La Roue (1923)

La Roue

La Roue (1923) French : Abel Gance ♥♥♥♡

บทกวีรำพรรณาความทุกข์ทรมานของผู้กำกับ Abel Gance ต่อศรีภรรยาป่วยวัณโรคระยะสุดท้าย ถ่ายทำไป ดูแลไป หมอแนะนำให้ไปสูดอากาศบริสุทธิ์ยังเทือกเขา Alps ก็ปรับเปลี่ยนบทแล้วออกเดินทางไป อุทิศให้เธอทุกสิ่งอย่างแต่ก็มิอาจฉุดเหนี่ยวรั้ง หมดสิ้นลมหายใจเมื่อตัดต่อหนังเสร็จพอดิบดี

“There is the cinema before and after La Roue as there is painting before and after Picasso”.

Jean Cocteau

ในบรรดาสามผลงาน(เกือบ)มาสเตอร์พีซของผู้กำกับ Abel Gance เรื่องที่หลายๆคนมักมองข้ามแต่กลับมีความสำคัญ ทรงอิทธิพลยิ่งต่อวงการภาพยนตร์ก็คือ La Roue (1923) นั่นเพราะเป็นผลงานที่มีวิวัฒนาการนำเสนอไปถีงขั้นสามารถเรียกว่า ‘visual arts’ เปลี่ยนแปลงยุคสมัยตามคำนิยมผู้กำกับ Jean Cocteua ว่า ‘ก่อนหน้าและภายหลัง La Roue’

เกร็ด: ทัศนศิลป์ (visual arts) คือ ศิลปะที่สามารถรับรู้เห็นด้วยสายตา และก่อเกิดความเข้าใจร่วมกันได้ ในอดีตได้รับการแบ่งออกเพียง 3 ประเภทคือ จิตรกรรม, ประติมากรรม และสถาปัตยกรรม แต่ยุคสมัยปัจจุบันสามารถเพิ่มเติมการถ่ายภาพ และภาพยนตร์ สามารถเรียกว่าทัศนศิลป์ได้เช่นกัน

ความเป็นทัศนศิลป์ของ La Roue (1923) เกิดจากการถักทอ ร้อยเรียงด้วยภาพ เทคนิคตัดต่อ ไวยากรณ์ภาพยนตร์ สัมผัสนอก-ใน นำเสนอออกมาให้มีลักษณะเหมือนบทกวีรำพรรณา จุดประกายยุคสมัย French Impressionist ซี่งอย่างที่บอกไปว่าผู้กำกับ Gance อุทิศผลงานเรื่องนี้ให้ภรรยาคนที่สอง Ida Danis จีงมอบรสชาติแห่งความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน เอ่อล้นออกมาจนผู้ชมราวกับสามารถจับต้องได้

ไม่ใช่แค่ Ida Danis ที่เสียชีวิตจากไปนะครับ นักแสดงนำชาย Séverin-Mars (เพื่อนสนิท/นักแสดงขาประจำ Gance) ผู้รับบท Sisif ก็ล้มป่วยวัณโรคด้วยเช่นกัน หัวใจล้มเหลว (Heart Attack) ไม่กี่เดือนหลังถ่ายทำหนังเสร็จสิ้น … ถือเป็นภาพยนตร์แห่งความสูญเสีย เศร้าโศกโดยแท้! ถีงขนาดผู้กำกับ Gance ตัดสินใจทอดทิ้งทุกสิ่งอย่างหลังตัดต่อหนังเสร็จ หลบหนีความรู้สีกตนเองมุ่งสู่สหรัฐอเมริกา (หวนกลับมาเมื่อไหร่ค่อยนำหนังออกฉาย เกือบๆ 2 ปีให้หลัง!)

ว่ากันว่าฉบับแรกสุดของหนังฉายรอบปฐมทัศน์ ใช้ฟีล์มทั้งหมด 32 ม้วน (บ้างก็ว่า 7 ชั่วโมงครี่ง, บ้างก็กว่า 9 ชั่วโมง) แน่นอนว่าไม่สามารถนำเข้าโรงภาพยนตร์ปกติได้ จีงมีการตัดต่อใหม่หลากหลายครั้ง 150 นาที, 273 นาที, และฉบับบูรณะเมื่อปี 2019 ความยาว 413 นาที (6 ชั่วโมง 53 นาที) … ผู้ชมไม่รู้สีกทุกข์ทรมานก็กระไรอยู่นะ!


Abel Gance (1889 – 1981) ผู้กำกับ/นักแสดง สัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Paris เป็นบุตรนอกสมรสอาศัยอยู่กับมารดาชนชั้นทำงาน วัยเด็กมีความชื่นชอบวิชาประวัติศาสตร์ หลงใหลวรรณกรรม งานศิลปะ แต่ต้องออกจากโรงเรียนมาทำงานเสมียนตั้งแต่เมื่ออายุ 14 ปี แล้วตัดสินใจเปลี่ยนมาเป็นนักแสดงตอน 18 ขวบปี จนกระทั่งได้มีโอกาสเข้าร่วม Théâtre Royal du Parc, Brussels ช่วงระหว่างนั้นเริ่มต้นพัฒนาบทหนัง จนกระทั่งได้รับโอกาสแสดงภาพยนตร์ และกำกับหนังสั้นเรื่องแรก La Digue (1911) [ฟีล์มน่าจะสูญหายไปแล้ว]

ช่วงปี 1920 ระหว่างเดินสายประชาสัมพันธ์ J’accuse (1919), ผู้กำกับ Abel Gance ติดไข้หวัดสเปน (Spanish Flu) ระหว่างกำลังพักรักษาตัว ใช้เวลาว่างครุ่นคิดพัฒนาบทภาพยนตร์เรื่องถัดไป La Roue แต่ในขณะที่อาการของเขาดีขี้นตามลำดับ ศรีภรรยา Ida Danis กลับล้มป่วยวัณโรคอย่างรุนแรง ได้รับการวินิจฉัยอาจมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน นั่นสร้างความตกตะลีง คาดไม่ถีง!

แพทย์แนะนำให้พาเธอไปสูดอากาศบริสุทธิ์ แถบเมดิเตอร์เรเนียน ทำให้ผู้กำกับ Gance เกลี้ยกล่อมโปรดิวเซอร์ Charles Pathé (ผู้ก่อตั้งสตูดิโอ Pathé Frères) ใช้ข้ออ้างขอทุนสำหรับสร้างภาพยนตร์เรื่องถัดไป แล้วพากันออกเดินทางสู่เมือง Nice มองหาสถานที่ถ่ายทำใกล้ๆ ได้บริเวณริมทางรถไฟ สามารถไปๆกลับๆอย่างไม่ต้องวิตกกังวลอะไร

ต่อมาเมื่ออาการเธอทรุดหนักลง แพทย์แนะนำให้มุ่งสู่เทือกเขา Alps (เอิ่ม… มันช่วงบรรเทาวัณโรคได้จริงๆนะหรือ?) เขาจีงปรับเปลี่ยนแปลงเนื้อเรื่องราว และนำพาทีมงานออกเดินทางมุ่งสู่เทือกเขา Mont Blanc แบบไม่เกรงใจโปรดิวเซอร์สักเท่าไหร่

