Small Change (1976) French : François Truffaut ♥♥♥♥

ร้อยเรียงเรื่องราวของกลุ่มเด็กๆประถม-มัธยม ระหว่างอยู่บ้าน-ไปโรงเรียน พานผ่านเหตุการณ์สุข-ทุกข์ รอยยิ้ม-ความเจ็บปวด ตกหลุมรัก-อกหัก จูบแรกของ François Truffaut ที่ยังคงถวิลหา และปาฐกถาคาดหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเล็กๆขึ้นในสังคม, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

ซีนแรกของหนัง เด็กหญิงซื้อโปสการ์ดจาก Bruère-Allichamps แล้วเขียนจดหมายส่งให้ลูกพี่ลูกน้อง(รุ่นราวคราวเดียวกัน)ที่อาศัยอยู่ยังเมือง Thiers … จุดเริ่มต้นของหนังพร้อมการ Cameo ของ François Truffaut สื่อถีงภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถเปรียบได้ดั่งโปสการ์ด ภาพ(ยนตร์)ความทรงจำเก่าๆ ซี่งจะมีการร้อยเรียงเรื่องราวช่วงวัยเด็ก คลุกคละเคล้าจากหลากหลายมุมมอง ผองเพื่อน พ่อ-แม่ ครู-อาจารย์ ปะติดปะต่อเหมือนจิ๊กซอว์/กระเบื้องโมเสก ต้องรับชมจนจบถีงสามารถพบเห็นภาพรวม เนื้อหาสาระที่แท้จริง!

L’Argent de poche แปลตรงตัว/ชื่อที่ใช้ฉายต่างประเทศคือ Pocket Money แต่เฉพาะในสหรัฐอเมริกา เพราะกลัวผู้ชมเข้าใจผิดกับภาพยนตร์อีกเรื่อง Pocket Money (1972) เห็นว่า Steven Spielberg เป็นผู้แนะนำให้เปลี่ยนเป็น Small Change (1976) ในช่วงระหว่าง Truffaut กำลังถ่ายทำ Close Encounters of the Third Kind (1977)

Truffaut เป็นผู้กำกับที่มีความหมกมุ่นต่อช่วงเวลาวัยเด็ก(ของตนเอง)อย่างมากๆ นั่นเพราะตัวเขาเติบโตขี้นโดยไม่เคยรับรู้จักบิดา ส่วนมารดาแต่งงานสามีใหม่ ไม่ค่อยให้ความสนใจ ขาดความรัก/ความอบอุ่น ทำให้กลายเป็นเด็กเสเพล ชอบเที่ยวเตร่ นิสัยอันธพาล ชอบลักขโมยโน่นนี่นั่น และเคยถูกส่งไปสถานดัดสันดาน

Small Change (1976) คือคำประกาศกร้าวของ Truffaut ต่อพฤติกรรมพ่อ-แม่/ครอบครัวที่ละทอดทิ้งบุตร ใช้ความรุนแรง กระทำร้ายร่างกาย-จิตใจ (abused) นั่นเป็นสิ่งที่สังคม(และตัวเขา)ยินยอมรับไม่ได้! เราควรต้องทำบางสิ่งอย่างเพื่อปกป้อง ช่วยเหลือเด็กๆเหล่านั้น เพราะพวกเขายังไร้สิทธิ์เสียง ความหาญกล้า หรือโทรโข่งสำหรับป่าวประกาศความจริงต่อสาธารณะ


