Le Mépris (1963)

Le Mepris

Le Mépris (1963) : French, Jean-Luc Godard

หนังฝรั่งเศสกวนๆของผู้กำกับ Jean-Luc Godard ชื่อภาษาอังกฤษคือ Contempt เรื่องราวของความรักที่ใกล้หมดอายุ เปรียบเทียบเสียดสีกับการสร้างหนังของผู้กำกับวัยใกล้ฝั่ง (ไปอัญเชิญ Fritz Lang ที่เลิกทำหนังแล้วมาแสดงเป็นผู้กำกับ) ใครชอบสไตล์ของ Godard ไม่ควรพลาด หนังการันตีจากนิตยสาร Sight & Sound ด้วยอันดับ 21 (=The Godfather, L’Avventura) ถือว่าสูงมากๆะครับ หนังดูยากสักนิด แต่ถ้าได้คิดวิเคราะห์สักหน่อยก็อาจจะเข้าใจได้

ผมไม่ชอบหนังเรื่องนี้เท่าไหร่ หลังจากดูหนังของ Godard ผ่านไป 2 เรื่อง ก็รู้ตัวเลยว่า ไม่ชอบสไตล์การกำกับของ Jean-Luc Godard ตอนดู Breathless มันยังมีความสวยงามที่โดดเด่นของ jump-cut ที่น่าประทับใจมากๆ แต่กับ Le Mepris ถือเป็นหนังสไตล์ Godard แท้ๆ ซึ่งว่าวิธีการเล่าเรื่องไม่ถูกจริตกับผมเลย มีฉากหนึ่งที่ดูยืดยาวกว่าปกติ เป็นฉากสนทนาของคู่รักชายหญิงในห้องนอน จุดประสงค์ที่ต้องถ่ายยาวๆในฉากนี้(เพื่อประหยัดงบ) เพื่อให้เวลาคนดูได้รับรู้ วิเคราะห์ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่กลับผม มันสร้างความเบื่อหน่ายอย่างรุนแรง long-shot ของหนังของ Godard ไม่เหมือนของ Andrei Tarkovsky ขานั้นใช้การเคลื่อนภาพช้าๆ ให้คนดูสัมผัสได้ แต่ของ Godard คือ ตัวละครคุยกันตลอดเวลา ในสถานที่เดิม เรื่องเดิมๆ เดินไปเดินมาคุยกันอย่างนั้น เกินครึ่งชั่วโมง ในชีวิตจริง นี่คือเรื่องปกติของคู่รักที่จะคุยกัน ทะเลาะกันนานๆ แต่นี่มันหนังนะครับ เอาแค่ใจความสำคัญก็พอ มีน้ำบ้างก็พอรับได้ แต่หนังของ Godard ไม่ใช่แค่น้ำเยอะ แต่ล้นทะลักมากเกินความจำเป็น กว่าที่หนังพาตัวละครไปถึงจุดแตกหัก ผมก็ถึงจุดสิ้นสุดของความอดทนพอดี

ดัดแปลงมาจากนิยายอิตาลีเรื่อง Il disprezzo เขียนโดย Alberto Moravia ชื่อภาษาอังกฤษคือ A Ghost at Noon ผมไปอ่านเรื่องย่อของนิยายมาแล้ว พบว่าน่าจะ 80-90% เลยที่ตรง ส่วนที่เปลี่ยนคงเป็นจุดที่ปรับให้เข้ากับหนังและสิ่งที่ Godard ได้พบเจอเข้ากับตัวเอง ประเด็นหลักของเรื่องคือ การเล่าว่าเกิดอะไรขึ้นกับคู่พระนาง ที่ทำให้พวกเขากำลังจะเลิกรักกัน … มองหนังในแง่จิตวิทยา นี่เป็นหนังที่น่าสนใจมากๆ เพราะเราต้องวิเคราะห์หาคำตอบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต้องคอยสังเกตประเด็นเล็กๆน้อยๆ เพราะมันอาจเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดเรื่องราวนี้ขึ้น ผมแนะนำวิธีการดูหนังเรื่องนี้ คือให้ตั้งคำถามขึ้นมาก่อนว่า “ทำไมคู่พระนางถึงกำลังจะเลิกกัน” และลองมองหาคำตอบนะครับ หนังไม่บอกเราตรงๆว่าทำไม ต้องใช้การสังเกตและวิเคราะห์ดู จะเจอหรือไม่อยู่ที่ตัวท่านเอง ถ้าอยากรู้คำตอบชัวร์ๆให้ไปหาฉบับนิยายอ่านเอาเองนะครับ

นี่เป็นหนังทุนสูง มีดาราดัง และทำกับสตูดิโอ เราจะเห็น Godard นำสิ่งที่เขาได้พบในชีวิตจริงมาใส่ในหนังหลายอย่าง เช่น ฉากที่ผู้กำกับฉายหนังให้โปรดิวเซอร์ดู แล้วโปรดิวเซอร์ขึ้นเสียงว่า “You cheated me, That’s not what’s in the script!” มันเหมือน Godard กำลังตะโกนบอกว่า “กุรำคาญระบบสตูดิโอโว้ย!”

ตอนคัดเลือกนักแสดง ความตั้งใจแรกของ Godard คือให้ Kim Novak และ Frank Sinatra รับบทนำ แต่ทั้งคู่ปฏิเสธ ต่อมาโปรดิวเซอร์แนะนำ Sophia Loren และ Marcello Mastroianni แต่เป็น Godard ที่ปฏิเสธ คนที่ได้บทก็คือ Brigitte Bardot ที่โปรดิวเซอร์เลือกเธอ ด้วยเหตุผลที่หนังจะได้ผู้ชมมากขึ้นถ้ามีฉากเปลือยของเธอ ในช่วงโปรโมทเอาเหตุผลนี้เป็นจุดขายด้วย (แบบรูปโปสเตอร์ ที่เน้นหน้าอกของเธอสุดๆ) นี่เป็นอีกสิ่งที่ Godard เจอและเขาคงไม่พอใจเท่าไหร่ หลังตัดต่อหนังเสร็จ เขาเรียก Bardot มาถ่ายฉากหนึ่งเพิ่ม โดยให้เธอนอนคว่ำอยู่บนเตียง แล้วค่อยๆซูมกล้องเข้าไป ฉากนี้ทำเพื่อประชดโปรดิวเซอร์ ด้วยการใส่ภาพเปลือยของเธอลงในหนังจริงๆเลย (ในหนังมีฉากที่ Bardot ใส่ผ้าขนหนูอาบน้ำอยู่แล้ว แต่ฉากนั้นไม่ถือว่าเปลือยนะครับ) ตัวละครของนี้ หลายคนอาจจะเข้าใจความคิดเธอ แต่ผมไม่เข้าใจเท่าไหร่นะครับ เหมือนเธอยืนอยู่ตรงนั้นแต่ตัวตนไม่มี ในฉากเปลือยต้นเรื่องที่ถามแฟนหนุ่มซ้ำๆว่า “คุณชอบแขน ขา เข่า ปาก ผม… ของฉันไหม” แทบจะอวัยวะทุกส่วนในร่างกาย ถามเพื่ออะไร! ฉากนี้ผมก็รู้สึกเลยว่าเธอเป็นคนเอาเห็นแก่ตัว และต้องการความสนใจอย่างมาก บอกเป็นนัยว่าถ้าเธอไม่รักฉันแค่อย่างเดียว ฉันก็จะไม่รักเธอแล้ว (เปรียบกับ ผ้าเปื้อนนิดเดียวก็ถือว่าสกปรกรับไม่ได้ ทั้งๆที่แค่ซักออกก็สะอาดแล้ว) ช่วงกลางเรื่องชัดเจนมากๆ เธอเล่นตัวสุดๆ พยายามบ่ายเบี่ยงไม่ตอบเมื่อแฟนหนุ่มพยายามถามเหตุผลว่าทำไมเธอถึงโกรธ เหตุผลแท้จริงคือเธอไม่ได้รักเขาแล้ว Brigitte Bardot เธอทั้งสวยและเล่นดีมากๆ (ราวกับตัวจริงเธอก็เป็นแบบนั้น)

สำหรับพระเอกไปได้ Michel Piccoli นักแสดงฝรั่งเศสฝีมือดี ปัจจุบันเขายังมีชีวิตอยู่นะครับ (2016) อายุ 90 แล้ว เขาเคยได้ Best Actor จากเทศกาลหนังเมือง Cannes ปี 1980 เรื่อง A Leap in the Dark ตัวละครนี้ในหนังไม่ได้อธิบายนิสัยของเขาเท่าไหร่ ผมไปอ่านเจอในเรื่องย่อจากนิยายต้นฉบับพบว่า เขาเป็นคนโลกส่วนตัวสูงมากๆ ชีวิตแต่งงานทำให้เขามีความสุขก็จริง แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความคาดหวังในการใช้ชีวิต ต้องมีบ้าน มีรถ การแบกรับภาระครอบครัวคือสิ่งที่ทำให้เขาเป็นทุกข์ ต้องหาเงินมาดูเพื่อใช้หนี้และดูแลคนรัก หญิงสาวเธอไม่เข้าใจครับว่าแฟนหนุ่มจะรู้สึกทุกข์ไปทำไม (เพราะเธอไม่เข้าใจการมีโลกส่วนตัวของเขา) เขาทำทุกอย่างถึงขนาดต้องออกจากโลกส่วนตัวก็เพื่อเธอ แต่เธอไม่สามารถเข้าใจความทุกข์ของเขาได้ ความทุกข์นี้มันเลยกลายเป็นเหมือนผ้าเปื้อน ที่เป็นเหตุให้หญิงสาวเลิกรักแฟนหนุ่ม

Godard ไปลากเอา Fritz Lang ที่เกษียรแล้วมาให้แสดงในหนัง เห็นว่าที่ Lang เลิกทำหนังเพราะเขาตาบอดจากอุบัติเหตุตอนกำกับหนังเรื่องสุดท้าย เลยพักเกษียณงานเลยดีกว่า ไม่รู้ Godard ไปกล่อมยังไง Lang เลยมารับเชิญในหนัง บทของปู่แกไม่ได้โดดเด่นเลย เขาเป็นเหมือน iconic คือตัวละครที่ไม่เดือดไม่ร้อน ไม่แคร์ต่ออะไร แต่กับคนที่รู้จัก Fritz Lang คงรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย ที่ได้เห็นปู่ตัวเป็นๆในหนัง นอกจาก Lang แล้ว Godard ยังไปลาก Luc Moullet และ Jacques Rozier สองผู้กำกับ French New Wave ที่ผู้คนยุคนั้นแทบจะลืมไปแล้ว มาเป็นตัวประกอบในหนังด้วย

นักแสดงที่ถือว่าแย่งซีนมากๆ เล่นเป็นโปรดิวเซอร์คือ Jack Palance เจ้าของรางวัล Oscar สาขา Best Support Actor จาก City Slickers (1991) เขาเป็นตัวประกอบแนวหน้าของ hollywood เคยเป็นนักแสดงแทน Marlon Brando ใน A Streetcar Named Desire (1951) แต่นั่นไม่ได้การันตีว่าเขาจะเล่นหนังได้ดีนะครับ ผมว่าสิ่งที่ Jack Palance ขาดไป คือเขาไม่สามารถโน้มน้าวให้คนดูรู้สึกว่าเขาเป็นตัวละครนี้ได้ แต่ที่ผมเรียกตัวละครนี้ว่าแย่งซีน เพราะตัวละครนี้มีการแสดงออกทางอารมณ์ที่บ่อยและรุนแรงมาก แถมยังทำอะไรที่คนดูคาดไม่ถึงอีกด้วย

นี่เป็นหนังฝรั่งเศส แต่ถ่ายทำในอิตาลีทั้งเรื่อง Raoul Coutard ช่างภาพขาประจำของ Godard ได้ถ่ายภาพเจ๋งๆหลายฉาก มี long-shot สวยๆมากมาย ทั้งเคลื่อนกล้องตาม เดินหน้า ถอยหลัง หยุดนิ่ง ซูมเข้าออก เรียกว่าทำทุกอย่างที่จะสามารถทำได้ ในช่วง long-shot ยาวๆระหว่างคู่ชายหญิงในห้องของพวกเขา ช่วงต้นๆของการสนทนา มันจะมีเส้นแบ่งบางๆระหว่างทั้งสองที่เห็นได้ไม่ชัดนัก แต่เมื่อการสนทนาลากยาวขึ้นเรื่อยๆ ความสัมพันธ์ของทั้งสองเหมือนมีอะไรมากั้นไว้ การถ่ายภาพมันก็จะมีเหมือนเส้นระยะห่างที่หนาขึ้นและชัดขึ้น ทั้งฉากถ่ายแต่ในหนัง แต่สามารถเล่นมุม เคลื่อนกล้องไปในทิศทางที่เป็นแบบนี้ได้ เจ๋งมากๆครับ

ตัดต่อโดย Agnès Guillemot เห็นว่าเวอร์ชั่นที่ฉายในอเมริกากับฝรั่งเศสมีความยาวต่างกันนิดหน่อย (ไม่รู้เหมือนกันว่าฉากไหนหายไป) หนังมีหลายภาษา ตัวละครก็หลายเชื้อชาติ Palance เป็นชาวอเมริกันพูดภาษาอังกฤษ นักแสดงพูดฝรั่งเศสและอิตาลี ส่วน Lang เป็นชาวเยอรมัน อาศัยอยู่ในฝรั่งเศส พูดภาษาอังกฤษ โชคดีที่ผมอ่าน sub ได้ไม่ต้องสนว่าใครพูดภาษาอะไร ปกติแล้วตอนเครดิตต้นเรื่อง มักจะเป็นตัวอักษรขึ้นมาแนะนำชื่อหนัง ผู้กำกับ นักแสดง แต่หนังเรื่องนี้ใช้การพากย์ แล้วตัดตัวอักษรทิ้งไปเลย เห้ย! ผู้กำกับแม้งกวนมากๆ เขาพยายามทำให้ตัวเองหลุดกรอบธรรมเนียมปฏิบัติทั้งหมดของภาพยนตร์ ทำอะไรที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน เผื่อใครสงสัยว่าเป็นยังไง มีคนอัพ open-title ของหนังบน youtube ด้วยนะครับ

เพลงประกอบต้นฉบับโดย George Delerue จะใช้วงออเครสต้า เน้นเสียงไวโอลินให้ความรู้สึกหลอนๆ เหงาๆ เหมือนคนรักที่กำลังจะแยกจากกัน เป็นรักที่ใกล้แตกสลาย อารมณ์เพลงตรงกับเรื่องราวในหนังมาก เห็นว่าในเวอร์ชั่นที่ฉายในอิตาลี ได้ทำการเปลี่ยนเพลงประกอบ โดยใช้งานของ Piero Piccioni โดยใช้เพลง jazz เบาๆประกอบ ไม่รู้ทำไมถึงทำแบบนี้

หนังมีอะไรเล็กๆน้อยๆให้เราเก็บกลับมาคิดได้เยอะ มี easter egg เช่น โปสเตอร์หนัง(ที่แอบติดอยู่) งานศิลปะรูปปั้น ภาพวาด มีนักวิเคราะห์ทำการเปรียบเทียบตัวละครในหนังกับปรัมปรา The Odyssey ให้ตัวละครของ Piccoli เป็น Odysseus, Bardot เป็น Penelope และ Palance เป็น Poseidon เราไม่ต้องไปคิดขนาดนั้นก็ได้ พยายามทำความเข้าใจว่า ทำไม, เกิดอะไรขึ้น ก็พอแล้ว

มีหลายฉาก ที่ใช้เทคนิค Off-Screen คือ ดำเนินเรื่องข้ามไปไม่ให้เราเห็นว่าคืออะไร แถมไม่อธิบายด้วยว่าเกิดอะไรขึ้น เช่น ฉากที่พระเอกให้แฟนนั่งรถของโปรดิวเซอร์ไปที่บ้านของเขา แต่พระเอกกลับค่อยๆเดินไปช้าๆ หนังตัดไปที่พระเอกเดินไปถึงบ้านโปรดิวเซอร์เลย แล้วนางเอกต่อว่าพระเอกที่มาช้า … ผู้ชมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในช่วงเวลาที่หายไปนั้น เชื่อว่าหลายคนคงจะจินตนาการตามไม่ทันว่ามันจะมีอะไรเกิดขึ้น ผมมองว่านี่เป็นโอกาสที่ Godard ตั้งใจให้คนดูได้คิดไปเองว่า จะมีอะไรเกิดขึ้นได้บ้าง มีนักวิเคราะห์เขียนไว้ว่ามากมาย นางเอกอาจจะโดนโปรดิวเซอร์ลวนลาม (firth) อาจด้วยคำพูด การกระทำ เลวร้ายอาจถึงขั้นโดนข่มขืน แท้จริงเป็นยังไงไม่รู้ แต่มันถึงขั้นขนาดนี้เลยเหรอ ไม่ใช่แค่เธอรอนานจนเบื่อ ไม่มีอะไรทำ คิดแบบนี้ก็ได้ไม่ใช่เหรอ … ใช่ครับคิดแค่นั้นก็ได้ แต่ถ้าเราดูหนังต่อไปจนจบเห็นภาพทั้งหมดของหนัง ย้อนกลับมาคิดฉากนี้ก็จะพบว่า มันต้องมีอะไรที่ไม่ดีเกิดขึ้นมากกว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นแน่ๆ … นี่เป็นเทคนิคที่ท้าทายคนดูยิ่งกว่าหนังของ Nolan อีกนะครับ นักดูหนังที่ไม่ชอบคิดตาม เจอฉากนี้ไปหน้ามึน บ่นไม่เข้าใจแน่ๆ เรื่องราวขาดๆหายๆ ส่วนตัวผมชอบฉากแบบนี้ในหนังมากๆ เพราะมันเปิดอิสระให้คิดอะไรก็ได้ ตามใจชอบเลย เหมือนการอ่านหนังสือ นิยายที่ดีควรบรรยายให้คนอ่านเห็นภาพตาม แต่ไม่ใช่เห็นเปะๆว่าเกิดอะไรขึ้น

Contemp คือ การดูถูก, ปรามาส, สบประมาท ผมไม่ค่อยแน่ใจความหมายของหนังเท่าไหร่ แต่คุ้นๆว่ามีฉากหนึ่งที่พระเอกดูมั่นใจมากว่า แฟนสาวยังรักเขาอยู่ ที่เชื่ออย่างนั่นเพราะเขาทำทุกอย่างเพื่อเธอ และเห็นเธอก็รักเขามาก ไม่มีทางที่เธอจะนอกใจหรือหมดรักเขา แต่กลายเป็นว่าความจริงมันกลับตรงกันข้าม สิ่งที่เขาคิดผ่านมามันเหมือนการดูถูกตัวเอง นั่นไม่ใช่สิ่งที่เธอทำ … ผมเข้าใจเป็นแบบนี้ ใครเข้าใจแบบอื่นอธิบายให้ผมฟังได้นะครับ

มีองค์ประกอบเจ๋งๆในหนังมากมาย ที่ผมชอบก็มีเยอะ แต่ก็ไม่สามารถบังคับใจให้ชอบภาพรวมของหนังได้ ถ้าหนังยาว 3 ชั่วโมง มีฉาก long-take ต่อเนื่องสัก 30 นาที แบบนี้อาจจะพอรับได้ แต่หนังของ Godard ความยาว 101 นาที เวลา 40 นาทีกับ long-take 1 ฉาก มันมากเกินไป แถมเรื่องที่คุยก็ไม่อยู่ในประเด็นที่ผมสนใจด้วย กับ Breathless เพราะฉากคล้ายๆกันนี้แบบเดียวกันแหละที่ทำให้ผมเกลียดหนังไปเลย ถ้า Godard คิดถึงคนดูสักนิด เขาจะไม่ถ่ายฉากใดฉากหนึ่งนานเกินไปขนาดนี้ แต่เพราะเขาเป็นศิลปินที่โคตรเห็นแก่ตัว ไม่แคร์คนดู งานเขาเลยเป็นเอกลักษณ์ มีเหตุผลล้ำลึกเฉพาะตัว ผมคิดว่านี่คือลายเซ็นต์ของเขาเลยละ เป็นการต่อสู้ด้วยการสนทนาอันยาวนานของตัวละคร นักแสดงต้องจำใจความหลักให้ขึ้นใจ แล้วประดิษฐ์คำพูดออกมาขณะแสดงสด โดยห้ามพัก ห้ามเบรค ห้ามหยุด จนกว่าผู้กำกับจะพอใจ นี่เป็นการทรมานนักแสดงวิธีหนึ่ง แต่มองกลับกัน นักแสดงที่ทำได้ต้องมีความสามารถสูงระดับหนึ่งเลยละ คนที่สามารถเล่นหนังของ Godard จะต้องท่องบทหลายสิบหน้าได้เปะๆ มีสมาธิสูง ไม่วอกแวกต่อสิ่งเร้าภายนอก และมีการแสดงที่เป็นธรรมชาติสุดๆ

ผมแนะนำหนังเรื่องนี้กับแฟนหนังฝรั่งเศส ผู้กำกับ Jean-Luc Godard คนที่ชอบดูหนังแนวเสียดสี มีฉาก long-take ยาวๆ ชอบการวิเคราะห์จิตวิทยาของตัวละคร และหนังต้องใช้การคิด วิเคราะห์ ตีความพอสมควร ไม่ยากหรือซับซ้อนเท่า L’Avventura แต่ก็ลึกซึ้งกว่า Breathless (แม้เทคนิคอาจจะสู้ไม่ได้) ไม่แนะนำกับคนดูทั่วๆไป นี่ไม่ใช่หนังที่ดูแล้วคุณจะได้รับความบันเทิงนัก จัดเรต 15+ กับฉากโป๊เปลือย และแนวคิดที่ค่อนข้างสับสน เด็กดูไม่เข้าใจแน่นอน

คำโปรย : “Le Mepris อีกหนึ่ง masterpiece ของ Jean-Luc Godard ที่ต้องอาศัยการสังเกตและตีความพอสมควรถึงจะเข้าใจได้ ไม่ใช่ทุกคนจะเข้าใจและชอบหนังเรื่องนี้”
คุณภาพ : THUMB UP
ความชอบ : WASTE

Leave a Reply

1 Comment on "Le Mépris (1963)"

avatar
  Subscribe  
newest oldest most voted
Notify of
trackback

[…] ใน reference มีความสับสนอยู่บ้าง มีครั้งหนึ่งที่ Marty เลือก 10 อันดับหนังโปรดกับ Criterion (หนังบางเรื่องจะไม่มีในแผ่น Criterion) จะมีหนัง 2 เรื่องที่เพิ่มเข้ามาคือ L’avventura (1960) และ Le Mépris (1963) แต่ผมไม่ขอนับสองเรื่องนี้ลงในชาร์ทนะครับ เพราะจะขออ้างอิงจาก 12 เรื่องที่ Marty เลือกให้นิตยสาร Sight & Sound เป็นหลัก […]