Claire’s Knee

Claire’s Knee

Claire’s Knee (1970) French : Éric Rohmer ♥♥♥♥♡

(4/1/2023) หัวเข่าของหญิงสาวชื่อ Claire สร้างความลุ่มหลงใหลให้ผู้กำกับ Éric Rohmer ครุ่นคิดแผนการเพื่อให้ได้สัมผัสลูบไล้ ไม่ได้ด้วยกิเลสตัณหา แค่ปรารถนาเติมเต็มความสุขเล็กๆของหัวใจ

ทำไมต้องหัวเข่า? ผมเชื่อว่านี่น่าจะคือคำถามตั้งแต่แรกพบเห็นชื่อหนัง ที่อาจสร้างความฉงน ใคร่อยากหามารับเชยชม หรือคนที่ดูจนจบแล้วก็อาจเต็มไปด้วยข้อสงสัย เพียงรับรู้สึกกว้างๆเป็นอวัยวะที่มีความก้ำกึ่งระหว่างกำลังจะถูกล่วงรุกล้ำ(ทางเพศ) แต่ก็ไม่เชิงว่าโดนลวนลาม

ผมมองว่าหัวเข่า (ภาษาฝรั่งเศสใช้คำว่า Genou) เป็นอวัยวะส่วนเล็กๆ พื้นที่เล็กๆ หรือก็คือความสุขเล็กๆของชายวัยกลางคนที่ไม่ได้ต้องการอะไรอย่างอื่นจาก Claire เพราะตนเองใกล้จะแต่งงานในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นระหว่างหญิงสาวกำลังสะอื้นร่ำไห้ วางมือลงมาเพื่อเป็นการปลอบประโลม ทำให้เธอชะงักงัน หยุดเศร้าโศกเสียใจ เกิดอาการระแวดระวังภัย ไม่รู้จะแสดงปฏิกิริยาอะไรใดๆ เพราะเขาไม่ได้ล่วงล้ำ หรือทำอะไรไปมากกว่าลูบไล้หัวเข่า

เกมการลูบไล้หัวเข่า เป็นเพียงแค่วันหนึ่งในปฏิทินเท่านั้นนะครับ อีก 29 วันที่เหลือราวกับกระเบื้องโมเสก ท้าทายให้ผู้ชมปะติดปะต่อเรื่องราว ครุ่นคิดค้นหาว่าเดือนพักร้อนของชายวัยกลาง ณ Lake Annecy, Haute-Savoie (ทะเลสาปขนาดใหญ่อันดับสามของฝรั่งเศส ได้รับคำชื่นชมว่า ‘Europe’s cleanest lake’) แท้จริงแล้วเขาต้องการพิสูจน์อะไรก่อนบินกลับไปแต่งงานภรรยาที่รักๆเลิกๆมาแล้วหลายครั้งครา

Claire’s Knee (1970) เป็นภาพยนตร์ที่สำแดงความปราชญ์เปรื่องของผกก. Rohmer นำเสนอด้วยวิธีการง่ายๆ แต่ท้าทายทั้งความครุ่นคิด จิตสามัญสำนึก รวมถึง ‘moral’ คุณธรรมประจำใจ หวนกลับมารับชมรอบนี้ยังทำให้ผมหลงใหลคลั่งไคล้ ชื่นชมงานภาพสวยโคตรๆของ Néstor Almendros และต้องซูฮกหนวดครึ้มการแสดงของ Jean-Claude Brialy น่าจะถือเป็นตัวตายตัวแทนผกก. Rohmer ได้ตรงๆเลยละ


Éric Rohmer ชื่อเกิด Jean Marie Maurice Schérer หรือ Maurice Henri Joseph Schérer (1920-2010) นักเขียน นักวิจารณ์ ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Nancy (บ้างก็ว่า Tulle), Meurthe-et-Moselle ในครอบครัวคาทอลิก (แต่เจ้าตัวบอกว่าเป็นอเทวนิยม) โตขึ้นร่ำเรียนประวัติศาสตร์ วรรณกรรม ปรัชญา และศาสนศาสตร์

ปล. Éric Rohmer เป็นคนไม่ชอบเปิดเผยเรื่องส่วนตัว อย่างชื่อจริงและสถานที่เกิด จงใจบอกกับนักข่าวถูกๆผิดๆ ขณะที่ชื่อในวงการเป็นส่วนผสมระหว่างผกก. Erich von Stroheim และนักเขียน Sax Rohmer (ผู้แต่ง Fu Manchu)

หลังเรียนจบ Rohmer ทำงานครูสอนหนังสือที่ Clermont-Ferrand พอสิ้นสุดสงครามโลกตัดสินใจย้ายสู่กรุง Paris กลายเป็นนักข่าวฟรีแลนซ์ ตีพิมพ์นวนิยาย Les Vacances (1946) ระหว่างนั้นเองเรียนรู้จักภาพยนตร์จาก Cinémathèque Française สนิทสนม Jean-Luc Godard, François Truffaut, Claude Chabrol, Jacques Rivette, จากนั้นเข้าร่วมนิตยสาร Cahiers du Cinéma, โด่งดังจากบทความ Le Celluloïd et le marbre (1955) แปลว่า Celluloid and Marble ทำการสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างภาพยนตร์กับศิลปะแขนงอื่น, นอกจากนี้ยังร่วมกับ Chabrol เขียนหนังสือ Hitchcock (1957) เกี่ยวกับศาสตร์ภาพยนตร์เล่มแรกๆที่ทำให้ผู้อ่านตระหนักว่า สื่อชนิดนี้ไม่ได้แค่ความบันเทิงเท่านั้น

Rohmer เริ่มสรรค์สร้างหนังสั้น Journal d’un scélérat (1950), จากนั้นเขียนบท/ร่วมทำหนังสั้นกับ Jean-Luc Godard อยู่หลายเรื่อง, จนกระทั่งมีโอกาสกำกับภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก Le Signe du lion (1959) แม้ไม่ประสบความสำเร็จสักเท่าไหร่ แต่ก็ถือว่าเป็นหนึ่งในผลงานยุคแรกๆของ French New Wave

สำหรับ Contes Moraux หรือ (Six) Moral Tales ได้แรงบันดาลใจจากโคตรหนังเงียบ Sunrise: A Song of Two Humans (1927) ของปรมาจารย์ผู้กำกับ F. W. Murnau ที่มีเรื่องราวชายหนุ่มแต่งงานครองรักภรรยา แต่แล้วถูกเกี้ยวพาราสีจากหญิงสาวอีกคนจนหลงผิด พอถูกจับได้ก็พยายามงอนง้อขอคืนดี ก่อนจบลงอย่างสุขี Happy Ending

[these stories’ characters] like to bring their motives, the reasons for their actions, into the open, they try to analyze, they are not people who act without thinking about what they are doing. What matters is what they think about their behavior, rather than their behavior itself.

