Le Samouraï (1967)

Le Samouraï

Le Samouraï (1967) French : Jean-Pierre Melville ♥♥♥♥

โคตรหนัง Neo-Noir เรื่องนี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับซามูไรแม้แต่เล็กน้อย แค่เปรียบเทียบเข้ากับตัวละครของ Alain Delon นักฆ่าผู้มีชีวิตอย่างสันโดษเดี่ยว ยึดมั่นแน่แน่วในหลักการของตนเอง แตกต่างแค่ใช้ปืนแทนดาบสังหารคน (แต่ฟังดู ก็ยังไม่ได้มีความคล้ายคลึงกับซามูไรสักเท่าไหร่เลยนะ)

คงไม่มีใครในโลกสามารถทำความเข้าใจได้ว่า ทำไมตัวละครของ Alain Delon ถึงเปรียบได้กับ Le Samouraï (=The Samurai) ถ้าไม่เพราะคำเกริ่นลวงโลกของ Jean-Pierre Melville ที่ว่า

“There is no greater solitude than that of the samurai unless it is that of the tiger in the jungle… Perhaps…”

— Bushido (Book of the Samurai)

ประเด็นคือ Bushido (Book of the Samurai) หนังสือเล่มนี้มันไม่มีอยู่จริงนะสิครับ อุปโลกน์ขึ้นโดย Jean-Pierre Melville เพื่อหลอกล่อให้ผู้ชมหลงเชื่อติดกับในความเข้าใจนั้น แล้วทำการขยี้ขยำปู้ยี้ปู้ยำกลายเป็นเรื่องราว ที่มีความเฉพาะตัวในโลก/จักรวาลของตนเอง ราวกับความเพ้อฝันในจินตนาการของผู้กำกับ, มันก็มีอยู่เพียงสองเหตุผลเท่านั้นสำหรับคนที่กล้าทำแบบนี้กับผู้ชม ถ้าไม่เพราะความยียวนกวนประสาท ก็เพราะเขาอาจเกิดความเข้าใจผิดไปเช่นนั้นเอง

(แซว: หลอกลวงผู้ชมตั้งแต่ต้นเรื่องแบบนี้ ชวนให้ระลึกถึงหนังเรื่อง Fargo ของสองพี่น้อง Coens ต้นเรื่องบอกว่าเหตุการณ์ที่อยู่ในหนังคือเรื่องจริง แต่ Ending Credit กลับบอกว่าตัวละครและสถานที่เป็นเรื่องสมมติ WTF!)

ผมรับชมภาพยนตร์นี้ด้วยความคาดหวังสูงลิบลิ่ว เพราะได้ยินว่าเป็นหนังโปรดของผู้กำกับ John Woo ที่นำมาเป็นแรงบันดาลใจสร้าง A Better Tomorrow (1986) และ The Killer (1989) ก็หลงคิดไปว่าคงมีความบันเทิงสุดมันส์ ตื่นเต้นลุ้นระทึกขวัญ แต่ที่ไหนได้กลับคือโคตรหนัง Art ดูยากชิบหาย ใช้ภาพและการกระทำดำเนินเรื่อง บทพูดสนทนามีน้อยนิดนัก เริ่มต้นคำแรกนาทีที่ 9:58 กระนั้นส่วนตัวก็ไม่ผิดหวังอะไรนะ เข้าใจได้ทันทีเลยว่าทำไม Le Samouraï ถึงได้กลายเป็นตำนานสุดยิ่งใหญ่ ทรงอิทธิพลต่อแนว Neo-Noir, Crime และไดเรคชั่นของตำรวจไล่ล่าจับโจร

Jean-Pierre Melville ชื่อเดิม Jean-Pierre Grumbach (1917 – 1973) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์สัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Paris ในครอบครัวเชื้อสาย Alsatian Jews, ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เข้าร่วมกลุ่ม French Resistance ต่อสู้กับ Nazi หลังสิ้นสุดสงครามเกิดความสนใจด้านภาพยนตร์ แต่ไม่มีสตูดิโอไหนอยากว่าจ้างเพราะไม่มีประสบการณ์ เลยตัดสินใจเป็นสร้างหนังอิสระ กำกับ-เขียนบท-โปรดิวเซอร์ ด้วยตนเอง ผลงานเรื่องแรก Le Silence de la mer (1949) โด่งดังเป็นพลุแตก ตามด้วย Les Enfants terribles (1950), Léon Morin, Priest (1961), Le Samouraï (1967), Army of Shadows (1969) ฯ

เกร็ด: เพราะความชื่นชอบในนิยายของ Herman Melville (1819 – 1891) นักเขียนสัญชาติอเมริกัน ยุคสมัย American Renaissance ที่มีผลงานดังคือ Moby Dick (1851) เลยตัดสินใจเปลี่ยนนามสกุลตนเองจาก Grumbach กลายเป็น Melville ฟังดูเท่ห์กว่าเยอะ

เพราะความที่เป็นผู้กำกับก่อนการมาถึงของยุคสมัย French New Wave แต่ด้วยแนวคิดและวิธีการสร้างภาพยนตร์ ได้กลายเป็นอิทธิพล แรงบันดาลใจ แม่แบบให้กับผู้กำกับรุ่นนั้น François Truffaut, Jean-Luc Godard, Claude Chabrol, Jacques Rivette ฯ เลยได้รับการยกย่องให้เป็น ‘Godfather’ พ่อทูนหัวผู้ให้กำเนิดทางจิตวิญญาณของยุคสมัยนี้

เกร็ด: Melville รับเชิญบทเล็กๆในหนังเรื่อง Breathless (1960) และระหว่างที่ Godard กำลังมีปัญหากับความยาวหนัง เป็นผู้แนะนำให้ตัดส่วนเกินๆออกไป กลายเป็นที่มาที่ไปของ Jump-Cut

Melville เป็นผู้มีความหลงใหลภาพยนตร์ Hollywood ในช่วงทศวรรษ 30s – 40s โดยเฉพาะแนว Gangster ที่พัฒนาต่อยอดกลายเป็นหนังนัวร์ ด้วยเหตุนี้ผลงานของเขาจึงมักเกี่ยวกับภาพลักษณ์ การกระทำ ไม่เน้นบทพูดสนทนา ให้การแสดงและภาษาหนังเป็นสิ่งอธิบายทุกสิ่งอย่าง

เกร็ด: ภาพยนตร์เรื่องโปรดของ Melville คือ Cavalcade (1933) หนังรางวัล Oscar: Best Picture ของผู้กำกับ Frank Lloyd

เรื่องราวของนักฆ่า Jef Costello (รับบทโดย Alain Delon) อาศัยอยู่ในห้องพักโล่งๆที่แทบไม่มีเฟอร์นิเจอร์ประดับตกแต่งใดๆ นอกจากนก Bullfinch ในกรง ได้รับการจ้างวานให้ฆาตกรรมชายคนหนึ่ง ตามติดชีวิตขณะเดินทางไปหา Alibi มุ่งสู่ไนท์คลับเพื่อจัดการเหยื่อ หลังจากนั้นได้รับการเรียกตัวจากตำรวจ นำโดยผู้กำกับการ (รับบทโดย François Périer) ที่แสดงความใคร่สงสัยในตัวเขาเป็นพิเศษ ส่งสายสืบออกติดตามอย่างใกล้ชิด ติดเครื่องดักฟังในห้อง จนแล้วจนรอดก็มิอาจหาหลักฐานใดๆกล่าวอ้างความผิดได้ ขณะเดียวกัน Jef ก็ถูกหักหลังปิดปากจากนายจ้าง เพราะหลงคิดว่าเขาจะเปิดโปงทุกสิ่งอย่างกับตำรวจ แต่เพราะหมาป่าที่ได้รับบาดเจ็บ ไม่มีวันหลงลืมบุคคลผู้ทำร้ายมัน พร้อมตอบโต้แว้งกัดทันทีเมื่อมีโอกาส

