Black Girl

Black Girl (1966) Senegalese : Ousmane Sembène ♥♥♥

หญิงสาวผิวดำชาว Senegalese ออกเดินทางสู่ฝรั่งเศส วาดฝันดินแดน ‘The Wizard of Oz’ แต่กลับถูกเจ้านายชี้นิ้วออกคำสั่ง กลายเป็นขี้ข้ารับใช้ เต็มไปด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราด เพื่อต่อต้านลัทธิอาณานิคม (Anti-Colonialism)

ชื่อหนังภาษาฝรั่งเศส La noire de… ใครเคยรับชม The Earrings of Madame de… น่าจะมักคุ้นกับการใช้คำว่า de… เพื่อจะสื่อถึงใครก็ได้ ไม่จำเพาะเจาะจง ระบุชื่อ-สกุล, แต่ชื่อภาษาอังกฤษ Black Girl มันช่างธรรมดาสามัญ ไร้ระดับ เหมือนคนแปล/ค่ายหนังไม่ต้องการให้ค่าอะไรใดๆภาพยนตร์เรื่องนี้!

If Africans do not tell their own stories, Africa will soon disappear.

Ousmane Sembène

สาธารณรัฐเซเนกัล (Republic of Senegal) แม้ได้รับการปลดแอก อิสรภาพจากอาณานิคมฝรั่งเศส ตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน ค.ศ. 1960 แต่ใช่ว่าทุกสิ่งอย่างจะหวนกลับสู่สภาวะปกติ ยังคงรับอิทธิพล แนวคิด วิถีดำรงชีวิต … ประชาชนที่ถูกล้างสมองไปแล้ว ยากยิ่งนักจักมีความครุ่นคิดอ่านเป็นตัวของตนเอง

Black Girl (1966) ถือเป็นภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกๆ ไม่ใช่แค่ของประเทศเซเนกัล แต่ยังทั้งทวีปแอฟริกา! สร้างขึ้นในยุค Post-Colonialism นำเสนอผ่านมุมมองหญิงชาวแอฟริกัน ใจความต่อต้านลัทธิอาณานิคม (Anti-Colonialism) และยังสามารถคว้ารางวัลระดับนานาชาติ Prix Jean Vigo นั่นทำให้ผู้กำกับ Ousmane Sembène ได้รับการยกย่อง “Father of African cinema”

บอกตามตรงว่าผมไม่ค่อยชอบภาพยนตร์เรื่องนี้สักเท่าไหร่ เพราะมันมีเพียงอารมณ์เกรี้ยวกราดของผู้สร้าง ก็พอเข้าใจอยู่ว่าการเป็นประเทศอาณานิคม มันคงไม่น่าอภิรมณ์ สะสมความอัดอั้น แต่การนำเสนอเรื่องราวเพียงแง่มุมเดียว พยายามชี้นำความรู้สึกนึกคิดผู้ชม ผลลัพท์ไม่ต่างจากหนังชวนเชื่อ (Propaganda) สักเท่าไหร่


Ousmane Sembène (1923-2007) นักเขียน ผู้กำกับภาพยนตร์ เกิดที่ Ziguinchor, Casamance ขณะนั้นอยู่ภายใต้การปกครอง French West Africa (ปัจจุบันคือประเทศ Senegal) ในครอบครัวชาวประมง นับถือ Serer Religion, วัยเด็กถูกส่งเข้าโรงเรียนฝรั่งเศส แต่ถูกครูใหญ่ไล่ออกเพราะไปมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้ง เคยติดตามบิดาออกทะเลกลับพบว่าเมาเรือ เลยเปลี่ยนมารับจ้างแรงงานทั่วไป, ช่วงสงครามโลกครั้งสองจับใบแดงเข้าร่วม Senegalese Tirailleurs (ส่วนหนึ่งของกองทัพฝรั่งเศส ขณะนั้นอยู่ภายใต้ Vichy France) พบเห็นฝ่ายสัมพันธมิตรโจมตีพลเรือนเซเนกัล ทำให้เกิดความสับสนต่อวิถีเคยเชื่อมั่น หันมาสนใจประเด็นการเมือง เปลี่ยนมาเข้าร่วม French Liberation Army ปลดแอกฝรั่งเศสจาก Nazi Germany

เมื่อปี ค.ศ. 1947 ตัดสินใจแอบขึ้นเรือมุ่งสู่ฝรั่งเศส ทำงานโรงงานผลิตรถ Citroën ต่อด้วยคนงานท่าเรือ Marseille, ระหว่างนั้นเข้าร่วมกลุ่ม CGT (General Confederation of Labour) ของพรรคคอมมิวนิสต์ รับรู้จักนักเขียนอย่าง Claude McKay, Jacques Roumain เกิดแรงผลักดันให้มีผลงานนวนิยายเรื่องแรก Le Docker Noir (1956) แปลว่า The Black Docker นำจากประสบการณ์เมื่อครั้นทำงานท่าเรือ Marseille แรงงานผู้อพยพมักได้รับการกดขี่ ดูถูกเหยียดหยาม นั่นคือสิ่งที่ Sembène ไม่เคยพบเจอมาก่อนในชีวิต

หลังเขียนนวนิยายได้สามสี่เรื่อง Sembène หันเหความสนใจมายังสื่อภาพยนตร์ เพราะเชื่อว่าจะสามารถเข้าถึงผู้คนวงกว้างมากขึ้น เดินทางสู่ Moscow เข้าศึกษายัง Gorky Film Studio ระหว่างปี ค.ศ. 1962-63 เป็นลูกศิษย์ของ Mark Donskoy จากนั้นเดินทางกลับเซเนกัล สรรค์สร้างหนังสั้นเรื่องแรก Barom Sarret (1963) แปลว่า The Wagoner

ขอกล่าวถึง Borom Sarret (1963) สักหน่อยก่อนแล้วกัน! ต้องถือว่าคือภาพยนตร์เรื่องแรกอย่างแท้จริง สร้างโดยชาวแอฟริกัน บนผืนแผ่นดินแอฟริกา ภายหลังจาก Post-independence ร้อยเรียงภาพวิถีชีวิต กิจวัตรประจำวันของคนขับเกวียน/รถลาก (ชนชั้นทำงาน/Working Class) ในกรุง Dakar พบเห็นความยากจนค้นแค้น หาเช้ากินค่ำอย่างยากลำบาก ท้องถนนเต็มไปด้วยมิจฉาชีพ แม้แต่คนรวย/พวกฝรั่งเศส อาศัยอยู่อพาร์ทเม้นท์หรูหรา ยังมีความฉ้อฉล แบ่งชนชั้นอย่างชัดเจน … นี่เป็นเรื่องที่ผมอยากแนะนำให้หารับชม คุณภาพน่าประทับใจกว่า Black Girl (1966) ด้วยซ้ำนะ! ร้อยเรียงภาพเซเนกัลในยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนผ่าน เก็บฝังไว้ใน ‘Time Capsule’ ได้อย่างงดงาม และน่าเศร้าสลดใจ

สำหรับภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก Black Girl (1966) นำแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์จริง เมื่อครั้นผกก. Sembène พบเจอหญิงสาวชาว Senegalese เล่าว่าตนเองได้รับการว่าจ้างพี่เลี้ยงเด็ก แต่พอเดินทางถึงฝรั่งเศสกลับถูกใช้แรงงานเยี่ยงทาส จึงตัดสินใจหลบหนีขึ้นเรือกลับบ้าน

In Senegal, I met a girl who had worked as a domestic servant for a French family in Antibes. She had been promised a job as a nanny, but she was treated like a slave. I was struck by her story, and I decided to make a film about it.

“Black Girl” is based on a real incident that I witnessed, but it is also a story that is familiar to many Africans who have experienced the exploitation and mistreatment of colonialism.

Ousmane Sembène

แม้เคยมีประสบการณ์สร้างหนังสั้น Borom Sarret (1963) แต่ภาพยนตร์ขนาดยาวนั้นแตกต่างออกไป นั่นทำให้ Sembène ค้นพบความจริงบางอย่างเกี่ยวกับวงการภาพยนตร์เซเนกัล โดยไม่รู้ตัวเรียกได้ว่าถูกยึดครอง ‘colonized’ โดยฝรั่งเศสไปตั้งแต่ก่อนหน้าการปลดแอก!

กล่าวคือเมื่อตอนยังเป็นประเทศอาณานิคม ฝรั่งเศสมีการจัดตั้งสถาบัน Bureau du Cinéma และ Centre national du cinema (CNC) สำหรับควบคุมครอบงำ เสี้ยมสอนชาว Senegalese ให้รู้จักวิธีสร้างภาพยนตร์ พร้อมทั้งสนับสนุนงบประมาณ ขณะเดียวกันก็แอบสอดแทรกแนวคิด วัฒนธรรม ปลูกฝังทัศนคติหลายๆอย่างใน ‘ความเป็นฝรั่งเศส’ … ภายหลังจากเซเนกัลได้รับการปลดแอก สองสถาบันดังกล่าวกลับยังมีรากฐานมั่นคง ใครครุ่นคิดสร้างภาพยนตร์ก็จำต้องผ่านการพิจารณา ตรวจสอบเนื้อหา ถึงได้รับอนุมัติงบประมาณ

แน่นอนว่า Black Girl (1966) ไม่มีทางผ่านการพิจารณาของ Bureau du Cinéma และ Centre national du cinema ด้วยเหตุนี้ผู้กำกับ Sembène จึงก่อตั้งสตูดิโอโปรดักชั่นของตนเอง Filmi Domirev (จริงๆก็ตั้งแต่สร้างหนังสั้น Borom Sarret (1963)) และแสวงหางบประมาณเพิ่มเติมจาก Les Actualités Françaises

และการจะถ่ายทำภาพยนตร์ในฝรั่งเศส กฎหมายระบุว่าต้องมีใบอนุญาตทำงาน (Professional Card คล้ายๆกับ Green Card) แต่ผู้กำกับ Sembène ไม่เคยอยู่ภายใต้ระบบสตูดิโอ แถมมาจากอดีตประเทศอาณานิคม ต้องขอหนังสือจากต้นทางซึ่งก็คือ Bureau du Cinéma หรือ CNC เท่านั้น! … วิธีการหลบหลีกก็คือทำโปรดักชั่น Black Girl (1966) ให้ความยาวไม่เกิน 60 นาที (ปรับเปลี่ยนจากแผนการเดิม 70-90 นาที) ยุคสมัยนั้นในฝรั่งเศส น้อยกว่าหนึ่งชั่วโมงถือเป็นหนังสั้น ไม่ต้องใช้ใบอนุญาตทำงาน


เรื่องราวของ Gomis Diouana (รับบทโดย Mbissine Thérèse Diop) หญิงสาวชาว Senegalese ฐานะยากจน ระหว่างกำลังมองหางาน ได้รับเลือกจาก Madame พูดคุยกันว่าจะให้เป็นพี่เลี้ยงเด็ก ดูแลลูกๆของเธอทั้งสาม พบเห็นความขยันขันแข็ง เลยชักชวนเดินทางขึ้นเรือสู่ฝรั่งเศส

แต่พอมาถึงฝรั่งเศส เธอกลับอาศัยอยู่แต่ในอพาร์ทเม้นท์ ถูกบังคับให้ทำโน่นนี่นั่น กลายเป็นหญิงรับใช้ หาใช่พี่เลี้ยงเด็กอย่างเคยตกลงกันไว้ เมื่อถึงจุดๆหนึ่งแสดงความไม่พึงพอใจ อารยะขัดขืน ปฏิเสธพูดคุย กระทำอะไรใดๆ จากนั้นโต้ตอบกลับด้วยความรุนแรง ก่อนตัดสินใจอัตวินิบาต


Mbissine Thérèse Diop (เกิดปี 1949) นักแสดงสาวชาว Senegalese เกิดที่ Dakar บิดาเป็นมุสลิม มารดานับถือคาทอลิก โตขึ้นทำงานช่างตัดเย็บเสื้อผ้า วันหนึ่งได้รับคำท้าทายจากเพื่อนสนิท เลยตัดสินใจสมัครเข้าโรงเรียนสอนการแสดง Ecole des Arts de Dakar (กลางวันทำงานเย็บผ้า, กลางคืนร่ำเรียนการแสดง) เป็นลูกศิษย์ของ Robert Fontaine (ที่ก็ร่วมแสดงภาพยนตร์ Black Girl) โชคชะตาจับพลัดจับพลูให้พบเจอโดยผู้กำกับ Ousmane Sembène สร้างความประทับใจตั้งแต่ทดสอบหน้ากล้องครั้งแรก แม้จะถูกต่อต้านจากครอบครัว แต่ก็ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงความตั้งใจ

รับบท Gomis Diouana หญิงสาวชาว Senegalese ออกเดินทางสู่ฝรั่งเศสด้วยความมุ่งมั่น คาดหวัง เพ้อใฝ่ฝัน แต่เมื่อมาถึงกลับถูกบีบบังคับให้ทำงานเยี่ยงทาส หวนระลึกความทรงจำเมื่อครั้นได้รับการว่าจ้างให้เป็นพี่เลี้ยงเด็ก ไฉนทุกสิ่งอย่างกลับเปลี่ยนแปลงไปอย่างคาดไม่ถึง

I think Mbissine Thérèse Diop was extraordinary in the film. She was not a professional actress, but she was intelligent and had an innate understanding of the character. I didn’t give her any instructions for the role, but just let her develop it naturally. She was able to convey the character’s emotions and struggles in a very authentic way. I think she was the perfect choice for the role.

Ousmane Sembène

ภาพลักษณ์ของ Diop รวมถึงสไตล์การแต่งตัว ทำให้เธอดูเหมือนไฮโซ สูงศักดิ์ แถมมีความเริดเชิด น้ำเสียงเย่อหยิ่ง นั่นไม่ใช่ลักษณะของสาวรับใช้เลยสักนิด! กอปรกับทัศนคติ ดื้อรั้น เอาแต่ใจ ไม่ยอมพูดเอ่ยความใน (อาจจะมองว่าสื่อสารไม่เข้า) จู่ๆแสดงอารยะขัดขืน แล้วกระทำอัตวินิบาต ปฏิเสธก้มหัว ถูกควบคุมครอบงำ เป็นขี้ข้าทาสผู้ใด … ไม่แปลกที่ผู้ชมชาวยุโรป & อเมริกัน จะจับต้องความรู้สึกตัวละครไม่ได้สักเท่าไหร่

ผมเองก็รู้สึกว่าตัวละครค่อนข้างแบนราบ นำเสนอมุมมองฝั่งของเธอเพียงด้านเดียว เอาแต่เก็บกดความรู้สึกนึกคิด แทนที่พูดบอกปัญหา แสดงความต้องการแท้จริงออกมา อาชีพคนรับใช้มันผิดอะไร? นั่นเพราะผกก. Sembène ต้องการให้เธอเป็นสัญลักษณ์แทนประเทศอาณานิคม ถูกกดขี่ข่มเหงเยี่ยงทาสจากฝรั่งเศส … แต่เอาจริงๆนั่นก็ไม่สมจริงเลยสักนิด งานรับใช้ก็แค่ทำอาหาร ปัดกวาดเช็ดถู มันคือกิจวัตรทั่วๆไป ไม่สามารถสร้างความรู้สึกอัดอั้น ทุกข์ทรมาน ถึงขนาดต้องลุกฮือขึ้นมาแสดงอารยะขัดขืน

หลังจากภาพยนตร์เรื่องนี้ Diop ยังพอมีผลงานการแสดงอื่นๆประปราย แต่อาชีพหลักของเธอคือตัดเย็บเสื้อผ้า พออยู่พอกิน เก็บหอมรอมริด จนสามารถเปิดกิจการร้านของตนเอง


ถ่ายภาพโดย Christian Lacoste ก่อนหน้านี้เคยร่วมงานผกก. Ousmane Sembène มาตั้งแต่ Borom Sarret (1963),

งานภาพของหนังเน้นความเรียบง่าย (minimalist) ต้องการให้ออกมาดูเป็นธรรมชาติ (Naturalistic) ไม่ได้ใช้เทคนิคภาพยนตร์หวือหวา แต่เหมือนจะมีการปรับความคมเข้มสีขาว-ดำ ให้ดูโดดเด่นชัดเจนขึ้นกว่าปกติ

  • ซีเควนซ์ที่ Dakar, Senegal มักถ่ายทำฉากภายนอก ท้องถนนหนทาง ทำให้พบเห็นความกลมกลืนระหว่างสีขาว-ดำ แทบไม่มีความแตกต่าง
    • เสื้อผ้าหน้าผมของชาว Senegalese มีการออกแบบลวดลายให้ดูละลานตา นั่นคือชุดพื้นเมือง Boubou และสวมผ้าโพกศีรษะ Moussor
  • ผิดกับ Antibes, France อาศัยอยู่แต่ภายในอพาร์ทเม้นท์ สาวใช้(ผิวดำ)ห้อมล้อมด้วยผนังกำแพงสีขาว สามารถสื่อถึงอิทธิพลของคนขาวที่มีมากกว่าคนดำ
    • ชาวฝรั่งเศสมักสวมสูท ไม่ก็ชุดสีพื้น ดูธรรมดาๆ ไม่ได้มีชีวาสักเท่าไหร่
    • ขณะที่ Gomis Diouana ถูกบังคับให้สวมผ้ากันเปลื้อน ชุดแม่บ้าน บางครั้งก็ผ้าคลุมอาบน้ำ แสดงถึงการสูญเสียอัตลักษณ์ของตนเอง

เกร็ด: Special Feature ของ Criterion จะมี ‘Alternate Color Sequence’ เมื่อครั้น Gomis Diouana เดินทางถึงฝรั่งเศส จะถ่ายทำทิวทัศน์สองข้างทางด้วยฟีล์มสี เพื่อมอบสัมผัสคล้ายๆดินแดนหลังสายรุ้ง The Wizard of Oz (1939) แต่ทั้งหมดถูกตัดออกเพื่อให้ได้ความยาวต่ำกว่า 60 นาที

หน้ากาก (African Masks) ถือเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาวแอฟริกัน พบเจอในแถบตะวันตก-กลาง-ใต้ของทวีป สำหรับแสดงวิทยฐานะ, ประกอบพิธีกรรม เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย แต่งงาน เฉลิมฉลอง สังสรรค์ทั่วไป, บ้างใช้เป็นสัญลักษณ์แทนจิตวิญญาณ สิ่งเหนือธรรมชาติ ฯลฯ ส่วนรูปลักษณะมีทั้งมนุษย์-สัตว์-ปีศาจ แล้วแต่วิถีความเชื่อของแต่ละชนเผ่า ชาติพันธุ์

ผมหาข้อมูลไม่ได้ว่าหน้ากากของ Diouana มีชื่อเรียกหรือนัยยะสื่อความอะไร แต่ในบริบทของหนังสามารถตีความได้หลากหลาย

  • Diouana เคยอธิบายไว้ว่าหน้ากากคือสัญลักษณ์แทนตนเอง มอบให้ครอบครัวของ Madame แทนคำขอบคุณในการว่าจ้างงาน
    • ตอนแรกตั้งไว้บนชั้นวาง ล้อมรอบด้วยผลงานศิลปะ African Art และหน้ากากชิ้นอื่นๆ สามารถสื่อถึงตัวเธอขณะนี้ที่ยังอยู่เซเนกัล รายล้อมด้วยพรรคพวกพ้องชนชาติเดียวกัน
    • อพาร์ทเม้นท์ที่ฝรั่งเศส หน้ากากแขวนอยู่กึ่งกลางผนังห้อง ไม่มีผลงานศิลปะอื่นห้อมล้อมรอบ สื่อความถึงหญิงสาวตัวคนเดียว ล้อมรอบด้วยคนขาว
    • Diouana พยายามทวงคืนหน้ากาก สามารถมองในเชิงสัญลักษณ์ของการเรียกร้องอิสรภาพ ทวงคืนความเป็นแอฟริกันจากจักรวรรดิอาณานิคม
  • ช่วงท้ายของหนังเด็กชายสวมหน้ากาก (อันเดียวกับของ Diouana) สามารถสื่อถึงจิตวิญญาณชาวแอฟริกัน ที่จักติดตามมาหลอกหลอกบรรดาจักรวรรดิอาณานิคม เคยกระทำอะไรไว้กับพวกตน สักวันหนึ่งต้องได้รับการตอบแทนอย่างสาสม

แซว: ในปัจจุบันหน้ากากของชาวแอฟริกัน ได้กลายสภาพเป็นเพียงของฝาก ของที่ระลึก (Souvenir) สำหรับนักท่องเที่ยวเท่านั้นเอง

ชายผิวดำกำลังดูดไปป์ก็คือผกก. Ousmane Sembène เป็นคนนำทางชายชาวฝรั่งเศส สู่บ้านของครอบครัว Diouana ซึ่งแฝงนัยยะถึงการสรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ ชักชวนให้ชาวยุโรปพบเห็นวิถีชีวิต ความเป็นไปของชาวแอฟริกัน

ตัดต่อโดย André Gaudier,

หนังดำเนินเรื่องโดยใช้มุมมอง ความทรงจำ เสียงบรรยายของ Gomis Diouana ตั้งแต่เดินทางมาถึง Antibes, France ทำงานเป็นสาวรับใช้ ไม่ได้เป็นพี่เลี้ยงเด็กอย่างเคยเข้าใจ จึงเริ่มหวนระลึกความหลัง (Flashback) ตั้งแต่แรกพบเจอนายจ้าง ตกหลุมรักแฟนหนุ่ม ชีวิตเคยเอ่อล้นด้วยความหวัง ปัจจุบันทุกสิ่งอย่างกลับพังทลายลง

  • การเดินทางสู่ฝรั่งเศส
    • Diouana โดยสารเรือมาถึงฝรั่งเศส มีนายจ้างมารอรับ ขับรถชมวิวสองข้างทาง จนกระทั่งมาถึงอพาร์ทเม้นท์
    • กิจวัตรของ Diouana ปัดกวาดเช็ดถู ทำความสะอาดบ้าน ปรุงอาหารพื้นเมือง ได้รับการปฏิบัติไม่ต่างจากคนรับใช้
  • (Flashback) หวนรำลึกความทรงจำที่เซเนกัล
    • Diouana อาศัยอยู่ในสลัม ฐานะยากจน พยายามออกหางานทำ
    • จนกระทั่งพบเจอ Madame ได้รับการว่าจ้างให้เป็นพี่เลี้ยงเด็ก
  • ตัดกลับมาปัจจุบัน Diouana เริ่มแสดงอารยะขัดขืน
    • Diouana เริ่มรู้สึกไม่พอใจนายจ้าง
    • ยามเช้าถูกปลุกตื่นอย่างไม่เต็มใจ จึงเริ่มแสดงอารยะขัดขืน ปฏิเสธทำตามคำสั่ง กักขังตนเองอยู่ในห้องนอน
    • Diouana ได้รับจดหมายจากทางบ้าน นายจ้างอาสาเขียนตอบกลับ แต่เธอแสดงอาการไม่พึงพอใจ
  • ความรัก vs. ความสูญเสีย
    • (Flashback) Diouana หวนระลึกถึงแฟนหนุ่มที่เซเนกัล ค่ำคืนร่วมรักหลับนอน ก่อนแยกจากกัน
    • กลับมาปัจจุบัน Diouana พยายามยื้อยักหน้ากาก ปฏิเสธรับเงินนายจ้าง แพ็กเก็บกระเป๋า ก่อนตัดสินใจกระทำอัตวินิบาต
  • อดีตติดตามมาหลอกหลอน
    • ครอบครัวของ Madame ไม่สามารถอาศัยอยู่อพาร์ทเม้นท์หลังนี้ได้อีกต่อไป
    • สามีของ Madame เดินทางไปเซเนกัล เพื่อติดตามหาญาติพี่น้องของ Diouana แต่กลับถูกติดตามโดยเด็กชายสวมหน้ากาก (เดียวกันที่เคยได้รับจาก Diouana) จนต้องรีบเผ่นขึ้นรถหลบหนี

ความที่ผกก. Sembène ร่ำเรียนวิชาภาพยนตร์จากฟากฝั่งสหภาพโซเวียต ซึ่งเลื่องชื่อเรื่องการตัดต่อ Black Girl (1966) จึงมีลวดลีลา วิธีดำเนินเรื่อง ตัดสลับไปมาระหว่างอดีต-ปัจจุบัน หวนระลึกความทรงจำ (Flashback) เพื่อให้ผู้ชมเกิดความตระหนักถึงคำมั่นสัญญา(ที่ฝรั่งเศส)เคยให้ไว้ แต่กลับไม่มีอะไรเป็นไปตามความเอ่ยกล่าวสักสิ่งอย่าง!


สำหรับเพลงประกอบไม่มีขึ้นเครดิต แทบทั้งหมดน่าจะคือ ‘diegetic music’ ได้ยินจากเครื่องเล่น วิทยุ ประกอบด้วยดนตรีคลาสสิกกลิ่นอาย French Riviera (เมื่อตอน Diouana เดินทางมาถึงฝรั่งเศสจะได้ยินจากวิทยุบนรถ) และบทเพลงพื้นเมือง Senegalese เวลาเดินตามท้องถนนเซเนกัล มักดังล่องลอยมาจากสักแห่งหนไหน

น่าเสียดายที่ผมไม่สามารถหารายละเอียดศิลปิน เนื้อคำร้อง ผู้แต่งบทเพลง Ending Song รับรู้แค่ว่าคือภาษา Wolof (ท้องถิ่นของชาว Senegalese) แต่ให้ความรู้สึกเหมือนบทเพลงขับไล่ผี พิธีศพ ส่งวิญญาณคนตายสู่สุขคติ

Black Girl (1966) นำเสนอเรื่องราวหญิงสาวผิวดำชาว Senegalese เดินทางมุ่งสู่ฝรั่งเศส ดินแดนแห่งความเพ้อฝัน สถานที่อุดมคติหลังสายรุ้ง ‘The Wizard of Oz’ (ได้รับการปลูกฝังมาเช่นนั้น) แต่สภาพความเป็นจริงได้ประสบพบเจอ กลับถูกใช้แรงงานเยี่ยงทาส อาศัยอยู่ในอพาร์ทเมนท์ไม่ต่างจากคุกคุมขัง ไร้ซึ่งสิทธิ์เสียง สูญสิ้นอิสรภาพ จึงพยายามแสดงอารยะขัดขืน โต้ตอบกลับด้วยความรุนแรง ปฏิเสธก้มหัวให้เผด็จการ/ลัทธิอาณานิคม

บางคนอาจตีความสิ่งเกิดขึ้นกับ Gomis Diouana คืออาการ ‘cultural shock’ ความตื่นตระหนกทางวัฒนธรรม เมื่อบุคคลหนึ่งอพยพย้ายไปอยู่ยังประเทศ/สภาพแวดล้อมที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรม สังคม การดำเนินชีวิตผิดจากบ้านเกิดเมืองนอน อาจสร้างความสับสน รู้สึกไม่คุ้นเคย ต้องใช้ระยะเวลาในการเรียนรู้ ปรับตัว แต่ก็มีบางคนที่ไม่สามารถยินยอมรับความเปลี่ยนแปลง … ในกรณีของ Diouana ยังมองว่าเกิดจากอุปนิสัยเย่อหยิ่งผยอง หลอกตัวเอง ไร้ความอดทน จึงไม่สามารถเปิดใจเข้ากับวิถีโลกสมัยใหม่

ความตั้งใจแท้จริงของผกก. Sembène ต้องการโจมตีลัทธิอาณานิคมทั้งเก่า-ใหม่ (Colonialism & Neo-Colonialism) โดยให้หญิงสาวผิวดำ Gomis Diouana คือตัวแทน Senegalese เหมารวมถึงชาวแอฟริกัน! เคยได้รับคำมั่นสัญญา(เมื่อตอนประกาศอิสรภาพ)จากฝรั่งเศส/ประเทศเจ้าของอาณานิคม แต่ในความเป็นจริงกลับมีพฤติกรรม ‘หน้าไหว้หลังหลอก’ เต็มไปด้วยความกลับกลอก ปอกลอก ล่อหลอกมาใช้แรงงาน แล้วกดหัวบีบบังคับเยี่ยงทาส ด้วยคำพูด-สีหน้า-ท่าทางดูถูกเหยียดยาม (Racism)

การแสดงออกที่ไม่ค่อยสมเหตุสมผลนักของ Diouana จุดประสงค์เพื่อจำลองสภาพจิตวิทยาบุคคล/ประเทศตกเป็นอาณานิคม ที่จักค่อยๆสูญเสียอัตลักษณ์ตัวตน จากเคยสามารถแต่งกายในสไตล์ตนเอง เปลี่ยนมาสวมใส่ผ้ากันเปื้อน ชุดคนรับใช้ที่ไร้สีสัน จนกระทั่งเหลือเพียงผ้าคลุมอาบน้ำ นอกจากนี้ยังรวมถึงภาษาพูด-อ่าน-เขียนจดหมาย (เซเนกัลใช้ฝรั่งเศสเป็นภาษาทางการ) แม้ประเทศได้รับการปลดแอก แต่อะไรอย่างอื่นกลับยังต้องพึ่งพาศัย โดยไม่รู้ตัวถูกยึดครองครอบ (Neo-Colonialism) ด้วยวิธีการอื่นแตกต่างออกไป

อัตวินิบาตของ Diouana คือสัญลักษณ์ความเกรี้ยวกราดของผกก. Sembène ประกาศกร้าวว่าต่อจากนี้ชาว Senegalese รวมถึงแอฟริกันทั้งทวีป! จะไม่ยินยอมก้มหัว ศิโรราบให้พวกคนขาว ต่อจากนี้เราต้องได้รับอิสรภาพทั้งร่างกาย-จิตวิญญาณ ปลดแอกไม่เพียงผืนแผ่นดิน ยังต้องอิทธิพลอื่นๆ รวมถึงลัทธิอาณานิคมใหม่

หน้ากากก็เป็นอีกตัวแทน(ไสยศาสตร์)ของชาวแอฟริกัน จากเคยมอบให้ในฐานะสหาย มิตรแท้ แต่เมื่อถูกทรยศหักหลัง มันจึงกลายสภาพสู่คำสาป คอยติดตามหลอกหลอน สืบทอดต่อรุ่นหลาน-เหลน-โหลน ไม่หลงลืมเหตุการณ์บังเกิดขึ้น และสักวันหนึ่งจักสามารถทวงคืนความยุติธรรม


แม้หนังได้เสียงตอบรับอย่างดีในเซเนกัล และทวีปแอฟริกา แต่เมื่อเข้าฉายยุโรปรวมถึงสหรัฐอเมริกา กลับเต็มไปด้วยข้อตำหนิ ติเตียน การดำเนินเรื่องที่เชื่องช้า ไร้มิติ เพียงมุมมองด้านเดียว และพยายามชี้นำความรู้สึกนึกคิดของผู้ชมมากเกินไป

The narration… treats the audience as a group of addlepated schoolchildren. It says what we can see, and then it says it again. It tells us what we are supposed to think and feel, in case we were too dense to get the point.

[Black Girl] has an important point to make, but it is not made with intelligence, with grace, or even with much coherence.

Renata Adler นักวิจารณ์จาก The New York Times

The white couple is one-dimensional, without depth or complexity, and the movie suffers because of their lack of interest… the white couple is not made human in the way, say, the white characters were in ‘The Battle of Algiers.’ They are simply shallow, selfish and uncomprehending, and the one-dimensional nature of their roles weakens the entire movie.

นักวิจารณ์ Roger Ebert ให้คะแนน 2.5/4

แต่กาลเวลาก็ทำให้ Black Girl (1966) ได้รับการยินยอมรับในวงกว้างมากขึ้น นั่นเพราะกลายเป็นหมุดหมาย ภาพยนตร์เรื่องสำคัญของประเทศเซเนกัล และทวีปแอฟริกา ทำให้การจัดอันดับ “The Greatest Film of All-Times” ครั้งล่าสุดของนิตยสาร Sight & Sound: Critic’s Poll 2022 ติดอันดับสูงถึง 95 (ร่วม)

ปัจจุบันทั้ง Borom sarret (1963) และ Black Girl (1966) ต่างได้รับการบูรณะ ‘digital restoration’ คุณภาพ 4K ด้วยทุนสนับสนุนจาก The Film Foundation ของผู้กำกับ Martin Scorsese เป็นหนึ่งในคอลเลคชั่น World Cinema Project สามารถหาซื้อ DVD/Blu-Ray รับชมออนไลน์ทั้งสองเรื่องทาง Criterion Channel

ว่ากันตามตรง คุณภาพของ Black Girl (1966) ไม่ได้เลิศเลอขนาดนั้น แค่เทียบกับผลงานก่อนหน้า Borom Sarret (1963) ยังยอดเยี่ยมกว่าหลายเท่าตัว! แถมลักษณะการยัดเยียด ชี้นำความรู้สึกนึกคิด ผลลัพท์ไม่ต่างจากหนังชวนเชื่อ แต่ผมพอจะเข้าใจอิทธิพลต่อชาวแอฟริกัน(ทั้งทวีป) เลยไม่แปลกจะติดอันดับภาพยนตร์ค่อนข้างสูงลิบๆ

จัดเรต 13+ กับโศกนาฎกรรม โลกทัศน์ด้านเดียว บรรยากาศ Colonialism

คำโปรย | Black Girl คือการระบายความเกรี้ยวกราดต่อลัทธิอาณานิคม ไม่ใช่แค่ผู้กำกับ Ousmane Sembène แต่ยังชาวแอฟริกันทั้งทวีป
คุณภาพ | เกรี้ยวกราด
ส่วนตัว | ไม่ชอบเท่าไหร่

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: