Legend of the Mountain (1979)

Legend of the Mountain

Legend of the Mountain (1979) Hong Kong : King Hu ♥♥♥♡

เหมือนว่าปรมาจารย์ผู้กำกับหูจินเฉวียน (King Hu) ต้องการชุบชีวิตใครสักคนให้ฟื้นคืนชีพ แต่ทั้งรู้ว่าทำไม่ได้ ก็เลยต้องปล่อยไปตามวิถีของกรรม, สีว์เฟิง (Hsu Feng) รับบทผีสาวสุดสวย หลอกล่อพระเอกหนุ่ม ชุนชิห์ (Chun Shih) ให้แต่งงานด้วย เพื่อหาทางฟื้นคืนชีพ … ถ้าผมเจอผีสาวสวยขนาดนี้นะ ก็คงยอมโดนให้หลอกแน่ๆ

ถ้าคุณตามอ่านบทความวิจารณ์ต่อหนังของปรมาจารย์ King Hu มาโดยตลอด อาจจะคาดเดาถึงบุคคลที่ผู้กำกับดังอยากชุบชีวิตเสียเหลือเกินได้ไม่ยาก นั่นคือ เจียงไคเชก ที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อปี 1975 ซึ่งกับหนังเรื่อง Raining in the Mountain (1979) สร้างขึ้นถ่ายทำพร้อมกัน (Back-to-Back) ออกฉายก่อนหน้า Legend of the Mountain (1979) มีใจความเกี่ยวกับการค้นหาผู้สืบทอดอุดมการณ์(ของเจียงไคเชก) แต่เพราะความจริงหามีไม่ ใครคนนั้นที่สามารถสานต่องานกอบกู้ประเทศจีนจากพรรคคอมมิวนิสต์ (เหมาเจ๋อตุง ก็เพิ่งเสียชีวิตเมื่อปี 1976) เรื่องราวของหนังเรื่องนี้ที่เกี่ยวกับผีสาวพยายามหาทางฟื้นคืนชีพให้ได้ ตีความคือ King Hu มีความเพ้อฝันต้องการที่จะชุบ เจียงไคเชก ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

ตามตำนานเล่าว่า มีพระสูตรหนึ่งเมื่อสวดครบ 108 จบ จะสามารถชุบชีวิตคนตายได้ (สงสัยอิติปิโส 108 จบ หรือพระปริตร?) คาถานี้จึงเป็นที่ต้องการของเหล่าผีสางนางไม้ ที่ต่อให้มีฤทธิ์เดชสูงส่งขนาดไหนก็เป็นเพียงแค่วิญญาณ ไม่สามารถใช้ชีวิตดั่งมนุษย์เดินดินได้, He Yunqing (รับบทโดย ชุนชิห์, พระเอก Dragon Inn และ A Touch of Zen) ได้รับมอบหมายให้คัดลอกพระสูตรนั้น ออกเดินทางเข้าไปในหุบเขาลึก ถูกหมายหัวโดยผีสาวมากฤทธิ์ Le Niang, Melody ตีกลอง (รับบทโดย สีว์เฟิง, นางเอกหน้านิ่งจาก A Touch of Zen) ที่ทำการลวงหลอกล่อจนได้อยู่กินแต่งงาน แต่ความแตกโดย Yi Yun, Cloudy เป่าขลุ่ย (รับบทโดย Sylvia Chang) ทำให้ He Yunqing ต้องหาทางเอาตัวรอดออกจากวังวนแห่งนี้

เหมือนว่าผีในหนังเรื่องนี้มี 2 ฝ่าย ผีดีสายธรรมะเป่าขลุ่ย กับผีชั่วสายอธรรมตีกลอง แต่ผียังไงก็คือผี ตายไปแล้วก็ควรที่จะอยู่ในโลกของตนเอง ไม่เข้ามาจุ้นจ้านกับโลกมนุษย์ นั่นทำให้ชะตากรรมผลลัพท์ตอนจบ จึงเป็นอะไรที่ … ‘เป็นไปตามกรรม’

