L’Age d’Or (1930)

L'Age d'Or

L’Age d’Or (1930) French : Luis Buñuel ♥♥♥♡

อีกหนึ่งหนัง Surrealist ของ Luis Buñuel ที่จะพาคุณไปสำรวจพื้นฐานข้างในจิตใจของมนุษย์ กับสิ่งที่คุณเห็นในหนังเรื่องนี้ เชื่อว่าหลายคนคงเคยคิดอยู่ในใจ แต่ไม่กล้าทำมันออกมา ผมไม่ได้จะแนะนำให้คุณทำตามหนังนะครับ ดูแล้วระลึกไว้ เพราะหนังได้แปรสภาพทุกความคิดอันชั่วร้าย ออกมาเป็นการกระทำได้เหนือจริงๆ

หลังประสบความสำเร็จจาก Un Chien Andalou ก็มีเศรษฐีคนหนึ่ง Charles de Noailles รับอาสาเป็นนายทุนสนับสนุน Luis Buñuel และ Salvador Dalí สร้างหนังภาคต่อออกมา เพื่อให้เป็นของขวัญวันเกิดแก่ภรรยา Marie-Laure de Noailles ผู้ชื่นชอบในงานศิลปะ ว่ากันว่าเป็นเงินกว่าล้านฟรังก์

ในความตั้งใจแรก จะสร้างหนังที่มีความยาวพอๆกับ Un Chien Andalou แล้วใส่เสียงเพิ่มเข้าไป แต่ขณะนั้นผู้สร้างหนังหลายราย ที่เริ่มขยายความยาวหนังเป็นระดับชั่วโมง (จะได้ค่าตั๋วแพงขึ้น) ด้วยความวิตกกังวล Buñuel เสนอ Charles de Noailles ว่าจะทำหนังสั้นจะได้ประหยัดงบประมาณ แต่เขาบอก ทำไปเลยหนังยาว เงินไม่อั้น… เหอะๆ

L’Age d’Or หรือ The Golden Age เป็นผลงานการร่วมมือกันครั้งที่ 2 (และครั้งสุดท้าย) ของ Luis Buñuel และ Salvador Dalí ที่ครั้งนี้พวกเขาได้ทำหนังขนาดยาว (Feature Length) เรื่องแรกของโลก ที่เป็นแนว Surrealism, แต่คราวนี้พวกเขาละทิ้งคอนเซ็ปเดิม ที่ว่าจะสร้างหนังจากเรื่องราวอะไรก็ได้ที่คิดขึ้นมาแบบไม่ต้องมีความหมายอะไร เป็นการสร้างเรื่องราวที่มีความสอดคล้อง เพิ่มเติมคือการสอดไส้ เสียดสี Satire ขณะเดียวกันก็ไม่ละทิ้งแนว Surrealist เดิมด้วยการนำสิ่งที่อยู่ข้างในจิตใจมนุษย์ นำเสนอถ่ายทอดออกมาให้เห็นเป็นประจักษ์

