Lola (1961) French : Jacques Demy ♥♥♥♡

ผลงานเรื่องแรกของ Jacques Demy ด้วยแนวคิด ‘musical without music’ นำพาผู้ชมเริงระบำร่วมกับ Anouk Aimée รู้สึกเหมือนได้ออกเดินทางไปท่องเที่ยว พักผ่อนคลาย ตากอากาศยังเมืองท่า Nantes

Jacques Demy หนึ่งในผู้กำกับชื่อดังแห่งยุคสมัย French New Wave ที่หลายคนมักจดจำได้แค่เพียงสองผลงานชิ้นเอก The Umbrellas of Cherbourg (1964) และ The Young Girls of Rochefort (1967) นั่นเพราะภาพยนตร์เรื่องอื่นๆไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าที่ควร คุณภาพกลางๆ เลยมักถูกมองข้าม หลงลืมเลือนไปตามกาลเวลา

แต่ก็มีหลายผลงานที่น่าศึกษา หามารับชม โดยเฉพาะสองเรื่องแรก Lola (1961) และ Bay of Angels (1962) ยังเป็นการทดลองผิดลองถูก กำลังเรียนรู้ สะสมประสบการณ์ ซึ่งสามารถทำให้เราเข้าใจในตัวตน ความสนใจ และไดเรคชั่นของ Demy ได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

ครั้งแรกที่ผมเคยรับชม Lola (1961) เมื่อเทียบผลงานผู้กำกับร่วมรุ่น French New Wave อย่าง Jean-Luc Godard, François Truffaut หรือ Éric Rohmer ถือว่าค่อนข้างน่าผิดหวัง ถึงอย่างนั้นไดเรคชั่นของ Demy กลับมีความน่าสนใจมากๆ ตัวละครอาจไม่ได้เริงระบำ (แต่มันก็มีหลายฉากที่ Lola ลุกขึ้นมาโยกเต้น) แต่กล้องที่เคลื่อนไหล ดำเนินไปรอบๆเมืองท่า Nantes และความพยายามสร้างจังหวะในการเล่าเรื่อง ตัดต่อ นั่นคือภาษาของภาพยนตร์ Musical แบบที่ไม่ต้องมีบทเพลงก็ครึกครื้นเครงไปกับหนังได้

Demy อุทิศภาพยนตร์เรื่องนี้ให้ผู้กำกับคนโปรด Max Ophüls โดยอ้างอิงชื่อตัวละคร Lola จากผลงาน Swan Song เรื่อง Lola Montès (1955) [ซี่งก็ได้แรงบันดาลใจอีกต่อจาก The Blue Angle (1930) ของ Josef von Sternberg] และไดเรคชั่นหนังที่ทุกสรรพสิ่งเวียนวน บรรจบ ครบรอบ La Ronde (1950)


Jacques Demy (1931-90) ผู้กำกับสัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Pontchâteau, Loire-Atlantique เมืองท่าทางตะวันตกของฝรั่งเศส ครอบครัวเปิดกิจการร้านซ่อมรถ จนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่สอง ดินแดนแห่งนี้ถูกใช้เป็นจุดจอดท่าเรือรบ มีทหารพันธมิตรขึ้นฝั่งมากมาย ตกเป็นเป้าหมายถูกโจมตีทิ้งระเบิด แล้วทุกสิ่งอย่างก็ราบเรียบหน้ากลอง

ช่วงหลังสงคราม Demy ถูกส่งไปโรงเรียนมัธยมยังเมือง Nantes ค้นพบความหลงใหลในภาพยนตร์ พออายุ 18 ออกเดินทางสู่กรุง Paris ได้เป็นลูกศิษย์ของ Georges Rouquier (ผู้กำกับสารคดี) และ Paul Grimault (นักทำอนิเมเตอร์ชื่อดัง), สรรค์สร้างหนังสั้นเรื่องแรก Dead Horizons (1951), ตามด้วยสารคดีขนาดสั้น The clog maker of the Loire Valley (1956), มีโอกาสพบเจอ Agnès Varda ยังเทศกาลฉายหนังสั้นเมื่อปี 1958 และแต่งงานครองคู่กันปี 1962 (แม้ทั้งสองจะมีบุตรร่วมกัน แต่หลายๆสัญญาณบ่งชี้ชัดเจนว่า Demy มีนิสัยรักร่วมเพศ Homosexual และการเสียชีวิตจากติดต่อโรค AIDS ก็จากคู่ขาชายนะแหละ)

แม้ถูกเหมารวมกลุ่ม French New Wave แต่ Demy ไม่ได้มาจากนักวิจารณ์ Cahiers du Cinéma แต่ก็เป็นผู้กำกับที่มีความสนใจเฉพาะทางอย่างชัดเจน ด้วยความหลงใหล Hollywood Musical ชีวิตเต็มไปด้วยแสง สีสัน อะดรีนาลีนไหลหลั่งคลั่ง มักนำเสนอเรื่องราววัยรุ่น ความรัก-อกหัก การพบปะ-พลัดพรากจาก คาบเกี่ยวระหว่างโลกความจริง-แฟนตาซีเพ้อฝัน โดดเด่นในการเลือกสถานที่เมืองตากอากาศ ติดชิดใกล้ทะเล (Nantes, Cherbourg, Rochefort ฯ) สร้างบรรยากาศสบายๆ พักผ่อนคลาย และมีความเป็นกันเองกับชาวเมือง(ที่ไปถ่ายทำ)

