La Vie en Rose (2007)

La Vie en Rose

La Vie en Rose (2007) French : Olivier Dahan ♥♥♥♥♡

1) Milord
2) L’Hymne à L’Amour
3) Les Amants De Paris
4) La Foule
5) La Vie En Rose
6) Non, Je Ne Regrette Rien

นี่เป็นลำดับบทเพลงของ Édith Piaf ที่ผมชื่นชอบ ยังคงเปิดฟังบ่อยๆนับตั้งแต่ครั้งแรกที่รับชมหนังเรื่องนี้ หลงใหลในน้ำเสียงและชีวิตอันโคตรบัดซบของเธอ ที่กลับไม่มีวินาทีไหนเจ้านกกระจอกน้อยจะรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

ผมเคยดูหนังเรื่อง Mouchette (1967) ของผู้กำกับ Robert Bresson เกี่ยวกับชีวิตของเด็กหญิงคนหนึ่งในโลกที่โคตรบัดซบ แม่ป่วยใกล้ตายไม่มีใครสนใจ พ่อติดเหล้าขี้เมาชอบใช้ความรุนแรง ตัวเองถูกข่มขืนแต่พูดว่าสมยอม ตอนจบกลิ้งตกน้ำฆ่าตัวตาย บอกเลยไม่เข้าใจว่าหนังลักษณะนี้ต้องการนำเสนออะไรกันแน่ ตีแผ่ความมุมชั่วร้ายของโลก?, La Vie en Rose ก็เช่นกัน นำเสนอชีวิตที่แทบไม่มีอะไรดี ของนักร้องในตำนานของฝรั่งเศส Édith Piaf จนกระทั่งช่วงท้ายกับบทเพลง Non, Je Ne Regrette Rien ที่ทำให้ผมเข้าใจเหตุผลทุกสิ่งอย่าง

“ชีวิตเราเลือกเกิดไม่ได้ เติบโตขึ้นอาจในสังคมที่ไม่ได้สุขสบาย ต้องทนเหน็ดเหนื่อยทุกข์ยาก เจ็บปวดทั้งกายใจ แต่ไม่ว่าชีวิตจะบัดซบยังไง จงอย่าเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น อยู่ร่วมกับมันและทำในความต้องการของตน ตายไปจะได้ไม่โหยหายเสียดายกับที่เกิดมา”

Édith Giovanna Gassion (1915 -1963) นักร้อง นักแต่งเพลง สัญชาติฝรั่งเศส เป็นศิลปินแห่งชาติ (French National Chanteuse) มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลก, บทเพลงของเธอ มักมีเรื่องราวสะท้อนชีวิต(ของตนเอง) พูดถึงความรัก ความสูญเสีย และความเศร้าโศก

เธอเป็นลูกของแม่ที่เป็นนักร้องข้างถนน พ่อเป็นนักกายกรรมในคณะละครสัตว์, ตอนยังเล็กถูกแม่ทอดทิ้ง พ่อพาไปอยู่กับย่าที่เปิดซ่องโสเภณี เคยเกือบจะตาบอดมองไม่เห็น แต่ได้รับปาฏิหารย์จาก St. Therese จากนั้นมีโสเภณีคนหนึ่งรับเลี้ยงไว้ แต่พอพ่อกลับมาได้แย่งชิงบังคับเธอให้ไปอยู่ด้วยกัน, ครั้งหนึ่งในการแสดงกายกรรม ผู้ชมเรียกร้องให้เด็กหญิงทำอะไรบางอย่าง เธอร้อง La Marseilles เพลงชาติฝรั่งเศส วินาทีนั้น Édith Piaf ได้ถือกำเนิดขึ้น

Piaf ภาษาฝรั่งเศสแปลว่า Sparrow (นกกระจอก) ได้รับการตั้งขึ้นจาก Louis Leplee ชายผู้ค้นพบเธอ ประทับใจในพลังเสียงร้อง และด้วยความสูงเพียง 4 ฟุต 8 นิ้ว (142 เซนติเมตร) ทำให้ถูกเรียกว่า La Môme Piaf ที่แปลว่า The Little Sparrow (นกกระจอกน้อย)

