Lage Raho Munna Bhai (2006)

Lage Raho Munna Bhai

Lage Raho Munna Bhai (2006)

เรื่องที่ 2 ของแฟนไชร์ Munna Bhai ที่เนื้อเรื่องไม่มีความต่อเนื่องหรือเกี่ยวข้องกับภาคแรกแต่อย่างใด เพียงแต่หยิบ 2 ตัวละครหลักมาใส่เท่านั้น นี่เป็นหนังภาคต่อที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้ภาคแรก ในมุมผมมองว่านี่เป็นภาคที่ดีกว่ามากๆ อะไรหลายๆลงตัว เพลงประกอบเพราะๆหลายเพลง การันตีด้วยรางวัลที่มีมากกว่า โดยเฉพาะ National Film Award ได้ถึง 4 สาขา Best Popular Film Providing Wholesome Entertainment, Best Screenplay, Best Lyric และ Best Support Actor น่าเสียดายที่หนังได้แค่เกือบมีโอกาสเป็นตัวแทนส่ง Academy Award โดยเรื่องที่อินเดียส่งปีนั้นคือ Rang De Basanti

สไตล์ของผู้กำกับ Rajkumar Hirani ยังชัดเจนมาก เขาทำการล้อเลียนเสียดสีอะไรบางอย่าง แต่เรื่องนี้เรากลับจะไม่รู้สึกว่าเจ็บแสบ จะรู้สึกยกย่องและนับถือในคนที่ถูกเสียดสีมากขึ้น ในเรื่องนี้เขาเล่นกับของใหญ่ระดับประเทศ Mahatma Gandhi คงไม่มีใครไม่รู้จัก Gandhi เขาคือบุคคลแห่งประวัติศาสตร์อินเดีย ทุกคนในอินเดียจะมีรูปของ Gandhi ในกระเป๋าสตางค์ (ก็แน่ละ รูปเขาอยู่บนธนบัตรทุกใบของอินเดีย) แล้ว Rajkumar Hirani มาเล่นอะไรกับ Gandhi ละนี่ แบบนี้ไม่โดนคนทั้งประเทศรุมประณามเขาเหรอ เกือบครับ แต่คนที่ดูหนังจบกลับรู้สึกว่า การเสียดสีแบบนี้ เป็นการให้เกียรติกับ Gandhi ในมุมที่ไม่เคยมีมาก่อน

จุดเริ่มต้นของหนังเรื่องนี้ เกิดจากความสำเร็จของ Munna Bhai M.B.B.S ภาคแรกที่ได้รับการตอบรับดีเกินคาด สร้างความกดดันให้ Hirani ไม่น้อย โดยเฉพาะเขาต้องเป็นคนเขียนบทหนังเองด้วย เขาตั้งใจที่จะทำหนังเกี่ยวกับ Mahatma Gandhi อยู่แล้ว เห็นว่าตอนแรกตั้งชื่อหนังว่า Munnabhai Meets Mahatma Gandhi แล้วเปลี่ยนเป็น Munnabhai 2nd Innings ก่อนที่สุดท้ายจะมาลงเอยที่ Lage Raho Munna Bhai ที่แปลว่า Carry On, Munna Bhai ในระหว่างเขียนบท Hirani ไปขอความช่วยเหลือจาก Abhijat Joshi อาจารย์มหาวิทยาลัยที่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับ Mahatma Gandhi ทั้งคู่ต้องศึกษา ลงรายละเอียดลึกมาก ใช้เวลากว่า 4 เดือนถึงจะเขียนบทเสร็จ

สองนักแสดงนำที่กลับมารับบทในภาคต่อ Munna Bhai โดย Sanjay Dutt และ Circuit แสดงโดย Arshad Warsi ทั้งคู่ต่างยอมรับเลยว่า จำไม่ได้ว่าตัวละครเดิมที่พวกเขาเคยแสดงนั้นมีคาแรคเตอร์ยังไง ต้องกลับไปดู Munna Bhai M.B.B.S อยู่หลายรอบจนกว่าจะจับทางได้ว่าตัวละครของเขามีอะไรยังไง จริงๆแล้วมีนักแสดงหลายคนที่กลับมา แต่บทที่ได้รับนั้นเปลี่ยนไป Vidya Balan เล่นเป็น DJ สาวสวย เธอเด่นมากๆในหนังเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่เสียง Good Morning Mumbai ที่เด่นมากๆ แต่การแสดงช่วงฉากง้องอล มันออกทางแววตาชัดมากๆ ส่วนคนที่เด่นที่สุดอีกคนหนึ่ง คือจินตนาการ Mahatma Gandhi นำแสดงโดย Dilip Prabhavalkar ปู่แกนี่เหมือนมากๆ เหมือน Gandhi ตัวจริง เหมือน Ben Kingsley ที่แสดงเป็น Gandhi ฉบับ hollywood มากๆ การันตีด้วยรางวัล Best Support Actor จาก National Award Film เห็นว่าในเวอร์ชั่น remake หนังเรื่องนี้เป็นภาษา Tegulu ปู่แกก็เล่นเป็น Gandhi ด้วย

ถ่ายภาพโดย C. K. Muraleedharan ภาพหนังเรื่องนี้สวยมาก โทนหนังมีความสว่าง ภาพทะเล ภาพบ้านติดทะเล วิ่งบนทรายหาด เป็นหนังที่ให้ความรู้สึกดูสบายๆไม่เครียด ผมชอบฉากขี้เมาสองคนร้องเพลงมาก ภาพ แสง สี เสียง ฉากจัดเต็มจริงๆ ดูแล้วคงเซ็ตฉากขึ้นมาในสตูดิโด จินตนาการของคนเมาสองคนถือขวดเหล้าเดินตามตรอกซอยที่มืดๆ ร้องเพลงที่เกี่ยวกับความฝันความต้องการของตัวเอง แล้วอยู่ดีๆสิ่งที่พูดก็เกิดเป็นภาพหลอนขึ้นมา ผมชอบฉากนี้เพราะมันให้อารมณ์เหมือนเรานั่งอยู่ในโรงละครและเห็นฉากเปลี่ยนไปโดยไม่มีผ้าม่านมาบัง

ตัดต่อโดย Rajkumar Hirani เห็นว่า Hirani ตัดต่อหนังของตัวเองทุกเรื่อง ผมชอบจังหวะที่ Gandhi โผล่มาในหนังนะ เพราะมันมีทั้งการเล่นมุมกล้องและการตัดต่อที่ผสมกันอย่างลงตัวมากๆ Hirani อาจจะไม่ใช่นักตัดต่อที่เก่ง แต่เขารู้ว่าตัวเองต้องการอะไร จึงแทบไม่มีส่วนขาดเกินในหนังของเขาเลย

เพลงประกอบโดย Shantanu Moitra ยอดเยี่ยมมากๆ หนังเรื่องนี้มีเพลงฮิตเพราะๆหลายเพลงเลย แม้หลายเพลงจะมีทำนองคุ้นๆ เหมือนเคยได้ยินมาก่อน แต่เนื้อร้องต่างกันแน่นอน และมีความหมายที่ลงตัวมากๆ ผิดกับ Munna Bhai M.B.B.S ที่ผมรู้สึกเพลงไม่เพราะเลย และหนังได้แก้ปัญหาการเต้นของ Sanjay Dutt ที่ผมว่าพี่แกไม่เหมาะกับการเป็นนักเต้นเลย ในหนังเรื่องนี้พี่แกยังเต้นอยู่ แต่ท่าเต้นผมกลับไม่รู้สึกตะขิดตะขวงแต่อย่างใด คือ ถ้าจะให้คนอย่าง Sanjay Dutt เต้น มันต้องแบบในหนังเรื่องนี้แหละ ไม่ใช่กระโดดไปมาโชว์กล้าม เต้นท่าแปลกๆ แต่เต้นแบบประณีประณอม ด้วยท่าเต้นที่ไม่ดูหน้าเกลียดเกินไป นี่เป็นพัฒนาการก้าวกระโดดมากๆของหนัง Rajkumar Hirani เอาทั้งอัลบัมไปฟังเลยแล้วกันนะครับ

ว่าไปถ้าให้เปรียบเทียบ Rajkumar Hirani นี่เปรียบเหมืองโต้ง บรรจง ปิสัญธนะกูล ของไทยเรามากๆ สไตล์หนังของทั้งสองอาจจะต่างกัน แต่มีแนวคิด การเล่าเรื่อง และวิถีการประสบความสำเร็จที่คล้ายกันมาก Hirani เขามี pk หนังที่ทำเงินมากที่สุดใน bollywood เช่นเดียวกับบรรจงที่มี พี่มาก เป็นหนังทำเงินมากที่สุดในไทยอยู่ หนังของทั้งคู่มีความการเล่าเรื่องที่โดดเด่น แตกต่าง ถึงจะไม่เด่นเป็นเอกลักษณ์ในระดับศิลปิน แต่เข้าถึงผู้ชม เข้าใจคนดูว่าต้องการอะไร ทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกเรื่องราวถูกคิดมาอย่างถี่ถ้วนแล้วถึงปรากฏในหนัง ทั้งสองถือว่าเป็นผู้กำกับที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของทั้งสองประเทศ

Gandhigiri หรือ Gandhism เป็นลัทธิที่ผมก็เพิ่งเคยได้ยินมาจากหนังเรื่องนี้ ไม่รู้นะครับว่ามีอยู่จริงหรือเปล่า เป็นกลุ่มคนที่ยึดถือ และมีวิถีชีวิตตามหลักแนวคิดของ Mahatma Gandhi (จะว่า Mahatma Gandhi เป็น Idol ของคนกลุ่มนี้ก็ได้) ด้วยความที่ซีรีย์ Munna Bhai เป็นหนังตลก การเสียดสีคือการเปรียบเปรยคนที่ปากดีแต่พูด แต่ไม่สามารถทำตามที่พูดได้ ผมไม่รู้ว่าหนังจงใจเสียดสีคนกลุ่มไหนเป็นพิเศษ ในหนังพูดถึงเจ้าหนี้ นายทุน แต่ผมว่า Hirani อาจเสียดสีถึงรัฐบาล ผู้นำประเทศเลย นักการเมืองที่ออกมาหาเสียง บอกว่าตัวเองยึดหลักปฏิบัติตามแนวคิดของ Mahatma Gandhi แต่เอาเข้าจริงก็เข้าไปคดโกง (หนังมองได้ไม่ถึงระดับนี้นะครับ อันนี้ผมวิเคราะห์เอง) แล้ว Munna Bhai ไปเกี่ยวอะไรกับเขาด้วย เหตุเกิดจากที่ตัวเอกของเรา ชอบเสียงของ DJ สาวคนหนึ่ง แต่การจะได้เจอตัวจริงของเธอนั้น จะต้องตอบคำถามเกี่ยวกับ Mahatma Gandhi ให้ถูกต้องทั้งหมด Munna Bhai ซึ่งไม่มีความรู้อะไรเกี่ยวกับ Mahatma Gandhi จะทำยังไงถึงจะได้เจอ DJ สาวสวยคนนี้ สปอยไปเสียอรรถรสแน่ๆ แต่ผมบอกใบ้ว่า ฮาท้องแข็งแน่นอน

ระหว่าง 3 Idiots กับ Lage Raho Munna Bhai ผมรู้สึกชอบ Lage Raho Munna Bhai มากกว่าเสียแล้วสิ ความตลกพอๆกัน เพลงเพราะพอๆกัน แต่สาสน์จากหนัง ผมว่า Lage Raho Munna Bhai ทำได้ดีกว่านิดหน่อย ตรงวิธีการแก้ปัญหาต่างๆในหนัง แม้ impact อาจจะไม่มากเท่า 3 Idiots แต่มันโดนใจผมมาก ฉากใน Lage Raho Munna Bhai ที่ผมชอบที่สุด เกิดขึ้นช่วงต้นๆเรื่อง เมื่อ Munna Bhai ตบหน้า Circuit ที่เป็นลูกน้อง เพื่อนสนิท เพื่อนแท้เพราะเรื่องผิดใจกันเล็กๆน้อย เหตุการณ์นี้มันไม่มีอะไรเลยนะครับ แต่การจะพูดคำว่าขอโทษ สำหรับลูกผู้ชายมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ฉากที่ Munna Bhai พูดของโทษ Circuit ผมเองยังยากที่จะกลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้ เออ… ก็แค่นี้แหละมันยากตรงไหน ผมสังเกตมาหลายเรื่อง ผู้ชาย/พ่อ ไม่ว่าจะโกรธลูก/แฟน/แม่ แค่ไหน ก็พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ตบตีหรือทำร้ายร่างกาย นี่อาจจะเป็นวัฒนธรรมที่สำคัญมากๆของเขา การทุบตีเพศหญิงถือเป็นเรื่องเลวร้าย อัปยศอดสู การตบครั้งหนึ่งมันเลยมี impact มากๆในหนังทุกเรื่อง นี่เป็นจุดที่หนัง bollywood นำเสนอวัฒนธรรมของชาติตนเองออกมาอย่างชัดเจนในหนังหลายๆเรื่อง ยังมีอีกหลายฉากที่ผมชอบ จุดเริ่มต้นมันก็แค่นี้แหละครับ คนมีปัญหาขัดใจกันก็พูดออกมา ทำอะไรผิดก็พูดขอโทษ ไม่โกหกหลอกลวง ถ้าทำได้แค่นี้ ปัญหาต่างๆในโลกคงจบไปนานแล้ว

เห็นว่าหนังเรื่องนี้ได้รับโอกาสได้ไปฉายที่ต่างๆทั่วโลกมากมาย ทั้งที่ UN (ที่สหรัฐ) ผู้นำหลายประเทศที่มีโอกาสได้ดูต่างชื่นชอบแนวทางของหนัง ที่แก้ปัญหาโดยไม่ใช่ความรุนแรง ไปฉายในเทศกาลหนังเมือง Cannes ด้วย (ไปฉายเฉยๆ ไม่ได้ไปประกวด) เห็นว่าไม่มีใครเดินออกจากโรงตลอดเวลาหนังฉาย หนังเต็มทุกรอบ หนังจบก็ได้เสียงปรบมือ นี่เป็นหนังที่สร้างขึ้นด้วยความตั้งใจ ผลลัพท์ออกมายอดเยี่ยม มีคุณค่ามากที่สุดเรื่องหนึ่งของอินเดีย

นี่เป็นหนังที่ “ต้องดู” นะครับ จะดูเรื่องนี้เลย หรือจะดู Munna Bhai M.B.B.S. ก่อนก็ได้ (เรื่องมันไม่ต่อกันหรอก จะดูหรือไม่ก็ได้) ไม่เพียงคุณจะหลงรัก Munna Bhai มากขึ้น แต่คุณจะเข้าใจวิถี และแนวคิดของ Gandhi มากขึ้น ว่าทำไมเขาถึงกลายเป็นบุคคลสำคัญระดับชาติของอินเดีย นี่ไม่ใช่หนังอัตชีวประวัติ แต่เป็นหนังตลกที่พูดถึงแนวคิด ช่วงนี้ผมดูหนังแนวชีวประวัติหลายๆเรื่อง พบว่าหนังที่เล่าอัตชีวประวัติได้สนุกนั้น ไม่ใช่หนังที่เล่าตั้งแต่เกิดจนตาย แต่เล่าว่าเขาทำอะไร ทำเพราะอะไร มีแนวคิดอะไร หนังเรื่องนี้เล่าโดยใช้แนวคิดของ Gandhi เป็นหลัก รับประกันว่าดูแล้วสนุก ไม่เบื่อ ไม่ง่วง เพลงเพราะ ดูจบแล้วฮัมตามได้ ตลก ฮาท้องแข็ง และได้แนวคิดดีๆกลับไปด้วย

คำโปรย : “Lage Raho Munna Bhai ภาคที่สองในแฟนไชร์ Munna Bhai นี่คือหนังที่พูดถึง Mahatma Gandhi ได้ยอดเยี่ยมที่สุด ภาพสวย เพลงเพราะ เนื้อเรื่องกินใจ มีคุณค่า กำกับโดย Rajkumar Hirani”
คุณภาพ : RARE-GENDARY
ความชอบFAVORI

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of