Le petit soldat

Le petit soldat (1963) French : Jean-Luc Godard ♥♥♥

ฉันก็แค่ทหารตัวเล็กๆ (Le petit soldat แปลว่า The Little Soldier) ไร้ซึ่งสิทธิ์เสียงในการครุ่นคิดตัดสินใจ เมื่อได้รับคำสั่งเข่นฆ่าผู้ใด ต่อให้พยายามปฏิเสธหัวชนฝาก็มิอาจดิ้นรนหลบหนี, ภาพยนตร์เรื่องที่สองของ Jean-Luc Godard แต่ถูกแบนสามปีเพราะมีลักษณะต่อต้านสงครามแอลจีเรีย (1954-62)

Le petit soldat (1963) คือภาพยนตร์ของ Jean-Luc Godard ที่มักถูกใครต่อใครมองข้าม อันเนื่องจากความสำเร็จล้นหลามของ Breathless (1960) ทำให้ได้รับการเปรียบเทียบเคียง แถมพอยุ่งเกี่ยวการเมืองก็กลายเป็นประเด็นอ่อนไหวในฝรั่งเศส ออกฉายหลังสงครามสิ้นสุด มันไปจะหลงเหลือจุดน่าสนใจอะไร?

ผมมองว่า Le petit soldat (1963) เป็นภาพยนตร์ ‘accompany’ เคียงข้างกับ Breathless (1960) เสิร์ฟจานหลักแล้วควรต้องติดตามด้วยจานรอง (เหมือนทานข้าวมันไก่แล้วต้องมีน้ำซุป) กล่าวคือทั้งสองเรื่องมีความละม้ายคล้ายคลึง และแตกต่างตรงกันข้าม (จะเรียกภาคต่อก็ได้มั้งนะ)

  • Breathless (1960) นำเสนอบุคคลที่ปฏิเสธกฎกรอบโดยสิ้นเชิง พร้อมก่ออาชญากรรม ปล้น-ฆ่า กระทำสิ่งตอบสนองตัณหา พึงพอใจส่วนตนเท่านั้น พยายามเกี้ยวพาราสีหญิงสาวชักชวนให้ออกเดินทางสู่อิตาลี สุดท้ายถูกทรยศหักหลัง ก็ไม่สามารถดิ้นหลุดพ้นจากโชคชะตากรรม
  • Le petit soldat (1963) นำเสนอทหารตัวเล็กๆที่อยู่ภายใต้กฎกรอบ ถูกบีบบังคับให้ต้องลอบสังหารใครบางคน แต่เจ้าตัวพยายามต่อต้านขัดขืน ปฏิเสธหัวชนฝา โหยหาอิสรภาพ ไม่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมครอบงำของฝั่งฝ่ายใดๆ พยายามเกี้ยวพาราสีหญิงสาวชักชวนให้ออกเดินทางสู่บราซิล สุดท้ายถูกทรยศหักหลัง เป็นเหตุให้สูญเสียเธอคนนั้นไป

Whereas Breathless is a film of impulsive actions and deliberate posing, Le petit soldat is the record of a man who resists action in an effort to uncover his authentic self.

นักวิจารณ์ Nicholas Elliott

เรื่องคุณภาพอาจไม่โดดเด่นเทียบเคียง แต่ผมเพลิดเพลินการรับชม Le petit soldat (1963) มากๆๆๆกว่า Breathless (1960) ตัวละครดูมีความเป็นมนุษย์ น่าติดตาม ยึดถือมั่นในอุดมการณ์ ไม่ได้สนเพียงกระทำสิ่งโฉดชั่วร้ายเพียงหน่ายเดียว และเรื่องราวยังแทรกใส่อารมณ์ขัน สร้างความผ่อนคลายให้สมดุลกับบรรยากาศอันตึงเครียด ถูกทรมานเจ็บปวดทั้งร่างกาย-จิตใจ

ใครที่รับชมหลายๆผลงานของผู้กำกับรุ่น French New Wave น่าจะสังเกตเห็นว่าพวกเขาเหล่านี้มักไม่ค่อยสนใจแสดงออกทางการเมืองสักเท่าไหร่ (ผิดกับฝั่ง Left Back ที่นำเสนออย่างตรงไปตรงมา) แต่ถ้าแทรกใส่เข้ามาก็มักในเชิงสัญลักษณ์ เพียงองค์ประกอบเล็กๆ เพื่อสะท้อนความสัมพันธ์อะไรบางอย่างกับเรื่องราว … สำหรับ Jean-Luc Godard ในช่วงแรกๆนี้ก็เฉกเช่นเดียว แม้ว่าเรื่องราวของ Le petit soldat (1963) จะเกี่ยวข้องกับสงคราม Algerian War (1954-62) แต่ตัวตายตัวแทนของเขาคือบุคคลที่ไม่เอาทั้งสองฝั่งฝ่าย (มีการแสดงความคิดเห็น แต่ไม่เลือกข้างฝั่งฝ่ายใด)

ปล. แต่หลังจากสิ้นสุดช่วงยุคสมัยแรก นับจากเหตุการณ์ Mai ’68 แนวทางการสรรค์สร้างสร้างภาพยนตร์ของผู้กำกับ Godard ก็ปรับเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง จนมีคำเรียก Revolutionary period (1968–1979) หันหน้าเข้าหาการเมืองอย่างเต็มตัว สูญสิ้นความเป็นกลางไปโดยสิ้นเชิง


Jean-Luc Godard (1930-2022) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์ สัญชาติ French-Swiss เกิดที่กรุง Paris บิดาเป็นนายแพทย์ชาว Swiss ฐานะร่ำรวย ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองหลบลี้ภัยอยู่ Switzerland, เริ่มรู้จักภาพยนตร์จากการอ่านบทความ Outline of a Psychology of Cinema เขียนโดย André Malraux ตามด้วยความสนใจนิตยสาร La Revue du cinéma จากนั้นเริ่มมีโอกาสพบปะผู้คนในวงการ, เมื่อปี 1950 สมัครเข้าศึกษาคณะมานุษยวิทยา University of Paris แต่ไม่เคยเข้าเรียนสักครั้ง เพราะไปหมกตัวอยู่ Ciné-Clubs ตามด้วย Cinémathèque Française รับรู้จักบรรดาพรรคเพื่อนผู้หลงใหลในศาสตร์ภาพยนตร์ François Truffaut, Jacques Rivette, Claude Chabrol, เคยร่วมกับ Éric Rohmer ก่อตั้งวารสาร La Gazette du cinéma แต่อยู่รอดแค่เพียงห้าฉบับ! จากนั้นได้รับคำชักชวนจาก André Bazin กลายเป็นนักวิจารณ์(คนแรกของกลุ่มที่ได้)ตีพิมพ์บทความลงนิตยสาร Cahiers du Cinéma ระหว่างนั้นก็ทดลองทำหนังสั้น และกำกับภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก Breathless (1960) ** ได้รับการยกย่องว่าคือจุดเริ่มต้นยุคสมัยใหม่ (Modern Cinema)

ความสำเร็จอันล้นหลามของ Breathless (1960) ทำให้ผู้กำกับ Godard ได้รับโอกาสจากจากโปรดิวเซอร์ Georges de Beauregard สำหรับสรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องถัดไป นำเสนอโปรเจค Le petit soldat ให้คำนิยามว่า

a secret diary, a notebook, or the monologue of someone trying to justify himself.

Jean-Luc Godard

คงเพราะช่วงเวลานั้นฝรั่งเศสกำลังยุ่งวุ่ยวายอยู่กับการทำสงคราม Algerian War (1954-62) ใครต่อใครพยายามเรียกร้องให้แสดงความคิดเห็น เลือกข้างสนับสนุน-ต่อต้าน แต่ผู้กำกับ Godard เป็นคนไม่ชอบให้ใครมากำหนดทิศทางชีวิต ชี้นิ้วสั่ง หรือตัดสินใจแทนตนเอง

I spoke of what concerned me, a Parisian in 1960, belonging to no party. And what concerned me was the problem of war and its moral repercussions. So I showed a man who poses himself a lot of problems. He can’t resolve them, but to pose them, even confusedly, is already an attempt at a solution.

วิธีการทำงานของ Godard คือมีเพียงเค้าโครงเรื่องคร่าวๆสำหรับของบประมาณและเตรียมงานสร้าง ส่วนรายละเอียดบทพูดสนทนา มักครุ่นคิดสดๆช่วงระหว่างโปรดักชั่น ก่อนเริ่มถ่ายทำในแต่ละวัน (แต่ก็จดไอเดียใส่สมุดบันทึกไว้ล่วงหน้าเล่มหนาเตอะ)


พื้นหลัง ค.ศ. 1958 เรื่องราวของ Bruno Forestier (รับบทโดย Michel Subor) ตัดสินใจหลบหนีการเกณฑ์ทหาร เพราะไม่ต้องการเข้าร่วมสงครามแอลจีเรีย (1954-62) มาลี้ภัยอยู่ยัง Genève, Switzerland กำลังมองหาหนทางหลบหนีไปให้แสนไกล แต่เพราะเคยเป็นสมาชิก La Main Rouge (องค์กรก่อการร้ายที่ดำเนินการโดยหน่วยงานข่าวกรองต่างประเทศฝรั่งเศส) เลยถูกตั้งข้อสงสัยว่าอาจเป็นสายลับสองหน้า (Double Agent) จึงออกคำสั่งให้เข่นฆาตกรรม Palivoda นักธุรกิจผู้สนับสนุนกลุ่ม pro-FLN (Front de libération nationale)

Bruno ตกหลุมรักแรกพบ Véronica Dreyer (รับบทโดย Anna Karina) ใช้ข้ออ้างเป็นช่างภาพถ่ายแบบ แท้จริงพยายามเกี้ยวพาราสี โน้มน้าวให้เธอตกหลุมรัก แล้วชักชวนออกเดินทางหลบหนีสู่บราซิล แต่แท้จริงนั้นเธอคือสายลับของ FLN ใช้มารยาหญิงลวงล่อหลอกให้ลุ่มหลงใหล จักได้คายความลับขององค์กรออกมา


Michel Subor ชื่อเกิด Mischa Subotzki (1935-2022) นักแสดงสัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Paris ครอบครัวอพยพจาก Russian เพราะบิดาเคยเข้าร่วมกลุ่มต่อต้าน Anti-Bolshevik, ด้วยความชื่นชอบด้านการแสดงตั้งแต่เด็ก โตขึ้นเริ่มมีผลงานละครเวที พบเจอโดยผู้กำกับ Jean-Luc Godard ระหว่างการแสดง Les Séquestrés d’Altona รับบทนำภาพยนตร์ครั้งแรกๆ Le Petit Soldat (1963) ผลงานเด่นๆ อาทิ La Bride sur le Cou (1961), Topaz (1969), Beau Travail (1999) ฯ

