Lawrence of Arabia (1962)

lawrance

Lawrence of Arabia (1962)

ครั้งหนึ่งในชีวิตต้องดูให้ได้ กับหนังที่มีงานภาพสวยงามที่สุดในโลก, Lawrence of Arabia โดยผู้กำกับชาวอังกฤษ David Lean นำแสดงโดย Peter O’Toole รับบท T.E. Lawrence วีรบุรุษของชาวอาหรับจากการต่อสู้กับชาวเติร์ก, ภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์สุดอลังการ การันตีด้วย 7 รางวัล Oscar รวมถึงภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี, ถ้ามีโอกาส ต้องชมหนังเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ แล้วคุณจะขนลุกไปกับความยิ่งใหญ่ที่หาไม่ได้อีกแล้วในปัจจุบัน

คนที่จะสร้างหนังเรื่องนี้ได้ มันต้องบ้าสุดๆไปเลย เรื่องราวเกิดขึ้นในทะเลทราย ไม่มีดาราดังนำแสดง ไม่มีตัวละครผู้หญิง ไม่มีเรื่องราวความรัก มีฉาก Action นิดหน่อย (จริงๆก็เยอะอยู่) แถมความยาวเกือบ 4 ชั่วโมง ใครให้ทุนสร้างก็บ้าแล้ว แต่ผู้กำกับที่คิดสร้างย่อมบ้ากว่ามาก, ถ้าไม่เพราะบารมีของ David Lean ที่สะสมมาอย่างยาวนาน และก่อนหน้าที่เขาเพิ่งทำ The Bridge on the River Kwai ประสบความสำเร็จแบบล้นหลาม Lawrence of Arabia จึงเกิดขึ้นได้จากคนบ้าสองคน (คือ David Lean และโปรดิวเซอร์ Sam Spiegel)

หลังเสร็จจาก The Bridge on the River Kwai ผู้กำกับ David Lean มีความสนใจอยากทำหนังอัตชีวประวัติสักเรื่อง เขาสนใจเรื่องราวของ Gandhi ตั้งใจให้ให้ Alec Guinness รับบทนำ ไปว่าจ้าง Emeric Pressburger ให้มาเขียนบทให้ แต่เพราะหนังใช้การเตรียมการนานเกินไป ทำให้เขาหันความสนใจไปทำอัตชีวประวัติของ T.E. Lawrence แทน

Columbia Picture มีความสนใจต้องการดัดแปลงชีวประวัติของ T.E. Lawrence มาตั้งแต่ต้นยุค 50s แต่ยังไม่มีโอกาสสักที ซึ่ง Lean และ Spiegel ถือโอกาสนี้ยื่นข้อเสนอ และได้ไปติดต่อซื้อลิขสิทธิ์หนังสือจาก A.W. Lawrence (น้องคนสุดท้องของ T.E.Lawrence ตัวจริง) เรื่อง The Seven Pillars of Wisdom ในราคา £25,000 แล้วไปว่าจ้าง Michael Wilson ให้พัฒนาบทหนังฉบับแรก, Wilson ชื่นชอบเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และการเมือง ซึ่งพอนำไปเสนอ Lean กลับไม่ถูกใจเขาเท่าไหร่ เลยไปจ้าง Robert Bolt ให้มาปรับบท โฟกัสไปที่ตัวละครมากขึ้น, ในเครดิตหนังขึ้นชื่อทั้งสองคนนะครับ เป็นการให้เกียรติคนเขียนบทอย่างมาก (ฝั่ง British มักจะเป็นแบบนี้ คือให้เครดิตนักเขียนบทแม้บทนั้นจะไม่ได้ถูกเอาไปใช้ ไม่เหมือนฝั่ง Hollywood ที่ถ้าบทของใครไม่ได้ใช้ก็จะตัดชื่อออกจากเครดิตเลย)

T.E. Lawrence นำแสดงโดย Peter O’Toole ชายผู้อาภัพรางวัล Oscar เข้าชิง 7 ครั้งไม่เคยได้สักครั้ง ถือสถิติเข้าชิงมากที่สุดแต่ไม่ได้รางวัล, ตอนนั้น O’Toole ยังไม่เป็นที่รู้จักเลยนะครับ ตอนตบปากรับบท T.E. Lawarance ก็ถูกวิพากย์วิจารณ์อย่างมาก ในเรื่องความสูง O’Toole สูง 1.87 เมตร แต่ Lawreance ตัวจริงสูงแค่ 1.64 เมตร, กระนั้นหลังจากหนังฉาย การแสดงของเขานี้ไม่เพียงแค่ทำให้ดังพลุแตก แต่ยังได้รับการยกย่องว่าเป็นการแสดงที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก

ดูแบบผิวเผิน T.E. Lawrence คือวีรบุรุษ (ฮีโร่) คนสำคัญคนหนึ่งในประวัติศาสตร์โลกที่น่ายกย่อง แต่หนังใส่ด้านมืดของชายผู้นี้เช้าไปด้วย ให้เห็นว่าต่อให้เก่งแค่ไหน ก็ต้องมีด้านมืด (ที่คนอื่นอาจมองไม่เห็น), ผมรู้สึกเหมือนเขาเป็นระเบิดเวลา ที่พร้อมจะทำอะไรบ้าๆเพื่อพิสูจน์อะไรบางอย่าง เช่น ใช้มือดับไฟก้านไม้ขีดก็ระดับหนึ่ง (เทคนิคคือ อย่าไปคิดว่ามันเจ็บ) เอาชีวิตไปเสี่ยงตายกับทะเลทราย, แต่งชุดอาหรับไปเดินในเมืองศัตรู, ทำสิ่งที่คนอื่นไม่ทำกัน ฯ นี่เขาต้องการพิสูจน์อะไร? การมีตัวตนของตนเอง? ต้องการเหนือคนอื่น? หลายๆอย่างกลายเป็นประเด็กถกเถียง ว่าแท้จริงแล้วตัวจริง T.E. Lawrence นั้นเป็นแบบนั้นไหม เช่น homosexual, sadomasochism, egotist ฯ

น่าเสียดายที่การเสียชีวิตของเขา เสียชาติฮีโร่มากๆ ชีวิตจริงก็เป็นแบบในหนังนะครับ เสียชีวิตจากอุบัติเหตุมอเตอร์ไซต์ล้ม

Omar Sharif รับบท Sherif Ali เริ่มต้นจากเป็นศัตรูกลายเป็นมิตร และกลายเป็นเพื่อนแท้ของ Lawrence, ผมเปรียบตัวละครนี้เป็นเหมือน ‘สติ’ ของ Lawrence ในสายตาคนปกติจะคิดทำอะไร นั่นจะแสดงออกมาผ่านคำพูด/การกระทำของ Sherif Ali

ตอนที่หนังออกฉากในกลุ่มอาหรับ แทบทุกประเทศจะแบนหนังเรื่องนี้เพราะถือว่าเป็นหนังที่บิดเบือนประวัติศาสตร์ เว้นแต่อิยิปต์ ที่เป็นเมืองบ้านเกิดของ Sherif Ali ซึ่งปธน. ของอิยิปต์สมัยนั้นชื่นชอบหนังเรื่องนี้ และหนังก็ฮิตถล่มทลาย ส่งผลให้ Omar Sharif โด่งดังเป็นพลุแตก กลายเป็นวีรบุรุษของชาติไปอีกคน

Alec Guinness รับบท Prince Faisal ตัวละครนี้ไม่ถึงกับโดดเด่นนัก (เผื่อใครเห็นชื่อคุ้นๆ เขาเคยรับบท Obi-Wan Kenobi ใน Star Wars ภาคแรกสุดเลยนะครับ) เป็นผู้นำชาวอาหรับที่เฉลี่ยวฉลาด มีไหวพริบ เจ้าเล่ห์เจ้ากล ผมชอบคำพูดของเขาที่ว่า ‘สงครามเป็นเรื่องของวัยรุ่น ส่วนการปกครองเป็นเรื่องของคนแก่’, ฉากช่วงท้ายหนัง Prince Faisal ได้ตอกย้ำคำพูดนี้กับ Lawrence ได้ตรงมากๆ ใครเห็นก็จะเข้าใจได้ทันที

Anthony Quinn รับบทเป็น Auda abu Tayi นี่เป็นบทที่พี่แกทุ่มเทมากๆ ถึงจะเป็นตัวละครที่ไม่ฉลาด ดูโง่ๆ แต่เย่อหยิ่งในศักดิ์ศรี และสนแต่ผลประโยชน์ของตัวเองกับพวกพ้องเป็นหลัก นี่คือตัวแทนของชาวอาหรับในมุมมองของชาติตะวันตก ที่ดูป่าเถื่อน ไร้อารยธรรม, ต้องยอมเลยว่า Quinn สมทบบทนี้ได้ดีมากๆ ผมแทบจะจำหน้าพี่แกไม่ได้ นึกว่าเป็นคนอาหรับจริงๆ เห็นว่าตอนแต่งหน้า เอารูป Auda abu Tayi ตัวจริงมาเทียบ แล้วให้ช่างแต่งหน้าทำออกมาให้เหมือนที่สุด ไปทดสอบหน้ากล้องกับ David Lean ก็จำไม่ได้ คิดว่า Quinn เป็นคนอาหรับจริงๆ

ถ่ายภาพโดย Freddie Young, ก่อนเริ่มถ่ายทำ David Lean ใช้เวลาส่วนหนึ่ง ศึกษาการถ่ายภาพจากหนังเรื่อง The Searcher ของ John Ford เพราะมีความใกล้เคียงกับหนังมากที่สุดแล้ว แต่กระนั้น Lawrence of Arabia ได้ยกระดับความสวยงามของการถ่ายภาพหนังให้สูงยิ่งๆขึ้นไปอีก ไปไกลที่สุดเท่าที่จะฟีล์มหนังจะสามารถถ่ายออกมามองเห็นได้, ภาพพระอาทิตย์ขึ้นไกลสุดปลายขอบฟ้า, ภาพทะเลทรายอันร้อนระอุ และคนกำลังขี่อูฐตรงเข้ามาไกลๆ ดูจากจอโทรทัศน์เล็กๆ มองไม่เห็น ไม่มีค่าอะไร ของแบบนี้ต้องในโรงภาพยนตร์เท่านั้น!

หนังใช้ฟีล์ม 70mm ที่มีขนาดใหญ่และขอบกว้างยาวที่สุดของฟีล์มสมัยนั้น ในโรงภาพยนตร์ ภาพเหล่านี้จะถูกขยายใหญ่ จนทำให้เราเห็นภาพขนาดเล็กจิ๋วที่อยู่ไกลสุดลูกหูลูกตาได้ชัดเจน, กับฉบับ 1080p ที่ผมโหลดมาดูนี้ นี่เป็นความละเอียดสูงสุดเท่าที่จะหาดูได้ใน Home Video ปัจจุบัน (ต่อไปคงเป็น 4k แล้วกระมัง) นี่เป็นหนังที่ต้องดูกับจอใหญ่ๆ จะเห็นความละเอียดที่คมชัด สมจริง กระนั้นเมื่อเทียบเท่ากับโรงภาพยนตร์ ย่อมสู้ไม่ได้แน่ๆ มันมีอรรถรสบางอย่างที่เราจะสัมผัสได้เฉพาะเท่านั้น นั่นคือความยิ่งใหญ่ที่สุด ที่จะทำให้คุณอ้าปากค้างกับความสวยงาม

สถานที่ถ่ายทำในทะเลทรายเลือก Morocco กับ Jordan, ทีแรกเห็นว่าจะถ่ายกันเฉพาะที่ Jordan เพราะกษัตริย์ King Hussein มีความสนใจหนังเรื่องนี้มาก ให้ความร่วมมือกับทีมงานอย่างเต็มที่ ช่วยเรื่องการขนส่ง พาไปทัวร์ที่ต่างๆเพื่อหาสถานที่ถ่ายทำ รวมถึงช่วยเรื่องสำเนียงคำพูดอาหรับสำหรับนักแสดงต่างประเทศ (ว่ากันว่าที่ต้องย้ายไป Morocco ด้วยนั้นเพราะ King Hussein ดันไปหลงรักหญิงสาวคนหนึ่งในกองถ่ายเข้า) ฉากเมือง Aqaba เห็นว่าไปสร้างเมืองทั้งเมืองขึ้นที่ตอนใต้ของ Spain บ้าน 300 หลัง ใช้งบไปไม่น้อยทีเดียว (ไม่รู้เหมือนกับว่าเซตฉากของหนังยังอยู่หรือเปล่าหรือถูกทำลายไปแล้ว)

การถ่ายทำหนังค่อนข้างจะล่าช้าไปมาก เพราะหนังเปิดกล้องแล้วแต่บทยังเขียนไม่เสร็จ ซึ่งระหว่างตอนที่ Robert Bolt เขียนบทอยู่นั้น เขาดันถูกจับในข้อหาเข้าร่วมต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์ (anti-nuclear weapons demonstration) ซึ่ง Spiegel ต้องไปเกลี้ยกล่อมให้ Bolt เซ็น sign a recognizance (สัญญาว่าจะทำตัวดีๆ ไม่ต่อต้านรัฐ) เพื่อออกจากคุกมาเขียนบทหนังให้เสร็จให้ได้

ตัดต่อโดย Anne V. Coates หนังเริ่มต้นด้วยฉากการเสียชีวิตของ T.E. Lawrence แล้วค่อยเล่าย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของการผจญภัย, การเริ่มต้นแบบนี้ถือว่าน่าสนใจทีเดียว เพราะมันทำให้เรารู้ว่าตัวเอกของหนังจะไม่ตายในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งของหนังแน่ๆ ทิ้งความคิดที่ว่าตัวละครจะตายไม่ตายไปเลย แล้วจดจ่ออยู่กับเรื่องราวและบรรยากาศของหนัง

ครึ่งแรก สำหรับคนที่ไม่ค่อยชอบดูหนังกินบรรยากาศ จะรู้สึกง่วงๆ เพราะการเล่าเรื่องช้ามากๆ มีการแช่ภาพที่ให้ตัวละครค่อยๆเดินเข้าฉากมา, เหตุที่ต้องทำให้ช้าก็เพื่อต้องการให้ผู้ชมสัมผัสกับบรรยากาศของหนังได้อย่างเต็มที่ ใครที่รู้สึกเบื่อผมแนะนำให้ไปหัดนั่งสมาธิเสียนะครับ หรือนั่งชมพระอาทิตย์ตกดินริมชายหาดแบบไม่ต้องลุกไปไหน หรือนอนนับดาวบนท้องฟ้าให้ได้สักพันดวง (หรือดูหนังเรื่อง Freelance) เพื่อว่าคุณจะสามารถสัมผัสบรรยากาศของหนังได้ ครึ่งแรกนี้ ถ่ายทอดความสวยงามที่สวยที่สุดเท่าที่กล้องถ่ายภาพจะสามารถบันทึกลงบนแผ่นฟีล์มได้เลย

ครึ่งหลังการตัดต่อจะเร็วขึ้น มีเนื้อเรื่องเข้มข้น และนำเสนอตัวละครในด้านมืดมากขึ้น, ผมดูครึ่งหลังรู้สึกว่ามันสนุกสู้ครึ่งแรกไม่ได้ เพราะหนังลด “บรรยากาศ” และเริ่ม “เล่าเรื่อง” มากขึ้น ถ้าคุณอยากดูเอาเนื้อเรื่อง ทนดูไปให้ถึงครึ่งหลังไม่ผิดหวังแน่นอน แต่คนที่ชอบดูบรรยากาศ ของดีอยู่แค่ครึ่งแรกนะครับ

เพลงประกอบโดย Maurice Jarre, เดิมทั้ง Lean ตั้งใจให้ William Walton และ Malcolm Arnold ทำเพลงให้ แต่ทั้งคู่ไม่ว่าง เลยใช้บริการของ Jarre คอมโพเซอร์ชาวฝรั่งเศส, ตอนนั้น Jarre ยังไม่เป็นที่รู้จักเท่าไหร่ แต่เมื่องานเพลงจากหนังเรื่องนี้ได้รางวัล Oscar สาขา Best Substantially Original Score จึงได้รับการกล่าวถึง ชื่นชมในระดับที่กลายเป็นตำนาน AFI มอบอันดับ 3 หนังที่มีเพลงประกอบเพราะที่สุด

ความไพเราะอลังการในเพลงประกอบ มีส่วนผสมของความตื่นเต้น ลุ้นระทึก และให้กลิ่นอายของอาหรับ (กลุ่มประเทศอาหรับ ไม่จำเป็นต้องเป็นตะวันออกกลางเท่านั้นนะครับ รวมถึงอิยิปต์, โมร็อกโก, แอฟริกาตอนเหนือด้วย) เหมือนโลกใบหนึ่งที่ยังไม่เคยถูกสำรวจ และเรากำลังก้าวออกเดินไปสู่สถานที่แห่งนี้ วินาทีแรกที่เห็น อึ้งทึ่ง อ้าปากค้าง ร้องว๊าว, คุณเห็นภาพของหนังสวยงามแค่ไหน เพลงประกอบก็สามารถอธิบายความสวยงามนั้นได้

ช็อตที่สวยงามที่สุดในหนัง (และอาจจะสวยงามที่สุดในช็อตภาพยนตร์) คือ ตอนพระอาทิตย์ค่อยๆขึ้นจากสุดขอบฟ้า เสียงดนตรีจะคลอเบาๆ จนเมื่อเราเริ่มเห็นพระอาทิตย์ เสียง Orchestra จะดังกระหึ่มก่อนตัดภาพมาที่ทะเลทราย, ช็อตนี้ทำเอาผมขนลุกซู่ สวยงามเกินคำบรรยาย ถ้าได้มีโอกาสเห็นฉากนี้ในโรงหนังนะ มันต้องสุดยอดมากๆแน่ๆ

ผมคงไม่พูดถึงประวัติศาสตร์ในหนัง เพราะไม่มีความรู้ด้านนี้ แต่เห็นว่าสงครามที่ Aqaba กับ Damascus และ Arab National Council นั้นมีอยู่จริงแน่นอน, ส่วนตัวละครในหนังมีส่วนผสมทั้งจากที่มีตัวตนจริงๆและแต่งขึ้นมา อาทิ T.E. Lawrence มีตัวจริง, Prince Faisal ก็มีจริง, ตัวละครที่แต่งขึ้นอาทิ Sherif Ali, Mr Dryden, Colonel Brighton ฯลฯ เหตุผลที่เพิ่มตัวละครแต่งขึ้นมา ก็เพื่อเสริมให้เรื่องราวมีองค์ประกอบที่สนุกขึ้น โดยเฉพาะตัวละคร Sherif Ali ถือว่าเป็นตัวละครที่มีบทสำคัญมากๆ เป็นเหมือนเพื่อนแท้ๆของ Lawrence คอยร่วมทุกข์ร่วมสุข ร่วมต่อสู้ไปจนถึงฉากสุดท้าย

แล้ว T.E. Lawrence เขาเป็นบ้าหรือยังไง? ผมคิดว่าเขาแค่ต้องการพิสูจน์การมีตัวตนของตัวเอง, ไม่มีใครมีความสุขในทะเลทราย แต่หมอนี่กลับตื่นเต้นและอยากทำทุกอย่างเพื่อประเทศอาหรับ ครั้งหนึ่งเขาให้เหตุผลที่ชอบทะเลทรายว่า “It’s clean.” มันสะอาด ในความหมายนี้ผมตีความได้คือ ความกว้างใหญ่ของมันไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าเราต้องการอยู่กับมันเราต้องต่อสู้กับมัน เอาชีวิตเป็นเดิมพัน ทุกวินาทีต้องมีสติ พลาดไปเพียงเสี้ยววินาที ทะเลทรายมันอาจจะเอาชีวิตคุณไปก็ได้ (เช่นทรายดูด, ตกอูฐ, หลงทาง ฯ) ความท้าทายนี้มันทำให้ Lawrence รู้สึกมีชีวิตชีวา เหมือนกำลังมีชีวิตอยู่, บางคนอาจมองว่าคนที่แสดงออกแบบนี้ ค่อนไปทาง sado-masochist คือชอบทรมานตนเองและดีใจที่ได้เห็นคนอื่นทรมาน ฟังดูมันอาจเป็นวิธีการที่เลวร้าย แต่คนประเภทนี้ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับสังคมนะครับ มีคนมากมายยอมติดตามเขา ทั้งๆที่มุมมองเราอาจจะมองว่าเขาบ้า แต่นั่นไม่ได้แปลว่าคนที่ตามเขาทั้งหมดเป็นคนบ้าหรอกนะ, สรุปก็คือ ผมคิดว่า T.E. Lawrence ไม่บ้าแน่นอน แค่เพียงคุณไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงทำแบบนั้นเท่านั้น

egotist นี่ชัดเจน มันคือการดั้นด้นที่จะทำ ไม่ยอมแพ้ทั้งๆที่ควรจะยอมไปนานแล้ว, ในหนังเสริมบทช่วงที่ Lawrence ถูกทหารเติร์ก จับไปเฆี่ยนตีทำร้าย นี่เป็นจังหวะที่ทำให้เขาตระหนักถึงตนเอง รู้ว่าแท้จริงแล้วตัวเองเป็นใคร ตั้งคำถามกับตัวเองว่าที่ทำไปทั้งหมดนี่เพื่ออะไร? เขาสามารถทำได้ทุกอย่างแต่มีสิ่งหนึ่งที่ทำไม่ได้ เพราะมันคือสิ่งที่ติดตัวเขามาแต่เกิดเปลี่ยนไม่ได้, หลังจากคิดได้ครั้งนี้ การกระทำของเขาก็เปลี่ยนไป เป็นเพื่อการอยู่รอดของตัวเอง จะได้ออกไปจากสถานที่แห่งนี้ แม้นี่จะสถานที่ที่เขาสร้างขึ้นมาแต่รู้แล้ว ที่นี่ไม่ใช่ที่ของเขา, ผมชอบฉาก Arab National Council จากการที่ Lawrence พยายามทำทุกสิ่งอย่างเพื่ออิสระภาพของคนอาหรับ เพื่อความเจริญรุ่งเรือง รุดหน้าเทียบเท่ากับอังกฤษ แต่พวกเขากลับไม่เข้าใจสักนิด นี่ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาต้องการ ไม่เห็นความจำเป็น ไม่มีไฟฟ้าใช้พวกเขาก็อยู่ได้ จุดนี้ตอกย้ำตัวตนของ Lawrence ว่า นี่ไม่ใช่ถิ่นที่ของเขา และที่ทำมาทั้งหมด มันก็แค่ความพอใจส่วนตัว ไม่มีใครเห็นคุณค่าใดๆเลย

ส่วน homosexual อันนี้พูดยาก ต้องสังเกตสายตา การแสดงออกเอาเอง, ฉากที่น่าจะชัดที่สุดคือตอนที่ Lawrence แต่งตัวเป็นอาหรับครั้งแรก และเขาออกทำท่าวาดมือไปมา (เหมือนผู้หญิง) พี่แกคงเป็นคนเก็บกดมีปมวัยเด็ก หรือฉากตอนที่ระเบิดรถไฟ แล้วพี่แกขึ้นไปเดินสะบิดไปมาบนหลังคารถไฟ ฉากนี้ผมรู้สึกผิดปกติมากๆ ปกติชายแท้ๆ การไปยืนบนหลังคา ก็มักจะทำท่าเท่ห์ ชูมือ ส่งเสียงหนักแน่น บ่งบอกถึงชัยชนะ แต่ Lawrence ทำยังกะเดินแฟชั่นโชว์ อ้อยอิ่งไปมา ให้เสื้อผ้าที่สวมใส่พริ้วไปมา, ผมก็ไม่รู้ทำไมผู้กำกับถึงทำให้ Lawrence แสดงออกมาแบบนั้นนะครับ เพราะมันแสดงปมรักร่วมเพศเดียวกันของตัวละครนี้

คนส่วนใหญ่ที่ดู Lawrance of Arabia แทบทั้งนั้นเมื่อเวลาผ่านไป จะพูดถึง จดจำบรรยากาศ ความสวยงาม ความอลังการที่ได้จากการรับชม น้อยคนนักจะจดจำได้ว่ามีเนื้อเรื่องราวอย่างไร ตัวละครไหนมีชะตากรรมเช่นไร, ผมก็เป็นนะครับ เคยดู Lawrence of Arabia มาเมื่อนานมากๆ หลายครั้งด้วย แต่หาได้จดจำรายละเอียดอะไรต่างๆของหนังได้เลย จำได้แค่ ภาพสวย เพลงเพราะ หนังอลังการโคตรๆ แค่นี้แหละ, ซึ่งสิ่งนี้แหละ คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้หนังได้รับการจดจำ ‘หนังที่มีงานภาพสวยที่สุดในโลก’ คงมีไม่กี่เรื่องที่จะได้รับคำยกย่องขนาดนี้ และหาได้เกินคำโฆษณาแม้แต่น้อย

ผู้กำกับที่ชื่นชมหนังเรื่องนี้แบบออกหน้าออกตา อาทิ Steven Spielberg บอกว่านี่เป็นหนึ่งในหนังโปรดที่ทำให้เขากลายมาเป็นผู้กำกับหนัง George Lucas กับฉากทะเลทรายบนดาว Tatooine ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากหนังเรื่องนี้, Sam Peckinpah, Martin Scorsese, Ridley Scott, Brian De Palma, Oliver Stone ฯ

ด้วยความยาว 227 นาที นี่เป็นหนังรางวัล Oscar ที่มีความยาวเกือบที่สุด ยาวพอๆกับ Gone With The Wind แต่ตอนนั้นก็มีข้อถกเถียงกันว่าหนังเรื่องไหนยาวกว่า เพราะเมื่อเอาฟีล์มไปวัดความยาวจริงๆ ตัด intro/outro ออก จะเห็นว่ายาวกว่า Gone With The Wind อยู่ 1 นาที แต่ภายหลังฟีล์มหนังมีความเสียหายบางส่วนที่เกิดจากความละเลยของผู้สร้าง ฉบับสุดท้ายที่กลายมาเป็น Digital มีความยาวอยู่ที่ 227 นาที สั้นกว่า Gone With The Wind ที่รวม intro/outro แล้ว 238 นาที (ถ้านับเฉพาะเนื้อหนัง Lawrence of Arabia ก็ยังยาวกว่า Gone With The Wind อยู่นะครับ)

จัดเรต 13+ กับฉากสงคราม ฆ่าฟันแฝงความรุนแรง

คำโปรย : “Lawrence of Arabia ภาพจากหนังมีความสวยงามในระดับที่สุดที่กล้องถ่ายภาพจะสามารถบันทึกได้ และเพลงประกอบที่ไพเราะที่สุดในโลก นี่คือหนังที่ต้องดูให้ได้ ห้ามตายก่อนดู ”
คุณภาพ : RARE-GENDARY
ความชอบLOVE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of