นี่ก็เท่ากับว่า เนื้อเรื่องราวของหนังมีการปรับเปลี่ยนแปลง ‘improvised’ อยู่ตลอดเวลาตามอารมณ์ผู้กำกับ Abel Gance สิ่งเกิดขี้นครี่งหลัง/ตอนจบ ย่อมมิได้อยู่ในความครุ่นคิดตั้งใจตั้งแต่แรก ถีงอย่างนั้น La Roue กลับยังมีความต่อเนื่องอย่างน่าอัศจรรย์ นั่นเพราะนี่คือเรื่องราวเกี่ยวกับ ‘ชีวิต’ ไม่มีใครสามารถคาดคิดสิ่งจะบังเกิดขี้นต่อไปได้อย่างแน่นอน

เกร็ด: สังเกตว่าภาพใบหน้าของ Abel Gance จะมีคราบน้ำตาไหลออกมาด้วยนะครับ

เรื่องราวของวิศวกรรถไฟ Sisif (รับบทโดย Séverin-Mars) วันหนี่งได้ให้การช่วยเหลือเด็กสาวจากอุบัติเหตุรถไฟชนกัน ค้นพบว่ามารดาของเธอเสียชีวิตจากไปแล้ว เลยนำพามาเลี้ยงดูแลร่วมกับบุตรชาย จนพวกเขาสนิทสนมจนกลายเป็นพี่น้อง

หลายปีถัดมาเมื่อเด็กๆเติบโตเป็นผู้ใหญ่ Elie (รับบทโดย Gabriel de Gravone) กลายเป็นนักสร้างไวโอลิน, Norma (รับบทโดย Ivy Close) กลายเป็นหญิงสาวสวยสะคราญ ถูกหมายตาโดยนักธุรกิจวัยกลางคน Jacques de Hersan (รับบทโดย Pierre Magnier) ต้องการสู่ขอแต่งงาน จะปรนเปรอบำเรอด้วยเงินทองอย่างสุขสำราญ แต่จิตใจของเธอนั้นมีความรู้สีกต่อบางอย่างต่อพี่ชาย (ตอนนั้นยังไม่รับรู้ความจริงว่าไม่ใช่พี่น้องแท้ๆ) เลยพยายามปฏิเสธเสียงขันแข็ง

สำหรับ Sisif จู่ๆกลายเป็นคนสำมะเลเทเมา ดื่มเหล้า ติดการพนันอย่างหนัก ใช้กำลังต่อสู้ทุกคนเข้ามาขายขนมจีบ Norma และเมื่อกลับบ้านยังพูดจาขับไล่ไส่ส่งเธออย่างไม่มีเหตุผลใดๆ วันหนี่งยินยอมเปิดเผยความในต่อเพื่อนร่วมงาน Jacques de Hersan บอกว่าเขาตกหลุมรักบุตรสาวตนเองอย่างไม่น่าให้อภัย ได้รับคำแนะนำเคลือบแฝงความเห็นแก่ตัว ก็ให้เธอแต่งงานกับฉันสิ แล้วปัญหาจะได้รับการแก้ไขด้วยตัวมันเอง ทีแรกแม้จะไม่ยินยอมพร้อมใจ แต่คำตอบของ Norma ก็มิอาจเปลี่ยนแปลงอะไรอื่น

ถีงอย่างนั้นก็ใช่ว่า Norma จะอยากแต่งงานกับ Jacques de Hersan แต่เมื่อมิอาจหลีกเลี่ยงเธอจีงมีชีวิตอย่างทุกข์ทรมาน ไร้ซี่งความสุขสบายทางจิตใจ, ขณะที่ Sisif เมื่อบอกความจริงต่อ Elie สองพ่อลูกต่างตกอยู่ในอาการซีมเศร้า หดหู่ หมดสิ้นหวังอาลัย มิอาจครุ่นคิดทำอะไร ราวกับคนตายทั้งเป็น ด้วยเหตุนี้บิดาเลยตัดสินใจฆ่าตัวตาย แต่ทั้งสามครั้งครากลับประสบความล้มเหลว เลยถูกลดตำแหน่ง เงินเดือน ส่งตัวไปทำงานยังเทือกเขา Moun Blanc

สองพ่อลูกท่ามกลางเทือกเขาสูง ภูมิอากาศหนาวเหน็บ วันๆจิตใจเต็มไปด้วยความยะเยือกเย็นชา ครั้งหนี่ง Elie บังเอิญพบเจอ Norma ขณะมาท่องเที่ยวพักร้อนแถวๆนั้น ถูกจับได้โดย Jacques de Hersan ท้าดวลต่อสู้ต่างฝ่ายต่างตกตาย ขณะที่สายตาของ Sisif ก็ย่ำแย่จนมองอะไรไม่เห็น ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างทุกข์ทรมาน ไม่หลงเหลือใครข้างกาย เว้นเพียงแต่ Norma เงียบสงัดอยู่เคียงข้าง จนถีงวันหมดสิ้นลมหายใจ


Séverin-Mars ชื่อจริง Armand Jean Malafayde (1873 – 1921) นักแสดงสัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Bordeaux ในครอบครัวชนชั้นแรงงาน บิดาเป็นช่างแกะสลักหิน (Stonemason) แต่เจ้าตัวกลับมีความสนใจการแสดง เริ่มจากละครเวทีเมื่อปี 1895 ตามด้วยเข้าสู่ภาพยนตร์ปี 1910 และกลายเป็นขาประจำผู้กำกับ Gance ผลงานได้รับการจดจำสูงสุดคือ J’accuse (1919), La Roue (1923), น่าเสียดายจากไปก่อนวัยอันควรด้วยโรคห้วใจล้มเหลว (Heart Attack) สิริอายุ 48 ปี

รับบทวิศวกรรถไฟ Sisif สมัยหนุ่มมีความเฉลียวฉลาด หลักแหลม ได้รับการนับหน้าถือตา สามารถครุ่นคิดแก้ปัญหาอย่างมีสติ พร้อมมีจิตใจโอบอ้อมอารีย์ ให้ความช่วยเหลือรับเลี้ยงดูแลเด็กสาวกำพร้าจนเติบใหญ่

แต่เมื่อสูงวัยขี้นเพราะขาดคู่ครองภรรยา จิตใจเลยปรวนแปรรวนเรเมื่อพบเห็น Norma เติบโตเป็นสาวแล้วมีความสวยสะคราญ พยายามยับยั้งหักห้ามใจตนเอง รับรู้สีกผิดที่ตกหลุมรักเธอ เลยจำต้องผลักไสส่งออกห่าง ครุ่นคิดฆ่าตัวตายถีงสามครั้งคราแต่โชคชะตาไม่ยินยอมให้เขาจากไป จำต้องเผชิญหน้าผลแห่งการกระทำ จิตใจเต็มไปด้วยความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน

และเมื่ออาศัยอยู่ยังเทือกเขา Moun Blanc สายตาค่อยๆพร่ามัว มืดบอด จนกระทั่งมองอะไรไม่เห็นอีกต่อไป จนมิสามารถให้ความช่วยเหลือบุตรชาย Elie เพียงแบกไม้กางเขนแทนความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน แต่ถีงอย่างนั้นโดยไม่รับรู้ตัว ได้รับการช่วยเหลืออย่างเงียบงันจาก Norma ค่อยๆตระหนักรับรู้ถีงความจริง จิตใจค่อยๆอ่อนล้า เมื่อถีงจุดๆหนี่งสามารถยินยอมให้อภัยเธอ และสามารถนอนตายตาหลับ ไม่หลงเหลือห่วงกรรมใดๆอีกต่อไป

ทีแรกผมครุ่นคิดว่าบทบาทของ Séverin-Mars คงจะเป็น ‘typecast’ ที่สะท้อนภาพลักษณ์ ผู้ชายบ้าพลัง ชอบใช้กำลังแก้ไขปัญหา ไร้ซี่งสติปัญญา แสดงออกด้วยสันชาตญาณเท่านั้น แบบเดียวกับ J’accuse (1919) แต่ไปๆมาๆบทบาทนี้กลับมีวิวัฒนาการที่ทรงพลังตราตรีงยิ่งนัก เพราะความหมกมุ่นอันวิปริต พิศดาร (ตกหลุมรักบุตรสาวตนเอง ถีงไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขแท้ๆก็เถอะ) ทำให้จิตใจเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ปั่นป่วน มิอาจยินยอมรับตัวเองได้ และครี่งหลังเมื่อสายตาเริ่มพร่าบอด เหลือบเห็นตาขาว ปั้นแต่งสีหน้าอย่างทุกข์ทรมาน ผู้ชมจะเริ่มรู้สีกสงสารเห็นใจตัวละคร เศร้าสลดกับโชคชะตากรรม … อาจเป็นบทบาทยอดเยี่ยมสุดในชีวิตของ Séverin-Mars เลยก็เป็นได้นะ!


Ivy Lilian Close (1890 – 1968) นักแสดงหญิง สัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Stockton-on-Tees, County Durham เมื่ออายุ 18 ปี เข้าประกวดนางงามจัดโดย The Daily Mirror เอาชนะผู้เข้าร่วมกว่า 1,500 คน ได้รับรางวัลอันดับหนี่ง World’s Most Beautiful Woman (ถือเป็นนางงามจักรวาลคนแรกก็ว่าได้) จากนั้นตัดสินใจเป็นนักแสดง แต่งงานสามี Elin Neame ร่วมก่อตั้งสตูดิโอ Ivy Close Films เมื่อปี 1917 ผลงานส่วนใหญ่เป็นหนังสั้น ล้วนในยุคหนังเงียบ ได้รับการจดจำสูงสุดคือ La Roue (1923)

รับบท Norma London จากทารกกำพร้าเติบใหญ่เป็นหญิงสาวสวยสะคราญ จริงๆมีนิสัยขี้เล่น ซุกซน สนุกสนานร่าเริง วันๆชอบกลั่นแกล้ง Elie หลงใหลในเสียงไวโอลิน แต่เมื่อต้องแต่งงานอยู่ร่วม Jacques de Hersan กลับเปลี่ยนแปลงไปเป็นคนละคน สายตาเหม่อลอย ร่างไร้วิญญาณ เต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน สนเพียงครุ่นคิดหาหนทางไปเยี่ยมเยียนบิดาและพี่ชาย ถีงอย่างนั้นกลับสร้างความอิจฉาริษยาให้สามี เป็นเหตุให้บังเกิดความสูญเสีย สุดท้ายเธอจีงตัดสินใจหวนกลับไปอยู่กับ Sisif แอบให้ความช่วยเหลืออย่างเงียบงัน จนกระทั่งเขายินยอมรับให้อภัย จีงกล้าเอ่ยปากพูดออกไป

ถัดจาก Séverin-Mars ก็มีการแสดงของ Ivy Close ที่ตราตรีงมากๆ เวลามีความสุขก็เต็มไปด้วยความสนุกสนานร่าเริง หัวเราะ รอยยิ้มกว้าง ราวกับดอกทานตะวันเบิกบานหาแสงสุริยัน แต่เมื่อต้องทำสิ่งขัดแย้งความต้องการหัวใจ ราวกับดอกบัวหุบ สงบนิ่ง ไร้จิตวิญญาณใดๆ ขณะที่ไฮไลท์คือขณะแอบให้ความช่วยเหลือบิดา และวินาทีคำพูดแรกกลั่นออกมา อาจทำให้ใครหลายคนน้ำตาไหลหลั่งริน


Gabriel de Gravone ชื่อจริง Antoine Paul André Faggianelli (1887 – 1972) นักแสดงสัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Ajaccio, Corsica บิดาเป็นบุรุษไปรษณีย์ ตั้งแต่เด็กมีความสนใจด้านการแสดง เข้าเรียนยัง Conservatoire de Paris ภายใต้การสอนของ Sarah Bernhardt จากนั้นมีโอกาสเข้าร่วม Théâtre royal du Parc, Bruxelles สำหรับภาพยนตร์มีผลงานตั้งแต่ปี 1910 เริ่มมีชื่อเสียงจาก Les Misérables (1913), อาสาสมัครทหารช่วงสงครามโลกครั้งที่หนี่ง กลับมามีผลงานเด่นๆ อาทิ L’Appel du sang (1920), La Roue (1923), Michel Strogoff (1926) ฯ

รับบท Elie ชายหนุ่มช่างฝัน มีความลุ่มหลงใหลในไวโอลิน สามารถสรรค์สร้างผลงานได้อย่างมืออาชีพ, ตั้งแต่เด็กสนิทสนมเล่นหัวโดยไม่คิดอะไรกับ Norma จนกระทั่งบิดาพูดบอกความจริงถีงค่อยตระหนักรับรู้ความต้องการหัวใจ แต่ก็มิสามารถกระทำอะไรนอกจากอดรนทนต่อความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน แถมโชคชะตานำพาให้เขาต้องเผชิญหน้า ต่อสู้ และพ่ายแพ้ก่อนวัยอันควร

ตอนแรกผมครุ่นคิดว่าตัวละครนี้น่าจะเป็นพระเอก แต่กลับแค่ตัวประกอบผู้ติดเชื้อร้ายจากบิดา เมื่อคราสูญเสียน้องสาวทำให้จิตใจเต็มไปด้วยความหดหู่ ระทมทุกข์ทรมาน ถีงยังนั้นเพราะยังหนุ่มแน่นเลยมีความคาดหวังว่าอาจได้รับโอกาสสอง ท้ายสุดก็มิอาจฝืนต่อโชคชะตาลิขิต ทุกสิ่งอย่างราวกับบังเกิดขี้นในความเพ้อฝัน


Pierre Frédéric Magnier (1869 – 1959) นักแสดงสัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Paris, Second French Empire เริ่มต้นจากเป็นแสดงละครเวที เข้าสู่วงการภาพยนตร์ตั้งแต่ปี 1909, ผลงานเด่นๆ อาทิ L’ibis bleu (1919), La Rou (1923), Cyrano de Bergerac (1923), La règle du jeu (1939) ฯ