รับบท Bruno Forestier ชายหนุ่มที่เริ่มตระหนักถึงคุณค่าของชีวิต ไม่ต้องการเข้าร่วมสงครามแอลจีเรีย เลยลี้ภัยมายัง Genève, Switzerland แต่ก็ไม่สามารถหลบหนีเพื่อนสมาชิก La Main Rouge ถูกบีบบังคับให้เข่นฆ่าเป้าหมายเพื่อพิสูจน์ว่าไม่ใช่สายลับสองหน้า พยายามปฏิเสธหัวชนฝากลับโดนกลั่นแกล้ง แล้วถูกอีกฝ่ายจับกุม ทรมานเค้นความลับ ใช้ไหวพริบจนสามารถเอาตัวรอดได้อย่างหวุดหวิด ก่อนรับรู้ว่าแท้จริงคือแฟนสาวที่คิดคดทรยศหักหลัง

หนังทั้งเรื่องต้องถือว่า Sabor แบกไว้บนบ่า ภาพลักษณ์ดูเป็นคนมีเฉลียวฉลาด มากสติปัญญา ชอบพูดพร่ำคำคมๆ ขณะเดียวกันก็มักแสดงสีหน้าสับสน ท่าทางเต็มไปด้วยความกังวล ทำไมฉันต้องมาผจญเรื่องไม่เป็นเรื่องอะไร แค่ไม่ต้องการเลือกเข้าข้างฝั่งฝ่ายใด กลับถูกศัตรูไล่ล่า พวกพ้องมองว่าเป็นสายลับสองหน้า โชคชะตาจะเป็นเช่นไรคงไม่มีใครให้ตอบได้

แน่นอนว่าตัวละครนี้คือตัวแทนผู้กำกับ Godard ใกล้เคียงยิ่งเสียกว่าผลงานอื่นใด เพราะแทบจะทุกรายละเอียดล้วนแทรกใส่ความครุ่นคิด ปรัชญา เป็นตัวของตนเอง โดยเฉพาะการเกี้ยวพาราสีหญิงสาว ราวกับจดหมายรัก (วิธีการเดียวกับที่จีบ Anna Karina)

For moviegoers, Michel Subor will undoubtedly forever remain the actor in Jean-Luc Godard’s Petit Soldat. For the rest of humanity, its fate must be more or less enviable depending on the generation. He is nonetheless one of the greatest actors in French cinema.

Jacques Mandelbaum นักวิจารณ์จากนิตยสาร Le Monde

Anna Karina ชื่อจริง Hanne Karin Bayer (1940-2019) เกิดที่ Frederiksberg, Denmark โตขึ้นเริ่มจากเป็นนักร้อง-เต้นคาบาเร่ต์ ตามด้วยโมเดลลิ่ง แสดงหนังสั้นที่คว้ารางวัลเทศกาลหนังเมือง Cannes เลยตัดสินใจปักหลักอยู่กรุง Paris (ยังพูดภาษาฝรั่งเศสไม่ได้ด้วยซ้ำ) ได้รับการค้นพบโดยแมวมอง พามาถ่ายแบบ นิตยสาร กระทั่ง Jean-Luc Godra ชักชวนมารับบทนำ Breathless (1960) แต่กลับบอกปัดปฏิเสธเพราะไม่อยากเข้าฉากนู๊ด ถึงอย่างนั้นก็ยินยอมร่วมงานตั้งแต่ A Woman Is a Woman (1961), My Life to Live (1962), The Little Soldier (1963), Band of Outsiders (1964), Pierrot le Fou (1965), Alphaville (1965) และ Made in USA (1966), ผลงานเด่นๆหลังจากนั้น อาทิ The Nun (1966), The Stranger (1967), Man on Horseback (1969), Chinese Roulette (1976) ฯ

รับบท Véronica Dreyer หญิงสาวสวยใส ทำตัวเหมือนจะไร้เดียงสา แรกรู้จัก Bruno ก็เต็มไปด้วยความหวาดหวั่น หยิบหวีขึ้นมาสางผมอยู่นั่น ออกเดินเวียนวนไปวนมารอบห้อง แต่ไม่นานก็ยินยอมรับความรักจากเขา พร้อมให้การช่วยเหลือ ส่งเสริมสนับสนุน … ถึงอย่างนั้นทั้งหมดนี้ก็เพียงแค่ภาพมายา หรือรักจริง?

เกร็ด1: นามสกุลตัวละครนี้ เป็นการเคารพคารวะผู้กำกับ Carl Theodor Dreyer และเห็นว่ามารดาของ Karina เคยเป็นนักออกแบบเสื้อผ้าในกองถ่ายหนังของ Dreyer ด้วยนะ!

เกร็ด2: เมื่อตอน Karina ตอบตกลงเล่นหนังเรื่องนี้เพิ่งอายุ 19-20 ปี ยุคสมัยนั้นในฝรั่งเศสยังถือว่าไม่บรรลุนิติภาวะ (นับที่อายุ 21 ปี) คือไม่สามารถทำธุรกรรมอะไรๆด้วยตนเอง รวมถึงเซ็นสัญญาแสดงภาพยนตร์ เลยต้องให้มารดาที่ไม่ค่อยถูกชะตากันนัก เดินทางมาจากเดนมาร์กมาร่วมลงนามรับทราบ

นี่คือหนึ่งในบทบาท … แย่ที่สุดของ Karina การแสดงดูทึ่มๆทื่อๆ เหมือนคนไม่รับรู้ว่าควรมีปฏิกิริยาอะไรยังไง หน้าที่ของเธอมีเพียงรับฟังคำพูดพร่ำ หวีสางผม เดินวนไปวนมา ทำตัวสวยใสไร้เดียงสา แค่นั่นนะเหรอ?? ไม่ต่างจาก ‘วัตถุทางเพศ’ แค่เพียงซุกซ่อนเร้นด้วยความลับลมคมในบางอย่าง

ผมรู้สึกเลยว่าผู้กำกับ Godard ไม่ได้ต้องการความเป็นนักแสดงจาก Karina แต่ใช้โอกาสในการร่วมงานภาพยนตร์ พูดคำโน้มน้าว เกี้ยวพาราสี ลวงล่อหลอกให้เธอยินยอมศิโรราบ ตกหลุมรัก ยินยอมตกลงแต่งงาน ผลลัพท์คือการแสดงปฏิกิริยาเหล่านี้ ไม่รับรู้ ไม่เข้าใจ ยังอ่อนวัยไร้เดียงสาต่อเรื่องพรรค์นี้จริงๆ … ผมเคยอ่านบทสัมภาษณ์ของ Karina บอกว่าตอนนั้นไม่รับรู้ตัวเองว่ากำลังทำอะไร ทุกสิ่งอย่างผ่านไปรวดเร็วมาก มารู้ตัวอีกทีก็ตกหลุมรัก ตั้งครรภ์ แต่งงาน (แล้วแท้งลูก) แต่เธอก็ไม่ได้มีอคติใดๆ ขอบคุณเสียอีกที่มอบโอกาส/ประสบการณ์ชีวิต

It was all very exciting from the beginning. Of course we have a great love story and all that, but we were so different. He was 10 years older than me. He was very strange. He would go away and come back three weeks later … It was difficult, and I was a young girl, not even 21—at the time Godard was 30. I know he didn’t mean to hurt me, but he did. He was never there, he was never coming back, and I never knew where he was. He drove me a bit crazy.

Anna Karina ให้สัมภาษณ์ถึง Jean-Luc Godard

ถ่ายภาพโดย Raoul Coutard (1924-2016) ตากล้องระดับตำนาน สัญชาติฝรั่งเศส ขาประจำของบรรดาผู้กำกับ French New Wave, สมัยเด็กตั้งใจร่ำเรียนเคมี แต่ไม่มีทุนการศึกษาเลยหันมาเป็นช่างภาพ เข้าร่วมสงคราม French Indichina War (1946-54) ในฐานะ ‘war photographer’ อาศัยอยู่เวียดนามถึง 11 ปี กลับมาฝรั่งเศสกลายเป็นฟรีแลนซ์ให้นิตยสาร Paris Match และ Look กระทั่งได้รับการติดต่อจากผู้กำกับ Pierre Schoendoerffer ทั้งๆไม่เคยมีประสบการถ่ายทำภาพยนตร์ แต่กลับได้เสียงชื่นชม The Devil’s Pass (1958), ติดตามมาด้วยผลงานแจ้งเกิดโด่งดัง Breathless (1960), Shoot the Piano Player (1960), Vivre sa Vie (1962), Jules et Jim (1962), Le Mépris (1963), Bande à part (1964), Pierrot le Fou (1965), Z (1969) ฯลฯ

งานสร้างของหนังแทบไม่แตกต่างจาก Breathless (1960) เพียงเปลี่ยนสถานที่จากกรุง Paris มายังบ้านเกิดของผู้กำกับ Godard ณ Genève, Switzerland ไม่เคยขออนุญาตใครทำอะไร กองถ่ายมีลักษณะเหมือนกองโจร ‘guerrilla unit’ เน้นความรวดเร็ว ประหยัด พยายามใช้แสงธรรมชาติให้มากที่สุด ทั้งตอนกลางวัน-กลางคืน ฉากภายนอก-ใน ไม่มีการบันทึกเสียง (ไปพากย์ทับภายหลัง) และสมัยนั้นเนื่องจากยังไม่มีกล้องมือถือ (Hand-Held Camera) ผู้กำกับภาพเลยต้องนั่งอยู่บนรถเข็น แล้วให้ทีมงาน(ส่วนใหญ่เป็นผกก. Godard)ช่วยกันขยับลาก เคลื่อนไหลไปมาแทบไม่เคยหยุดอยู่นิ่ง

อย่างที่อธิบายไปเมื่อตอน Breathless (1960) ได้ทำการบันทึกภาพกรุงปารีส ทศวรรษ 60s เก็บฝังไว้ใน ‘Time Capsule’ เฉกเช่นเดียวกับ Le petit soldat (1963) เก็บบันทึกภาพวิถีชีวิต ผู้คน ความเป็นมาเป็นไปของ Genève, Switzerland น่าจะเป็นความจงใจโคตรๆเลยก็ว่าได้!

เกร็ด: สำหรับคนไม่รู้จัก Canton de Genève แม้เป็นส่วนหนึ่งของประเทศ Switzerland แต่คือย่านที่ชาวฝรั่งเศสนิยมพำนักอาศัย (มีประชากรชาวฝรั่งเศสกว่า 40% อยู่ในเมืองนี้) ลองสังเกตแผนที่จะเห็นว่า Genève, Geneva คือเมืองที่เป็นเหมือนแหลมยื่นเข้าไปในดินแดนฝรั่งเศส เลยไม่น่าแปลกใจว่าทำไมมีชาวฝรั่งเศสอยู่เยอะ พร้อมทิวทัศน์สวยๆ จึงกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว พักตากอากาศ เหมาะสำหรับหลบลี้หนี้ภัยนักแล

ภาพแรกของหนังดูแล้วน่าจะเป็นชายแดนฝรั่งเศส-สวิตเซอร์แลนด์ การเดินทางข้ามประเทศของ Bruno เพื่อหลบหนีจากการถูกเกณฑ์ทหาร ไม่ต้องการเข้าร่วมสงครามแอลจีเรีย แต่สังเกตว่าเสียงบรรยายพูดเหมือนว่าเริ่มเล่าตั้งแต่เหตุการณ์ทั้งหมดพานผ่านไปแล้ว

Bruno: I’m older now. The time for reflection begins.

ผมครุ่นคิดว่าฉากนี้อาจถ่ายทำ 3 ปีให้หลัง เมื่อหนังกำลังได้รับการปลดแบนพร้อมออกฉาย เสียงบรรยายก็เพื่อชักชวนให้ผู้ชมครุ่นคิดทบทวน หวนระลึกนึกย้อนถึงสงครามแอลจีเรีย (1954-62) ที่ได้สิ้นสุดลงพร้อมความพ่ายแพ้ของฝรั่งเศส เช่นนั้นแล้วการสู้รบเข่นฆ่า สูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน มันก่อให้เกิดประโยชน์-โทษประการใด? ถึงเวลาที่เราควรไตร่ตรองมองหาความผิดพลาดของตนเอง

A film is out of date when it doesn’t give a true picture of the era it was made in.

Jean-Luc Godard

พบเห็นภาพข่าวการก่อการร้าย เศษซากรถที่ถูกระเบิดพังทลาย ไม่รู้ทำไมผมหวนระลึกถึง Breathless (1960) มีฉากที่จู่ๆรถพุ่งชนคนตาย ปรากฎขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย แต่นัยยะกลับตารปัตรตรงกันข้าม

  • Breathless (1960) ต้องการสื่อถึงโชคชะตาฟ้ากำหนด อะไรก็เกิดขึ้นได้ ความตายอยู่ใกล้แค่เอื้อม
  • Le petit soldat (1963) สื่อถึงการเข่นฆาตกรรม ความตายที่เกิดจากการวางแผน ตระเตรียมการ

ผมแค่ลองค้นดูเล่นๆ กลับพบภาพวาด Blue Night (1937) ของ Paul Klee แต่ก็มีอีกหลายรูปที่ลักษณะคล้ายๆกันอย่าง Rocks at Night (1939), The Hour Before One Night (1940) ฯลฯ ก็สามารถเป็นแรงบันดาลใจคำกล่าวนี้ของ Bruno ได้เช่นเดียวกัน

ลักษณะของภาพวาดที่เป็นนามธรรม (Abstract) สามารถสื่อถึงความไม่เป็นธรรมชาติของชุมชนเมือง ตึกรามบ้านช่องล้วนมีลักษณะคล้ายรูปทรงเรขาคณิต เหลี่ยมๆกลมๆ เว้าๆแหว่งๆ ท่ามกลางท้องฟ้าสีคราม

นี่ก็เป็นอีกผลงานของ Paul Klee ชื่อว่า Da dove? Dove? Verso dove? (1940) แปลว่า Whence? Where? Whither? ซึ่งล้อกับคำรำพัน/คำถามอภิปรัชญาก่อนหน้านี้

Bruno: Where did you com from? Where are you? Where are you going?

ผมมองภาพนี้เห็นเป็นสามเฉดสี อยู่ในรูปทรงเรขาคณิตที่มีลักษณะคล้ายมนุษย์ สะท้อนถึงสามคำถามอภิปรัชญาที่ไม่ใครสามารถครุ่นคิดหาคำตอบ … ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เกี่ยวกับชายหนุ่มที่ไม่รู้มาจากไหน? เป็นใคร? แล้วกำลังจะไปไหน? แม้พอดูหนังจบผู้ชมอาจมีคำตอบในใจ แต่ไม่จำเป็นว่าต้องใช่สิ่งถูกต้องเสมอไป!

ผู้กำกับ Godard ปรากฎตัวในหนังมากกว่าแค่การรับเชิญ (เพราะพบเห็นมากกว่าหนึ่งฉาก) ในครั้งแรกเหมือนกำลังเกี้ยวพาราสี มอบของขวัญตุ๊กตาสุนัขรับใช้ให้กับ Anna Karina (สื่อความตรงๆถึงมุมมองของเขาต่อเพศหญิง) แต่แท้จริงแล้วเขาคือวิศวกรผู้ฝักใฝ่ FLN ซึ่งเจ้าสุนัขตัวนั้นน่าแอบซ่อนอุปกรณ์ดักฟัง กระมัง! … นี่ค่อนข้างชัดเจนถึงการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง แต่ไม่เชิงว่าเขาเห็นด้วยกับ Front de libération nationale นะครับ!

Bruno เมื่อแรกพบเจอ Véronica ก็แสดงความเห็นว่างดงามราวกับหญิงสาวในบทละครของ Jean Giraudoux (1882-1994) นักเขียนชื่อดังชาวฝรั่งเศส มีความโดดเด่นในการนำเสนอเรื่องราวความสัมพันธ์ชาย-หญิง และมนุษย์กับอุดมคติที่ไม่มีทางไขว่คว้า … คาดว่านักเขียนคนนี้น่าจะคืออิทธิพล/แรงบันดาลใจให้ผู้กำกับ Godard ไม่น้อยทีเดียว!

ก่อนหน้านี้ Bruno พนันกับเพื่อนว่าจะไม่ตกหลุมรัก Véronica ภายในห้านาที! แต่จู่ๆเขาก็เดิมกลับมาจ่ายเงินแบบไม่พูดพร่ำอะไร แล้วขอให้เธอส่ายศีรษะ ทำผมยุ่งๆ ครั้งนี้หญิงสาวเหมือนไม่คิดอะไรจึงยินยอมทำตาม (เสรีภาพในการแสดงออก) ผิดกับตอนถ่ายแบบในห้องพัก เมื่ออยู่กับสองต้อสอง เห็นเอาแต่หวีสางผมให้เรียบร้อยอยู่นั่นแหละ (ถ้ามองจิตวิเคราะห์มันคือความหวาดกลัว วิตกจริต รู้สึกกดดันต่อสิ่งกำลังทำ แต่ในเชิงสัญลักษณ์กลับตารปัตรจากครานี้ เหมือนตนเองกำลังสูญเสียอิสรภาพ ถูกบีบบังคับ ควบคุมครอบงำโดย Bruno)

Bruno ได้รับตั๋วโดยสารรถไฟ นั่นคือวิธีติดต่อสื่อสาร นัดพบเจอขององค์กร La Main Rouge ไม่สามารถหลบหลีกหนี เอาตัวรอดพ้น ซึ่งระหว่างกำลังเดินทางก็พบเจอเพื่อนผู้โดยสารที่น่ารำคาญเหลือทน เลยหยิบนวนิยายไซไฟ J’écoute L’univers (1960) [แปลตรงตัวว่า I listen to the universe] แต่งโดย Maurice Limat (1914-2002)

ผมขี้เกียจหาเนื้อเรื่องย่อนวนิยาย แต่แค่คำแปลชื่อก็บ่งบอกถึงความสัมพันธ์/เหตุผลการนำมาอ้างอิงอย่างตรงไปตรงมา … สำหรับคนที่มีโอกาสรับชม A Woman Is a Woman (1961) คงเพลิดเพลินไปกับการเอาข้อความ/ชื่อหนังสือมาแทนใช้ทำพูด ไม่หลับไม่นอนกันสักที!

สำหรับเรื่องเล่าที่เพื่อนผู้โดยสารพูดคุยสนทนาอย่างน่ารำคาญ เกี่ยวกับชนเผ่าสูง vs. ชนเผ่าเตี้ย ผมคงไม่ต้องอธิบายหรอกมั้งว่าสามารถเปรียบเทียบสงครามแอลจีเรียอย่างไร และการที่สายลับของชนเผ่าเตี้ยลอกเลียนแบบพฤติกรรมของชนเผ่าสูง ก็สะท้อนพฤติกรรม/ธาตุแท้ตัวตนของ Bruno ได้อย่างชัดเจน!

Le gland et la citrouille (ค.ศ. 1679) แปลว่า The Acorn and the Pumpkin ประพันธ์โดย Jean de La Fontaine (1621-95) นักเขียนวเทพนิยาย วรรณกรรมสำหรับเด็ก สัญชาติฝรั่งเศส รวบรวมอยู่ใน Fables de la Fontain (ลักษณะคล้ายๆนิทานอีสป แต่เป็นของฝรั่งเศส) ในหนังจะมีแค่กล่าวถึงชื่อนิทาน แต่ชาวฝรั่งเศสก็น่าจะรับรู้จักเป็นอย่างดี ซึ่งเนื้อหาสาระก็เกี่ยวเนื่องกับ Bruno อีกเช่นกัน … ฟักทองชนบทต้องการเลียนแบบฟักทองเมือง อ่านต่อเอาเองแล้วกันนะครับ

Once there was a country bumpkin
Who observed a great big pumpkin
To a slender stem attached;
While upon an oak tree nourished,
Little acorns grew and flourished.
“Bah!” said he. “That’s badly matched.”

“If, despite my humble station,
I’d a hand in this Creation,
Pumpkins on the oaks would be;
And the acorn, light and little,
On this pumpkin stem so brittle
Would be placed by clever Me.”

Then, fatigued with so much thought, he
Rest beneath the oak tree sought. He
Soon in slumber found repose
But, alas! An acorn, falling
On the spot where he lay sprawling,
Hit him–plump!–Upon the nose.

Up he jumped–a wiser bumpkin.
“Gosh!” he said. “Suppose a pumpkin
Came a-fallin’ on my face!
After all, if I had made things,
I’ll allow that I’m afraid things
Might be some what out of place.”

Bruno: Veronica … were her eyes Velázquez-gray or Renoir-gray?