Édith Piaf เป็นนักร้องชาวฝรั่งเศสผู้ยิ่งใหญ่ น่าจะที่สุดในศตวรรษ 20 แต่เพราะความเครียด ความสูญเสีย (มีลูกชายที่เสียชีวิตตอนอายุ 2 ขวบ) ไม่สมหวังในชีวิต (แฟนหนุ่มคนหนึ่งเสียชีวิตจากเครื่องบินตก) ทำให้เธอเสพติด Morphine และแอลกอฮอล์อย่างหนัก วันหนึ่งใช้ยามากกว่าคนปกติถึง 10 เท่า ทำให้พออายุย่างเข้าเลข 4 หน้าตาจึงดูแก่เหมือนหญิงอายุ 70 และเสียชีวิตตอนอายุเพียง 47 ปี

คำพูดสุดท้ายของเธอก่อนเสียชีวิต ‘Every damn thing you do in this life, you have to pay for.’

งานศพของ Édith Piaf มีประชาชนชาวฝรั่งเศสเรือนแสนออกมาร่วมไว้อาลัย ถือว่าเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศ, ร่างของเธอฝั่งอยู่ที่ Père Lachaise Cemetery ร่วมกับคนในครอบครัว มีข้อความเขียนว่า Famille Gassion-Piaf, Madame Lamboukas dite Édith Piaf

สำหรับบทเพลงของ Édith Piaf ที่ผมชื่นชอบที่สุดคือ Milord (1959_ มีเรื่องราวความประทับใจเล็กๆ มาเล่าให้ฟัง

Milord เป็นเพลงที่ผมเปิดฟังในระหว่างวันที่ 13-14-15 ตุลาคม 2016 ทำให้สามารถผ่านช่วงเวลาเลวร้ายหนึ่งของชีวิตไปได้, บอกตามตรงไม่เข้าใจจิตวิญญาณของตนเองขณะนั้นเลย ทำไมถึงเลือกเพลงนี้ ไม่รู้ด้วยซ้ำเนื้อเพลงเกี่ยวกับอะไร แต่ความรู้สึกประมาณว่า ‘อย่าเสียใจไปเลย ไม่ได้มีนายคนเดียวที่เศร้าอยู่นะ’ และเสียงเอื้อยช่วงท้ายเหมือนการให้กำลังใจ ลุกขึ้นสิ ‘Bravo! Milord’ ยิ้มสิ ‘Encore, Milord’

บทเพลง Milord แต่งทำนองโดย Marguerite Monnot คำร้องโดย Georges Moustaki มีอีกชื่อหนึ่งคือ Ombre de la Rue แปลว่า Shadow of the Street (มุมมืดของถนน) ใจความของเพลงพรรณาคำพูดของหญิงสาวชั้นต่ำแถวๆท่าเรือ (น่าจะเป็น โสเภณี) ตกหลุมชายหนุ่มผู้ดีชั้นสูง (Milord=my lord) ที่เดินผ่านเธอไปหลายครั้งพร้อมกับหญิงสาวสวยๆในอ้อมแขน ไม่เคยหันมามองราวกับเป็นมุมมืดที่มองไม่เห็น (Shadow of the Street) ครั้งหนึ่งเธอมีโอกาสพูดคุยสนทนากับเขา สนทนาถึงเรื่องความรัก ไปๆมาๆชายหนุ่มเริ่มร้องไห้ บ่อน้ำตาแตกระบายความทุกข์โศกออกมา หญิงสาวตกใจทำอะไรไม่ถูก จึงพยายามปลอบโยนเชียร์ให้กำลังใจ อย่ายอมแพ้ ลุกขึ้นสิ ยิ้มนะ

แต่บทเพลงที่มีความไพเราะที่สุดของ Édith Piaf คือ Hymne à l’amour หรือ Hymn to Love (Ode to Love) แต่งทำนองโดย Marguerite Monnot แสดงครั้งแรกปี 1949, มันไม่มีความจำเป็นว่า เพลงโปรดชื่นชอบที่สุดจะต้องมีความไพเราะที่สุดนะครับ ตอนผมได้ยินเพลงนี้ครั้งแรก น้ำตาไหลพรากๆ ทำอะไรต่อไม่ได้เลย, Piaf เขียนเพลงนี้เพื่อเป็นการระลึกถึง Marcel Cerdan แฟนหนุ่มนักมวยที่เสียชีวิตจากเครื่องบินตก เธอรักเขามาก นี่เปรียบได้กับจดหมายรักส่งถึงชายหนุ่มที่อยู่บนสวรรค์ (หรือเปล่าหว่า?)