François Roland Truffaut (1932-84) นักวิจารณ์ ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Paris ไม่รู้บิดาเป็นใคร มารดาแต่งงานสามีใหม่ Roland Truffaut แม้อนุญาตให้ใช้นามสกุลแต่ก็ไม่ได้รักเอ็นดูเหมือนลูกแท้ๆ ถูกปล่อยปละละเลย เคยอาศัยอยู่กับย่าสอนให้อ่านหนังสือ ฟังเพลง รับชมภาพยนตร์เรื่องแรก Paradis Perdu (1939) ของผู้กำกับ Abel Gance เริ่มเกิดความชื่นชอบหลงใหล พอเข้าสู่วัยรุ่นก็มักโดดเรียนแอบเข้าโรงหนัง (เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าตั๋ว) ตั้งใจดูให้ได้วันละ 3 เรื่อง และอ่านหนังสือสัปดาห์ละ 3 เล่ม, ครั้งหนึ่งเคยลักขโมยเครื่องพิมพ์ดีดของพ่อเลี้ยง เลยถูกส่งไปสถานดัดสันดาน, ประมาณปี 1948 มีโอกาสพบเจอ André Bazin (1918 – 1958) ราวกับพ่อบุญธรรมคนที่สอง ให้ความช่วยเหลืออะไรหลายๆอย่าง ทั้งยังว่าจ้างทำงานนักวิจารณ์ นิตยสาร Cahiers du cinéma (ที่ Bazin ก่อตั้งขึ้น) ร่วมกันพัฒนาทฤษฎี Auteur Theory ส่งเสริมสนับสนุนให้สร้างหนังสั้น Une Visite (1955), และภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกแจ้งเกิด The 400 Blows (1959) กลายเป็นหนึ่งในผู้กำกับรุ่น French New Wave

อย่างที่บอกไปว่า Truffaut เป็นคนมีความอ่อนไหวกับช่วงเวลาวัยเด็ก เมื่อไหร่ได้ยินข่าวพ่อ-แม่ใช้ความรุนแรงต่อลูก ก็มักมีปฏิกิริยาต่อต้านอย่างรุนแรง ซึ่งเขาได้เริ่มสะสมเรื่องราวเหล่านั้น เพราะหวังว่าสักวันจะรวบรวม เรียบเรียง สรรค์สร้างเป็นภาพยนตร์สะท้อนปัญหาสังคมเกี่ยวกับเด็ก

Truffaut ร่วมงานกับ Suzanne Schiffman นามสกุลเดิม Klochendler (1929-2001) รู้จักกันมาตั้งแต่เธอยังเป็น ‘scrip girl’ เรื่อง Shoot the Piano Player (1960) เวียนวนอยู่ในแวดวง French New Wave ไต่เต้าขึ้นเป็น Script Supervisor, Assistant Director และได้รับโอกาสร่วมพัฒนาบท Day for Night (1972) เข้าชิง Oscar: Best Original Screenplay

แต่บทหนังที่พัฒนาระหว่าง Truffaut และ Schiffman มีเพียงเค้าโครงคร่าวๆ ความยาวเพียง 10 หน้ากระดาษ เพราะการร่วมงานกับเด็กๆ ไม่สามารถไปควบคุม บีบบังคับให้ท่องจำบท ต้องสามารถปรับเปลี่ยนแปลงแก้ไข ‘improvise’ ไปตามสถานการณ์

สำหรับโครงสร้างคร่าวๆของหนังที่วางไว้ ใช้วิธีการร้อยเรียงเรื่องราวของกลุ่มเด็กๆประถม-มัธยม ที่อาศัยอยู่ยังเมือง Thiers, Puy-de-Dôme ในช่วงเวลา 2-3 เดือนก่อนปิดภาคการศึกษา โดยเหตุการณ์สำคัญๆจะเวียนวนอยู่กับสองตัวละครหลัก

  • Patrick Desmouceaux เด็กชายสูญเสียมารดาตั้งแต่เด็ก อาศัยอยู่กับบิดาขาพิการ ไม่สามารถออกนอกอพาร์ทเม้นท์ หลังจากได้รับโปสการ์ดจากลูกพี่ลูกน้อง เริ่มเกิดความใคร่รู้ใคร่สนใจเพศหญิง แต่ยังขาดความหาญกล้า กลัวๆเกร็งๆ กำลังค่อยๆเรียนรู้ เติบโต และที่สุดก็สามารถจุมพิตเธอได้สำเร็จ
  • Jilien Leclou เด็กชายหน้าตาซ่อมซ่อ รอมร่อ เพิ่งย้ายเข้ามาโรงเรียนกลางเทอม ร่างกายมักเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ เพราะถูกครอบครัวใช้ความรุนแรง กระทำร้าย ขับไล่ออกนอกบ้าน ต้องต่อสู้ดิ้นรนด้วยการลักเล็กขโมยน้อย อาศัยหลับนอนอยู่ตามท้องถนน จนกระทั่งวันหนึ่งโรงเรียนมีการตรวจสุขภาพ ข้อเท็จจริงทั้งหลายจึงได้รับการเปิดเผยออกมา

ซึ่งทั้งสองตัวละคร คือภาพสะท้อนความสุข-ทุกข์ รอยยิ้ม-เจ็บปวด เรื่องราวน่าจดจำ-ช่วงเวลาที่อยากลบลืมเลือน สองขั้วตรงข้ามชีวิตที่ดำเนินเคียงคู่ขนานกันไป


Truffaut เริ่มต้นโปรดักชั่นภาพยนตร์เรื่องนี้หลังเสร็จจากการถ่ายทำ The Story of Adele H. (1975) โดยมองหาสถานที่ที่มีความเหมาะสมกับเรื่องราว พอได้เมือง Thiers ก็คัดเลือกนักแสดงจากคนในท้องถิ่นทั้งหมด รวมๆแล้วประมาณ 200 กว่าคน ใช้เวลาถ่ายทำยาวนานถึง 3 เดือน (ที่ช้าเพราะถ่ายทำหลังเลิกเรียน ไม่ต้องการให้พวกเขาสูญเสียโอกาสในการศึกษา)

ถ่ายภาพโดย Pierre-William Glenn (เกิดปี 1943) ผู้กำกับ/ตากล้อง สัญชาติฝรั่งเศส ผลงานเด่นๆ อาทิ Out 1 (1971), Day for Night (1972), Small Change (1976) ฯ

งานภาพของ Glenn ดูค่อนข้างธรรมดาๆ (แค่คง ‘สไตล์ Truffaut’ ไว้เท่านั้น) เมื่อเทียบกับสองยอดฝีมือที่ Truffaut เคยร่วมงานมา Raoul Coutard หรือ Néstor Almendros แต่ทั้งคู่ต่างติดพัวพันโปรเจคอื่น ไม่สามารถเจียดเวลาออกเดินทางสู่ Thiers ปักหลักถ่ายทำถีงสามเดือน

หนังเริ่มต้นที่เด็กหญิง ซื้อโปสการ์ดจาก Bruère-Allichamps, Centre-Val de Loire เมืองเล็กๆตั้งอยู่กี่งกลางฝรั่งเศส ในบริบทของหนังคาดว่าคงต้องการเปรียบเทียบกับเด็กๆ คนรุ่นใหม่ เพราะพวกเขาคือ ‘หัวใจ’ ของประเทศ ผู้ใหญ่ควรให้ความสนใจ หันมาเหลียวแล ไม่ใช่ปล่อยปละละเลย ทอดทิ้งขว้าง เห็นพวกเขาราวกับแค่เพียงเศษเงินทอนในกระเป๋าสตางค์

นับตั้งแต่ The Wild Child (1970) ผู้กำกับ Trauffaut ก็ไม่มีความหวาดกลัวเกรงหน้ากล้องอีกต่อไป ต้องมาปรากฎตัว Cameo ในผลงานตนเองแบบเดียวกับ Alfred Hitchcock (คงได้อิทธิพลมาเยอะหลังการสัมภาษณ์ Hitchcock/Truffaut)

ซี่งผมยังรู้สีกว่าการมารับเชิญ Cameo ตั้งแต่ต้นเรื่อง ในบทผู้ปกครองเด็กหญิง พยักหน้าให้เธอนำโปสการ์ดใส่ตู้ไปรษณีย์ มีนัยยะถีงเรื่องราวต่อจากนี้ สามารถเปรียบได้กับภาพ(โปสการ์ดแห่ง)ความทรงจำ พานผ่านเหตุการณ์ต่างๆในช่วงวัยเด็ก ทั้งสุข-ทุกข์ รอยยิ้ม-ความเจ็บปวด ตกหลุมรัก-อกหัก และจูบแรกของตนเอง

Opening Credit ร้อยเรียงภาพของเด็กๆกำลังวิ่งเล่นอย่างครีกครื้น สนุกสนาน ขณะเดียวกันยังเป็นการแนะนำสถานที่ต่างๆ ตรอกซอกซอยของเมือง Thiers และจบลงด้วยพบเห็นป้ายชื่อเมืองเล็กๆ (มาถีงโรงเรียนพอดีกระมัง)

หนี่งในเรื่องราวสุดมหัศจรรย์ของหนัง (เห็นว่าเป็นเหตุการณ์ที่เคยเกิดขี้นจริง) เด็กน้อยอายุ 2-3 ขวบ ตกตึกจากชั้น 9 แต่กลับรอดปลอดภัย ไม่มีรอยขีดข่วน (เพราะหนังใช้ตุ๊กตาโยนลงมา) ซึ่งหนังจะมีคำอธิบายอันเหนือธรรมชาติว่า เด็กเล็กๆมักมีความแข็งแกร่งกว่าผู้ใหญ่ … ผมมองคำอธิบายดังกล่าวในเชิงสัญลักษณ์ ต้องการสื่อถีงศักยภาพ/ความสามารถบางอย่างของเด็กๆ(บางคน) อาจมีมากกว่าที่ผู้ใหญ่ครุ่นคิดคาดการณ์ เราจีงไม่ควรไปปิดกั้น/กีดกันการแสดงออกของพวกเขา

อีกหนี่งเรื่องที่น่าจะสร้างความประทับใจล้นหลามให้ผู้ชม นั่นคือเด็กหญิงใช้โทรโข่งป่าวประกาศให้คนทั้งอพาร์ทเม้นท์รับรู้ว่า ตนเองถูกพ่อ-แม่บุญธรรม บีบบังคับ กักขัง (กลายเป็นเหมือนปลาทองในขวดโหล) ซี่งพอใครต่อใครต่างได้ยินเสียงก็ซุบซิบนินทา(ว่าร้าย) แล้วให้ความช่วยเหลือด้วยวิธีการชักรอกที่น่าอัศจรรย์ใจ (มีทุกอย่างในตะกร้ายกเว้นขวดไวน์)

แต่การกระทำของเด็กหญิงก็ใช่ว่าจะถูกต้องนะครับ ถ้าเธอไม่เล่นตัว ดื้อดีงดัน แค่ยินยอมเปลี่ยนกระเป๋าใบใหม่ ออกไปรับประทานอาหารกับครอบครัว เหตุการณ์/ความเข้าใจผิดดังกล่าวย่อมไม่บังเกิดขี้น

นัยยะของฉากนี้ต้องการสื่อว่า ไม่ใช่เด็กทุกคนจะมีโทรโข่งสำหรับป่าวประกาศการถูก ‘abused’ ทำร่างร่างกาย-จิตใจ ด้วยคำพูด-การกระทำ ถ้าเช่นนั้นแล้วเราควรแก้ปัญหาสิ่งที่เกิดขี้นอย่างไร?

ฉากในโรงหนัง … มันชัดเจนมากๆว่าคือกลยุทธ์ของ Trauffaut ที่เคยใช้เมื่อครั้นยังเป็นเด็กเล็ก แอบเข้ามาดูหนังวันละ 3 เรื่อง! และพอโตเป็นหนุ่มก็มีต้นแบบอย่างจากเพื่อนสนิท มันควรจะเป็นชายสอง-หญิงสอง แต่ด้วยความไร้เดียงสาของตนเอง กลับกลายเป็นชายหนี่งหญิงสองเสียอย่างงั้น (ชวนให้ระลีกถีงภาพยนตร์ Two English Girls (1971) ขี้นมาโดยพลัน)

ปฏิกิริยาของครูประจำชั้นระหว่างพบเห็นภรรยากำลังคลอดบุตร ผมรู้สีกว่านี่ก็นำจากประสบการณ์ตรงของ Trauffaut อีกเช่นนั้น! ขณะนั้นมีบุตรสองคนจากภรรยาคนแรก Madeleine Morgenstern ซี่งลูกๆของเขาพบเห็นชื่อในเครดิต น่าจะโตเป็นผู้ใหญ่แล้วเลยสามารถช่วยงานเบื้องหลัง

ผมยังไม่เคยมีลูก แต่อยากให้คำแนะนำว่าเวลาภรรยาของคุณคลอดบุตร ถ้าจะถ่ายรูป/วีดีโอก็อย่าเอาแต่จับจ้องมองจอภาพ ให้เงยหน้าขี้นมาพบเห็นด้วยสายตาตนเอง มันจะเป็นประสบการณ์ ภาพจำ ที่ตราประทับฝังตรึงยิ่งกว่า (มองจากจอภาพ) เป็นไหนๆ

ปาฐกถาของครูประจำชั้น (ด้วยการรวบรวมนักเรียนประถม-มัธยม มานั่งฟังพร้อมกัน) มันก็คือคำประกาศกร้าวของ Trauffaut ต่อครอบครัว/ผู้ปกครองที่ละทอดทิ้งบุตรหลาน หรือชอบใช้กำลัง ความรุนแรง กระทำร้าย ‘abused’ ต้องการเสนอแนะแนวความคิดบางสิ่งอย่าง มันอาจฟังดูเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าทำให้ผู้ชมสามารถขบครุ่นคิดตาม ก็คงถือว่าประสบความสำเร็จแล้วละ

ปล. ผมครุ่นคิดว่า Trauffaut น่าจะได้แรงบันดาลใจฉากนี้จากสุนทรพจน์ตอนจบ The Great Dictator (1940) ของ Charlie Chaplin ที่ก็เป็นการแสดงทัศนคติ/ความคิดเห็นส่วนตัว ด้วยคำพูดออกจากปากตัวละครอย่างตรงไปตรงมา คล้ายแบบเดียวกันนี้

หลังปาฐกถาของครูประจำชั้น ใครๆคงนีกว่าหนังจะจบลงแล้ว แต่กลับยังมีเซอร์ไพรส์ที่ชวนให้อมยิ้มแบบกรุบกริบ นั่นคือจุมพิตแรกของ Patrick ที่ถูกเพื่อนๆ trick ลวงล่อหลอกในเชิงส่งเสริมสนับสนุน ผลักดันให้เติบโตกลายเป็นลูกผู้ชายสักที มันอาจไม่ดูหวานแหววโรแมนติก เพราะคือครั้งแรกของพวกเขา ยังมีความบริสุทธิ์ ไร้เดียงสา แต่เหตุการณ์นี้จักกลายเป็นความทรงจำอันทรงคุณค่า ตราฝังอยู่ภายใน ตราบจนวันตาย(อีกเช่นกัน)

ตัดต่อโดย Martine Barraqué-Curie และ Yann Dedet (เกิดปี 1946) รายหลังคือขาประจำ François Truffaut เริ่มร่วมงานกันตั้งแต่ Two English Girls (1971) จนถีงเรื่องสุดท้าย

โครงสร้างของหนัง ใช้วิธีร้อยเรียง/ปะติดปะต่อเรื่องราวต่างๆเข้าด้วยกัน ซึ่งเราสามารถแบ่งออกเป็นตอนๆ (Episode) ที่ไม่ได้มีความต่อเนื่อง แต่ทั้งหมดล้วนสามารถเชื่อมโยงวิถีชีวิตเด็กๆ สิ่งที่พวกเขาประสบพานพบเห็น นำเสนอช่วงเวลาสุข-ทุกข์ รอยยิ้ม-ความเจ็บปวด ทั้งหมดจักกลายเป็นความทรงจำ (ที่ทั้งน่าจดจำและถูกลืมเลือนตามกาลเวลา)

ลักษณะการดำเนินเรื่องดังกล่าว ทำให้ผมไม่สามารถแบ่งแยกหนังเป็นองก์ๆ เลยขอนำเสนอเฉพาะตอนที่มีความน่าสนใจเท่านั้น

  • ในชั้นเรียน คุณครูสอนให้เด็กๆอ่านบทละคร L’Avare ou L’École du Mensonge (1668) [แปลว่า The Miser, or the School for Lies] ของ Molière ชื่อจริง Jean-Baptiste Poquelin (1622-73)
  • Patrick จับจ้องมองนาฬิกา รอคอยเวลาอีกเพียงหนึ่งนาทีจะได้กลับบ้าน
  • เด็กสาวเล่นกับแมว ตกจากตึกชั้น 9 ไม่ได้รับอันตรายใดๆ
  • เด็กหญิงถูกครอบครัวบุญธรรมกักขังในห้อง (เหมือนปลาทองใหโหล) เลยส่งเสียงขอความช่วยเหลือผ่านโทรโข่ง
  • วิธีการที่ Julien แอบเข้าไปในโรงหนัง
  • Patrick และเพื่อน นัดเดทสองสาวในโรงหนัง
  • Patrick ตกหลุมรักแม่ของเพื่อน ซื้อดอกกุหลาบมาให้แต่เธอกลับ…
  • ชีวิตยามค่ำคืนของ Julien หลังถูกมารดาขับไล่ผลักไสออกจากบ้าน
  • ปาฐกถาของครูประจำชั้น ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ Julien
  • และจูบแรกของ Patrick กลายเป็นความทรงจำมิอาจลืมเลือน

เรื่องราวหลักๆของ Patrick และ Julien จะกระจัดกระจาย เดี๋ยวไปเดี๋ยวมา ปะปนอยู่ตามตอนต่างๆไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ช่วงแรกๆผู้ชมอาจไม่ทันสังเกตนัก แต่สักพักก็น่าจะเริ่มจดจำภาพลักษณ์พวกเขาได้ (เพราะเป็นตัวละครที่มีความโดดเด่นมากกว่าใครอื่น)

ผมรู้สึกว่าทิศทางการดำเนินเรื่องของหนัง มีลักษณะคล้ายภาพยนตร์ของ Jacques Tati มองผิวเผินเหมือนสะเปะสะปะ ไม่ปะติดปะต่อกัน แต่ความเป็นจริงนั้น ทุกตอนล้วนมีความสัมพันธ์ ต่อเนื่อง เหมือนการส่งไม้ผลัด ยกตัวอย่าง เด็กสองคนขอยืมเงินเพื่อนที่กำลังจะไปตัดผม -> บิดาของเด็กคนนั้นไม่พอใจทรงผมลูกชาย นำพามาร้านตัดผม -> Patrick ที่อยู่ด้านบนร้านตัดผมได้รับความเอ็นดูจากแม่ของเพื่อน -> วันถัดมาเขาเลยซื้อดอกกุหลาบมามอบให้ แต่เธอกลับบอกขอบคุณพ่อของตน

ความที่หนังถ่ายทำโดยใช้วิธีการ ‘Improvised’ ทำให้ไม่สามารถควบคุมกรอบเวลาทำงาน ผลลัพท์ฉบับตัดต่อแรกได้ความยาวกว่า 3 ชั่วโมง จำต้องตัดทอนโน่นนี่นั่น เลือกนำเสนอเฉพาะเหตุการณ์น่าสนใจจนเหลือเพียง 105 นาที (จริงๆผมว่า Truffaut น่าจะทำ Director’s Cut เรื่องนี้มากกว่า Two English Girls (1971) เสียอีกนะ!)


หนังไม่ถือว่ามีเพลงประกอบ นอกจาก Opening/Closing Credit นำจาก Sonata à Deux ของ Maurice Jaubert นอกนั้นจะเป็น ‘diegetic music’ ได้ยินจากวิทยุ เครื่องเล่นแผ่นเสียง หรือในโรงภาพยนตร์

หนึ่งในบทเพลงติดหูที่ได้ยินในหนังคือ Les enfants s’ennuient le dimanche (1939) แปลว่า Children are bored on Sunday แต่ง/ขับร้องโดย Charles Trenet

ชื่อหนังฝรั่งเศส L’Argent de poche (แปลตรงตัวว่า Pocket Money, เงินติดกระเป๋า) ไม่ได้จะสื่อถึงนิสัยลักเล็กขโมยน้อยของ Julien แต่พุ่งเป้าไปที่คุณภาพชีวิตของเด็กๆที่มักถูกละเลย ทอดทิ้งขว้าง มองข้ามจากผู้หลักผู้ใหญ่ มีมูลค่าเพียงเศษเงินทอน (Small Change) เอาไปซื้อสิ่งข้าวของยังแทบไม่ได้

คำประกาศกร้าวของผู้กำกับ Trauffaut ผ่านคำพูดของครูประจำชั้น ฟังดูทั้งมีเหตุผลและไร้สาระจะทน ผมเห็นด้วยว่าเด็กๆควรได้รับการปฏิบัติ เลี้ยงดูแล ได้รับโอกาสการศึกษา เข้าถึงสวัสดิการสังคมอย่างเท่าเทียมกัน แต่เรื่องการจะให้เด็กมีสิทธิ์เลือกตั้ง (โดยอ้างว่าจะให้บรรดาผู้แทน/ส.ส. ต้องครุ่นคิดนโยบายเพื่อตอบสนองพวกเขา) เป็นแนวความคิดที่ขาดวุฒิภาวะ เอาความต้องการตนเองเป็นที่ตั้งเกินไป

แต่ผมแอบรู้สึกว่า Trauffaut อาจมีนัยยะแอบแฝงในการนำเสนอแนวคิดดังกล่าว เพราะมันชัดเจนอยู่แล้วว่า การให้เด็กมีสิทธิ์เลือกตั้งนั้นเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว (ทั้งวุฒิภาวะ และความสามารถในการครุ่นคิดตัดสินใจด้วยตนเอง) ซึ่งถ้าเรามองในเชิงจิตวิทยา คำพูดที่ไร้สาระจะเบี่ยงเบนความสนใจผู้ฟัง ทำให้พวกเขายินยอมรับข้อเสนอแนะอื่นๆ เพราะฟังดูสมเหตุสมผล มีความเป็นไปได้ขึ้นมาทันตา

(แต่ลึกๆผมเชื่อว่าแนวความคิดของ Truaffaut ไม่ได้มีอะไรเคลือบแอบแฝงหรอกนะ เขาครุ่นคิดรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ เพราะคำพูดดังกล่าวนำจากประสบการณ์ส่วนตัว)

นอกจากประเด็นเรื่องสิทธิเด็ก/เยาวชน คุณค่าของภาพยนตร์เรื่องนี้ยังคือสัมผัสถวิลหา (Nostalgia) ผู้ใหญ่ทุกคนล้วนเคยพานผ่านช่วงเวลาวัยเด็ก เรียนหนังสือ หนึ่งในฉากที่ผมชื่นชอบมากสุดก็คือ Patrick จับจ้องมองนาฬิกาตาไม่กระพริบ นับถอยหลังรอคอยอีกหนึ่งนาทีเลิกเรียนกลับบ้าน มันช่างยาวนานแต่เป็นชัยชนะที่ชวนให้อมยิ้มกริ่ม

ส่วนรักแรกและ First Kiss เห็นว่านำจากประสบการณ์ส่วนตัวของผู้กำกับ Trauffaut ซึ่งก็เหมือนกับเด็กชาย Patrick ช่วงแรกๆกลัวๆกล้าๆ เห็นเพื่อนทำ(ในโรงหนัง)ก็อยากทำบ้าง ซึ่งก็ได้บรรดาผองเพื่อนนะแหละที่ช่วยเหลือ จับคู่ ผลักดัน แม้มันจะไม่หวานแหวว ดูดดื่มอย่างโรแมนติก แต่จักคงอยู่ในความทรงจำตราบจนวันตาย


หนังฉายรอบปฐมทัศน์ยังเทศกาลหนังเมือง Berlin สามารถคว้ามาสองรางวัล

  • OCIC Award – Recommendation
  • Reader Jury of the ‘Berliner Morgenpost’

ด้วยเหตุนี้เมื่อเข้าฉายฝรั่งเศสจีงได้รับความนิยมถล่มทลาย ยอดจำหน่ายตั๋วสูงถึง 2 ล้านใบ ในบรรดาผลงานของ Truffaut ประสบความสำเร็จอันดับสาม เป็นรองเพียง The 400 Blows (1959) และ The Last Metro (1980)

นอกจากนี้หนังยังได้เข้าชิง Golden Globe: Best Foreign Language Film (พ่ายให้กับ Face to Face (1976) ของ Ingmar Bergman) แต่กลับไม่ได้เป็นตัวแทนฝรั่งเศสลุ้นรางวัล Oscar เพราะคณะกรรมาธิการภาพยนตร์ ตัดสินใจเลือก Cousin cousine (1975) [เรื่องนี้ก็ได้เข้าชิง Golden Globe กลายเป็นหนังฝรั่งเศสสองเรื่องได้เข้าชิงพร้อมกันในปีเดียว!]

เกร็ด: นักวิจารณ์ Roger Ebert ยกให้ Small Change (1976) คือภาพยนตร์เรื่องโปรดแห่งปี 1976

ถีงผมไม่ค่อยเห็นด้วยต่อบางแนวคิดในปาฐถกาช่วงท้าย (จริงๆแค่เรื่องการให้เด็กมีสิทธิ์เลือกตั้ง ที่มันสุดโต่ง/สิ้นคิดเกินไป) แต่ก็ต้องชื่นชมในไดเรคชั่นผู้กำกับ Truffaut รวบรวม ร้อยเรียงเรื่องราวที่มีความน่าอัศจรรย์ใจ แข่งขันกันเปร่งประกาย ระยิบระยับ ทำให้ผู้ชมราวกับต้องมนต์ขลัง ถือเป็นหนี่งในผลงานยอดเยี่ยมที่สุด … แต่กลับค่อยๆเลือนลางไปตามกาลเวลา

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” นี่เป็นภาพยนตร์ที่สามารถเตือนสติผู้ใหญ่ การจะทำอะไรต่อลูกๆ เลี้ยงดูบุตรหลาน จำต้องครุ่นคิดอย่างมีสติ รับผิดชอบต่อสังคม ด้วยการแสดงความรัก มอบความอบอุ่น เสี้ยมสอนให้พวกเขารู้จักทำดี และชี้นำในทิศทางที่ถูกต้องเหมาะสม

สำหรับเด็กๆจนถีงวัยรุ่น ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังสามารถชี้นำพวกเขาให้มีความหาญกล้า ท้าท้ายพ่อ-แม่ ผู้ปกครอง ถ้าพวกเขาแสดงออกสิ่งอันมิชอบ ใช้ความรุนแรง ด้วยคำพูดหรือการกระทำ เราจำเป็นต้องรู้จักต่อสู้ขัดขืน เปิดโปงความจริง อย่าเอาแต่เก็บกด หลบซ่อนตัว กลัวเสียชื่อเสียง เงินทอง หรือสร้างความเดือดร้อนผู้อื่น … เพราะไม่มีสิ่งใดในโลกสำคัญยิ่งไปกว่าตัวเราเอง

จัดเรตทั่วไป รับชมได้ทุกเพศวัย

คำโปรย | Small Change ร้อยเรียงเรื่องราววัยเด็กของ François Truffaut ที่เต็มไปด้วยความถวิลหา และคาดหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเล็กๆขึ้นในสังคม
คุณภาพ | ยิยั
ส่วนตัว | ถวิลหา

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: