Last Year at Marienbad (1961)

Last Year at Marienbad

Last Year at Marienbad (1961) French : Alain Resnais ♠♠♠♠♠

หนังรางวัล Golden Lion เรื่องนี้ ใครก็ตามที่พยายามทำความเข้าใจ คงได้แต่กุมขมับ บ่นขรม นี่มันหนังบัดซบบรมอะไร! บอกตามตรงผมเองก็ไม่เข้าใจเท่าไหร่ หาอ่านบทความวิเคราะห์จากที่ไหนก็ไม่มีใครตอบได้ แต่ไฉนกลับมีคนหลงใหลคลั่งไคล้มากมายขนาดนี้

มันอาจเป็นภาพยนตร์ที่ล้ำลึกเกินกว่ามนุษย์ศตวรรษนี้จะค้นหาคำตอบได้ แต่ขณะเดียวกัน -อัจฉริยะกับคนบ้าต่างกันแค่เส้นบางๆ- ภาพยนตร์เรื่องนี้อาจเป็นเพียงขยะศิลปะ อะไรมั่วๆที่นำมาปะติดปะต่อกัน คงมีเพียงผู้กำกับและคนเขียนบทเท่านั้นที่จะตอบได้

แต่ผมมีความ’เชื่อ’ในแบบแรกมากกว่า เพราะถึงไม่เข้าใจภาพรวมทั้งหมดของหนัง แค่ได้มองเห็นเศษเสี้ยวส่วนหนึ่งของความสวยงาม ก็เพียงพอให้รู้สึกว่าหนังยอดเยี่ยมยิ่งใหญ่ระดับตำนาน

Alain Resnais (1922 – 2014) ผู้กำกับและนักเขียนบทสัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Vannes, Brittany เริ่มต้นจากการเป็นนักตัดต่อในช่วงกลางทศวรรษ 40s ได้รับโอกาสกำกับหนังสั้น/สารคดีสั้น ที่มีชื่อเสียงอาทิ Van Gogh (1948) [คว้า Oscar: Best Short Subject (Two-Reel)], Guernica (1950), Night and Fog (1955) ฯ ก่อนได้รับโอกาสสร้างภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก Hiroshima mon amour (1959)

แม้คนส่วนใหญ่จะถือว่า Resnais เป็นหนึ่งในผู้กำกับยุค French New Wave แต่เจ้าตัวกลับรู้สึกไม่เข้าพวกเท่าไหร่ แค่บังเอิญกำกับภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกในช่วงเวลาที่เกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงแนวคิดของภาพยนตร์ขึ้นเท่านั้น

“Although I was not fully part of the New Wave because of my age, there was some mutual sympathy and respect between myself and Rivette, Bazin, Demy, Truffaut … So I felt friendly with that team.”

Resnais ถือตัวเองเป็นพวก Left Bank (ขวาจัด) กลุ่มเดียวกับ Agnès Varda, Chris Marker ฯ สำหรับผลงานอื่นที่เด่นๆ อาทิ Muriel (1963), The War Is Over (1966), Mon oncle d’Amérique (1980), Smoking/No Smoking (1993) ฯ

สไตล์ของ Resnais ในยุคแรกๆ มีความสนใจเรื่อง ‘เวลา’ และ ‘ความทรงจำ’ ที่อยู่ในหัวสมอง ความคิด ภายใต้จิตสำนึกของมนุษย์

“I prefer to speak of the imaginary, or of consciousness. What interests me in the mind is that faculty we have to imagine what is going to happen in our heads, or to remember what has happened”.

L’Année dernière à Marienbad เป็นผลงานภาพยนตร์ขนาดยาวลำดับที่ 2 ด้วยความพยายามทำความเข้าใจกลไกทาง ‘ความคิด’ นำเสนออกมาในรูปแบบภาษาภาพยนตร์

ร่วมงานกับ Alain Robbe-Grillet (1922 – 2008) นักเขียนนิยายหนุ่ม(ขณะนั้น)ที่กำลังไฟแรง ผู้บุกเบิกยุคสมัย Nouveau Roman (ก็คล้ายๆ French New Wave แต่เป็นวรรณกรรมรุ่นใหม่) ได้รับความนิยมอย่างสูงในยุค 60s

เกร็ด: Nouveau Roman (New Novel) มีลักษณะคือ ตัวละคร เรื่องราวจะมีนัยยะเป็นสิ่งสัญลักษณ์แฝงความหมายบางสิ่งอย่าง

Resnais กับ Robbe-Grillet ถือว่าเกิดมาคู่กันโดยแท้ มีความสนใจอะไรหลายๆอย่างเหมือนกัน มองตาก็รู้ใจ ทำงานแบบเชื่อมือเข้าขาเป็นอย่างยิ่ง, เห็นว่าหลังจากทั้งคู่ได้ข้อสรุปโครงสร้างสิ่งที่จะทำ Robbe-Grillet ก็ก้มหน้าก้มตาเขียนบทอย่างละเอียด ทั้งทิศทางมุมกล้อง, การเคลื่อนไหวของนักแสดง, ลำดับการตัดต่อ ฯ เสร็จแล้วส่งให้ Resnais ที่แทบไม่จำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงอะไรทั้งนั้น นำไปใช้ถ่ายทำได้เลย เว้นบางสิ่งที่ขาดตกบกพร่อง ก็ค่อยเสริมเพิ่มเติมแต่งให้มีความสมบูรณ์ขึ้น

“Alain Resnais and I were able to collaborate only because we had seen the film in the same way from the start, and not just in the same general outlines but exactly, in the construction of the least detail as in its total architecture. What I wrote might have been what was already in [his] mind; what he added during the shooting was what I might have written. …Paradoxically enough, and thanks to the perfect identity of our conceptions, we almost always worked separately.”

หลังจากหนังสร้างเสร็จออกฉาย Robbe-Grillet ก็ได้ตีพิมพ์หนังสือนิยายจากบทภาพยนตร์เรื่องนี้ที่เขียน เพิ่มเสริมใส่ในส่วนที่ Resnais ถ่ายทำเพิ่มเข้าไป และมีภาพร่างประกอบ (คล้ายๆ Storyboard) เรียกหนังสือเล่มนี้ว่า ciné-roman (cinema novel)

นักวิจารณ์ที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ของ Robbe-Grillet ได้สังเกตพบ 2 สิ่งใหญ่ๆที่แตกต่างกัน
1. การใช้เพลงประกอบ ในหนังสือไม่รู้ว่าเขียนแนะนำอะไรไว้ แต่หนังใช้การ Solo Organ บทเพลงแนว Baroque Classic ประกอบตลอดทั้งเรื่อง
2. ช่วงท้ายของหนัง ในหนังสือจะมีฉากหญิงสาวถูกข่มขืน แต่ในหนังไม่สามารถทำให้เห็นตรงๆได้จึงมีฉากหนึ่ง กล้องเคลื่อนเข้าหาหญิงสาวอย่างเร็วหลายครั้งคราว (ให้ความรู้สึกเหมือนเธอกำลังถูกกระทำบางอย่าง)

สำหรับตัวละครทั้งหลาย เนื่องจากไม่มีชื่อเรียก ในนิยายจึงแทนด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษ
– ชายแปลกหน้า X (รับบทโดย Giorgio Albertazzi) ใบหน้าเกลี้ยงเกลา อ่อนหวาน คำพูดนุ่มนวล ออกมาจากจิตใจ
– หญิงสาว A (รับบทโดย Delphine Seyrig) สวยคมไว้ผมสั้น ทั้งภาพลักษณ์และชุดที่สวมใส่เหมือนนกน้อยที่ต้องการโบยบินเป็นอิสระ แต่กลับชอบเล่นตัวยื้อยัก ลังเลไม่แน่ใจ
– ชายที่คาดว่าเป็นสามีของเธอ M (รับบทโดย Sacha Pitoëff) ชายร่างสูงใหญ่ หน้าเหลี่ยมคม โหนกแก้มสูง ตาลึก เหมือนแวมไพร์/Count Dracula มีอำนาจควบคุมครอบงำหญิงสาว

ในปราสาทแห่งหนึ่ง ชายแปลกหน้า X ตรงเข้าไปหาหญิงสาว A พูดบอกว่าเมื่อปีก่อนพวกเขาพบเจอกันที่ Marienbad แต่หญิงสาวกลับจดจำเรื่องราวในอดีตนั้นไม่ได้เลย จึงขอให้ชายแปลกหน้าเล่าเหตุการณ์ทุกสิ่งอย่างให้ฟัง ซึ่งแท้จริงแล้วพวกเขาเคยพบเจอกันมาอีกหลายครั้ง หลายสถานที่ หลายช่วงเวลา นี่ทำให้หญิงสาวเหมือนจะค่อยๆระลึกได้ แต่ก็มักถูกขัดจังหวะโดยสามี M ที่ชวนเล่นเกมไม่เคยแพ้ สุดท้ายแล้วหญิงสาว/ผู้ชม จะสามารถรับรู้เข้าใจได้หรือเปล่า ว่านี่มันเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร?

ถ่ายภาพโดย Sacha Vierny ตากล้องขาประจำของ Resnais, งานภาพของหนังมีความแปลกประหลาดพิศดาร น่าพิศวง ยากต่อการทำความเข้าใจ ซึ่งผมขอใช้คำใบ้ของผู้กำกับที่ว่า ‘หนังคือความพยายามทำความเข้าใจ กลไกทางความคิดของมนุษย์’ ในการวิเคราะห์ค้นหาความหมายของหนังนะครับ

ถ้าเปรียบฉากภายในปราสาท กับภายในความคิดจิตใจของมนุษย์ ห้องโถง กระจก ทางเดิน จะประหนึ่งเส้นประสาท/เส้นเลือด ที่ล่อเลี้ยงส่วนของสมอง/ร่างกาย, ห้องหับต่างๆก็คือกลุ่มทางความคิด/ความทรงจำต่างๆ เช่น ห้องนองของหญิงสาว A ก็คือ ความใคร่/ต้องการ/สมเสพ, ห้องโถงแสดงละครเวที คือจินตนาการ/เพ้อฝัน/ความบันเทิง, ห้องโถงเล่นไพ่ คือตรรกะ/ทะเยอทะยาน/โลภละโมบ ฯ

การที่กล้องค่อยๆเคลื่อนเข้าไป ถ่ายเห็นผนังเพดาน แพนซ้ายขวาไปมาโดยรอบ เป็นความพยายามให้ผู้ชมเกิดสัมผัส ซึมซับรับบรรยากาศของสถานที่ (ก็คล้ายๆกับหนังของ Andrei Tarkovsky แค่เปลี่ยนจากธรรมชาติเป็นสิ่งก่อสร้าง) ในปราสาทแห่งนี้ เคยมีเรื่องราว ความทรงจำ สิ่งต่างๆเกิดขึ้นมากมาย รูปปั้นอะไรก็ไม่รู้ทั้งหลายตั้งตระหง่านคงทน เฝ้ามองกาลเวลาที่เปลี่ยนแปลง ผู้คนล้มหายตายจาก-เกิดใหม่-แล้วตายไปอีกรอบ เวียนวนเป็นวัฏจักรไม่มีที่สิ้นสุด

ผมนำภาพถ่ายสีของหนังมาให้ชมด้วย (ได้จากเว็บของ Criterion) จะได้เห็นความแตกต่างที่คุณอาจคาดไม่ถึงทีเดียว

สำหรับฉากภายนอก ถึงชื่อหนังจะคือ Marienbad (Mariánské Lázně เป็นเมือง Spa Town อยู่ที่เขต Karlovy Vary สาธารณรัฐ Czech) แต่กลับไม่เคยไปถ่ายทำยังสถานที่จริงเลย, ปราสาท/พระราชวังที่หนังใช้ถ่ายทำ ทั้งหมดอยู่ในเมือง Munich ประเทศ Germany และเป็นอดีตที่ประทับของกษัตริย์ Bavarian, House of Wittelsbach ประกอบด้วย
– Schleissheim Palace
– Nymphenburg Palace
– Amalienburg เป็น Hunting Lodge ส่วนหนึ่งของ Nymphenburg Palace ที่ซึ่ง Holy Roman Emperor Charles VII กับภรรยา Maria Amalia of Austria เคยมาประทับอาศัยอยู่
– ฉากภายในที่เต็มไปด้วยห้องโถง ทางเดิน ประตู ฯ ถ่ายทำที่ Antiquarium ส่วนหนึ่งของ Munich Residenz ปราสาทใหญ่สุดของประเทศ Germany

มีช็อตพิศวงหนึ่งของหนัง เป็นภาพ Surrealist จะเห็นเงาของผู้คนทอดยาว แต่ต้นไม้รูปทรงพีระมิดจะไม่มีเงา, หนังใช้การถ่ายตอนเที่ยงๆบ่ายๆที่จะไม่เห็นเงา ส่วนเงาของตัวประกอบทั้งหลายใช้การวาดภาพทาสี (ไม่ใช่เงาจริงๆ)

ความหมายของฉากนี้ ถ้าเราเปรียบฉากภายนอกปราสาทคือสิ่งที่มนุษย์รับรู้มองเห็นกลายเป็นความทรงจำ นี่จะคือภาพที่เกิดจากการประมวลผลของสมอง, เพราะเราไม่สามารถจดจำรายละเอียดของทุกสิ่งอย่างได้ทั้งหมด อะไรไม่สลักสำคัญจะถูกลบเลือน หรือแปรสภาพให้กลายเป็นรูปเรขาคณิตง่ายๆ เช่น สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม ทรงกลม พีระมิด ฯ

ตัดต่อโดย Jasmine Chasney และ Henri Colpi, ความพิศวงของหนัง เกิดจากการตัดต่อที่สลับไปมาระหว่าง 3-4-5 สถานที่/เรื่องราว/ช่วงเวลา ผู้ชมไม่มีทางรับรู้ได้เลยว่า อะไรเกิดขึ้นที่ไหน-อย่างไร-เมื่อใด แต่มันกลับมีความสัมพันธ์คล้ายคลึง ดำเนินเรื่องไปข้างหน้าอย่างพร้อมเพรียงกันได้

ผมว่าการที่เราจะพยายามทำความเข้าใจทีละเรื่องราว/Timeline เป็นการกระทำที่หลบหลู่ผู้สร้างอย่างมาก เพราะจุดประสงค์ของหนังไม่ได้ต้องการให้คุณเข้าใจแต่ละเรื่องราว/สถานที่/ช่วงเวลา แค่รับรู้ว่ามันมีนี่โน่นนั่นเกิดขึ้น บางสิ่งมีความคล้ายคลึง ต่อเนื่อง เหมือนกันเปะเลยยังมี, บางสิ่งแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง, หรืออะไรที่เคยพูดถึง(ตามเสียงบรรยาย)เป็นการเล่าความทรงจำ ฉากต่อๆมาก็มักนำเสนอให้เห็น ราวกลับเป็นภาพเหตุการณ์ย้อนอดีต (แต่คงไม่มีใครรับรู้ได้ว่านั่นคือ Flashback)

เพลงประกอบโดย Francis Seyrig หนังทั้งเรื่องใช้การเดี่ยวออร์แกน (ลักษณะคล้ายเปียโน แต่เล่นในโบสถ์) บทเพลงสไตล์ Baroque ให้สัมผัสทางอารมณ์ที่โหยหวนล่องลอยไปโดยตลอด จับต้องไม่ได้ แค่เคลื่อนไป โผลบิน ไม่รู้จักจบจักสิ้น, การเลือกใช้ดนตรี Baroque สร้างผลลัพท์อันทรงพลังอย่างยิ่ง สอดคล้องกับวิธีการนำเสนอที่ ภาพเคลื่อนไป เรื่องราวดำเนินไป บทเพลงล่องลอยไป ทำให้บรรยากาศของหนังมีเสน่ห์มนต์ขลังแบบประหลาด ราวกับความคิด จิตวิญญาณ และจินตนาการ

วิธีการรับชมให้เกิดความเข้าใจเศษเสี้ยวส่วนหนึ่งของหนัง คือคุณต้องสังเกตการเคลื่อนไหวของภาษาภาพยนตร์ อย่าจับจ้องอยู่แต่เนื้อเรื่องราว (นั่นเป็นสิ่งที่ครุ่นคิดไปก็เสียเวลาโดยสิ้นเชิง) ตัวละครพูดอะไร แสดงอะไรออกมา ความต่อเนื่อง เหมือน/ต่าง ค้นหาความสัมพันธ์ทุกสิ่งรอบข้าง และลองมองสถานที่คือตัวละครหนึ่งของหนังด้วยนะครับ

ถ้าวิเคราะห์ว่าหนังเรื่องนี้คือกระบวนการของความคิด-ความทรงจำ คงไม่แปลกที่จะไม่มีสีสัน (หนังถ่ายด้วยภาพขาว-ดำ) เรื่องราวกระโดดไปมาหลายช่วงเวลา (ปะติดปะต่อเหตุการณ์ที่คล้ายคลังกันจากหลายช่วงเวลา) บางสิ่งอย่างจดจำได้ไม่มีลืมเลือน บางสิ่งถึงหลงลืมแต่เมื่อได้รับการกระตุ้นก็จะหวนจดจำ

หลายครั้งในหัวสมองของเรา มักมีสิ่งให้ครุ่นคิดซ้ำไปซ้ำมาอยู่เรื่อยๆ วันนี้จะกินอะไรดี, กลับบ้านกี่โมง, เมื่อไหร่เงินเดือนจะออก ฯ การคิดตัดสินใจ หลายครั้งจะด้วยอารมณ์ความรู้สึก (Emotional) นานๆครั้งจะด้วยเหตุผล (Rational) บางสิ่งอย่างต้องการแล้วได้ครอบครอง และบางอย่างต่อให้ทำอย่างไรก็ไม่มีวันได้เป็นเจ้าของ

แล้วตัวละคร A, M, X สื่อแทนถึงอะไรกัน? นี่เป็นสิ่งที่ผมก็จนปัญญาตอบ อ่านๆดูจากหลายบทความวิเคราะห์ ที่รู้สึกใกล้เคียงสุดแต่ก็คือ
– หญิงสาว A มีลักษณะเหมือนนก ต้องการเป็นอิสระ ไม่ผูกมัดตัวเองยึดติดกับอะไรทั้งนั้น คือตัวแทนของความเพ้อฝันจินตนาการ
– สามี M ผู้ชอบควบคุมบังคับบงการ คือตัวแทนของสันชาติญาณและตรรกะ
– ชายแปลกหน้า X ผู้หลงใหลยึดติดอยู่กับอดีต คือความทรงจำ

ทั้งสามอย่างนี้คือนามธรรมที่อยู่ในสมอง/จิตใจ ของมนุษย์ทุกคน, จะเห็นว่า หญิงสาว A ถูกชายแปลกหน้า X พยายามทำให้หวนระลึงถึงเรื่องราวในอดีต ไม่ต่างกับสามี M ที่พยายามควบคุมให้อยู่ในกรอบคำสั่ง เราสามารถแปลความได้ว่า ความเพ้อฝันจินตนาการของมนุษย์ มักถูกควบคุมครองงำด้วย อดีตที่เคยผ่านมา สัญชาติญาณ และจิตสำนึก ยากนักที่จะหลุดกรอบเอาชนะ แต่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้

หลายคนอาจสงสัย สามี M ไฉนเป็นได้ทั้งสันชาติญาณและตรรกะ นี่ไม่ใช่สิ่งตรงกันข้ามกันหรอกหรือ?, ประเด็นคือมันไม่มีคำเรียกรวมของสองสิ่งนี้นะครับ กล่าวคือ M เป็นตัวแทนของสิ่งที่ควบคุม ครอบงำความคิดจิตใจของมนุษย์อยู่ ซึ่งมองได้ทั้งโดยสันชาติญาณโดยธรรมชาติ และความคิดโดยตรรกะ (นี่มาจากเกมของสามี M การเล่นต้องอาศัยตรรกะ แต่มันอาจเป็นชัยชนะโดยสันชาติญาณก็ได้ มองได้ทั้งสองสิ่ง)

ตอนจบของหนัง หญิงสาว A เลือกเดินไปกับชายแปลกหน้า X ทอดทิ้งสามี M ไว้เบื้องหลัง, ความเพ้อฝันจินตนาการ ไม่ว่ายังไงต้องมีส่วนผสมที่เกิดจาก อดีตความทรงจำ ก็คงไม่ผิดอะไร (ไม่มีใครอยู่ดีๆสามารถคิดค้นอะไรขึ้นใหม่โดยไม่มีการอิงพื้นฐานจากสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนได้แน่) ส่วนสันชาติญาณและความคิดตรรกะ เป็นสิ่งที่จินตนาการสามารถทอดทิ้งไว้เบื้องหลังได้ ไม่จำเป็นต้องถูกครอบงำ