ภาพยนตร์ La Vie en Rose สร้างโดยผู้กำกับชาวฝรั่งเศส Olivier Dahan ที่ตอนนั้นยังไม่ค่อยมีชื่อเสียงเท่าไหร่ กำกับภาพยนตร์ก่อนหน้ามา 2 เรื่อง พอไปวัดไปวาได้ ปีล่าสุดเห็นมีผลงาน Grace of Monaco (2014) ที่หลายคนไม่ประทับใจเท่าไหร่, เมื่อตอนปี 2004 มีความสนใจสร้างภาพยนตร์ชีวประวัติของ Édith Piaf และได้ค้นพบ Marion Cotillard ที่มีดวงตาคล้ายกันมาก (เห็นว่าเลือกเธอก่อนที่จะได้พบตัวจริงเสียอีก)

Marion Cotillard (เกิด 30 กันยายน 1975) นักแสดงหญิงชาวฝรั่งเศส เกิดที่ Paris เติบโตที่เมือง Orléans (ทางตะวันตกเฉียงเหนือของฝรั่งเศส), เริ่มต้นจากการเป็นตัวประกอบในละครเพลง ภาพยนตร์โทรทัศน์ รับบทนำในภาพยนตร์ครั้งแรก Taxi (1998) ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล César Award: Most Promising Actress (เทียบได้กับ Oscar ของฝรั่งเศส) มีผลงานระดับนานาชาติเรื่องแรก War in the Highlands (1999) ร่วมทุนสร้าง Switzerland, France, Belgium แต่ก็ยังไม่ทำให้เธอมีชื่อเสียงโด่งดังสักเท่าไหร่, ย้ายไปอยู่ Hollywood ปี 2003 ได้รับบทตัวประกอบจาก Big Fish (2003), A Very Long Engagement (2004), A Good Year (2006) และผลงานที่ทำให้เธอมีชื่อเสียงโด่งดัง ประสบความสำเร็จที่สุด La Vie en Rose (2007)

หนังสือพิมพ์ The Daily Telegraph ได้เขียนยกย่อง Cotillard เมื่อปี 2014 ว่า ‘the great silent film actress of our time’ อธิบายว่า ความสามารถของเธอคือการแสดงออกทางอารมณ์ออกมาทางสายตาและสีหน้า ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของนักแสดงหนังเงียบที่ยิ่งใหญ่ (ทั้งๆที่เธอไม่เคยแสดงหนังเงียบสักเรื่อง)

การรับบท Édith Piaf ต้องถือว่ารูปลักษณ์ภายนอกของทั้งสองมีความละม้ายคล้ายคลึงกันอย่างมาก (นี่ต้องชมช่างแต่งหน้าทำผมด้วย ที่ทำออกมาได้ใกล้เคียงสุดๆ) และท่าทาง น้ำเสียง การเคลื่อนไหว ที่ถ้าใครเคยดูคอนเสิร์ตการแสดงของ Piaf ตัวจริง จะเห็นความเหมือนที่ไร้ความแตกต่าง, ผมถือว่าสิ่งที่ Cotillard ถ่ายทอดอออกมาไม่ใช่การแสดง แต่คือการสวมจิตวิญญาณของ Piaf เข้ามา ราวกับกลับชาติมาเกิด

แต่เสียงร้องเพลงในหนังไม่ใช่ของ Cotillard นะครับ เป็น Jil Aigrot ใน 4 บทเพลง Mon Homme (My Man), Les Mômes de la Cloche (The kids of the bell), Mon Légionnaire (My legionnaire), Les Hiboux (Owls), บางเพลงใช้เสียงของ Piaf จริงๆ และมีเพลงที่ Cotillard ร้อง (ได้นิดเดียวตอนล้มลงกลางเวที) คือ Padam … Padam …

