Les Misérables (2012)

Les Misérables

Les Misérables (2012) British : Tom Hooper ♥♥♡

จากละครเพลงชื่อดัง ที่ดัดแปลงจากวรรณกรรมภาษาฝรั่งเศสชิ้นเอกของโลก เขียนโดย Victor Hugo, เรื่องราวสุดอนาถา (Miserable) ของชนชั้นล่างในฝรั่งเศส ที่เพียงขโมยขนมปังชิ้นเดียวถูกตัดสินให้กลายเป็นทาส ต้องทำงานชดใช้หนี้ 20 ปี

นี่เป็นหนังเรื่องที่ดูยาก ทำความเข้าใจยาก เขียนวิจารณ์ยังยาก ถ้าคุณคิดจะทำความเข้าใจ แนะนำให้ไปหาอ่านวรรณกรรม/รับชมการแสดงละครเพลง/หรือดูภาพยนตร์ฉบับอื่นที่เป็นดราม่าทั่วไป (ไม่ใช่หนังเพลง) น่าจะทำให้เข้าใจเรื่องราวหลายๆอย่างได้ง่ายกว่า แล้วค่อยกลับมารับชมหนังเรื่องนี้ ข้อสงสัยหลายๆอย่างจะคลายลงไปได้มาก

Victor Marie Hugo (1802 – 1885) ชายชาวฝรั่งเศสที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของโลก มีชื่อเสียงจากวรรณกรรมเรื่อง Les Misérables (1862) และ The Hunchback of Notre-Dame (1831)

ในช่วงชีวิตวัยรุ่น Hugo เป็นคนกลุ่ม Royalist (เชื่อมันในสถาบันกษัตริย์) แต่เมื่อได้พบกับความคอรัปชั่นของชนชั้นสูงกลุ่มผู้นำประเทศ จึงได้เปลี่ยนมาเป็น Republicanism (ยึดมั่นในประชาธิปไตย) มุมมองการเมืองต่อระดับชนชั้นรากหญ้าของสังคม ถือว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญในงานเขียนของ Hugo ที่สะท้อนชีวิตความเป็นอยู่อันแท้จริงของชาวฝรั่งเศสสมัยนั้น นี่คือสิ่งที่ทำให้เขาได้รับการยกย่องเป็นตำนาน

ปี 1870, ประชาชนทั้งฝรั่งเศส ได้ทำการยก Victor Hugo ให้เป็นวีรบุรุษของชาติ (National Hero) ตอนเสียชีวิตเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 1885 ระหว่างการเคลื่อนย้ายศพ มีชาวฝรั่งเศสกว่า 2 ล้านคน แต่งชุดดำออกมาร่วมแสดงความเสียใจเต็มท้องถนนเมือง Paris ร่างของเขาถูกฝังเก็บไว้ที่วิหาร Panthéon

Les Misérables เป็นวรรณกรรมเชิงประวัติศาสตร์ เขียนด้วยภาษาฝรั่งเศส ตีพิมพ์ครั้งแรกปี 1862, โครงสร้างของนิยายแบ่งออกเป็น 5 ชุด/ภาค ชุดละหลายเล่ม รวมทั้งหมด 48 เล่ม 365 บท แต่ละตอนมีความยาวประมาณ 2-3 หน้า รวมความหนาของหนังสือ 1,500 หน้า (ถ้าฉบับแปลภาษาอังกฤษ นับได้ 1,900 หน้า) ถือว่าเป็นหนึ่งในวรรณกรรมที่มีความยาวที่สุดในโลก

เห็นว่าประมาณ 1 ใน 4 ของวรรณกรรมเรื่องนี้ Hugo ได้เขียนประหนึ่งบันทึกเรื่องราวประวัติศาสตร์ คือเล่าความจริง/ประสบการณ์ที่พบเห็นจากเหตุการณ์จริงของตนเอง โดยไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับพล็อตเรื่องเลย, นี่เป็นอะไรที่แปลกประหลาดมาก ผมไม่เคยอ่านนิยายเรื่องนี้ แต่ถ้ามีโอกาสก็สนใจอย่างยิ่ง

เกร็ด: Les Misérables เป็นภาษาฝรั่งเศส อ่านว่า เล-มี-เซ-ราบล์ ชื่อภาษาไทยใช้ว่า ‘เหยื่ออธรรม’ ชื่อภาษาอังกฤษ มีคำแปลคือ The Miserables (น่าสังเวท), The Wretched (อนาถา), The Miserable Ones, The Poor Ones, The Wretched Poor, The Victims (เหยื่อ), The Dispossessed (โดยไล่ที่, ลิดรอน) ฯ

พื้นหลังอยู่ในช่วงหลังการปฏิวัติฝรั่งเศส เริ่มต้นปี 1815 จนถึง June Rebellion ปี 1832, Jean Valjean (รับบทโดย Huge Jackman) หรือในชื่อ Prisoner 24601 ได้รับการปล่อยตัวจากการจองจำ 20 ปี แต่ตัดสินใจหนีภาคทัณฑ์เพื่อต้องการเริ่มชีวิตใหม่ แต่ถูกผู้ตรวจการ Javert (รับบทโดย Russell Crowe) ติดตามไล่ล่าไปจนถึงที่สุด

คงต้องเล่าถึงประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสช่วงนั้นเสียหน่อย จะได้มีความเข้าใจประวัติศาสตร์พื้นหลังของหนังมากขึ้น

แต่เดิมนับตั้งแต่ยุคกลาง ฝรั่งเศสปกครองด้วยระบอบกษัตริย์ (สมบูรณาญาสิทธิราชย์) จนกระทั่งรัชสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 วันที่ 14 กรกฎาคม 1978 เกิดการจลาจลในฝรั่งเศส ประชาชนบุกทำลาย คุกบาสตีย์ (Bastille) เพื่อปลดปล่อยนักโทษซึ่งมีอยู่เพียง 7 คน นับเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติฝรั่งเศสครั้งแรก (French Revolution), คุกแห่งนี้ สร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 14 เพื่อใช้คุมขังนักโทษการเมืองและผู้ต้องหาอื่นๆ ซึ่งมักถูกลงโทษและทรมานโดยไม่มีการไต่สวน สาเหตุที่ต้องทำลายเพราะประชาชนเห็นว่าเป็นสัญลักษณ์ของระบบสมบูรณาญาสิทธิราช อันเนื่องจากความไม่พอใจที่ พระเจ้าหลุยส์ ที่ 16 (Louis XVI) และพระนางมารีอองตัวแน็ต (Marie Antoinette) ราชินีผู้สุรุ่ยสุร่าย ประชาชนจึงรวมกันเพื่อจัดตั้งสภาแห่งชาติ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกให้กับประเทศ ยกเลิกอภิสิทธิ์ของชนชั้นสูง เข้ายึดที่ดินของศาสนจักร และออกประกาศว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ก่อนประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นสาธารณรัฐ กษัตริย์และราชินีถูกจับกุมดำเนินคดีในข้อหาทรยศชาติ และถูกสำเร็จโทษด้วยกิโยติน (Guillotines) ในปี 1793

แต่ใช่ว่าเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองแล้ว ประเทศจะอยู่ในความสงบ เกิดความโกลาหลรุนแรงต่อเนื่องยาวนานอยู่หลายปี จนกระทั่วกระทั่ง นโปเลียน โบนาปาร์ต (Napolean I) เข้ามายึดอำนาจได้สำเร็จในปี 1799 เหตุการณ์ปฏิวัติจึงถึงจุดสิ้นสุด ต่อมาชาวฝรั่งเศสจึงได้ถือเอาวันที่ 14 กรกฎาคมของทุกปีเป็น วันชาติฝรั่งเศส (Bastille Day) เพื่อระลึกถึงวันที่เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบบกษัตริย์ไปเป็นระบอบประชาธิปไตย

กระนั้นยุคสมัยของนโปเลียนได้สิ้นสุดลงในปี 1815 แต่แทนที่จะทำการเลือกตั้งหาผู้นำประเทศ กลับแต่งตั้งพระเจ้าหลุยส์ที่ 18 (Louis XVIII) ให้เป็นผู้นำประเทศ ซึ่งพระองค์เห็นแล้วว่าแนวคิดสาธารณรัฐนั้นคงไม่หายไปง่ายๆ เลยโอนอ่อนผ่อนตาม ยอมให้มีรัฐสภา การเลือกตั้ง ให้เสรีภาพกับสื่อ ซึ่งทำให้ทุกๆฝ่ายเกิดความพึงพอใจเป็นอย่างมาก ประเทศอยู่ในความสงบสุข แต่ไม่นานนักเมื่อพระเจ้าหลุยส์สิ้นพระชนม์ กษัตริย์องค์ต่อไปคือ พระเจ้าชาร์ลที่ 10 (Charles X) กลับต้องการไปมีอำนาจสมบูรณ์เบ็ดเสร็จแบบเดิม ได้ทำการยกเลิกข้อตกลงหลายๆอย่าง ทำให้เกิดการปฏิวัติอีกรอบในปี 1830 ตอนเดือนกรกฎาคม (July Revolution) ล้มพระเจ้าชาร์ลที่ 10 ลงได้ ส่งผลให้ต้องทรงสละราชสมบัติแก่พระเจ้าหลุยส์-ฟีลิปที่ 1 แห่งฝรั่งเศส (Louis-Philippe) แล้วทรงถูกเนรเทศไปสวรรคตที่ Gorizia แห่งจักรวรรดิออสเตรีย

เดือนมิถุนายน 1832 (June Rebellion) กลุ่มนิสิตนักศึกษาหัวก้าวหน้า (ดังที่เห็นในหนัง) มีความต้องการปฏิวัติซ้อนอีกครั้ง แต่ประชาชนไม่เอาด้วย เพราะพวกเขาสุดโต่งไปหน่อย ประกอบกับคนชนชั้นกลางเริ่มมีอำนาจแล้วในฝรั่งเศส ทำให้พอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่แล้ว เหลือแต่คนชั้นล่างสุดที่ยังคงลำบากอยู่

หลังจากเหตุการณ์ในหนัง มีการปฏิวัติอีกครั้งในปี 1848 (French Revolution of 1848) แม้กษัตริย์ฝรั่งเศสตอนนั้นก็ได้รับความนิยมค่อนข้างมาก แต่เวลาผ่านไปรัฐบาลเริ่มโน้มเอียงไปทางอนุรักษ์นิยมมากขึ้น กอปรกับปัญหาเศรษฐกิจที่รุมทำ ทำให้ประชาชนเกิดความวิตกกังวลว่าจะกลับไปเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชอีก เลยทำการปฏิวัติอีกรอบ โดยใช้บทเรียนของปี 1832 ทำให้การปฏิวัติครั้งนี้สำเร็จลงได้, พระเจ้าหลุยส์-ฟีลิปที่ 1 สละราชบัลลังก์ ลี้ภัยไปอยู่ประเทศอังกฤษจนเสียชีวิต ถือว่าเป็นการสิ้นสุดระบอบกษัตริย์ของฝรั่งเศสโดยสิ้นเชิง

reference: http://www.sarakadee.com/2012/06/18/french-revolution/
reference: https://pantip.com/topic/30124449

ในศตวรรษ 20 มีการดัดแปลงวรรณกรรมเรื่องนี้ในรูปแบบต่างๆมากมาย, สำหรับภาพยนตร์มีการสร้างขึ้นหลายครั้ง อาทิ
– Les Misérables (1917) กำกับโดย Frank Lloyd นำแสดงโดย William Farnum, Hardee Kirkland
– Les Misérables (1934) กำกับโดย Raymond Bernard นำแสดงโดย Harry Baur, Charles Vanel แบ่งออกเป็น 3 ภาค ฉายคนละสัปดาห์ ความยาวรวม 280 นาที ถือว่าเจาะลึกต้นฉบับได้เกือบครบถ้วนที่สุด
– Les Misérables (1935)*** กำกับโดย Richard Boleslawski นำแสดงโดย Fredric March, Charles Laughton ได้เข้าชิง Oscar 4 สาขา รวมถึงภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (แต่ไม่ได้สักรางวัล)
– Les Misérables (1952) กำกับโดย Lewis Milestone นำแสดงโดย Michael Rennie, Debra Paget, Robert Newton
– Les Misérables (1958)*** ภาพยนตร์ฝรั่งเศส กำกับโดย Jean-Paul Le Chanois นำแสดงโดย Jean Gabin นี่เป็นหนัง Blockbuster เรื่องแรกของประเทศฝรั่งเศส
– Les Misérables (1995)*** ภาพยนตร์ฝรั่งเศส กำกับโดย Claude Lelouch นำแสดงโดย Jean-Paul Belmondo, Michel Boujenah, Alessandra Martines ได้รางวัล Golden Globe: Best Foreign Language Film
– Les Misérables (1998) กำกับโดย Bille August นำแสดงโดย Liam Neeson, Geoffrey Rush, Uma Thurman, Claire Danes

เรื่องที่มี *** คือค่อนข้างน่าสนใจ

สำหรับละครเพลง Les Mis หรือ Les Miz สร้างขึ้นโดย Claude-Michel Schönberg คำร้องภาษาฝรั่งเศสโดย Alain Boublil กับ Jean-Marc Natel เปิดการแสดงครั้งแรกที่ Palais des Sports, Paris เมื่อเดือนกันยายน 1980 กำกับการแสดงโดย Robert Hossein ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างสูง 100 รอบการแสดง มีผู้ชมกว่า 500,000 คน

ส่วนคำร้องภาษาอังกฤษโดย Herbert Kretzmer เปิดการแสดงที่ West End, London ตั้งแต่เดือนตุลาคม 1985 จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่เลิก [นับถึงปี 2016 ก็ 31 ปีเข้าไปแล้ว] ถือเป็นละครเพลงที่มีการแสดงต่อเนื่องยาวนานที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก (เป็นรองเพียง The Fantasticks ที่ Off-Broadway ยาวนานต่อเนื่องถึง 42 ปี จำนวน 17,162 รอบการแสดง)

เปิดการแสดงที่ Broadway ครั้งแรกปี 1987 ที่ The Broadway Theatre ก่อนจะย้ายไป Imperial Theatre ในปี 1990 จบการแสดงรอบสุดท้ายวันที่ 18 พฤษภาคม 2003 รวมเวลา 16 ปี 6,680 รอบการแสดง ยาวที่สุดเป็นอันดับ 2 ของ Broadway ขณะนั้น (เป็นรอง Cats ที่ 7,485 รอบการแสดง)

เกร็ด: ปัจจุบันการแสดงที่ยาวนานสุดของ Broadway คือ The Phantom of the Opera ตั้งแต่ปี 1988 (ปัจจุบันปี 2016 นับได้ 12,086 รอบการแสดง)

ความสำเร็จของละครเพลง มีหรือจะไม่อยูในความสนใจของ Hollywood, เริ่มต้นตั้งแต่ปี 1988 ผู้กำกับ Alan Parker เป็นคนแรกที่สนใจ แต่ปี 1991 ผู้กำกับ Bruce Beresford ชิงตัดหน้าเซ็นสัญญาเป็นผู้กำกับไปก่อน แต่กลับติดปัญหาโน่นนี่นั้นจนไม่ได้สร้างสักที สุดท้ายขึ้นหิ้งไว้จนหลงลืม, ล่วงเลยมาถึงเดือนมีนาคม 2011 ผู้กำกับ Tom Hooper แสดงความสนใจโปรเจคนี้ (ทั้งๆที่เขายังไม่เคยรับชมการแสดงละครเพลงเลยสักรอบ) และได้เซ็นสัญญาเป็นผู้กำกับ เริ่มต้นงานสร้างในทันที

Tom Hooper ผู้กำกับชาวอังกฤษ มาจากสายภาพยนตร์โทรทัศน์ มีผลงานหนังเรื่องแรก Red Dust (2004) โด่งดังที่สุดกับ The King’s Speech (2010) คว้ารางวัล Oscar ได้ถึง 5 สาขา รวมถึงภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และผู้กำกับยอดเยี่ยม

“By the witness of the martyrs, by the passion and the blood, God has brought you out of darkness. I have bought your soul for God.”