ต้องบอกว่า Satire คือแนวถนัดของ Luis Buñuel ที่ตลอดชีวิต ผมก็เห็นพี่แกทำแต่หนังแนวนี้ต่างแค่เรื่องราว รูปแบบวิธี และเทคนิคนำเสนอ, สิ่งที่ Buñuel ชอบเสียดสี เหยียดหยาม ก็ทุกสิ่งอย่าง การทำอะไรที่มากไป น้อยไป ไม่มีคำว่า Common Sense ในหนังของเขา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเพศและศาสนา, เพราะความที่วัยเด็กโตขึ้นมาด้วยการมีลุงเป็นบาทหลวง ทำให้เขาเคร่งครัดศาสนาอย่างมาก จนพอโตขึ้นถึงวัยหนึ่ง ได้เรียนรู้ค้นพบบางสิ่งบางอย่าง ทำให้เขาแสดงความต่อต้านออกมาโดยสิ้นเชิง, ด้วยเหตุนี้ทำให้ในหนังทุกเรื่องจะต้องมีอะไรบางอย่างที่แสดงถึง ความชั่วร้ายของศาสนา ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ใจความของหนังเรื่องนี้ นำเสนอพื้นฐาน ความต้องการ สันชาติญาณ ที่หลบซ่อนอยู่ในจิตใจมนุษย์, โดยปกติแล้วมนุษย์จะปกปิดสันดานดิบของตนไว้ ภายใต้กรอบ บรรทัดฐาน แนวคิดของตนเองและสังคม, จะเกิดอะไรขึ้น ถ้ามีคนแสดงออก กระทำความต้องการนั้นออกมาโดยไม่มีกรอบ บรรทัดฐานใดๆยึดถือไว้ เช่น กำลังเดินๆอยู่หมาเห่า คนปกติทั่วไปคงเดินหนีอย่างหวาดระแวง ซึ่งสัญชาติญาณดิบของมนุษย์ หมาเห่ามาเราก็ต้องเห่ากลับ หนังเรื่องนี้ หงุดหงิดวิ่งไล่แตะหมา (ถ้าไม่มีคนรั้งไว้ เชื่อว่าอาจจะฆ่าตัดคอมันเลย) บางสิ่งที่เราคิดแต่กดเก็บไว้ หนังเรื่องนี้จะระเบิดมันออกให้เราเห็น ราวกับว่าตัวละครในหนัง ไม่มีหรอก ‘จิตสำนึก’

เหมือนว่าคนที่แสดงออก แบบไม่มีอะไรยับยั้งชั่งใจนี้ มักถูกมองว่าเป็นคนบ้า ควบคุมอารมณ์ ความรู้สึกของตนเองไม่ได้, ผมว่าคิดแบบนี้ไม่ถูกนะครับ เขาแค่แสดงออกตามสัญชาติญาณ ความต้องการของตัวเองเท่านั้น ไม่มีคุณธรรม จริยธรรม กฎระเบียบอะไรที่ยับยั้งห้ามไว้ นี่น่าจะเรียกว่า ‘เดรฉาน’ มากกว่า, สิ่งที่ทำให้มนุษย์ ได้รับการยกย่องว่าเป็น ‘ประเสริฐ’ เพราะบางสิ่งบางอย่างที่ยับยังชั่งใจ ไม่ให้กระทำอะไรหลายๆอย่างในลักษณะสัญชาติญาณมากเกินไป กล่าวคือ สามารถสื่อสาร ทำความเข้าใจ ยอมรับ ให้อภัย นี่เป็นสิ่งที่ ‘เดรฉาน’ ไม่เข้าใจ พวกเขาแสดงออกผ่านสัญชาติญาณเท่านั้น

สิ่งที่ Buñuel นำเสนอออกมาในหนังเรื่องนี้ เขาต้องการเสียดสีมนุษย์เต็มๆเลย ทำไมเราต้องปกปิด ทำไมต้องเก็บกด มนุษย์เราก็ ‘เดรฉาน’ นี่แหละ เป้าหมายของเขาคือกลุ่มที่สร้างกรอบ กฎระเบียบ เป็นผู้ควบคุมจริยธรรมในสังคม ที่ทำให้มนุษย์เป็น ‘ประเสริฐ’ นั่นคือศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคริสตจักร, ตั้งคำถาม นำเสนอแนวคิดที่ว่า ถ้าศาสนามันไม่ได้บริสุทธิ์ โปร่งใสแบบที่ใครๆคิดว่าควรเป็น พวกเขาจะยังมีสิทธิ์อะไรที่กล้าแบกรับหน้าที่ควบคุมจริยธรรมของคนในสังคม

ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับ Buñuel เพ้อเจ้อเล่นๆว่า เขาอาจโดนบาทหลวงลวนลาม (แบบ Spotlight-2015) แต่เพราะเขาเป็นคนฆ่าได้หยามไม่ได้ นับจากวันนั้นจึงประกาศตนเป็นศัตรูต่อศาสนา ทำทุกอย่างเพื่อให้คนเห็นว่า นี่ไม่ใช่องค์กรที่เป็นอย่างที่ใครๆคิดกัน, มองประเด็นนี้ก็น่าคิดนะครับ เพราะพุทธศาสนาเราก็ใช่ว่าเป็นองค์กรที่บริสุทธิ์แท้ พระเลวๆสมัยนี้ก็มีมาก แต่ศาสนาก็ยังไม่ได้ล่มจมเพราะมีคนพวกนี้, สิ่งที่ Buñuel แน่นอนมันไม่สะเทือนคริสตจักรเท่าไหร่หรอก แต่ทำให้คนที่ได้รับชมหนังตั้งคำถาม และทำความเข้าใจด้วยตัวเอง กับองค์กรที่ไม่บริสุทธิ์ แล้วเราจะยังเชื่อถือพวกเขาอยู่ไหม?

กับพุทธเรา คนที่อ่านข่าวเห็นพระสงฆ์ตุ๋ยเด็ก บางคนเกิดความคิดเหมารวมว่าพุทธเราไม่ดี กำลังเสื่อมเสีย เปลี่ยนศาสนาเลยดีกว่า ใครคิดแบบนี้ก็ปล่อยให้เขาเปลี่ยนไปเลยนะครับ กับคนที่มองปัญหาเล็กๆที่ตัวบุคคลเหมารวมเป็นปัญหาใหญ่ๆของส่วนรวม นั่นคือคุณไม่เข้าใจอะไรเกี่ยวกับศาสนาเลย, สิ่งที่ทำให้พุทธ คริสต์หรือศาสนาอื่นๆ ไม่ได้รับผลกระเทือนต่อความเสื่อมเสียเล็กๆน้อยๆนี้ เพราะ สิ่งที่เราเคารพนับถือ คือ เชื่อฟังคือคำสอน ความดี คุณธรรม มวลรวม ไม่ใช่ที่ตัวบุคคล ถ้าคนๆเดียวสามารถทำลายศาสนาได้ นั่นแสดงว่าไม่มีสาวกที่เข้าใจคำสอนของศาสนาได้อย่างถ่องแท้เหลืออยู่แล้ว

แม้ปี 1930 จะเป็นยุคของหนังพูด (Talkie Era) แล้ว แต่หนังเรื่องนี้ยังมีการใช้ Intertitles ขึ้นขั้น เพื่ออธิบายอะไรหลายๆอย่าง ในคลิป Youtube ที่ผมดู น่าเสียดายที่ไม่มี Sub แปลภาษาอังกฤษ มีแต่ภาษาฝรั่งเศส แต่ก็ไม่ได้ทำให้ผมเข้าใจอะไรน้อยลงนะครับ คือถึงฟัง/อ่าน ฝรั่งเศสไม่ออก ดูจากแค่ภาพการแสดง ก็สามารถเข้าใจหนังได้แทบทั้งหมด

ถ่ายภาพโดย Albert Duverger ถึงจะเป็นหนังพูด แต่ลักษณะของงานภาพยังอยู่ในกรอบเหมือนหนังเงียบ นักแสดงเดินเข้าออกฉาก กล้องตั้งไว้เฉยๆ ใช้การถ่ายแช่ มีขยับแพนกล้องนิดหน่อยเท่านั้น, ตัดต่อโดย Luis Buñuel ซึ่งใช้การถ่ายไปตัดต่อไปไม่เสียเวลา หนังมีการใช้ Flashback ตัดเล่าย้อนเหตุการณ์อดีต ซึ่งแทนด้วยความนึกคิดจินตนาการของพระเอก, ช่วงหลังมีการตัดสลับระหว่าง 2 เหตุการณ์ 1) คู่รักชายหญิงที่พรอดรัก 2) แขกในงานเลี้ยงฟังเพลงบรรเลง (ฉากนี้ได้รับการตีความว่าเป็น Orgy หมู่)

นี่เป็นภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก ที่มีการใช้เพลง Mozart ประกอบ กับเพลง Ave Verum Corpus K.618, นอกจากนี้ยังมี Beethoven: Symphony no 5 in C minor, Op. 67 – Allegro, Franz Schubert: ‘Unfinished’ Symphony No. 8 in B minor, D.759, Richard Wagner: Tristan und Isolde: Mild und leise และ Felix Mendelssohn-Bartholdy: The Hebrides Overture (Fingal’s Cave), Op. 26

นับจากหนังเรื่องนี้ เราจะได้ยินเพลงคลาสสิกจากคีตกวีดังๆในหนังของ Buñuel น่าจะแทบทุกเรื่อง เหมือนว่าเหตุผลที่เขาใช้เพลงคลาสสิก เพราะมันสะท้อนกับภาพเหตุการณ์ได้ตรงกว่า ซึ่งหนังของเขาไม่มีเพลงสมัยใหม่ ร่วมสมัยนิยมเลย เพราะเพลงพวกนี้ใช้เป็นสื่อสัญลักษณ์แทนความหมาย ไม่ทรงอิทธิพลเท่ากับเพลงที่มีคนรู้จักกันมาก่อน

การตีความหมายเชิงสัญลักษณ์เรื่องนี้ ถ้าคุณเป็นคนชอบคิดก็คิดไปเลยนะครับ ผมว่าความหมายอะไรหลายๆอย่างมันก็ตรงตัวอยู่แล้ว แต่อาจมีเหตุผลลึกซึ้งกว่านั้น ถ้าคุณเป็นพวกบ้าหนังขั้นรุนแรงก็ลองหาคำตอบดูเอง เช่น แมงป่องต้นเรื่อง (อสรพิษมีหาง), ทำไมวัวถึงมาโผล่อยู่ในห้องบนเตียง ก็ลองคิดว่า วัวเป็นสัญลักษณ์ของอะไร (ขี้เกียจ, เฉื่อยชา) หรือทำไมพระเอกนางเอกต้องดูดมือ ดูดนิ้ว (ความต้องการ นี่เป็นสัญลักษณ์ทางเพศ) กับคนที่ดูหนังเรื่องนี้ไม่คิดอะไร (แบบผม) หลายๆฉากมันจะเกิดความรู้สึก ‘แปลก’ ไม่เข้ากัน ขัดต่อสามัญสำนึก Common Sense สิ่งที่ควร/ไม่ควรทำ นี่แหละครับจุดเรียกว่า Surrealist คือให้ความรู้สึกที่เกินจริง ขัดแย้งต่อความรู้สึก วิธีการที่ถูกต้องคือ ให้การกระทำนั้นมันซึมซาบเข้ามา ไม่ต้องคิดหาก็ได้ว่า ทำไปเพื่ออะไร เห็นแค่ว่า ‘ทำอะไร’ ก็พอ ซึ่งถ้าคุณสามารถเข้าใจความหมายหรือรู้สึกได้ว่าคืออะไร นั่นคือคุณเข้าใจ Surrealist อย่างแท้จริง

หนังเรื่องนี้ได้ออกฉาย เพราะ Buñuel นำเสนอต่อกอง Censors ว่าเป็น ‘The Dream of a Madman’ ฉายรอบปฐมทัศน์ใน Paris เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 1930 ได้รับเสียงตอบรับที่ดีมาก แต่ก็ยืนโรงฉายไม่นานนัก คืนวันที่ 3 ธันวาคม 1930 กลุ่มคนพวก right-wing (ยึดมั่นในวิถีเก่า) ได้รวมตัวกันขว้างปาหมึกสีชมพู (Purple Ink) ไปที่จอภาพยนตร์ ทำลายโปสเตอร์ ข้าวของเสียหาย เรียกร้องให้ถอดหนังออกจากโปรแกรมฉาย นี่ถือว่าไม่มีทางเลือก หนังจำต้องยุติโปรแกรมฉายลงทันที, ในสเปน กลุ่ม right-wing ได้ลงข่าวในหนังสือพิมพ์ พูดถึงว่า ‘เป็นหนังที่โคตรคอรัปชั่นที่สุดในทศวรรษ เปรียบเสมือนยาพิษใหม่ที่พวก Judaism, Masonry และกลุ่มคณะปฏิวัติ วางแผนกันเพื่อมอมเมาประชาชน’ (…the most repulsive corruption of our age … the new poison which Judaism, Masonry, and rabid, revolutionary sectarianism want to use in order to corrupt the people), หนังใช้เวลา 39 ปี กว่าที่จะได้ฉายในอเมริกาครั้งแรก เมื่อวันที่ 1-15 พฤศจิกายน 1979 ที่ Roxie Cinema, San Francisco

ตามทำเนียมของ Charles de Noailles ทุกๆปีเขาจะมอบของขวัญวันเกิดให้ภรรยา เป็นภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง แต่เพราะความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากหนังเรื่องนี้ ทำให้ Noailles ได้รับคำขู่จากกลุ่มผู้ประท้วง ทำให้พวกเขาต้องถอนตัวจากการเป็นผู้จัดจำหน่ายหนังเรื่องนี้ และประกาศว่าไม่ได้มีส่วนร่วมอะไร (ทั้งๆที่ก็เสียเงินไปเป็นล้านแล้ว)

และหลังจากทำหนังเรื่องนี้ Luis Buñuel กับ Salvador Dalí ก็ไม่เคยทำงานร่วมกันอีกเลย เห็นว่าเพราะความขัดแย้งในขณะเขียนบทหนัง ซึ่ง Buñuel เป็นพวก Leftist (ขวาจัด) ต้องการนำเสนอเรื่องราวสะท้อนภาพของคนชนชั่นกลาง ส่วน Dalí กลับเป็นพวกสนับสนุนผู้นำเผด็จการ Francisco Franco จึงเกิดความไม่พอใจขึ้นระหว่างทั้งสอง, ว่ากันว่าวันแรกของการถ่ายทำ Buñuel ถือฆ้อนวิ่งไล่ Dalí ออกจากกองถ่าย นี่ทำให้ Dalí ประกาศว่าเขาไม่ได้มีส่วนร่วมอะไรกับหนังอีก (แต่ก็ยังขึ้นเครดิตในฐานะ ผู้เขียนบทร่วม)

ส่วนตัวผมค่อนข้างชอบหนังเรื่องนี้นะครับ เหตุผลสั้นๆ คือมันบ้าคลั่งแบบโดนใจ แม้องค์ประกอบทางศิลปะของหนังเรื่องนี้จะไม่ค่อยโดดเด่นเท่าไหร่ (มีข้อจำกัดในงานสร้างเยอะมาก และเป็นหนังยุคเปลี่ยนผ่าน หนังเงียบ->หนังพูด ทำให้อะไรๆดูขาดๆเกินๆไปหมด) แต่ด้วยเรื่องราวและสิ่งที่เกิดขึ้นในหนัง ต้องถือว่าสร้างความประหลาดใจ อึ้งทึ่ง กล้าคิด กล้านำเสนอไปได้ยังไง มันสะท้อนสันดาบดิบที่อยู่ในใจของผม ให้ถึงขั้นสะเทือนเลยละ ต้องระวังเก็บรักษามันให้ดี อย่าให้ออกมาเพ่นพ่าน ถ้ากลายเป็นแบบในหนังเรื่องนี้ก็จบกัน

แนะนำอย่างยิ่งกับศิลปิน ที่รู้จัก ชื่นชอบสไตล์ Surrealist, หมอ จิตแพทย์ นักจิตวิทยา ปรัชญา ศึกษา วิเคราะห์ ทำความเข้าใจแนวคิด การแสดงออก และสัญลักษณ์ต่างๆ, แฟนหนังของ Luis Buñuel และ Salvador Dalí ห้ามพลาดเลย

จัดเรต 18+ สิ่งที่อยู่ในใจ ใช่ทุกสิ่งควรเปิดเผยออกมา

TAGLINE | “L’Age d’Or เป็นหนัง Surrealist ขนาดยาวเรื่องแรกของ Luis Buñuel และ Salvador Dalí ที่เพิ่มความท้าทายคือการเสียดสีวิถี ความเชื่อที่เห็นแล้วแสบๆคันๆ เกายังไงก็ไม่หาย”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of