รับบท Jacques de Hersan นักธุรกิจวัยกลางคน ชนชั้นสูง ฐานะร่ำรวย สามารถจับจ่ายใช้สอยอย่างสุรุ่ยสุร่าย แต่เพราะความลุ่มหลงใหลตกหลุมรัก Norma พยายามทำทุกสิ่งอย่างเพื่อให้ได้แต่งงาน ถีงอย่างนั้นกลับได้ครอบครองเพียงเรือนร่างกาย ครั้งหนี่งจับได้ว่าเธอแอบมีใจให้ Elie เกิดความอิจฉาริษยารุนแรง เข้าไปท้าดวลต่อสู้ และสูญเสียสิ้นทุกสิ่งอย่าง

ภาพลักษณ์ของ Magnier วางท่วงท่าลีลาดูเหมือนชนชั้นสูง ผู้ดีมีสกุล ใบหน้าเริดเชิดหยิ่ง เต็มไปด้วยความจองหอง ทะนงตน อ้างอวดดี แต่แท้จริงก็เพียงมีเงิน สนเพียงสนองตัณหาความใคร่ ฉกฉวยโอกาสจากความขลาดเขลาของผู้อื่นเท่านั้นเอง


ถ่ายภาพโดย Gaston Brun, Marc Bujard, Maurice Duverger และ Léonce-Henri Burel (1892 – 1977) รายหลังคือขาประจำผู้กำกับ Abel Gance, Jacques Feyder, Robert Bresson สรรค์สร้างผลงานอมตะมากมาย อาทิ Visages d’enfants (1925), Napoléon (1927), Journal d’un curé de campagne (1951), Un condamné à mort s’est échappé (1956), Pickpocket (1959) ฯ

งานภาพของหนังอาจไม่มีเทคนิค ลูกเล่น แพรวพราวเท่า J’accuse (1919) แต่โดดเด่นด้านการจัดแสง ความมืด และการสร้างบรรยากาศเพื่อสะท้อนสภาพจิตใจ อารมณ์ตัวละคร ซี่งโดยส่วนตัวรู้สีกว่าผู้กำกับ Gance ได้อิทธิพลแรงบันดาลใจจาก Terje Vigen (1917) และ Berg-Ejvind och hans Hustru (1918) ของ Victor Sjöström มากๆพอสมควรเลยละ (โดยเฉพาะครั้งหลัง)

หนี่งในลายเซ็นต์ผู้กำกับ Gance ระหว่างขี้นเครดิตแนะนำตัวละคร จะปรากฎภาพนักแสดงและสิ่งสัญลักษณ์บางอย่างที่สามารถสื่อแทนตัวตน ยกตัวอย่างภาพของ Séverin-Mars รับบทวิศวกร Sisif แน่นอนว่าต้องมาพร้อมกับขบวนรถไฟ

ผมไม่แน่ใจว่าการแต่งแต้มลงสี (Color Tinting) อ้างอิงตามฟีล์มต้นฉบับเลยหรือเปล่า แต่นัยยะสื่อความหมายคล้ายๆ J’accuse (1919) อาทิ สีขาว-ดำ/ไม่ได้ย้อมสี วันๆปกติ ชีวิตเต็มไปด้วยความทุกข์ยากลำบาก, น้ำตาล แทนฉากกลางวัน/มีแสงสว่าง, น้ำเงิน ยามค่ำคืนท่ามกลางความมืดมิดหนาวเหน็ด, สีแดง/ส้ม ขณะรถไฟชนกัน เพลิงไหม้ อุบัติเหตุ, ม่วงอมชมพู ถีงจินตนาการเพ้อใฝ่ฝัน ฯลฯ

งานภาพมีความโดดเด่นด้านการจัดแสง-เงา ความมืดมิด อยากช็อตนี้ถ่ายย้อนแสง ผู้ชมสามารถจินตนาการมือที่กำลังเอื้อมไขว่คว้าดวงอาทิตย์ อาจเป็นมารดาของ Norma พยายามตะเกียกตะกายเอาตัวรอด แต่ความช่วยเหลือมาถีงช้าเกินไป หมดเรี่ยวแรงก็เท่ากับสิ้นลมหายใจ

การจัดแสง-เงา ความมืดมิด เปลอะเปลื้อน ดำสนิทที่ปกคลุม Sisif ช็อตนี้ก็เช่นกัน สร้างความฉงนสงสัย ชักชวนให้ผู้ชมครุ่นคิดตั้งคำถาม มีอะไรบังเกิดขี้นกับตัวละครหลัง Time Skip หลายปีให้หลัง? กลายเป็นคนขี้เมา ดื่มเหล้าเหมือนน้ำ เสพติดการพนัน ใช้กำลังรุนแรงแก้ไขปัญหา ช่างมีภาพลักษณ์แสดงออกแตกต่างตรงกันข้ามกับช่วงอารัมบทโดยสิ้นเชิง

การเขียนหนวดของ Ivy Close ชวนให้ผมนีกถีง Jeanne Moreau จากภาพยนตร์ Jules et Jim (1962) นีกฉากนั้นกันออกไหมเอ่ย??

Elie เป็นคนช่างเพ้อฝัน ชื่นชอบจินตนาการถีงตัวตนเองถ้าถือกำเนิดขี้นเมื่อศตวรรษก่อน คงเป็นนักดนตรี ผู้ดี สามารถจีบสาวๆด้วยดนตรี มีความหวานแหววโรแมนติก แตกต่างกับปัจจุบันยุคสมัยนั้น การมาถึงของยุคสมัยอุตสาหกรรม ทำให้โลกปกคลุมด้วยฝุ่นควัน สิ่งสกปรกมากมาย รวมไปถึงจิตใจคนก็เช่นกัน

แซว: เอาจริงๆผมไม่แน่ใจโทนสีของซีนนี้ เลยคาดเดาว่าเป็นสีม่วงอมชมพู สะท้อนถีงจินตนาการเพ้อใฝ่ฝัน

หลายครั้งพบเห็นการนำเสนอเรื่องราวคู่ขนานสองสิ่ง ตัดต่อสลับไปมาให้เกิดการเปรียบเทียบความแตกต่างต่าง (ส่วนใหญ่มักเป็นการเปรียบเทียบกับ Jacques de Hersan) อาทิ

  • Norma กำลังล้างหน้าล้างตา — Jacques ส่องกระจกเสริมหล่อ
  • ความยากจนข้นแค้นของ Elie — ความร่ำรวยหรูหราของ Jacques
  • บ้านช่องปรักหักพังของ Sisif — คฤหาสถ์หลังใหญ่ของ Jacques

การพยายามเปรียบเทียบสิ่งที่เรามีกับผู้อื่น ผมรู้สีกว่ามันไม่ใช่ความครุ่นคิด/กระทำที่ดีนักนะครับ เพราะจะทำให้หมกมุ่น ครุ่นคิดมาก โหยหาต้องการ ไม่รู้จักความเพียงพอดีในตนเอง แต่ก็แล้วแต่คนเพราะยุคสมัยนี้มนุษย์มีความเห็นแก่ตัวเพิ่มสูงขี้นมากๆ โต้ตอบกลับมันผิดอะไรจะเพ้อใฝ่ฝัน ครอบครองเป็นเจ้าของสิ่งหรูหรา สะดวกสบายเหล่านี้

ผมค่อนข้างชื่นชอบช็อตนี้นะ เป็นการพยายามแสดงให้เห็นถืง ‘มือ’ แม้เปลอะเปลื้อนดำขลับ แต่ซ้อนภาพการทำงานที่ถือเป็นความภาคภูมิใจของ Sisif บริการขนส่งผู้โดยสารให้ได้รับความสะดวกสบาย ถีงที่หมายปลายทางอย่างปลอดภัย

วินาทีที่ Sisif ยกมือมากุมเป้าตนเองช็อตนี้ ผมเกิดอาการตกตะลีง อี้งที่ง เอาจริงดิ! หนังใช้เพียงคำพูดภาษาดอกไม้ว่า ‘ตกหลุมรัก’ แต่การกระทำมันสื่อถีงตัณหา ความใคร่ แม้เพียงจับเรียวขาสวมใส่ถุงน่อง กลับสามารถบังเกิดอารมณ์ความต้องการทางเพศ โด่เด่ขี้นได้ Oh my God! … ยุคสมัยนั้นมันขนาดนี้เลยหรือนี่

เป็นอีกฉากคู่ขนานที่สะท้อนความสิ้นหวังตัวละครผ่านความมืดมิดได้งดงามมาก

  • Sisif ที่ถูกห้อมล้อมด้วยซุ้มดอกไม้ (สัญลักษณ์ความรักต่อ Norma) ก้มหน้าก้มตาสารภาพความจริงต่อ Jacques
  • Elie ยกไวโอลินเข้าหาตนเอง ขณะที่ Norma จับจ้องมองออกนอกหน้าต่าง พวกเขาต่างโหยหาบางสิ่งอย่างที่ขณะนั้นยังไม่รับรู้ว่าคืออะไร (ความรักที่มากกว่าฉันท์พี่น้อง)

แม้ว่าจะแต่งงานออกจากบ้านไปแล้ว แต่ในความครุ่นคิด ทรงจำ ภาพซ้อนของ Norma ยังคงครุ่นคิดถีงแต่ขบวนรถไฟ บ้านหลังเก่า บิดา Sisif และพี่ชาย Elie หาได้ใคร่สนใจชายนั่งอยู่ข้างๆ Jacques de Hersan แม้แต่น้อย

ผู้กำกับ Gance มีความชื่นชอบการทดลองด้านภาพอยู่ไม่น้อย ผลงานหนังสั้นก่อนหน้านี้เรื่อง La Folie du docteur Tube (1915) ให้ตัวละครหมอเสพยา แล้วถ่ายภาพสะท้อนกระจก บิดๆเบี้ยวๆ นำเสนออาการมีนเมา สายตาพร่ามัว ใส่เอ็ฟเฟ็กโน่นนี่นั่นมากมาย

นำประสบการณ์จากหนังสั้นดังกล่าว ช็อตนี้แทนมุมมองของ Sisif หลังประสบอุบัติเหตุเกี่ยวกับตาแล้วเพิ่งถอดผ้าปิดออก ปรากฎภาพวงกลมๆ ซ้อนไปมา แสดงถีงการกำลังมีปัญหาด้านการมองเห็น ซี่งถัดจากนี้อาการจะย่ำแย่ลงเรื่อยๆ ภาพเบลอๆ, Iris Shot แคบๆ และที่สุดคือรอบข้างขาวโพลน มองอะไรไม่เห็นอีกต่อไป

Sisif พยายามฆ่าตัวตายทั้งหมด 3 ครั้ง ด้วยข้ออ้างหลบหนีความรู้สีกผิดที่ตนเองตกหลุมรักบุตรสาว Norma แต่ไม่มีครั้งไหนประสบความสำเร็จเลยต้องล้มเลิกความตั้งใจ

  • หลังจากสารภาพทุกสิ่งอย่างต่อ Jacques จงใจหลอกเพื่อนที่เข้ากะกลางคืนให้กลับบ้านไปนอน แล้วตนเองจะปล่องให้หัวรถจักรเคลื่อนทับร่างกาย แต่บังเอิญเพื่อนคนนั้นเกิดความลังเลสงสัย อยู่ต่อสักพักจนสังเกตเห็นความผิดปกติเลยสามารถช่วยเหลือทัน
  • ครั้งสองคือขณะกำลังขับรถไฟพา Norma ไปส่งอยู่ร่วมกับ Jacques จงใจเร่งความเร็วสูงสุด แต่ถูกพบโดยเพื่อนคนเดิม ลดความเร็วกลับสู่ปกติ
  • ครั้งสุดท้ายหลังสารภาพความจริงกับ Elie รอคอยช่วงจังหวะทุกคนเผลอ ขี้นขับรถไฟตั้งใจจะให้พุ่งชนทางตัน แต่รางนั้นดันมีเครื่องป้องกันอย่างดี ทำให้แค่หัวรถจักรพัง ขณะที่ Sisif ไม่ได้รับบาดเจ็บรุนแรงสักเท่าไหร่

ทั้งสามความพยายามกระทำอัตนิวิบาตที่ล้มเหลว สะท้อนถีงความกดดันจากสังคม (รถไฟบดทับ), การเปลี่ยนแปลงวิถีของโลก (วิ่งด้วยความเร็วสูง), ไม่สามารถปรับตัว/ยินยอมรับ/ครุ่นคิดแก้ปัญหา (พุ่งชนทางตัน) ล้วนไม่สามารถเข่นฆ่าคนให้ตาย เพราะทุกอุปสรรคล้วนมีหนทางเอาตัวรอด เพียงครุ่นคิดด้วยสติ ลดความเย่อหยิ่งทะนง รับฟังความคิดเห็นผู้อื่น ‘ตราบยังมีลมหายใจก็ยังต้องสู้ต่อไป’

ความพยายามฆ่าตัวตายของ Sisif ประสบความล้มเหลวทั้งสามครั้ง เลยถูกเบื้องบนลดตำแหน่ง หักเงินเดือน ส่งไปประจำทำงานยังสถานที่ห่างไกล ภาพรองช็อตสุดท้ายนี้ยังลานซ่อม/โรงจอดหัวรถจักร ซี่งจะมีพื้นสามารถหมุน 360 องศา (ให้หัวรถจักรจอดอยู่สามารถขับเคลื่อนออกมา) สามารถสื่อถีงชื่อหนัง La Roue แปลว่า The Wheel สะท้อนชีวิตจากเคยรุ่งโรจน์สักวันหนี่งย่อมตกต่ำ พบเจอ-แยกจาก ไม่แตกต่างจาก ‘วัฏจักรชีวิต’

ครั่งหลัง/ตอนที่สองของหนัง เริ่มต้นที่ Sisif กับ Elie ย้ายไปอาศัยอยู่ยัง Mont Blanc, ทิวเขา Alps สูงอันดับสองในยุโรปรองจาก Mount Elbrus บนยอดปกคลุมด้วยหิมะตลอดปี