– Bishop of Digne

Jean Valjean ชายผู้ขโมยขนมปังเพื่อไปให้หลานสาว ถูกจับได้รับการพิพากษาให้ติดคุกอยู่หลายสิบปี สะสมความโกรธเครียดแค้น ออกมาตั้งใจจะเป็นคนเลวต่อไป แต่บาทหลวงคนหนึ่งได้ช่วยซื้อจิตวิญญาณของเขาไว้ จนได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยใจบริสุทธิ์, แม้อดีตจะยังตามมาหลอกหลอน Valjean อยู่เรื่อยไปจนตอนจบ แต่เพราะเขากลับตัวเป็นคนดีโดยแท้แล้ว จึงไม่หวนกลับไปเป็นคนเลวอีก

รับบทโดย Hugh Jackman นักแสดงชาว Australian มีชื่อเสียงจากการรับบท Wolverine ในแฟนไชร์ X-Men, ก่อนหน้าที่จะเข้าวงการภาพยนตร์ เคยเป็นนักแสดงละครเวที มีความสามารถในการร้องเล่นเต้น จนได้ Tony Award: Best Actor in a Musical จากละครเพลงเรื่อง The Boy from Oz (2003) แปลกที่อยู่ในวงการภาพยนตร์มานาน กลับไม่เคยได้ร้องเล่นเต้นในหนังเรื่องไหนเลย, Jackman เคยเป็นพิธีการประกาศรางวัล Tony Award ถึง 4 ครั้ง ก่อนที่ปี 2009 จะได้รับโอกาสเป็นพิธีกรในงานประกาศรางวัล Oscar นี่น่าจะเป็นครั้งแรกที่ใครๆได้เห็นความสามารถด้านนี้ของเขา

การแสดงของ Jackman เต็มเปี่ยมด้วยอุดมการณ์ตั้งมั่น แฝงไว้ด้วยความหวาดกลัวต่อตัวละคร Javert, ผู้ชมจะเอาใจช่วยตัวละครนี้ ให้สามารถหลบหนีเอาตัวรอดได้ทุกครั้ง เพราะการที่เขากลับตัวเป็นคนดีได้แล้ว จึงมีสถานะกลายเป็นฝ่ายธรรมะ ลุ้นให้เอาตัวรอดชนะฝ่ายอธรรม

Inspector Javert นายตำรวจผู้เชื่อมั่นในความยุติธรรมด้วยอุดมการณ์ที่ว่า สันดานคนเลวไม่ว่ายังไงจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงได้, นี่คงเป็นความเชื่อฝังใจที่มาจากพื้นหลังของตัวเอง เกิดเติบโตขึ้นท่ามกลางสลัมชุมชนคนเลว ได้เรียนรู้จักผู้คนมากมายและไม่เคยเห็นใครเปลี่ยนแปลงได้ แต่นั่นก่อนที่เขาจะได้พบ Jean Valjean, นิสัยชอบเดินริมขอบตึก/สะพาน เปรียบได้กับความสุดโต่ง หมิ่นเหม่ทางอุดมการณ์ คาบเส้นแบ่งระหว่าง ความถูก/ผิด คนชั้นสูง/ชั้นต่ำ ความดี/ความชั่ว รวมถึง ความเป็น/ความตาย

เกร็ด: ชื่อของทั้งสอง รู้สึกเหมือนเป็นการเล่นคำอะไรสักอย่างของผู้เขียน ระหว่าง Jean Valjean กับ Javert มันดูคล้องจอง คล้ายกันยังไงชอบกล

Paul Bettany เป็นนักแสดงคนแรกที่ถูกวางไว้ให้รับบท Javert แต่สุดท้ายเป็น Russell Crowe นักแสดงชาว Australian ที่ได้ไป, Crowe มีชื่อเสียงจากหนังเรื่อง Gladiator (2000) และ A Beautiful Mind (2001) ที่กวาดรางวัลนับไม่ถ้วน เรื่องแรกได้ Oscar: Best Actor, ก่อนหน้าจะเข้าวงการภาพยนตร์ ต้นยุค 80s เห็นว่า Crowe เคยเป็นนักร้องวง Rock ใช้ชื่อว่า Russ le Roq บันทึกเพลงซิงเกิ้ลแรก I Want To Be Like Marlon Brando ผมไปค้นเจอเพลงที่พี่แกร้อง นำมาให้ฟังกันนะครับ

การแสดงของ Crowe ไม่ถึงกับยอดเยี่ยมเท่าไหร่ เสียงร้องไม่ค่อยทรงพลัง แต่รูปลักษณ์โฉดชั่วได้ใจมาก, ปกติผมไม่เคยเกลียดขี้หน้า Crowe มาก่อน แต่พอเห็นการแสดงบทนี้แล้ว ทั้งเกลียดทั้งกลัวขนลุกขนพอง ถือว่าเป็นตัวละครที่มีอุดมการณ์หนักแน่นมั่นคงแบบไม่ประณีประณอม แต่กลับไม่รู้ตัวว่าความเข้าใจนั้นเป็นสิ่งผิด ผลลัพท์คือเมื่อเขาพบว่าความเชื่อของตนเองนั้นผิด เกิดการประณีประณอมขึ้น จึงไม่สามารถทนยอมรับมีชีวิตต่อไปได้ (เป็นความรู้สึกรับตนเองไม่ได้ ที่เข้าใจทุกสิ่งอย่างผิดมาตลอดชีวิต)

ผมว่า Crowe น่าจะผันตัวไปเล่นตัวร้ายนะ (แบบ Brando ใน Apocalypse Now) เห็นรับบท anti-hero มาหลายเรื่องแล้ว ถ้าเป็นตัวร้ายแบบเต็มๆ เชื่อว่าดังระเบิดแน่