ความสวยงามของหนังเรื่องนี้ ประกอบด้วย 3 ส่วน

อย่างแรกเลยคือสามนักแสดงหลัก สีว์เฟิง, ชุนชิห์ และซิลเวีย จาง โดดเด่นที่สุดก็คือสีว์เฟิง ปกติแล้วเธอจะเป็นเจ้าหญิงน้ำแข็งไม่เคยเห็นยิ้ม หรือมีบทพูดมากมาย กับหนังเรื่องนี้เพราะต้องเสแสร้งแกล้งทำ แต่รอยยิ้มของเธอกลับดูสมจริงยิ่งกว่าปั้นแต่ง กล่าวคือน่ารักจนทำให้หัวใจละลาย (กับคนที่ไม่ค่อยยิ้ม เวลาเห็นยิ้มก็แบบนี้แหละครับ เป็นมุมที่คนทั่วไปไม่ค่อยได้เห็น เลยรู้สึกว่ามันทำให้หนุ่มๆหลอมละลาย เห็นแค่นี้ก็รู้สึกคุ้มค่าเหลือเกิน) สำหรับชุนชิห์ และซิลเวีย จาง รู้สึกว่าเคมีของทั้งคู่ล้นรักออกมานอกจอ เป็นความรู้สึกแอบชอบ หลงใหล เป็นห่วงเป็นใย (แต่ทั้งคู่ก็ไม่มีอะไรกันนะครับ)

แต่ตัวละคร ที่เป็นแม่ของสีว์เฟิง รู้สึกว่าน่ารำคาญไปเสียหน่อย เจ้ากี้เจ้าการจัดแจงเรื่องมาก เห็นแล้วอดรนทนไม่ได้ แต่มันก็ชวนให้เกิดเลิศนัยความสงสัย เบื้องลึกอาจมีอะไรมากกว่านั้น

อย่างที่สองคือ การถ่ายภาพโดย Henry Chan ที่ควบ Raining in the Mountain (1979) พร้อมกันไปด้วย, หนังถ่ายทำในประเทศเกาหลีใต้ เห็นว่าใช้เวลาเป็นปีๆ เพื่อเก็บภาพธรรมชาติ สรรพสัตว์ ค้นหาสถานที่ที่ผู้กำกับต้องการ เรื่องความสวยงามนั้นเกินบรรยาย ซึ่งหลายครั้งหนังใช้ลักษณะ ‘ภาพประกอบเพลง’ เพื่ออธิบายบรรยายเหตุการณ์สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นโดยรวบรัด นี่คือลักษณะของ Poetic Film ที่ใช้การตัดต่อร่วมกับ Nan Hsiao แทรกใส่ Abstraction ภาพของนามธรรมทั้งหลาย ที่ล้วนมีนัยยะสำคัญบางประการ

ฉากแรกและฉากสุดท้ายของหนัง He Yunqing พบเจอปรากฎตัวที่โขดหินริมทะเล กล้องซูมเข้า-ออก มองจากด้านบน, สถานที่แห่งนี้อยู่ระหว่างผืนแผ่นดินกับผืนน้ำ ประหนึ่ง ความมั่นคง-อ่อนไหว, ชีวิต-ความตาย, โลกนี้-โลกหน้า, หยิน-หยาง ฯ ต้นเรื่องเดินออก ท้ายเรื่องเดินเข้า ดั่งวังวนวัฎจักรชีวิต

ตอนที่ He Yunqing จำใจต้องแต่งงานกับ Le Niang มีการแทรกใส่ภาพแมงมุม หยากไย่ ติดกับดัก … ความหมายคือ พระเอกเป็นดั่งแมลงที่หลงติดกับดัก อยู่ในหยากไย่ของผีสาว (ตอนนั้นพระเอกยังไม่รู้ตัว แต่ผู้ชมน่าจะพอรู้สึกได้)

เห็นดอกบัวทีไร ชวนให้นึกถึง บัวสี่เหล่า ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าทุกที แต่หนังเรื่องนี้เหมือนจะไม่ได้มีนัยยะเช่นนั้น

ภาพสรรพสัตว์ทั้งหลายที่แทรกเข้ามา มีนัยยะถึง ‘สิ่งมีชีวิต’ ในขณะที่ธรรมชาติถือว่าเป็น ‘สิ่งไม่มีชีวิต’ เช่นนั้นแล้ววิญญาณ ผีสาง ฯ จัดว่า มีหรือไม่มีชีวิต?

และความโดดเด่นของหนังประการสุดท้าย คือบทเพลงของ Wu Ta-chiang หลังจากมีผลงานร่วมกับ King Hu เรื่อง A Touch of Zen (1971) กับ Raining in the Mountain (1979) ครั้งนี้ยังคงโดดเด่นด้วยการใช้บทเพลงช่วยสร้างบรรยากาศน่าพิศวง (Mystery) หลอกหลอน ลุ้นระทึก ซึ่งบางครั้งในช่วงภาพประกอบเพลง ขณะกำลังเพลิดเพลินกับความงดงาม ช็อตที่ปรากฎใยแมงมุม เสียงเพลงมีการเปลี่ยนไปอย่างมีนัยยะสำคัญ กับคนที่ฟังเป็นได้ยินช่วงขณะนี้ น่าจะสามารถรับรู้ได้แล้วว่ามันอาจกำลังมีอะไรเกิดขึ้น

ลีลาเด็ดของบทเพลงคือการประชันระหว่าง กลองบัณเฑาะว์ (ตามตำนาน ว่าไว้กล่อมผีสาวเทวดา) ขลุ่ย ฉาบเล็ก ฯ แทนที่จะสู้กันแบบต่อยตี กับวิญญาณผีเลยเปลี่ยนมาใช้บทเพลง/บทสวดเข้าโต้ตอบ นี่ผมต้องยกคารวะสามจอกเลย คิดได้ยังไง! เพราะบทเพลงเสียงดนตรี มีพลังดั่งอาวุธทางจิตวิญญาณ ที่สามารถทำลายล้างศัตรูคู่ต่อสู้ได้

เกร็ด: กลองบัณเฑาะว์ (และตรีศูล) เป็นอาวุธประจำกายของพระศิวะ ที่มอบให้องค์พระพิฆเนศ มีความหมายคือช่วยขจัดความชั่วร้ายและสิ่งไม่ดี รวมถึงขจัดอุปสรรคให้หมดไป

ผมพยายามสังเกตหาว่ามันเกิดอะไรขึ้นระหว่างการบรรเลงเพลง อยู่ที่ท่วงทำนอง เสียงเพลงหรือเครื่องดนตรี ที่จะทำให้ฝ่ายตรงข้ามเกิดปฏิกิริยาต่างออกไป แต่ก็ค่อนข้างสับสน เพราะทั้งฝ่ายผีและหลวงจีนต่างก็ใช้ทำนองคล้ายๆกัน ต่างที่เครื่องดนตรี (ฝั่งหนึ่งใช้กลองธรรมดา อีกฝั่งหนึ่งใช้กลองบัณเฑาะว์) บางทีก็สามารถทำให้เกิดการระเบิด บางทีควบคุมจิตวิญญาณของผู้อื่นได้ ฯ มันคงต้องมีอะไรสักอย่างแหละ

ทำไมดนตรีถึงสามารถควบคุมจิตวิญญาณ/ผีสาง/ผู้อื่นได้? เวลาคุณฟังเพลงๆหนึ่งอย่างตั้งใจ อารมณ์จิตใจจะเคลื่อนไหวไปตามทำนองบรรยากาศของเสียงเพลง นั่นคือการสั่นสะเทือนของจิตวิญญาณ มันเลยไม่ใช่เรื่องแปลก(ในนวนิยาย/ภาพยนตร์) ที่จะนำแนวคิดการตีความนี้ ไปใช้เป็นพลังอาวุธตอบโต้จิตวิญญาณของศัตรู, กับบทเพลงที่มีความระทึกระรัว จะทำให้จิตใจสั่นไหวรุนแรงเหมือนเสียงหัวใจเต้น (ผีสางจะไม่ชอบ เพราะตัวเองไม่มีหัวใจเต้น) ทำนองขลุ่ยโหยหวนล่องลอย ก็จะทำให้จิตวิญญาณหลุดออกจากร่าง ฯ

สำหรับใจความของหนังเรื่องนี้ เป็นการแฝงแนวคิดของ Zen และพุทธศาสนา เรื่องกฎแห่งกรรมเป็นหลัก, ตายแล้วเป็นผี ก็ถือว่าจบสิ้นแล้วชาตินี้กับความเป็นมนุษย์ แต่นี่ไม่ใช่หนังสอนผีนะครับ เป็นหนังสอนคนให้รู้จักปล่อยวางตัวเอง ประพฤติตัวเป็นคนดีอย่าทำชั่ว ตายแล้วก็ต้องชดใช้กรรมที่ก่อ กลายเป็นผีก็อย่างหลงมัวเมายึดติด, คนเป็นชาวพุทธย่อมต้องรู้แน่ว่าในอนาคตสักวัน ถึงคราววาระหมดสิ้นบุญกรรมจากชาติปางก่อน ย่อมสามารถกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ได้อีก

การส่งต่อความรู้ จะเห็นว่าหลวงจีนสอนคาถาป้องกันผี, หรือลามะเรียนบทเพลงจากอาจารย์ พวกเขาไม่ได้พูดคุยเอ่ยปากสนทนากันเลย ใช้ภาษามือเลียนแบบทำตามเท่านั้น นี่เปรียบได้กับการถ่ายทอดของ Zen ที่เรียกว่า “ไม่สอนโดยตรง” แต่ต้องเรียนรู้ทำความเข้าใจด้วยตนเอง, นี่ก็เปรียบได้กับหนังเรื่องนี้ ที่ไม่ได้ใช้การสั่งสอนแนะนำโดยตรง ขึ้นกับผู้ชมเองว่าจะรับรู้ มองเห็น คิดเข้าใจได้เช่นไร

ถึงตายจากความเป็นมนุษย์ไปแล้ว เราก็ยังสามารถทำบุญ บำเพ็ญเพียร สร้างบารมีได้นะครับ มันไม่ใช่ว่าตายแล้วสูญ หรือเอาแต่ชดใช้กรรม/อิ่มเอมกับบุญที่เคยสะสม ก็เหมือนหนังเรื่องนี้ที่แม้แต่ผียังมีฝ่ายดี ฝ่ายชั่ว คือถ้ามุ่งแสวงหาเอาเปรียบคิดร้ายผู้อื่น ก็จักพาลให้เข้าสู่วงจรของวิถีมาร แต่ถ้าเลือกทำแต่ความดี ก็มีโอกาสเข้าถึงหนทางสว่าง นิพพานมากขึ้น

มันไม่มีจริงนะครับ คาถา/พระสูตร ฟื้นคืนชีพอะไรแบบนั้น พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่เคยตรัสอะไรไว้ สอนให้แต่อย่ายึดติดกับการเป็นมนุษย์ ในช่วงชีวิตหนึ่งมีสองสิ่งที่เราสามารถทำได้ 1) ชดใช้กรรม 2) สร้างบารมี, แต่มันก็มีความเป็นไปได้ กับคนที่ยังไม่ถึงคราตาย บารมีเก่ายังเกื้อหนุน บางทีหมดลมหายใจไปแล้ว 7 วัน วิญญาณยังสามารถกลับเข้าร่างได้ นี่ไม่ได้เป็นสิ่งแปลกประหลาดอะไร (แต่มนุษย์เราก็จะหลงเชื่องมงายโดยทันที ไม่คิดว่าจะเป็นไปได้) เพราะในสมัยพุทธกาล ยังมีสิ่งพิศดารกว่านี้อีกมาก เช่น ปลาทองพูดได้, คนเหาะเหินเดินอากาศ, ฯ

รับชมหนังเรื่องนี้ ชวนให้นึกถึง Ugetsu (1953) ของปรมาจารย์ผู้กำกับ Kenji Mizoguchi พระเอกตกหลุมรักกับผีสาวอาศัยอยู่กินหลับนอนด้วยกัน แต่เรื่องนั้นต้องบอกว่าหลอนเข้ากระดูกดำเลย กับเรื่องนี้ออกไปทาง Action ระทึกสุดมันส์ ช่วงท้ายมีการต่อสู้ปราบผี ก็สนุกไปอีกแบบ, หนังเรื่องนี้เป็นแรงบันดาลใจให้ A Chinese Ghost Story (1987) หรือชื่อไทย โปเยโปโลเย หนังผีในตำนานของประเทศจีนด้วยนะครับ

ต้นฉบับแรกสุดของหนังที่ออกฉายความยาวกว่า 3 ชั่วโมง คงเสียเวลากับการพรรณา นำเสนอภาพธรรมชาติแฝงปรัชญา (แบบหนังของ Andrei Tarkovsky) ซึ่งผู้ชมชาวฮ่องกง/ไต้หวัน ต่างส่ายหัวไม่เข้าใจ ทำไมหนัง Wuxia เรื่องนี้ถึงได้มีความยาวนัก (นี่ไม่ใช่หนัง Wuxia นะครับ แต่ผู้ชมสมัยนั้นมักจะหลงคิดกันไปเองแบบนี้) และกับการแค่เข้าไปชมสีว์เฟิงยิ้ม ค่าตั๋วสามชั่วโมงก็มากเกินไปหน่อย, ด้วยเหตุนี้ตอนออกฉายครั้งแรกหนังจึงขาดทุนย่อยยับ ทำให้ King Hu จำต้องตัดทอนหนังลงเหลือแค่ประมาณเกือบๆสองชั่วโมง นำออกฉายต่างประเทศ (เท่าที่หาดูก็พบเจอแต่หนังฉบับ 115 นาที ไม่รู้ฉบับ 190 นาทีสูญหายไปแล้วหรือเปล่า)

โชคดีที่หนังเรื่องนี้แม้จะทำเงินไม่ได้ แต่นักวิจารณ์ทั้งจีนและเทศต่างพากันยกย่องสรรเสริญในความยิ่งใหญ่ เข้าชิง Golden Horse Award ถึง 9 สาขา ได้มา 6 รางวัล ประกอบด้วย
– Best Feature Film **ได้รางวัลที่ 2
– Best Director ** ได้รางวัล
– Best Leading Actor (Chun Shih)
– Best Leading Actress (Feng Hsu)
– Best Cinematography ** ได้รางวัล
– Best Film Editing
– Best Art Direction ** ได้รางวัล
– Best Film Score ** ได้รางวัล
– Best Sound Recording ** ได้รางวัล

เหตุนี้เองทำให้หนังได้ถูกนำกลับมาฉายใหม่ ทำเงินน่าจะไม่ถึงขั้นขาดทุนย่อยยับ

ส่วนตัวแค่ชอบหนังเรื่องนี้ มีหลายอย่างที่ค้างคายังไม่เข้าใจเสียเท่าไหร่ แต่แค่ความสวยงามทั้งสามประการที่กล่าวมา คือจุดเด่นที่ทำให้หนังมีความน่าสนใจ ประทับใจอย่างยิ่งเลย, คิดว่าความค้างๆคาๆที่ว่านี้ อาจถูกเติมเต็มเมื่อได้รับชมหนังฉบับสามชั่วโมง ได้รับการยกย่องระดับ Masterpiece อีกเรื่องเลยละ … หวังว่ามันจะไม่สูญหายไปแล้วนะ!

แนะนำกับคอหนังจีน ชื่นชอบแนวรักๆ ผีๆ สู้กันด้วยพลังวิญญาณ, สนใจแนวคิด Zen และพุทธศาสนา, แฟนๆผู้กำกับ King Hu และสามนักแสดงหลัก สีว์เฟิง, ชุนชิห์, ซิลเวีย จาง

จัดเรต 13+ กับความเชื่อ เรื่องผีสาง

TAGLINE | “Legend of the Mountain อาจคือตำนานของ King Hu ที่มีความยอดเยี่ยมยิ่งใหญ่ แต่หนังกลับยังหลบซ่อนอยู่ในขุนเขา”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of