ผมขี้เกียจหาภาพวาดดวงตาสีเทาของ Velázquez และ Renoir แต่จะเปรียบเทียบให้แบบคร่าวๆถึงความแตกต่างคนละโยชน์ของศิลปินสองท่านนี้

  • Diego Rodríguez de Silva y Velázquez (1599-1660) จิตรกรเอกชาว Spanish แห่งรัชสมัย King Philip IV of Spain and Portugal ยุคนั้นมีคำเรียก Spanish Golden Age โดดเด่นในสไตล์ Baroque Period (1600-1750)
    • ภาพซ้ายมือคือ The Lady with a Fan (1638-39) ดวงตาดูคมเข้ม ขรึม มีความลุ่มลึก เก็บซ่อนเร้นบางสิ่งอย่างไว้ภายใน ดำเนินชีวิตตามกฎกรอบ ขนบวิถี ธรรมเนียมประเพณีทางสังคม
  • Pierre-Auguste Renoir (1841-1919) จิตรกรเอกชาวฝรั่งเศส แห่งยุคสมัย Impressionist
    • ภาพขวามือคือ By the Seashore (1883) มีความนุ่มนวลอ่อนหวาน แสดงถึงอิสรภาพเปิดเผยออกมา ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่โดยไม่ยี่หร่าอะไรใครทั้งนั้น

ซึ่งเมื่อ Bruno มีโอกาสจับจ้องมองดวงตาของหญิงสาว ก็ได้ข้อสรุปว่าคือเธอคือ Velázquez-gray หมายถึงดวงตาดูคมเข้ม ขรึม ลุ่มลึก เก็บซ่อนเร้นบางสิ่งอย่างไว้ภายใน … ไม่ต้องอธิบายต่อก็น่าจะรับรู้ว่าคืออะไร

Bruno: She had rings under her eyes. Her eyes were Velázquez-gray.

นวนิยาย Thomas l’imposteur (1923) แปลว่า Thomas the Impostor ประพันธ์โดย Jean Cocteau พื้นหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เรื่องราวเด็กชายยังไม่โตพอจะเกณฑ์ทหาร แต่ก็แอบปลอมตัวเป็นทหาร ทำให้พบเห็นความเหี้ยมโหดร้ายของสงคราม … ราวกับชีวประวัติของ Bruno ก่อนมาถึงปัจจุบันขณะนี้เลยนะ!

William flew, leapt, and ran like a hare. Not hearing the shots, he stopped … and turned around, out of breath. Then he felt a sharp jab in the chest. He fell. He became deaf and blind. ‘A bullet,’ he thought. I’m lost … unless I pretend to be dead.’ But with him, fiction and reality were one. William Thomas was dead.”

เดี๋ยวนะ … คำอ่านตอนจบของนวนิยายเล่มนี้ มันคือตอนจบของ Breathless (1960) เลยหรือเปล่าเนี่ย? แถมได้ยินพูดว่า À bout de souffle ซึ่งคือชื่อหนังภาษาฝรั่งเศส แปลว่า Out of Breath แบบเดียวกันอีก!

จู่ๆ Bruno ก็รำพันบทกวีของ Louis Aragon (1897-1982) ชื่อว่า Les Lilas et Les Roses หมายถึง The Lilacs and the Roses รวบรวมอยู่ในหนังสือต่อต้านสงคราม Le Crève-cœur (1941) แปลว่า Heartbreak … จริงๆแล้วบทกวีนี้ต้องการนำเสนอความเหี้ยมโหดร้ายของสงครามที่ทำลายทุกสรรพสิ่งอย่าง ไม่หลงเหลือแม้ดอกไลแล็คและดอกกุหลาบ หลงเหลืออยู่ในเพียงภาพความทรงจำ ซึ่งในบริบทนี้ย่อมเป็นการอ้างอิงถึง Véronica Dreyer สามารถตีความได้ทั้งการพลัดพรากแยกจากครั้งนี้ และชั่วนิรันดร์ของเสียงบรรยาย (จากตอนจบของหนัง)

O months of flowering months of metamorphosis
May without a cloud and June lacerated
I will never forget the lilacs or the roses
Nor those spring’s folds have consecrated

LINK: http://unisonactive.blogspot.com/2014/08/the-lilacs-and-roses-by-louis-aragon.html

เมื่อก้าวลงจากรถตรงแยกไฟแดง Bruno ยืนตรงทางข้าม ทำท่าสดุดีกำหมัด ทีแรกผมนึกว่าการตะเบะขององค์กร แต่พอพบเห็นตราสัญลักษณ์ La Main Rouge ที่เป็นภาพแบมือเปื้อนเลือด สามารถตีความถึงพฤติกรรมต่อต้านขัดขืน ไม่ยินยอมปฏิบัติตามคำสั่ง กระทำสิ่งตรงกันข้าม

จริงๆก่อนหน้านี้สักเล็กน้อย (ก่อนออกเริ่มเดินทาง) จะมีสมาชิกในองค์กร La Main Rouge ทำท่าโบกมือลาแล้วขึ้นรถอีกคัน ซึ่งเราสามารถมองเป็นการลอกเลียนแบบ จากเบื้องบนสู่เบื้องล่าง กระทำสิ่งกลับตารปัตรตรงกันข้าม … นี่ก็สะท้อนพฤติกรรม/ธาตุแท้ตัวตนของ Bruno ได้อีกเช่นกัน!

ปล. ท่า Salute นี้จะพบเห็นอีกครั้งตอนท้ายของหนังระหว่าง Bruno และ Véronica เป็นการร่ำลาจากกันครั้งสุดท้าย

คำสนทนาเล็กๆ แต่แอบอธิบายการทำงานในกองถ่ายภาพยนตร์ เน้นความรวดเร็ว ไม่ต้องใช้การจัดแสง และฟีล์ม Agfa ทำให้ภาพมีความลุ่มลึก ดูมีชีวิต และจิตวิญญาณ

Véronica: I thought you’d need lights and …
Bruno: No. This is very fast film. It’s Agfa Record. When you photograph a face -look at me- you photograph the soul behind it.

ระหว่างการสนทนาที่ไม่แตกต่างจากการไต่สวนของตำรวจ Bruno ก็พูดประโยคที่ถือเป็นวลีอมตะของผู้กำกับ Godard

Bruno: Photography is truth … and cinema is truth 24 times a second.

แต่มีบทสัมภาษณ์หนึ่งของผู้กำกับ Godard ได้กล่าวเพิ่มเติมต่อท้ายอีกนิด ชวนให้ขบครุ่นคิดว่ามรึงจะเอายังไงกันแน่!

Jean-Luc Godard: Film is truth 24 times a second, and every cut is a lie.

ความคิดเห็นของ Godard ได้รับการโต้ถกเถียง แตกแยกออกเป็นสองฝั่งฝ่าย ครึ่งหนึ่งเห็นด้วย อีกครึ่งหนึ่งรวมทั้งผมเองนั้นส่ายหัวแบบเดียวกับ Abbas Kiarostami และ Michael Haneke ต่างเคยแสดงความคิดเห็นไว้ใกล้เคียงกันมากๆว่า

Abbas Kiarostami: It is the artist who tells the truth and photography which lies.

Michael Haneke: Film is 24 lies per second at the service of truth, or at the service of the attempt to find the truth.

ส่วนตัวมองว่าภาพถ่ายคือสิ่งหลอกลวง เพราะมันบันทึกสิ่งที่ผู้ถ่ายพบเห็น เพียงมุมมองหนึ่ง เสี้ยวเวลาหนึ่ง หรือบางครั้งก็จัดฉากสร้างมันขึ้นมา (ไม่มีทางที่ใครจะรับรู้ได้นอกจากผู้ถ่ายทำ) แต่วัตถุประสงค์ของการถ่ายภาพ คือค้นหา’ความจริง’ที่อยู่ในนั้น มันอาจจะมีหรือไม่มี ขึ้นกับผู้ชมจะสามารถครุ่นคิดตีความ … กล่าวคือผมเห็นพ้องกับทั้ง Kiarostami และ Haneke ส่วนคำของ Godard ไม่รู้จะพลิกลิ้นทำไม?

ระหว่างที่ Bruno มอบอิสรภาพให้โพสท่าอะไรก็ได้ แต่เธอกลับไม่รู้จะทำท่าทางยังไง เต็มไปด้วยความร้อนรน กระวนกระวาย เดินไปเดินมารอบห้อง หวีสางผมอยู่นั่น! จนกระทั่งเขาต้องเริ่มพูดออกคำสั่ง เอามือรัดผม หยิบกระดาษทาบหน้า ถึงค่อยพบเห็นมุมกล้องสวยๆ ดูดีมีสไสต์ น่าลุ่มหลงใหล … เราอาจมองว่า Véronica ยังไม่เคยมีประสบการณ์ เลยไม่รับรู้ว่าต้องโพสท่าอย่างไรให้ถูกใจช่างภาพ/แสดงภาพยนตร์ให้ถูกใจผู้กำกับ Godard แต่ขณะเดียวกันมันก็สะท้อนว่างานศิลปะคือเผด็จการ เพื่อให้ตอบสนองความต้องการของผู้สรรค์สร้าง

Bruno: I think actors are stupid. I despise them. Tell them to laugh, and they laugh. Tell them to cry, they cry. Tell them to crawl, they do it. I find that grotesque.

ภาพวาด Actor (1923) ของ Paul Klee เต็มไปด้วย(เล่ห์)เหลี่ยม ทรงกลม ดวงตาสองสี รอยยิ้มจอมปลอม พบเห็นแล้วสัมผัสได้ถึงความลวงหลอก ปอกลอก บุคคลอันตราย เต็มไปด้วยลับลมคมใน ไม่ต่างจาก Stalker หรือฆาตกรโรคจิต

Bruno: What’s important isn’t how others see you, but how you see yourself.

เมื่อตอนที่ Bruno พูดประโยคนี้ Véronica กำลังยืนอยู่ตรงกระจก จับจ้องมองตนเองอยู่พอดิบดี! และเขาก็เดินเข้าไปอยู่ด้านหลังอย่างมีลับลมคมใน (ให้ความรู้สึกเหมือนที่พูดมาก็แค่คำหล่อๆ สำหรับลวงล่อหลอกหญิงสาว) ซึ่งพอเธอหันกลับมาอมยิ้ม เขาก็ยื่นหน้าไปที่กระจก พยายามปัดแต่งคิ้ว สร้างภาพให้ดูดีในสายตาเธอ … ซะงั้น!

แซว: ใบหน้ากลมๆของภาพวาดนักแสดง ทำให้ผมย้อนกลับไปมองภาพถ่ายมองผ่านกระดาษกลมๆของ Anna Karina รู้สึกเหมือนกันเปี๊ยบเลยนะ

Doodle Personality Test คือแบบทดสอบบุคลิกภาพ ไม่จำเป็นต้องสามเหลี่ยม-สี่เหลี่ยม-วงกลม แต่เป็นรูปอะไรก็ได้ที่ค้างคาไว้ แล้วให้ผู้ทดสอบทำการแต่งต่อเติม แล้วมาดูกันว่าเขากำลังครุ่นคิด มีอุปนิสัยเช่นไร

  • Véronica เว้นว่างสามเหลี่ยม, สี่เหลี่ยมวาดรูปผู้ชาย (เหมือนทหาร k โด่) และวงกลมต่อด้วยหญิงสาว
    • รูปวาดดูเหมือนเด็กน้อย มีความไร้เดียงสา โหยหาสิ่งเรียบง่าย ความรักชาย-หญิง แบบคนธรรมดาๆสามัญ
  • Bruno ดัดแปลงรูปทรงเรขาคณิตทั้งสามให้กลายเป็นตัวอักษร je vous aime = I Love You (หลายคนอาจคุ้นคำว่า je t’aime แตกต่างตรงการใช้สรรพนาม ‘vous’ กับ ‘tu’ คุ้นๆว่าผมเคยอธิบายความแตกต่างเมื่อครั้ง Breathless (1960) ไปหาอ่านเอาเองนะครับ)
    • แสดงถึงความหมกมุ่นในรัก ต้องการสิ่งที่เป็นรูปธรรม ไม่อ้อมค้อม จับต้องได้

อพาร์ทเม้นท์/ห้องนอนในหนังของผู้กำกับ Godard มักต้องมีรูปภาพ โปสการ์ด ตัดจากนิตยสาร หนังสือพิมพ์ ฯลฯ แปะเรียงรายอยู่เต็มฝาผนัง ราวกับสถานที่แห่งนี้คือศูนย์กลางจักรวาล สะท้อนความสนใจ รสนิยม(ของเจ้าของห้องพัก) แต่สำหรับ Bruno กล้องค่อยๆเคลื่อนไหลหมุนรอบโลก พร้อมเสียงบรรยายบอกว่าราวกับฝันร้าย … ฝันร้ายของผมเหมือนกันนะที่ต้องมานั่งหาข้อมูล แล้วเชื่อมความสัมพันธ์กับเรื่องราวของหนังอีก!

Bruno: Snapshots taken around the world pass before me like in a bad dream:

ผมพบเจอบทสัมภาษณ์หนึ่งของ Karina นำมาให้อ่านถึงที่มาที่ไปของชุด(แต่งงาน)นี้ แลดูเหมือนเจ้าหญิงนินทา (ใครเคยรับชม A Woman is a Woman (1961) อาจเข้าใจนัยยะที่ผมกล่าวนี้)

ผู้สัมภาษณ์: But you guys both fell in love during the making of Le Petit Soldat, right? What was it about Godard that made you fall in love with him?

Karina: He was very fascinating, and I was attracted to him. I never understood. It was like something you can’t help. I was going like- what do you call it?

ผู้สัมภาษณ์: Magnetism?

Karina: Like not thinking about anything else. When he wrote this little love letter saying, “I love you, meet me at the Café de la Paix at midnight” — it was like I couldn’t do anything else. I can’t explain why.

ผู้สัมภาษณ์: So you were already in love with Godard when he wrote the letter?

Karina: Yeah, because we’d been shooting for about three months. That’s one of his longest films because most the times we’d shoot a film in three weeks.

ผู้สัมภาษณ์: Right, that’s a long time for him.

Karina: Right, very long. And we’d stop the film, and we’d look at each other all the time. And it’s like very slowly becoming closer and closer to each other. It’s very hard to explain. Sometimes it’s just like that (slaps hands together) you know? But this was very slow, little by little, falling in love little by little, [being] attracted to him, coming closer. I don’t know how to explain that. Maybe I don’t know the words for it. I don’t know. But of course, I went there, after work, to Le Café de la Paix at midnight. He was sitting there reading a paper, and I was standing in front of him waiting. And I thought it was for hours. Of course it was maybe for three minutes or two minutes. And then suddenly he said, “Oh here you are. Let’s go.”

ผู้สัมภาษณ์: And then where did you go?

Karina: We went to his hotel. The next morning, I didn’t wake up, and he left before me and came back with a beautiful white dress. I wore it in Le Petit Soldat. Just for me. Like a wedding dress, you know.

ผู้สัมภาษณ์: So you guys spent the night together and in the morning when you woke up there was a dress that he had bought that morning?

Karina: Yeah. If you see the film again, you will remember the white dress with the flowers.

ผู้สัมภาษณ์: And he bought it the morning after you guys spent the night together?

Karina: Well, I woke up, and he was not there.

ผู้สัมภาษณ์: Maybe he bought it before?

Karina: No, I think he went to buy it. It was not in the room the night before.

บทสัมภาษณ์เต็มๆ: https://filmmakermagazine.com/98445-be-beautiful-shut-up-anna-karina-on-filmmaking-with-jean-luc-godard/#.Yy2YGnbP2Uk

ผมค่อนข้างเชื่อว่า Godard ได้แรงบันดาลใจช็อตนี้จากแนวคิดของภาพยนตร์ Monsieur Verdoux (1947) กำกับโดย Charlie Chaplin ต้องการเปรียบเทียบฆาตกร(โรคจิต)ที่เข่นฆ่าเป้าหมายเพียงไม่กี่ศพ แต่กลับสร้างความหวาดสะพรึงกลัวมากกว่าพวกผู้นำประเทศอย่าง Adolf Hitler, Benito Mussolini, Napoleon Bonaparte ฯลฯ ก่อสงครามทีคนตายเป็นแสนเป็นล้าน กลับได้รับยกย่องราวกับวีรบุรุษ

ปล. นี่น่าจะเป็นแสดงทัศนะต่อต้าน Hitler = ฆาตกร อย่างตรงไปตรงมาที่สุดของผู้กำกับ Godard, น่าเสียดายที่ผมหาไม่ได้ L’Express วางแผงฉบับนี้เมื่อไหร่ (แต่ได้ยินว่าเหมือนจะถูกแบนห้ามขาย เลยไม่หลงเหลือข้อมูลใดๆ)

ผมแยกแยะน้ำเสียงไม่ออกว่าคนพูดประโยคนี้คือผู้กำกับ Godard หรือนักแสดงนำ Michel Subor เพราะสำหรับผู้ชมที่รับรู้จัก Raoul Coutard ก็น่าจะได้ขำกลิ้งตกเก้าอี้ ผมก็คนหนึ่งมิอาจหุบหัวเราะอยู่หลายวินาที … คำพูดของ Coutard น่าจะสื่อถึงกองถ่ายภาพยนตร์ของ Godard มากกว่านะ!

It’s what my friend Raoul Coutard, the most brilliant of French cameraman, called … “the law of the greatest fuckup.”

รับชมหนังของ Godard มันจะมีความเพลิดเพลินอย่างหนึ่ง คือการนำเสนอรายละเอียด/คำพูด มักพยายามทำให้สอดคล้องเหตุการณ์/ภาพพบเห็นขณะนั้นๆ อย่างช็อตนี้ Bruno กำลังรำพันถึงสองทางเลือก

  • ถูกผองเพื่อนกล่าวหาว่าเป็นคนทรยศ มุมกล้องถ่ายฝั่งซ้าย Bruno นั่งอยู่เคียงข้องคนคอยประกบ
  • ปฏิบัติภารกิจแล้วรอดชีวิต มุมกล้องถ่ายฝั่งขวาพบเห็นเป้าหมาย และคนนั่งคอยประกบ

ซึ่งการนั่งเรือจากฟากหนึ่งสู่อีกฟากฝั่งหนึ่ง ถือเป็นจุดหมุนของเรื่องราว ครึ่งแรกที่ Bruno ถูกบีบบังคับจาก La Main Rouge หลังจากนี้เขาจะเริ่มถูกไล่ล่า จับกุมตัว และทัณฑ์ทรมานเค้นความลับจากฝั่ง FLN

ความล้มเหลวในการลอบสังหารเป้าหมายของ Bruno ทำให้เขาตกเป็นผู้ต้องสงสัยของทั้งสองฝั่งฝ่าย สำหรับผู้ชมครั้งแรกคงครุ่นคิดว่าพวก FLN เหมือนจะเริ่มจับได้ไล่ทัน เป้าหมายทั้งสองนี้จึงมาเฝ้ารอคอยอยู่ในห้องของ Véronica (สวมใส่แว่นดำขณะคุยโทรศัพท์ แสดงถึงความมีลับลมคมใน) แต่สำหรับคนที่รับชมหนังรอบสองสาม ย่อมตระหนักว่าเธอคงเปิดประตูให้พวกเขาเข้าหลบซ่อน และรอคอยเหยื่อให้มาติดกับดัก!

แซว: ผมคุ้นๆว่าเคยเห็นฉากเล่นหมากรุกรอคอยเป้าหมาย ไม่แน่ใจว่าจาก The Killing (1956) ของ Stanley Kubrick หรือเปล่านะ? เพื่อสื่อถึงการวางแผน กลยุทธ์ เฝ้ารอคอยให้ติดกัปดัก

ระหว่างที่ Bruno กำลังถูกทรมานนั้น มีการนำเสื้อขาวมาคลุมศีรษะแล้วฉีดน้ำให้หายใจไม่ออก แวบแรกผมนึกถึงภาพวาด Les Amants/The Lovers I & II (1928) ผลงาน Surrealist ของ René Magritte (1898-1967) จิตรกรชาว Belgian แม้มีความละม้ายคล้ายกันมากๆ แต่การตีความคนละนัยยะความหมายเลยนะ … ภาพนี้ผมมองว่าคือการจัดฉากความรัก แม้กำลังโอบกอดจูบแต่กลับมีผ้าคลุมขวางกั้น

การคลุมศีรษะของหนังนี้ น่าจะสื่อถึงการที่รัฐบาล/ชนชั้นผู้นำประเทศ มองสามัญชน คนธรรมดาๆ ล้วนไร้รูปร่างหน้าตา ไม่ต่างจากตัวเบี้ยในกระดานหมากรุก สำหรับหยิบจับขยับเคลื่อนไหว ออกคำสั่งโน่นนี่นั่น บีบบังคับให้ปฏิบัติทำตาม ไร้สิทธิ์เสียงในการดำเนินชีวิตตามทิศทางของตนเอง

ทั้งซีเควนซ์การถูกทรมาน เป็นการนำเสนอความเจ็บปวดในเชิงรูปธรรม/ทางร่างกาย เพื่อสะท้อนความรู้สึกของผู้กำกับ Godard ถึงการถูกบีบบังคับ สังคมกำหนดกฎกรอบ ทิศทางให้เลือกเดิน ไร้ซึ่งเสรีภาพในการครุ่นคิด-พูดบอก-แสดงออก ด้วยเหตุนี้จึงจำต้องอดรนทน เฝ้ารอคอยโอกาสหาหนทางดิ้นหลบหนีไปให้พ้น

สำหรับการช็อตกระแสไฟฟ้า น่าจะสื่อถึงการที่รัฐบาล/ชนชั้นผู้นำ กระทำสิ่งสร้างความตื่นตกใจ คาดไม่ถึง เกิดอาการช็อค! ให้กับประชาชน … แต่ความน่าสนใจของฉากนี้ก็คือการปรากฎตัวครั้งที่สองของผู้กำกับ Godard เป็นบุคคลผู้นำอุปกรณ์ทรมานชิ้นนี้มาส่งมอบให้ ผมคิดว่าคงต้องการสื่อถึงความคาดหวังต่อภาพยนตร์เรื่องนี้ น่าจะสร้างความตกตะลึง อึ้งทึ่ง ผู้ชมเกิดอาการช็อคกับสิ่งบังเกิดขึ้น แล้วสามารถครุ่นคิดทบทวน มองย้อนถึงการสงคราม เสรีภาพในฝรั่งเศส

ท่าทางการถูกช็อตของ Bruno มันช่างแปลกพิศดารยิ่งนัก ไม่ใช่แค่ให้นั่งชันเข่า ใส่กุญแจมือ ยังเอาไม้วางคั่นระหว่าง บอกตามตรงผมก็ไม่รู้ทำเพื่ออะไร เวลาชักกระตุกมันคงใช้พื้นที่ไม่มากในการดิ้นกระแด่วๆ กะละมัง!

ตลอดทั้งเรื่อง Véronica แทบจะไม่เคยพูดความคิดเห็นอะไรออกมา แต่หลังจาก Bruno สามารถหลบหนีเอาตัวรอด รับรู้ว่าเธอทำงานให้ FLN จึงพูดอธิบายสิ่งต่างๆ แล้วแสดงทัศนะที่คือหนึ่งในเหตุผลให้หนังโดนแบนห้ามฉาย และจะมีเสี้ยวขณะหนึ่งที่เอาเสื้อคลุมศีรษะ (ลักษณะคล้ายๆตอน Bruno ถูกทรมาน) เพื่อสื่อถึงฝรั่งเศสที่ไร้อุดมการณ์/ใบหน้าตา จักเป็นผู้แพ้สงครามอย่างแน่นอน!

I could see that the French were wrong. The other side has an ideal but the French don’t. It’s very important to have an ideal. Fighting the Germans the French had an ideal. But with the Algerians they don’t. They’ll lose the war.

Véronica Dreyer

นี่เป็นการพยากรณ์อนาคตที่เฉียบคมมากๆ รู้แจ้ง เห็นจริง เพราะผลลัพท์ฝรั่งเศสก็พ่ายแพ้สงคราม แอลจีเรียได้รับอิสรภาพเมื่อปี 1962 นั่นแสดงว่า ‘อุดมการณ์’ คือสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสงคราม

มีจดหมายของ Vincent van Gogh เขียนถึงน้องชาย Theo ลงวันที่ 10 กรกฎาคม ค.ศ. 1888 เล่าถึงแรงบันดาลใจภาพวาด Starry Night over the Rhône (1888) ซึ่งจะมีคำอธิบายกล่าวถึงแนวคิด ‘ความตายคือการเดินทางไปถึงดวงดาว’

My dear Theo, […]

It’s certainly a strange phenomenon that all artists, poets, musicians, painters are unfortunate in the material sense — even the happy ones — what you were saying recently about Guy de Maupassant proves it once again. That rakes up the eternal question: is life visible to us in its entirety, or before we die do we know of only one hemisphere?

Painters — to speak only of them — being dead and buried, speak to a following generation or to several following generations through their works. Is that all, or is there more, even? In the life of the painter, death may perhaps not be the most difficult thing.

For myself, I declare I don’t know anything about it. But the sight of the stars always makes me dream in as simple a way as the black spots on the map, representing towns and villages, make me dream.

Why, I say to myself, should the spots of light in the firmament be less accessible to us than the black spots on the map of France.

Just as we take the train to go to Tarascon or Rouen, we take death to go to a star. What’s certainly true in this argument is that while alive, we cannot go to a star, any more than once dead we’d be able to take the train. So it seems to me not impossible that cholera, the stone, consumption, cancer are celestial means of locomotion, just as steamboats, omnibuses and the railway are terrestrial ones.

To die peacefully of old age would be to go there on foot.

For the moment I’m going to go to bed because it’s late, and I wish you good-night and good luck.

Handshake.

Ever yours,

Vincent

Ethics are the aesthetics of the future.

Vladimir Lenin

ผมค่อนข้างเห็นด้วยกับคำพูดประโยคนี้ ‘จริยธรรมคือสุนทรียะแห่งอนาคต’ นั่นเพราะการมาถึงของยุคสมัยวัตถุนิยม สร้างความเสื่อมให้กับค่านิยมทางจิตใจ สักวันหนึ่งคุณธรรม จริยธรรม หรือแม้แต่พุทธศาสนาก็จักถูกลบเลือนหายจากประวัติศาสตร์ และอาจหลงเหลืออยู่ในเพียงสื่อศิลปะ เพียงสุนทรียะที่มอบความบันเทิงสำเริงกาย แต่ไม่มีใครยึดถือปฏิบัติอีกต่อไป

การกล่าวสุนทรพจน์อันเยิ่นยาวของ Bruno ชวนให้ระลึกถึงตอนจบของ The Great Dictator (1940) แตกต่างที่ชายคนนี้แค่ทหารตัวเล็กๆ คนธรรมดา เดินวนไปวนมา ชักแม่น้ำทั้งห้า พยายามแสดงความครุ่นคิดเห็น จากนั้นหันมาสบตาหน้ากล้อง “Breaking the Fourth Wall” (มีการถ่ายให้ติดกระจกด้านหลัง น่าจะสื่อถึงการสะท้อนความคิดเห็นของผู้กำกับ Godard ออกมาด้วยเช่นกัน) พยายามพูดคุยสื่อสารกับผู้ชม ให้หวนกลับมองย้อน ทบทวนตนเอง (Self Analysis) ว่าสิ่งกระทำอยู่มีความถูกต้องเหมาะสมเพียงใด ทำไมฉันต้องเลือกข้าง? ถ้าไม่ใช่มิตรทำไมต้องเป็นศัตรู? อยู่ตรงกลางกลับถูกโจมตีจากสองฝั่งฝ่าย?

ผมค่อนข้างเชื่อว่าการสะดุดล้มขณะวิ่งถอยหลัง เป็นความไม่ได้ตั้งใจของนักแสดง แต่บังเอิญตากล้องสามารถเก็บภาพดังกล่าวไว้ได้ทัน เมื่อใส่เข้ามาในหนังสามารถแสดงถึงความเร่งรีบร้อนรน ผสมกับเทคนิคตัดต่อ ‘jump cut’ สร้างความตื่นเต้นเร้าใจ Véronica จักเอาตัวรอดได้หรือไม่? แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นการหักเหลี่ยมเฉือนคม แผนการที่เฉลียวฉลาดไม่น้อย!

หลังจาก Bruno เสร็จสิ้นการลอบสังหาร Palivoda ระหว่างกำลังวิ่งหลบหนี จะมีขณะที่เขาขึ้นบันไดเลื่อน แต่กลับยืนทิศทางหันหลัง และปกคลุมอยู่ในความมืดมิด, สามารถสื่อถึงอนาคตที่แม้ดำเนินไปข้างหน้า ประเทศชาติพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ แต่จิตสามัญสำนึก ความเป็นมนุษย์ กลับพลิกตารปัตรตรงกันข้าม ผู้คนต่างกำลังเข้าสู่ด้านมืดมิด หมดสิ้นหวัง

ตัดต่อโดย Lila Herman, Nadine Trintignant และ Agnès Guillemot (1931-2005) รายหลังคือขาประจำผู้กำกับ Jean-Luc Godard ร่วมงานกันตั้งแต่ Le petit soldat (1963) แต่ภาพยนตร์เรื่องแรกที่ออกฉายคือ A Woman Is a Woman (1961) จนถึงผลงานสิ้นสุดยุคสมัยแรก Week-end (1967)

หนังดำเนินเรื่องโดยใช้มุมมองตัวละคร พร้อมเสียงบรรยายของ Bruno Forestier (ให้ความรู้สึกเหมือนว่าเริ่มเล่าหลังจากเหตุการณ์ทั้งหมดพานผ่าน/จบสิ้นลงไปแล้ว เช่นนั้นเราสามารถมองหนังทั้งเรื่องคือการย้อนอดีต Flashback) ตั้งแต่เดินทางมาถึง Genève, Switzerland ครุ่นคิดว่าชีวิตจักได้รับอิสรภาพ แต่กลับถูกบีบบังคับให้ต้องกระทำสิ่งขัดต่อความตั้งใจ ไม่ว่าฝั่งฝ่ายไหนล้วนมองเขาคือศัตรู บุคคลอันตราย เลยโดนจับกุม ทรมานเค้นความลับ เอาตัวรอดอย่างหวุดหวิดในสภาพปางตาย

  • อารัมบท, Bruno เดินทางมาถึง Genève
  • La Main Rouge
    • Bruno พบเจอหัวหน้าหน่วย La Main Rouge แล้วถูกบีบบังคับให้ทำภารกิจลอบสังหาร
    • แต่ Bruno เอาเวลาทั้งหมดไปเกี้ยวพาราสี Véronica Dreyer จนได้ร่วมรักหลับนอน
    • ตำรวจขึ้นไปเคาะประตูถึงห้อง บีบบังคับให้ Bruno ต้องปฏิบัติภารกิจ ออกติดตามเป้าหมาย จนแล้วจนรอดกลับไร้ซึ่งโอกาสจัดการศัตรู
  • FLN (Front de libération nationale)
    • ระหว่างกำลังหลบหนี Bruno ถูกควบคุมตัวโดยสมาชิก FLN
    • ถูกทรมานล้วงความลับ แต่ท้ายสุดก็สามารถหลบหนีเอาตัวรอดออกมาได้
    • Bruno หลบซ่อนตัวอยู่ที่ห้องของ Véronica กล่าวสุนทรพจน์เกี่ยวกับสงคราม
  • ปัจฉิมบท,
    • เปิดเผยตัวตนแท้จริงของ Véronica
    • Bruno ปฏิบัติภารกิจลอบสังหาร