ในสังคมชั้นกลาง อ้างจริยธรรมความสูงศักดิ์ของตน เมื่อรับรู้พบเห็นหญิงสาวที่หลบซ่อนสามีมีลูกแล้ว ยอมรับไม่ได้ ส่งผลให้ Fantine หญิงสาวผู้อาภัพต้องตกงาน กลายเป็นโสเภณีชั้นต่ำใช้ร่างกายแลกเงิน เพื่อลูกตนเองจะได้ไม่ตกระกำลำบาก

รับบทโดย Anne Hathaway นักแสดงสาวชาวอเมริกัน เริ่มมีผลงานภาพยนตร์ตั้งแต่ต้นศตวรรษ 2000s เริ่มเป็นที่รู้จักจากการแสดงใน Brokeback Mountain (2005), ประกบ Meryl Streep ใน The Devil Wears Prada (2006), ได้เข้าชิง Oscar ตัวแรกจาก Rachel Getting Married (2008) และคว้าสำเร็จกับ Les Misérables

ในการเตรียมตัวรับบทนี้ Hathaway ต้องลดน้ำหนัก 25 ปอนด์ (11 กิโลกรัม) และถูกตัดผมสั้นต่อหน้ากล้อง เธอให้สัมภาษณ์บอกว่า ‘I don’t feel like sacrifices. Getting to transform is one of the best parts of [acting].’ การแสดงของเธอถือว่าทรงพลังยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะบทเพลง I Dreamed a Dream ที่เป็นอมตะอยู่แล้ว ได้เสียงร้องและการแสดงออกทางอารมณ์ของเธอ พูดได้คำเดียว ‘สมบูรณ์แบบ’

Cosette ลูกสาวของ Fantine (วัยเด็กรับบทโดย Isabelle Allen) ต่อมากลายเป็นลูกบุญธรรมของ Jean Valjean จนเติบใหญ่กลายเป็นสาวแรกรุ่น ตกหลุมรักแรกพบชายหนุ่ม Marius Pontmercy สุดท้ายได้แต่งงานกัน

ตอนโตรับบทโดย Amanda Seyfried นักแสดง นักร้องสาวชาวอเมริกัน เริ่มมีชื่อเสียงตั้งแต่อายุ 11 เป็นโมเดลลิ่ง มีผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกบทสมทบใน Mean Girls (2004) พอจะมีชื่อเสียงกับ Mamma Mia! (2008), Seyfried เป็นนักแสดงหญิงที่ค่อนข้างมีเสน่ห์ ด้วยดวงตากลมโต มีความน่ารักสดใส แต่การแสดงยังไม่ได้รับการจดจำเท่าเสียไหร่

Marius Pontmercy ชายหนุ่มจากครอบครัวชั้นสูง เต็มเปี่ยมด้วยอุดมการณ์ที่ต้องการเปลี่ยนแปลง เปรียบได้กับตัวแทนของคนรุ่นใหม่ ขณะเดียวกันเมื่อได้พบเจอกับ Cosette ตกหลุมรักแรกพบ เขาต้องเลือกระหว่างอุดมการณ์กับความรัก

รับบท Eddie Redmayne นักแสดงสัญชาติอังกฤษมากฝีมือ เจ้าของรางวัล Oscar: Best Actor จากภาพยนตร์เรื่อง Theory of Everything (2014) เริ่มต้นจากการเป็นนักแสดงละครเวที West End จากนั้นเป็นนักแสดงภาพยนตร์โทรทัศน์ มีผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกคือ Like Minds (2006) และ The Good Shepherd (2006), การแสดงของ Redmayne ถือว่าไม่เลวแต่ไม่มีฉากไหนที่ให้แสดงความสามารถของเขาเลย การร้องเพลงถือว่าธรรมดาทั่วไป แต่ใส่อารมณ์ลงไปทำให้มีมิติขึ้นพอสมควร

นักแสดงสมทบอื่นๆ อาทิ
– Helena Bonham Carter รับบท Madame Thénardier
– Sacha Baron Cohen รับบท Thénardier

คู่รักหัวขโมยที่เรียกเสียงหัวเราะ แย่งซีนในทุกๆฉากที่ปรากฎตัว ครั้งหนึ่งเคยมีชีวิตรุ่งเรืองเป็นเจ้าของโรงแรมมีที่ให้ซุกหัวนอน แต่ก็ตกต่ำลงเรื่อยๆ จนช่วงท้ายต้องลงไปหากินขโมยของในท่อระบายน้ำสุดโสโครก นี่เป็นการเปรียบเทียบว่า คนหากินไม่สุจริตชีวิตมีแต่ตกต่ำลงเรื่อยๆไม่มีวันได้ดี

หนังถ่ายทำส่วนใหญ่ที่ประเทศอังกฤษ On-Location รวมถึง Elephant of the Bastille สร้างจำลองขึ้นที่ Greenwich, เว้นฉากหนึ่ง Gourdon, Alpes-Maritimes ไม่สามารถจำลองสถานที่ได้ จึงไปถ่ายทำยังประเทศฝรั่งเศส

ถ่ายภาพโดย Danny Cohen ที่เคยร่วมงานกับผู้กำกับ Hooper เรื่อง The King’s Speech (2010) ล่าสุดมีผลงาน Room (2015), The Danish Girl (2015), Florence Foster Jenkins (2016)

งานภาพยังคงไว้ซึ่งสไตล์ของผู้กำกับ มีมุมกล้องแปลกๆ ภาพบิดเบี้ยว (ใช้เลนส์ Wide หลากหลายขนาด) และมีการเว้นช่องว่างตัวละครกับพื้นหลัง, กับหนังเรื่องนี้เพิ่มเติมคือมี Close-Up แบบ Long-Take และ Tracking (ติดตามตัวละคร) เพื่อเปิดโอกาสให้นักแสดงขับร้องเพลง แสดงอารมณ์ ปลดปล่อยพลังออกมาอย่างเต็มที่,

นักแสดงอยู่ฝั่งใดฝั่งหนึ่งของภาพ เว้นช่องว่างไว้ให้พื้นหลัง (มีนัยยะถึงความว่างเปล่า อ้างว้าง โดดเดี่ยว), กำแพง=ทางตัน

พื้นหลังมืดสนิท คืออนาคตของเธอผู้นี้ที่มองอะไรไม่เห็นแล้ว

ดอกไม้=หญิงสาวแรกรุ่น

พื้นหลังโบสถ์ = ความตาย = สรวงสวรรค์ (เห็นเชิงเทียนบนหัวของ Jackman ไหม นั่นคือ Enlightenment)

ในบทเพลง At The End of The Day จะมีช็อตหนึ่ง ตัวละครหญิงสาวคนที่แอบอ่านจดหมายของ Fantine ยืนหน้าเข้ามาเกือบชนกล้อง (จุ้นจ้าน/เสือก เรื่องของชาวบ้าน) ทำตัวหยิ่งผยอง รับไม่ได้กับผู้หญิงโสมม เรียกร้องนายจ้างให้ไล่เธอออก

มุมกล้องแปลกๆ (Bird Eye View) มองจากที่สูงราวกับคนสูงศักดิ์

ภาพเอียงๆ = มุมมองที่ผิดเพี้ยน

โดยรวมของงานภาพ ผมไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่ ถึงจะมีช็อตสวยๆมากมาย แต่มันดูแปลกตา ปั้นแต่งเกินไปจนรู้สึกไม่เป็นมิตรกับหนัง อีกทั้งการ Close-Up ตามติดใบหน้าของนักแสดง มันเป็นการบีบบังคับผู้ชมจนเกินไป ให้ต้องสัมผัสได้ถึงอารมณ์ของตัวละคร ทำให้ผู้ชมเกิดความอึดอัด เพราะไม่มีอย่างอื่นให้มอง นอกจากใบหน้าตัวละครและพื้นที่ว่างข้างหลังพวกเขา

ตัดต่อโดย Melanie Ann กับ Oliver Chris Dickens คนหลังเพิ่งได้ Oscar: Best Edited จากหนังเรื่อง Slumdog Millionaire (2008), ถ้ายึดตามนิยายต้นฉบับจะมีเรื่องราวแบ่งออกเป็น 5 ชุด (หรือ 5 องก์) แต่ในหนังจะเห็นชัดๆแค่ 4 เรื่องเท่านั้น
1) เรื่องราวของ Jean Valjean (ถือเป็นเรื่องหลักของหนัง) จากเป็นนักโทษชั้นต่ำ พัฒนาทัศนะความคิดเปลี่ยนตัวเองเป็นคนชั้นกลาง ไถ่โทษด้วยการช่วยเหลือผู้อื่น, ศัตรูของเขาคือ Javert ผู้ตรวจการที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง
2) เรื่องราวของ Fantine หญิงสาวชนชั้นกลาง ตกอัพกลายเป็นโสเภณีชั้นต่ำ, ศัตรูของเธอคือความยากจน และการดูถูกกดขี่ของคนชนชั้นอื่น
3) เรื่องราวของ Thénardier สามีภรรยาหัวขโมยชั้นต่ำ จากพอมีหน้าตาในสังคมค่อยๆตกต่ำลงเรื่อยๆ ศัตรูของพวกเขาคือคุณธรรม ความดี
4) เรื่องราวการปฏิวัติและความรักของของ Marius ชายหนุ่มคนชั้นสูงผู้มีอุดมการณ์ ศัตรูของเขารัฐบาลและความคอรัปชั่น

หนังจะเริ่มต้นที่ Jean Valjean ดำเนินเรื่องไปข้างหน้า มีการ Time Skip กระโดดข้ามเวลา พบกับเรื่องราวของ Fantine ตามด้วยสองสามีภรรยา Thénardier เมื่อได้ตัว Cosette จะ Time Skip อีกรอบ พบเจอกับเรื่องราวของ Marius และกลับมาจบลงที่เรื่องของ Valjean

การ Time Skip มีจุดประสงค์เพื่อรวบรัดเรื่องราว สรุปให้เห็นผลลัพท์ของกาลเวลาที่ส่งผลต่อตัวละครนั้นๆ, เห็นได้ชัดกับสองสามีภรรยา Thénardier ที่พอ Time Skip ไปปุ๊ป ชีวิตพวกเขาเปลี่ยนไปมากทีเดียว

สำหรับฉากจบของหนัง นั่นจะเรียกว่า Paradise Sequence ก็ได้ เพราะนำเอาทุกตัวละครที่เสียชีวิตไปแล้ว กลับมารวมในการปฏิวัติฝรั่งเศสครั้งถัดไป ประหนึ่งเหมือนว่า ถึงตัวตายจากไปแต่อุดมการณ์ยังอยู่

ปัญหาของหนังคือความยาว 158 นาที ต้องใช้ความอดทนในการรับชมเป็นอย่างมาก หลายสิ่งอย่างดูเวิ่นเว้อ อืดอาด เรื่อยเปื่อยเกินไป ขาดความกระชับรัดกุม, นั่นเพราะการปล่อยบทเพลงให้ใช้ความยาวเต็มๆแต่ลากฉาก ซึ่งมีปริมาณเยอะมาก (เห็นใน Wikipedia เขียนไว้ 51 บทเพลง) จริงอยู่นิยายต้นฉบับมันยาว แต่ใช่ว่าใส่มาหมดแล้วมันจะดี

เพลงประกอบโดย Claude-Michel Schönberg ที่เป็นผู้แต่งต้นฉบับ อีกทั้งกลับมาช่วยเขียนเพลงใหม่เพิ่มให้ด้วย, หนังทั้งเรื่องใช้การร้องเพลงแทนคำพูด ที่เรียกว่า Sung-through Musical คล้ายๆกับ The Umbrellas of Cherbourg (1964), Evita (1996) ฯ

ใช้การบันทึกเสียงร้องสดขณะแสดง โดยนักแสดงจะเสียบหูฟังได้มีเสียงเปียโนเล่นสดประกอบเป็นไกด์ไลน์ ส่วนดนตรี Orchestra ที่ได้ยินในหนัง เป็นการแทรกเข้าไปในช่วง Post-Production

“I just felt ultimately, it was a more natural way of doing it. You know, when actors do dialogue, they have freedom in time, they have freedom in pacing. They can stop for a moment, they can speed up. I simply wanted to give the actors the normal freedoms that they would have. If they need a bit for an emotion or a feeling to form in the eyes before they sing, I can take that time. If they cry, they can cry through a song. When you’re doing it to playback, to the millisecond you have to copy what you do. You have no freedom in the moment – and acting is the illusion of being free in the moment.”

– Tom Hooper กับเหตุผลทำไมถึงใช้การบันทึกเสียงร้องสด

สำหรับบทเพลงที่เขียนขึ้นใหม่ ได้เข้าชิง Oscar: Best Original Song ด้วย คือ Suddenly ขับร้องโดย Huge Jackman, เป็นขณะที่ Valjean ได้ตัว Cosette จาก Thenardiers ทำให้เขาตระหนักถึงความรับผิดชอบของตนเองขึ้นมาได้ นี่เรากำลังจะกลายเป็นพ่อคนแล้วหรือนี่, นี่เป็นเพลงเพราะที่สุดของหนัง (ถ้าไม่นับเพลง I Dreamed a Dream)

สำหรับบทเพลงไฮไลท์ของหนังคือ I Dreamed a Dream ขับร้องโดย Anne Hathaway จะว่าคือการร้องที่ทำให้เธอคว้า Oscar เลยก็ยังได้, ตัวละคร Fantine ระบายความรู้สึกของตนเองออกมาผ่านบทเพลง ความเจ็บปวดโศกเศร้าต่อฝันที่มิอาจเกิดขึ้นจริง

ผมจำไม่ได้ว่าเคยได้ยินเพลงนี้ครั้งแรกที่ไหน แต่คงเหมือนหลายๆคนที่พอได้ยิน Susan Boyle ร้องในรายการ Britain’s Got Talent ปี 2009 ก็จดจำเพลงนี้ขึ้นใจเลย, ผมตัดสินใจนำเสียงร้องของเธอมาให้หวนระลึกฟังกันนะครับ ถ้าอยากฟังเสียงของ Anne Hathaway ไปได้ยินในหนังจะทรงพลังกว่ามาก

มีอีกบทเพลงหนึ่งที่ต้องพูดถึง One Day More ที่ทุกตัวละครหลักในหนังจะมีท่อนร้อง ตามเหตุการณ์/เรื่องราว/ความสนใจของตน ใช้การตัดต่อสลับไปมาโดยรอบ
– Valjean กำลังรุกลี้รุกรนหนี Javert ร้องเพลง Who Am I
– Marius, Cosette กับ Éponine รักสามเส้าของคนสามคน ร้องเพลง I Dreamed a Dream
– Javert เตรียมตัวทหารเพื่อจัดการกลุ่มกบฎในวันรุ่งขึ้น ร้องเพลง Valjean Arrested, Valjean Forgiven
– สองสามีภรรยา Thénardiers ยังคงมีกิจวัตรเป็นหัวขโมย ร้องเพลง Master of the House
– และคณะปฏิวัติ ปลุกระดมพล ร้องซ้ำเพลง I Dreamed a Dream

ก่อนจบที่ทุกคนร้องเพลง Who Am I?

นี่เป็นหนังที่มีหลายใจความสำคัญแทรกอยู่ อาทิ การให้อภัย, เปลี่ยนแปลงตนเอง, การยึดมั่นในอุดมการณ์, ประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส, นำเสนอประเภทของคน, ความทุกข์ยากของคนชั้นต่ำ, เสียดสีสังคมคนชั้นสูง ฯ นี่อาจถือเป็นความลึกล้ำในวรรณกรรมของ Victor Hugo ที่สามารถทำให้ผู้อ่าน/ผู้ชมเรื่องราวที่ดัดแปลง คิดวิเคราะห์ค้นหาใจความของเรื่องราว ในความสนใจของตนเอง

ประเด็นที่ผมชอบที่สุด คือเรื่องของ Valjean กับ Javert, คนเลวเปลี่ยนตัวเองได้ไหม? คำตอบของหนังเรื่องนี้ชัดเจนมากว่าได้ ลองมองกลับกันด้วยนะครับ แล้วคนดีเปลี่ยนเป็นคนเลวได้หรือเปล่า อันนี้เชื่อว่าใครๆน่าจะตอบได้แน่ แบบชัดถ้อยชัดคำด้วย

สิ่งที่ทำให้ Valjean สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เพราะเขามีสิ่งที่เรียกว่า ‘จิตสำนึก’ ที่ดีในตัวเองอยู่แล้ว การขโมยที่ทำให้ต้องรับโทษเป็นการกระทำเพื่อผู้อื่น แสดงถึงคุณธรรมชั้นสูงที่อยู่ในจิตใจ แม้สังคมจะพยายามดึงฉุดให้ตกต่ำลงมา ภายนอกกลายเป็นคนชั้นต่ำ แต่จิตใจภายในเป็นคนชั้นสูงมีคุณธรรมไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้

Javert นั้นตรงกันข้าม เป็นคนตัดสินผู้อื่นจากการกระทำภายนอก เพราะตัวตนของเขาเติบโตขึ้นจากสังคมชนชั้นต่ำ นี่แสดงถึง ภายนอกเป็นผู้ดีมีสกุลคนชั้นสูง แต่ภายในจิตใจยังเป็นคนชั้นต่ำเลวทราม นี่ต่างหากเป็นสิ่งเปลี่ยนแปลงไม่ได้

ว่าไปนี่อาจเป็นใจความของผู้กำกับต่อหนังเรื่องนี้, คนชั้นสูง/ชั้นกลาง/ชั้นต่ำ เอาอะไรมาวัด? เงินทอง ความรู้ อำนาจ ยศถาบรรดาศักดิ์ ชาติกำเนิด ฯ ไม่ใช่ว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเปลือกนอก ภายนอกร่างกาย  สามารถเปลี่ยนแปลงได้ไม่จีรัง สมควรแล้วหรือที่จะเอามาวัดระดับคุณค่าของมนุษย์, คำตอบของ Victor Hugo บอกไม่ใช่แน่นอน ซึ่งสิ่งที่เขาใช้วัดระดับของคน คือ คุณธรรมความดี ที่อยู่ข้างในจิตใจ

ด้วยทุนสร้าง $61 ล้านเหรียญ ทำเงินในอเมริกา $148.8 ล้านเหรียญ รวมรายรับทั่วโลก $441.8 ล้านเหรียญ, เข้าชิง Oscar 8 สาขา ได้มา 3 รางวัล
– Best Picture
– Best Actor (Hugh Jackman)
– Best Supporting Actress (Anne Hathaway) ** ได้รางวัล
– Best Original (Suddenly)
– Best Costume
– Best Makeup and Hairstyling ** ได้รางวัล
– Best Sound Mixing ** ได้รางวัล
– Best Production Design

ถ้าจำไม่ผิด หนังเรื่องนี้โดย Oscar SNUB 2 สาขาคือ Best Director และ Best Cinematography แต่ส่วนตัวคิดว่าหนัง Overrated อย่างมาก ไม่สมควรได้เข้าชิง Best Picture ด้วยซ้ำ

Anne Hathaway ในปีนั้นถือว่ากวาดเรียบสาขา Best Supporting Actress กับการแสดงที่ได้รับการยกย่องเรื่องความทุ่มเทและน้ำเสียงอันทรงพลัง แต่ตัวเธอเองเหมือนจะไม่เต็มใจกับรางวัลนี้เสียเท่าไหร่

“I felt wrong that I was standing there in a gown that cost more than some people are going to see in their lifetime, and winning an award for portraying pain that still felt very much a part of our collective experience as human beings. I tried to pretend that I was happy and I got called out on it, big time. That’s the truth and that’s what happened. It sucks. But what you learn from it is that you only feel like you can die from embarrassment, you don’t actually die.”

มุมมองของเธอน่าสนใจทีเดียว ประมาณว่า “ฉันได้รับยกย่องจากการรับบทตัวละครอนาถา มันแปลกพิลึก! แล้วคนที่ชีวิตจริงเป็นแบบนั้นละ ไม่เห็นได้รับการพูดถึงยกย่องอะไรเลย” Hollywood ก็เป็นแบบนี้นะครับ ไม่เช่นนั้นจะเรียกวงการมายาได้ยังไง

ส่วนตัวไม่ค่อยชอบหนังเรื่องนี้เท่าไหร่ ใน direction แนวทางของผู้กำกับ Tom Hooper ที่ลีลาปั้นแต่งกับเทคนิคการนำเสนอมากเกินไป จนรู้สึกเหมือนกำลังดูละครเวทีเรื่องหนึ่ง (ไม่ใช่ภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง) และความเวิ่นเว้อของเรื่องราวที่ขาดความกระชับ จนรู้สึกเบื่อ (หนังดูไม่ง่วง แต่เบื่อว่าเมื่อไหร่จะจบ)

ส่วนที่ชอบคือการแสดงของ Huge Jackman และ Anne Hathaway ที่รายหลัง ‘breathtaking’ ขโมยลมหายไปเลยละ

ไว้เมื่อมีโอกาส ผมจะหา Les Misérables ฉบับอื่นที่ไม่ใช่หนังเพลงมาเขียนแนะนำนะครับ น่าจะดูรู้เรื่อง/เข้าใจง่าย กว่าเรื่องนี้เป็นไหนๆ

แนะนำกับคอหนังเพลง ชื่นชอบวรรณกรรมหรือเคยรับชมละครเวที Les Misérables, สนใจประวัติศาสตร์การเมืองการปกครอง ช่วง June Rebellion ของประเทศฝรั่งเศส, แฟนๆนักแสดงอย่าง Huge Jackman, Russell Crowe, Ann Hathaway, Eddie Redmayne รวมถึงตัวตลกแย่งซีนอย่าง Helena Bonham Carter และ Sacha Baron Cohen

จัดเรต 15+ กับความ Miserable หลากหลายของหนัง

TAGLINE | “Les Misérables ของ Tom Hooper แม้จะมีโปรดักชั่นอลังการและการแสดงของยอดฝีมือ แต่หลายๆอย่างสุดอนาถา (Miserable)”
QUALITY | THUMB UP
MY SCORE | SO-SO

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of