Éric Rohmer

เกร็ด: คำว่า moraliste ในภาษาฝรั่งเศสไม่ได้มีความหมายแบบเดียวกับ moralist (ที่แปลว่าคุณธรรม ศีลธรรม) แต่คือลักษณะความเชื่อมั่นทางความคิดของบุคคล อาจจะอ้างอิงหรือไม่อ้างอิงศีลธรรมจรรยาของสังคมก็ได้ทั้งนั้น หรือเรียกว่าอุดมคติส่วนตน/ความเชื่อส่วนบุคคล

a moraliste is someone who is interested in the description of what goes on inside man. He’s concerned with states of mind and feelings. I was determined to be inflexible and intractable, because if you persist in an idea it seems to me that in the end you do secure a following.

สำหรับ Le Genou de Claire หรือ Claire’s Knee ผมหาข้อมูลได้แค่ว่าคือเรื่องสั้นที่ผกก. Éric Rohmer เคยครุ่นคิดเขียนไว้ตั้งแต่ก่อนเข้าสู่วงการภาพยนตร์ เกี่ยวกับชายวัยกลางคน Jérôme เดินทางมาพักผ่อนตากอากาศยัง Lake Annecy, Haute-Savoie แล้วได้พบเจอกับสองเด็กสาวอายุ 16 ปี Laura และ Claire (ในหนัง Claire ดูสูงวัยกว่า Laura) วันหนึ่งพบเห็นหัวเขาของ Claire เกิดความลุ่มหลงใหล พยายามครุ่นคิดวิธีการให้ได้สัมผัสลูบไล้

จากเรื่องสั้นที่เคยเขียนไว้ เมื่อนำมาดัดแปลงสร้างภาพยนตร์ ผกก. Rohmer เพียงเพิ่มเติมเรื่องราวนักเขียนนวนิยาย Aurora เพื่อเป็นการอธิบายเหตุผลการกระทำ/พฤติกรรมของ Jérôme (ในลักษณะวิพากย์วิจารณ์ตนเอง ตามสไตล์ของ French New Wave) และบทพูดทั้งหมดจะมีการซักซ้อม (rehearsal) และปรับแก้ไขร่วมกับนักแสดง


ระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน – 29 กรกฎาคม ค.ศ. 1970 เรื่องราวของ Jérôme Montcharvin (รับบทโดย Jean-Claude Brialy) เดินทางมาพักผ่อนตากอากาศยัง Lake Annecy, Haute-Savoie มีโอกาสพบเจอถ่านไฟเก่าก่อน เพื่อนสาวนักเขียนนวนิยาย Aurora (รับบทโดย Aurora Cornu) พักอาศัยอยู่ร่วมกับของ Madame Walter (รับบทโดย Michèle Montel) มีบุตรสาวสองคนคือ Laura (รับบทโดย Béatrice Romand) และ Claire (รับบทโดย Laurence de Monaghan)

Laura (ดูอายุน้อยกว่า Claire) เป็นเด็กสาวขี้เล่น ซุกซน แม้มีความเฉลียวฉลาด แต่ชอบทำตัวเรียกร้องความสนใจ และแอบชื่นชอบ Jérôme พยายามหาโอกาสเกี้ยวพาราสี ชักชวนมาปีนป่ายเขาสองต่อสอง ยินยอมให้เขาโอบกอดจูบ สัมผัสลูบไล้ แต่ต่างฝ่ายก็ไม่เคยเกินเลยเถิดอะไรกัน

Claire (ดูมีวัยวุฒิกว่า Laura) หญิงสาวเอวบางร่างน้อย มักมีแฟนหนุ่มคอยประกบอยู่ไม่ห่าง จึงแทบไม่มีโอกาสสนิทสนมกับ Jérôme จนกระทั่งวันหนึ่งระหว่างปีนบันไดเก็บผลไม้ หัวเข่าของเธอสร้างความลุ่มหลงใหลให้กับเขา เกิดความใคร่อยากสัมผัสลูบไล้ เพื่อตอบสนองความพึงพอใจเล็กๆของตนเอง


Jean-Claude Brialy (1933 – 2007) นักแสดง/ผู้กำกับสัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Aumale, French Algeria บิดาเป็นผู้หมวดประจำการอยู่ Algeria ทำให้ต้องเข้าโรงเรียนในกองทัพ ค้นพบความชื่นชอบด้านการแสดงตั้งแต่เด็ก พอเติบโตขึ้นเมื่อมีโอกาสหวนกลับฝรั่งเศส สามารถสอบเข้า East Dramatic Arts Center แล้วมีผลงานละครเวที ซีรีย์โทรทัศน์ เข้าสู่วงการภาพยนตร์พร้อมๆผู้กำกับรุ่น French New Wave ผลงานเด่นๆ อาทิ A Woman Is a Woman (1961), Claire’s Knee (1970), Le juge et l’assassin (1976), Les innocents (1987) ฯ

รับบท Jérôme Montcharvin นักการทูตชาวฝรั่งเศส ผู้มีวาทะศิลป์เป็นเลิศ ดูเป็นคนไม่น่าจะสามารถลงหลักปักฐาน แต่กำลังเตรียมแต่งงานกับแฟนสาวที่รักๆเลิกๆมาหลายปี ระหว่างพักผ่อนยังบ้านพักริมทะเลสาป Lake Annecy (วางแผนประกาศขายบ้านแห่งนี้) มีโอกาสพบเจอถ่านไฟเก่า Aurora ที่พยายามทำตัวเป็นแม่สื่อ ชี้ชักนำพาให้เขาเกี้ยวพาราสี Madame Walter (จริงๆคือต้องการจะกลั่นแกล้ง ท้าทายศีลธรรมประจำใจของเขา) รวมถึงเด็กหญิงสาวทั้งสอง Laura และ Claire เพื่อว่าเมื่อรับฟังเรื่องบอกเล่า คำอธิบายที่เต็มไปด้วยข้ออ้างโน่นนี่นั่น อาจกลายเป็นแรงบันดาลใจเขียนนวนิยายเล่มใหม่

หนวดเคราดกดำของ Brialy สร้างความน่าจดจำให้ตัวละครนี้อย่างมากๆ แม้ดูรกๆแต่ปกคลุมด้วยเสน่ห์ชวนหลงใหล ไหนจะวาทะศิลป์คมคาย แสดงถึงความเฉลียวฉลาดปราชญ์เปรื่อง รวมถึงสัมพันธ์ภาพกับสาวๆอย่างสนิทสนมแนบเนื้อ นั่นเพราะเขาเป็นบุคคลยึดถือมั่นใน ‘moral’ อย่างแรงกล้า จึงสามารถแสดงออกภาษากาย กอดจูบลูบไล้ อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ

เมื่อตอนรับชมครั้งแรกๆ ผมมีความโคตรฉงนสงสัยว่าการสัมผัสแนบเนื้อมันมากเกินไป ‘sexual harassment’ หรือไม่? แต่วัฒนธรรมฝรั่งเศสก็แบบนี้กระมัง ชนแก้มจุมพิต สะท้อนถึงสิทธิเสรีภาพ เสมอภาคเท่าเทียมระหว่างชาย-หญิง ใครเคยรับชมผลงานอื่นๆของผกก. Rohmer ก็คงตระหนักว่านั่นคือวิธีสื่อสารภาษากาย ไม่ได้แปลว่าตัวละครต้องมีอารมณ์ หรือล่วงละเมิดทางเพศประการใด!

ตัวละครของ Brialy ผมมองว่าคือตัวตายตัวแทนของผกก. Rohmer น่าจะชัดเจนที่สุดในบรรดา ‘Six Moral Tales’ เป็นบุคคลผู้มีความเฉลียวฉลาด วาทะศิลป์เป็นเลิศ ชอบสังเกตสิ่งเล็กๆน้อยๆ กระตุ้นความฉงนสงสัย จากนั้นต้องการท้าพิสูจน์ว่าจะสามารถทำอะไรกับมันได้หรือเปล่า ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ไม่ต่างจากเขาพยายามสรรหาข้ออ้าง ชักแม่น้ำทั้งห้า เพื่อให้ได้สัมผัสลูบไล้หัวเข่า ท้าทายขนบวิถี ‘moral’ ของชนชาวฝรั่งเศส


Aurora Cornu (1931-2021) นักเขียนนวนิยายชาว Romanian เกิดที่ Provița de Jos, Prahova County ด้วยความเป็นเด็กรักอิสระ พยายามหนีออกจากบ้านถึงสามหน ครั้งสุดท้ายตอนอายุ 14 ก็ไม่เคยหวนกลับมา ถูกรับเลี้ยงโดยลุง สำเร็จการศึกษาสาขาวรรณกรรม Mihai Eminescu Literary School ณ Bucharest, จากนั้นทำงานแปลบทกวีให้นิตยสาร Viața Românească, ช่วงกลางทศวรรษ 60s ย้ายมาลงหลักปักฐานกรุง Paris ได้รับการชักชวนจากผู้กำกับ Éric Rohmer แสดงภาพยนตร์ Claire’s Knee (1970)

รับบท Aurora นักเขียนนวนิยาย ถ่านไฟเก่าของ Jérôme มีความสนิมสนมชิดเชื้อกันตั้งแต่วัยรุ่น เมื่อมีโอกาสพบเจอกันยัง Lake Annecy หวนระลึกความหลัง และพยายามกลั่นแกล้งท้าทาย ‘moral’ ด้วยการเป็นแม่สื่อให้ Madame Walter รวมถึงผลักดันให้เขาสานสัมพันธ์กับสองเด็กสาว Laura และ Claire เพื่อความบันเทิง เพลิดเพลินส่วนตัว

แม้แรกๆผมรู้สึกว่า Cornu ยังมีความเขินอายจากการถูกแนบเนื้อชิดใกล้ Brialy (จะมองว่าไม่ได้พบเจอกันมานาน เลยมีความตะขิดตะขวงใจกันนิดหน่อย) แต่สักพักก็จะเริ่มชินชาและดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น ถึงอย่างนั้นน้ำเสียงพูดของเธอกลับมีเพียงโทนเดียว เหมือนคนกำลังอ่านหนังสือ ไม่ได้มีสีหน้าหรืออารมณ์ร่วมสักเท่าไหร่ (นี่อาจสำหรับคนพอฟังภาษาฝรั่งเศสเริ่มรู้เรื่องแล้วนะ)

ก็แน่ละ Cornu ไม่ใช่นักแสดง และก็ไม่ได้พยายามจะเป็นนักแสดง เธอเล่นเป็นตัวตนเอง (อาจจะเล่นฟรี ไม่ได้ค่าตัวด้วยซ้ำนะ) ครุ่นคิดแสดงความคิดเห็นใน’มุมมอง’ของนักเขียนนวนิยาย นั่นน่าจะคือเป้าหมายของผกก. Rohmer เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ‘authentic’ ให้กับตัวละครนี้


Béatrice Romand (เกิดปี 1952) นักแสดงสัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Birkhadem, French Algeria ด้วยความฝันอยากเป็นนักแสดง เดินทางมาออดิชั่น ได้รับเลือกและกลายเป็นนักแสดงขาประจำของผู้กำกับ Éric Rohmer อาทิ Claire’s Knee (1970), Love in the Afternoon (1972), The Green Ray (1986) ฯลฯ

รับบท Laura เด็กหญิงสาวแรกรุ่น (ดูน่าจะอายุ 15-16) หน้าตาบ้านๆ แต่มีความเฉลียวฉลาด ชอบทำตัวเหมือนผู้ใหญ่ แอบชื่นชอบผู้ชายสูงวัยกว่าอย่าง Jérôme พยายามเกี้ยวพาราสี หาโอกาสให้ได้อยู่สองต่อสอง แต่กลเกมของเธอคือยั่วหยอก หลอกให้ตายใจ แล้วตีจากไป (ด้วยการคบหาอีกเพื่อนชาย เพื่อให้ Jérôme เกิดความอิจฉาริษยา)

การแสดงของ Romand ถือว่าน่าประทับใจมากๆ คือเด็กสาวในอุดมคติของผกก. Rohmer ที่ทั้งเฉลียวฉลาด สวยปานกลาง และรู้จักการละเล่นกลเกม(ระหว่างชาย-หญิง) สนเพียงกระทำสิ่งตอบสนองความพึงพอใจ นั่นทำให้หนุ่มๆส่วนใหญ่หลงมนต์เสน่ห์ (แต่ไม่ใช่สำหรับบุคคลหนักแน่นด้วย ‘moral’ อย่าง Jérôme) ตัวจริงก็อย่างคลิปออดิชั่น ไม่แตกต่างจากตัวละครรับบทสักเท่าไหร่

ตัวละคร Laura ผมมองว่ามีความน่าสนใจที่สุดของหนัง ไม่ใช่แค่เกมที่เธอละเล่นกับ Jérôme แต่ยังการแสดงสีหน้า อากัปกิริยา และภาษากาย สัมผัสเนื้อต้องตัวโดยไม่ตะขิดตะขวงใจ ผู้ชมส่วนใหญ่น่าจะเกิดความกระอักกระอ่วน เพราะรู้สึกว่ามันหมิ่นเหม่ต่อการล่วงละเมิดทางเพศ แต่จริงๆมันกลับตารปัตรกันนะครับ เพราะฝ่ายชายไม่ได้ครุ่นคิดอะไร เด็กสาวต่างหากละที่เคลิบเคลิ้มหลงใหล พยายามฉกฉวยโอกาสเสียมากกว่า … เมื่อตอนที่ Jérôme แสดงสีหน้าบึ้งตึง นั่นคือเพิ่งตระหนักว่าตนเองโดนเด็กล่อหลอกเรียบร้อยแล้ว! ครึ่งหลังต่างฝ่ายจึงพยายามรักษาระยะห่าง จบเกมด้วยชัยชนะของเด็กสาว

Laurence de Monaghan (เกิดปี 1954) นักแสดงสัญชาติฝรั่งเศส ระหว่างมาท่องเที่ยวพักร้อนอยู่แถวๆ Lake Annecy พบเจอโดยผู้กำกับ Éric Rohmer ชักชวนมาแสดงภาพยนตร์ Claire’s Knee (1970) จากนั้นมีผลงานภาพยนตร์ โทรทัศน์อีกหลายเรื่อง ก่อนตัดสินใจรีไทร์เมื่อปี ค.ศ. 1981 เพื่อดำเนินตามความฝัน อาชีพทนายความ

รับบท Claire พี่สาวต่างบิดาของ Laura รูปร่างผอมเพียว ชอบสวมใส่กระโปรงสั้น ดูเป็นคนพูดน้อย ชอบใช้อารมณ์ มักพบเห็นอยู่เคียงข้างแฟนหนุ่ม Gilles (รับบทโดย Gérard Falconetti) ไม่ได้เหมือนน้องสาวที่แสดงความใคร่สนใจ Jérôme แต่เพราะครั้งหนึ่งเกิดเหตุการณ์บางอย่างทำให้ทั้งสองติดฝนอยู่ด้วยกัน เข่าของเธอนั้นจึงถูกสัมผัสลูบไล้ บอกไม่ถูกว่าควรแสดงปฏิกิริยาออกมาเช่นไร

แซว: ทั้งๆที่ Monaghan อายุน้อยกว่า Romand แต่กลับดูเหมือนพี่สาว แก่กว่า 1-2 ปี

แม้ตัวละครเป็นถึงชื่อหนัง แต่การนำเสนอกลับทำให้เธอดูราวกับวัตถุทางเพศ ‘object of desire’ กว่าจะปรากฎตัวออกมาก็เกือบๆกลางเรื่อง (ถ้าไม่นับภาพถ่าย ก็นาทีที่ 47) แถมแทบไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์อะไรกับ Jérôme ส่วนใหญ่เป็นการแอบจับจ้องมอง ‘male gaze’ และบทสนทนาสั้นๆ

ทั้งๆมีความสวยสาว สามารถเป็น ‘Queen Bee’ แต่กลับติดตามตูดแฟนหนุ่มหล่อ โดยไม่สนว่าอีกฝั่งฝ่ายจะเคยแอบไปทำอะไร (คล้ายๆกับ Laura เพราะขาดความอบอุ่นจากบิดา จึงพยายามมองหาชายสักคนที่สามารถเป็นที่พึ่งพักพิง) มุมมองของ Jérôme จึงแทบไม่พบเห็นว่าเธอมีความน่าสนใจอะไร ‘stereotype’ ตามแบบเด็กสาววัยรุ่นทั่วไปๆ นอกเสียจากหัวเข่าอันโหนกนูน เต็มไปด้วยแรงดึงดูด ใคร่อยากสัมผัสลูบไล้


ถ่ายภาพโดย Néstor Almendros (1930 – 1992) ตากล้องยอดฝีมือสัญชาติ Spanish แต่ไปเติบโตยังประเทศ Cuba หลบหนีสู่ฝรั่งเศสช่วง Cuban Revolution (1953-59) กลายเป็นขาประจำของ Éric Rohmer, François Truffaut ทั้งยังมีผลงานอมตะอย่าง Days of Heaven (1978), The Wild Child (1970), Kramer vs. Kramer (1979), The Blue Lagoon (1980), The Last Metro (1980), Sophie’s Choice (1982) ฯ

หลายคนอาจยกให้ผลงานชิ้นเอกของ Almendros คือตอนถ่ายช่วงเวลาแสงทอง ‘Golden Hour’ ให้กับ Days of Heaven (1978) แต่ส่วนตัวมีความชื่นชอบ Claire’s Knee (1970) ที่สามารถถ่ายทอดทิวทัศน์โดยรอบ Lake Annecy พร้อมเทือกเขาสูงใหญ่ตั้งตระหง่าน มอบสัมผัสอันหนักแน่น มั่นคง ทรงพลัง ราวกับภาพวาดงานศิลปะ Impressionist

น่าจะเหตุผลเดียวกับ La Collectionneuse (1967) ที่ผกก. Rohmer เลืองถ่ายทำด้วยฟีล์มสี Eastmancolor และอัตราส่วนภาพ Academy Ration (1.37:1) ก็เพื่อให้มีลักษณะเหมือนเฟรมผ้าใบ สำหรับใช้วาดภาพงานศิลปะ

the presence of the lake and the mountains is stronger in color than in black and white. It is a film I couldn’t imagine in black and white. The color green seems to me essential in that film … This film would have no value to me in black and white.

Éric Rohmer

ความงดงามของ Lake Annecy, Haute-Savoie ราวกับโปสการ์ดสวยๆ แม้กาลเวลาทำให้สีตก/ฟีล์มเสื่อมสภาพ แต่ก็ยังมีคงสวยล้ำ (ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะแล้วนะครับ คุณภาพหนังถือว่าดูดีมากๆ) เหตุผลของการเลือกสถานที่ที่รายล้อมรอบ มองไปทางไหนก็พบเห็นทิวเขาสูงตระหง่าน ผมครุ่นคิดว่าน่าจะแฝงนัยยะถึง ‘กำแพงศีลธรรม’ หรือคือ ‘moral’ ของตัวละคร Jérôme ที่มีความหนักแน่นมั่นคง(ประดุจภูผา) แม้พบเห็นพฤติกรรมหมิ่นเหม่ กอดจูบลูบไล้ สัมผัสหัวเข่า ก็ไม่ทำให้เขาเกินเลยเถิด ‘sexual harassment’ ล่วงละเมิดทางเพศฝั่งฝ่ายตรงข้าม

It’s too beautiful for me to work well.

Aurora Cornu

ชุดของหนุ่มๆสาวๆ มีความโดดเด่น เทรนด์แฟชั่น ทันยุคสมัยนั้น

  • ขณะที่ Aurora มักสวมชุดลายดอก กระโปรงยาวปิดเข่า แสดงถึงความเป็น bohémien รักอิสระ ชื่นชอบทำสิ่งต่างๆตามความต้องการของหัวใจ
  • Laura และ Claire มักสวม miniskirts หรือกางเกงขาสั้น ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของ Swinging Sixties (หรือ Swinging London)
    • การสวมใส่กระโปรงหรือกางเกงสั้นเหนือหัวเข่า เพราะหนังชื่อ Claire’s Knee ใครๆย่อมจับจ้องมองอวัยวะส่วนนี้เป็นพิเศษ
  • ขณะที่ชุดว่ายน้ำ Two Pieces หรือ Bikini เริ่มได้รับความนิยมในฝรั่งเศสตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 50s
    • จริงๆแล้ว bikini มีประวัติยาวนานตั้งแต่ยุคสมัยโรมัน แต่เริ่มนับ ‘modern bikini’ จากการออกแบบของ Jacques Heim ดีไซเนอร์ชาวฝรั่งเศส ออกแบบชุดว่ายน้ำ two-piece เมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1946
    • ส่วนคำเรียกกลับมาจากวิศวกรรถแข่ง Louis Réard นำเอาชุด two-piece ของ Heim มาให้นางแบบนู้ด Micheline Bernardini สวมใส่ในงานเปิดตัวรถแข่งใหม่ 5 กรกฎาคม ค.ศ. 1946 ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนหน้าการทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ชื่อว่า Bikini Atoll พอหนังสือพิมพ์พาดสองหัวข่าวติดๆกัน คนเลยมักเรียกชุด two-piece ดังกล่าวว่า bikini

เกร็ด: แฟชั่นสตรีก่อนทศวรรษ 60s เท่าที่ผมลองค้นหาข้อมูล พบว่าไม่เคยมีการนุ่งสั้นเหนือหัวเข่ามาก่อน นี่น่าจะเป็นยุคสมัยแรกๆ (Swinging Sixties เรียกว่าช่วงเวลาแห่ง Sexual Liberation) ซึ่งอาจคือหนึ่งในแรงบันดาลใจผกก. Rohmer พบเห็นแล้วอยากสัมผัสลูบไล้เสียจริง!

ภาพวาดฝาผนังของทหารถูกปิดตา อ้างอิงจากมหากาพย์ Don Quixote (1605-15) ซึ่งสะท้อนปรัชญาของ ‘Six Moral Tales’ พระเอกของผกก. Rohmer ต่างมืดบอด/มัวเมาต่อความต้องการของตนเอง ดำเนินไปข้างหน้าโดยไม่รับรู้ว่าจะพบเจออะไร

The heroes of a story are always blindfolded. Otherwise, they wouldn’t do anything.

Aurora Cornu

ซึ่งในกรณีของ Claire’s Knee (1970) ก็คือเรื่องราวของ Jérôme พยายามครุ่นคิดหาวิธี ต้องการสัมผัสลูบไล้หัวเข่าของเด็กสาวชื่อ Claire ไม่รับรู้ว่าจะทำยังไงจนกระทั่งโชคชะตานำพาไป

ในห้องของ Laura มีภาพวาด Quand te maries-tu ? (1892) แปลว่า When will you marry? ผลงาน Post-Impressionist ในลักษณะ ‘primitive art’ ของจิตรกร Paul Gauguin เมื่อครั้นเดินทางไปหมู่เกาะ Tahiti (สมัยนั้นคืออาณานิคมของฝรั่งเศส) ปัจจุบันเป็นหนึ่งในภาพวาดราคาแพงที่สุดในโลก ($210 ล้านเหรียญ)

จะว่าไปเรื่องราวของสาวๆในหนัง (ประกอบด้วย Aurora, Madame Walter, Laura และ Claire) ล้วนมีปมความรัก ขาดบุรุษสำหรับพึ่งพักพิง เลยพยายามเสาะแสวงหา ใครสักคนสำหรับครองคู่แต่งงาน!

ไคลน์แม็กซ์ของครึ่งแรกคือการเดินเท้าสามชั่วโมงมาจนถึงจุดชมวิว Col de l’Aulp (ปัจจุบันยังคงเป็นสถานที่ที่มีการอนุรักษ์ไว้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำหรับนักเดินเขา และมีเส้นทางสำหรับปั่นจักรยาน) จากนั้น Laura ก็พยายามเกี้ยวพาราสี ยินยอมปล่อยให้ Jérôme กอดจูบลูบไล้ แต่ทั้งหมดเป็นเพียงกลเกมของเด็กหญิง ลวงหลอกให้อยากแล้วจากไป … ถึงอย่างนั้น Jérôme ก็ไม่ได้รับรู้สึกอะไร เพราะ ‘moral’ ประจำใจของเขามีความมั่นคงประดุจภูผา

ตรงกันข้ามกับไคลน์แม็กซ์ครึ่งหลัง ขับเรือแวะจอดยังศาลาหลังน้อย ระหว่างฝนตกพรำ พร้อมๆการร่ำไห้ของ Claire จากนั้น Jérôme ทำการปลอบประโลม และเพียงนำมือมาวางบนหัวเข่า สร้างความกระอักกระอ่วน อ้ำๆอึ้งๆให้ฝ่ายหญิงสาว แต่ตัวเขารู้สึกพึงพอใจที่ได้เติมเต็มความสุขเล็กๆ

สังเกตความแตกต่างระหว่างสองไคลน์แม็กซ์นี้ไหมเอ่ย?

  • ครึ่งแรกพื้นหลังพบเห็นเทือกเขาสูงใหญ่ตั้งตระหง่านแสงแดดสาดส่อง, ครึ่งหลังยังศาลาหลังน้อย ยามฝนพรำ ท้องฟ้ามืดครื้ม
  • Laura มีความสุขจากการพยายามล่อหลอก/เกี้ยวพาราสี Jérôme ที่จะมีสีหน้านิ่วคิ้วขมวดหลังจากนั้น, ครึ่งหลังระหว่าง Claire กำลังเศร้าโศกเสียใจ Jérôme วางมือลงบนหัวเข่า ลูบไล้จนบังเกิดความพึงพอใจ
  • ครึ่งแรก Jérôme กอดจูบลูบไล้ Laura จนกระทั่งเธอผลักไสออกห่างเพื่อพูดบอกบางอย่าง, ครึ่งหลังเขาไม่เคยแตะเนื้อต้องตัว Claire จนกระทั่งวางมือลงบนหัวเข่า
  • ขณะที่ Jérôme สวมใส่ชุดสีเข้มๆคล้ายๆกัน Laura สวมเสื้อสีสว่าง (เจิดจรัสเปร่งประกาย), Claire สวมชุดสีเข้ม ทับด้วยแจ็กเก็ต (ดูอมทุกข์โศก)

ความลุ่มลึกล้ำของหนัง เริ่มต้นตั้งแต่การตั้งชื่อ Claire’s Knee ซึ่งสร้างความฉงนสงสัยให้ผู้ชม ใครกันคือ Claire? กว่าเธอจะปรากฎตัวก็กว่า 40+ นาที ต่อจากนั้นก็จับจ้องมองหัวเข่าของหญิงสาว มันจะมีเหตุการณ์อะไรบังเกิดขึ้นหรือเปล่า

เชื่อว่าผู้ชมส่วนใหญ่ (รวมถึงตัวผมเอง) เมื่อเห็นชื่อหนัง ‘หัวเข่าของ Claire’ ก็มักจับจ้องตาเป็นมัน (เอาจริงๆก็ตั้งแต่ Laura เพราะเธอก็ชอบสวมใส่กระโปรงสั้นๆ) อยากรับรู้มากๆว่ามันมีอะไรน่าสนใจ จนกระทั่งวินาทีนี้ที่ Jérôme เงยหน้าขึ้นพอดิบพอดีหัวเข่าของหญิงสาว ทำให้บังเกิดความลุ่มหลงใหล อยากสัมผัสลูบไล้ แต่ก็มิอาจเพ่งมองอยู่นาน เพราะมันมิใช่กาลเทศะอันเหมาะสมควรสักเท่าไหร่

และอย่างที่อธิบายไปแล้วว่าทิวทัศน์เทือกเขาคือตัวแทน ‘moral’ อันสูงส่งของ Jérôme ซึ่งช็อตนี้ต้องชมเลยว่าเลือกมุมกล้องได้อย่างพอดิบพอดี ประกอบพื้นหลังลิบๆคือสิ่งที่ทำให้เขาสามารถหยุดยับยั้งชั่งใจ จ้องมองเพียงชั่วครู่ และยังไม่เอามือไปสัมผัสลูบไล้ (ถ้าไม่มีเทือกเขาแห่งศีลธรรม Jérôme ก็คงยกมือลูบไล้หัวเข่าของ Claire ตั้งแต่ฉากนี้แล้วนะ)

Claire’s Knee

ตัดต่อโดย Cécile Decugis อีกหนึ่งขาประจำของผู้กำกับรุ่น French New Wave โด่งดังจาก Breathless (1960), Shoot the Piano Player (1960), แล้วกลายเป็นขาประจำผู้กำกับ Éric Rohmer ตั้งแต่ My Night at Maud’s (1969), Claire’s Knee (1970), Love in the Afternoon (1972) ฯลฯ

เรื่องราวดำเนินไปในระยะเวลา 1 เดือนเต็ม (29 มิถุนายน – 29 กรกฎาคม ค.ศ. 1970) โดยจะมีตัวอักษรเขียนข้อความพร้อมพื้นหลังสีชมพูปรากฎขึ้นทุกๆวัน นำเสนอผ่านมุมมองสายตาตัวละคร Jérôme Montcharvin และถ้าใครช่างสังเกตจะพบว่าในแต่ละวัน จะมีเพียงเหตุการณ์เดียวที่เกิดขึ้นเท่านั้น (บางวัน Long Take ช็อตเดียวก็ยังมี!)

ผมคงไม่ลงรายละเอียดในแต่ละวันว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบาง แต่จะกล่าวถึงภาพรวมๆซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็นครึ่งแรก (Laura) และครึ่งหลัง (Claire)

  • ครึ่งแรกเรื่องราวของ Laura
    • อารัมบท, Jérôme ล่องเรือมาถึง Lake Annecy และบังเอิญพบเจอกับ Aurora พูดคุยสนทนา ชักชวนกันมาบ้านพักอาศัยของตนเอง
    • เมื่อครั้น Jérôme เดินทางมาถึงบ้านพักของ Aurora พบเจอกับ Madame Walter และบุตรสาว Laura
    • Aurora พยายามเป็นแม่สื่อให้ Jérôme คบหากับ Madame Walter และบุตรสาว Laura
    • Laura แอบชื่นชอบพอ Jérôme จึงพยายามหาโอกาสอยู่เคียงข้างสองต่อสอง นัดหมายพากันไปปีนป่ายขึ้นเขา
    • แต่หลังจากกลับมาจากทริปนั้น ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็เริ่มเหินห่าง
  • ครึ่งหลังเรื่องราวของ Claire
    • การมาถึงของ Claire ไม่ได้สร้างความสนอกสนใจแก่ Jérôme สักเท่าไหร่
    • กระทั่งวันหนึ่งระหว่าง Claire (และแฟนหนุ่ม) กำลังปีนป่ายเก็บผลไม้ ทำให้ Jérôme เกิดความลุ่มหลงใหลในหัวเขาของเธอ
    • Jérôme นำความไปพูดคุยกับ Aurora เธอจึงช่วยหาโอกาสให้เขาได้สัมผัส แต่นั่นหาใช่สิ่งที่ตนเองต้องการไม่
    • จนครั้งหนึ่ง Jérôme แอบพบเห็นแฟนหนุ่มของ Claire กอดจูบกับหญิงสาวอีกคน และเมื่อมีโอกาสอยู่สองต่อสองระหว่างติดฝน พูดบอกเล่า และปลอบประโลมด้วยการวางมือบนหัวเขา
    • ปัจฉิมบท, Jérôme เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้กับ Aurora แต่หลังจากเขาเดินทางกลับ เธอก็พบเห็น Claire กำลังคืนดีกับแฟนหนุ่ม

การดำเนินเรื่องลักษณะดังกล่าว ทำให้หนังดูเหมือนหนังสือ/นวนิยาย โดยสามารถเปรียบเทียบแต่ละวัน ก็คือแต่ละบทแต่ละตอน (Chapter) ดำเนินไป! เอาจริงๆผมมองว่ามันก็ไม่ได้มีความจำเป็นสักเท่าไหร่ เพียงลูกเล่นลีลาของผกก. Rohmer ต้องการท้าทายแนวคิดวรรณกรรมซ้อนวรรณกรรม (คือจะมองว่าภาพยนตร์เรื่องนี้คือจดบันทึกประจำวันของ Aurora จากการรับฟังเรื่องเล่าของ Jérôme ก็ได้เช่นกัน)

แต่การดำเนินเรื่องด้วยปฏิทินสามสิบวัน มันก็มีประโยชน์ตรงที่ผู้ชมสามารถล่วงรู้การเคลื่อนพานผ่านของวัน-เวลา แบ่งแยกแยะครึ่งแรก-ครึ่งหลัง (15 วันแรก vs. 15 วันหลัง) รวมถึง Laura และ Claire สองสาวที่มีความแตกต่างคนละกาลเวลา

หนังถือว่าไม่มีบทเพลงประกอบ นอกเสียจาก ‘diegetic music’ ได้ยินในผับบาร์ ระหว่างกำลังโยกเต้นเริงระบำ สลับสับเปลี่ยนคู่กันอย่างสนุกสนาน


Claire’s Knee (1970) นำเสนอช่วงเวลาพักร้อนหนึ่งเดือนสั้นๆของ Jérôme สำหรับผ่อนกายผ่อนใจ แสวงหาความสุขเล็กๆ ก่อนเดินทางไปแต่งงาน เริ่มต้นชีวิตครอบครัวกับภรรยาที่สวีเดน

หัวเข่าของ Claire คืออวัยวะส่วนเล็กๆ บริเวณเล็กๆ หรือก็คือความสุขเล็กๆของ Jérôme ที่ต้องการเพียงสัมผัสลูบไล้ และเมื่อได้ทำสำเร็จก็ไม่หลงเหลือความปรารถนาสิ่งใดติดค้างคาใจ

พอจะมองความสัมพันธ์ของสองย่อหน้าสั้นๆนี้ไหมเอ่ย? เรื่องราวระดับจุลภาคของความต้องการสัมผัสหัวเข่า สามารถเปรียบเทียบระดับมหภาคถึงช่วงเวลาตลอดหนึ่งเดือนที่ Jérôme เดินทางมาพักร้อนผ่อนคลาย แสวงหาความสุขเล็กๆในฐานะชายโสด ก่อนเดินทางไปแต่งงาน เริ่มต้นชีวิตครอบครัวกับภรรยาที่สวีเดน

หัวเข่า ถือเป็นอวัยวะที่มีความหมิ่นเหม่ (เพราะอยู่ไม่ห่างจากอวัยวะเพศ) การสัมผัสจับต้องเลยก้ำกึ่งระหว่างกำลังจะถูกล่วงรุกล้ำ ‘sexual harassment’ แต่สำหรับชาวฝรั่งเศส ยังมองว่าไม่ใช่ลักษณะของการลวนลาม (แต่สำหรับคนอ่อนไหวเรื่องพรรค์นี้หรือวัฒนธรรมบางประเทศ แค่เข้าใกล้ สัมผัสเสื้อผ้า ก็อาจถูกมองว่าไม่เหมาะสมแล้วนะครับ)

ในบริบทของหนังพยายามอธิบายว่า หัวเข่าคือตำแหน่งที่สามารถสร้างความผ่อนคลาย บรรเทาอาการทุกข์เศร้าโศกเสียใจ (ระหว่างที่ Clarie ร่ำร้องไห้หลังรับรู้ว่าแฟนหนุ่มกระทำสิ่งนอกใจ) แต่ถึงอย่างนั้นถ้าเราสังเกตปฏิกิริยาของฝ่ายหญิง ดูเธออ้ำๆอึ้งๆ สีหน้าระแวดระวังภัย ไม่รู้จะแสดงปฏิกิริยาอะไรออกมาเสียมากกว่า

‘Six Moral Tales’ ของผกก. Rohmer ล้วนนำเสนอเหตุการณ์ที่มีความหมิ่นเหม่ ท้าทาย ‘moral’ ของผู้ชม ตัวละคร และศีลธรรมทางสังคม ซึ่งก็คือเรื่องราวของ Jérôme แม้กอดจูบลูบไล้ Aurora, ถูกเกี้ยวพาราสี/ล่อหลอกโดย Laura และเกิดความต้องการ ‘fetishism’ ต่อหัวเข่าของ Claire ล้วนไม่ทำให้เขาผันแปรเปลี่ยนจิตใจไปจากเดิม

Claire’s Knee (1970) เป็นภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นภายหลังการปฏิวัติทางสังคม Mai ’68 ซึ่งทำให้เราสามารถมองสองเด็กสาว Laura และ Claire ต่างคือตัวแทนของวัยรุ่นยุคสมัยใหม่ เต็มไปด้วยเสรีภาพทางเพศ และการสัมผัสหัวเข่า ถือเป็นการท้าทายขนบวิถีใหม่ ‘New Normal’ (ของยุคสมัยนั้น)ได้เป็นอย่างดี!

ขณะที่ Jérôme ตัวตายตัวแทนผกก. Rohmer ต่างเป็นคนที่มีความหนักแน่นมั่นคงต่อ ‘moral’ ประดุจขุนเขาสูงใหญ่ เลยไม่สามารถแปรเปลี่ยนไปตามบริบททางสังคมวิถีใหม่ (กล่าวคือไม่สามารถเปิดกว้างเรื่องเพศได้เหมือนสาวๆทั้งหลาย) ถึงอย่างนั้นภาพยนตร์เรื่องนี้คือความพยายามท้าทาย สัมผัสลูบไล้ตำแหน่งที่มีความหมิ่นเหม่ทางศีลธรรม ล่วงหรือไม่ล้ำ ก็ขึ้นอยู่กับผู้ชมจะขบครุ่นคิด โต้ถกเถียง เห็นดีเห็นงามประการใด


หนังไม่มีรายงานทุนสร้าง แต่ยอดจำหน่ายตั๋วในฝรั่งเศสสูงถึง 638,445 ใบ ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก (กว่าสองสามผลงานก่อนของผกก. Rohmer ที่มียอดตั๋วไม่ถึงแสนด้วยซ้ำ!) เมื่อนำออกฉายต่างประเทศก็เห็นว่ายังทำกำไรอย่างงดงาม เสียงตอบรับจากนักวิจารณ์ก็ดีเยี่ยม ถึงขนาดเข้าชิง Golden Globe: Best Foreign-Language Foreign Film แต่พ่ายให้กับ The Policeman (1971) จากประเทศอิสราเอล (ไม่ได้ลุ้น Oscar เพราะไม่ได้รับเลือกเป็นตัวแทนฝรั่งเศส)

เกร็ด: ช่วงหนึ่งของ Golden Globe Award จะมีรางวัลภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยมถึงสองสาขา!

  • Best English-Language Foreign Film สำหรับหนังต่างประเทศพูดภาษาอังกฤษ
  • Best Foreign-Language Foreign Film สำหรับหนังต่างประเทศที่ไม่ได้พูดภาษาอังกฤษ

ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะ ‘digital restoration’ ร่วมกับเรื่องอื่นๆในคอลเลคชั่น ‘Six Moral Tales’ คุณภาพ 2K สามารถหาซื้อแบบ Boxset หรือรับชมออนไลน์ได้ทาง Criterion Channel

สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกแรกประทับใจ Claire’s Knee (1970) คือความพยายามสรรหาสรรพข้ออ้าง ชักแม่น้ำทั้งห้า เพื่อการสัมผัสลูบไล้หัวเข่าของ Claire ซึ่งหนังทำให้รู้สึกว่าวิธีการดังกล่าวสมเหตุสมผล มีความเป็นไปได้ และไม่เกินเลยเถิดความเหมาะสม (แม้หลายคนอาจมองว่ามันเป็นการ ‘sexual harassment’ ก็ตามเถอะ!)

นอกจากนี้งานภาพหนัง ยังสร้างความรู้สึกผ่อนคลาย เหมือนได้ไปท่องเที่ยวพักร้อนยุโรป ชื่นชมทิวทัศน์ธรรมชาติสวยๆ เทือกเขาตั้งตระหง่ายสูงใหญ่ (ในบรรดาผลงานของ Néstor Almendros ผมชื่นชอบ Claire’s Knee มากกว่า Days of Heaven) อีกทั้งยังได้ลับคมสติปัญญา เพลิดเพลินกับลวดลีลาของผกก. Rohmer เหมือนกำลังรับฟังการสนทนาของนักปราชญ์

เชื่อว่าหลายคนที่รับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ น่าจะครุ่นคิดอยากทดลองใช้ในชีวิตจริง เมื่อปีก่อนผมมีโอกาสวางมือบนหัวเข่าเพื่อนสาวที่รู้จักกันตั้งแต่สมัยเรียน ไม่เชิงว่าสถานการณ์แบบเดียวกับหนัง เพียงระหว่างพูดคุยสนทนาทั่วไป อยากดูว่าปฏิกิริยาของเธอจะเป็นอย่างไร (ปกติแล้วผมไม่ใช่คนที่จะไปสัมผัสโอบกอดอะไรกับใคร) ผลลัพท์เธอมองกลับด้วยสีหน้าฉงนสงสัย แต่ก็ไม่พูดแสดงความเห็น หักห้ามหรือต่อว่า … ฮืม น่าสนใจทีเดียว

‘Six Moral Tales’ เป็นซีรีย์แนะนำกับวัยรุ่น คนหนุ่มสาว รับชมให้เกิดความตระหนักถึงหนทางเลือก การตัดสินใจ ไม่ได้ชี้แนะว่าอะไรถูก-ผิด ขึ้นอยู่กับตัวเราจะขบครุ่นคิด ยึดถือปฏิบัติตาม บทเรียนสอนการดำรงชีวิต

จัดเรต pg กับความแนบเนื้อชิดใกล้ของตัวละคร จนบางทีมันอาจดูเกินเลย ‘sexual harassment’

คำโปรย | หัวเข่าของ Claire’s Knee ช่างเต็มไปด้วยความน่าหลงใหล ชักชวนให้อยากลูบไล้
คุณภาพ | ญ์รื่อง
ส่วนตัว | ลุ่มหลงใหล

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: