La Souriante Madame Beudet (1922)

La Souriante Madame Beudet

La Souriante Madame Beudet (1922) French : Germaine Dulac ♥♥♥♡

หนังเงียบขนาดสั้น Impressionist ว่ากันว่าคือ ‘ภาพยนตร์ Feminist เรื่องแรกของโลก’ พรรณาความอึดอัดอั้นทุกข์ทรมานของ Madame Beudet ต้องการทำบางสิ่งอย่างเพื่อหลุดจากกรงขังพันธนาการของสามี

ชื่อหนังภาษาฝรั่งเศส La Souriante Madame Beudet แปลว่า The Smiling Madame Beudet แต่ทั้งเรื่องกลับไม่ปรากฎพบเห็นรอยยิ้มของ Madame Beudet เลยสักครั้งเดียว! ตรงกันข้ามกับสามี ผู้ที่วันๆเอาแต่หัวเราะ ยิ้มร่า เล่นตลกกับความเป็น-ตาย หาได้ครุ่นคิดใคร่สนหัวอกจิตใจภรรยาแม้แต่เล็กน้อย

ผมเพิ่งมีโอกาสรับรู้จัก La Souriante Madame Beudet (1922) เมื่อสองวันก่อนนี้เองนะ ระหว่างค้นหาข้อมูลเพื่อเขียนถึง Cléo de 5 à 7 (1962) ก็ได้พบเจอเรื่องนี้แบบคาดไม่ถึง ซึ่งสิ่งสะดุดตาน่าสนใจมากๆก็คือ ‘impressionist silent film’ ใครชื่นชอบภาพยนตร์ลักษณะนี้ไม่ควรพลาดเลยนะ!


Germaine Dulac ชื่อจริง Charlotte Elisabeth Germaine Saisset-Schneider (1882 – 1942) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์ นักทฤษฎี/นักวิจารณ์ สัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Amiens ในครอบครัว Upper-Middle-Class พ่อรับราชการทหารต้องโยกย้ายไปมาหลายที่เลยส่งเธออาศัยอยู่กับย่ายังกรุงปารีส ทำให้มีโอกาสเรียนรู้จักงานศิลปะ ดนตรี วาดภาพ การแสดง ด้วยความสนใจในสภาพสังคมและสิทธิสตรี โตขึ้นทำงานนักข่าวหนังสือพิมพ์ นักวิจารณ์ บรรณาธิการนิตยสาร La Fronde (เลื่องลือชาในความเป็น Radical Feminist) ต่อมาหลงใหลการถ่ายภาพ และเริ่มสนใจภาพยนตร์จากคำแนะนำของ Stacia Napierkowska

ประมาณปี 1921 มีโอกาสพบเจอสนทนากับ D. W. Griffith บูรพาจารย์ผู้บุกเบิกวงการภาพยนตร์ เขียนบทความสองข้อสรุปที่กลายมาเป็นอุดมการณ์สร้างสรรค์ผลงานของเธอ
– ภาพยนตร์คือศิลปะที่มีอิสรภาพ (Independent Art) สามารถหลุดพ้นจากอิทธิพลของวรรณกรรม ภาพวาด หรือแม้แต่งานศิลปะแขนงอื่นๆ
– สิ่งสำคัญสุดของการสร้างภาพยนตร์ คือความเป็นส่วนตัว (Individual Artistic) และพลังเชิงประดิษฐ์ (Creative Force)

ผลงานของ Dulac สามารถแบ่งออกเป็นสามช่วงเวลา
– ก่อนปี 1921, คือช่วงแห่งการเรียนรู้ ทดลองโน่นนี่นั่น พบเจอความสำเร็จบ้างกับ Âmes de fous (1918)
– French Impressionist, นับตั้งแต่ได้พูดคุยกับ D. W. Griffith ทำให้ค้นพบเป้าหมาย/อุดมการณ์ ผลงานเด่นๆ อาทิ La Fête espagnole (1920), La Souriante Madame Beudet (1923) ฯ
– ก้าวสู่ Surrealist กับ La Coquille et le Clergyman (1928) *** เรื่องนี้สร้างขึ้นก่อน Un Chien Andalou (1929) แต่กลับถูกหลงลืมมองข้าม

การมาถึงของยุคหนังพูด ทำลายอุดมการณ์เป้าหมายของ Dulac เลยผันตัวสู่การทำโฆษณา สารคดีข่าว Newsreel จนกระทั่งเสียชีวิตปี 1942 สิริอายุ 59 ปี

