L’Enfance Nue (1968)

Naked Childhood

L’Enfance Nue (1968) French : Maurice Pialat ♥♥♥♥

(mini Review) ในมุมมองของเด็กชายวัย 10 ขวบ ก็ไม่ได้กำพร้าแต่พ่อแม่ไม่สนใจ ฝากเลี้ยงไว้กับครอบครัวบุญธรรม แสดงความเกเรก้าวร้าวจนมิอาจทนไหว เปลี่ยนไปอีกครอบครัวหนึ่งหวังว่าอะไรๆจะดีขึ้น แต่ไม่มีใครถามใจเขาดูบ้างเลยหรือ ทำไมถึงกลายเป็นคนนิสัยแบบนี้?, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

Naked Childhood เป็นภาพยนตร์ที่มีความเป็นธรรมชาติ ‘Realist’ สูงมากๆ ส่วนใหญ่ใช้บริการนักแสดงสมัครเล่น ได้รับเพียงคำแนะนำเบื้องต้น ไร้ซึ่งบทพูดท่องจำต้องครุ่นคิดคำสนทนาด้วยตนเอง ถ่ายทำด้วยกล้อง Hand-Held ส่วนใหญ่เป็น Long-Take ระยะ Long Shot ให้สัมผัสของการสังเกตจับจ้องแอบมอง การตัดต่อก็ดำเนินกระโดดไปข้างหน้าเรื่อยๆ และยังไม่ใช้เพลงประกอบใดๆเพื่อสร้างอารมณ์ร่วม

ด้วยไดเรคชั่นที่กล่าวมานี้ ก็เพื่อให้ผู้ชมสามารถสังเกตจับจ้อง ครุ่นคิดพิจารณา ทำความเข้าใจเรื่องราว สาเหตุผล ด้วยมุมมองของตัวคุณเอง มิได้ให้คำตอบอะไรไว้ชัดเจนสักอย่าง ทำไมเด็กชายถึงกลายเป็นเช่นนี้? มันอาจเพราะตัวเขาเองนิสัยเกเรก้าวร้าวมาแต่ไหนแต่ไร เพื่อนๆรอบข้าง พี่น้องครอบครัว โรงเรียนครูอาจารย์ สภาพสังคมเศรษฐกิจ หรืออะไรกันแน่?

นี่เป็นผลงานภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกแจ้งเกิดของผู้กำกับ Maurice Pialat (1925 – 2003) ทั้งๆที่ตัวเขาก็มิใช่เด็กกำพร้า ครอบครัวอยู่พร้อมหน้า แต่เคยให้สัมภาษณ์บอก ‘รู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้งทางใจ’ พ่อแม่แทบไม่เคยสนใจใยดี เติบโตขึ้นด้วยการเลี้ยงดูของคุณยาย วาดฝันอยากเป็นจิตรกร สุดท้ายลงเอยเป็นผู้กำกับสารคดีขนาดสั้น L’Amour existe (1960) ทั้งชีวิตมีผลงานเพียง 10 เรื่อง ไฮไลท์คือ Sous le soleil de Satan (1987) คว้ารางวัล Palme d’Or ได้รับการยกย่องในสไตล์คล้ายกับ John Cassavetes

ขอกล่าวถึง L’Amour existe (1960) สักนิดก่อนแล้วกัน ผลงานภาพยนตร์สารคดีขนาดสั้นเรื่องแรกของผู้กำกับ Pialat เป็นแนว Essay Film สังเกตการณ์วิถีชีวิตผู้คน ผลกระทบจากการเจริญเติบโตก้าวกระโดดของสังคมเมือง ต่อชุมชนชานเมืองโดยรอบกรุง Paris ด้วยความยาวประมาณ 20 นาที ฉายเทศกาลหนังเมือง Venice คว้ารางวัล Prix Lumière (ของหนังสั้น) หารับชมได้ใน Youtube สวยงามระดับ Masterpiece เลยละ

หนังสั้นเรื่องนี้สร้างความประทับใจแก่ผู้กำกับ François Truffaut อยากให้ความช่วยเหลือ อาสาจัดหาทุนสร้างภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกให้ ซึ่ง Pialat ก็ได้นำเสนอพล็อตที่แทบไม่ต่างจาก The 400 Blows (1959) สลับแค่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า เป็นบ้านของครอบครัวบุญธรรม คงเพราะแบบนี้ พวกเขาเลยกลายเป็นเพื่อนสนิทสนม ให้คำแนะนำแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ช่วยเหลือกันและกันอยู่เรื่อยๆ

เรื่องราวของเด็กชาย François อายุสิบขวบ หลังจากอาศัยอยู่กับครอบครัว Joingnys ถึง 4 ปี ถูกขอให้ย้ายออกเพราะพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงรับไม่ได้ ขึ้นรถไฟมุ่งสู่บ้านหลังใหม่ที่มีสองตา-ยาย Thierrys และเด็กชาย Raoul อายุมากกว่ากำพร้าเหมือนกัน ซึ่งระหว่างใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ François มีแนวโน้มพฤติกรรมดีขึ้นจากการสนิทสนมกับคุณย่าทวด Nana นอนป่วยอยู่บนเตียง รักเอ็นดูเหมือนลูกในไส้แท้ๆ จนกระทั่งวันหนึ่งเธอเสียชีวิตจากอย่างสงบ สร้างความรวดร้าวฉานรุนแรง หวนกลับเป็นเด็กเกเรก้าวร้าวอีกครั้ง ครานี้ถูกส่งตัวเข้าสถานพินิจดัดสันดาน เขียนส่งจดหมายส่งกลับมาหาสองตายาย สัญญาว่ากลับออกไปจะขอเป็นเด็กดี

แซว: ตั้งชื่อเด็กชายว่า François คงเป็นการขอบคุณ François Truffaut ตัวตั้งตัวตีให้ภาพยนตร์เรื่องนี้สำเร็จลุล่วงลงได้

ไดเรคชั่นการทำงานของผู้กำกับ Pialat มอบอิสระให้แก่นักแสดงสมัครเล่นอย่างเต็มที่ สิ่งน่าสนใจสำหรับเขาคือความเป็นธรรมชาติออกมาจากภายใน คัดเลือกนักแสดงโดยสังเกตจากพฤติกรรม การกระทำ อย่างเด็กชาย Michel Terrazon ที่รับบท François ก็มิได้กำพร้ามาจากไหน ครอบครัวฐานะดี พ่อ-แม่ยังมีชีวิตอยู่ครบ เติบโตขึ้นโดยไร้ปัญหาขัดแย้งใดๆ นี่ถือเป็นสิ่งน่าสนใจมากๆ เพราะคนมีความสมบูรณ์พร้อมทุกสิ่งอย่าง ให้มารับบทตัวละครแตกต่างตรงข้ามสุดขั้ว ปฏิกิริยาการแสดงออกของเขาจะเป็นอย่างไร?

ว่าไปภาพยนตร์เรื่องนี้ก็มีลักษณะของ Essay Film ด้วยโจทย์คำถามถึงสาเหตุผล ทำไมเด็กชายถึงกลายเป็นคนนิสัยเกเรก้าวร้าว เต็มไปด้วยความรุนแรง พฤติกรรมขัดแย้งต่อต้านสังคม?

หนังไม่ได้นำเสนอคำตอบของปัญหานี้ออกมาตรงๆ ผู้ชมต้องสังเกต ครุ่นคิดตาม ทำความเข้าใจด้วยตนเอง ซึ่งผมจะชี้แนะนำให้สี่ห้าเหตุผลเท่าที่พอมองเห็น

ครอบครัว Joingnys เพราะความที่มีลูกสาวเลือดเนื้อเชื้อไขของตนอยู่แล้ว มิได้ต้องการรับเลี้ยงบุตรบุญธรรม (แต่อาจจะเคยตั้งใจ แล้วเปลี่ยนความตั้งใจก็ได้) เมื่อพบเห็นการกระทำผิดต่างๆของเด็กชาย จดบันทึกลงบัญชีหนังหมา (ที่รวบรวมความชั่วทั้งหมดของคน) สะสมความอึดอัดอั้นคับข้องแค้นเคือง ไม่คิดที่จะยกโทษให้อภัย เงินค่าเลี้ยงดูแค่ไม่กี่ฟรังก์มิได้ขัดสนอะไร ผลักภาระรับผิดชอบของตนเองให้ผู้อื่น เพราะทัศนคติไม่ใช่ลูกแท้ๆในไส้ของตนเอง เลยไม่ใช่หน้าที่จะคอยให้ความสนใจใยดี