แซว: ทุกสถานที่ที่ Demy เดินทางไป มักชักชวนชาวเมืองให้มาร่วมชมการถ่ายทำ บางครั้งก็เข้าฉากเป็นตัวประกอบ พอปิดกล้องจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ สร้างการมีส่วนให้ชุมชน (ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนั้นๆ มักกลายเป็นความภาคภูมิใจของชาวเมืองโดยปริยาย)

หลังเก็บเกี่ยวประสบการณ์ทำสารคดี/หนังสั้นมาหลายปี ในที่สุด Demy ก็ตัดสินใจสรรค์สร้างภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก (ไม่รู้ด้วยแรงผลักดันของว่าที่ภรรยา Varda หรือเปล่านะ) ด้วยการหวนกลับจังหวัดบ้านเกิด เลือกเมือง Nantes ที่เคยอาศัยอยู่เป็นพื้นหลัง พัฒนาเรื่องราวจากประสบการณ์ตนเอง (สมัยยังเป็นวัยรุ่น ชอบโดดเรียนไปดูหนัง) และเคารพคารวะผู้กำกับคนโปรด Max Ophüls

I want to evoke memories from Nantes, from the time when I was in college and bunked off school to go to the movies.

Jacques Demy

เรื่องราวเริ่มต้นด้วย Michel (รับบทโดย Jacques Harden) ขับขี่รถหรู Cadillac เดินทางกลับเมืองบ้านเกิด Nantes เพื่อพบเจอบุตรชายและภรรยา อดีตเคยทอดทิ้งเพื่อไปแสวงหาโชคยังเมืองใหญ่ ตอนนี้ประสบความสำเร็จแล้วจึงตัดสินใจหวนกลับมารับเธอ(และลูก)ไปอาศัยอยู่ด้วยกัน

Roland Cassard (รับบทโดย Marc Michel) ใช้ชีวิตด้วยความเรื่อยเปื่อย ไร้แก่นสาน จนถูกขับไล่ออกจากงาน ชอบเตร็ดเตร่ไปทั่วเมือง Nantes วันหนึ่งบังเอิญพานพบเจอเพื่อนเก่า Cécile (รับบทโดย Anouk Aimée) ปัจจุบันเธอเป็นนักเต้นคาบาเร่ต์ใช้ชื่อ Lola อาศัยอยู่กับบุตรชาย ถูกสามีทอดทิ้ง ไม่รู้เมื่อไหร่จะหวนกลับมา

นั่นทำให้ถ่านไฟเก่าของ Roland เริ่มคุกรุ่น ต้องการสารภาพความรู้สึกต่อ Cécile แต่เธอกลับยังรักมั่นต่ออดีตสามี แม้วันๆชอบอ่อยเหยื่อให้ลูกค้า กะลาสีเรืออเมริกัน Frankie (รับบทโดย Alan Scott) ถีงอย่างนั้นรับรู้ว่าอีกไม่นานชายคนนี้ต้องกลับขึ้นเรือ น้ำแตกก็แยกทางกัน

หลังจาก Roland ไม่สามารถครอบครองรัก Cécile เขาจึงตัดสินใจออกเดินทาง(จากเมือง Nantes)เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ ขณะที่หญิงสาวก็ได้พบเจออดีตสามี Michel หลังจากเหินห่างกันมาหลายปี … เรื่องราวของหนังจึงจบลงด้วยความสุขปนเศร้า คลุกเคล้ารอยยิ้มพร้อมคราบน้ำตา

Cry who can, laugh who will.

Chinese Proverb

Anouk Aimée ชื่อจริง Nicole Françoise Florence Dreyfus (เกิดปี 1932) นักแสดงสัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Paris เป็นบุตรของสองนักแสดง Henri Murray กับ Geneviève Sorya การมาถึงของสงครามโลกครั้งที่สองทำให้เธอเรียนไม่จบมัธยม แต่ก็ได้เดินทางสู่อังกฤษเพื่อฝึกฝนด้านการเต้นและแสดงละครจาก Andrée Bauer-Thérond มีผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกตอนอายุ 14, เริ่มเป็นที่รู้จักจาก The Lovers of Verona (1949), The Crimson Curtain (1952), Les amants de Montparnasse (1958), แล้วโด่งดังพลุแตกกับ La Dolce Vita (1960), Lola (1961), 8½ (1963), A Man and a Woman (1966), A Leap in the Dark (1980) ฯ

รับบท Cécile หรือชื่อในวงการแสดง Lola นักเต้นคาบาเร่ต์ที่มีความสวยเซ็กซี่ ลีลาเต้นยั่วเย้ายวนใจ ชอบหยอกล้อเล่นหนุ่มๆ ทำตัวใสซื่อบริสุทธิ์ไร้เดียงสา โดยเฉพาะกะลาสีเรืออเมริกัน เมื่อชื่นชอบลุ่มหลงใหล ยินยอมจับจ่ายสิ่งข้าวของราคาแพง เพื่อให้ได้ร่วมรักหลับนอน แต่เมื่อกลับไปบ้านเธอก็เปลี่ยนแปรสภาพเป็นมารดา ทะนุถนอมรักเอ็นดูบุตรชาย ยกความสำคัญให้เหนือสิ่งอื่นใด ส่วรจิตใจเฝ้ารอคอยอดีตคนรัก/สามี เชื่อมั่นว่าสักวันเขาต้องหวนกลับมาหาอย่างแน่นอน

เดิมนั้นโปรดิวเซอร์ไม่อยากได้ Aimée มารับบทดังกล่าว เพราะครุ่นคิดว่าเธอไม่เซ็กซี่เพียงพอ แต่ผู้กำกับ Demy ยืนกรานว่าต้องคนนี้เท่านั้น! เพราะนี่ไม่บทที่ขายเรือนร่าง ความเซ็กซี่เพียงอย่างเดียว ตัวละครยังมีอีกมุมหนึ่งคือความเป็นแม่ เอ็นดูบุตรชาย และยังมั่นคงในรักต่อสามี ‘mother-whore’ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ Aimée ทำออกมาได้ยอดเยี่ยมกว่า(มุมเซ็กซี่)เสียอีก

The producers did not find me sexy enough. Despite the success of La dolce vita, I did not fit the [beauty] canons of the time.

Anouk Aimée

นี่คือภาพลักษณ์ที่กลายเป็น Iconic ของ Anouk Aimée รูปทรงผอมเพียว เอวบางร่างสูง ผมสีเข้ม สวมใส่ลูกไม้คอร์เซ็ท (ชุดชั้นในหญิง) ผ้าพันคอขนนก และหมวกทรงสูง (Top Hat) ทั้งหมดสีดำสนิท ซึ่งบทเพลงที่เธอลุกขึ้นมาร้อง-เล่น-เต้น จะลงท้ายด้วยคำพูดติดปาก (Catchphase)

c’est moi … Lola
แปลว่า It’s me … Lola

Cécile หรือชื่อในวงการ Lola

จริงๆยังมีอีกภาพลักษณ์ของ Aimée จากเรื่อง 8½ (1963) ที่แตกต่างตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง ตัดผมสั้น สวมแว่น ใส่เสื้อแขนยาว ปกปิดเรือนร่างมิดชิด แต่กลับดูสวยหล่อ สาวๆกรี๊ดกร๊าด ซึ่งเอาจริงๆผมชอบแมนๆแบบนั้นมากกว่า ก็ต้องชมเลยว่าเป็นความกล้าพลิกโฉมการแสดงที่คาดไม่ถึง! ผู้ชม(ทั้งชาย-หญิง)เลยคลั่งไคล้หลงใหล ร่วมโหวตให้เธอกลายเป็นหนึ่งใน ‘sexiest stars in film history’

ตัวละคร Lola ในจักรวาลของ Demy ยังมีโอกาสปรากฎตัวอีกครั้งในภาพยนตร์ Hollywood เรื่อง Model Shop (1969) ซึ่งเหมือนว่าเธอติดตามสามีไปอยู่สหรัฐอเมริกา แล้วถูกถอดทิ้งขว้างอีกรอบ … น่าเสียดายที่ผมคงไม่ได้มีโอกาสรับชมเรื่องนั้น

ถ้าเรามองตัวละคร Lola ในเชิงสัญลักษณ์ จะคือตัวแทนของเมือง Nantes บ้านเกิดของ Jacques Demy ซึ่งตัวเลือกชายสามคนของเธอ ต่างคือตัวตายตัวแทน ตัวตนหนึ่งของผู้กำกับเองนะแหละ