สำหรับ La Souriante Madame Beudet ดัดแปลงจากบทละครชื่อเดียวกัน สร้างโดย Denys Amiel (1884 – 1977) และ André Obey (1892 – 1975) ซึ่งดูแล้วคงได้แรงบันดาลใจจากวรรณกรรมก้องโลก Madame Bovary. Mœurs de province (1856) ผลงานเรื่องแรกของ Gustave Flaubert (1821 – 1880)

เรื่องราวของ Madame Beudet (รับบทโดย Germaine Dermoz) เต็มไปด้วยความเบื่อหน่ายต่อสามี Monsieur Beudet (รับบทโดย Alexandre Arquillière) ที่พยายามบีบบังคับโน่นนี่นั่นโดยไม่ใคร่สนใจอะไรเธอสักนิด เลยครุ่นคิดวางแผนเข่นฆ่าสามี แต่พอระลึกสำนึกได้ต้องการแก้ไข … อะไรๆก็สายเกินไปแล้วหรือเปล่า??

เกร็ด: ถ้าเป็นนวนิยาย Madame Bovary ความเบื่อหน่ายของเธอเมื่อถึงขีดสุด เลยตัดสินใจฆ่าตัวตาย กลายเป็นโศกนาฎกรรม


การคัดเลือกนักแสดง สังเกตว่า Madame/Monsieur มีความแตกต่างตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง
– Germaine Dermoz เป็นผู้หญิงที่มีความสวยสง่า งดงามราวกับนางฟ้าเทพธิดา ชอบเชิดหน้าทำสายตาหยิ่งยโสโอหังใส่ ขยับเคลื่อนไหวไม่มาก เก็บกดหมกมุ่นอารมณ์ฟุ้งซ่าน ปกปิดความครุ่นคิดจินตนาการซ่อนเร้นไว้ภายใน
– Alexandre Arquillière ชายร่างใหญ่ท้วมป้อม ช่างมีความอัปลักษณ์พิศดาร ไม่ชอบการครุ่นคิดปกปิดบัง รู้สึกอะไรพูดบอก หัวเราะออกมาตรงๆไม่มียับยั้ง

หนังไม่ได้นำเสนอพื้นหลัง ที่มาที่ไป เพราะเหตุใดทำไม Madame Beudet ถึงมีความคับข้องขุ่นเคืองต่อ Monsieur Beudet แค่ร้อยเรียงเหตุการณ์เล็กๆเช่นว่า ถูกชักชวนให้ไปรับชมละครเวที Faust แล้วปฏิเสธไม่อยากไป, ชื่นชอบเล่นเปียโนกลับถูกไขล็อกกุญแจ ฯ แล้วเธอก็นำความนั้นไปคิดเล็กคิดน้อย หมกมุ่นในจินตนาการ เพ้อฝันถึงอิสรภาพ

ถ่ายภาพ/ตัดต่อโดย Maurice Forster, Paul Parguel,

ดำเนินเรื่องด้วยมุมมอง/ในจินตนาการของ Madame Beudet แบ่งออกเป็นครึ่งแรก-ครึ่งหลัง (หนังเงียบสมัยก่อน นิยมแบ่งฟีล์มออกเป็นม้วนๆละ 20 นาที) รวมเวลา 38 นาที

เทคนิคที่พบเห็นบ่อยคือการซ้อนภาพ เทียบแทนด้วยจินตนาการ/ความฝันของ Madame Beudet อาทิ สามีถูกชายถือไม้แร็กเก็ตอุ้มออกไปนอกห้อง, สาวรับใช้จู๋จี๋กับแฟนหนุ่ม, แหวนสวมใส่นิ้วนางค่อยๆเลือนลางจางหายไป ฯ

นอกจากนี้ในจินตนาการของ Madame Beudet ยังจัดเต็มด้วยเทคนิคมากมาย อาทิ พื้นหลังปกคลุมด้วยความมืดดำสนิท, เคลื่อนไหวสโลโมชั่น, ถ่ายเบลอๆหลุดโฟกัส, ใบหน้าโค้งงอบิดเบี้ยว, ขอบข้าง/ล้อมวงกลม ปกปิดบังบางสิ่งอย่างไม่ได้อยู่ในความสนใจ ฯ

เวลา นาฬิกา ปฏิทิน เป็นสิ่งสัญลักษณ์ที่แทรกซึมอยู่ในหนัง วันที่ 30 (สิ้นเดือน?) เวลาสี่ทุ่ม (ใกล้เที่ยงคืน) สามารถแทนถึงการนับถอยหลังถึงจุดแตกหักความสัมพันธ์, ซ้อนภาพเข็มนาฬิกาไกว รวดร้าวทรมานแทบทนไม่ไหว, และระฆังจากไหนก็ไม่รู้ สั่นบอกเวลาแห่งหายนะ

ฉากจบของหนังถือว่ามีสองครั้ง, ครั้งแรกจบที่เรื่องราว สามี-ภรรยากอดกันตัวกลม รูปภาพวาดด้านหลังมีการปรับเปลี่ยนแปลง ขึ้นข้อความตัวอักษร THEATRE เป็นการล้อเลียน/อ้างถึงละครเวที และเรื่องราว Melodrama ที่จบสิ้นลง

จบอีกครั้งคือชายสองคนสวมเสื้อโค้ทขาว-ดำ กำลังเดินสวนทางกับบาทหลวง, นัยยะของฉากนี้ ผมมองว่าชายสองคนสวมโค้ทคนละสีแทนด้วยความแตกต่างตรงกันข้าม ชาย-หญิง สวนทางกับพระสะท้อนทัศนคติแตกต่างตรงกันข้ามกับศาสนา ก้าวเดินไปข้างหน้าคืออนาคตสู่ความเป็นไปได้ไม่มีจุดสิ้นสุด

ทัศนะของผู้กำกับ Dulac สื่อความฉากนี้ประมาณว่า เมื่อใดที่มนุษย์ ชาย-หญิง เกิดความเสมอภาคเท่ากันในสังคม ย่อมเป็นสิ่งมีอนาคตกว่าขนบวิถีทางสังคม/ความเชื่อศาสนา แบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนั้น

 

La Souriante Madame Beudet คือการพรรณาห้วงอารมณ์ความรู้สึก จินตนาการครุ่นคิดของหญิงสาว ต่อสถานการณ์ครอบครัวที่ประสบเป็นอยู่ ช่างเต็มไปด้วยความเหน็ดเนื่อยเบื่อหน่ายต่อสามี โหยหาอิสรภาพจนครุ่นคิดวางแผนกระทำสิ่งร้ายๆ แต่ไม่นานก็ตระหนักสำนึกระลึกได้

กับคำโปรย ‘ภาพยนตร์ Feminist เรื่องแรกของโลก’ ไม่ใช่แค่สร้างโดยผู้กำกับหญิง [ผู้กำกับหญิงคนแรกของโลกคือ Alice Guy-Blaché สร้างภาพยนตร์เรื่อง La Fée aux Choux (1896) สูญหายไปแล้ว!] แต่เนื้อหาพรรณาห้วงอารมณ์ความรู้สึก เต็มไปด้วยความอึดอัดอั้นทุกข์ทรมาน จิตวิญญาณโหยหาอิสรภาพเท่าเทียมของอิสตรีเพศ นั่นน่าจะคือการนำเสนอผ่านสื่อศิลปะภาพยนตร์ครั้งแรกจริงๆนะแหละ

การเลือกจบหนังแบบหักมุม (เหมือนจะ Happy Ending) แทนที่ความสุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง (มีใครบางคนเสียชีวิต) อาจมองว่าผู้กำกับ Dulac ยังคงถูกครอบงำด้วยขนบวิถี จารีตประเพณีทางสังคม ปกคลุมด้วยหลักศีลธรรมมโนธรรม ความเป็น-ตายสำคัญกว่าเป้าหมายอุดมการณ์

แต่ส่วนตัวคิดเห็นว่า Dulac มองไกลไปถึงอนาคตยิ่งกว่า เมื่อผนวกรวมแนวคิดฉากจบที่อธิบายไป เมื่อชาย-หญิง พบเจอความเสมอภาคเท่าเทียมในสังคม ย่อมสามารถก้าวเดินสู่โลกเจริญยิ่งกว่าความเชื่อทางศาสนา มันเลยไม่ใช่เรื่องของการต้องจบแบบโศกนาฎกรรม ตัวละครเรียนรู้จัก ‘จิตสำนึก’ เอาใจเขามาใส่ใจเรา การครุ่นคิดทำอะไรร้ายๆอาจหวนกลับมาย้อนแย้งกลับสู่ตน

ส่วนตัวชื่นชอบหนังเรื่องนี้มากๆ ไม่ใช่แค่ตอนจบหักมุม แต่คือไดเรคชั่นผู้กำกับ Germanie Dulac เอ่อล้นด้วยวิสัยทัศน์ จินตนาการ และร่องรอยสู่เป้าหมาย Cinéma pur

จัดเรต 13+ กับบรรยากาศตึงๆ ความต้องการเข่นฆ่ากรรม

คำโปรย | La Souriante Madame Beudet พรรณาจิตวิญญาณของ Germaine Dulac และความเป็น Feminist ได้อย่างงดงามบริสุทธิ์ 
คุณภาพ | ประทับใจ
ส่วนตัว | ชื่นชอบมากๆ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of