แตกต่างจาก Breathless (1960) ที่ถูกโปรดิวเซอร์สั่งให้ลดความยาวหนังลง จึงครุ่นคิดเทคนิค ‘jump cut’ หั่นตรงโน้นนิด เล็มตรงนี้หน่อย เอาออกทีละน้อยๆ รวมๆแล้วลดทอนเวลาได้หลายสิบนาที มาคราวนี้ไม่มีเหตุผลหรือความจำเป็นใดๆต้องใช้วิธีการนี้อีก แต่เหมือนผู้กำกับ Godard รู้สึกติดอกติดใจ เลยพัฒนาต่อยอดให้กลายเป็นสไตล์ลายเซ็นต์ Godardian สามารถพบเห็นขาดไม่ได้ในทุกๆผลงาน

พัฒนาการของ ‘jump cut’ คือไม่ใช่แค่อยากตัดก็ตัด (หลายๆครั้งใน Breathless (1960) มันไม่มีเหตุผลใดๆรองรับให้ต้องใช้เทคนิคดังกล่าว) จากเคยถูกจำกัดเรื่องความยาว มาคราวนี้สามารถเลือกซีเควนซ์ที่เหมาะสมเหตุสมผล ครุ่นคิดตั้งใจไว้ล่วงหน้าว่าจะใช้เทคนิคนี้กับฉากนี้ หนังเลยมีความลื่นไหล กลมกล่อม ลงตัวเป็นธรรมชาติมากกว่า


เพลงประกอบโดย Maurice Le Roux (1923-92) วาทยากร/นักแต่งเพลง ชาวฝรั่งเศส เกิดที่ Avignon, ร่ำเรียนดนตรีจาก Conservatoire de Paris เคยเป็นผู้อำนวยการวง Orchestre National de France ระหว่างปี 1960-68, ผลงานภาพยนตร์เด่นๆ อาทิ Le Ballon Rouge (1956), A View from the Bridge (1962), Le petit soldat (1963) ฯ

ในส่วนของเพลงประกอบจะมีลักษณะแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับ Breathless (1960) ที่เคยมอบอิสระให้ Martial Solal เลือกใช้ดนตรี Jazz วงใหญ่ (Big Band) สร้างท่วงทำนองเต็มเปี่ยมด้วยสีสันอันจัดจ้าน ประกอบเข้ากับเนื้อเรื่องราว และความโฉบเฉี่ยวในการนำเสนอ (สอดคล้องเทคนิค ‘jump cut’) ได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ

แต่สำหรับ Le petit soldat (1960) ผู้กำกับ Godard พูดคุยข้อเรียกร้องต่อนักแต่งเพลง Le Roux ว่าต้องการดนตรีที่มีเพียงบรรยากาศอึมครึม มืดหมองหม่น เพื่อสื่อถึงความอับจน ชีวิตไร้หนทางออก (ไม่ว่าจะฝั่งฝ่ายไหนล้วนมอง Bruno คือศัตรู/บุคคลอันตราย) จึงได้ยินเพียงเสียงเปียโนบรรเลง ด้วยการเล่นเสียงแหลมสูงตัดกับทุ้มต่ำ (แทนความหวัง-สิ้นหวัง)

แซว: ช่วงแรกๆยังได้ยินตัวโน๊ตเสียงสูงอยู่บ้าง สื่อถึงชีวิตที่พอมีหวัง แต่ครึ่งหลังตั้งแต่ถูกบีบบังคับให้ต้องทำภารกิจลอบสังหาร หลงเหลือเพียงเสียงทุ้มต่ำ มืดหม่น หมดสิ้นหวัง


Bach’s for 8:00 in the morning.
Mozart’s for 8:00 at night.
Beethoven’s for midnight.
What we need is some Haydn. Good old Joseph Haydn.

ระหว่างเกี้ยวพาราสีอยู่ในห้อง Véronica สอบถามว่าอยากฟังบทเพลงอะไร? Bruno กล่าวถึงช่วงเวลาขณะนี้ต้อง Joseph Haydn (1732-1809) คีตกวีสัญชาติ Austrian เจ้าของฉายา ‘Father of the Symphony’ และทันใดนั้นเองบทเพลง Symphony No. 94 “Surprise” ท่อนแรก I. Adagio Cantabile – Vivace Assai ก็ดังกระหึ่ม หนุ่มสาวก็ลุกขึ้นมากระโดดโลดเต้น จากบรรยากาศอึมครึมกลับกลายเป็นครึกครื้นเครง … ละลายพฤติกรรม/ทำลายกำแพงน้ำแข็ง ‘Ice Breaking’ ของทั้งสองได้อย่างน่าประหลาดใจ

เกร็ด: Surprise Symphony เป็นชื่อที่หลายคนเชื่อว่า Haydn แอบแทรกใส่ท่วงทำนองปลุกตื่น/สร้างเซอร์ไพรส์แก่ผู้ฟังระหว่างท่อนสอง II. Andante (ด้วยเสียงกลองทิมปานี) เพื่อให้คลายจากอาการง่วงหงาวหาวนอน แต่ความตั้งใจแท้จริงคือต้องการสร้าง(เซอร์ไพรส์ด้วย)บทเพลงนี้ให้ยอดเยี่ยมกว่าผลงานล่าสุด Symphony No. 93 ที่ได้เสียงตอบรับดีล้นหลาม … ซิมโฟนี่หมายเลข 94 ถึง 104 รวมเรียกว่า London Symphonies (บางครั้งก็เรียก Salomon symphonies) เพราะแต่งขึ้นระหว่างที่ Haydn พำนักอาศัยอยู่กรุง London ค.ศ. 1791-95

Le petit soldat (1963) นำเสนอเรื่องราวของชายหนุ่ม ผู้ไม่ต้องการก้มหัวศิโรราบต่อสิ่งใด โหยหาเสรีภาพในการครุ่นคิด-พูดบอก-แสดงออก แต่กลับถูกห้อมล้อมด้วยกฎกรอบ บีบบังคับให้ต้องเลือกข้างฝั่งฝ่ายใด ถ้าไม่ยินยอมกระทำตามจักโดนทรมานทั้งร่างกาย-จิตใจ จนสุดท้ายก็มิอาจดิ้นหลุดพ้นจากวังวนแห่งโชคชะตากรรม

สงครามแอลจีเรีย (1954-62) รวมถึงความขัดแย้งระหว่าง La Main Rouge กับ FLN ยังประเทศเป็นกลาง Genève, Switzerland ถือว่าแค่พื้นฉากหลังของหนังเท่านั้นนะครับ เพื่อสะท้อนถึงอิทธิพลต่อ Bruno สำหรับแสดงทัศนะทางการเมืองของผู้กำกับ Godard เอาจริงๆคือไม่ใคร่ได้สนใจ ใครจะเข่นฆ่าใครก็เรื่องของมัน อย่าดึงฉันไปยุ่งเกี่ยวพัวพัน … คือไม่ใช่ทั้งหนัง Pro-Wars หรือ Anti-Wars แต่คือมรึงอย่างมาวุ่นวายกับฉัน!

แต่นั่นคือสิ่งแทบเป็นไปไม่ได้ในยุคสมัยนั้น เพราะชาวยุโรปไม่เชื่อในทางสายกลาง ประชาชนต้องเลือกข้างซ้าย-ขวา อนุรักษ์-เสรีนิยม ฝรั่งเศส-แอลจีเรีย ประชาชนต้องคล้อยตามรัฐบาล/ผู้นำประเทศ เห็นพ้องคือมิตร คิดต่างคือศัตรู ใครไม่ยินยอมทำตามคำสั่งอาจคือสายลับ … ด้วยทัศนคติดังกล่าว โลกจึงปั่นป่วนวุ่นวายมาจนถึงทุกวันนี้

อุดมการณ์ชีวิตของทั้ง Bruno และผู้กำกับ Godard ต่างไม่ต้องการถูกควบคุมครอบงำ หรือมีผู้ใดคอยกำหนดทิศทางชีวิต บีบบังคับให้ดำเนินเดินตามคำสั่ง แต่ให้ตายเถอะ! แล้วทำไมพวกเขาถึงปฏิบัติกับ Véronica และ Anna Karina เกี้ยวพาราสีในลักษณะโน้มน้าว ชักจูงจมูก พูดจาในเชิงบีบบังคับให้หญิงสาวมาครองรักกับฉัน???

แม้เราสามารถเปรียบเทียบความสัมพันธ์ชาย-หญิง (Bruno-Véronica) กับองค์กรก่อการร้าย La Main Rouge ที่พยายามบีบบังคับ Bruno ให้ปฏิบัติตามคำสั่ง! แต่ผมกลับรู้สึกไม่สมเหตุสมผลในทางปฏิบัติที่ผู้ถูกกระทำกลายมาเป็นผู้กระทำเสียเอง

  • องค์กรก่อการร้าย La Main Rouge ต้องการบีบบังคับ Bruno ให้ทำตามใบสั่ง … จากเคยเป็นผู้ถูกกระทำ
  • Bruno เลยพยายามโน้มน้าว ชักจูงจมูก Véronica ให้ตกหลุมรัก … กลายเป็นผู้กระทำเสียเอง

จริงอยู่ในบางบริบทถ้าลอกเลียนแบบสิ่งดีงาม ถูกต้องเหมาะสม คงไม่มีใครว่ากล่าวอะไร แต่สำหรับบุคคลอ้างว่าโหยหาอิสรภาพ ไม่ชอบอยู่ภายใต้กฎกรอบ กลับมีพฤติกรรมชอบบีบบังคับผู้อื่น นั่นแสดงถึงความจอมปลอม หลอกลวง นกสองหัว

  • Bruno จากเคยถูกกระทำมาเป็นผู้กระทำเสียเอง แสดงถึงความคอรัปชั่นทาง ‘จิตใจ’
  • Véronica แสร้งว่าตกหลุมรัก (หรือจะมองว่าเธอมีความรู้สึกให้ก็ได้) แต่แท้จริงแล้วตนเองคือสมาชิก FLN เลยต้องทำการทรยศหักหลัง ‘ทางกาย’

ถ้าเรามองหนังในความเป็นศาสตร์ศิลปะ การนำเสนอเรื่องราวดังกล่าวถือว่าสมเหตุสมผล (ในแง่ของการเป็นกระจกสะท้อนสถานการณ์) แต่อย่างที่บอกไปนั่นไม่ใช่วิธีคิดที่ถูกต้องในเชิงปฏิบัติ ขัดต่อสามัญสำนึกความเป็นมนุษย์ สะท้อนสันดานธาตุแท้ โลกทัศน์อันบิดเบี้ยวของผู้สร้าง ทำให้ผมนึกถึงคำพูดของผู้กำกับ Ingmar Bergman กล่าวถึงผลงานของ Godard ได้อย่างชัดเจนมากๆ

I’ve never gotten anything out of his movies. They have felt constructed, faux intellectual and completely dead. Cinematographically uninteresting and infinitely boring. Godard is a fucking bore. He’s made his films for the critics.

In this profession, I always admire people who are going on, who have a sort of idea and, however crazy it is, are putting it through; they are putting people and things together, and they make something. I always admire this. But I can’t see his pictures. I sit for perhaps twenty-five or thirty or fifty minutes and then I have to leave, because his pictures make me so nervous. I have the feeling the whole time that he wants to tell me things, but I don’t understand what it is, and sometimes I have the feeling that he’s bluffing, double-crossing me.

Ingmar Bergman กล่าวถึง Jean-Luc Godard

Sometimes I put my philosophy in three different characters whereas most directors have their own character … that was the difficulty that people had in understanding. Le petit soldat: that my own opinion was not expressed by any one of the characters … I say I’m for the picture.

Jean-Luc Godard

บทสัมภาษณ์นี้ก็ชัดเจนว่า Le petit soldat คือภาพยนตร์ที่สะท้อนอุดมการณ์ แนวความคิดของตนเอง ไม่ชอบที่จะถูกควบคุมครอบงำ ชี้นิ้วสั่งโน่นนี่นั่น แต่ในทิศทางตารปัตรตรงกันข้าม กับแฟนสาว/หญิงคนรัก จักต้องสวยใสไร้เดียงสา ยินยอมศิโรราบแทบเท้า รับฟังคำพูดพร่ำไร้สาระ และพร้อมทำตามสั่งทุกสิ่งอย่าง

ขณะที่ Jean Seberg จาก Breathless (1960) ไม่ใช่คนรัก/คู่ครองของผู้กำกับ Godard เลยสามารถมองในเชิงสัญลักษณ์อื่น แทนด้วยสหรัฐอเมริกา/วงการ Hollywood แล้วทำให้ตัวละครมีความเหี้ยมโหดโฉดชั่วช้าย เพื่อสะท้อนอคติ ไม่ชอบพอ

Every film is the result of the society that produced it. That’s why the American cinema is so bad now. It reflects an unhealthy society.

Jean-Luc Godard

แต่สำหรับ Anna Karina ซึ่งยินยอมตอบตกลงแต่งงานผู้กำกับ Godard (หลังเสร็จสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้) ไม่มีทางที่ผู้ชมจะตีความอย่างอื่นนอกจาก ‘หญิงสาวในอุดมคติ’ แต่บทบาทของเธอให้ความรู้สึกเหมือนถูกบีบบังคับ ลวงล่อหลอก เขาพูดบอกให้ทำโน่นนี่นั่น ก็ยินยอมคล้อยตามคำสั่ง เพราะยังอ่อนเยาว์วัยไร้ประสีประสา เลยไม่รับรู้ตนเองด้วยซ้ำว่าขณะนั้นกำลังทำอะไร

ความสัมพันธ์ในชีวิตจริงระหว่าง Godard กับ Karina ล้วนถูกถ่ายทอดลงสู่ผลงาน 6-7 เรื่องที่ร่วมงานกัน ผู้ชมที่ยังละอ่อนเยาว์วัยต่อวงการภาพยนตร์คงเคลิบเคลิ้มหลงใหล ครุ่นคิดว่าต้องเป็นรักโรแมนติกระหว่างผู้กำกับ-นักแสดงสาวสวย แต่สำหรับบุคคลสามารถครุ่นคิดทำความเข้าใจศาสตร์ศิลปะ ย่อมตระหนักว่ามีหลายสิ่งอย่าง(เลวร้าย)ซุกซ่อนเร้นไว้ภายใน

ผมมองเห็น Le petit soldat (1963) นำเสนอวิธีการจีบสาวในสไตล์ Godard คงไม่ต้องอธิบายกระมังว่าทำยังไง แต่ถ้าเป็นผู้หญิงสมัยนี้เชื่อว่าไม่น่าจะยินยอมรับการถูกบีบบังคับ ด้วยคำพูดลวงล่อหลอก กลับกลอกปอกลอก หลงคารมคนง่ายๆลักษณะนี้ (แต่ก็ไม่แน่นะครับ สวยใสไร้สมองหรือพวกสนแต่ชื่อเสียงเงินทองก็มีมากมายถมไป)

ถึงอย่างนั้นผมอ่านจากบทสัมภาษณ์ของ Karina พออายุมากขึ้นกลับไร้ซึ่งอคติใดๆต่ออดีตสามี (ไม่เคยพูดคุยกันมาหลายสิบปี) ขอบคุณเสียด้วยซ้ำที่มอบของขวัญสุดเลิศล้ำ ภาพยนตร์ทรงคุณค่าในศาสตร์ศิลปะ กลายเป็นตำนาน และจักคงอยู่ตราบชักกาลปาวสาน

I think about him with love, no hate. It was a great love story. We were together for seven and a half years. It’s something you don’t forget, people talk about it all the time. It’s the greatest thing in the world when you get a gift like that.

Anna Karina

หลังจากรับรู้ความจริง Bruno ยังคงยืนกรานที่จะตกหลุมรัก Véronica ไม่สนว่าเธอจะเป็นศัตรูอยู่ฝ่าย FLN ตั้งใจจะพาหลบหนีไปอยู่บราซิลด้วลกัน (ที่เลือกประเทศนี้เพราะคงต้องการสื่อถึงดินแดนอันห่างไกล เต็มไปด้วยป่าเขาลำเนาไพร อาศัยอยู่กับธรรมชาติของชีวิต) แต่ผมกลับรู้สึกว่านี่คือคำลวงล่อหลอก หาความซื่อสัตย์ บริสุทธิ์จริงใจไม่ได้เลยสักนิด ต่างฝ่ายต่างเคยทรยศองค์กรตนเอง ‘ชายโฉดหญิงชั่ว’ แทบเป็นไปไม่ได้ถ้าในอนาคตจะไม่คิดคดหักหลังกันและกัน

ผู้กำกับ Godard ย่อมเข้าใจในวังวนของความสัมพันธ์ดังกล่าว แต่กลับยังคงเลือกดำเนินชีวิตไปในทิศทางนั้น ยินยอมทุกข์ทรมาน (เหมือนการถูกทัณฑ์ทรมาน) ไม่ต้องการจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตนเอง เชื่อว่านั่นคือ’เสรีภาพ’ในการครุ่นคิดแสดงออก โง่ในเรื่องโง่ๆหรือเปล่า?

My prisoner is someone who is asked to do something and he doesn’t want to. Simply doesn’t want; and he digs his heels in, on principle. This is liberty as I see it.


ทางการฝรั่งเศสให้เหตุผลของการสั่งแบนหนัง 3 ประการด้วยกัน

  1. มีฉากทรมานยังไม่เท่าไหร่ แต่การทรมานสมาชิกของ La Main Rouge เป็นสิ่งที่อาจทำให้ประชาชน(ชาวฝรั่งเศส)สูญเสียขวัญกำลังใจ
  2. นำเสนอผ่านมุมมองคนหลบหนีทหาร ไม่ต้องการเข้าร่วมสงคราม แล้วสร้างความเห็นอกเห็นใจ ส่งเสริมสนับสนุนว่านั่นคือสิ่งถูกต้องเหมาะสม
  3. คำกล่าวแสดงความคิดเห็นของ Véronica Dreyer พยากรณ์ว่าฝรั่งเศสต้องพ่ายแพ้สงคราม นั่นเป็นสิ่งยินยอมรับไม่ได้โดยสิ้นเชิง

I could see the French are wrong. The others have an ideal, but not the French. Against the Germans, the French had an ideal. Not against the Algerians. They’ll lose.

Véronica Dreyer

ความพ่ายแพ้ของฝรั่งเศส หลังยินยอมรับการประกาศอิสรภาพของแอลจีเรีย วันที่ 19 มีนาคม 1962 ทำให้ความตึงเครียดต่อภาพยนตร์เรื่องนี้ลดน้อยลง และได้รับการปลดแอก นำออกฉายวันที่ 25 มกราคม 1963 แต่มันก็แทบไม่หลงเหลือความน่าสนใจอะไร นอกจากการโจมตีอย่างรุนแรงของนักวิจารณ์ฝั่งซ้าย (Leftist) ไม่มีรายงานรายรับ เพียงบอกว่าทำเงินปานกลางๆ

ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะ (digital restoration) คุณภาพ Hi-Definition ผ่านการอนุมัติโดยตากล้อง Raoul Coutard สามารถหารับชมได้ทาง Criterion Channel

ส่วนตัวรู้สึกประทับใจ Le petti soldat (1960) มากๆๆๆกว่า Breathless (1960) ในความกลมกล่อมของการนำเสนอ เนื้อหาจับต้องได้ น่าติดตาม แทรกใส่อารมณ์ขัน แต่ก็มีจุดที่สร้างความติดขิดตะขวงอย่างรุนแรงก็คือ ‘sex object’ ของ Anna Karina นี่ทำให้ทัศนคติของผมต่อผู้กำกับ Godard เลวร้ายๆลงไปอีก ภาพรวมของหนังเลยไม่ค่อยชอบเท่าไหร่

แนะนำคอหนังการเมือง (Political Film), แนวอาชญากรรม (Crime), เกี่ยวกับสายลับ (Spy Film), นักประวัติศาสตร์ นักสิทธิมนุษยชน นักเรียกร้องประชาธิปไตย หรือผู้มีความสนใจใน Algerian War (1954-62), ช่างภาพ ตากล้อง นักข่าวสงคราม และคนชื่นชอบความท้าทายในการขบครุ่นคิดวิเคราะห์สไตล์ Godardian ไม่ควรพลาด!

จัดเรต 15+ กับฉากทรมาน การบีบบังคับ ความขัดแย้งทางอุดมการณ์

คำโปรย | Le petit soldat ฉันแค่ทหารตัวเล็กๆ โหยหาเสรีภาพ แต่ก็เป็นได้เพียงหมากในกระดานของผู้กำกับ Jean-Luc Godard
คุณภาพ | หมากกระดาน
ส่วนตัว | ชอบนิดไม่ชอบหน่อย

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: