Les Visiteurs du Soir (1942)

 The Devil's Envoys

Les Visiteurs du Soir (1942) French : Marcel Carné ♥♥♥♡

ภาพยนตร์ที่สามารถเข้าฉายในช่วงฝรั่งเศสถูกยึดครองโดย Nazi, Germany ต้องไม่เกี่ยวกับสงคราม การเมือง หรือมีใจความชวนเชื่อ สำหรับ Les Visiteurs du Soir หรือ The Devil’s Envoys คือเทพนิยายแฟนตาซี-โรแมนติก เพ้อฝัน เหมือนจะไม่มีอะไรเคลือบแอบแฝง แต่ใครๆต่างมองปีศาจผู้ขัดขวางความรัก คือตัวแทนของ Adolf Hitler

จนกระทั่งเสียชีวิต Marcel Carné ยังคงยืนกรานว่า Les Visiteurs du Soir ไม่มีอะไรในกอไผ่! แต่จะเชื่อได้หรือเปล่าเพราะช่วงท้ายมีขณะที่นางเอกได้พูดโกหกหลอกลวงปีศาจ อ้างว่ายินยอมกระทำนั้นเพราะ ‘ความรัก’ จึงพร้อมเสียสละทุกสิ่งอย่าง

ใครเคยรับชมชื่นชอบ La Belle et la Bête (1946) น่าจะคลั่งไคล้ภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างมาก ด้วยไดเรคชั่นเชื่องช้าเนิบ ชวนฝัน ชวนหลับ ราวกับโลกอีกใบที่ห้วงเวลาดำเนินเดินไปไม่เท่ากัน มีความชดช้อย งดงาม ประณีตวิจิตร ราวกับภาพวาด/บทกวี ‘Poetic Fantascism’ แถมงานสร้างอลังการใหญ่โตสมจริง ดูจบทำให้อิ่มหนำสำราญผ่อนคลายกายใจ

แต่ลึกๆผมว่าหนังเยิ่นเย้อยาวไป La Belle et la Bête เพียง 90 นาที ยังมีช่วงเวลาที่ความเร็วปกติ-เชื่องช้า แต่สำหรับ Les Visiteurs du Soir เป็นสองชั่วโมงที่ขึ้นอืดยาวนานมากกก แม้การมาถึงของปีศาจจะช่วยสร้างอรรถรสสีสันขึ้นหน่อย กระนั้นอะไรๆกลับดูยุ่งเหยิง สับสนอลม่าน พลันวันกันไปเสียหมดความน่าสนใจ

Marcel Carné (1906 – 1996) ผู้กำกับภาพยนตร์สัญชาติฝรั่งเศส หนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในยุค Poetic Realism เคียงคู่กับ Jean Renoir และ Jean Vigo, เกิดที่ Paris เป็นลูกของช่างทำตู้เตียงเฟอร์นิเจอร์ไม้ โตขึ้นเริ่มต้นทำงานเป็นนักวิจารณ์ภาพยนตร์ของนิตยสารรายสัปดาห์ Hebdo-Films ย้ายไป Cinémagazine ต่อด้วย Cinémonde ขณะเดียวกันได้ทำงานเป็นผู้ช่วยตากล้องผู้กำกับ Jacques Feyder และ René Clair กำกับหนังสั้นเรื่องแรกเป็นแนวสารคดี Nogent, Eldorado du dimanche (1929), และขนาดยาวเรื่องแรก Jenny (1936)

การมาถึงของสงครามโลกครั้งที่สอง กระทั่งวันที่ 4 มิถุนายน 1941 เมื่อกรุง Paris ถูกทหาร Nazi บุกเข้ายึดครอบครอง กลุ่มศิลปิน/ผู้กำกับที่ไม่ได้อพยพย้ายหนีออกจากประเทศ จำต้องดิ้นรนเอาตัวรอดด้วยการสร้างภาพยนตร์ต่อไป แต่ก็ถูกแทรกซึมโดยลูกน้องในสังกัดของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงโฆษณาแถลงข่าวและโฆษณาชวนเชื่อ Joseph Goebbels เพื่อคอยสอดส่องความไม่ชอบมาพากล และล้วงเอาองค์ความรู้ สะสมประสบการณ์ เผื่อนำไปปรับใช้สร้างสรรค์ผลงานของตนเอง

Carné ร่วมงานกับ Pierre Laroche และคู่ขาประจำ Jacques Prévert (1900 – 1977) ครุ่นคิดจนได้ข้อสรุปแหกแหวกไปเลย ว่าจะสร้างภาพยนตร์แนวแฟนตาซี-โรแมนติก กำหนดพื้นหลังยุค Medieval อ้างอิงส่วนหนึ่งจากตำนานเยอรมัน Faust (ขายวิญญาณให้ปีศาจ)

พฤษภาคม 1485, อุปทูตปีศาจสองตน Gilles (รับบทโดย Alain Cuny) และ Dominique (รับบทโดย Arletty) เดินทางมาถึงปราสาทของ Baron Hugues (รับบทโดย Fernand Ledoux) ในค่ำคืนกำลังเฉลิมฉลองงานหมั้นของลูกสาว Anne (รับบทโดย Marie Déa) กำลังจะได้แต่งงานกับ Renaud (รับบทโดย Marcel Herrand)

อุปทูตปีศาจทั้งสองได้บรรเลงบทกวีพรรณาเกี่ยวกับความรัก แล้วใช้มารยาเสน่ห์ยั่วยวนทั้ง Baron Hugues, Anne และ Renaud ให้ตกหลุมรักใคร่ สองชายต่อสู้แย่งชิง Dominique ส่วนหญิงสาวโงหัวไม่ขึ้นกับ Gilles กระทั่งการมาถึงของปีศาจ (รับบทโดย Jules Berry) ชั่วร้ายยิ่งกว่า คือต้องการฉกแย่งชิงทุกคนไปจากทุกคน

นำแสดงโดย René Xavier Marie Alain Cuny (1908 – 1994) นักแสดงสัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Saint-Malo, Brittany ตั้งแต่เด็กมีความสนใจด้านวาดภาพ เข้าเรียน École des Beaux-Arts, Paris มีโอกาสพบเจอ Picasso, Braque และศิลปิน Surrealist มากมาย แต่เหมือนจะเอาตัวไม่รอดเลยผันตัวสู่วงการภาพยนตร์ เริ่มจากเป็นนักออกแบบเสื้อผ้า ฉาก โปสเตอร์ กระทั่งพบเจอ Charles Dullin ผลักดันให้เขากลายเป็นนักแสดง เริ่มจากละครเวที และภาพยนตร์เรื่องแรกแจ้งเกิด Les Visiteurs du soir (1942), ผลงานเด่นๆ อาทิ Les Amants (1958), La Dolce Vita (1960), Emmanuelle (1974), Détective (1985), Camille Claudel (1988), L’annonce faite à Marie (1991) ฯ

รับบท Gilles ชายหนุ่มรูปงาม ผู้ถูกล่อหลอกโดยปีศาจ เซ็นสัญญาขายวิญญาณ ‘มิอาจตกหลุมรักใครได้’ จำต้องออกเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ใช้มารยาเสน่ห์จนสาวงามแห่งนครตกหลุมหลงใหลคลั่งไคล้ แต่ครานี้ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น พยายามอย่างยิ่งจะไม่ให้ Anne ตกหลุมรักตนเอง ต้องการทรยศหักหลังเอาคืนปีศาจผู้ชั่วช้า แต่เรื่องพรรค์นี้ใครกันจะสามารถหักห้ามจิตใจตนเองกันได้เล่า

ภาพลักษณ์ ความหล่อเหลา ต้องยกให้เขาเลย งดงามดั่งเจ้าชายในเทพนิยาย เรื่องการแสดงอาจไม่เท่าไหร่ ถ่ายทอดอารมณ์ออกมาทางสีหน้า สายตา ขณะที่การเคลื่อนไหวเชื่องช้า ชดช้อย ละมุ่นไม ไม่มีสะดุดตะกุกตะกัก คาดว่าคงซักซ้อมตระเตรียมการมาอย่างดี ลื่นไหลเป็นธรรมชาติอย่างที่สุด

Arletty ชื่อจริง Léonie Marie Julie Bathiat (1898 – 1992) นักร้อง นักแสดงหญิง สัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Courbevoie ในครอบครัวชนชั้นทำงาน หลังพ่อเสียชีวิตออกจากบ้านกลายเป็นโมเดลลิ่ง ไม่เคยสนใจด้านการแสดงจนได้รับคำชักชวนจาก Paul Guillaume กลายเป็นนักแสดงละครเวทีตอนอายุ 21, สำหรับภาพยนตร์ส่วนใหญ่เป็นบทสมทบ จนกระทั่งเป็นขาประจำของ Marcel Carné อาทิ Hôtel du Nord (1938), Le jour se lève (1939), Les Enfants du Paradis (1945) ฯ

รับบท Dominique หญิงปลอมตัวเป็นชายเพื่อตบตาผู้คน แม้จะถูกล่อหลอกโดยปีศาจให้เซ็นสัญญาขายวิญญาณให้ แต่เธอก็ไม่เคยครุ่นคิดเห็นต่าง มีความบันเทิงเริงอารมณ์เมื่อพบเห็นบุรุษหนุ่ม-แก่ ต้องต่อสู้แลกทุกสิ่งอย่างเพื่อแก่งแย่งชิงตน เพราะเป็นข้าทาสที่ดีครานี้เลยได้รับของขวัญเล็กๆด้วยผู้ชนะการต่อสู้ แต่ชีวิตคงสุขสำราญไม่นานเท่าไหร่หรอกเดี๋ยวก็คงออกเดินทางต่อ

ภาพลักษณ์หญิงสาวผู้ไม่ยี่หร่าต่อชีวิต ใช้มารยาเสน่ห์ เรือนร่างกาย ยั่วเย้ายวนผู้ชาย นี่ถือเป็นบท Typecast ของ Arletty ทำให้แจ้งเกิด โด่งดัง และเป็นตำนานจดจำ ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าตรงตามมาตรฐาน ไม่ว่าหนุ่ม-แก่ พบเห็นต่างเพ้อคลั่งหวั่นไหว ต้องการครอบครองเป็นเจ้าของกายใจ โดยไม่สนว่าอะไรจะบังเกิดขึ้น

Jules Berry ชื่อเกิด Marie Louis Jules Paufichet (1883 – 1951) นักแสดงยอกฝีมือ สัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Poitiers, Vienne เติบโตขึ้นยังกรุง Paris เข้าเรียนจบจาก École nationale supérieure des Beaux-Arts เริ่มต้นสู่วงการละครเวที เป็นสมาชิกของ Théâtre Antoine-Simone Berriau ไต่เต้าไปเรื่อยๆจนแทบปักหลักอยู่ Théâtre royal des Galeries Saint-Hubert, Brussels ถึง 12 ปีเต็ม, สำหรับวงการภาพยนตร์เริ่มต้นในยุคหนังพูด อาทิ King of the Hotel (1932), Le crime de Monsieur Lange (1935), Le jour se lève (1939), Les Visiteurs du Soir (1942) ฯ

รับบทปีศาจ ผู้เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ขี้เล่น เก่งในสำนวนลีลา และคำพูดต่อรอง แต่ลึกๆภายในใจกลับเต็มไปด้วยความชั่วช้าสามาลย์ ใช้จุดอ่อนของมนุษย์เรื่อง ‘ความรัก’ พยายามเข้าครอบงำเป็นเจ้าของ ต้องการให้ทุกสิ่งอย่างในโลกตกอยู่ในอุ้งกำมือของตนเอง

ส่งอุปทูตสองตนที่ได้พลาดพลั้งเซ็นสัญญาทาส Gilles และ Dominique รายหลังปฏิบัติภารกิจได้อย่างน่ายกย่องดูชม แต่รายแรกกลับพยายามทำตัวแหกคอก ดิ้นรนเอาตัวรอด จึงใช้มารยาคำพูดลวงล่อ Anne ให้เซ็นสัญญากับตนเพื่อปลดปล่อยชายหนุ่มที่เธอรัก เสร็จสรรพกลับกลายเป็นตัวเองถูกหลอกเสียเอง นั่นเป็นสิ่งยอมได้สักที่ไหน เลยสาปแช่งพวกเขาให้กลายเป็นหินชั่วนิจนิรันดร์

การมาถึงของ Berry สร้างสีสันให้กับหนังมากยิ่งทีเดียว ใครเคยประทับใจพี่แกตอน Le jour se lève (1939) เรื่องนี้ถือว่าไม่ย่อหย่อนเลย (แต่ผมว่าเรื่องนั้นโดดเด่นกว่านะ) สีหน้าและลีลาคำพูดเต็มไปด้วยความกลับกลอก ปอกลอก ไว้เนื้อเชื่อใจอะไรไม่ได้สักนิด แถมทำอย่างไรก็มิอาจหลีกหนีพ้น ต้องเผชิญหน้าต่อสู้หาวิถีทางเอาชนะสถานเดียวเท่านั้น

ขอทิ้งท้ายกับ Marie Déa ชื่อจริง Odette Alice Marie Deupès (1912 – 1992) นักแสดงหญิงสัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Nanterre, Seine หลังเรียนจบมัธยมศึกษาการแสดงจาก Gaston Baty ได้รับคัดเลือกกลายเป็นนักแสดงละครเวที ภาพยนตร์เรื่องแรก La vierge fou (1938), รับบทนำใน Nord-Atlantique (1939), ผลงานเด่นๆ อาทิ Les Visiteurs du Soir (1942), Orpheus (1950), The Green Mare (1959), The Good and the Bad (1976) ฯ

รับบท Anne Hugues หญิงงามแห่งนคร ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของ Baron Hugues ขณะนั้นหมั้นหมายกับ Baron Renaud แต่ก็ไม่ได้มีความชื่นชอบพอกับเขาสักเท่าไหร่ กระทั่งการมาถึงของนักกวีต่างเมือง Gilles ขับขานท่วงทำนอง พรรณานิยามแห่ง ‘ความรัก’ ทำให้เธอตระหนักและตกหลุมเข้าให้ เคลิบเคลิ้มพร้อมยอมพลีกายใจมอบให้รักแรกพบ เขาคนนี้แต่เพียงผู้เดียว

การมาถึงของปีศาจ ไม่อาจทำให้ Anne ผันแปรเปลี่ยนจิตใจเป็นอย่างอื่น ความรักของเธอคือสิ่งงดงามภายในไม่ใช่หน้าตา และการโกหกหลอกลวงปีศาจ ทำในสิ่งไม่เคยบังเกิดขึ้นมาก่อน! นั่นสร้างความเกรี้ยวกราดรวดร้านฉาน ผลลัพท์แม้ถูกสาปเป็นหิน ก็ทำให้ความรักของเธอยั่งยืนยงคงอยู่ชั่วนิจนิรันดร์

ภาพลักษณ์ของ Déa ในหนังเรื่องนี้ ตราตรึงกลายเป็นอมตะ ‘Eternity Lady of the Middle Ages’ เจ้าหญิงที่มีความบริสุทธิ์ทั้งรูปลักษณ์ สายตา และภายในจิตใจ ไม่มีอะไรสามารถเปลี่ยนแปรผันแตกต่างไปได้ และเพื่อรักจึงสามารถกระทำทุกสิ่งอย่าง แม้แต่การโกหกหลอกลวงปีศาจ น่ารักขนาดนี้ใครๆคงสามารถยินยอมให้อภัย อำนวยอวยพรขอให้เธอโชคดี

ถ่ายภาพโดย Roger Hubert (1903 – 1964) ตากล้องยอดฝีมือสัญชาติฝรั่งเศส ผลงานเด่นๆ อาทิ Les Visiteurs du Soir (1942), Les Enfants du Paradis (1945), The Last Days of Pompeii (1950) ฯ

หนังทั้งเรื่องสร้างฉากขนาดเท่าของจริงขึ้นในสตูดิโอ Studios de la Victorine พื้นหลังคือภาพวาดบนกระจก Matte Painting ออกแบบงานสร้างโดย Alexandre Trauner แต่ขึ้นเครดิต Marcel Carné เพราะเจ้าตัวมีเชื้อสาย Hungarian-Jews ต้องทำงานแบบหลบๆซ่อนๆไม่ให้ถูกจับได้

สิ่งต้องชมเลยคือรายละเอียด ความสมจริง สร้างปราสาทขึ้นทั้งหลังในสตูดิโอ (แต่ช็อตนี้เป็น Miniature นะครับ สร้างขึ้นในสตูดิโอเหมือนกัน สังเกตจากท้องฟ้า นั่นเกิดจากการวาดภาพบนกระจก ไม่ใช่โลกความจริงอย่างแน่นอน)

ฉากภายในอัดแน่นด้วยรายละเอียดจากยุค Medieval สถาปัตยกรรม เฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้าหน้าผม ความอลังการงานสร้างนี้สะท้อนความฟุ่มเฟือย ‘Lavishing’ เลิศหรูหราเกินความจำเป็นในยุคสมัยสงคราม

สงคราม คือช่วงเวลาการขาดแคลนข้าวของเครื่องใช้ อุปโภค บริโภค แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้กลับไม่รู้ไปสรรหาสิ่งของเลิศหรูหรา สร้างปราสาทสุดอลังการนี้ได้อย่างไรกัน? นี่ถือว่าความพยายามสะท้อนชนชั้นผู้นำ Nazi, Germany ใครอื่นจะอดอยากปากคอแห้งก็ช่างแม้ง ขอให้ฉันได้สุขสบายมั่งคั่ง เลิศหรูหราไว้ก่อนใครอื่นเป็นพอ

ความรักทำให้ทุกสิ่งอย่างหยุดนิ่ง, ฉากนี้ไม่ได้ใช้เทคนิคหวือหวา แค่ให้นักแสดงทุกคนค่อยๆเคลื่อนไหวช้าลงและหยุดอยู่นิ่งกับที่ ซึ่งก็สังเกตเห็นง่ายๆ หลายคนยังคงหายใจ กระพริบตา ขยับเคลื่อนไหว … เอาแค่นัยยะความหมายก็พอมั้ง ไม่ได้ต้องนำเสนอความสมจริงอะไรขนาดนั้น!

สังเกตว่าหลังจากทุกสิ่งอย่างหยุดนิ่ง และ Anne และ Renaud สามารถขยับเคลื่อนไหวได้เอง มันจะมีความที่เชื่องช้า เอื่อยเฉื่อย ราวกับพวกเขาหลุดเข้าไปในโลกแฟนตาซีอีกใบ ความฝันที่ไม่อยากตื่นขึ้นมาเผชิญหน้าความจริง

การมาถึงของปีศาจ เริ่มต้นก็จากฟ้าฝนส่งเสียงคำราม เข้ามาถึงก็เล่นกับไฟแบบไม่กลัวเกรง แถมชุดเต็มไปด้วยลวดลาย มองแล้วละลานตา เรียกได้ว่าจับจ้องความสนใจของทุกผู้คนในห้องโถงนี้

ความมีชีวิตชีวา รอยยิ้ม เคลือบแฝงด้วยสิ่งชั่วร้ายบริสุทธิ์ที่อยู่ภายใน เรียกร้องความสนใจ และต้องการบ่อนทำลายทุกสิ่งอย่าง ไม่แปลกอะไรเลยตัวละครนี้จะถูกวิเคราะห์ตีความว่าคือ Adolf Hitler

ถ้าเป็นภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ต้องการสื่อถึง Hitler ภาพลักษณ์ต้องปรากฎมาแต่ไกล ทรงผมปัด ไว้หนวดแปรงสีฟัน ชุดทหาร ท่าตะเบะ น้อยนักจะมาแบบเรื่องนี้ ความชั่วร้ายไม่ใช่สิ่งมองเห็นด้วยตา ต้องจับจ้องสังเกตการณ์จากภายใน (จำเป็นที่ไหนต้องทำให้ภาพลักษณ์จดจำได้)

กิจกรรมยิงนกล่าสัตว์ หนังเรื่องนี้ไม่ใจกล้านำเสนอแบบ La Règle du Jeu/The Rules of the Game (1939) เพราะถูกแบนห้ามฉายเผาทำลายฟีล์มไปเรียบร้อยแล้ว แต่แค่เพียงกล่าวอ้างถึง สามารถครุ่นคิดวิเคราะห์ ตีความหมายสื่อนัยยะได้ตรงๆแบบเดียวกันเลยว่า สะท้อนถึงการสงคราม คือเกม ของละเล่นของพวกผู้นำ/ชนชั้นสูง หาได้ใคร่สนใจชีวิตของผู้บริสุทธิ์ตาดำๆ (ปีศาจมีพูดเล่นคะนองปากว่า ไม่มีสัตว์ปีกตัวไหนตาย…ในหนัง)

ระหว่างที่พวกขุนนางทั้งหลายออกล่าเกม ชาย-หญิง (ทั้งแก่-หนุ่ม) กลับหนีมาพรอดรัก เกี้ยวพาราณสี ใช้ชีวิตแบบไม่แคร์ยี่หร่า ทั้งโลกจะเข่นฆ่ากัน ฉันขอตกหลุมรักใคร่บุคคลในฝันผู้นี้ไว้ก่อน

ฉากการถูกจองจำของ Gilles ผมว่ากระตุ้นความทรงจำของผู้คนสมัยนั้นได้ดีเลยละ ไม่ใช่แค่ชาว Jews หรือนักโทษเชลยสงคราม แต่ยังประชาชนคนทั่วไปถูกกักขังภายในบ้าน ออกไปไหนมาไหนไม่ได้ ต่างอะไรกับติดอยู่ในคุก ถูกล่ามโซ่เหมือนสุนัขรับใช้

ความรู้สึกโดยส่วนตัวต่อการออกแบบฉากในคุก ให้สัมผัสเหมือนโคตรหนังเงียบ La Passion de Jeanne d’Arc (1928) ของผู้กำกับ Carl Theodor Dreyer

นี่เป็นฉากฝันซ้อนความจริงที่ชวนให้ฉงนยิ่ง, เริ่มจาก Anne หลบลี้ภัยในความฝันของ Gilles ยังบ่อน้ำพุแห่งชีวิต แล้วปีศาจโผล่เข้ามาก่อกวนด้วยการนำเสนอภาพการต่อสู้เข่นฆ่าให้ตายกันไปข้างระหว่าง Baron Hugues vs. Baron Renaud ซ้อนทับกับผืนผิวน้ำ (ในบ่อน้ำพุ)

ทำไมต้องทำให้มันซับซ้อนขนาดนี้? อาจเพื่อเป็นการสื่อว่า ความจริง-ความฝัน เมื่อถึงจุดๆหนึ่งก็ไม่อาจแยกออกจากกัน ผสมผสานกลมกลืนดั่งสายน้ำ อันหนึ่งอันเดียวกัน

ความพ่ายแพ้ของปีศาจ ครุ่นคิดว่าตนเองได้สาปคู่รักให้กลายเป็นหิน แล้วพวกเขาจะมิสามารถครองรักชั่วนิจนิรันดร์ แต่ที่ไหนได้หัวใจกลับยังคงเต้นไม่หยุด เพราะความรักคือนามธรรม เป็นสิ่งอมตะ ไม่มีสิ่งใดสามารถกีดกั้นขวางความต้องการของหัวใจ นั่นทำให้พวกเขากลายเป็นตำนานคงอยู่ตราบฟ้าดินสลาย เคียงคู่บ่อน้ำพุแห่งชีวิต รายล้อมด้วยดอกไม้ กลายเป็นอนุสาวรีย์แห่งรัก รายล้อมด้วยความสงบสุขสันติภาพ

ลักษณะของบ่อน้ำพุ ทรงแหลมสูง ออกไปทางสถาปัตยกรรมแนว Gothic ถือเป็นสัญลักษณ์ของประเทศฝรั่งเศส (คือประเทศแรกที่ริเริ่มยุคสมัยนี้ในช่วงศตวรรษ 12-14)

ตัดต่อโดย Henri Rust สัญชาติ Dutch ผลงานเด่น Les Visiteurs du Soir (1942), Les Enfants du Paradis (1945), The Wages of Fear (1953) ฯ

หนังเริ่มต้นด้วยอุปทูตปีศาจสองตน Gilles และ Dominique ดำเนินเรื่องสลับกันไปมา จนกระทั่งการมาถึงของปีศาจ จึงเปลี่ยนมาใช้มุมมองของมัน ที่สามารถแยกร่าง แฝงต้วเข้าไปในความฝัน แถมยังเรียกใครสักคนให้วาปมาหาได้

สีสันของการตัดต่อคือลูกเล่นระหว่างเปลี่ยนฉาก เมื่อจบตอนจะเลื่อนเคลื่อนภาพไปทางซ้าย ด้วยลักษณะคล้ายคลึงกับการเปิดอ่านหนังสือของ Opening Credit

เพลงประกอบโดย Joseph Kosma แต่เพราะตนเองเชื้อสาย Jews ต้องหลบๆซ่อนๆไม่อาจเปิดเผยตัวเอง เลยต้องมอบเครดิตให้ Maurice Thiriet ทำแทนทุกอย่างที่ไม่ใช่การแต่งเพลง

งานเพลงใส่สัมผัสของยุคสมัย Medieval ที่มีกลิ่นอายชวนเพ้อฝันหวาน ราวกับหลุดเข้าไปสู่โลกแฟนตาซีแห่งจินตนาการ แต่งแต้มความงดงามราวกับสร้อยในบทกวี นอกจากได้ยินขณะงานเลี้ยงสังสรรค์ ก็มักช่วงเวลาหวานแหววโรแมนติก เติมเต็มอารมณ์เรื่องราว ซาบซ่านจับจิตไปถึงขั้วหัวใจ

บทเพลง Démons et Merveilles (แปลว่า Demons and Wonders) คำร้องจากบทกวีของ Jacques Prévert, ต้นฉบับ(น่าจะ)ขับร้องโดย Alain Cuny เนิบนาบ ซาบซึ้ง ความหมายกินใจ

Les Visiteurs du Soir นำเสนอเรื่องราวการต่อสู้กับปีศาจ ผู้พยายามสรรหาข้ออ้าง ฉกชิงข้อได้เปรียบจากจุดอ่อนที่สุดของมนุษย์ นั่นคืออาการโหยหาใน ‘ความรัก’ เพราะคนส่วนใหญ่มักหน้ามืดพร่ามัวตาบอด หลงใหลในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ต้องการเป็นเจ้าของเรือนร่าง ความงาม บริสุทธิ์ แต่กลับมิได้จับจ้องมองเข้าไปภายในจิตใจของคน เป็นเหตุให้เกิดการต่อสู้ ขัดแย้ง เข่นฆ่ากันตาย เพื่อให้ตนเองจักได้รับชัยชนะ ครอบครองแต่เพียงหนึ่งเดียว

Dominique กับ Gilles นำเสนอความรักในสองรูปแบบตรงกันข้าม เทียบแทนก็คือ กายและใจ
– Dominique สตรีผู้เต็มไปด้วยเล่ห์มารยา ลีลา เก่งในการสรรหาคำพูด ยั่วเย้ายวนในกิเลสกามตัณหา ไม่ว่าหนุ่มหรือแก่น้อยนักจักสามารถหักห้ามใจ
– Gilles ไม่ได้ต้องการครอบครองเป็นเรือนร่างกายใคร แต่คือจิตใจอันบริสุทธิ์ผุดผ่อง ความรักแลกกับความเสียสละ สุขเพื่อผู้อื่นแม้ตนเองจมปลักในทุกข์ชั่วนิรันดร์

มองประเด็นแฝงซ่อนเร้นของหนังดีกว่า นอกจาก ปีศาจ แทนด้วย Adolf Hitler ยังสามารถเทียบแทน หญิงสาว=ผืนแผ่นดินแดน/ประเทศชาติ แลกมาด้วยการต่อสู้ สงคราม แก่งแย่งชิง ในมุมของ Dominique ได้รับการตบรางวัลคือชายสูงวัย เศษซากปรักหักพังของผู้ชนะ ขณะที่ Gilles แสดงออกด้วยความบริสุทธิ์มั่นคงจริงใจ นั่นทำให้แม้กลายเป็นหิน แต่จักมั่นคงยืนยงชั่วนิจนิรันดร์ แม้แต่ปีศาจหน้าไหนก็มิอาจทำลายให้พังทลายล่มสลายลงได้

สิ่งที่จะคือชัยชนะยิ่งใหญ่สุดของสงครามโลกแห่งความเกลียดชัง คือการมอบความรักคืนสนองให้ต่อกัน มองมาด้วยหัวใจไม่ใช่แค่สายตา แล้วสันติภาพจักบังเกิดขึ้น

ต่อให้ผู้กำกับ Marcel Carné ย้ำยืนกรานว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่มีใจความอื่นแฝงซ่อนเร้น นอกจากความแฟนตาซี-โรแมนติก แต่คงยากที่ใครจะหลงเชื่อคำลวงล่อนี้อย่างแน่แท้

ฉายรอบปฐมทัศน์ 4 ธันวาคม 1942 ณ Paris’s Madeleine Cinema สัปดาห์แรกยังไม่ทำเงินเท่าไหร่ แต่กระแสปากต่อปากทำให้ค่อยๆได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ถล่มทลาย แม้ไม่มีรายงานตัวเลขรายรับ แต่ว่ากันว่าคือหนังสัญชาติฝรั่งเศสทำเงินสูงสุดในช่วงถูกยึดครองโดย Nazi, Germany

“the grandest film of the Occupation.”

ความสำเร็จอันล้นหลามของภาพยนตร์เรื่องนี้ และ La Nuit fantastique (1942) ได้จุดกระแสแนว French Fantasy เพื่อให้ผลงานผ่านกองเซนเซอร์ของ Nazi โดยง่าย อาทิ L’Éternel Retour (1943), La Main du diable (1943), Le Baron fantôme (1943), Lumière d’été (1943) และไฮไลท์ของแนวคือ La Belle et la Bête (1946) กำกับโดย Jean Cocteau

หลังสงครามจบ และการมาถึงของ Les Enfants du Paradis (1945) ปรากฎว่าประสบความสำเร็จล้นหลามยิ่งกว่า แทบทำให้ Les Visiteurs du Soir (1942) ถูกทอดทิ้ง หลงลืมเลือนไปโดยทันที (เพราะไม่มีใครอยากจดจำช่วงเวลาอันเลวร้าย ในช่วงระหว่างสงครามโลกสักเท่าไหร่)

กาลเวลาบ่งชี้ถึงคุณภาพหนัง แม้มีความงดงาม ประณีตวิจิตร แต่เมื่อเทียบกับผลงาน Masterpiece ของผู้กำกับ Marcel Carné อย่าง Le Quai des brumes (1938), Le Jour Se Lève (1939) และ Les Enfants du Paradis (1945) ถือว่ายังห่างชั้นอยู่มาก แต่ถ้ามีโอกาสก็ขอแนะนำเลย ได้รับการบูรณะคุณภาพ 4K กลายเป็น DVD/Blu-Ray โดย Criterion Collection

ส่วนตัวแค่ชอบหนังเรื่องนี้ รู้สึกเลี่ยนไปหน่อยกับ ‘ความรักชนะทุกสิ่ง’ แต่ประทับใจมากๆกับการแสดงปีศาจของ Jules Berry, ไดเรคชั่นของ Marcel Carné และบทเพลงประกอบของ Maurice Thiriet สามารถทำให้ทั้งกายใจ หลุดเข้าไปในโลกแห่งแฟนตาซี

แนะนำคอหนังแฟนตาซี ยุค Medieval เรื่องราวความรัก vs. ปีศาจ, งานสร้างอลังการ ถ่ายภาพสวยๆ เพลงประกอบไพเราะ, แฟนๆผู้กำกับ Marcel Carné และทีมนักแสดง Arletty, Jules Berry, Marie Déa, Alain Cuny ไม่ควรพลาด

จัดเรต PG กับความชั่วร้าย ปลิ้นปล้อน กลับกลอกของปีศาจ

คำโปรย | “Les Visiteurs du Soir ของผู้กำกับ Marcel Carné ทำให้การมาเยือนของปีศาจ สูญสิ้นความหมายไปชั่วนิรันดร์”
คุณภาพ | อลังการงานสร้าง
ส่วนตัว | แค่ชอบ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of