  • Michel (รับบทโดย Jacques Harden) สามีตัวจริงของ Lola ทอดทิ้งไปเมื่อเจ็ดปีก่อน หลังต่อสู้ดิ้นรน ทำธุรกิจประสบความสำเร็จ ขับขี่รถหรู Cadillac หวนกลับมารับเธอแล้วลูก ต้องการให้ไปอยู่ด้วยกัน
    • เราสามารถตีความว่าตัวละครนี้ก็คือ Demy ที่ออกเดินทางจากบ้านมุ่งสู่ Paris ไปร่ำเรียนภาพยนตร์ และตัดสินใจหวนกลับเพื่อสรรค์สร้างหนังเรื่องนี้
  • Roland Cassard (รับบทโดย Marc Michel) ชายหนุ่มผู้มีความเบื่อหน่ายต่อวิถีชีวิตใน Nantes เรื่อยเปื่อยไปวันๆอย่างไร้หลักแหล่ง แก่นสาน จนกระทั่งหวนกลับมาพานพบเจอเพื่อนเก่า Cécile (รู้จักกันมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง) เมื่อก่อนเคยแอบชื่นชอบ ตอนนี้เลยตัดสินใจพูดบอกความใน แต่พอถูกเธอปฏิเสธเลยมิอาจทำใจ ตระเตรียมตัวออกเดินทางจากสถานที่แห่งนี้เพื่อไปเริ่มต้นชีวิตใหม่
    • นี่คือ Demy ช่วงขณะวัยรุ่นหนุ่ม ร่ำเรียนมัธยมปลาย ชีวิตวันๆเต็มไปด้วยความน่าเบื่อหน่าย (เปลี่ยนจากเรียนหนังสือเป็นทำงาน ไม่แน่ใจว่าการถูกไล่ออกจากงาน รวมไปถึงเขาเคยถูกไล่ออกจากโรงเรียนด้วยหรือเปล่านะ) ด้วยเหตุนี้จึงชอบหลบหนีเข้าโรงหนัง Return to Paradise (1953) กลายเป็นแรงบันดาลใจในการออกเดินทางสู่ Paris เพื่อเติมเต็มความฝันสรรค์สร้างภาพยนตร์
    • สำหรับเรื่องราวการพบเจอเพื่อนเก่า Cécile สะท้อนถึงช่วงขณะหวนกลับมาบ้านครั้งนี้ของ Demy ที่ย่อมมีโอกาสหวนระลึกความหลังกับพรรคเพื่อนเก่าๆ ตัวเขาเองก็อยากลงหลักปักถิ่นฐาน อาศัยอยู่สถานที่แห่งความทรงจำนี้ (นอกจากบ้านในกรุง Paris ของ Demy ยังเก็บสะสมเงินที่ได้จากการทำหนัง ซื้อบ้านพักตากอากาศยัง Noirmoutier Island อยู่ไม่ไกลจาก Nantes สักเท่าไหร่)
  • Frankie (รับบทโดย Alan Scott) กะลาสีชาวอเมริกัน เพียงแค่ได้ชื่นเชยชม/ร่วมรักหลับนอนกับ Lola แต่มิอาจครอบครองหัวใจ เพราะไม่นานก็ต้องร่ำลาจากไป ไม่รู้จะมีโอกาสพบเจอกันอีกไหม
    • ในความเป็นอเมริกัน สะท้อนจินตนาการเพ้อใฝ่ฝันของ Demy ที่ลุ่มหลงใหล Hollywood เพ้อใฝ่ฝันสักวันอยากเดินทางไปสหรัฐอเมริกา และได้สรรค์สร้างภาพยนตร์ที่นั่น (ก็สำเร็จตามฝันจริงๆนะครับเรื่อง Model Shop (1969))
    • ในความครั้งราวที่ได้ร่วมรักกับ Lola สะท้อนช่วงเวลาที่ Demy เดินทางมาถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ เมื่อสำเร็จเสร็จสรรพก็ร่ำลาจากไป ไม่รู้จะมีโอกาสหวนกลับมาบ้านเกิดแห่งนี้อีกไหม (แต่ก็มีจริงๆกับอีกผลงาน Une chambre en ville (1982))

จริงๆยังมีอีก 1-2 ตัวละครที่เหมือนจะสามารถสื่อแทนผู้กำกับ Demy ได้เช่นกัน (นี่ผมก็ไม่ค่อยแน่ใจสักเท่าไหร่ แค่รู้สึกว่ามีความเป็นไปได้เฉยๆ) ประกอบด้วยเด็กหญิง Cécile (รับบทโดย Annie Dupéroux) และบุตรชายของ Lola ทั้งสองสะท้อนช่วงเวลาวัยเด็กประถม-มัธยม ยังเต็มไปด้วยความใคร่รู้ใคร่สงสัย ไร้เดียงสา อาศัยอยู่กับมารดา จับพลัดจับพลูรู้จักกับ Roland และ Frankie แต่แม่ของเขากลับมีปฏิกิริยาต่อทั้งสองแตกต่างตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง!


ถ่ายภาพโดย Raoul Coutard (1924-2016) ตากล้องระดับตำนาน สัญชาติฝรั่งเศส ขาประจำของบรรดาผู้กำกับ French New Wave, สมัยเด็กตั้งใจร่ำเรียนเคมี แต่ไม่มีทุนการศึกษาเลยหันมาเป็นช่างภาพ เข้าร่วมสงคราม French Indichina War (1946-54) ในฐานะ ‘war photographer’ อาศัยอยู่เวียดนามถึง 11 ปี กลับมาฝรั่งเศสกลายเป็นฟรีแลนซ์ให้นิตยสาร Paris Match และ Look กระทั่งได้รับการติดต่อจากผู้กำกับ Pierre Schoendoerffer ทั้งๆไม่เคยมีประสบการถ่ายทำภาพยนตร์ แต่กลับได้เสียงชื่นชม The Devil’s Pass (1958), ติดตามมาด้วย Breathless (1960), Shoot the Piano Player (1960), Vivre sa Vie (1962), Jules et Jim (1962), Le Mépris (1963), Bande à part (1964), Pierrot le Fou (1965), Z (1969) ฯลฯ

ประสบการณ์จากการเป็นช่างภาพสงคราม ทำให้ Coutatd ชอบครุ่นคิดหาวิธีที่จะทำให้กล้องถ่ายภาพมีขนาดเบา สามารถขยับเคลื่อนย้ายไปไหนมาไหนง่าย ‘Guerrilla Units’ ไม่ต้องมีการตระเตรียมการมากมาย ซึ่งเหมาะกับกองถ่ายขนาดเล็กๆ ทุนสร้างต่ำ อย่าง Lola (1961) ออกเดินทางไปยังเมือง Nates ตะลอนๆ แบกกล้องตระเวรหาสถานที่ถ่ายทำทั่วเมือง

แนวคิด ‘musical without music’ จะทำเช่นนั้นได้ต้องสร้าง ‘จังหวะ’ ให้ภาษาภาพยนตร์ ซี่งการทดลองใน Lola (1961) เริ่มจากลีลาถ่ายภาพ กล้องจะเคลื่อนเลื่อนไหล ติดตามตัวละครที่มักเดิน-คุย จากสถานที่หนึ่งไปยังอีกสถานที่หนึ่ง หรือแม้ขณะอยู่ในห้อง/นั่งรับประทานอาหาร ก็จะมีอะไรๆให้ต้องกระทำมากมาย มิอาจหยุดอยู่นิ่งกับที่ได้นาน เพื่อผลลัพท์แลดูคล้ายการเริงระบำ โยกเต้น (ด้วยกล้องถ่ายภาพ)

หลายคนที่เอาแต่จดจับจ้องการสนทนาของตัวละคร อาจไม่ทันสังเกตรายละเอียดรอบข้าง ซึ่งการเดินคุยจะพานผ่านสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์มากมายในเมือง Nantes อาทิ โรงภาพยนตร์ Cinéma Katorza (เปิดกิจการตั้งแต่ปี 1920), Cabaret L’eldorado (จริงๆคือภัตตาคาร La Cigale เปิดกิจการตั้งแต่ปี 1895), ห้างสรรพสินค้า Passage Pommeraye (เปิดกิจการตั้งแต่ปี 1843)

ตัดต่อโดย Anne-Marie Cotret, Monique Teisseire

หนังดำเนินเรื่องโดยใช้เมือง Nantes เป็นจุดหมุน เริ่มต้นจากการเดินทางของ Michel เมื่อมาถีงแล้วขับขี่รถวนไปรอบๆในระยะเวลา 3 วัน นำเสนอเหตุการณ์พานผ่านตัวละครต่างๆ พบปะ สวนทาง โดยจะมีความเชื่อมโยงบางอย่างสัมพันธ์กัน ก่อนสิ้นสุดด้วยการร่ำลาออกจากสถานที่แห่งนี้

ผู้กำกับ Demy นำแนวคิด ทิศทางดำเนินเรื่องจากภาพยนตร์ La Ronde (1950) ซึ่งมีลักษณะคล้ายๆการส่งไม้ผลัด (ทุกครั้งที่เปลี่ยนมุมมองตัวละคร จะต้องมีบางสิ่งอย่างเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ก่อนหน้า) แต่เรื่องราวจะเวียนวน หมุนมาบรรจบ ‘วงกลม’ ซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายๆรอบ เหมือนการเปลี่ยนคู่บนฟลอร์เต้นรําไปเรื่อยๆ

ขณะที่ความสัมพันธ์ของแต่ละตัวละคร ต้องบอกเลยว่ายุ่งเหยิง ระโยงระยางเหมือนหยากไย่ ในลักษณะที่ผู้ชมยากจะครุ่นคิดคาดเดา ซี่งเรื่องราวก็จะค่อยๆเปิดเผยออกทีละนิด จนอาจสร้างเซอร์ไพรส์ตอนจบ (ถ้าคุณขบไขปริศนาทั้งหมดไม่ทัน) อาทิ Michel ขับรถจะเฉี่ยวชน Frankie ขณะกำลังเดินผ่านห้องพักของ Roland, เด็กหญิง Cécile บังเอิญชื่อเดียวกับ Lola ต่างรับรู้จัก Frankie ยินยอมจ่ายเงินพาทั้งสองไปสนุกหรรษา ฯลฯ … แค่นี้แล้วกัน ไม่อยากสปอยเยอะ

ทิศทางดำเนินเรื่องของหนังดังกล่าว ทำให้มีความยุ่งยากในการแบ่งองก์ออกเป็นส่วนๆ แต่เนื่องจากเรื่องราวดำเนินไปในระยะเวลา 3 วัน 2 คืน ก็เอาตามนั้นแล้วกัน

  • วันแรก
    • Michel ขับรถหรู ออกเดินทางมุ่งสู่เมือง Nantes
    • Frankie เพิ่งขี้นฝั่งแล้วเดินตรงไปยัง L’ eldorado โอ้ลัลล้ากับ Lola
    • Roland ตื่นสาย ถูกไล่ออกจากงาน
      • พบเจอเด็กหญิง Cécile (ยังร้านขายหนังสือ) นำเอาพจนานุกรมภาษาอังกฤษไปให้ที่อพาร์ทเม้นท์
      • ช่วงเย็นยังได้พบเจอ Lola นัดหมายดินเนอร์ พูดคุย เดินเล่น ก่อนส่งเธอกลับอพาร์ทเม้นท์
      • ได้งานใหม่จากเจ้าของร้านตัดผม ให้เป็นคนขนส่งกระเป๋าไปยังสถานที่เป้าหมาย
  • วันสอง
    • Frankie ในสภาพมีนเมามายถีงเช้า
      • ขอพักอาศัยหลับนอนห้องยังของ Lola
      • เมื่อฟื้นตื่นขี้นมา บังเอิญพบเด็กหญิง Cécile เลยพาไปเที่ยวเล่นสวนสนุก
    • Roland เฝ้าดักรอ Lola ที่หน้าอพาร์ทเม้นท์
      • พยายามพูดบอกความรู้สีกต่อ Lola แต่ถูกเธอบอกปัดปฏิเสธ
      • ดินเนอร์กับเด็กหญิง Cécile
  • วันสาม
    • Frankie หวนกลับขี้นเรือ เตรียมออกเดินทางครั้งต่อไป
    • Roland ในสภาพไม่หลับไม่นอน
      • เจ้าของร้านตัดผมถูกตำรวจควบคุมตัว ทำให้เขาสูญเสียงานใหม่ไป
      • สวนทางกับ Lola พยายามโน้มน้าวเธอให้เปลี่ยนใจ
      • แต่หลังจากเข้าใจเรื่อง Michel เลยตัดสินใจก้าวเดินตรงไปยังสถานีรถไฟ
    • Lola เต็มไปด้วยความโล้เล้ลังเลใจ
      • ร่ำลาเพื่อนฝูงที่ L’ eldorado
      • เมื่อได้พบเจอ Michel จีงร่วมขี้นรถออกเดินทางไปกับเขา

ความที่เป็หนังทุนสร้างต่ำ เลยต้องใช้การพากย์เสียงทับภายหลังการถ่ายทำ ซึ่งผลลัพท์ออกมาไม่ดีเอาเสียเลย เสียงพูดไม่ค่อยตรงกับปากนักแสดง นั่นทำให้สูญเสียอรรถรสในการรับชมเป็นอย่างมาก (นี่ไม่ใช่ปัญหาจากการบูรณะนะครับ น่าจะตั้งแต่ตอน Post-Production แล้วละ)


เพลงประกอบโดย Michel Jean Legrand (1932-2019) สัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Paris เป็นบุตรของนักแต่งเพลง/วาทยากรชื่อดัง Raymond Legrand มีอัจฉริยภาพด้านเปียโนตั้งแต่เด็ก พออายุ 10-11 ขวบ เข้าศึกษา Conservatoire de Paris ค้นพบความสนใจดนตรีแจ๊สและการประพันธ์เพลง จบออกร่วมทัวร์การแสดงของ Maurice Chevalier (เป็นนักเปียโน) จากนั้นออกอัลบัมแรก I Love Paris (1954) ได้รับความนิยมอย่างคาดไม่ถึง, สำหรับภาพยนตร์เริ่มต้นจาก Les Amants Du Tage (1954), โด่งดังกับ L’Amérique insolite (1958), A Woman Is a Woman (1960), ร่วมงานกลายเป็นขาประจำผู้กำกับ Jacques Demy ตั้งแต่ Lola (1961), The Umbrellas of Cherbourg (1964), The Young Girls of Rochefort (1966), กระทั่งคว้า Oscar: Best Score จาก Summer of ’42 (1971), The Thomas Crown Affair (1968) และ Yentl (1983)

งานเพลงของ Legrand จะมีกลิ่นอาย jazz-like ที่เต็มไปด้วยสีสัน จัดจ้าน ไม่เน้นความกลมกลืนสอดคล้องบรรยากาศ แต่จะช่วยขับเน้นเรื่องราว สัมผัสทางอารมณ์ของผู้ชม มีลักษณะ Expression ด้วยกลิ่นอาย Romantism … พยายามชี้ชักนำทางความรู้สึกผู้ชมอย่างสุดๆไปเลยละ

Roland rêve (แปลว่า Roland Dream) มอบสัมผัสของชีวิตที่ล่องลอย ดำเนินไปอย่างเรื่อยเปื่อย ไร้แก่นสาน ชายหนุ่มโหยหาบางสิ่งอย่าง แต่ไม่รู้ว่าความฝันของเขาคืออะไร จนกระทั่งได้บังเอิญพบเจอเธอ ขอโอกาสสักครั้งได้ไหม จากนี้จะเปลี่ยนแปลงเป็นคนใหม่ ตั้งใจทำงาน หาเงิน พร้อมมอบทุกสิ่งอย่างแลกกับความรัก … แต่ทั้งหมดมันก็แค่ความเพ้อฝัน

Lola à l’Eldorado (แปลว่า Lola at Eldorado) เป็นบทเพลงที่สอดคล้องเข้ากับบุคลิกภาพของ Lola (และ Anouk Aimée) มีความโอ้ลัลล้า ผันแปรเปลี่ยนสีหน้า อารมณ์ ขยับโยกเต้นไปมา ยากที่ใครจะครุ่นคิดคาดเดา แต่พฤติกรรมดังกล่าวกลับเต็มไปด้วยความน่าหลงใหล ใคร่พิศวาส เป็นการยากที่หนุ่มๆ(สาวๆ)จักหักห้ามใจ

สำหรับบทเพลงที่ถือเป็น Iconic ของหนังคือ La chanson de Lola (แปลว่า Lola’s Song) แต่งโดย Michel Legrand, คำร้องโดย Agnès Varda และขับร้องโดย Jacqueline Danno

คงไม่ผิดอะไรจะถือว่าบทเพลงนี้เป็นการลองผิดลองถูกครั้งแรกๆของ Legrand (ก่อนจะพัฒนากลายเป็น The Umbrellas of Cherbourg (1964)) ด้วยเนื้อคำร้องที่เหมือนตัวละครกำลังพูดคุยสนทนากับผู้ชม (ทั้งในจอและนอกจอ) แทบจะไม่สนท่วงทำนองว่าจะมีความสอดคล้อง เชื่อมโยงสัมพันธ์กันรึป่าว อยากพูดก็พูด อยากร้องก็ร้อง ตามอารมณ์ฉัน ใครจะทำไม

นอกจากนี้ หนังยังมีการเลือกใช้เพลงคลาสสิกดังๆที่พอคุ้นหูอย่าง

  • Beethoven: Symphony No. 7 (Opening & Closing Credit)
    • นี่เป็นบทเพลงที่ให้ความรู้สึกเหมือนการออกเดินทาง สู่โลกแฟนตาซี ดินแดนแห่งความเพ้อฝัน
  • Mozart: Flute Concerto No. 1 (ร้านขายหนังสือ)
  • Carl Maria von Weber – Invitation to the Dance (อพาร์ทเม้นท์ของเด็กหญิง Cécile)
  • Bach: The Well-Tempered Clavier (เด็กหญิง Cécile และ Frankie เที่ยวเล่นในสวนสนุก)
    ฯลฯ

รวมไปถึงบทเพลงดังๆในอดีตอย่าง Moi, j’Étais pour Elle (แปลว่า I was for her) แต่งโดย Marguerite Monnot (1903-1961) ได้ยินในร้าน L’ eldorado เมื่อสาวๆลุกขึ้นมาเริงระบำ ต้อนรับกะลาสีอเมริกัน

Lola (1961) คือภาพยนตร์เกี่ยวกับสถานที่ วิถีชีวิตของผู้คนในเมือง Nantes ที่ผู้กำกับ Demy เคยประสบพบเห็น หวนระลีกความทรงจำเมื่อครั้นเคยอยู่อาศัย เอาจริงๆแทบไม่ได้มีเนื้อหาสาระอะไร จัดเป็นงานศิลปะ ‘High Art’ สะท้อนตัวตนเองของผู้สร้าง … แค่นั้นแหละ!

ตัวละครต่างๆในหนัง นอกจากคือเสี้ยวส่วนหนี่งของผู้กำกับ Demy ยังสะท้อนถีงวิถีชีวิตผู้คนยุคสมัยนั้น ผลกระทบจาก Great Depression (หลังสงครามโลกครั้งที่สอง) คนหนุ่มสาวรู้สีกเบื่อหน่ายต่ออนาคตที่เวิ้งว่างเปล่า ล่องลอยไร้จุดหมาย (อย่าง Roland) บางคนตัดสินใจออกเดินทาง วัดดวง เสี่ยงโชคชะตา (อย่าง Michel) แต่คนมีภาระหลีกเลี่ยงไม่ได้ (อย่าง Lola) จำต้องต่อสู้ดิ้นรน เสียสละตนเอง ยินยอมทำทุกสิ่งอย่างโดยไม่สนถูก-ผิด ชอบ ชั่ว-ดี ศีลธรรม-จริยธรรม ไม่มีคุณค่าใดๆในสังคมอีกต่อไป

ระหว่างรับชม หลายคนอาจมีความฉงนสงสัยว่าทำไมถึงตั้งชื่อ Lola (1961) จริงอยู่เธอเป็นตัวละครน่าสนใจที่สุดของหนัง (ทั้งภาพยนตร์ และลีลาอันยั่วเย้าน่าหลงใหล) แต่เอาจริงๆมันควรใช้ชื่อเกี่ยวกับเมือง Nantes ยกตัวอย่าง First Love in Nantes, From Nantes with Love ฯลฯ น่าจะมีความเหมาะสมมากกว่า ถึงอย่างนั้นเราสามารถตีความตัวละครในเชิงสัญลักษณ์แทนสถานที่แห่งนี้ได้เช่นกัน (Lola = Nantes)

Lola คือชื่อในวงการคาบาเร่ต์ของ Cécile มีความแรดร่าน มารยาเสน่ห์ ยั่วเย้ายวนชวนให้ลุ่มหลงใหล ซึ่งหนังยังนำเสนออีกตัวละครเด็กหญิง Cécile ที่เต็มไปด้วยความใสซื่อบริสุทธิ์ ไร้เดียงสา … เหมือนต้องการสื่อว่า Nantes ในขณะนั้น (ปีที่ Demy เดินทางมาถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้) มีความผิดแผกแตกต่าง เปลี่ยนแปลงไปจากที่ตนเองเคยรับรู้จัก (เมื่อครั้นเรียนหนังสือ เติบโตขึ้นยังสถานที่แห่งนี้) ซึ่งมันคงไม่ใช่แค่ความเจริญของเมือง ตึกรามบ้านช่อง แต่ยังวิถีชีวิต ทัศนคติผู้คน ล้วนผันแปรตามกาลเวลา

กาลเวลาก็ทำให้ Nantes แบบในภาพยนตร์เรื่องนี้ เปลี่ยนแปลงไปแล้วเช่นกัน (นั่นรวมถึงเมืองในหนังเรื่องอื่นๆของ Demy ด้วยนะครับ) แต่ผมกลับรู้สึกว่าหนังยังมีความอมตะ ‘timeless’ เพราะวิธีการนำเสนอสถานที่ มีความลื่นไหลเหมือนเริงระบำ เชื่อมโยงเรื่องราวด้วยความสัมพันธ์ นั่นคือสัมผัสของบทกวี ทำให้สิ่งที่รับชมอยู่นี้มีความเป็นแฟนตาซี ดินแดนแห่งความฝัน (Lola (1961) อาจไม่เด่นชัดสักเท่าไหร่แต่ The Umbrellas of Cherbourg (1964) และ The Young Girls of Rochefort (1967) ราวกับอยู่ในดิสนีย์แลนด์เลยละ)

แม้ว่าผู้กำกับ Demy จะหยิบยืมวิธีนำเสนอ (จาก Max Ophüls) และอิทธิพลจากความชื่นชอบหนัง Hollywood แต่ผลงานเรื่องนี้ล้วนใส่ตัวตน ความสนใจ เป็นตัวของตนเอง ‘auteur’ อาจดูธรรมดาไปสักหน่อยเมื่อเทียบผลงานโลกตะลึงแห่งยุคสมัย French New Wave แต่ก็เต็มไปด้วยความน่าหลงใหล ประทับใจ ใครมีโอกาสก็ไม่ควรพลาดเลยละ!


เห็นว่าหนังใช้ทุนสร้างเพียง $70,000 เหรียญ (แค่ค่าฟีล์มอย่างเดียวไม่รู้พอรึป่าว) แม้ได้เสียงตอบรับกลางๆ แต่ก็ไม่ยากจะประสบความสำเร็จทำกำไร โดยเฉพาะใน Nantes กลายเป็นภาพยนตร์แห่งความภาคภูมิใจของชาวเมือง (ขนาดนั้นเลยนะ!)

Lola (1961) is among the most neglected major works of the French New Wave but in some ways (one of Demy’s) best feature.

Jonathan Rosenbaum นักวิจารณ์จาก The Chicago Reader

เกร็ด: Wong Kar-Wai เล่าว่าได้แรงบันดาลใจครึ่งหลังของ Chungking Express (1994) จากภาพยนตร์เรื่องนี้นี่แหละ

ฟีล์มต้นฉบับ Negative ของหนังได้มอดไหม้สูญหายไปนานแล้ว โชคยังดีที่มีหลายก็อปปี้ส่งออกฉายต่างประเทศ แต่คุณภาพค่อนข้างย่ำแย่ แม้ได้รับการบูรณะ (digital restoration) คุณภาพ 2K ในการควบคุมดูแลของศรีภรรยา Agnès Varda และตากล้อง Raoul Coutard ก็ไม่ได้ดูดีขึ้นสักเท่าไหร่ (แค่ภาพชัดขึ้น ไร้รอยตำหนิ แต่กลับบิดๆเบี้ยวๆ เหมือนสแกนมาไม่ดีสักเท่าไหร่) … เป็นหนังบูรณะของ Criterion แย่สุดๆเท่าที่ผมเคยรับชมเลยละ

รับชมผลงานของ Jacques Demy ทำให้ผมรู้สึกเพลิดเพลิน ผ่อนคลาย เหมือนได้ไปท่องเที่ยวพักร้อน ไม่ต้องครุ่นคิดอะไรมากมาย (ถ้าเป็นหนังเรื่องอื่นๆในยุคสมัย French New Wave ต้องครุ่นคิดหัวแทบระเบิด) แม้จะมีบรรยากาศตึงๆอยู่บ้าง แต่ก็สะท้อนวิถึชีวิต ผู้คนทศวรรษนั้นออกมาได้อย่างน่าสนใจ … น่าเสียดายที่เมืองท่า Nantes แบบในหนังไม่หลงเหลืออีกแล้วในปัจจุบัน

แนะนำคอหนังโรแมนติก บรรยากาศสบายๆ, หลงใหลเทคนิคดำเนินเรื่อง สลับสับเปลี่ยนมมุมมองไปมา, และใครเป็นแฟนคลับ Anouk Aimée ไม่ควรพลาดเลยละ!

จัดเรต pg กับความเซ็กซี่ไร้เดียงสาของ Anouk Aimée

คำโปรย | Jacques Demy เริงระบำร่วมกับ Anouk Aimée ในบทบาท Lola รู้สึกเหมือนได้ไปท่องเที่ยว พักผ่อนคลายยังเมือง Nantes
คุณภาพ | ดีขึ้นตามกาลเวลา
ส่วนตัว | เพลิดเพลิน ผ่อนคลาย

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: