  ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1898 จัดเก็บสรรพสัตว์ที่ถูกสตัฟฟ์ พบเห็นเพียงร่างไร้จิตวิญญาณ

ด้วยความที่ปัจจุบันในหนัง (หลังสงครามโลกครั้งที่สาม) ทุกชีวิตบนภาคพื้นดินน่าจะสูญพันธุ์ไปหมดสิ้น (เพราะกัมมันตรังสีตกค้างจากระเบิดนิวเคลียร์) เมื่อย้อนเวลาแล้วแวะเวียนมายังพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ถือเป็นการรำลึกถึงสรรพชีวิตในอดีต … จะว่าไปสัตว์สตัฟฟ์ก็ดูคล้ายๆกับภาพนิ่ง/ภาพถ่ายความทรงจำ (ตามคอนเซ็ปหนัง) สิ่งเคยมีชีวิตขยับเคลื่อนไหว แต่เมื่อกาลเวลาเคลื่อนผ่านไป ล้มหายตายจาก หลงเหลือเพียงเรือนร่าง(แน่นิ่ง)ไร้จิตวิญญาณ

มันมีหลายช็อตทีเดียวระหว่างเดินเล่นในพิพิธภัณฑ์ พยายามถ่ายภาพศีรษะด้านหลัง จับมัดม้วน เหมือนพยายามอ้างอิงทรงผมของ Madeleine จาก Vertigo (1958) อีกเช่นเคย!

ภาพนี้พยายามจำเสนอการเดินทางสู่อนาคต แต่กลับทำออกมาเหมือน Infinite Zoom Art (ยุคสมัยนี้กำลังได้รับความนิยมเลยละ) ซึ่งภาพที่ซูมเข้าไปราวกับวงปีต้นไม้ ส่องผ่านกล้องจุลทรรศน์ พบเห็นเซลล์ โมเลกุล อะตอม เปิดประตูสู่ Quantum Realm (จักรวาลจิ๋วใน Ant-Man) เพื่อมองหาหนทางออกของมนุษยชาติ

มนุษย์อนาคต ผู้ชมไม่สามารถพบเห็นรายละเอียดใดๆนอกจากใบหน้าของพวกเขา ทุกสิ่งอย่างรอบข้าง(แม้แต่เสื้อผ้าการแต่งกาย)ล้วนปกคลุมด้วยความมืดมิด ความแตกต่างมีแค่อุปกรณ์อะไรสักอย่างติดอยู่ตรงกลางหน้าผาก ราวกับดวงตาที่สาม เฝ้ารอคอยการมาถึงของนักท่องกาลเวลาคนใหม่

การที่หนังไม่นำเสนออะไรเลยเกี่ยวกับอนาคต เพื่อสื่อถึงความเป็นไปได้ไม่รู้จบ! ขณะเดียวกันในมุมของตัวละคร อนาคตไม่ได้มีความสลักสำคัญอันใด เพราะเขาจมปลักอยู่กับภาพความทรงจำจากอดีต นั่นต่างหากหนทางเอาตัวรอดจากปัจจุบันที่โหดร้าย

สิ่งที่มนุษย์อนาคตมอบให้ชายนิรนาม คืออุปกรณ์พลังงาน/ชุดต้นกำลัง (Power Unit) สำหรับช่วยเหลือมนุษยชาติรอดพ้นหายนะโลกาวินาศ … ผมมองอุปกรณ์พลังงานนี้ในลักษณะของ ‘MacGuffin’ ถึงจะพอทำความเข้าใจได้ว่ามันคืออะไร แต่การนำไปใช้ประโยชน์ ช่วยเหลือมนุษยชาติยังไง นั่นไม่ใช่สิ่งสลักสำคัญที่เราต้องเสียเวลาขบครุ่นคิด มองในเชิงสัญลักษณ์ ‘แสงสว่างแห่งความหวังของมนุษยชาติ’ ก็เพียงพอแล้ว

เมื่อภารกิจของชายนิรนามสำเร็จเสร็จสิ้น เขาก็กลายเป็นหมาหัวเน่า ถูกทอดทิ้งขว้าง เฝ้ารอคอยวันถูกตัดสินชะตากรรม วันหนึ่งเหมือนฝันเห็นมนุษย์อนาคต พวกเขาสามารถเดินทางข้ามเวลา แวะเวียนกลับมาหา แต่ภาพที่ผู้ชมพบเห็นกลับเต็มไปด้วยริ้วรอย เหมือนกระจกแตกร้าว … ผมคาดเดาว่าสื่อถึงอนาคตกำลังจะพังทลาย คล้ายๆกับ Buttlerfly Effect การเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันอาจส่งผลถึง Timeline ในอนาคต

แต่ขณะเดียวกันผมมองว่าอาจสะท้อนอนาคตของชายนิรนามเสียมากกว่า เพราะเขาตระหนักรับรู้โชคชะตาตนเองว่าคงไม่รอดชีวิตแน่ๆ แทนที่จะตอบรับมนุษย์อนาคต เลยเลือกหวนกลับหาอดีต จมอยู่กับภาพความทรงจำที่แสนงดงาม

หลายคนน่าจะเป็นเหมือนผม คือพยายามสอดส่อง มองหา ใครน่าจะคือเด็กน้อยพบเห็นโศกนาฎกรรม ติดตราฝังความทรงจำ ซึ่งหนังก็เหมือนพยายามแทรกภาพเด็กๆจูงมือผู้ปกครอง ต่างกำลังดำเนินไปยังจุดชมวิว/หอสังเกตการณ์

ชายนิรนามเมื่อมาถึงจุดชมวิว หอสังเกตการณ์ รีบออกวิ่งไปหาเธอสุดที่รัก สังเกตลีลาตัดต่อจะมีการเร่งเร็ว เพื่อให้ผู้ชมสัมผัสถึงความเร่งรีบ ร้อนรน อยากพบเจอใจจะขาด ก่อนเกิดอาการชะงักงันเมื่อหันไปเห็นใครบางคน

ภาพความตายของชายนิรนาม สังเกตว่าพยายามถ่ายย้อนแสง ท้องฟ้าเต็มไปด้วยเมฆหมอก รวมถึงปรับความเข้มแสง ทำให้เงาดำปกคลุมเรือนร่าง ช่างเป็นจังหวะการตายที่งดงาม ตราตรึง ผู้ชมพบเห็นยังจดจำฝังใจไม่รู้ลืมเลือน

สิ่งน่าสนใจที่สุดในตอนจบนี้คือเสียงบรรยาย กล่าวถึงความตระหนักของชายนิรนาม เมื่อตอนเป็นเด็กจดจำภาพความตายที่จุดชมวิว/หอสังเกตการณ์ พอเติบใหญ่ย้อนเวลากลับมาเป็นผู้เสียชีวิตคนนั้น … นี่ก็เท่ากับว่าภาพความทรงจำไม่รู้ลืมเลือน (ของเด็กชาย) = ความตายของตนเองในอนาคต

ตัดต่อโดย Jean Ravel (Chronicle of a Summer, Far From Vietnam)

แม้ว่าผกก. Marker จะพัฒนาเรื่องราว เริ่มต้นโปรดักชั่นถ่ายทำ แต่เขายังจินตนาการไม่ออกว่าผลลัพท์จะเป็นเช่นไร จนกระทั่งเข้าสู่กระบวนการตัดต่อ นำเอาภาพถ่ายมาร้อยเรียง สร้างจังหวะ (Rhythm) โดยเฉลี่ยภาพละประมาณ 5 วินาที แต่ช่วงท้ายๆเร่งความเร็วเหลือ 3-4 วินาที แพรวพราวด้วยลีลาตัดต่ออย่าง Cross-Cutting, Fade In-Out, Cutaway, Match-Up, Jump-Cut, Fast cutting ฯ รวมถึงเทคนิคภาพยนตร์ที่สามารถใช้กับภาพนิ่งอย่าง Zooming, Panning, Tilting, Double Exposure (ซ้อนภาพ)

It was made like a piece of automatic writing… I photographed a story I didn’t completely understand. It was in the editing that the pieces of the puzzle came together, and it wasn’t me who designed the puzzle.

Chris Marker

เรื่องราวของหนังมีทั้งหมด 3 Timeline อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต ซึ่งจะมีการกระโดดกลับไปกระโดดมา นำเสนอผ่านมุมมองของชายนิรนาม/นักโทษเชลยสงคราม ผู้สามารถเดินทางข้ามเวลา และจะมีเสียงบรรยายของชายจากอนาคต (Man from the Future) ภาษาฝรั่งเศสโดย Jean Négroni, ภาษาอังกฤษโดย James Kirk

จริงๆหนังสั้นเรื่องนี้สามารถแบ่งออกตามโครงสร้างสามองก์ (Three-Act Structure) แต่ผมขอเลือกแบ่งเป็นตอนๆตาม (Episode) ที่ถือเป็นสไตล์ลายเซ็นต์ของผกก. Marker จะทำความเข้าใจง่ายกว่า

  • อารัมบท ณ สนามบิน Orly Airport
    • Opening Credit ภาพมุมกว้างสนามบิน
    • เสียงบรรยายกล่าวถึง เด็กชายกับครอบครัวขึ้นไปยังจุดชมวิว/หอสังเกตการณ์ พบเห็นภาพเหตุการณ์ยิงกัน จดจำปฏิกิริยาใบหน้าหญิงสาวคนหนึ่ง ติดตราฝังใจ
  • หายนะจากสงครามโลกครั้งที่สาม
    • ร้อยเรียงภาพหายนะจากสงครามโลกครั้งที่สาม ฝรั่งเศสราบเรียบเป็นหน้ากลอง บรรดาผู้รอดชีวิตต้องอาศัยอยู่ใต้ดินพิพิธภัณฑ์ Palais de Chaillot
  • โลกหลังสงครามโลกครั้งที่สาม
    • นักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องนำเอานักโทษเชลยสงคราม มาทำการทดลองฉีดสารเคมีที่ทำให้สามารถเดินทางข้ามเวลา แต่ผู้โชคร้ายรายนี้กลับกลายเป็นบ้า
  • การทดลองเดินทางย้อนเวลา
    • ชายคนหนึ่งถูกคัดเลือกให้เป็นหนูทดลองคนถัดไป รับฟังคำอธิบาย และเริ่มฉีดยาเข้าเส้น
  • ภาพจากอดีต
    • (อดีต) วันหนึ่งเริ่มพบเห็นภาพจากอดีต ท้องฟ้า ผืนป่า สรรพสัตว์ ผู้คนมากมาย ทิวทัศน์กรุง Paris ก่อนหายนะจากสงครามโลกครั้งที่สาม
  • หญิงสาวคนหนึ่ง
    • (อดีต) พบเจอกับหญิงสาวคนหนึ่ง จดจำได้ว่าเธอคือบุคคลนั้นในความทรงจำ พบเจอ-พลัดพราก ออกเดินทางทัวร์กรุง Paris
  • ช่วงเวลาแห่งความทรงจำ
    • (อดีต) หลับนอนกับหญิงสาว ยามเช้าพบเห็นเธอลืมตาตื่นขึ้นมา
  • พิพิธภัณฑ์บรรพชีวินวิทยา
    • (อดีต) วันหนึ่งเขาและเธอพากันไปยังพิพิธภัณฑ์ Galerie de Paléontologie et d’Anatomie comparée พบเห็นสรรพสัตว์มากมายที่ถูกสตัฟฟ์ไว้
  • การเดินทางสู่อนาคต
    • วันหนึ่งเมื่อชายคนนั้นลืมตาขึ้น นักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องบอกว่าถึงเวลาทำการทดลองขั้นต่อไป
    • (อนาคต) ชายคนนั้นถูกส่งไปหลายพันหมื่นปีข้างหน้า พบเจอมนุษย์อนาคต ส่งมอบอุปกรณ์พลังงาน/ชุดต้นกำลัง (Power Unit) เพื่อช่วยเหลือมนุษยชาติ
  • การตัดสินใจของเขา
    • หลังเสร็จสิ้นภารกิจ รับรู้โชคชะตาของตนเองว่าคงมีชีวิตอยู่อีกไม่นาน ฝันเห็นมนุษย์อนาคต แวะเวียนมาให้คำแนะนำ ชักชวนมาอยู่ร่วมกัน แต่เขาเลือกเดินทางกลับสู่อดีต
  • ปัจฉิมบท ณ สนามบิน Orly Airport
    • (อดีต) ชายคนนั้นย้อนเวลามาถึงยังสนามบิน Orly Airport ขึ้นไปยังจุดชมวิว/หอสังเกตการณ์ ระหว่างรีบวิ่งตรงเข้าหาหญิงคนรัก จู่ๆชายแปลกหน้า นักฆ่าถูกส่งมา ยกปืนขึ้นมาจ่อยิง เสียชีวิตต่อหน้าต่อตาเด็กชายคนหนึ่ง

ผมมีภาพความทรงจำเพลงประกอบ La Jetée (1962) จากการขับร้องประสานเสียง (Chorus) ที่มีความหลอกหลอน ขนหัวลุกพอง พร้อมฉายภาพกรุง Paris ราบเรียบหน้ากลอง มันช่างสิ้นหวัง ล้างผลาญ หายนะจากสงครามโลกครั้งที่สาม … แต่พอหวนกลับมารับชมหนัง เพิ่งตระหนักว่านั่นไม่ใช่ Main Theme

ไหนๆก็ไหนผมขอพูดถึงบทเพลงนั้นก่อนแล้วกัน Krestu Tvoyemu, Kресту Твоєму แปลว่า Before Thy Cross (ภาษาชาวบ้านๆ We bow to your cross), ประพันธ์โดย Pyotr Grigorievich Goncharov (1888-1970) คีตกวีสัญชาติรัสเซีย

Before Thy Cross we bow down in worship,
O Master, and Thy holy Resurrection we glorify. (Thrice)

Glory to the Father, and to the Son, and to the Holy Spirit,
both now and ever, and unto the ages of ages. Amen.

And Thy holy Resurrection we glorify.

Before Thy Cross we bow down in worship,
O Master, and Thy holy Resurrection we glorify.

เนื้อร้องบทเพลงเกี่ยวกับการก้มศีรษะ โค้งคำนับ ศิโรราบต่อพระเป็นเจ้า ฟังดูอาจไม่เกี่ยวข้องอะไรกับภาพกรุง Paris ราบเรียบหน้ากลอง แต่มันคงสื่อความหมายถึงการทำลายล้าง สภาพพบเห็นราวกับคำพิพากษา ‘Wrath of God’ ในวันสิ้นโลกาวินาศ

กลับมาที่เพลงประกอบจริงๆของหนัง แต่งโดย Trevor Duncan ชื่อจริง Leonard Charles Trebilcock (1924-2005) นักแต่งเพลงสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Camberwell เมื่อตอนอายุ 12 สามารถเล่นเปียโนจากการฟังโดยไม่มีใครสอน เลยเข้าโรงเรียน Trinity College of Music ร่ำเรียนไวโอลิน และทฤษฏีดนตรี, พออายุ 18 เข้าทำงาน British Broadcasting Corporation เป็นผู้ช่วยจัดรายการวิทยุ, ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง จับใบแดงเป็นทหาร Royal Air Force ทำงานแผนกสื่อสารไร้สาย พอปลดประจำการเข้าร่วมสถานีวิทยุ BBC Radio อยู่แผนกวิศวกรเสียง ใส่เสียงประกอบ (Sound Effect) แล้วมีโอกาสทำเพลงประกอบ Newsreel, Title Music, ซีรีย์โทรทัศน์ และภาพยนตร์ประปราย La Jetée (1962)

อย่างที่บอกไปว่าภาพจำของผมต่อเพลงประกอบ La Jetée (1962) ถูกบดบังด้วย Kресту Твоєму (Before Thy Cross) พอมาได้ยิน The Girl (Theme) เลยเพิ่งเกิดความเอะใจ รู้สึกมักคุ้นยังไงชอบกล จนกระทั่งวินาทีเห็นวงปีต้นไม้ใหญ่ ค่อยตระหนักว่ามีความละม้ายคล้าย Scene D’Amour ของ Vertigo (1958) ประพันธ์โดย Bernard Herrman โดยเฉพาะช่วงท้ายที่พยายามไต่ไล่ระดับไปให้ถึงจุดสูงสุด ก่อนฟื้นตื่นขึ้นมาบนโลกความจริงที่เหี้ยมโหดร้าย

Love Theme ของ Vertigo (1958) ไม่เพียงโคตรๆโรแมนติก แต่ยังแฝงความโหยหาคร่ำครวญ แบบเดียวกับ The Girl (Theme) เธอผู้เป็นที่หมายปองของชายคนนั้น ตกหลุมรัก อยากจักครอบครอง กลับมิอาจเป็นเจ้าของ พยายามขวนขวายไขว่คว้า ทำทุกสิ่งอย่าง สุดท้ายก็มิอาจหลบหนีพ้นโชคชะตา

นอกจากเพลงประกอบ อีกสิ่งหนึ่งขาดไม่ได้ก็คือเสียงประกอบ (Sound Effect) โดย Antoine Bonfanti (ที่ถูกผกก. Marker ขโมยกล้อง Pentax Spotmatic ไปใช้งาน) เริ่มจากเครื่องบินขึ้น-ลง เสียงประกาศสนามบิน ในขณะที่ปัจจุบัน (หลังสงครามโลกครั้งที่สาม) และอนาคต แทบไม่ได้ยินเสียงอะไร (นอกจากเสียงกระซิบกระซาบ และหัวใจเต้นตุบ-ตุบ), พอย้อนเวลากลับหาอดีต จะได้เสียงสรรพสัตว์ นกร้อง ฟังดูสดชื่น มีชีวิตชีวา

แม้เริ่มต้น-สิ้นสุดจะคือฉากฆาตกรรม กลับไม่เคยได้ยินเสียงปืนลั่น อาจเพราะถูกกลบเกลื่อนด้วยเสียงเครื่องบินกำลังพุ่งทะยานขึ้นท้องฟ้า เราอาจเหมารวมคือเสียงแห่งหายนะ ความตาย แต่จะเดินทางสู่ขุมนรกหรือสรวงสวรรค์ คงไม่มีใครรับรู้เป้าหมายปลายทาง อนาคตจะดำเนินไปเช่นไร


This is the story of a man marked by a childhood image. The scene that troubled him with its violence, and whose significance he would only understand much later, took place on the large pier at Orly, a few years before the start of the Third World War.

ผกก. Marker มีแนวคิดว่าภาพถ่าย = ความทรงจำ, ทุกการเดินทาง ออกสำรวจดินแดนต่างๆ ไม่มีทางที่คนเราจะสามารถจดจำอะไรๆได้ทุกสิ่งอย่าง เขาจึงทำการเก็บบันทึกภาพถ่าย (ทั้งภาพนิ่งและเคลื่อนไหว) สำหรับแทนความทรงจำของตนเอง พัฒนาเป็นสารคดี ภาพยนตร์ ส่งต่อให้กับคนรุ่นหลัง

La Jetée (1962) เป็นภาพยนตร์ที่ผกก. Marker สร้างขึ้นเพื่ออธิบายแนวคิดดังกล่าว ใช้เรื่องราวไซไฟ ทำการทดลองย้อนกลับหาอดีต หวนระลึกความทรงจำเลือนลาง หลงเหลือเพียง(ภาพนิ่งใน)ช่วงเวลาสำคัญๆที่ยังคงติดตราฝังใจ นำมาร้อยเรียง แปะติดปะต่อ สำหรับเป็นความหวัง สร้างกำลังใจ สิ่งทำให้รู้สึกเหมือนมีชีวิตชีวา

ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ผกก. Marker เข้าร่วมกลุ่มต่อต้าน French Resistance คงเคยหลบๆซ่อนๆ อาศัยอยู่ตามหลุมหลบภัยใต้ดิน พบเห็นสภาพปรักหักพังของกรุง Paris ราวกับวันสิ้นโลกาวินาศ สิ่งที่ทำให้เขายังคงมีความหวัง กำลังใจ คือการหวนระลึกวัยเด็ก ภาพความทรงจำก่อนสงคราม … แม้เขาจะไม่สามารถเดินทางย้อนเวลา ก็ยังคงมีภาพสวยงามของอดีต ติดตราฝังใจไม่รู้ลืมเลือน

แม้สงครามโลกพานผ่านมาหลายปี ก็ใช่ว่าโลกจักบังเกิดความสงบสันติสุข Korean War, Algerian War, Indochina Wars, Cold War, รวมถึงความขัดแย้งภายใน ชุมนุมประท้วง เรียกร้องโน่นนี่นั่น ปลดแอกอาณานิคม ฯลฯ เหล่านี้ล้วนบ่งชี้ไปทิศทางเดียวกัน สงครามโลกครั้งที่สามกำลังคืบคลานเข้ามา ประวัติศาสตร์ไม่เสี้ยมสอนอะไร ท้ายที่สุดแล้วมนุษยชาติย่อมต้องมอดไหม้ วอดวาย ทำลายตัวตนเอง

การหยุดนิ่ง โลกแช่แข็ง และไม่นำเสนอรายละเอียดใดๆเกี่ยวกับ(มนุษย์)อนาคต นี่อาจแสดงให้เห็นว่าผกก. Marker มองไม่เห็นอนาคตของมนุษยชาติ เพราะสงครามไม่มีวันจบสิ้น ระเบิดนิวเคลียร์จักทำลายล้างทุกสรรพสิ่งอย่าง เริ่มต้น-สิ้นสุด หวนกลับสู่สามัญ หลงเหลือเพียงภาพความทรงจำ

ชื่อหนัง La Jetée แปลตรงตัว The Jetty หรือ The Pier คนส่วนใหญ่จะนึกถึงตอม่อ ท่าเทียบเรือ สะพานท่าเรือ เขื่อนที่ยื่นออกไปในทะเล แต่ในบริบทหนังสั้นเรื่องนี้สื่อถึงบริเวณจุดชมวิว/หอสังเกตการณ์ (Observation deck) สถานที่สำหรับรับชมเครื่องบิน … ไม่ว่าจะสนามบิน หรือท่าเรือ ล้วนเป็นสถานที่สำหรับการออกเดินทาง จุดเริ่มต้น-สิ้นสุด พบเจอ-พลัดพรากจาก หรืออาจรวมถึงเกิด-ตาย ก็ได้เช่นกัน!

เสียงตอบรับเมื่อตอนออกฉายถือว่าดียอดเยี่ยม เป็นการทดลองแปลกใหม่ ท้าทาย ไม่ซ้ำแบบใคร สามารถคว้ารางวัล Prix Jean Vigo: Best Short Film จึงมีโอกาสเดินทางไปฉายตามเทศกาลหนังทั่วโลก

ปัจจุบัน La Jetée (1962) ได้รับการบูรณะ ‘digital restoration’ คุณภาพ 2K เสร็จสิ้นเมื่อปี ค.ศ. 2013 สามารถหารับชมออนไลน์ทาง MUBI หรือเว็บสตรีมมิ่งสารคดีทั่วไป (ไม่มีจัดจำหน่าย DVD/Blu-Ray) แต่ถ้าใครสนใจบ็อกเซ็ตของ Criterion ที่แพ็กคู่กับ Sans Soleil (1983) คุณภาพแค่แสกนใหม่ HD (High-Definition) [จัดจำหน่ายก่อนการบูรณะ]

กาลเวลาทำให้ได้รับการยกย่องกล่าวขวัญ หนึ่งในภาพยนตร์ยอดเยี่ยมตลอดกาล ติดชาร์ทนิตยสาร Sight & Sound มาแล้วถึงสองรอบ … ในบรรดาผลงานของผกก. Marker มีอยู่แค่สองเรื่อง La Jetée (1962) และ Sans Soleil (1983) ที่เคยติดอันดับชาร์ทนี้

  • Sight & Sound: Critic’s Poll 2012 #อันดับ 50
    • สูงกว่า Sans Soleil (1983) #อันดับ 69
  • Sight & Sound: Critic’s Poll 2022 #อันดับ 67
    • ต่ำกว่า Sans Soleil (1983) #อันดับ 59
  • Sight & Sound: Director’s Poll 2022 #อันดับ 35
    • สูงกว่า Sans Soleil (1983) #อันดับ 72

เกร็ด: ผมลองส่องๆดูว่ามีใครลงคะแนนโหวต La Jetée (1962) ฉบับปี ค.ศ. 2022 พบเจอคนไทยสองคน อาจารย์ ดร.ไกรวุฒิ จุลพงศธร และพิมพกา โตวิระ

หวนกลับมารับชมคราวนี้ คาดไม่ถึงอย่างรุนแรงว่า La Jetée (1962) จะเคลือบแฝงแนวคิดอันลุ่มลึกล้ำ จำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องเรียนรู้จัก เข้าใจแนวคิดของผกก. Marker ถึงสามารถเชื่อมโยง แปะติดปะต่อ พบเห็นภาพถ่าย = ความทรงจำ นั่นถือเป็นปรัชญาชีวิต(ของ Marker)เลยก็ว่าได้!

สิ่งที่ทำเอาผมขนลุกขนพอง นั่นเพราะความหลงใหลคลั่งไคล้ 12 Monkeys (1995) คือสิ่งติดค้างคาใจ ไม่มีวันลบเลือนหาย ซึ่งนั่นส่งต่อมาถึงการรับชม La Jetée (1962) กลายเป็นภาพถ่ายความทรงจำ ตราฝังอยู่ในจิตวิญญาณ!

จัดเรตทั่วไป ไม่มีภาพรุนแรง แต่เหมาะสำหรับผู้ชมอายุ 15+

คำโปรย | La Jetée ภาพถ่ายที่ติดตราฝังอยู่ในความทรงจำของผู้กำกับ Chris Marker
คุณภาพ | ร์พี
ส่วนตัว | ตราฝังในจิตวิญญาณ


MEAT Category: , , , , , ,

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

raremeat.blog

ยินดีต้อนรับสู่ raremeat.blog แห่งการรีวิว-วิเคราะห์-วิจารณ์ อะไรก็ตามที่เป็นภาพและเคลื่อนไหว หาดูยากในเมืองไทย หลบซ่อนอยู่ทั่วทุกมุมโลก

ดูท่าโปรเจคแบ็กอัพคงจะล้มเหลวเพราะถูกบ็อท(AI)ของ Wordpress มองว่าเป็นสแปม (Spam) เลยโดนแบนเรียบ แถมลุกลามมายัง Jetpack อ้างว่า raremeat.blog มีภาพโป๊เปลือย เนื้อหา Mature (18+) เลยทำให้หลายๆสิ่งในเว็บใช้งานไม่ได้ ผมก็หมดอารมณ์ จนปัญญา เดี๋ยวค่อยตัดสินใจอีกทีว่าจะทำอะไรต่อไป

ณ.คอน ลับแล (8-March-2026)

raremeat’s Archive

  • 2026 (29)
  • 2025 (135)
  • 2024 (131)
  • 2023 (131)
  • 2022 (127)
  • 2021 (56)
  • 2020 (57)
  • 2019 (214)
  • 2018 (321)
  • 2017 (350)
  • 2016 (354)
  • 2015 (30)