หน่วยงานที่คอยควบคุมดูแลเด็กกำพร้า หลังจากรับฟังเสียงบ่นของครอบครัวบุญธรรม ตัดสินพวกเขาจากการกระทำ มิได้ใคร่สนใจค้นหาสาเหตุผลข้อเท็จจริง และด้วยภาระรับผิดชอบมากมาย จึงมิอาจทุ่มเทความสนใจต่อใครคนใดคนหนึ่งได้ พยายามปัดส่งความรับผิดชอบเสียด้วยซ้ำ รอคอยวันเด็กๆพวกนี้เติบใหญ่ถึงวัย อยากทำชั่วอะไรไว้ก็ปล่อยให้ชดใช้กรรมเอง

สำหรับตา-ยาย Thierrys เพราะลูกๆหลานๆเติบใหญ่ออกจากบ้านไปหมดแล้ว อยู่สองคนและย่าทวดมันคงเงียบเหงาเกินไป รับเลี้ยงเด็กกำพร้าเพราะจะได้รู้สึกมีชีวิตมีวา มีอะไรทำในชีวิต ไร้ซึ่งความรักเอ็นดู รักษาระยะห่างอย่างสุดๆ สังเกตจากตอนคุณยายนั่งตักคุณตา ยังคงรักกันมากจนไม่คิดเผื่อแผ่ความรู้สึกนี้ให้ผู้อื่น

คุณย่าทวด แม้จะป่วยและมักนอนอยู่บนเตียง แต่เพราะเธอไม่มีอะไรหลงเหลือทางโลกให้ยึดติด รอคอยวันหมดสิ้นลมหายใจจากไป มองทุกคนเสมอภาคเท่าเทียม รักเด็กมากๆเพราะตัวเองแก่สุดๆ สร้างความสัมพันธ์ด้วยการเล่าเรื่องเก่าๆ หวนระลึกถึงอดีตเมื่อตอนยังสาวสวย ทำให้ François สนิทสนมใกล้ชิดเชื้อ แต่พอถึงเวลาย่าทวดหมดสิ้นอายุไข สร้างความรวดร้าวฉานให้เขาถึงที่สุด แล้วนี่ฉันจะมีชีวิตอยู่ต่อได้อย่างไร โลกใบนี้ที่ไม่มีใครมอบความรักความอบอุ่นให้อีกแล้ว

เด็กชายในวัยกำลังเติบโต จำเป็นต้องมีเพื่อนวิ่งเล่นพูดคุยสนุกสนาน ได้เพื่อนดีก็ดีตาม แต่ทั้งตอนอยู่บ้าน Joingnys และ Thierrys เหมือน François จะได้แต่เพื่อนเลวทั้งนั้นเลย
– ตอนอยู่กับครอบครัว Joingnys ร่วมกับเพื่อนกลั่นแกล้งแมวตัวหนึ่ง โยนลงมาจากอพาร์ทเม้นท์สูง เหมือนจะรอดแต่ปางตาย ก็เหมือนชีวิตเขาที่ถูกโยนทิ้ง ปล่อยให้ทนทุกข์ทรมานมิสามารถเอาตัวรอดได้ด้วยตนเอง
– ตอนอยู่กับครอบครัว Thierrys ไปโรงเรียนถูกเพื่อนร่วมชั้นกลั่นแกล้งชกต่อยตี เลยเข้าหารุ่นพี่อันธพาลสูบบุหรี่ ขโมยของ ใช้ความรุนแรง เขวี้ยงขว้างก้อนหินโยนใส่รถ โชคร้ายตัวเล็กวิ่งช้าเลยถูกจับได้

ปีที่หนังออกฉายมีเหตุประท้วงทางการเมือง Mai 68 เกิดขึ้นในฝรั่งเศส แม้ความตั้งใจของ Pialat จะมุ่งเน้นนำเสนอปัญหาของเด็กที่กำลังเติบโต ปรับตัว และทัศนคติของครอบครัวบุญธรรมเท่านั้น แต่ก็มีผู้ชม/นักวิจารณ์ (ในฝรั่งเศสขณะนั้น) อดไม่ได้จะสะท้อนปัญหาความขัดแย้งภายในประเทศ คืออีกหนึ่งอิทธิพลที่ส่งผลกระทบต่อพ่อ-แม่ ครอบครัว ชนชั้นทำงาน ส่งต่อบรรยากาศอันตึงเครียด สะสมความอึดอัดอั้นไว้ภายในลูกหลาน จนเมื่อถึงจุดๆหนึ่งพวกเขาก็ค่อยๆเริ่มปะทุระเบิดออกมาด้วยความเกเรก้าวร้าว ปฏิเสธต่อต้านสังคมโดยสิ้นเชิง

ชื่อหนัง L’Enfance Nue หรือ Naked Childhood สื่อความถึงการกระทำแสดงออกของเด็กๆกำพร้า สะท้อนบางสิ่งอย่างที่อยู่ภายในจิตใจของพวกเขา หรือคือการปลดเปลื้องเสื้อผ้าอาภรณ์ภายนอก พบเห็นร่างกายเปลือยเปล่า ตัวตนจิตวิญญาณหลบซ่อนอยู่ภายใน

สิ่งที่โดยส่วนตัวชื่นชอบสุดในภาพยนตร์เรื่องนี้ คือความสมจริงระดับจับต้องได้ และมุมมองของเรื่องราว ที่ทำให้ผู้ชมเฝ้าสังเกตพบเห็นการกระทำต่างๆ เกิดความเข้าใจเช่นไรก็แล้วแต่ตัวคุณเอง

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” มันอาจไม่มีเหตุผลชัดเจนว่า ทำไมเด็กชายถึงแสดงความเกเรก้าวร้าวออกมา แต่การได้พบเห็นครุ่นคิดเตรียมตัวเตรียมใจเผื่อไว้ เพราะถ้านั่นคือลูกแท้ๆของคุณเอง คงไม่ผลักไสขับไล่ให้กลายเป็นภาระผู้อื่นเลี้ยง … ใช่ไหมละ!

ปัญหาเกี่ยวกับเด็กกำพร้า ขาดความรักอบอุ่นจากครอบครัว คงเป็นสิ่งไม่มีวันหมดสิ้นไปอย่างแน่แท้ เพราะมนุษย์ต่างมีทัศนคติ ความต้องการ เห็นแก่ตัว เป็นที่ตั้งของด้วยกันทั้งนั้น เด็กคือภาระถ้าไม่ได้เกิดจากความพร้อมหรือตั้งใจ แต่คนที่มีจิตสำนึกความเป็นมนุษย์ย่อมไม่ทอดทิ้ง รับผิดชอบในทุกสิ่งการกระทำของตนเอง ถ้าแค่นี้ยังทำไม่ได้แล้วจะทำอะไรได้ ชาติหน้าต่อไปเมื่อถูกทิ้งขว้างกลายเป็นเด็กกำพร้าบ้าง จะมาสำนึกรู้ตัวก็สายเกินไปเสียแล้วละ

แนะนำอย่างยิ่งกับพ่อ-แม่ ที่กำลังจะมีบุตร, พ่อ-แม่บุญธรรมต้องการรับเด็กมาเลี้ยง, ทำงานสังคมสงเคราะห์ สถานกำพร้า, จิตแพทย์ นักจิตวิทยา ทำงานเกี่ยวกับเด็กเล็ก-วัยรุ่น ค้นหาสาเหตุผลความก้าวร้าว, รู้จักผู้กำกับ Maurice Pialat ไม่ควรพลาด

จัดเรต 15+ กับการกระทำอันก้าวร้าวของเด็กชาย และความเห็นแก่ตัวของผู้ใหญ่บางคน

TAGLINE | “เฝ้าสังเกตการกระทำของเด็กชายและผู้กำกับ Maurice Pialat ใน L’Enfance Nue เกิดความเข้าใจเช่นไรก็แล้วแต่ตัวคุณเอง”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of