Late Spring (1949)

Late Spring

Late Spring (1949) : Yasujirō Ozu

กำกับโดย Yasujirō Ozu หนังเรื่องแรกในซีรีย์ Noriko ที่ร่วมงานกับ Setsuko Hara ถือว่าเป็นหนึ่งในหนังดีที่สุดของ Ozu มีเรื่องราวที่แฝงแนวคิดเกี่ยวกับ’การแต่งงาน’ ทำไมคนถึงต้องใช้ชีวิตคู่และความหมายของการมีครอบครัว, คุณจะรู้สึกอิ่มเอิบไปกับเนื้อเรื่องแล้วเข้าใจความหมายของชีวิตมากขึ้น การันตีด้วยอันดับ 15 ของนิตยสาร Sight & Sound, หนังเรื่องนี้ “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

ก่อนหน้าที่จะกำกับหนังเรื่องนี้ Ozu ไม่ใช่ผู้กำกับที่มีความโดดเด่นมากนัก แม้จะมีหนังดีๆในเครดิตหลายเรื่องแต่ยังไม่ได้รับการจดจำเท่าไหร่, Ozu เริ่มทำหนังตั้งแต่ยุคหนังเงียบ ผ่านช่วงสงครามโลก และหลังสงคราม นี่คือผลงานแรกที่เราจะเริ่มเห็นความเป็นศิลปินที่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของ “Ozu Style”

ดัดแปลงมาจากนิยาย Father and Daughter ของ Kazuo Hirotsu โดย Kogo Noda นักเขียนชื่อดังที่ประสบความสำเร็จมากๆในญี่ปุ่น ก่อนหน้านี้เคยร่วมงานกับ Ozu มาตั้งแต่สมัยกำกับหนังเงียบ แต่เพราะสงครามทำให้ทั้งสองไม่ได้ร่วมงานกันมากว่า 14 ปี, Ozu พูดถึง Noda ว่า “การร่วมงานกับ Noda เราไม่เคยคุยกันเรื่องรายละเอียดในฉาก หรือเครื่องแต่งกายเลย แต่ Noda มีภาพในหัวที่ตรงกับเขา แนวคิดเราไม่เคยขัดแย้งกันเลย ขนาดว่าตัวละครควรพูดอะไร จบตรงไหน ยังคิดเหมือนกัน”

“When I work with Noda, we collaborate even on short bits of dialogue. Although we never discuss the details of the sets or costumes, his mental image of these things is always in accord with mine; our ideas never criss cross or go awry. We even agree on whether a dialogue should end with wa or yo.”

การที่ญี่ปุ่นแพ้สงครามโลก ทำให้กองทัพอเมริกันเข้ามาควบคุมอะไรหลายๆอย่าง ผลกระทบต่อวงการภาพยนตร์คือระบบ Censor หนังที่กำลังจะสร้างจะต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบ Late Spring ก็ไม่เว้น บทหนังเรื่องนี้ถูกตีกลับ เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการคลุมถุงชน (Arranged Marriage) ซึ่งกอง Censor มองว่าเป็นการนำเสนอภาพลักษณ์ทางวัฒนธรรมยุคเก่า ซึ่งบทเดิมที่ไม่ถูกอนุมัตินั้น การตัดสินใจแต่งงานของ Noriko เพราะครอบครัวบังคับ ไม่ใช่การตัดสินใจของเธอเอง ในหนังถูกเปลี่ยนเป็น พ่อเกลี้ยกล่อมด้วยเหตุผลจน Noriko เข้าใจและยอมแต่งงาน … ผมคิดว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลดีต่อหนังอย่างมาก เพราะการแต่งงานโดยถูกครอบครัวบังคับ บอกตามตรงว่าเห็นแบบนี้มามากต่อมากแล้ว (โดยเฉพาะหนัง bollywood) ถ้าเป็นเช่นนั้น Late Spring คงไม่สามารถแทรกตัวขึ้นมาจนมีโดดเด่นแบบนี้ได้

ฉากที่พ่ออธิบายเหตุผลของการแต่งงานให้ Noriko ฟัง ผมคิดว่านี่เป็นฉากสวยงามที่สุดในหนังแล้ว ความหมายของการแต่งงาน ทำไมคนถึงต้องใช้ชีวิตคู่ ฉากนี้มันยังเหมือนเป็นการอธิบายแนวคิดให้กับผู้ชม กับคนที่ยังไม่แน่ใจว่าชีวิตอยากแต่งงานไหม ให้ลองดูหนังเรื่องนี้ พอถึงฉากนี้คุณอาจจะมีแนวคิดที่เปลี่ยนไปเลยก็ได้

Setsuko Hara เธอเกิดที่ Masae Aida ที่ Yokohama เมื่อปี 1920 ก่อนหน้านี้ในยุค mid-1930s มีผลงานเป็นที่รู้จักและโด่งดังอย่างมาก คงเพราะดวงตาที่ใหญ่ จมูกโด่งผิดกับรูปลักษณ์หน้าตาของคนญี่ปุ่นทั่วๆไป (ปู่ของเธอเป็นคนเยอรมัน) ช่วงสงครามโลกเธอเล่นหนังชวนเชื่อ propaganda ให้กับกองทัพหลายเรื่อง จนได้ฉายาว่า “the perfect war-movie heroine.” หลังจากสงครามเธอยังดังขึ้นอีก Late Spring คือผลงานเรื่องแรกที่ได้ร่วมงานกับ Ozu และเรื่องแรกในบท Noriko ที่ทำให้เธอกลายเป็นดาราที่โด่งดังที่สุดของญี่ปุ่น “one of Japan’s best-loved actresses.” Ozu เคยพูดยกย่อง Setsuko ว่า

“It is rare to find an actress [like Hara] who can play the role of a daughter from a good family. Setsuko Hara is a really good actress. I wish I had four or five more like her.”

“Noriko trilogy” คือหนังที่ Setsuko Hara เล่นรับบทเป็นหญิงสาวชื่อ Noriko ในหนังของ Ozu มี 3 เรื่อง คือ Late Spring (1949), Early Summer (1951) และ Tokyo Story (1953) แต่เธอก็รับบทอื่นที่ไม่ใช่ Noriko ในหนังของ Ozu ด้วยนะครับ อาทิ Tokyo Twilight (1957), Late Autumn (1960) และ The End of Summer (1961)

สาเหตุที่ Setsuko ร่วมงานกับ Ozu หลายเรื่อง ข่าววงในคือทั้งสองกุ๊กกิ๊กเป็นคู่รักนอกจอ และว่ากันว่าเหตุผลที่ Setsuko ออกจากวงการ เพราะปีนั้น Ozu เสียชีวิต เธอจึงไม่หลงเหลือความสนใจในการแสดงภาพยนตร์อีก

ถ่ายภาพโดย Yuuharu Atsuta ผมไม่แน่ใจนี่คือการร่วมงานครั้งแรกของทั้งสองหรือเปล่า แต่นับจากนี้ “Ozu Style” เริ่มแสดงความโดดเด่น มี 2 เทคนิคการถ่ายภาพที่ปรากฏในหนัง
– อย่างแรกคือ Low angle shot (หรือ matte shot) นี่เป็นเทคนิคที่แปลกมากๆ แทบจะทุกฉากจะถ่ายภาพในลักษณะมุมเงยขึ้นเล็กน้อย ระดับสายตาเสื่อ ไม่ว่า ณ ขณะนั้นตัวละครกำลังสนทนากับใคร หรือคนหนึ่งยืนคนหนึ่งนั่ง มุมกล้องจะเงยขึ้นเล็กน้อยเสมอ (ปกติมันควรจะถ่ายภาพเงยขึ้นสำหรับคนยืน และถ่ายภาพก้มลงสำหรับคนนั่ง) มีนักวิเคราะห์คิดหาสาเหตุที่ Ozu เลือกใช้เทคนิคนี้ ว่าอาจเพราะต้องการสื่อถึงธรรมเนียมของคนญี่ปุ่น “exploiting the theatrical aspect of the Japanese dwelling.” บ้างก็ว่าต้องการให้คนดูมีมุมมอง “a viewpoint of reverence” สำหรับผมมองว่า Ozu ต้องการแสดงถึงความใกล้ชิดระหว่างหนังกับคนดู ปกติแล้วการถ่ายภาพมุมเงย มักจะทำให้ตัวละครดูใหญ่เกินจริง มีความหมายถึง การมองตัวเองเหนือกว่าคนอื่น แต่หนังของ Ozu เงยเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จนบางทีรู้สึกกล้องอยู่ระดับเดียวกับสายตาตัวละคร ทำให้คนดูรู้สึกใกล้ชิดกับตัวละคร ในระดับที่เท่าเทียมกัน เหตุผลผมใช้รองรับแนวคิดนี้ คือหนังของ Ozu มักจะเกี่ยวกับครอบครัว และเรื่องใกล้ตัวในชีวิตเราเสมอ การใช้มุมกล้องแบบนี้ก็เพื่อให้คนดูรู้สึกเหมือนตัวเอง(อาจจะ)เป็นเหมือนเรื่องราวของตัวละครที่อยู่ในหนังก็ได้

– อีกเทคนิคหนึ่ง เชื่อว่าใครๆก็รู้จัก Static shot หรือ Static camera เทคนิคนี้ Ozu ใช้มาหลายเรื่องแล้ว ใน Late Spring เรายังเห็นกล้องมีการเคลื่อนไหวอยู่บ้าง (เช่น ฉากปั่นจักรยาน) แต่ปริมาณฉากพวกนี้ได้ลดลงเรื่อยๆ จนถึงหนังเรื่อง Tokyo Story ที่ไม่มีฉากไหนอีกแล้วที่มีการเคลื่อนกล้อง เหตุผลที่ฟังดูโง่ๆที่ Ozu เคยพูดไว้ เพราะเขาไม่ใช่ผู้กำกับที่ขยันแบบ Akira Kurosawa “I’m not a dynamic director like Akira Kurosawa.” แต่นี่คงไม่ใช่เหตุผลหลักแน่ๆ มีการเปรียบเทียบถึงเหตุผลที่ Ozu ทำแบบนี้ ตั้งกล้องอยู่กับที่แล้วให้ตัวละครเดินเข้า-ออกฉาก ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังดูภาพถ่ายจากกล้องถ่ายรูป ต่างที่ภาพนี้เคลื่อนไหวได้ เชื่อว่าหลายคน เมื่อเห็นตัวละครเดินหายไปจากฉาก ก็จะคิดมากและคาดเดาไปต่างๆนานาว่ากำลังทำอะไรอยู่ จริงๆแล้วเราไม่ต้องคิดเลยครับ ไม่ต้องเข้าใจว่าตัวละครกำลังทำอะไร ผมเปรียบกับ เราไม่จำเป็นต้องรู้ทุกวินาทีของคนๆหนึ่งว่าเขาทำอะไรบ้างในแต่ละวัน รู้แค่ช่วงเวลาสำคัญๆของคนๆนั้นก็พอ เหมือนภาพถ่ายที่เก็บเฉพาะช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดเอาไว้

ตัดต่อโดย Yoshiyasu Hamamura หนังของ Ozu ถือว่ามีการตัดต่อโดดเด่นไม่แพ้กับการถ่ายภาพเสมอ โดยเฉพาะจังหวะ ที่มันต้องลงตัวเปะๆทั้งภาพ เสียง เนื้อเรื่อง Ozu เคยพูดไว้ว่า จังหวะในหนังของเขา เกิดขึ้นตั้งแต่ขั้นตอนการเขียนบท “the rhythm of each scene was decided at the screenwriting stage” และเราจะไม่เห็นการ Fade, Dissolve ในขณะตัดต่อเลย เพราะถือว่ามันจะไปขัดจังหวะความต่อเนื่องของเรื่องราว ในหนังเรื่องก่อนๆเห็นว่ามี Fade บ้าง แต่ตั้งแต่ Late Spring เทคนิคการตัดต่อแบบอื่นได้หายไปโดยสิ้นเชิง Ozu รู้สึกว่าการใช้ dissolve มันเหมือนการโกง “use of the dissolve as a form of cheating.” (คิดว่าน่าจะหมายถึง มันรู้สึกไม่เป็นธรรมชาตินะครับ) ตั้งแต่ต้นเรื่องเราจะเห็นหนังดำเนินเรื่องโดยผ่านมุมมองของ Noriko มาตลอด จนกระทั่ง ณ ขณะที่เธอยอมรับการตัดสินใจที่จะแต่งงาน มุมมองของหนังได้เปลี่ยนไป ช่วงเวลาที่เหลือคือมุมมองของพ่อ ที่นำเสนอเหตุผลเบื้องหลังของการตัดสินใจ ความจริงที่เกิดขึ้น และสิ่งที่เหลืออยู่

ในเวอร์ชั่นที่ส่งให้กอง Censor ดูนั้น ถูกสั่งให้แก้ไขหลายๆอย่าง โดยเฉพาะฉากที่ถ่ายใน Tokyo ถูกเอาออกทั้งหมด เพราะสภาพของ Tokyo ที่เป็นซากปรักหักพัง (สภาพหลังสงครามโลกครั้งที่ 2) เป็นภาพที่อาจทำให้ผู้ชมมองประเทศอเมริกาแบบเสียๆหายๆ (ก็แน่ละเพราะอเมริกาเป็นคนทิ้งระเบิด) มีฉากอื่นๆอีกมากที่ถูกกอง Censor เปลี่ยน Ozu ด้วยความหงุดหงิด เขาสร้างฉากขึ้นมาฉากหนึ่ง เป็นฉากที่ป้าของ Noriko เก็บกระเป๋าเงินได้ และเก็บไว้เป็นของนำพาโชคลาภ (good-luck charm) แต่พ่อของ Noriko บอกให้ป้าเอาไปคืน ให้ตำรวจตามหาเจ้าของ แล้วช่วยท้ายๆเรื่องปรากฏว่าป้าแกกลับไม่ได้เอากระเป๋าเงินไปให้ตำรวจ พ่อจึงต้องพูดย้ำอีกรอบให้เอาไปคืน ฉากนี้ถูกเปรียบว่า เป็นการล้อเลียนกอง Censor ที่สั่งให้ทำโน่นทำนี่แต่เขาจะไม่ทำ มีปัญหาไรไหม! “a mocking kind of partial compliance with the censorship.”

เราจะไม่เห็นหน้าชายที่จะแต่งงานกับ Noriko นี่เป็นเทคนิคที่ Ozu ชอบใช้ ไม่ใช่แค่เฉพาะในหนังเรื่องนี้ สามารถมองว่าเป็น McGuffin ประเภทหนึ่งก็ได้ สิ่งที่ถูกพูดถึงแต่ไม่เคยปรากฎให้เห็นหน้าตาว่าเป็นอย่างไร, นี่ไม่ใช่หนังรัก romantic เป้าหมายคือการเล่าถึงครอบครัว การแต่งงาน และมุมมองของคนนอกที่ส่งอิทธิพลต่อพวกเขา มันจึงไม่สำคัญว่าเจ้าบ่าวจะหน้าตาเป็นยังไง เพราะไม่มีผลอะไรเนื้อเรื่อง (กระนั้นหนังก็ใส่คำอธิบายมาว่า เจ้าบ่าวหน้าตาคล้าย Gary Cooper เฉพาะส่วนปาก) คำตอบในตอนจบต่างหาก ที่เป็นสารสำคัญของเรื่องนี้

เพลงประกอบโดย Senji Itô ในหนังของ Ozu เราจะได้ยินเพลงประกอบในช่วงระหว่างฉากเท่านั้น จะไม่มีค่อยได้ยินในช่วงที่ตัวละครแสดงอารมณ์ออกมา ผมคิดว่าเพราะเขาต้องการให้คนดูรับรู้ถึงอารมณ์ของตัวละครจากการแสดง มากกว่าได้อารมณ์ด้วยองค์ประกอบอื่น ในหนังมีการพูดถึงคีตกวีดังๆ อย่าง Listz ด้วย (คิดว่าอาจจะเป็นคีตกวีคนโปรดของ Ozu กระมัง)

มีความหมายเชิงสัญลักษณ์หลายอย่างที่เราอาจจะไม่เข้าใจว่าหมายถึงอะไร แต่คนดูสมัยนั้นน่าจะเข้าใจได้ไม่ยาก เช่น ป้ายโฆษณา Coca Cola ในฉากปั่นจักรยาน และบริเวณนั้นมีป้ายหลักกิโลเขียนไว้ด้วยว่าเป็นทางไปค่ายทหาร ป้ายนี้เป็นสัญลักษณ์ถึงการเข้ามาครอบครองของทหารอเมริกันในญี่ปุ่น (ไม่ได้มีความหมายถึงการแอบแทรกโฆษณา Coca Cola แต่อย่างใด)

เราจะเห็นหลายฉากที่แสดงถึง Tradition Japan อาทิ ปาร์ตี้น้ำชา (ตอนต้นเรื่อง), การแสดง Noh, วัดที่ Kamakura และภาพวิวทิวทัศน์ใน Kyoto นี่เป็นหนังที่บันทึกภาพในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นมากมาย องค์ประกอบพวกนี้ว่ากันว่า เกิดจากความวิตกกังวลหลังจากที่ญี่ปุ่นแพ้สงคราม อะไรหลายๆกำลังจะเปลี่ยนไป ประเพณี วัฒนธรรมที่เป็นญี่ปุ่นเป็นต้นตำรับกำลังจะสูญหา ภาพเหล่านี้จะเป็นต้องส่งต่อให้กับคนรุ่นต่อไป ให้มีโอกาสได้เห็นถึงและตระหนักในชาตินิยม

น่าเสียดายที่ฟุตเทจโตเกียวราบเรียบเป็นหน้ากลองถูกกองเซนเซอร์ตัดทิ้ง สูญหายไปแล้วนะครับ ไม่เช่นนั้นหนังเรื่องนี้จะบันทึกภาพประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์แบบจริงๆ

Late Spring เชื่อว่าหลายคนคงโดนหลอก นึกว่าเป็นหนังเกี่ยวกับฤดูอะไรสักอย่าง ไม่ใช่ครับ หนังของ Ozu หลายเรื่องวนเวียนอยู่กับการใช้ชื่อที่อิงจากฤดูกาล เช่น Early Summer, Early Spring, An Autumn Afternoon, Late Autumn ฯลฯ คงเพราะเขาต้องการเปรียบเทียบช่วงเวลาของชีวิตมนุษย์กับฤดูกาล อย่าง Late Spring เปรียบกับหญิงสาวที่เริ่มมีอายุแต่ยังไม่แต่งงาน (ในหนัง Noriko อายุ 26) หญิงสาวส่วนใหญ่ในสมัยนั้นก็ออกเรือนแต่งงานไปกันหมดแล้ว เหลือแต่ Noriko กับเพื่อนอีกคน (ที่เป็นหม้าย) ที่ยังโสดอยู่ อายุเธอถือว่า Late ไปมาก, Spring (ฤดูใบไม้ผลิ) ก็คือช่วงเวลาที่เธอยังเป็นสาวอยู่ มันเป็นเหมือนความเชื่อของคนสมัยนั้น ที่หญิงสาวต้องรีบแต่งงาน ผู้หญิงจะไม่สวยไปกว่านี้ มีแต่แก่ลงเรื่อยๆ ถ้าไม่แต่งตอนนี้ ก็คงไม่มีโอกาสอีกแล้ว … สมัยนี้อายุ 26 บางคนยังถือว่า ‘เด็ก’ อยู่เลยนะครับ คนอายุ 35-40 แต่งงานกันสมัยนี้เป็นเรื่องปกติ ผมไปอ่านเจอที่ไหนเข้าสักที่ อายุที่ผู้หญิงเหมาะกับการมีลูกที่สุด อยู่ในช่วง 25-30 ปี เพราะร่างกายจะถือว่าพัฒนาเต็มที่ ไม่เด็กหรือแก่เกินไป กำลังดี

การแสดงของ Setsuko Hara ยังคงมีเสน่ห์ ผมแทบจะไม่มองหน้าตัวละครอื่นเลยในทุกฉากที่มีเธอปรากฏอยู่ ครึ่งแรกที่ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยรอยยิ้ม มันอาจจะดู fake เล็กๆ แต่ความงดงามมันทำให้หนังเรื่องนี้สดใสมีสีสันขึ้นมาก (ทั้งๆที่เป็นหนังขาวดำ) แต่เมื่อเธอหยุดยิ้ม โลกมันก็ดูมืดมดลงทันควัน การต่อสู้ระหว่าง ขนมธรรมเนียบ กับ ยุคสมัยใหม่ หนังเรื่องนี้อยู่ในช่วงเวลาก้ำกึ่งระหว่างแนวคิดของทั้งสองยุค หนังสมัยนี้ไม่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็มักจะเป็นฝ่ายชนะ แต่กับ Late Spring ผมไม่ถือว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะ เพราะเราสามารถเข้าใจเหตุผลของทั้งสองฝ่ายได้ชัดเจน นี่คือจุดที่ทำให้หนังเรื่องนี้โดดเด่นกว่าหนังแนวเดียวกันเรื่องอื่นๆ แม้ว่าสิ่งที่พ่ออธิบายเหตุผลต่างๆนานๆเพื่อโน้มน้าว Noriko จะเป็นแม่น้ำทั้งห้าที่ชักมาเพื่อให้เธอยอมแต่งงาน กระนั้นฉากที่เธอยอมรับการแต่งงาน มันเป็นอะไรที่ยอดเยี่ยม ตราตรึง ผมลุ้นมาตลอดเรื่องไม่ให้เธอยอมรับการแต่งงาน แต่ฉากนั้นทำเอาผมใจอ่อนยอมแพ้ตามเธอเลยละครับ นี่คือจังหวะที่ผมชอบที่สุดในหนัง มันคือคำตอบของแนวคิดนี้ที่ ณ ยุคสมัยหนึ่งคือสิ่งที่ถูกต้อง ผมเชื่อว่าถ้าเหตุการณ์คล้ายๆกันนี้เกิดขึ้นสมัยนี้ คนยุคเราอาจจะมีภูมิต้านทานที่สูงขึ้น เพราะเราถูกชักนำจากสังคม และสามารถเอาตัวรอดถ้าต้องอยู่ตัวคนเดียวได้มากกว่า คนสมัยนั้นการอยู่คนเดียวโดยไม่พึ่งใครเป็นสิ่งที่ทำได้ยากมากๆ ยังไงผู้หญิงยุคนั้นก็ควรออกไปแต่งงาน ผมเชื่อแบบนี้นะครับ

การโกหกครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของพ่อ ไม่ใช่ว่าเขาอยากให้ Noriko แต่งงานออกจากบ้านไป แต่เขาไม่สามารถสู้กับอิทธิพลภายนอกได้ ในหนังคือความรำคาญของป้าที่พยายามทำตัวเป็นแม่สื่อชักนำโน่นนี่ นำแสดงโดย Haruko Sugimura ผมชอบเจ๊แกนะ หนังของ Ozu เธอมักจะได้บทคล้ายๆกัน เป็นคนที่ปากมาก จู้จี้จุกจิก ขี้บ่น เป็นตัวแทนของผู้หญิงยุคเก่า คนรอบข้างต้องหมุนรอบตัวเธอเสมอ ใน Late Spring ดูเหมือนเธอเป็นคนเดียวที่มีความสุขที่สุด การแต่งงานนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเธอเลย แค่เป็นน้องพ่อและ Noriko หลานสาว นี่แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลภายนอกมีผลกระทบต่อครอบครัวทุกบ้าน นี่ถือเป็นสิ่งที่น่ากลัวแม้ในยุคปัจจุบันก็เถอะ กระนั้นการแต่งงาน Noriko พ่อไม่แสดงท่าทีที่จะบังคับเธอเลย เราจะมองว่าอิทธิพลนี้ถึงมันจะคุกคามคนในครอบครัวมากแค่ไหน แต่การตัดสินใจมันก็ยังอยู่ที่เรา ไม่ได้อยู่ที่คนภายนอก นี่คือสิ่งสำคัญมากที่ผมอยากให้ทุกคนได้เห็น และจดจำวิธีการนี้ไว้ให้ขึ้นใจ “อย่าให้คนภายนอกมีอิทธิพลเหนือการตัดสินใจของเราเอง”

อีกสิ่งที่ผมอยากพูดถึงคือ life cycle ของหนัง เราจะเห็นตอนต้นเรื่องมีฉากที่ Noriko เจอกับเพื่อนพ่อ ทั้งสองนั่งในบาร์แห่งหนึ่ง พูดคุยกันเรื่องการแต่งงานใหม่ (remarriage) ตอนท้ายของหนัง ในบาร์แห่งเดิม พ่อและ Aya (เพื่อนของ Noriko) คุยกันเรื่องเดิม (การแต่งงานใหม่) ที่เดิม ร้านเดิม มุมกล้องเดิม จุดนี้มองได้ว่าเป็นเหมือนวัฎจักรชีวิตที่กาลเวลาผ่านไป ผู้คนเปลี่ยนไป แต่อะไรๆมันก็ไม่ได้ต่างไปจากเดิม ถ้าดูเฉพาะหนังเรื่องนี้เราอาจจะมองเห็นไม่มาก แต่กับคนที่ดูหนังของ Ozu มาหลายๆเรื่อง คุณจะพบเห็นสิ่งที่เป็น life cycle ของเขาชัดเจน มีหลายเรื่องที่มีเนื้อเรื่องคล้ายซ้ำๆ ใกล้เคียงกับของเก่า แนวคิดเดิมแต่เปลี่ยนข้อสรุป ซึ่งเขาก็เคยออกมาพูดไว้ ว่าต้องการทำหนังที่แสดงถึงวัฎจักรชีวิต ถึงการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ซ้ำเดิม  “I wanted in this picture [Early Summer] to show a life cycle. I wanted to depict mutability.” ชีวิตของมนุษย์มีไม่มาก เกิด แก่ เจ็บ ตาย แต่งงาน มีลูก มันก็มีเท่านี้แหละ หนังของเขาก็มีเรื่องราววนเวียนอยู่แค่นี้ ใครชอบก็จะชอบไปเลย ผมแนะนำให้เลือกดูเฉพาะที่เด่นๆก็พอนะครับ ถ้าดูครบทุกเรื่องคงเบื่อตายก่อนแน่ๆ

ผมแนะนำหนังเรื่องนี้ให้กับผู้ใหญ่ทุกท่าน คนที่กำลังจะแต่งงาน หรือแต่งงานแล้ว นี่เป็นหนังที่มีแนวคิดเกี่ยวกับการแต่งงานน่าสนใจมากๆ ความสวยงาม วิธีการนำเสนอ คุณภาพอยู่ในระดับ masterpiece อยู่แล้ว ยิ่งแฟนหนัง Ozu ต้องไม่พลาด ส่วนตัวผมชอบ Tokyo Story มากกว่านิดหน่อย (นักวิจารณ์แทบทุกสำนักก็เห็นตรงกัน) ไม่แน่ คุณอาจจะชอบ Late Spring มากกว่าก็ได้ จัดเรต PG … เด็กเล็กคงดูไม่เข้าใจนะครับ

คำโปรย : “Late Spring อีกหนึ่ง masterpiece ของ Yasujirō Ozu และ Setsuko Hara ในบท Noriko เรื่องราวของหญิงสาวในวัยที่ต้องแต่งงาน หนังแฝงแนวคิด เหตุผลของการแต่งงาน และบทสรุปที่ไม่ธรรมดา ตามสไตล์ของ Ozu”
คุณภาพ : RARE-GENDARY
ความชอบLOVE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of