ซึ่งชุดขนนกของหญิงสาว A น่าจะไขปริศนานี้ได้ คือมีทั้งตอนที่เธอสวมใส่ชุดสีขาวและสีดำ ดี/ชั่ว หยิน/หยาง อดีต/อนาคต เหรียญสองด้าน, จินตนาการสามารถเป็นอิสระโบยบินได้ โดยไม่ยึดติดกับอะไร

ผมรู้สึกว่าแนวคิดนี้ใกล้เคียงมากๆ แต่ถูกต้องใช่หรือเปล่าคงไม่มีใครตอบได้แล้ว (ทั้ง Resnais กับ Robbe-Grillet เสียชีวิตแล้วทั้งคู่) ทิ้งเป็นปริศนาไร้ซึ่งคำตอบ ก็ดั่งเกมที่ M ท้าดวลเล่นกับทุกคน ใช้ ไพ่/ไม้ขีดไฟ/รูปภาพ วางเรียงพีระมิดไล่ชั้นตามจำนวนเลขคี่ 1, 3, 5, 7 กติกาสามารถหยิบออกทีละกี่ชิ้นก็ได้แต่ต้องแถวเดียวกัน คนสุดท้ายที่หยิบออกจะเป็นผู้แพ้, ทุกครั้งที่ M เป็นผู้ชนะ จะมีเสียงกระซิบกระซาบดังขึ้น
– The one who starts first wins.
– The one who goes second wins.
– You must take only one stick at a time.
– You must know when to …

แต่ไม่ว่าใครจะคิดพูดอะไร ทฤษฎีเหล่านี้ล้วนผิดพลาดใช้ไม่ได้ทั้งหมด ก็เหมือนใจความของหนังเรื่องนี้ ต่อให้ใครพยายามคิดค้นหาคำตอบ ได้แนวคิดมุมมองอะไรใหม่ๆที่แตกต่างออกไป ก็ใช่ว่าจะถูกต้องได้รับชัยชนะเสมอไป

ถือเป็นความน่าทึ่งที่ต่อให้เราไม่เข้าใจว่าใจความหนังคืออะไร เรื่องราวเป็นอย่างไร แต่ก็ยังสามารถสัมผัสรับรู้ความสวยงามของหนังได้ แต่คุณอาจต้องใช้ความสามารถ ประสบการณ์ในการรับชมภาพยนตร์ค่อนข้างสูงมากๆ (จัดความยากในการรับชมที่ Veteran) ใครชอบความท้าทายนี้ไม่ควรพลาดเลย

นอกจากรางวัล Golden Lion จากเทศกาลหนังเมือง Venice แล้ว ยังได้เป็นตัวแทนของฝรั่งเศสส่งเข้าชิง Oscar: Best Foreign Language Film แต่ถึงไม่ได้เข้ารอบ กลับยังได้เข้าชิงสาขาอื่น Best Writing, Story and Screenplay – Written Directly for the Screen (พ่ายให้กับ Divorce Italian Style)

ส่วนตัวบอกไม่ถูกว่าจะชื่นชอบรังเกียจ รู้สึกยังไงต่อหนังเรื่องนี้ดี เพราะความที่ดูไม่รู้เรื่องทำให้ไม่สามารถตัดสินอะไรได้ แต่ความพิศวงงดงามในด้านศิลปะ ภาษาภาพยนตร์ต้องชมออกนอกหน้าเลยว่าสวยงามสมบูรณ์แบบมาก คงไม่มีหนังเรื่องไหนอีกแล้วที่จะทำออกมาได้ยิ่งใหญ่ขนาดนี้

แนะนำกับคอหนัง Art-House ชอบความท้าทายในการครุ่นคิด วิเคราะห์ ค้นหาคำตอบ, คอหนัง Surrealist ชื่นชอบการออกแบบ สถาปัตยกรรมสวยๆ, หลงใหลบทเพลงแนว Baroque และแฟนหนังผู้กำกับ Alain Resnais ไม่ควรพลาด

จัดเรต 13+ กับบรรยากาศที่เครียดไปเสียหน่อย

TAGLINE | “Last Year at Marienbad ของ Alain Resnais มีอะไรเกิดขึ้นก็ไม่รู้ อาจมีเกิดขึ้น ไม่มีเกิดขึ้น หรืออาจมีไม่มีเกิดขึ้นก็ได้”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | SO-SO

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of