Like Father, like Son (2013)

Like Father, like Son

Like Father, like Son (2013) Japanese : Hirokazu Kore-eda ♥♥♥♥

โรงพยาบาลสลับเด็กตอนคลอด พ่อแม่เลี้ยงดูจนลูกอายุครบ 6 ขวบ ถึงค่อยได้รับรู้ความจริง แล้วนี่จะทำยังไงต่อไป มีหนทางออกดีที่สุดสำหรับเหตุการณ์แบบนี้หรือเปล่า?, คว้ารางวัล Jury Prize จากเทศกาลหนังเมือง Cannes “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

หลังจากพยายามครุ่นคิดอยู่สักพักใหญ่ ผมก็พบว่าคำตอบแบบในหนังน่าจะคือหนทางออกดีที่สุดแล้วของบริบทนี้แล้ว สะท้อนวัฒนธรรมค่านิยมของคนญี่ปุ่น (และอาจจะทั้งทวีปเอเชียเลยกระมัง) กระนั้นต้องถือว่านี่เป็นสถานการณ์เฉพาะเจาะจงมากๆ เด็กอายุยังน้อยปรับตัวสร้างความสัมพันธ์ใหม่ได้ไม่ยาก พ่อแม่ทั้งสองฝ่ายสามารถพูดคุยประณีประณอม และต่างคือครอบครัวอุดมคติในมุมมองของสองสังคม สุดท้ายแล้วมันเลยเกิดอีกข้อคำถามหนึ่งผุดขึ้นมาแทน ‘อะไรคือ ความเป็นพ่อ-แม่?’

กระนั้นหนังเรื่องนี้มุ่งเน้นนำเสนอแค่ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูก (ที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างผู้กำกับ Kore-eda กับลูกน้อยของตนเอง) ขณะที่แม่เป็นเพียงช้างเท้าหลัง ก้มหัวยอมรับทุกสิ่งที่สามีผู้นำครอบครัวตัดสินใจ ร่ำร้องไห้อยู่หลังฉาก ครุ่นคิดอยากจะ… ก็มิอาจสามารถแสดงออก

คุณผู้หญิงสมัยใหม่ หลายคนอาจรู้สึกหงุดหงิดคับข้องใจกับความ Maleist (ตรงข้ามกับ Feminist) แต่อย่าลืมว่านี่คือภาพยนตร์สัญชาติญี่ปุ่น ประเทศที่ความเท่าเทียมทางเพศยังตามหลังชาติตะวันตกอยู่มาก เลยไม่ใช่เรื่องผิดแปลกทางวัฒนธรรมอันใด และเราก็ไม่ควรกล่าวโทษผู้กำกับ Kore-eda ที่ยังโลกแคบในประเด็นนี้ เพราะเขาคือศิลปินที่สร้างงานศิลปะจากมุมมองความสนใจของตนเองเท่านั้น

Hirokazu Kore-eda (เกิดปี 1962) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Tokyo ตอนเด็กอาศัยอยู่กับแม่ (ไม่มีพ่อ) วาดฝันเป็นนักเขียนนิยาย โตขึ้นเข้าเรียนสาขาวรรณกรรมจาก Waseda University แต่จบออกมาเลือกทำงานเป็นผู้ช่วยกำกับสารคดีโทรทัศน์ ฉายเดี่ยวเรื่องแรก Lessons from a Calf (1991), แจ้งเกิดกับภาพยนตร์ Maborosi (1995) เข้าฉายเทศกาลหนังเมือง Venice คว้ารางวัล Golden Osella ได้รับการจับตามองจากทั่วโลกโดยทันที

สไตล์ของ Kore-eda มีคำเรียก ‘Cine-Poems’ เรื่องราวมีสะท้อนสัมพันธ์เข้ากับชุมชน/เมือง/ป่าเขาธรรมชาติ รับอิทธิพลจาก Yasujirō Ozu, Hou Hsiao-hsien ในความเชื่องช้า นุ่มนวล ลุ่มลึกซึ้ง ชอบสร้างสถานการณ์ข้อจำกัด ตั้งคำถามเกี่ยวกับชีวิต ครอบครัว การมีตัวตน/สูญหาย และมุ่งค้นหาหนทางออกดีสุดของปัญหาที่ไม่มีคำตอบ

ผลงานเด่นๆ อาทิ After Life (1998), Nobody Knows (2004), Still Walking (2008), Like Father, Like Son (2013), Our Little Sister (2015), The Third Murder (2017), Shoplifters (2018) ฯ

สำหรับ Soshite Chichi ni Naru จะค่อนข้างแตกต่างกับผลงานก่อนหน้าของ Kore-eda ที่พ่อมักเป็นบุคคลหายตัวไปจากหนัง แรงบันดาลใจเกิดขึ้นเมื่อเขากลายเป็นพ่อคนจริงๆ มีลูกสาววัยน่ารักกำลังจะ 5 ขวบ เพราะตัวเองเติบโตมากับแม่ไม่เคยมีพ่อเลี้ยงดูห่วงใย จึงเริ่มครุ่นคิดถึงสถานะบทบาท ‘ความเป็นพ่อ’ ที่ขาดหายไปในอดีต มันคืออะไร? มีความจำเป็นแค่ไหน?

แต่ Kore-eda ไม่ได้พัฒนาบทหนังเรื่องนี้โดยอ้างอิงทั้งหมดจากชีวประวัติของตนเองนะครับ แค่นำความสนใจแนวคิดหลัก พัฒนาต่อยอดสร้างบริบทเรื่องราว เปลี่ยนลูกสาวเป็นลูกชาย และพระเอกมีพ่อที่ครั้งหนึ่งเดินทางไปเยี่ยมไข้ได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ชีวิตมา (นี่เป็นสิ่งที่ Kore-eda จินตนาการขึ้น โดยสมมติตนเองเป็นที่ตั้ง)

เรื่องราวของ Ryota Nonomiya (รับบทโดย Masaharu Fukuyama) นักธุรกิจหนุ่มไฟแรงที่ทุ่มเทให้กับการงานสถาปนิกก่อสร้าง จนไม่ค่อยเหลือเวลาให้ภรรยาแม่บ้าน Midori (รับบทโดย Machiko Ono) และลูกชายวัยห้ากำลังหกขวบ Keito อาศัยอยู่ในคอนโดสูง ฐานะค่อนข้างดี มีความเป็นส่วนตัวสูง เคร่งเครียดจริงจังกับชีวิต และไม่ค่อยมีใครอื่นให้คบหาสมาคมสักเท่าไหร่

แต่แล้ววันหนึ่งโรงพยาบาลที่ทำคลอดโทรติดต่อขอพูดคุยเป็นการเร่งด่วน กลายเป็นว่าแท้จริงแล้ว Keito ไม่ใช่ลูกแท้ๆในสายเลือดของตนเอง เพราะตอนคลอดนางพยาบาลจงใจสลับทารกของพวกเขากับอีกครอบครัวหนึ่ง

หลังจากได้ติดต่อครอบครัว Saiki พบเห็นว่าพวกเขามีฐานะปานกลางๆ อาศัยอยู่บ้านโทรมๆ พ่อ Yudai Saiki (รับบทโดย Lily Franky) เป็นเจ้าของร้านอุปกรณ์ไฟฟ้าซ่อมได้ทุกสิ่งอย่าง แต่วันๆชอบเล่นสนุกสนานกับลูกๆ มีชีวิตเรื่อยเปื่อยพึ่งพาอะไรไม่ค่อยได้สักเท่าไหร่ ส่วนแม่ Yukari Saiki (รับบทโดย Yōko Maki) ทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราวร้านขายอาหาร Delivery, พวกเขามีลูกทั้งหมด 3 คน คนโต Ryusei คือที่สลับกับ Keito

สองครอบครัว Nonomiya กับ Saiki มีความแตกต่างตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง ทั้งวิธีคิดทัศนคติและการแสดงออกเลี้ยงดูลูก แต่ต้องถือว่าพวกขาต่างเป็นครอบครัวในอุดมคติของสองสังคม
– สังคมเมือง: พ่อ-แม่วางตัวให้ลูกเคารพนับถือ สั่งสอนให้มีความรับผิดชอบ ตรงต่อเวลา เป็นเอกเทศน์พึ่งพาตนเอง ชีวิตจะได้ประสบความสำเร็จก้าวหน้าในอาชีพการงาน
– สังคมชนบท: พ่อ-แม่คือเพื่อนเล่นของลูก สอนให้มีอิสรเสรีภาพ ผ่อนคลายไม่ตึงเครียด (ชอบมาสายบ่อยๆ) อยู่รวมกลุ่มสนิทสนมกับพี่น้อง อนาคตอะไรจะเกิดก็ปล่อยไปตามวิถี

นำแสดงโดย Masaharu Fukuyama (เกิดปี 1969) นักร้อง นักแสดงสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Nagasaki พออายุ 18 มุ่งสู่ Tokyo ออกซิงเกิ้ล Tsuioku no Ame no Naka (1990) ช่วงแรกๆยังไม่ประสบความสำเร็จนัก แต่หลังจากบทเพลง Good Night (1992) ฮิตถล่มทลายจนกลายเป็นตำนาน, สำหรับงานแสดงรับเคียงคู่การร้องเพลงอยู่เรื่อยๆ ส่วนใหญ่เป็นซีรีย์โทรทัศน์ ภาพยนตร์เด่นๆ อาทิ Suspect X (2008), Midsummer’s Equation (2013), Like Father, Like Son (2013), Rurouni Kenshin (2014), The Third Murder (2017) ฯ

รับบทพ่อ Ryota Nonomiya สถาปนิกนักออกแบบ ที่ชอบออกแบบควบุคมชีวิตของตนเอง ครอบครัว และลูก มีนิสัยดื้อดึงหัวรั้น ยึดมั่นความคิดเห็นของตนเองเป็นใหญ่ รับฟังคำแนะนำของพ่อเลือกความสัมพันธ์ทางสายเลือดสำคัญที่สุด แต่เมื่อมิอาจควบคุมอะไรลูกแท้ๆของตนเอง (ที่จิตใจมิได้มองพวกเขาเป็นพ่อแม่แท้ๆ) ถึงค่อยรับรู้ว่าบางสิ่งอย่าง ต้องปล่อยไปให้เป็นเรื่องของธรรมชาติ

การแสดงของ Fukuyama ค่อนข้างปั้นแต่งเยอะพอสมควร เชิดหน้าขึ้นแต่สายตามองต่ำ (นี่เป็นการดูถูกผู้อื่น) ทำปากเบะไม่พอใจ หันหน้าหันหลังไปทางอื่นเวลาปฏิเสธเสียงแข็ง ฯ เหล่านี้อาจดูฝืนธรรมชาติขัดกับภาพลักษณ์สุด ‘Cool’ แต่ช่วงท้ายเมื่อศักดิ์ศรี Ego ของเขาล่มสลาย ก็ทำให้ทุกอย่างหวนกลับคืนสู่สามัญ

สำหรับนักแสดงที่เหลือขอกล่าวถึงคร่าวๆแล้วกัน
– Machiko Ono (เกิดปี 1981) นักแสดงหญิงจาก Nishiyoshino เข้าตาผู้กำกับ Naomi Kawase แสดงนำแจ้งเกิด Suzaku (1997), The Mourning Forest (2007) ฯ รับบท Midori Nonomiya ลาออกจากงานเพื่อเป็นแม่บ้านเต็มเวลา ให้การสนับสนุนหลังสามีอย่างเต็มที่ดั่งช้างเท้าหลัง และยินยอมรับการตัดสินใจทุกสิ่งอย่างของเขา แม้นั่นจะทำให้เธอรวดร้าวทุกข์ทรมาน แต่ส่วนหนึ่งก็ความผิดของตนที่จดจำเลือดเนื้อเชื้อไขของตนเองผิดไป
– Lily Franky (เกิดปั 1963) นักร้อง นักแสดง ที่เพิ่งเข้าสู่วงการภาพยนตร์ตอนอายุ 38 ผลงานเด่น อาทิ All Around Us (2009), The Devil’s Path (2013) ฯ รับบท Yudai Saiki พ่อผู้สามารถซ่อมแซมทุกอย่างให้ใช้การได้ เป็นคนร่าเริงสดใสรักอิสระ ต้องการให้ลูกๆเติบโตขึ้นอย่างมีความสุขเป็นคนดีของสังคม แค่นั้นก็เกินพอไม่คาดหวังอะไรอื่น
– Yōko Maki (เกิดปี 1982) นักแสดงสัญชาติญี่ปุ่น ที่โด่งดังกับ The Princess Blade (2001), The Grudge (2004) ฯ รับบท Yukari Saiki แม่ผู้มีความรักเอ็นดูกับลูกๆทุกคน ขณะเดียวกันก็ชอบปากเสียแสดงความก้าวร้าวไม่พึงพอใจกับผู้ใหญ่ที่มีทัศนคติผิดๆ หลายครั้งพยายามชี้ชักนำสามี ที่ก็ยินยอมคล้อยตามโดยง่าย (เหมือนครอบครัวนี้ ผู้หญิงจะเป็นช้างเท้าหน้า พึ่งพาได้มากกว่าผู้ชาย)

สำหรับเด็กๆ ด้วยวัยยังเล็กจึงไม่ใช่เรื่องง่ายจะให้พวกเขาแสดงออก มีปฏิกิริยาอารมณ์อะไร มันเลยอยู่ที่กระบวนการคัดเลือกสรรหาเด็กที่มีภาพลักษณ์ บุคลิกภาพแสดงออกใกล้เคียงกับตัวละคร แบบนั้นจะช่วยลดความยุ่งยากในการกำกับลงได้มาก, วิธีการที่ผู้กำกับใช้ มักไม่พูดบอกอะไรมากเหมือนผู้ใหญ่ แค่บอกให้ทำ หรือแสดงสีหน้าท่าทางเช่นไร เว้นแต่การกระทำบางอย่างเช่นตอน Keito หนีออกจากบ้าน นั่นกึ่งบังคับเลยว่าต้องอธิบาย

“It’s difficult to elicit puzzlement from children. Most often I just let them act and did not have to explain to them. But when the boy runs away to go home to his family and when Keito thinks that his father is coming for him and he runs away, I had to explain”.

ถ่ายภาพโดย Mikiya Takimoto จากช่างภาพนิ่งในกองถ่ายของ Kore-eda เลื่อนขั้นมาเป็นผู้กำกับภาพ

หนังใช้สถานที่ พื้นหลัง สื่อสะท้อนมีนัยยะถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น นี่เป็นการสร้างสัมผัสคล้องจองลักษณะคล้ายกับ ‘บทกวี’ ซึ่งหลายครั้งจะมีการค่อยๆเคลื่อนกล้องไหลช้าๆ ดึงดูดผู้ชมให้เข้าไปหา

แนะนำตัวละครฉากแรกของหนัง ราวกับภาพถ่ายหน้าตรงของครอบครัว สังเกตทรงผม เสื้อผ้า การวางมือ การอ้าขา ฯ ล้วนมีนัยยะสื่อถึงความสัมพันธ์ของทั้งสาม พ่อ+แม่ = ลูก (ส่วนผสมกึ่งกลางของผู้ใหญ่ทั้งสอง), พื้นหลังมีกระดานดำว่างเปล่า พ่อ-แม่อยู่สองฝั่งข้างซ้ายขวา เปรียบได้กับผู้เขียนทิศทางอนาคตของลูกที่ยังอยู่ใต้กระดานดำนี้

เราจะพบเห็นบันได/ลิฟท์ ปรากฎอยู่เต็มไปหมด ตัวละครชอบที่จะเดินขึ้นลง สะท้อนถึงชีวิตที่เดี๋ยวมีขึ้นมีลง สุขบ้างทุกข์บ้าง วนเวียนซ้ำซากจำเจอยู่แบบนั้นไม่ซ้ำกันในชีวิตประจำวัน

อาชีพของพ่อคือสถาปนิกนักออกแบบ เปรียบได้กับบุคคลผู้พยายามควบคุมให้ทุกสิ่งอย่างเป็นไปสำเร็จลุล่วงตามแผนการที่วางไว้ แต่เมื่อชีวิตมักมิได้เปะๆแบบนั้น ก็มิได้แปลว่าเขาประสบความล้มเหลวแต่ประการใดหรอกนะ นั่นคือวิถีความเป็นมนุษย์เสียมากกว่า

สองตึกโมเดลการออกแบบนี้ หนึ่งสูง หนึ่งต่ำ คงจะสะท้อนถึงสองครอบครัวที่แตกต่างตรงกันข้ามกันด้วย

Sequence ของหนังที่ใช้ความมืดเยอะสุด คือตอนพ่อ-แม่ นำพา Keita ไปตรวจ DNA ก็ดูอย่างช็อตนี้ หน้าหมอยังอาบความมืดมิด (สงสัยจะปิดไฟถ่ายทำ) จะมีก็แค่ใบหน้าของเด็กชายที่สว่างขึ้นมา สะท้อนถึงตัวละครสำคัญในช่วงเวลานี้ เขาคือลูกใครกันแน่

เมื่อพ่อ-แม่รับรู้ความจริงเกี่ยวกับลูก หนังเลือกจังหวะที่แสดงความหงุดหงิดหัวเสียออกมาคือขณะขับรถ แล้วกำลังรอรถไฟวิ่งผ่าน, ถ้ามองว่ารถไฟคือสัญลักษณ์ของการเคลื่อนไปของชีวิต นี่เป็นช่วงเวลาที่ทำให้พวกเขาต้องหยุดนิ่งครุ่นคิดรอคอย นี่ฉันจะทำยังไงต่อไป

ถึงช็อตนี้จะมีความตรงไปตรงมา เมื่อสองครอบครัวพบเจอแลกเปลี่ยนรูปภาพลูกของกันและกัน แต่มันก็สะท้อนความตรงกันข้ามอะไรหลายๆอย่าง
– Keita เป็นเด็กเรียบร้อย หวีผม สวมสูท หล่อเท่ห์ไม่เบา
– Ryusei เป็นเด็กสนุกสนานเรื่อยเปื่อย เล่นน้ำ เสื้อผ้าไม่สวมใส่ แก่นแก้วทีเดียว

การจัดวางตำแหน่งของสองครอบครัวช็อตนี้น่าสนใจทีเดียว แม่นั่งติดใกล้กัน ขณะที่พ่ออยู่คนละขั้วฝั่งเลย นี่สะท้อนถึงมุมมองทัศนคติการเลี้ยงดูลูกของพวกเขา มีความแตกต่างตรงกันข้าม

ซึ่งการที่แม่นั่งอยู่ใกล้กันได้ เพราะพวกเธอมีความเข้าใจหัวอกลูกเหมือนๆกัน พูดคุยแลกเปลี่ยนไม่เยอะก็สนิทสนมชิดเชื้อ ขณะที่ฝั่งพ่อมีแต่ยิ่งห่างออกไปเรื่อยๆ

นี่เป็นช็อตที่ผมชอบสุดในหนัง, เครื่องเล่นเด็กชิ้นนี้มีลักษณะทรงกลมเหมือนลูกโลก เป็นการสะท้อนว่า นี่คือโลกทั้งใบของพวกเขา ซึ่ง ณ จังหวะนี้ พ่อ-ลูก อยู่กันคนละฝั่งซีกโลก

ฉากนี้ยังมีอีกเหตุการณ์หนึ่งคือ พ่อต้องการมอบกล้องถ่ายรูปให้ลูก แต่เขากลับปฏิเสธไม่เอา, กล้องถ่ายรูปคือสัญลักษณ์แห่งความทรงจำ ช่วงท้ายเมื่อพ่อหยิบขึ้นมากดย้อนดูรูปเก่าๆ ทำให้เขาหวนระลึกถึงอดีตครั้นวันวานที่เคยมีความสุขกับลูกคนนี้ แต่การที่ Keita ไม่เอาเก็บไว้ คงเพราะเขาอยากจดจำทุกสิ่งไว้ในความทรงจำมากกว่าภาพในรูปถ่าย

สถานที่แห่งการร่ำลาแลกเปลี่ยน เลือกบริเวณสายน้ำลำธารที่แบ่งสองฝากฝั่ง (สองครอบครัว Nonomiya กับ Saiki) จะมีขณะหนึ่งเห็นรถไฟ(แห่งชีวิต)แล่นข้ามสะพาน มองว่านั่นคือสัญลักษณ์ของการแลกเปลี่ยนก็ได้

จะมีช็อตหนึ่งที่ Ryota พูดคุยกับ Keita บริเวณริมน้ำ พื้นหลังมีก้อนหินขนาดใหญ่ นั่นราวกับสะท้อนอุปสรรคขวากหนาม สิ่งที่กำลังจะแบ่งแยกกั้นขวางพวกเขาทั้งสองออกจากกันชั่วนิรันดร์

ลำดับความสูงของการยืนถ่ายภาพนี้ สะท้อนความแตกต่างทุกสิ่งอย่างของสองครอบครัว อาทิ
– Ryota เป็นคน Ego ดื้อรั้นสูงสุดเลย ขณะที่ Yudai นั่งยองๆระดับเดียวกับลูกๆ เป็นกันเองแบบสุดๆ
– ฐานะชนชั้นความร่ำรวย Ryota สูงสุด ขณะที่ Yudai ต่ำสุด
ฯลฯ

ช่องว่างระหว่างสองครอบครัว ก็เหมือนกับลำธารแห่งชีวิตสายนี้ มิได้เชื่อมสัมพันธ์กันด้วยเลือดเนื้อเชื้อไข แค่ความบังเอิญโชคร้าย เป็นเหตุให้ต้องเกิดการพบเจอแลกเปลี่ยน

อย่างที่ผมบอกไปภาพบนๆ สถาปนิกคือนักออกแบบ ควบคุมสร้างทุกสิ่งอย่างให้ดำเนินไปตามแผนการ แต่เมื่อพ่อ Ryota ถูกเจ้านายส่งมาคุมงานอะไรก็ไม่รู้ยังสถานที่นี้ เรียนรู้ว่าป่าที่อายุ 15 ปี ปล่อยขึ้นเองตามธรรมชาติ ได้ให้กำเนิดชีวิตของเหล่าแมลง (อะไรก็ไม่รู้เช่นกัน)

ฉากนี้เป็นการสะท้อนว่า พื้นฐานของชีวิต ไม่จำต้องเกิดจากการกำหนดควบคุมสร้างทุกสรรพสิ่ง ปล่อยปละให้มันดำเนินไปวิถีทางธรรมชาติเองบ้าง 15 ปี ไม่นานหรอก เทียบอายุกับเด็กก็เติบโตเป็นวัยรุ่นแล้ว นั่นดูเป็นอะไรที่น่ามหัศจรรย์ใจกว่ามาก

ลูกคนใหม่ ย่อมต้องไม่สามารถปรับตัวยินยอมรับพ่อแม่ใหม่ ในบ้านหลังใหม่ได้อย่างแน่นอนทันที แรกๆก็เต็มไปด้วยความขัดแย้ง หัวขบถ ถึงขนาดหนีออกจากบ้าน แต่เมื่อสงครามการต่อสู้ยิงกันบังเกิดขึ้น เต้นท์หลังนี้เปรียบได้กับจุดเริ่มต้นเล็กๆ ท้องฟ้าและจักรวาลที่พวกเขาร่วมกันสร้างความสัมพันธ์ให้เกิดขึ้น สักวันมันคงค่อยๆขยายเติบใหญ่ จนกลายเป็นบ้านหลังใหม่ที่สมบูรณ์พูนสุข

ผมอดไม่ได้ที่จะต้องนำภาพช็อตนี้มาแนะนำ หลังจากพ่อ Ryota ตัดสินใจเดินทางไปเยี่ยมเยียนหาอดีตลูกชาย Keita ถ่ายจากด้านข้างขณะขับรถ เห็นสายไฟฟ้าแรงสูงเคลื่อนผ่านเสาไฟขนาดใหญ่ ถึงมันจะไม่ใช่หม้อแปลง แต่สามารถทำความเข้าใจได้ลักษณะคล้ายๆกัน คือการแปรเปลี่ยนทางความคิดจิตใจ จากเส้นสายฝั่งหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่ง (สายไฟ=ชีวิตที่เคลื่อนไป, เสาไฟ=จุดเปลี่ยนของชีวิต)

นี่ไม่ใช่ช็อตที่สวยงามทางการถ่ายภาพเท่านั้นนะครับ แต่คือวินาทีที่สร้างสัมผัสทางบทกวีให้กับหนัง เพราะความหมายอันลึกซึ้ง สะท้อนเข้ากับเรื่องราว/สิ่งเกิดขึ้นกับตัวละคร นี่คงต้องถือว่าคือสไตล์ลายเซ็นต์หนึ่งของผู้กำกับ Kore-eda เลยก็ว่าได้

เมื่อ Keita พบเห็นพ่อ Ryota ด้วยความงอน โกรธเคือง ไม่อยากพบหน้า ตัดสินใจออกวิ่งหนี เดินผ่านตลาดที่ว่างเปล่า สะพานข้ามแม่น้ำรักษาระยะห่าง (นี่สะท้อนกับฉากกลางเรื่อง ขณะที่พวกเขาร่ำราแยกจากกัน) และมาถึงทางแยกออกเป็นสองระดับ เด็กชายเลือกสายบน พ่อเดินทางล่าง สุดท้ายมาบรรจบกันตรงปลายทาง

ทั้ง Sequence นี้ คือการปรับความเข้าใจให้ตรงกัน เดินติดตามเพื่อบอกว่าจะไม่ทอดทิ้ง พูดกล่าวขอโทษเพื่อว่าชีวิตจะได้มาบรรจบกันอีก ไม่มีอะไรสามารถแบ่งแยกความสัมพันธ์ทางใจที่คนเรามีให้ต่อกันได้

ช็อตจบนี้ ผู้กำกับอธิบายว่าคือการรวมตัวระหว่างสองครอบครัว ถึงจะมิได้เป็นเครือญาติสัมพันธ์ทางสายเลือด แต่เพราะมีบางสิ่งเกี่ยวเนี่องกัน ต่อให้ร่างกายแยกห่าง แต่จิตใจที่มิอาจตัดขาด

การเคลื่อนกล้องของช็อตนี้ จากวางติดพื้นบนเครนค่อยๆยกสูงขึ้นเรื่อยๆจนเห็นท้องฟ้าสายัณห์ ชวนให้นึกถึงสโสโลแกนของบริษัท Toshiba ‘นำสิ่งที่ดีสู่ชีวิต’

ตัดต่อโดย Hirokazu Kore-eda, เล่าเรื่องในมุมมองของพ่อ Ryota Nonomiya และบางครั้งแม่ Midori ในช่วงระหว่างที่สามีวุ่นๆติดงาน ก็จะไปรับลูกกลับบ้าน

แบ่งหนังง่ายๆออกเป็น 2 องก์
– ครึ่งแรกที่ครอบครัว Nonomiya มีลูกชายคือ Keita
– ครึ่งหลังได้ลูกชายคนใหม่ Ryusei

การดำเนินเรื่องมีลักษณะเป็นเส้นตรงไปข้างหน้า (ไม่มีย้อนอดีต/ภาพในจินตนาการ/แฟนตาซี) โดยมีกำหนดเส้นตายการแลกเปลี่ยนที่ไม่มีใครอยากให้ถึง ซึ่งหนังก็จะขึ้นข้อความบอกเดือนให้รับรู้คร่าวๆ แต่ก็มักกระโดดอย่างไร้รูปแบบตายตัว คาดการณ์ไม่ได้สักเท่าไหร่จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

ช่วงที่สองครอบครัวทดลองแลกลูกให้ไปค้างคืนวันเสาร์ จะมีการตัดสลับเพื่อเปรียบเทียบวิถีชีวิต อาหารการกิน ความสะดวกสุขสบาย ฯ ซึ่งแตกต่างตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง, หลายคนอาจรู้สึกว่าชีวิตอิสระแบบบ้านของ Saiki น่าพึงพอใจมากๆ แต่จะบอกว่าก็มีผู้ชมอีกครึ่งที่จะมองเห็นบ้านของ Nonomiya เลิศหรูหราร่ำรวย เพ้อฝันอยากได้ ถือเป็นฉากที่สามารถเห็นดีชอบได้ทั้งสองแบบเลย

เพลงประกอบโดย Shin Yasui ทั้งเรื่องใช้เพียงเสียงเดี่ยวเปียโน เพื่อสร้างจังหวะให้สอดคล้องกับเรื่องราว มากกว่าจะเป็นการสะท้อนแสดงออกทางอารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร

ผมมองการเลือกใช้เพลงประกอบลักษณะนี้ มีความคล้ายกับภาพวาด Impressionist เน้นสร้างสัมผัสให้สอดคล้องกับเรื่องราว เช่นว่า อารมณ์สนุกสนานตื่นเต้นจังหวะเสียงเปียโนจะมีความรวดเร็วรุกเร้า เวลาสับสนเศร้าหมองก็จะเชื่องช้าเอื่อยเฉื่อย ถือเป็นส่วนหนึ่งในภาษาของ ‘Poetic Film’

เชื่อว่าในความคิดของชาวตะวันตก และคนกลุ่มเสรีนิยมหัวก้าวหน้า เหตุการณ์ลักษณะแบบในหนังนี้จะมีทัศนคติมองว่า บุตรที่เราเคยเลี้ยงดูมาแม้มิใช่เลือดเนื้อเชื้อไข ย่อมมีค่าสำคัญกว่าลูกในไส้ที่มิเคยพบเจอสร้างความสัมพันธ์ (ในมุมกลับตารปัตร ลูกที่ถูกพ่อแม่ทอดทิ้งตั้งแต่เด็ก โตขึ้นมาด้วยครอบครัวบุญธรรม ก็จะมีทัศนคติคล้ายๆกันนี้ ฉันจะสนใยดีทำไมกับบุคคลที่ไม่เคยเลี้ยงดูแลใส่ใจ ถึงคือผู้ให้กำเนิดแท้ๆก็เถอะ)

แต่สำหรับโลกตะวันออก ไม่ใช่แค่จีน-ญี่ปุ่น-เกาหลี บ้านเราผมก็ไม่คิดว่าต่างกันเท่าไหร่ พ่อ-แม่ย่อมต้องเลือกลูกแท้ๆที่อุ้มตั้งครรภ์มาถึง 9 เดือนไว้ก่อนเสมอ เด็กน้อยปรับตัวเปลี่ยนแปลงเข้ากับวิถีชีวิตใหม่ได้ไหม ในบริบทแบบนี้ไม่มีใครถามคำถามกันหรอก เพราะเขายังขาดวุฒิภาวะเพียงพอในการครุ่นคิดแสดงออกตัดสินใจ

ก็คล้ายๆกับ Kramer vs. Kramer (1979) พ่อ-แม่ ต่อสู้กันในชั้นศาลเพื่อแย่งอำนาจการปกครองลูก เด็กชายไม่มีสิทธิ์ออกเสียงแสดงความคิดเห็นใดๆทั้งนั้น เป็นเรื่องของผู้ใหญ่(และศาล)ที่จะตกลงไกล่เกลี่ยหาข้อสรุปตกลง

คือถ้าเรามองเรื่องราวลักษณะประมาณนี้ในมุมของเด็กๆ หลายคนคงรู้สึกว่ามันช่างไม่เป็นธรรมเอาเสียเลย แต่นั่นเพราะคุณครุ่นคิดในความเป็นผู้ใหญ่ หลงลืมข้อจำกัดของเด็กวัยเล็กๆ บวกลบท่องสูตรคูณยังไม่ได้ ข้ามถนนไม่รู้จักทางม้าลาย เดินกลับบ้านแทบไปไม่ถูก ฯ เรื่องแบบนี้อธิบายไปเขาก็คงไม่เข้าใจ ฟังไม่รู้เรื่องด้วยซ้ำกระมัง จะฝืนเสียเวลาไปก็ได้ ให้กาลเวลาเป็นคำอธิบายต่อเขาเอง สักวันคงเข้าใจ

ซึ่งสิ่งที่หนังเรื่องนี้นำเสนอ จะเรียกว่าวิธีประณีประณอม หนทางออกน่าจะดีที่สุดแล้วก็ว่าได้ เลือดเนื้อเชื้อไขลูกของใครก็ควรอยู่อาศัยกับคนนั้น แต่ใช่ว่าจะทอดทิ้งอดีตความทรงจำที่เคยมีร่วมกันมา นั่นเป็นสิ่งไม่มีวันลบเลือนตัดขาด อาจเจือจางลงบ้างในอนาคตก็ไม่เป็นไร แค่วันนี้/วันนั้น เรายังมีผู้เคยเป็นพ่อ-แม่ ทวิลหา ผมว่ามันพิเศษมหัศจรรย์มากเลยนะมีพ่อสองคน แม่สองคน ไม่เหมือนใครดี

มีนักข่าวสัมภาษณ์ถามผู้กำกับ Kore-eda อะไรคือความเป็นพ่อ ‘fatherhood’ ในความหมายของคุณเอง? ตอนนั้นเขาบอกยังตอบไม่ได้ แต่ให้ติดตามต่อในภาพยนตร์เรื่องถัดๆไป ครุ่นคิดออกเมื่อไหร่ผู้ชมก็จะพบเห็นเอง

“I really don’t have an answer right now. As my position in the family tree has changed, I believe my idea of fatherhood has changed as well. I will probably continue to look at fatherhood in my coming films until I figure it out”.

เข้าฉายเทศกาลหนังเมือง Cannes คว้ามา 2 รางวัล
– Jury Prize
– Prize of the Ecumenical Jury – Special Mention เคียงคู่กับ Honey (2013)

คำนิยมของคณะกรรมการชาวคริสเตียนที่มอบรางวัล Prize of the Ecumenical Jury ให้กับหนัง

“At what point does a father actually become a father? Two couples from different social backgrounds discover that their sons have been exchanged at the maternity ward. The film deals in a simple and subtle way with a human dilemma: are blood ties more important than the love which bonded them for seven years?”

หนังไม่มีรายงานทุนสร้าง เฉพาะในญี่ปุ่นทำเงินสูงถึง $31.1 ล้านเหรียญ, เข้าชิง Japan Academy Awards ถึง 12 สาขา คว้ามาเพียง 2 รางวัล
– Best Film
– Best Director
– Best Actor (Masaharu Fukuyama)
– Best Actress (Machiko Ono)
– Best Supporting Actor (Lily Franky) ** คว้ารางวัล
– Best Supporting Actress (Yôko Maki) ** คว้ารางวัล
– Best Screenplay
– Best Music Score
– Best Cinematography
– Best Lighting
– Best Sound
– Best Editing

สิ่งที่ส่วนตัวชื่นชอบหนังเรื่องนี้มากๆ คือไดเรคชั่นการกำกับของ Hirokazu Kore-eda ช่างมีความงดงามนุ่มนวล ลุ่มลึกซึ้ง แฝงนัยยะความหมายแทบทุกช็อตทุกอย่าง ครุ่นคิดตามได้อย่างเพลิดเพลินสำราญใจไม่ไดน้อย เสียอย่างเดียวคือมีความเป็น Maleist มากไปเสียหน่อย

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” หนังเรื่องนี้ชักชวนคนเป็นพ่อ/ผู้ชาย ให้ได้ครุ่นคิดถึงสถานะ บทบาทของตนเองในครอบครัวมากสักหน่อย แต่สำหรับคุณผู้หญิงอาจไม่ประทับใจเท่าที่ควร ก็ขอลองให้ทำความเข้าใจในมุมมองของตนเอง สถานการณ์เช่นนั้นยินยอมรับการตัดสินใจของสามีได้หรือเปล่า ถ้าไม่ได้แล้วจะยังไงต่อไป?

จัดเรต 13+ กับบรรยากาศความตึงเครียดแบบผู้ใหญ่

TAGLINE | “Like Father, like Son คือพ่อ-ลูก ของผู้กำกับ Hirokazu Kore-eda ที่คือคนตัดสินใจในทุกสิ่งอย่าง”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of