ผมถือว่า Marion Cotillard ในการรับบท Édith Piaf มีความยอดเยี่ยม สมจริง ยิ่งใหญ่ที่สุดในทศวรรษ

ถ่ายภาพโดย Tetsuo Nagata ชาวญี่ปุ่นที่ไปปักหลักทำงานในฝรั่งเศส มีผลงานที่มีชื่อเสียงอย่า่ง The Officers’ Ward (2001), Paris, je t’aime (2006) ตอน Quartier de la Madeleine, ล่าสุด 125 Years Memory (2015) ได้รางวัล Best Cinematography จาก Japan Academy Prize

  • งานภาพในช่วงวัยเด็กของ Piaf จะมีสีเทา/น้ำเงินเข้ม เป็นโทนเย็น ใช้แสง Low Key ให้ความรู้สึกหดหู่เศร้าหมอง ทุกข์ทรมาน
  • ช่วงตอนประสบความสำเร็จแล้ว ทัวร์อเมริกา จะมีสีส้ม น้ำตาล เป็นโทนอบอุ่น แสง High Key ให้ความรู้สึกอบอุ่น
  • ขณะให้สัมภาษณ์ริมชายหาด งานภาพมีความสว่างสดใสที่สุดในหนัง เปรียบได้กับช่วงชีวิตมีความสงบสุขสันติ พบกับประสบความสำเร็จ จบช็อตนี้กล้องเคลื่อนเลื่อนขึ้นไปบนท้องฟ้า (จุดสูงสุดในชีวิต)
  • ตอนกำลังเสียชีวิต ภาพพื้นหลังดำมืดสนิท

หนังมีช็อต long-take แบบ Tracking อยู่ 2-3 ครั้ง ในการเสียชีวิตของบุคคลสำคัญต่อตัว Piaf, เทคนิคนี้ให้ความรู้สึกเหมือน ‘ลางบอกเหตุ’ โดยเฉพาะกับตัวละคร Marcel Cerdan คนรักของเธอ หนังใช้มุมกล้องเคลื่อนตามหลบไปมา ซึ่งพอรู้ความจริงว่าอะไรเกิดขึ้น นั่นทำให้ผมช็อกตามไปด้วยเลย, นี่เป็นฉากที่ผมทึ่งใน direction แนวทางของผู้กำกับมากๆ ฉากนี้หลอนเข้าไปถึงขั้วของหัวใจ

ช็อตที่ผมชอบสุดในหนัง ขณะคอนเสิร์ตร้องเพลงสุดท้าย ภาพ Close-Up ใบหน้าของ Piaf สป็อตไลท์สว่างจ้า (กว่าปกติ) รอบข้างด้านหลังมืดสนิท, มีนัยยะถึงแสดงความยิ่งใหญ่ของเธอที่ประหนึ่งแสงที่ส่องสว่าง ด้วยเบื้องหลังชีวิตที่มืดสนิท

ตัดต่อโดย Richard Marizy น่าจะเป็นเพื่อนสนิทของผู้กำกับ Olivier Dahan มีผลงานร่วมกันตั้งแต่ La Vie Promise (2001)

การตัดต่อของหนังมีลักษณะกระโดดไปมาแบบไม่เรียงลำดับเวลา
– ในช่วงแรกจะมี 2 เหตุการณ์ที่ตัดสลับกัน คือ วัยเด็กจนโต กับตอนทัวร์อเมริกา (เติบโตขึ้น กับความฝัน[ที่กลายเป็นจริง])
– ช่วงกลางพอถึงจุดที่เริ่มประสบความสำเร็จ จะเพิ่มอีกเหตุการณ์ที่แทรกเข้ามาคือ ตอนป่วยใกล้ตาย (อดีต ปัจจุบัน อนาคต)
– และช่วงท้าย ผมนับรวมได้ทั้งหมด 5 เหตุการณ์ที่ตัดสลับกัน โดยเรื่องหลักน่าจะเป็นขณะกำลังจะตาย นอนหวนระลึกถึง ช่วงชีวิตตอนวัยเด็ก, วัยรุ่นที่กำลังดิ้นรน (คิดถึงลูกที่เสียชีวิต), ขณะให้สัมภาษณ์นักข่าวถึงความสำเร็จ, และการขึ้นเวทีครั้งสำคัญร้องเพลง Non, Je Ne Regrette Rien

นี่ถือเป็นความยากในการรับชมหนัง หลายคนคงรู้สึกเข้าใจยากซับซ้อนเกินไป แต่ผมกลับชื่นชอบเทคนิคนี้อย่างมาก เพราะถ้าคุณมองหาแก่นกลาง (Pivot) ของหนังได้หลากหลายรูปแบบ ตามมุมมองทัศนะแนวคิดของคุณเอง

วิธีการที่ผมคิดขณะรับชมคือ มองเรื่องราวดำเนินไปข้างหน้า เติบโตตามตัวละคร จะได้ว่า ช่วงแรกหนังเริ่มต้นจากวัยเด็กเติบโตขึ้นเรื่อยๆ (จะทำให้ภาพอื่นๆที่มาแทรกคือความฝัน แต่เพราะมันเกิดขึ้นจริงจึงมองได้เป็น ความฝันที่กลายเป็นจริง) เมื่อถึงจุดที่ Piaf ประสบความสำเร็จมีชื่อเสียง อดีตกับอนาคตจะเกิดขึ้นพร้อมกัน และช่วงท้าย มองขณะกำลังตายคือเรื่องราวหลัก (ทำให้ภาพส่วนที่เหลือคือการหวนระลึก ทบทวนความทรงจำ)

รูปแบบอื่นที่ผมพอคิดตามได้ อาทิ มองเรื่องราวหลักคือ Piaf ขณะกำลังทัวร์คอนเสิร์ตอยู่อเมริกา (เพราะฉากแรกของหนังเริ่มต้นที่คอนเสิร์ตในอเมริกา) ภาพวัยเด็กช่วงแรกจะกลายเป็นภาพย้อนอดีต (Flashback) ดำเนินไล่ลำดับคู่ขนานตามช่วงเวลาขึ้นมาเรื่อยๆ, ช่วงท้ายมองว่า ไคลน์แม็กซ์คือการร้องเพลง Non, Je Ne Regrette Rien ที่ Olympia ฝรั่งเศส ภาพเหตุการณ์อื่นๆจะเป็นตัดการประกอบเพลงนี้ (เพราะช็อตจบของหนัง ที่ Piaf กำลังร้องเพลง ไม่ใช่ขณะเสียชีวิต)

ช็อตจบนี้มีอีกนัยยะหนึ่งคือ ถึง Piaf ได้เสียชีวิตไปแล้ว แต่บทเพลงของเธอยังคงอยู่ ดังกึกก้องไปชั่วนิรันดร์

เพลงประกอบ Soundtrack โดย Christopher Gunning ชาวอังกฤษ จะเรียกว่าเป็น Adapt จากบทเพลงของ Édith Piaf ก็ได้ เพราะมีกลิ่นอายบทเพลงของเธอแทรกอยู่เต็มไปหมด

La vie en rose แปลว่า Life in Rosy Hues, Life in Pink, Life through Rose-Coloured Glasses, ชีวิตมองผ่านแว่นตาสีกุหลาบ, ชีวิตสีชมพู เป็นชื่อบทเพลงที่โด่งดังประสบความสำเร็จที่สุด และถือเป็นเพลงประจำตัวของ Édith Piaf แต่งทำนองโดย Louiguy และ Marguerite Monnot (จริงๆเพลงนี้ Piaf แต่งคำร้องเองนะครับ) ออกเผยแพร่ครั้งแรกในปี 1946 ทีมงานไม่มีใครคิดว่าจะประสบความสำเร็จ แต่กลับได้รับความนิยมอย่างสูง จนทำให้ Piaf มีชื่อเสียงโด่งดังระดับนานาชาติ และต้องร้องเพลงนี้ทุกครั้งที่ออกแสดง ตามคำเรียกร้องของผู้ฟัง

เกร็ด: หนังเรื่องที่นำเพลงนี้ไปใช้ประกอบ เท่าที่ระลึกได้ อาทิ Sabrina (1954), Natural Born Killers (1994), Lord of War (2005), WALL-E (2008), X-Men: First Class (2011) ฯ

ในปี 1950 มีการ Cover เพลงนี้เป็นภาษาอังกฤษโดย Mack David มีนักร้องหลายคนที่ร้องฉบับนี้ รวมถึง Piaf เองด้วย
– Tony Martin ขึ้นสูงสุดอันดับ 9 US Billboard Top 100
– Paul Weston อันดับ 12
– Bing Crosby อันดับ 13
– Edith Piaf อันดับ 23 (ตลกที่เสียงร้องต้นฉบับเพลงนี้ กลับไต่ขึ้น US Billboard Top 100 ได้แค่นี้เอง)
– Ralph Flanagan อันดับ 27
– Victor Young อันดับ 27
– Louis Armstrong อันดับ 28

ผมนำฉบับสุดคลาสสิกของ Tony Martin มาให้ฟังนะครับ สำหรับฉบับอื่นๆ รู้จักนักร้องคนไหน ลองค้นหาฟังใน Youtube ได้เองเลย (มีน่าจะครบหมดทุกคน)

นอกจากนี้ยังมีการดัดแปลงทำนองเป็นรูปแบบอื่น เช่น Grace Jones นักร้องชาว Jamaican [เคยรับบทตัวร้ายสาวผิวสีในหนัง James Bond เรื่อง A View to a Kill] ทำเพลงนี้ให้กลายเป็นแนว Disco เมื่อปี 1977, Donna Summer นักร้องชาวอเมริกัน ทำเป็นแนว R&B เมื่อปี 1993

นำฉบับของ Jones มาให้ฟังอีกสักเพลง แล้วคุณจะฉงนว่ามันเพลงเดียวกันเหรอนี่!

Non, je ne regrette rien แปลว่า No, I regret nothing ไม่ ฉันไม่มีอะไรต้องเสียใจ แต่งทำนองโดย Charles Dumont คำร้องโดย Michel Vaucaire เขียนเสร็จปี 1956 เผยแพร่บันทึกเสียงครั้งแรกปี 1959 ติดอันดับ 1 ชาร์ทเพลงของฝรั่งเศสอยู่ถึง 7 สัปดาห์

เดิมเพลงนี้มีชื่อว่า Non, je ne trouverai rien และ Vaucaire ตั้งใจให้ Rosalie Dubois เป็นผู้ร้อง แต่พอนึกถึงหน้าของ Édith Piaf จึงเปลี่ยนชื่อเพลง และคิดว่าเธอเหมาะสมกว่า, ตอนที่นักแต่งเพลงทั้งสองเสนอเพลงนี้ให้เธอ เป็นเหตุการณ์แบบในหนังเปะๆเลย ที่พอ Piaf ได้ฟังจนจบพูดว่า ‘this is the song I have been waiting for. It will be my biggest success! I want it for my coming performance at L’Olympia!’

ในหนัง นี่คือบทเพลงที่เป็น Climax สรุปรวมทุกสิ่งอย่างในชีวิตของ Édith Piaf เหมือนว่าความบัดซบมวลรวมทั้งหมดที่เกิดขึ้นในชีวิตของเธอ เมื่ออธิบายด้วยบทเพลงนี้ ได้แปรเปลี่ยนทัศนะของผู้ชม จากที่ว่านี่มันหนังบ้าบัดซบอะไร กลายเป็น เห้ยเออว่ะเจ๋ง! และยังเป็นวินาทีที่ผมเปลี่ยนจาก แค่ชื่นชอบกลายเป็นหลงใหลคลั้งไคล้หนังโดยทันที

เกร็ด: หนังเรื่องที่นำเพลงนี้ไปใช้ประกอบ เท่าที่ระลึกได้ อาทิ Babe: Pig in the City (1998), The Dreamers (2003), Intolerable Cruelty (2003), Madagascar 3: Europe’s Most Wanted (2012) และ Inception (2010) ที่เอาไปยืดเสียจนหลอนเลย

ชีวิตของ Édith Piaf สอนอะไรเราบ้าง? ถึงจุดนี้คงไม่ต้องบรรยายซ้ำอีกว่ามีอะไร กับคนที่ยังไม่เคยดู ให้เอาคำถามนี้ตั้งไว้ในใจ หาคำตอบเองให้ได้ แล้วคุณจะเห็นคุณค่าของหนังเรื่องนี้ ที่ถึงขนาดผมยกให้ “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” จดจำคำตอบนี้ไว้ เอาไปเป็นปรัชญาชีวิตเลยก็ได้ (แต่อย่าไปทำตัวเxยๆเลียนแบบ Piaf เสียละ)

อะไรกันที่ทำให้ชีวิตของ Édith Piaf บัดซบได้ขนาดนี้? ถ้ามองให้ลึกจะพบว่าคือพื้นฐานค่านิยมของสังคม, เธอเติบโตขึ้นจากสิ่งแวดล้อมที่รายล้อมด้วยผู้คน วิถีชีวิต ความคิดแบบคนชั้นต่ำ จดจำและมองโลกในรูปแบบเช่นนั้น เมื่อเติบโตเมื่อมีชื่อเสียงประสบความสำเร็จ แทนที่ชีวิตจะดีขึ้นกลับเป็นคล้ายเดิมแทบไม่แตกต่าง แค่คราวนี้สามารถทำอะไรได้ตามใจโดยมีคนเดินตามเก็บกวาดให้ หลงระเริงจนมองไม่เห็นคุณค่าของตนเอง

แล้ว Piaf ถือว่ารังเกียจโลกใบนี้ไหม? ผมว่าก็มีส่วนนะ นี่อาจเป็นสิ่งที่เธอต้องการตะโกนออกมาดังๆ จึงได้ทุ่มเททุกสิ่งอย่างออกมาทางพลังเสียง แสดงตัวตน ความรู้สึกที่อยู่ข้างในจิตใจออกมาให้ผู้อื่นรับรู้ ซึ่งถ้าเราตั้งใจฟังเพลงของเธอให้ดีๆ มันจะมีสัมผัสที่โหยหาอะไรบางอย่าง … ผมคิดว่าสิ่งนั้นคือ ‘ความรัก’

ด้วยทุนสร้าง $25 ล้านเหรียญ ทำเงินในอเมริกา $10 ล้านเหรียญ ถือเป็นหนังภาษาฝรั่งเศสที่ทำเงินในอเมริกาสูงเป็นอันดับ 3 รองจาก Amélie (2001) และ Brotherhood of the Wolf (2001), รวมรายรับทั่วโลก $86.3 ล้านเหรียญ

เข้าชิง Oscar 3 สาขา ได้มา 2 รางวัล
– Best Actress (Marion Cotillard) ** ได้รางวัล
– Best Makeup  ** ได้รางวัล
– Best Costume Design

Marion Cotillard กลายเป็นนักแสดงสัญชาติฝรั่งเศสคนแรกที่ได้ Oscar: Best Actress ในภาพยนตร์ที่พูดด้วยภาษาฝรั่งเศส

ส่วนตัวหลงรักหนังเรื่องนี้อย่างมาก โดนเฉพาะการแสดงของ Cotillard ที่ผมเรียกว่า ‘สวมวิญญาณ’ และตอนจบกับบทเพลง Non, Je Ne Regrette Rien ตราตรึงสวยงามลึกซึ้งเป็นที่สุด

แนะนำกับผู้สนใจชีวประวัติของ Édith Piaf แฟนเพลงผู้หลงใหลคลั่งไคล้, คนกำลังโศกเศร้าและต้องการกำลังใจในชีวิต, คอหนังฝรั่งเศส และแฟนๆของ Marion Cotillard ไม่ควรพลาด

จัดเรต 18+ กับความบัดซบทุกอย่างในชีวิตของ Édith Piaf

TAGLINE | “La Vie en Rose ภาพยนตร์ชีวประวัติของ Édith Piaf สวมวิญญาณโดย Marion Cotillard ได้สมบูรณ์แบบที่สุด”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LOVE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of