Alain Fabien Maurice Marcel Delon (เกิดปี 1935) นักแสดงสัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Sceaux, Seine (ปัจจุบันคือ Hauts-de-Seine) เพราะพ่อ-แม่ หย่ากันตอนอายุ 4 ขวบ ทำให้ตัวเขาเก็บสะสมความรุนแรง โตขึ้นสมัครเป็นทหารเรือ ร่วมสู้รบยัง First Indochina War แต่ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในคุกข้อหา ‘undisciplined’ ปลดประจำการออกมาทำงานเป็นบริการ เซลล์แมน หลังจากกลายเป็นเพื่อนของนักแสดง Brigitte Auber ไปเข้าตาผู้กำกับ Yves Allégret ภาพยนตร์เรื่องแรก Quand la femme s’en mêle (1957), แจ้งเกิดกับ Women are Weak (1959), โด่งดังระดับนานาชาติเรื่อง Purple Noon (1960), Rocco and His Brothers (1960), L’Eclisse (1962), Any Number Can Win (1963), The Leopard (1963), Le Samouraï (1967) ฯ

Jef Costello/Le Samouraï หนุ่มนักฆ่าอาศัยอยู่อย่างสันโดษในห้องพักอันว่างเปล่า คงเพราะคิดว่าการงานของตนไม่เหมาะสร้างความสัมพันธ์กับใคร กระนั้นก็มีหญิงสาวคนหนึ่ง Jane Lagrange (รับบทโดย Nathalie Delon ภรรยาของ Alain) ที่ตกหลุมรัก ยินยอมพร้อมให้การช่วยเหลือทุกสิ่งอย่าง แต่เขาก็มิได้มีใจให้นอกจากภาระเป็น Alibi ให้รอดพ้นคุก

ใบหน้าที่เคร่งขรึม เก็บกด ไม่เคยพบเห็นรอยยิ้ม นี่เป็นตัวละครที่ไม่มีมิติพัฒนาการใดๆ เว้นเสียแต่ภาพลักษณ์ที่ตราติดตรึงกลายเป็น Iconic สวมโค้ทคลุมยาว ใส่หมวก ปากคาบบุหรี่ ก่อนลงมือฆ่าคนต้องสวมถุงมือ เหล่านี้มองได้คือพิธีกรรม หลักการทำงาน ก็ไม่รู้กี่ครั้งกี่หนจนติดเป็นนิสัย และวิถีของตัวละครไปเรียบร้อยแล้ว

ด้วยภาพลักษณ์ ‘Latin Lover’ ของ Delon ถือว่ากลายเป็น Typecast ไปสักพักแล้ว ผู้ชมโดยเฉพาะสาวๆคลั่งไคล้กรี๊ดสลบ จนกระทั่ง Le Samouraï (1967) ไม่เชิงว่าพลิกบทบาทอะไร แค่เปลี่ยนมาเป็นหนุ่มๆจะหลงใหลในความโคตรเท่ห์ มากเสน่ห์, การแสดงก็ไม่ได้ต้องใช้ฝีมือความสามารถอะไร แค่ปั้นหน้า ‘Poker Face’ เคลื่อนไหวกระทำตามคำสั่งผู้กำกับอย่างเดียวก็เพียงพอแล้ว (การกระทำของตัวละคร สามารถสะท้อนถึงสิ่งที่อยู่ข้างในจิตใจออกมาได้เลย)

François Périer ชื่อจริง François Pillu (1919 – 2002) นักแสดงสัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Paris หลายคนอาจคุ้นหน้าจาก Orpheus (1950), Gervaise (1956), The Nights of Cabiria (1957) ฯ

รับบทผู้กำกับการตำรวจ คงด้วยไหวพริบปฏิภาณและสันชาติญาณ รับรู้ได้โดยทันทีเมื่อพบเจอ Jef Costello ว่าต้องคือนักฆ่าอย่างแน่นอน แต่เพราะหลักฐาน Alibi ยืนยันหนักแน่น ไม่แม้จะสามารถกักกุมตัวไว้ในโรงพัก ต้องปล่อยตัวกลับบ้านทันทีเมื่อไร้ข้อกล่าวหา กระนั้นด้วยความเชื่อมั่นเต็มเปี่ยม สั่งการให้ลูกน้องคอยตามติดประชิดตัวมิให้คาดสายตา แต่มีหรือจะสามารถจับได้ไล่ทันโคตรอาชญากรคนนี้

ขณะที่ Jef แทบไม่มีบทพูดสนทนา ผู้กำกับการคนนี้เลยต้องน้ำไหลไฟดับไม่หยุดคุย เพราะมีเรื่องให้ต้องครุ่นคิดสื่อสารออกคำสั่งอยู่ตลอดเวลา ต้องถือว่าเก๋าเกมรู้ทัน ไม่เช่นนั้นจะไต่เต้าสูงถึงระดับนี้ได้เช่นไร, การแสดงของ Périer ถือว่าระดับคลาสสิก ไม่ได้โดดเด่นมาก แต่ช่วยเติมเต็มสร้างสีสันให้กับหนังได้มาก

ถ่ายภาพโดย Henri Decaë ขาประจำของผู้กำกับ Melville ตั้งแต่ผลงานเรื่องแรก ก่อนกลายเป็นขาประจำของผู้กำกับรุ่น French New Wave อาทิ Les Amants (1958), Le Beau Serge (1958), The 400 Blows (1959), ฯ

โทนสีที่ใช้ประกอบด้วย เทา น้ำเงิน และดำ มอบสัมผัสอันอึมครึม บรรยากาศหมองหม่น เย็นยะเยือก สูบเอาความอบอุ่นสดใสทิ้งไปจนหมดเกลี้ยง และสัมผัสของหนังนัวร์ คือการใช้แสง-เงา ความมืดให้เป็นประโยชน์ ซึ่งก็จัดเต็มเลยตั้งแต่ช็อตแรกของหนัง

ภาพแรกของหนัง ในห้องที่เต็มไปด้วยความมืดมิด ประกอบด้วยตู้ ตั่ง เตียง ไม่มีการประดับประดาอะไร เฟอร์นิเจอร์อื่นก็แทบไม่มี กรงนกตั้งอยู่กึ่งกลางห้อง แสงสว่างจากธรรมชาติส่องผ่านหน้าต่างสองบาน เราจะเห็นชายคนหนึ่งนอนอยู่บนเตียง กำลังจุดสูบบุหรี่ควันฉุย, ช็อตนี้สามารถใช้อธิบายตัวตน/จิตวิญญาณของ Jef Costello ว่าคือบุคคลผู้รักสันโดษ ไม่ยึดติดกับวัตถุนิยม หรือมีความสัมพันธ์กับผู้ใด

ช็อตถัดมา ใบหน้าของ Jef Costello ครึ่งหนึ่งหลบซ่อนอยู่ในความมืด (เป็นนักฆ่า) อีกครึ่งอาบแสงสว่าง (คนปกติทั่วไป) นี่คือภาษาภาพยนตร์ยอดนิยมของหนังนัวร์ ที่ใช้อธิบายตัวละครได้อย่างลึกล้ำเฉลียวฉลาด

การที่หนังไม่เน้นคำพูดสนทนา ทำให้ผู้ชมต้องสังเกตอากัปกิริยาท่าทาง การกระทำของตัวละคร และภาษาของการถ่ายภาพ เคลื่อนติดตาม หยุดนิ่ง ซูมเข้า-ออก เป็นการพรรณาบรรยายเรื่องราวที่เกิดขึ้น, มีฉากหนึ่งตอนต้นเรื่องระหว่างติดไฟแดง รถคันที่มาจอดข้างๆเป็นหญิงสาวสวย กล้องค่อยๆซูมเข้าไปเห็นเธอหันมามองอย่างใคร่สนใจ แต่ใบหน้าของชายหนุ่มกลับเพิกเฉยไม่สนใจและกล้องแช่ภาพค้างไว้ไม่มีขยับเคลื่อนไหว นี่แปลว่า ความรัก/ความสัมพันธ์ ไม่ได้อยู่ในความสนใจของ Jef Costello แม้แต่น้อย

นักเปียโนสาว Valérie (รับบทโดย Caty Rosier) ทั้งๆที่เห็นใบหน้าเขาจังๆขณะฆ่าคนตาย แต่เมื่อถูกขอให้ยืนยันเธอกลับบอก ไม่น่าใช่ชายคนนี้ เอะ! มันยังไงกัน, ความน่าสนใจของตัวละครนี้มีสองอย่างคือ ผิวสีดำ และช็อตนี้สวมชุดลายหนังเสือ
– ทำไมถึงให้ตัวละครนี้เป็นสาวผิวสี? นอกจากตรงกันข้ามกับแฟนสาวอีกคนของ Jef ยังสื่อถึงแรงดึงดูดที่น่าหลงใหล (สีดำ/หลุมดำ ดึงดูดกลืนทุกสิ่งอย่างเข้าหาตนเอง)
– สวมเสื้อคลุมลายเสือ นี่สะท้อนเข้ากับประโยคข้อความแรกสุดของหนัง ‘unless it is that of the tiger in the jungle’ สิ่งที่กระทำอยู่นี้คือความหลงใหลใคร่สนใจส่วนตน ซึ่งหลังจากนี้ความสัมพันธ์ของทั้งสองก็จะเป็นแบบ พ่อเสือ+นางแมวสวาท กลับตารปัตรระหว่าง Jef กับแฟนสาวอีกคน

ฉากที่ Jef Costello นัดพบเจอรับเงินค่าจ้างจากตัวแทนที่บริเวณบนสะพานติดกับรางรถไฟ หลังจากพูดคุยกันพอหอมปากหอมคอ วินาทีที่เกิดการทรยศหักหลัง ภาพถ่ายลงมาจากบนรถไฟที่กำลังเคลื่อนผ่านพวกเขาไปด้วยความเร็ว ได้ยินเสียงปืน และเห็นเพียงลางๆว่ามีการต่อสู้ขัดขืน

ความน่าสนใจของฉากนี้คือวินาทีเลือกถ่ายภาพลงมาจากบนรถไฟขณะกำลังเคลื่อนที่ผ่าน นี่ผมก็ยังขบไม่ออกว่าต้องการสื่อถึงอะไร ชีวิตที่ยังไม่พบจุดจบก็ต้องเคลื่อนต่อไป? แต่ที่แน่ๆคือ ถ้าเผลอกระพริบตาวินาทีนี้ก็จะมองอะไรไม่ทันเลยละ

เจ้านกน้อย Bullfinch เพศเมียตัวนี้ (ที่ต้องตัวเมีย เพราะสีมันจะไม่สดเท่าตัวผู้ กลมกลืนเข้ากับโทนหนัง) นัยยะความหมายก็โดยทั่วไป สะท้อนถึงพระเอกผู้ต้องอาศัยใช้ชีวิตในหลักการกฎกรอบของตนเอง ซึ่งความตื่นตระหนกทุกครั้งเมื่อมีใครอื่นเข้ามาในห้อง แทนด้วยสันชาติญาณ/จิตสำนึกรู้เตือนสติ ซึ่งก็ได้ช่วยให้ Jeff รอดตายถึงสองครั้งครา

ก็น่าคิดนะว่าเจ้านกน้อยมันมาอาศัยอยู่ในห้องนี้ได้อย่างไร พระเอกซื้อมา? แฟนสาวมอบให้? หรือมันก็อยู่ของมันอย่างนั้นอยู่แล้ว … นี่คงไม่มีใครตอบได้

ช็อตนี้คือจิตวิญญาณของหนังเลยนะ เพราะคำถามที่ว่า

“Nothing to say?”
“Not with a gun on me.”
“Is that a principle?”
“It’s a habit.”

เปรียบวินาทีนี้เหมือนหมาป่าที่ติดกับดัก แขนมันได้รับบาดเจ็บเลือดออก สงบนิ่งเฝ้ารอคอยเวลาที่นายพรานจะหวนกลับมาและแสดงท่าทางชะล่าใจ วินาทีนั้นเองก็จักพุ่งกระโจนทะยานเข้าหา ล้างแค้นเอาคืนอย่างสาสม

หลักการ (principle) ในมุมมองของตัวละครก็เป็นเพียงลักษณะนิสัย (habit) มิได้มีความหมายอะไรลึกซึ้งไปกว่านั้น เช่นนั้นแล้วชีวิตที่มีหลักการ ต่างอะไรกับชีวิตประจำวันที่ทำไมโดยไม่มีหลักการ หรือสันชาติญาณความเป็นมนุษย์

ฉากจบของหนัง เพราะทุกคนคิดว่า Jef ต้องมาร้ายแน่ แถมตั้งท่าเตรียมพร้อมเช่นนั้นย่อมได้ข้อสรุปในทิศทางเดียวกัน แต่พอความจริงเปิดเผยออก ทำเอาหญิงสาวที่คราวนี้สวมชุดขาว ทรุดนั่งลงหมดสิ้นเรี่ยวแรง อึ้งทึ่งคาดคิดไม่ถึงกับสิ่งที่เกิดขึ้น และภาพก็แช่ค้างช็อตนี้ทิ้งไว้ให้ Ending Credit ปรากฎขึ้นจนจบ

นัยยะของ Jef ที่กระทำเช่นนี้ ราวกับว่าเขาสูญเสียสิ้นหลักการ ทุกสิ่งอย่างในชีวิตไปหมดแล้ว ถูกนายจ้างทรยศหักหลัง ที่ร้านอู่ซ่อมรถบอกไม่รับเปลี่ยนทะเบียนรถให้แล้วนะ แฟนสาวก็มีชีวิตลำบากเพราะถูกตำรวจตามตื้อ … คล้ายๆกับซามูไรที่เมื่อไหร่พ่ายแพ้สงคราม สูญเสียผู้นำโชกุน มักจะคว้านท้อง (Seppuku) ฆ่าตัวตาย เพื่อไม่ให้เสื่อมเสียเกียรติภูมิของตนเอง

ตัดต่อโดย Monique Bonnot กับ Yo Maurette, ปกติแล้วธรรมเนียมของหนังนัวร์ ตัวเอกจะต้องปรากฎตัวอยู่ทุกฉาก แต่เรื่องนี้หลายครั้งนำเสนอในมุมของตำรวจ/ผู้กำกับการ ขณะวางแผนติดตามตัวพระเอกไม่ให้หายตัวคลาดสายตา (แต่สุดท้ายก็พลาดได้)

เวลาเป็นสิ่งชี้เป็นชี้ตายของหนัง ซึ่งในช่วงแรกๆจะมีการขึ้นตัวอักษรบอกว่า ขณะนี้วัน-เวลา ผ่านไปเท่าไหร่แล้ว แต่ครึ่งหลังเมื่อสิ่งนี้หมดสิ้นความสำคัญไป ก็จะไม่มีการข้อความปรากฎอีกเลย

อย่าไปคาดหวังความสมจริงจากการตัดต่อนะครับ อาทิ ขณะพระเอกยิงปืน ถึงเราจะเห็นภาพว่าเขาดึงมือออกจากกระเป๋าไม่ได้หยิบจับอะไรออกมา แต่อีกสองช็อตถัดไปเมื่ออีกฝ่ายชักปืนขึ้นมายิงสวน กลับเห็นภาพมือถือปืนกำลังยิงปรากฎขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย, ลีลาลักษณะนี้รับอิทธิพลจากยุคสมัย Poetic Realism ร้อยเรียงภาพด้วยสัมผัสไม่ใช่ความต่อเนื่องของเรื่องราว

เพลงประกอบโดย François de Roubaix สัญชาติฝรั่งเศส อัจฉริยะที่ไม่เคยร่ำเรียนดนตรีจากไหน สอนตนเองจากการฟังจนเล่นเป็น เวลาแต่งเพลงต้องใช้ผู้ช่วยจดโน๊ตให้ (ว่าไปคล้ายๆกับ Irving Berlin เลยนะ)

บทเพลงที่มีกลิ่นอายหนังนัวร์ มักเต็มไปด้วยความลึกลับพิศวง อันตรายที่ค่อยๆคืบคลานแฝงตัวมากับความมืด มีความหลอกหลอนสะพรึงตื่นตะหนก (แต่ไม่ใช่สะดุ้งโหยงหวาดกลัวเหมือนแนว Horror), Title Theme เน้นหนักกับเสียงจากเครื่องดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ คีย์บอร์ด ที่เป็นเทรนด์แฟชั่นของยุคสมัยนั้น สะท้อนตัวตนที่อยู่ภายในของตัวละคร (Jef Costello) ออกมา

นัวร์กับแจ๊สเป็นของคู่กัน เพราะต่างมอบสัมผัสทางอารมณ์ที่หลบซ่อนอยู่ภายในเรื่องราวและจิตใจของผู้เล่นออกมา, มีหลายบทเพลงเพราะๆดังขึ้นในไนท์คลับ แต่โดนใจผมที่สุดคือ Jef et Valerie (Jef and Valerie) สาวเจ้าเล่นให้ชายหนุ่ม (ฉากกลางเรื่อง เมื่อนักฆ่าหวนกลับมาสู่สถานที่เกิดเหตุ) เธอสื่อสารถึงเขาด้วยภาษาดนตรี เกี้ยวพาราสีชักชวนขอให้รอจนเลิกงาน แล้วเราจะไปกันต่อ … (ที่ห้องของหญิงสาว)

ฟังดูเว่อสักนิดนะครับ เพราะเพลงนี้ผมจินตนาการเห็น Jef กับ Valerie กำลังร่วมรักมี Sex กันอย่างออกรส สังเกตจากโน๊ตคู่ที่แรกๆจะลงพร้อมกันเหลื่อมล้ำเล็กน้อย แต่สักพักจะออกลีลาท่าทาง คลอเคลีย เล่นท่า ข้างหนึ่งรัว ข้างหนึ่งรับ จบเพลงด้วยการค่อยๆเฟดหาย ล่องลอยไปบนปุยเมฆบนสรวงสวรรค์

ผมไปเจออีกบทเพลงหนึ่ง Jef et Jeanne (Jef and Jeanne) ให้สัมผัสแตกต่างจาก Jef et Valerie พอสมควร, บทเพลงสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่าง Jef กับ Jeanne แตกต่างที่จะไม่ล่องลอยขึ้นไปถึงสรวงสวรรค์ แค่จมปลักอยู่บนโลกใบนี้

เสียงเปียโนแทบทุกโน๊ตจะกดลงคู่พร้อมกันหรือเหลื่อมเล็กน้อย (ไดเรคชั่นมาคล้ายๆกัน) แต่ลีลาจะไม่เว่อวังอลังเท่า สะท้อนได้กับชีวิตที่เดินร่วมกันเคียงข้าง แต่กลับมิสามารถครอบครองหรือร่วมรักกลายเป็นหนึ่งเดียว

Le Samouraï คือเรื่องราวของนักฆ่าผู้มากด้วยหลักการ แต่แล้ววันหนึ่งต้องสูญเสียทุกสิ่งอย่างไป เขาจึงเลือกยอมตายแบบซามูไร ธำรงไว้ซึ่งเกียรติศักดิ์ศรี และความเป็นมนุษย์/ลูกผู้ชาย ของตนเอง

หลักการที่ว่านี้ อาทิเช่น อาศัยอยู่ตัวคนเดียวอย่างสันโดษ, ไม่สร้างสัมพันธ์ลึกซึ้ง ยึดติดกับหญิงสาว/สิ่งของ/ใครอื่น, เวลาจะปฏิบัติภารกิจต้องสวมถุงมือ ฯ เหล่านี้อาจดูเหมือนวิถีปฏิบัติ/บุคลิกนิสัยของตัวละครมากกว่า แต่มันก็คือสิ่งๆเดียวกับหลักการที่ยึดถือปฏิบัติ เมื่อเราแสดงออกมาซ้ำๆต่อเนื่องยาวนาน สักวันหนึ่งเลยติดตัวฝังใจกลายเป็นส่วนหนึ่งดั่งแขนขา อวัยวะชิ้นส่วนของร่างกาย

เท่าที่ผมสามารถค้นหาอ่านชีวประวัติของ Melville พบว่าเป็นคนปฏิเสธความเชื่อและแนวคิดทางศาสนาทุกประเภท ซึ่งสิ่งที่เขาสร้างขึ้นนำเสนอออกมาในภาพยนตร์ คือการสร้างโลกทัศนคติ หลักการชีวิต สัจธรรมความจริง ในมุมมองความเข้าใจของตนเอง ปฏิเสธ ‘Realism’ ของโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง

ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็ราวกับความเพ้อฝันของผู้กำกับ Melville นำเสนอทฤษฎีปรัชญาชีวิตของตนเอง สิ่งสำคัญที่สุดคือภารกิจ/การงาน/การต่อสู้ เมื่อไหร่เกิดความผิดพลาดหรือถูกทรยศหักหลังมีความเปลี่ยนแปลง ทุกอย่างก็แทบจบสิ้นไร้คุณค่าความหมายลงพลัน ยากนักจะอดรนทนดำรงชีพอยู่ต่อ แต่ก่อนร่ำลาจากไปจากโลกใบนี้ ขอเพียงให้ได้ออกตามล่าล้างแค้น ทวงคืนความถูกต้องให้กับตัวเอง เท่านี้จะได้ไม่รู้สึกสูญสิ้นเสียดาย ชีวิตมีคุณค่าเท่ากับซามูไรและราชสีห์

หนังมีตอนจบแบบ Alternate Ending ด้วยนะครับ แต่ไม่ได้แตกต่างอะไรมาก แค่สีหน้าของ Jef วินาทีที่เสียชีวิต ที่เห็นในหนังคือเขาไม่แสดงสีหน้าความรู้สึกใดๆออกมา ขณะที่อีกแบบหนึ่งคือรอยยิ้มร่า ยินดีที่ได้ตายอย่างสมเกียรติ ฟุตเทจสูญหายไปแล้วแต่คงเหลือภาพนิ่งหนึ่งไว้ (เห็นภาพนี้แล้วมันหลอนๆยังไงชอบกล จบแบบในหนังผมว่าลงตัวกว่าเยอะเลย)

คนที่ไม่สนใจเรื่องของศาสนา (ไม่ว่าจะพุทธ คริสต์ อิสลาม ฯ) ชีวิตมักขาดเป้าหมาย อุดมการณ์ และหลักการในการดำรงชีพ แต่นั่นอาจไม่ใช่กับ Melville ที่เพราะภาพๆนี้ทำให้ผมมองว่า เขามองมนุษย์/ความตาย คือเรื่องตลกขบขัน ‘ไม่มีใครกำหนดทิศทาง สร้างเป้าหมายชีิวิตให้เราได้ นอกจากตัวของเราเอง’

ถึงไม่มีรางวัลอะไรเป็นสิ่งการันตีความสำเร็จตอนออกฉาย แต่อิทธิพลของ Le Samouraï ถือว่ามากล้นเหนือกาลเวลา โดยเฉพาะแนว Neo-Noir, Crime, ฉากสืบสวนสอบสวน ตำรวจติดตามไล่จับผู้ร้าย, ภาพยนตร์เรื่องเด่นๆที่รับอิทธิพลแรงบันดาลใจไป อาทิ The Driver (1978), The Killer (1989), Vengeance (2009), The American (2010), Drive (2011) ฯ

เกร็ด: หนังเรื่องนี้เข้าฉายอเมริกาช้าไปหลายปี หลังจาก The Godfather (1972) ด้วยเหตุนี้เลยมีการใช้ชื่อภาษาอังกฤษ The Godson ฉายปี 1973 สิ้นคิดสิ้นดี

ส่วนตัวค่อนข้างชื่นชอบหนังเรื่องนี้ ในไดเรคชั่นของผู้กำกับ Jean-Pierre Melville ที่สามารถสูบความมีชีวิตออกไปได้หมดสิ้น แต่ผมไม่ประทับใจตัวตน ความลวงโลก สุดโต่งของเขาสักเท่าไหร่ ‘เดียรถีย์’ คนพรรค์นี้มีอะไรให้น่ายกย่องตรงไหน?

แนะนำกับคอหนังอาชญากรรม film noir, แนวสืบสวนสอบสวน ตำรวจ-นักฆ่า, ช่างภาพตากล้อง ทุกข์ทรมานไปกับความสวยงาม, รู้จักผู้กำกับ Jean-Pierre Melville และแฟนคลับ Alain Delon ไม่ควรพลาด

จัดเรต 15+ กับบรรยากาศอันตึงเครียด หนักอึ้ง

TAGLINE | “ถึง Alain Delon จะมิได้เป็น Le Samouraï แต่ผู้กำกับ Jean-Pierre Melville ก็สร้างโลกอีกใบให้เขากลายเป็น”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of