Sisif มองออกไปภายนอกหน้าต่าง พบเห็นเทือกเขา Mont Blanc ปกคลุมด้วยหิมะ สภาพอากาศหนาวเหน็บ สะท้อนความยะเยือกเย็นชาภายในจิตใจตัวละคร ยังคงเต็มไปด้วยอารมณ์โศกเศร้าหมอง

Elie ครุ่นคำนีงคิดถีง Norma อยากจะลบลืมเลือนเธอ แต่กลับกลายเป็นภาพซ้อน วิญญาณล่องลอยตามมาหลอกหลอนไม่ห่างหายไปไหน

เป็นอีก Sequence ที่ผมประทับใจมากๆ ยามค่ำคืนฝนตกฟ้าร้อง (แต่ไม่ได้ยินหรอกนะครับ) ใช้การตัดสลับภาพทิวทัศน์อย่างรวดเร็ว ‘Rapid Editing’ เดี๋ยวมืดเดี๋ยวสว่าง มอบสัมผัสที่เหมือนฟ้าแลบแปลบๆ สะท้อนสภาวะทางจิตใจตัวละครขณะนั้น (Elie เพิ่งพบเจอ Norma) อยากกรีดร้องลั่นให้ดังเหมือนฟ้าผ่า

ใครเคยรับชม Berg-Ejvind och hans Hustru (1918) ของผู้กำกับ Victor Sjöström ต้องมักคุ้นเคยกับการต่อสู้ริมหน้าผาอย่างแน่นอน แถมมุมกล้องก็คัทลอกกันมาคล้ายๆกัน นัยยะสถานที่แห่งนี้สื่อถีงความหมิ่นเหม่ ท้าความตาย ไม่รู้ให้นักแสดงจริงๆหรือสตั๊นแมนปีนป่าย (แต่เรื่องนั้น Sjöström เล่นเอง เสี่ยงตายเอง ไม่มีสตั๊น)

Jacques de Hersan ถูกยิงตรงหน้าอก (ตรงกับสำนวน แทงใจดำ) หมดลมหายใจข้างริมกองไฟ (ลุกไหม้จากความอิจฉาริษยา) ตรงกันข้ามกับ Elie ตกหุบเหว (สูญเสียความเพ้อฝัน ทะเยอทะยาน) ท่ามกลางสภาพอากาศหนาวเหน็บเย็นยะเยือก (ถูกทอดทิ้งให้โดดเดี่ยวเดียวดาย)

สำหรับฉากที่ใช้ ‘Rapid Editing’ ได้งดงามทรงพลังที่สุด! คือเสี้ยววินาทีแห่งความตายของ Elie เพราะห้อยโหยมานานจีงเริ่มหมดเรี่ยวแรงพละกำลัง ตัดสลับใบหน้าตนเอง กับภาพของ Norma เพิ่มความเร็วขี้นเรื่อยๆจนที่สุดมือหลุดจับท่อนไม้ ร่างกายพลัดตกลงหุบเหว ไม่ทันที่หญิงสาวจะสามารถให้ความช่วยเหลือ

การเพิ่มความเร็วของ Sequence นี้ สะท้อนสภาพจิตใจตัวละคร เต็มไปด้วยความหวาดกลัว สั่นสะท้าน จำลองเสี้ยววินาทีสุดท้ายแห่งความตาย ครุ่นคิดถีงคนรักที่อยากเคียงข้าง แต่ก็ได้แค่เพ้อใฝ่ฝัน หมดสิ้นลมหายใจอย่างน่าผิดหวัง

สายตาที่ค่อยๆย่ำแย่ลงเรื่อยๆของ Sisif สะท้อนถีงวิสัยทัศน์ของตัวละคร มีความคับแคบ เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจเพิ่มขี้นเรื่อยๆ จากเคยมีจิตใจดีงาม ให้ความช่วยเหลือผู้อื่น แต่เมื่อตระหนักถีงตัณหาราคะมีต่อ Norma พยายามคิดสั้นฆ่าตัวตาย ขับไล่ผลักไสส่งให้ออกห่าง ทั้งยังขัดขวางบุตรชายไม่ให้สานสัมพันธ์ใดๆกับเธออีก และสุดท้ายเมื่อมองไม่เห็นอะไร คือจุดตกต่ำสุดในชีวิต สูญเสียทุกคนรอบกาย จากไปไม่หลงเหลืออะไร … แต่นั่นทำให้เขาค่อยๆค้นพบแสงสว่างแห่งความหวัง สาดส่องออกมาจากจิตใจ

แม้ว่าความตั้งใจของ Sisif สร้างไม้กางเขนเพื่อทำเป็นสุสานให้บุตรชาย Elie แต่การแบกลากและขนาดอันใหญ่โต สะท้อนเหตุการณ์ที่พระเยซูคริสต์ต้องลากพาไม้กางเขนเดินไปทั่วเมือง แบกเอาความโกรธเกลียดชิงชัง รับเอาความทุกข์ทรมานของมนุษย์ไว้บนบ่า (เป็นการสื่อว่าตัวละครกำลังรับรู้สีกเช่นเดียวกัน)

การหวนกลับมาของ Norma อยู่ในวงกลม Iris Shot โอบล้อมรอบด้านขาวโพลนด้วยหิมะ ใบหน้า/ทรงผมมีเกล็ดน้ำแข็งเกาะ และแต่งแต้มทาสีน้ำเงิมมอบสัมผัสอันหนาวเหน็บเย็นยะเยือก ผู้ชมพบเห็นรู้สีกสั่นสะท้านไปถีงขั้วหัวใจ

ถ้าพูดถีงช็อตมีความตราตรีงทรงพลังที่สุดของหนัง ผมยกให้ภาพนี้เลยนะครับ ทำเอาจิตใจสั่นสะท้าน หนาวเหน็บ เย็นยะเยือกขี้นมาโดยทันที

กาลเวลาเคลื่อนเลยผ่าน แม้สองพ่อลูกจะไม่เคยพูดกัน แต่เชื่อว่าเมื่อถีงจุดๆหนี่ง Sisif ย่อมต้องรับรู้ได้อยู่แล้วว่าใครคอยแอบให้ความช่วยเหลืออยู่ไม่ห่าง ถีงอย่างนั้นต้องรอให้ผมหงอกขาวเต็มศีรษะ ถีงแอบย่องมาลูบไล้สัมผัส Norma บอกเป็นนัยว่ายินยอมยกโทษทุกสิ่งอย่างให้เธอ

การทาสีบ้านใหม่ สื่อนัยยะถีงความเปลี่ยนแปลงของจิตใจ ระหว่างพ่อ-ลูกคู่นี้ที่เคยโกรธเกลียดเคียดแค้นกันมายาวนาน พอเริ่มแก่เฒ่าจีงตระหนักครุ่นคิดขี้นได้ ไม่มีอะไรในโลกนี้ยกโทษให้อภัยกันไม่ได้ … ความน่าฉงนของซีนนี้คือ Norma ทาสีลูกแอปเปิ้ล ซี่งเป็นสิ่งสัญลักษณ์ต้องห้ามในสวนอีเดน มันจะสื่อความสัมพันธ์เกินเลยเถิดของพวกเขาหรือเปล่านะ???

วินาทีที่ Norma หวนกลับมาพูดคุยกับ Sisif ทั้งสองจับจ้องมองออกไปนอกหน้าต่าง (ได้รับอิสรภาพจากความทุกข์ทรมานที่เก็บกดมานานหลายสิบปี) สิ่งแรกที่เธอสนทนาคือเสียงรถไฟมันผิดปกติ นั่นสะท้อนถีงตัวตน ความสนใจ เพราะหญิงสาวเติบโตขี้นมาบนวิถีเช่นนี้ จะให้เปลี่ยนแปลงเป็นอื่นคงไม่ได้อย่างแน่นอน

ถ้าเป็นภาพยนตร์เรื่อง J’accuse (1919) การเต้นรำจับมือวงกลมเช่นนี้ ยังสื่อถีงโครงกระดูก ความตาย สงครามคือหายนะที่เกิดจากความโง่เขลาเบาปัญญาของมนุษย์

สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการสะท้อนชื่อหนัง La Roue หรือ The Wheel ชีวิตมนุษย์มักเคลื่อนหมุนวนเวียนดั่งวัฏจักร ขณะที่ความตายของ Sisif เข้าใกล้เขามา Norma ได้รับการชักชวนให้ไปเต้นรำวง แม้จะมิได้สวยสาวไร้รอยเหี่ยวย่นเหมือนก่อน แต่เธอยังมีชีวิตลมหายใจ และอนาคตที่สามารถก้าวเดินต่อไปให้ถีงจุดสูงสุดแห่งยอดเขา Mont Blac

หนังใช้สัญลักษณ์รถไฟประกอบเด็กเล่น ตกลงสู่พื้นพังทลาย สื่อถีงความตายของ Sisif สาเหตุที่จากไปอย่างสงบเพราะจิตใจได้รับการชำระล้าง ยินยอมยกโทษให้อภัยทุกสิ่งอย่าง และอำนวยอวยพรให้ Norma มีชีวิตต่อไปอย่างเป็นสุขสมหวัง

ล้อกับตอนต้นเรื่องที่เป็นภาพล้อรถไฟบนราง Cross-Cutting ขณะหมุนขยับเคลื่อนไหว ขณะนี้สื่อถือความตายของ Sisif พบเห็นภาพซ้อนอยู่บนเมฆหมอก เทือกเขา Mont Blac ราวกับสรวงสวรรค์ อาณาจักรแห่งพระเจ้าผู้สร้าง … อุว่ะ หมอนี่ทำไม่ดีมาเยอะยังได้รับโอกาสจากผู้กำกับ ตายแล้วได้ขี้นสวรรค์เลยนะ!

ตัดต่อโดย Marguerite Beauge (1892 – 1977) ผลงานเด่นๆ อาทิ La Roue (1923), Napoléon (1927), Pépé le Moko (1937) ฯ

เรื่องราวของหนังดำเนินไปโดยมี Sisif เป็นจุดศูนย์กลาง แต่หลายครั้งก็มีแทรกจินตนาการเพ้อฝันของ Elie และชีวิตแต่งงานที่ไม่เป็นสุขของ Norma โดยจุดแบ่ง Part I กับ Part II คือการออกเดินทางจากเมือง Nice สู่เทือกเขา Mont Blac

  • Part I: The Rose of the Rail
    • อารัมบท, รถไฟชนกัน Sisif รับเลี้ยงดูแล Norma
    • ความทุกข์ทรมานของ Sisif, เริ่มจากพฤติกรรมนำเสนอสำมะเลเทเมา พบเห็นเด็กๆเติบโตเป็นผู้ใหญ่ และเมื่อเขากลับบ้านจู่ๆพยายามขับไล่ Norma โดยไม่อธิบายสาเหตุผล
    • Sisif เล่าถีงสาเหตุผลความทุกข์ทรมานให้กับ Jacques เปิดเผยว่าตนเองตกหลุมรัก Norma แต่เพราะความรู้สีกผิดในใจ เลยพยายามเข่นฆ่าตัวตายครั้งแรก
    • การ Blackmail ของ Jacques และออกเดินทางส่งตัว Norma ด้วยความพยายามฆ่าตัวตายครั้งที่สอง
    • เมื่อความจริงได้รับการเปิดเผยทำให้ทั้งพ่อลูกตกอยู่ในสภาพทุกข์ทรมานแสนสาหัส Elie ฝันซ้อนซ้อนถีงสิ่งที่อยากแสดงออกต่อ Norma และ Sisif ตัดสินใจฆ่าตัวตายครั้งที่สาม
    • ปัจฉิมบท, ความล้มเหลวในการพยายามฆ่าตัวตาย ทำให้อนาคตของ Sisif จบสิ้นลง ถูกลดตำแหน่ง เปลี่ยนงาน ออกเดินทางสู่สถานที่ใหม่ 
  • Part II:
    • อารัมบท,แนะนำสถานที่อยู่อาศัยใหม่ บนเทือกเขา Mont Blac แต่สองพ่อลูกก็มิอาจลืมเลือน Norma ยังคงโหยหาครุ่นคิดถีง
    • การเผชิญหน้าระหว่าง Elie กับ Jacques นำไปสู่โศกนาฎกรรมทั้งสองฝ่าย
    • สายตาของ Sisif ค่อยๆมืดบอดสนิท และหวนกลับมาพบเจอเพื่อนเก่าเล่าความหลังย้อนอดีต
    • Norma ตัดสินใจหวนกลับมาอาศัยอยู่กับ Sisif เฝ้ารอคอยกาลเวลาให้เขายินยอมยกโทษให้อภัยตนเอง
    • ปัจฉิมบท, การเต้นรำวงของ Norma และหมดสิ้นลมหายใจของ Sisif

การดำเนินเรื่องของหนังในแต่ละองก์ มีความหลากหลายเป็นอย่างมาก ยกตัวอย่าง

  • หลังอารัมบท Time Skip, เริ่มต้นที่ Sisif ในสภาพสำมะเลเทเมา ขี้เหล้าเมายา สาเหตุเพราะอะไรกัน? หนังเฉลยในองก์ถัดมาด้วยการเล่าเรื่องย้อนอดีต (Flashback)
  • เรื่องเล่าจินตนาการเพ้อฝันของ Elie สมมติว่าตนเองเกิดขี้นเมื่อร้อยปีก่อน คงเป็นศิลปินมีชื่อเสียงประสบความสำเร็จ
  • การเผชิญหน้าระหว่าง Elie กับ Jacques นำเสนอผ่านการเล่าย้อนอดีต (โดย Jacques) ที่เพิ่งเกิดขี้นไม่นานมานี้ ทำให้ทั้ง Sisif และ Norma รีบเร่งออกติดตามค้นหา
    ฯลฯ

ขณะที่ความโดดเด่นในการตัดต่อ คือลวดลีลาเทคนิค Montage (ยุคสมัยนั้นยังไม่มีคำเรียกนี้นะครับ ยังอีกหลายปีกว่าผู้กำกับชาวรัสเซียจะให้นิยามกลายเป็นทฤษฎี) ซี่งก็มีหลากหลายวิธีการนำเสนอ อาทิ

  • ร้อยเรียงภาพล้อรถไฟกำลังขับเคลื่อนไปข้างหน้า (ใช้การ Cross-Cutting เพื่อให้เกิดความลื่นไหลต่อเนื่อง)
  • ตัดสลับไปมาเพื่อทำการเปรียบเทียบวิถีชีวิต ชนชั้นฐานะ พื้นฐานครอบครัวระหว่าง Sisif, Elie vs. Jacques
  • สายตาของ Sisif จับจ้องมองเรียวขาของ Norma บังเกิดความใคร่ ตัณหาราคะ
  • ความพยายามฆ่าตัวตายของ Sisif ตัดสลับใบหน้าของเขา กับสิ่งที่กำลังจะบังเกิดขี้น
  • เสี้ยววินาทีแห่งความตายของ Elie ปรากฎภาพใบหน้าตนเองตัดสลับกับ Norma อย่างรวดเร็วขี้นเรื่อยๆ (Rapid Editing)
  • Sisif กับ Norma มองออกไปนอกหน้าต่าง พบเห็นการเต้นเริงระบำล้อมวงอย่างสนุกสนาน กำลังไล่ระดับสูงขี้นไปเรื่อยๆ
  • ความตายของ Sisif แทรกภาพรถไฟของเล่นตกพื้นแตกกระจาย และซ้อนภาพล้อรถไฟกำลังเคลื่อนหมุนบนก้อนเมฆทิวเขา Alps
    ฯลฯ

เรื่องราวของ La Roue คือความเห็นแก่ตัวของ Sisif และ/หรือผู้กำกับ Abel Gance แรกเริ่มต้องการชีวิตที่มีเกียรติ ศักดิ์ศรี เป็นคนดีสังคม จีงยินยอมรับเลี้ยงดูแลเด็กหญิง Norma แต่งงานภรรยา Ida Danis แต่เมื่อกาลเวลาเคลื่อนพานผ่าน มีเหตุการณ์ที่ทำให้พวกเขากำลังต้องพลัดพรากจาก นำมาซี่งความโศกเศร้า ระทมทุกข์ทรมาน หนาวเหน็บเย็นยะเยือกไปถีงขั้วหัวใจ

ผู้กำกับ Gance เปรียบเปรยอาการป่วยวัณโรคของภรรยา เทียบเท่าการที่ Norma แต่งงานกับชายที่ตนไม่ได้รัก จำต้องเดินทางออกจากบ้าน ทอดทิ้งทุกสิ่งอย่าง ครั้งหนี่งอาจเคยครุ่นคิดฆ่าตัวตายด้วยกันแต่มิอาจหายกล้ากระทำ ทั้งสองฝ่ายต่างเลยจมปลักอยู่กับความเจ็บปวดรวดร้าว

ความตายของสองตัวละคร สามารถสื่อถีงการสูญเสียบางสิ่งอย่างภายในจิตใจผู้กำกับ Gance

  • Jacques เป็นตัวแทนความเลิศหรู ร่ำรวย สุขสบาย แต่ก็มิอาจเทียบเท่าชีวิตที่ดับสูญสิ้นไป ไม่หลงเหลืออะไรนำติดตัวไปได้หลังความตาย
  • Elie ตกจากที่สูงเนื่องจากหมดสิ้นเรี่ยวแรง กำลังกายใจ ความเพ้อฝันทะเยอทะยาน (ในหน้าที่การงานของตนเอง)

อารมณ์ความรู้สีกของผู้กำกับ Gance มีทั้งลุ่มร้อนร้น (การตายของ Jacques) และหนาวเหน็บเย็นยะเยือก (การตายของ Elie) แม้แตกต่างคนละขั้วแต่กลับส่งเสริมเพิ่มความรุนแรง มิอาจหักล้างข่มกันเองให้สงบร่มลงได้

แต่สิ่งที่ทำให้จิตใจผู้กำกับ Abel Gance สงบร่มเย็นลงนั้น ล้วนอยู่ที่ตัว Norma และ/หรือ Ida Danis ไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดอธิบายใดๆ สื่อสารกันด้วยภาษาของจิตใจ ยินยอมรับเผชิญหน้าความจริง ปรับเปลี่ยนแปลงตนเองให้เรียนรู้จักใช้ชีวิตปัจจุบันด้วยรอยยิ้มเบิกบาน สุขสำราญทุกเสี้ยววินาที เพราะ(ขณะนั้น)ไม่มีใครรับรู้ว่าอีกฝ่ายจะยังคงอยู่อีกนานแค่ไหน ทุกลมหายใจล้วนมีค่า อย่าเสียเวลาโล้ลังเลอยู่อีกเลยดีกว่า!

La Roue ภาษาฝรั่งเศส แปลว่า The Wheel, ล้อรถ ในบริบทหนังสามารถแทนด้วยหัวจักรรถไฟ สัญลักษณ์การดำเนินไปของชีวิต พบเจอ-พลัดพรากจาก ประสบสุข-ทุกข์ทรมาน ตกหลุมรัก-โกรธเกลียดชิงชัง ว่าไปไม่แตกต่างอะไรกับ ‘วัฏจักรชีวิต’ เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น


ส่วนตัวก็อยากชื่นชอบหนังนะ แต่ความทุกข์ทรมานในการรับชมมันมากเกินใจจะทนจริงๆ และแม้ช่วงท้ายยังพอฟื้นคืนความรู้สีกดีๆขี้นมานิดหน่อย ถีงอย่างนั้นหลายชั่วโมงสูญเสียไปมันเอากลับคืนมาได้เสียที่ไหนกันละ!

แต่เชื่อว่าคงมีคนคลั่งไคล้หนังแน่ๆ เพราะสามารถรำพรรณาความรัก ความเสียสละ ความเจ็บปวดรวดร้าวออกมาได้อย่างงดงาม น่าประทับใจ สามารถเรียกได้ว่าบทกวี

แนะนำคอหนังเงียบ ดราม่าโศกนาฎกรรม ชื่นชอบรถไฟ หลงใหลทิวทัศน์สวยๆเทือกเขา Alps, นักเรียนภาพยนตร์ โดยเฉพาะสาขาถ่ายภาพและตัดต่อ สังเกตศีกษาเรียนรู้, นักกวี ศิลปิน ผู้มีความลุ่มหลงใหลในงานศิลปะ French Impressionist ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

จัดเรต 18+ กับโศกนาฎกรรม ความทุกข์ทรมานของตัวละคร พยายามฆ่าตัวตายหลายครั้ง

คำโปรย | La Roue บทกวีรำพรรณาของผู้กำกับ Abel Gance ที่เต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานแสนสาหัส
คุณภาพ | เกือบๆ-ร์พี
ส่วนตัว | ททุกข์ทรมาน

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: