Lola (1981) German : Rainer Werner Fassbinder ♥♥♥♡

ชายวัยกลางคนชนชั้นกลาง (bourgeoisie) ในชีวิตไม่เคยกระทำสิ่งชั่วร้าย ขัดต่อศีลธรรมจรรยา จนกระทั่งมาพบเจอ ตกหลุมรัก Lola (รับบทโดย Barbara Sukowa) นักร้อง-เล่น-เต้น โสเภณี ค่อยๆสูญเสียตนเอง และถูกความคอรัปชั่นกลืนกิน, ภาคสองของ BRD Trilogy สะท้อนสภาพสังคมประเทศเยอรมัน (West German) ได้อย่างเกรี้ยวกราด ตรงไปตรงมาที่สุด

the years from 1956 to 1960 were more or less the most amoral period that Germany ever experienced.

Rainer Werner Fassbinder

แม้จะเป็นภาพยนตร์เรื่องที่สองของ BRD Trilogy ถัดจาก The Marriage of Maria Braun (1979) แต่ถ้าดูจากช่วงเวลาดำเนินเรื่องจะถือว่าภายหลังจาก Veronika Voss (1982) ถึงอย่างนั้นก็ยังคงคาบเกี่ยวกับ Wirtschaftswunder (50s-70s) หรือที่เรียกว่า Economic Miracle ปาฏิหารย์ทางเศรษฐกิจของประเทศเยอรมัน (West German) ยุคสมัยแห่งการฟื้นฟูประเทศหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ชนชั้นผู้นำและนายทุนต่างสามารถกอบโกยกิน ตักตวงผลประโยชน์จากคนใช้แรงงาน กรรมมาชีพ จนทำให้ช่องว่างความแตกต่างระหว่างชนชั้นเพิ่มสูง-กว้างมากขึ้น

Lola (1981) น่าจะเป็นภาพยนตร์ที่มีความสุดโต่ง บ้าระห่ำ จนมอบสัมผัสเหนือจริง ‘surreal’ ตั้งแต่การแสดงที่โคตรจะ Over-Acting, เรื่องราวความรักที่ไม่น่าเป็นไปได้, โดยเฉพาะการจัดแสง-สี มีความฉูดฉาด จนแทบไม่หลงเหลือความเป็นธรรมชาติ ฯลฯ เหล่านี้อาจทำให้ผู้ชมรู้สึกอึดอัด ดูไม่เข้าใจ ทั้งๆเรื่องราวก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไร ชวนให้ผมระลึกถึง Wild at Heart (1990) ของผู้กำกับ David Lynch อยู่เล็กๆ

แซว: นี่เป็น Lola เรื่องที่สี่ที่ผมเคยรับชมแล้วนะครับ Der blaue Engel (1930), Lola Montès (1955), Lola (1961) พล็อตเรื่องบุรุษเสียคนเพราะโสเภณี ได้รับความนิยมจากผู้กำกับเพศที่สามเสียจริง!


R. W. Fassbinder หรือ Rainer Werner Fassbinder (1945-82) นักแสดง ผู้กำกับ สัญชาติเยอรมัน เกิดที่ Bad Wörishofen, Bavaria เพียงสามสัปดาห์หลังจากนาซี ประกาศยอมพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่สอง, บิดาเป็นแพทย์ที่มีความหลงใหลในการเขียนบทกวี ส่วนมารดาทำงานล่ามแปลภาษา (German <> English) ครอบครัวหย่าร้างเมื่อเขาอายุได้หกขวบ อาศัยอยู่กับแม่ที่มักส่งบุตรชายไปดูหนังเพื่อไม่ให้รบกวนเวลาทำงาน (และกุ๊กกิ๊กกับคนรักใหม่) นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ Fassbinder ชื่นชอบหลงใหลภาพยนตร์ โดยเฉพาะผลงานของผู้กำกับ Jean-Luc Godard

ช่วงวัยรุ่นถูกส่งไปโรงเรียนประจำ แต่พยายามหลบหนีหลายครั้ง จนบิดาต้องพามาอาศัยอยู่ด้วยกัน กลางวันช่วยทำงานหาเงิน กลางคืนร่ำเรียนหนังสือ และค้นพบความหลงใหลในการเขียนบทกวี ละคร เรื่องสั้น (จากอิทธิพลของบิดา), พออายุ 18 มุ่งหน้าสู่ Munich เข้าเรียนการแสดงยัง Fridl-Leonhard Studio ทำให้พบเจอว่าที่(นักแสดง)ขาประจำ Hanna Schygulla ระหว่างนั้นก็ได้ทำงานผู้ช่วยผู้กำกับ บันทึกเสียง Sound Man เขียนบทละคร สร้างหนังสั้น เคยยืนใบสมัคร Berlin Film School แต่ได้รับการบอกปัดปฏิเสธ, กระทั่งเมื่อปี 1967 มีโอกาสเข้าร่วม Munich Action-Theater ได้เป็นทั้งนักแสดง เขียนบท ผู้กำกับ ไม่นานก็ประสบความสำเร็จ จากนั้นร่วมก่อตั้งคณะการแสดง Aktion-Theater (แปลว่า Anti-Theater) สรรค์สร้างผลงานที่ผิดแผก แหกขนบธรรมเนียมดั้งเดิมของวงการละครเวที! กำกับภาพยนตร์เรื่องแรก Love Is Colder Than Death (1969) เป็นการทดลองแนว Avant-Garde ที่ได้รับเสียงโห่ไล่เมื่อฉายรอบปฐมทัศน์เทศกาลหนังเมือง Berlin แต่กลับมาคว้ารางวัล German Film Award ถึงสองสาขา

ในช่วงเวลา Avant-garde Period (1969–1971) ผู้กำกับ Fassbinder ได้รับอิทธิพลจากยุคสมัย French New Wave โดยเฉพาะ Jean-Luc Godard สรรค์สร้างผลงานสิบกว่าเรื่องในระยะเวลา 2 ปีเศษๆ ด้วยไดเรคชั่นที่ไม่ประณีประณอมผู้ชม มีความเป็นส่วนตัวสูงมากๆ จึงมิอาจเข้าถึงบุคคลทั่วไป จนกระทั่งหลังเสร็จจาก Pioniere in Ingolstadt (1971) ได้รับชักชวนเข้าร่วมงานสัมมนาที่ Münchner Stadtmuseum (Munich Film Archive) มีโอกาสรับชมภาพยนตร์ของ Douglas Sirk อาทิ All That Heaven Allows (1955), Imitation of Life (1959) ฯลฯ บังเกิดความหลงใหลคลั่งไคล้ ต้องการปรับเปลี่ยนแนวทางสรรค์สร้างผลงานของตนเองโดยทันที

ส่วนการเปลี่ยนผ่านจาก Melodrama Period (1971-76) สู่ช่วงเวลาโกอินเตอร์ International Period (1976–1982) จะไม่มีความแตกต่างในส่วนของเนื้อหาสาระ ประเด็นความสนใจ หรือไดเรคชั่นการกำกับ แต่ได้รับงบประมาณเพิ่มสูงขึ้น ร่วมทุนระดับนานาชาติ ทำให้สามารถขยายสเกลงานสร้าง และมีโอกาสเลือกนักแสดงที่เคยเพ้อใฝ่ฝันอยากพบเจอหน้าสักครั้ง

จุดเริ่มต้นของ Lola (1981) เริ่มตั้งแต่เมื่อผู้กำกับ Fassbinder มีโอกาสร่วมงานนักแสดง Dirk Bogarde เรื่อง Despair (1978) เขียนจดหมายบอกว่าอยากรับบท Professor Unrat (1905) แปลว่า Professor Unclean นวนิยายชื่อดังของ Heinrich Mann ที่ก่อนหน้านี้เคยได้รับการดัดแปลงสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง Der blaue Engel (1930) หรือ The Blue Angel กำกับโดย Josef von Sternberg, นำแสดงโดย Marlene Dietrich และ Emil Jannings

After I made Despair with Dirk Bogarde, he wrote me a letter saying that, although he didn’t actually want to make any more films, he would like to do another film with me—and he wanted it to be Heinrich Mann’s Professor Unrat. I thought this was an exciting idea.

Rainer Werner Fassbinder

ความสำเร็จอันล้นหลามของ The Marriage of Maria Braun (1978) ทำให้ผู้กำกับ Fassbinder มีความเชื่อมั่นในสองนักเขียนบท Peter Märthesheimer และ Pea Fröhlich เลยมอบหมายให้ทั้งคู่มองหาหนทางที่จะดัดแปลงนวนิยายเล่มดังกล่าวให้มีความร่วมสมัย ใกล้เคียงปัจจุบัน (พื้นหลังของนวนิยาย Professor Unrat ดำเนินเรื่องช่วงปลายศตวรรษ 19th) ส่วนตัวเองก็ไปง่วนโปรเจค Berlin Alexanderplatz (1980) ระหว่างรอบทเสร็จก็สรรค์สร้างภาพยนตร์ The Third Generation (1979) และ Lili Marleen (1981)

Märthesheimer บอกว่าไม่ใช่งานง่ายในการมองหาเรื่องราวร่วมสมัยแล้วยังสอดคล้องกับนวนิยาย กระทั่งผู้กำกับ Fassbinder บอกว่าไม่ต้องยึดกับมันมากก็ได้ ผลลัพท์หลังจากเก็บตัว 6 สัปดาห์ ปรับเปลี่ยนตัวละครครูสอนหนังสือที่ตกหลุมรักนักเต้นสาว Lola กลายมาเป็นผู้ตรวจสอบอาคาร (Building Inspector) ซึ่งสามารถสะท้อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของเยอรมันในช่วงเวลา Wirtschaftswunder ได้เป็นอย่างดี

แซว: พล็อตเรื่องราวที่เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิงนี้ เอาจริงๆสามารถไม่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้นวนิยาย Professor Unrat (1905) แต่โปรดิวเซอร์ต้องการหลีกเลี่ยงปัญหาอาจติดตามมา เลยยินยอมจ่ายไปพอสมควรเลยละ


ค.ศ. 1957 ณ เมือง Coburg ประเทศ West German สถานที่ที่ชนชั้นผู้นำเต็มไปด้วยเส้นสาย คอรัปชั่น สนิทสนมกันดีตั้งแต่นายกเทศมนตรี อธิบดีกรมตำรวจ ผู้ว่าการธนาคาร บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงเจ้าของกิจการซ่องโสเภณี Schuckert (รับบทโดย Mario Adorf) ซึ่งมีลูกจ้าง นักร้อง-เล่น-เต้น โสเภณีประจำตัว Lola (รับบทโดย Barbara Sukowa)

เรื่องราวของ Von Bohm (รับบทโดย Armin Mueller-Stahl) ผู้ดีมีสกุล อพยพลี้ภัยมาจาก East Prussia ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ตรวจสอบอาคารคนใหม่ ในตอนแรกไม่ได้มีปัญหาอะไรกับใคร แต่หลังจากพบเจอ ตกหลุมรัก Lola แล้วรับรู้ว่าเธอเป็นโสเภณี จึงแสดงอาการยินยอมรับความจริงไม่ได้ พยายามเปิดโปงสิ่งชั่วร้าย ความคอรัปชั่น จนแล้วจนรอดกลับไม่พบอะไร (เพราะมันโกงกันอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ต้นถึงปลายน้ำ ไม่หลงเหลือหลักฐานผิดปกติใดๆ)

ในที่สุด Schuckert เลยยินยอมปล่อยตัว Lola ให้แต่งงานกับ Von Bohm ทำให้เหตุการณ์ความขัดแย้งสงบลง (กลายเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายคอรัปชั่น) แต่เธอก็ยังเป็นโสเภณีคนโปรดของเขาตลอดกาล (เหมือนว่า Von Bohm ก็รับรู้ความจริงนี้ แต่ก็สามารถปล่อยวาง ยินยอมรับสิ่งบังเกิดขึ้น)


Armin Mueller-Stahl (เกิดปี 1930) นักแสดงสัญชาติ German เกิดที่ Tilsit, East Prussia (ปัจจุบันคือ Sovetsk, Russia) มารดาสอนมหาวิทยาลัย ส่วนบิดาเป็นเจ้าหน้าที่ธนกิจ อพยพสู่กรุง Berlin ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง, เมื่อตอนวัยรุ่นฝึกฝนไวโอลิน เคยขึ้นแสดงคอนเสิร์ต ก่อนเปลี่ยนมาร่ำเรียนการแสดงเมื่อปี 1952 มีผลงานละครเวที โด่งดังจากซีรีย์โทรทัศน์ Das unsichtbare Visier (1973-79) กระทั่งถูกแบนใน East German หลังจากเข้าร่วมการประท้วงรวมประเทศ เลยอพยพลี้ภัยสู่ West Germany มีผลงาน Lola (1981), Veronika Voss (1982), A Love in Germany (1984), Utz (1992), Shine (1996) ** เข้าชิง Oscar: Best Supporting Actor

รับบท Von Bohm ผู้ดีมีสกุล (Upper-Medium Class) อพยพลี้ภัยมาจาก East German ได้รับการแต่งตั้งผู้ตรวจสอบอาคารคนใหม่ เป็นคนซื่อสัตย์สุจริต ไม่เคยคิดคดโกงใคร จนกระทั่งพบเจอ Lola ลุ่มหลงในความกล้าบ้าบิ่น จนตกหลุมรักใคร่ แต่หลังจากพบว่าเธอเป็นโสเภณีทำงานกับ Schuckert รู้สึกเหมือนโดนทรยศหักหลัง แสดงอาการคลุ้มบ้าคลั่ง ไม่อยากยินยอมรับวิถีโลกใบใหม่ แต่สุดท้ายก็มิอาจหักห้ามใจ เพื่อเธอแล้วฉันยินยอมสูญเสียกระทั่งเกียรติ ศักดิ์ศรี ความเป็นผู้ดีของตนเอง

Von Bohm คือตัวแทนของชนชั้นกลางระดับบน จากเคยมีความเย่อหยิ่งทะนง ยึดถือมั่นในเกียรติ ศักดิ์ศรี ความเป็นผู้ดีมีสกุล ไม่เคยคิดลดตัวลงมาต่ำตม เที่ยวซ่องโสเภณี หรือกระทำสิ่งผิดต่อหลักศีลธรรมจรรยา แต่สภาพสังคมยุคสมัยใหม่ทำให้ค่านิยมทางสังคมเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงไป ถ้าไม่ปรับตัวก็คงถูกทอดทิ้งให้เดียวดาย ระหว่างมีใครบางคนเคียงข้างกาย หรือตายอย่างโดดเดี่ยว คนทั่วไปย่อมไม่สามารถหักห้ามใจได้อยู่แล้ว

ผมละชอบจริงเลยที่ Fassbinder ผนวกรวมชีวประวัติของ Mueller-Stahl รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้กำกับ-นักแสดง (แทบไม่แตกต่างจากเรื่องราวของหนัง) แรกเริ่มก็เหมือนคนแปลกหน้า เดินทางมาถึงโลกใบใหม่ จากนั้นก็ค่อยๆเรียนรู้ ปรับตัว จนสามารถเข้าใจกัน (ถ้าผู้กำกับ Fassbinder ไม่ด่วนตายไว พวกเขาก็น่าจะกลายเป็นขาประจำเลยละ!)

ภาพลักษณ์ของ Mueller-Stahl ดูเป็นผู้ดีมีสกุล (ตัวจริงพี่แกก็คงประมาณนั้นเลย) เต็มไปด้วยความสง่าผ่าเผย ภาคภูมิในตนเอง เพราะไม่เคยกระทำสิ่งชั่วร้าย หรือมีอะไรให้ต้องปกปิดซ่อนเร้น แต่พอตกหลุมรัก อกหักจากความจริง ทุกสิ่งอย่างสร้างภาพมาพังทลายหมดสิ้น มองมุมหนึ่งรู้สึกน่าสงสารเห็นใจ แต่การยินยอมรับ ปรับตัว แล้วกลายเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายคอรัปชั่น สร้างความหมดสิ้นหวัง ห่อเหี่ยว ไว้อาลัย

เกร็ด: Mueller-Stahl เป็นคนเสนอฉากเล่นไวโอลิน (ไม่ต้องใช้สแตนอิน) เพื่อถ่ายทอดอารมณ์แบบผู้ดีของตัวละครออกมาได้น่าประทับใจทีเดียว


Mario Adorf (เกิดปี 1930) นักแสดงสัญชาติ German เกิดที่ Zürich, Switzerland เป็นบุตรนอกสมรส บิดาคือศัลยแพทย์ มารดาทำงานแผนกรังสีการแพทย์, โตขึ้นเข้าเรียน Johannes Gutenberg-Universität Mainz ศึกษาปรัชญา จิตวิทยา อาชญากรศาสตร์ วรรณกรรม ประวัติศาสตร์ดนตรี และการละคอนเวที ใช้เวลาว่างฝึกต่อยมวย และเข้าร่วมชมรมการแสดง, หลังเรียนจบได้งานที่โรงละคร Zurich Schauspielhaus ติดตามด้วย Munich Kammerspiele, เริ่มมีชื่อเสียงจากบทฆาตกรโรคจิต The Devil Strikes at Night (1957), Ten Little Indians (1965), The Tin Drum (1979), Lola (1981) ฯลฯ

รับบท Herr Schuckert นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และยังครอบครองกิจการซ่องโสเภณี Villa Fink เป็นคนร่างใหญ่ใจกว้าง ชอบให้ความช่วยเหลือผู้อื่น แต่นั่นคือวิธีสร้างภาพลักษณ์ต่อคนทุกระดับ เพราะธาตุแท้จริงแล้วเปรียบดั่งแร้งกา ไฮยีน่า ที่พร้อมกอบโกยกินค่าคอมมิชชั่น แสวงหาผลประโยชน์จากการคอรัปชั่น เพื่อวันๆสามารถจับจ่ายค่าบริการโสเภณีส่วนตัว Lola รักมากกว่าภรรยาจริงๆเสียอีกกระมัง

Adorf มีความสนใจในนวนิยาย Professor Unrat มาสักพักใหญ่ๆ อยากจะรับบทนำแต่ได้รับการติดต่อจากผู้กำกับ Fassbinder ให้เล่นเป็น Schukert แม้จะมีความไม่พึงพอใจอยู่เล็กๆ แต่ยินยอมตอบตกลงเมื่อรับว่าตัวละครดังกล่าวมีบทเด่นพอๆกัน ผลลัพท์จากหนังก็ถือว่าน่าพึงพอใจอยู่ไม่น้อย

At the time, Professor Unrat was one of my dream roles and I was a little disappointed, I hardly knew Müller-Stahl and was of course convinced that he was wrongly cast and that I was the right person for the leading role. So I grumbled a little until Berling, who knew the script, gave me a wink and made it clear that Schuckert was an equally good role, but in any case the better, more suitable one for me. He should be right.

Mario Adorf

ขณะที่นักแสดงคนอื่นมีความ Over-Acting สังเกตเห็นได้ไม่ยาก แต่สำหรับ Adorf กลับทำให้ความคลุ้มบ้าคลั่งเหล่านั้น ดูเป็นปกติ ธรรมดาสามัญ ส่วนหนึ่งน่าจะเพราะภาพลักษณ์เหมือนบุคคลผู้มีอำนาจ บารมี Charisma ที่สามารถกระทำสิ่งชั่วร้ายได้ทุกอย่าง แต่ความต้องประณีประณอมต่อคู่ปรับขั้วตรงข้าม Von Bohm เลยกลายเป็นไฮไลท์การแสดง ออกอาการรุกรี้ร้อนรน กระวนกระวาย กว่าจะหาหนทางออกก็แทบเป็นตาย พอปัญหาคลี่คลายก็ทำตัวราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น

พลังการแสดงมหาศาลของ Adorf สามารถโกอินเตอร์ระดับนานาชาติได้สบายๆ แต่พี่แกกลับบอกปัดปฏิเสธบทบาท General Mapache เรื่อง The Wild Bunch (1969) และที่น่าเสียดายสุดๆก็คือ The Godfather (1972) [แต่ไม่มีระบุว่าบทบาทอะไร] เลยไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในวงกว้างสักเท่าไหร่ … แต่ในเยอรมันเหมือนว่าจะคือหนึ่งในตำนานเลยละ!


Barbara Sukowa (เกิดปี 1950) นักแสดงสัญชาติ German เจ้าของฉายา ‘Meryl Streep แห่งเยอรมัน’ เกิดที่ Bremen, West Germany หลังจากร่ำเรียนการแสดงกับ Max Reinhardt เริ่มมีผลงานละครเวทีตั้งแต่ปี 1971 เข้าสู่วงการภาพยนตร์จากซีรีย์ Berlin Alexanderplatz (1980), ตามด้วย Lola (1981), Marianne and Juliane (1981), Rosa Luxemburg (1986), Europa (1991), Voyager (1991), Johnny Mnemonic (1995), Hannah Arendt (2012), Two of Us (2019) ฯลฯ

รับบท Lola นักร้อง-เล่น-เต้น โสเภณีส่วนตัวของ Schuckert เมื่อได้ยินเรื่องราวถึงความซื่อตรง หัวโบราณของ Von Bohm ต้องการท้าทายตนเอง (และพนันกับ Schuckert) ด้วยการเข้าไปหยอกเย้า เกี้ยวพาราสี ทำให้เขาเกิดความชื่นชอบหลงใหล แต่ก็พยายามพูดย้ำเตือนสติ ‘อย่าไว้ใจทางอย่าวางใจใคร’ จนเมื่อพบเห็นตัวตน ธาตุแท้จริงของเธอ ก็มิอาจยินยอมรับความจริง

ผู้กำกับ Fassbinder คงประทับใจการแสดงของ Sukowa จากซีรีย์ Berlin Alexanderplatz (1980) เลยต้องการช่วยเหลือผลักดันให้มีพื้นที่ยืนในวงการภาพยนตร์ ไม่แน่ว่าอาจเคยตกหลุมรัก และลักลอบมีความสัมพันธ์ไม่ต่างจากในหนัง (แต่เหมือนเธอจะแต่งงานมีบุตรแล้วด้วยนะ)

ถึงอย่างนั้นแม้ตัวละครนี้จะคือชื่อหนัง แต่ก็ไม่ได้มีความโดดเด่น ทรงเสน่ห์ น่าจดจำระดับเดียวกับ Marlene Dietrich (ต้นฉบับจาก The Blue Angel (1930)) ผมมองไม่เห็นเสน่ห์อันเย้ายวนของ Sukowa เลยด้วยซ้ำ! เพียงความแรดร่าน กร้านโลก เอาแต่ดื่มจนมึนเมา เสียงขับร้องเพลงก็ใส่อารมณ์เกินพอดี มีความ Over-Acting ที่ชัดเจนมากๆ แต่คงได้รับการชี้นำจากผู้กำกับ Fassbinder ให้แสดงความสุดโต่งเพื่อสร้างสัมผัส ‘เหนือจริง’ ก้าวข้ามผ่านจริตที่อยู่ภายใต้กฎกรอบทางสังคม (แต่ตัวละครกลับมีลักษณะไม่ต่างจากวัตถุทางเพศสักเท่าไหร่)

ถึงส่วนตัวจะรู้สึกรำคาญความมักมาก แรดร่าน ดื่มจนเมามาย แต่ขณะเกี้ยวพาราสี Von Bohm กลับดูเป็นสุภาพสตรี ผู้ดีมีสกุล ชักชวนให้ใครต่อใครตกหลุมรัก ลุ่มหลงใหล ผมก็เกือบจะหลวมตัวเอง พร้อมความท้อแท้ ละเหี่ยใจ โลกยุคสมัยนั้น(นี้)มันช่างจอมปลอม ลวงหลอก ไม่มีความดูดีที่บริสุทธิ์แท้จริงหลงเหลืออยู่เลยหรือไร


ถ่ายภาพโดย Xaver Schwarzenberger (เกิดปี 1946) ตากล้องสัญชาติ Austrian ร่วมงานผู้กำกับ Fassbinder ตั้งแต่ Berlin Alexanderplatz (1980) จนถึงเรื่องสุดท้าย

ลึกๆผมแอบรู้สึกเสียดาย Michael Ballhaus ตากล้องขาประจำคนก่อนหน้าของผู้กำกับ Fassbinder (น่าจะเป็นตากล้องฝีมือฉมังที่สุดที่เคยร่วมงาน เลือกจะโกอินเตอร์ไป Hollywood เรียบร้อยแล้ว) แต่ไหนๆเมื่อต้องเปลี่ยนช่างภาพ ก็เลยปรับเปลี่ยนไดเรคชั่นการถ่ายภาพด้วยเช่นเดียว

ผู้กำกับ Fassbinder บอกกับ Schwarzenberger ต้องการงานภาพที่มีความฉูดฉาด จัดจ้าน ได้แรงบันดาลใจจาก Technicolor ที่นิยมใช้ในหนัง Hollywood ยุค 50s เบื้องต้นก็ตกลงกันว่า Lola จะมีโทนสีชมพู-ม่วง, Von Bohm เลือกสีน้ำเงิน เพื่อสร้างความแตกต่างตรงกันข้ามให้พวกเขา, นอกจากนี้การใช้แสง-สี ยังไม่จำกัดเพียงแค่ฉากภายในหรือตอนกลางคืน แม้แต่สวนภายนอก สระว่ายน้ำ นั่งอยู่บนรถ ฯลฯ ก็ยังพบเห็นแสงสีต่างๆ ไม่ใช่แค่สะท้อนห้วงอารมณ์ตัวละคร แต่เพื่อสร้างโลกที่มีความสุดโต่ง เหนือจริง (Surreal) บนพื้นฐานโลกความจริง (ไม่ใช่แฟนตาซีนะครับ)

แม้พื้นหลังเรื่องราวจะคือเมือง Coburg สถานที่เดียวกับตอนถ่ายทำ The Marriage of Maria Braun (1979) แต่ฉากส่วนใหญ่ของหนังล้วนอยู่ภายใน ซ่องโสเภณี บ้านพักอาศัย ซึ่งสามารถก่อสร้าง ถ่ายทำใน Bavaria Studios โดยไม่จำเป็นต้องเสียเวลาเดินทางไปไหนไกล


ช่วง Opening Credit สังเกตว่าจะมีการออกแบบตัวอักษร และใส่สีสันอันฉูดฉาด ให้ดูมีความเป็นสไตลิสต์ คล้ายๆเดียวกับ The Marriage of Maria Braun (1979) ที่ผมเคยวิเคราะห์ไปว่าแลดูคล้ายศิลาจารึก/อนุสรณ์สถานที่บันทึกรายชื่อผู้เสียชีวิตจากการต่อสู้สงคราม

เกร็ด: บุคคลในภาพพื้นหลังตอน Opening-Closing Credit ก็คือ Konrad Adenauer (1876-1967) ท่านผู้นำ (Chancellor) แห่ง West German ระหว่างปี 1949-63

For he who has no house, it’s too late to build one. And he who is alone now will stay alone a long time.

Esslin รับบทโดย Matthias Fuchs

บทกวีของ Esslin ไม่ใช่แค่บ้านที่รูปธรรมนะครับ แต่ยังสื่อถึงครอบครัว การแต่งงาน (นามธรรม) หรือระดับมหภาคอธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นการพุ่งเป้าไปที่ Von Bohm (จะรวมถึง Lola ด้วยก็ได้นะ) เพราะยังครองตัวเป็นโสด ไม่ได้แต่งงานใหม่ และยังเป็นผู้ตรวจสอบอาคาร มีหน้าที่อนุมัติโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่

ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ถือว่าตอบโจทย์ยุคสมัยฟื้นฟูหลังสงครามได้เป็นอย่างดี เยอรมันเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้า จนมีคำเรียกว่าปาฏิหารย์ทางเศรษฐกิจ เพียงไม่ถึงสิบปีจากเศษซากปรักหักพัง กลับมามั่งคั่ง ร่ำรวย เต็มไปด้วยตึกระฟ้าสูงใหญ่ แต่ภายใต้ความงดงามนั้น ย่อมซุกซ่อนเร้นด้วยสิ่งชั่วร้าย ความคอรัปชั่นมากมาย

เพียงสองสามฉากแรกของหนัง เชื่อว่าผู้ชมน่าจะสังเกตเห็นแสง-สีสัน ที่มีความฉูดฉาด จัดจ้าน มีความเด่นชัดเจนอย่างมาก มันช่างดูเว่อวังอลังการ หาความสมจริงไม่ได้สักเท่าไหร่ … เพราะหนังต้องการสร้างสัมผัส ‘เหนือจริง’ (surreal) โลกที่เต็มไปด้วยภาพมายา สิ่งลวงหลอกตา แม้มีความน่าหลงใหล แต่ภายในซุกซ่อนเร้นด้วยความอัปลักษณ์ โฉดชั่วร้าย

ช็อตแรกแนะนำตัวละคร Schukert คือเมื่อก้าวเข้ามาในห้องน้ำ นี่ก็ชัดเจนมากๆว่าหมอนี่เป็นคนประเภทไหน สนเพียงอะไร แล้วบังเอิญพบเจอนายกเทศมนตรี ‘มองตาก็รู้ใจ’ คนพรรค์เดียวกัน ไม่จำเป็นต้องพูดให้มากความก็สามารถสื่อสารเข้าใจ

ลวดลายแสงไฟที่อาบฉาบ Lola สื่อถึงตัวตนของเธอที่มีทั้งด้านมืด-สว่าง เดี๋ยวดี-เดี๋ยวร้าย เหมือนลวดลายกิ้งก่าเปลี่ยนสี แต่นี่คือลักษณะของโลกสมัยนั้น-นี้ ไม่ใช่ขาว-ดำ หรือแบ่งแยกสองฝั่งฝ่ายชัดเจน ทุกสิ่งอย่างล้วนมีความเลือนลาง เบลอ-ชัด สลับไปสลับมา หาความบริสุทธิ์หรือมืดดำสนิทไม่ได้อีกต่อไป

ผมครุ่นคิดว่าสีประจำตัวของ Schukert อาจจะคือสีเขียว จากช็อตนี้ขณะสาดส่องลงมายังตำแหน่งของตัวละคร (ตัดกับสีแดงรายล้อมรอบข้าง) ออกคำสั่งเธอให้ไปบริการนายกเทศมนตรี … สื่อถึงพลังอำนาจ ความเผด็จการ อิทธิพลสามารถควบคุมครอบงำ บีบบังคับ ออกค่ำสั่ง นั่นเพราะเขาเป็นเจ้าของซ่องโสเภณีแห่งนี้

แต่ครุ่นคิดไปมา หลังจากหญิงสาวเดินจากไป Schukert เดินเข้ามายืนตรงตำแหน่งของเธอ ปรากฎว่าแสงสีเขียวไม่ได้เคลื่อนติดตามมาด้วย นั่นแปลว่าการใช้แสงสีอาบฉาบตัวละคร เพื่อสื่อถึงสภาวะทางอารมณ์ หรือต้องการสร้างสัมผัสบางอย่างให้เหตุการณ์ขณะนั้นๆมากกว่า

วันทำงานแรกของ Von Bohm พบเห็นเจ้าหน้าที่เต็มไปด้วยความเกลียดคร้าน สำนักงานรายล้อมไปด้วยต้นไม้ แม้แต่เลขานุการยังมาทำงานสายไปมาก … เหล่านี้สะท้อนความย่อหย่อนยาน ไม่มีใครสนกฎระเบียบ หน้าที่การงาน หน่วยงานราชการคงเป็นแบบนี้มาตั้งแต่โบราณกาล

และการที่ห้องทำงานของ Von Bohm รายล้อมด้วยพืชพรรณราวกับสวนพฤษาศาสตร์ สามารถสะท้อนถึงดินแดนป่าเถื่อน ไร้อารยธรรม มีเพียงสรรพสัตว์เดรัจฉาน ใช้ชีวิตอาศัยอยู่ด้วยสันชาติญาณ

น้ำเงินคือสีของ Von Bohm สังเกตจากฉากภายในบ้านพัก ฝาผนัง เฟอร์นิเจอร์ อีกทั้งภาพวาดงานศิลปะ ยังออกไปในโทนน้ำเงิน ซึ่งเป็นสีของความหนาวเหน็บ เย็นยะเยือก สะท้อนถึงความโดดเดี่ยว อ้างว้าง ไร้คนรักเคียงข้างกาย

สำหรับแจกันราชวงศ์หมิง ไม่รู้เหมือนกันว่าผู้กำกับ Fassbinder ไปค้นพบความลุ่มหลงใหลมาจากไหน ผลงานยุคหลังๆมักมีการพูดถึงอยู่บ่อยครั้งโดยเฉพาะ Veronica Voss (1982) เมื่อทำแตกก็ต้องหาอันใหม่มาวางไว้ที่เดิม … อาจสะท้อนถึงจิตใจที่อ่อนแอ เปราะบาง แต่มีมูลค่ามากมายมหาศาล

Günther Kaufmann หนึ่งในคู่ขาของผู้กำกับ Fassbinder รับบทเป็นทหารอเมริกัน ที่สร้างความฉงนสงสัยให้ผู้ชมว่า เหตุไฉนถึงพักอาศัยอยู่ในบ้านของ Von Bohm … ในภาพยนตร์ Veronica Voss (1982) ก็มาเล่นบทแบบเดียวเดียวกันด้วยนะครับ

I’m sitting there watching the rough cut of Lola and feeling quite happy, and all of a sudden a black G.I. walks into the apartment….

หนึ่งในนักเขียนบท Peter Märthesheimer

ผู้กำกับ Fassbinder ค่อนข้างจะซื่อตรงต่อบทหนังของ Peter Märthesheimer & Pea Fröhlich เพียงปรับเปลี่ยนรายละเอียดเล็กๆน้อยๆระหว่างการถ่ายทำ และตอนจบที่มักแตกต่างออกไปเลย (ตามวิสัยทัศน์ส่วนตัว) ถึงอย่างนั้นก็มีทหารอเมริกันผิวสีนี่แหละ ที่ผิดแผกแปลกประหลาดมากๆ นอกจากเป็นการเขียนตัวละครให้คู่ขาของเขาเอง เหมือนแฝงนัยยะถึงการเข้ามาของ G.I. ในเยอรมัน หลังสงครามโลกครั้งที่สอง

ช่วงหลังเยอรมันพ่ายแพ้สงคราม ทหารอเมริกันได้เข้ามาแทรกซึม กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเลยก็ว่าได้ สามารถพบเจออยู่ทุกแห่งหน … ซึ่งในบริบทนี้สามารถตีความในเชิงนามธรรม ของการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัว (ระดับจุลภาค)

การพบเจออย่างเป็นทางการครั้งแรกระหว่าง Von Bohm และ Lola ยังห้องสมุดขณะที่หญิงสาวกำลังแสร้งว่าอ่านหนังสือเกี่ยวกับวัตถุโบราณจากเอเชียตะวันออก (East Asia) แต่สังเกตจากแสงสว่างลอดผ่านบานเล็ด สาดส่องทับเรือนร่างตัวละคร ราวกับห้องคุมขัง หรือภายในจิตใจพวกเขา ได้รับการผูกมัด พันธนาการ ให้กลายเป็นของกันและกัน

เมื่อสีเขียว(และต้นไม้)ถูกใช้สัญลักษณ์ความชั่วร้าย สิ่งป่าเถื่อน ไร้อารยธรรม ห้องทำงานของ Von Bohm จึงพยายามนำเอาสิ่งสีเขียวออกไปไว้ภายนอกให้หมด … แบบช็อตนี้

การใช้แสงสีรุ้งภายในห้องนอนของ Lola ทำให้ผมนึกถึงภาพยนตร์เรื่อง All That Heaven Allows (1955) ที่ก็มีการใช้แสงสีรุ้งในห้องนอนเช่นกัน แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นมีความแตกต่างตรงกันข้าม

  • All That Heaven Allows ผมเคยเขียนไว้ว่า แสงสีรุ้งอาจคือสัญลักษณ์ความหลากหลายของปฏิกิริยาผู้คนรอบข้าง
  • ส่วนเรื่องนี้ผมคาดคิดว่าน่าจะเป็นความหลากหลายในอารมณ์ของ Lola โทรศัพท์อ่านบทกลอน เหมือนจะแต่งขึ้นให้กับ Von Bohm ทำให้ทั้งวันนี้รู้สึกกระชุ่มกระชวย กระฉับกระเฉง เต็มไปด้วยความครึกครื้นเครง … แต่ Lola ดูจะขบขันไปกับความโรแมนติกที่เหมือนจะไม่แนวทางของตนเองสักเท่าไหร่

I looked you up, I looked you down.
It made me happy what I found.
I heard you once, I heard you twice.
The way you spoke was very nice.
I touched you once and then again.
You weren’t like all other men.

นัดเดทระหว่าง Lola กับ Von Bohm สถานที่ที่พวกเขาไปกลับคือโบสถ์แห่งหนึ่ง นี่เป็นการสร้างภาพศรัทธาศาสนาของหญิงสาว แต่สำหรับชายวัยกลางคน สังเกตแสงสว่างสาดสองจากด้านหลัง ทำให้ศีรษะดูฟุ้งๆ และขณะกำลังหันมามอง พบเห็น Lens Flare เหมือนต้องการสื่อว่าเธอคนนี้นี่แหละคืออุดมคติของเขา

จริงๆจะมองกลับกันก็ได้ว่า Lola พบเห็นแสงอันเจิดจรัสของ Von Bohm ทำให้ภายในลึกๆรู้สึกหวาดหวั่นที่จะพูดบอกความจริง จึงพยายามอย่างยิ่งจะบอกใบ้อะไรบางอย่าง แต่เขาก็หน้ามืดตามัว ตกหลุมรักจนโงหัวไม่ขึ้นแล้วเสียอย่างนั้น

นี่เป็นช็อตที่พยายามย้ำเตือนผู้ชมว่า Von Bohm และ Lola มีความแตกต่างตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง! ไม่ใช่แค่แสงสีน้ำเงิน-ชมพู ที่อาบฉาบตัวละคร บริเวณกึ่งกลางกระจกก็มีเสาแบ่งแยกกรอบ/โลกของพวกเขา

Von Bohm ใช้การบรรเลงไวโอลิน

Vivaldi: Violin Concerto In A Minor, Rv 356 – I Allegro เพื่อสื่อแทนสภาพจิตใจที่มีความร่าเริง เบิกบาน รู้สึกกระชุ่มกระชวยเพราะได้ตกหลุมรักครั้งใหม่

อย่างที่อธิบายไปตอนต้นว่าห้องน้ำคือสถานที่สำหรับ … ซึ่งซีนนี้ระหว่างรับประทานอาหารกลางวัน Schukert พยายามชักชวน ชี้แนะนำทาง Von Bohm ไปสู่ห้องน้ำ! แม้ครั้งนี้เหมือนจะยังไม่สำเร็จ แต่ก็อีกไม่นานก็สามารถนำพาเขาสู่ซ่องโสเภณี Villa Fink ได้สำเร็จ!

แม้ว่าก่อนหน้านี้ Von Bohm จะผลักดันต้นไม้สีเขียวออกจากห้องทำงาน แต่ช็อตนี้สังเกตว่าแสงสีเขียวกลับสาดเข้ามาทางอยู่เบื้องหลัง นั่นสื่อถึงอิทธิพลความชั่วร้ายที่ค่อยๆแผ่กระจายเข้ามาถึง อีกไม่นานย่อมถูกครอบงำ กลืนกิน จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของโลกคอรัปชั่นใบนั้น

โมบายเหนือศีรษะของ Von Bohm ห้อยต่องแต่งด้วยรูปทรงหลากหลาย อาจสื่อถึงสิ่งต่างๆที่รายล้อมรอบในชีวิตของเขา ขณะนี้ยังคงมีความสมดุล เกื้อหนุนกันและกัน

โทรทัศน์ นี่ก็เป็นการเคารพคารวะ All That Heaven Allows (1955) อีกเช่นเดียวกัน! สื่อถึงหนทางออก/ที่พึ่งสุดสุดท้ายของผู้แก่ชรา ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย ด้วยการรับชมรายการโทรทัศน์โดยไม่มีใครเคียงข้างกาย … แต่เรื่องนี้ไม่มีใครเตะโทรทัศน์นะครับ คาดว่าเป็นบทเรียนราคาแพงจาก Ali: Fear Eats the Soul (1974)

Von Bohm เมื่อได้พบเจอตัวจริงของ Lola ทั้งสองต่างมีปฏิกิริยาที่แตกต่างตรงกันข้าใ

  • ขณะที่ Von Bohm ดูอ้ำอึ้ง เงียบงัน แทบไม่ขยับเคลื่อนไหวติง (นอกจากลุกขึ้นจากเก้าอี้ แล้ววิ่งหนีออกจากร้าน)
  • Lola ขณะนั้นกำลังขับร้องเพลง Capri Fischer ไม่สามารถหยุดลงกลางคัน ปฏิกิริยาแรกของเธอคือหันหลังต้องการหลบหนี แต่ก็เหลียวกลับมาเผชิญหน้า จากนั้นฉีกกระฉากเสื้อคลุม โยกเต้นอย่างคนคลุ้มบ้าคลั่ง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความกระแทกกระทั้น แหกออกมาสุดเสียง จนแทบหมดสิ้นเรี่ยวแรงพละกำลัง

Von Bohm ในสภาพหมดสิ้นหวัง แทนที่จะกลับบ้านกลับเดินทางมายังสำนักงาน (แบบเดียวกับ Maria Braun ที่หลังจากสามีหายตัวไปหลังการปล่อยตัว เธอกลายเป็นคนบ้างาน เพราะได้สูญเสียสิ้นเป้าหมายปลายทางของชีวิต) พยายามหาหลักฐานเพื่อกำจัดภัยพาลให้ออกไปจากสังคม พุ่งเป้าต้องการโจมตี Schukert เพราะเป็นเจ้าของซ่องโสเภณี ทำให้ Lola กลายเป็นหญิงค้าบริการทางเพศ

บรรยากาศของฉากนี้ปกคลุมด้วยแสงสีน้ำเงิน-เหลือง ดูเหือดแห้ง เหี่ยวเฉา (แม้ถือดอกไม้สดอยู่ก็เถอะ) สะท้อนสภาวะทางจิตใจ ไม่เหลือความอบอุ่นภายในอีกต่อไป

ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการก่อสร้าง ทั้งๆที่ทุกคนต่างเห็นพ้องให้การอนุมัติ แต่จู่ๆ Von Bohm กลับประกาศล้มเลิกโปรเจคดังกล่าว กล้องจากหมุนรอบโต๊ะ 360 องศา หยุดลงตำแหน่งที่เขานั่งอยู่ (ฝั่งตรงข้ามกับนายกเทศมนตรี) พบเห็นภาพวาดพื้นหลังคือผืนป่าขนาดใหญ่ สะท้อนถึงการประชุม/สถานที่แห่งนี้ ไม่ต่างอะไรจากดินแดนป่าเถื่อน ไร้อารยธรรม มีเพียงสรรพสัตว์เดรัจฉาน ใช้ชีวิตอาศัยอยู่ด้วยสันชาติญาณ … เป็นภาพวาดที่ล้อกับห้องทำงานเมื่อตอนต้นเรื่องของ Von Bohm อย่างตรงไปตรงมา

ผมครุ่นคิดว่าเก้าอี้ตัวนี้น่าจะคือที่นั่งของนายกเทศมนตรี เพราะมีภาพถ่ายเมือง Coburg อยู่ด้านหลัง แต่บุคคลผู้มีอิทธิพลสูงสุดในสถานที่แห่งนี้กลับคือ Schukert เจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (และซ่องโสเภณี) ถึงขนาดเข้ามานั่งแทนที่ระหว่างสนทนาปัญหาความขัดแย้งต่อ Von Bohm จะร่วมกันหาหนทางออกเช่นไร

โดยปกติแล้ว Von Bohm ไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับโลกสีเขียว แต่เพื่อการล้างแค้นเอาคืน Schukert ถึงขนาดยินยอมขายวิญญาณให้ปีศาจ เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งภายในห้องที่หลอดไฟและต้นไม้สีเขียวนั้น!

นี่เป็นฉากที่น่าจะถือว่ามีความสลับซับซ้อนสุดในหนัง เพราะมีหลายสิ่งอย่างเกิดขึ้นพร้อมกันในขณะเดียว

  • กรรมาธิการทั้งหมดต่างนัดรวมกลุ่มเพื่อพูดคุยหาหนทางออกกับ Von Bohm ว่าจะจัดการกับชายคนนี้เช่นไร
  • ภายนอก Von Bohm เหมือนกำลังจ่ายเงินให้มีการประท้วง เรียกร้องอะไรสักอย่าง เพื่อสร้างความกดดันให้พวกเขาเหล่านี้
  • Esslin กำลังเล่นโยโย่ มีความสองจิตสองใจ เพราะเขาได้ปฏิเสธการมีส่วนร่วมกับ Von Bohm และกำลังมองหาหัวหน้าใหม่
  • และภายในร้านอาหารแห่งนี้ จะได้ยินเสียงบรรยายฟุตบอลโลก 1958 FIFA World Cup จัดที่ Sweden นัดรอบชนะเลิศระหว่าง West German vs. Sweden ขณะกำลังมีการเปลี่ยนตัว (นี่เป็นการล้อกับหัวข้อสนทนา ทำอย่างไรถึงสามารถเปลี่ยนตัว/กำจัด Von Bohm ให้พ้นภัยทาง)

เกร็ด: ผลการแข่งขันฟุตบอลโลกนัดนั้น West German พ่ายต่อ Sweden 3:1 เลยได้แค่เข้าชิงอันดับสาม แต่ก็ยังคงพ่ายให้ฝรั่งเศส 6:3 จบเพียงอันดับสี่

Schukert เดินตรงเข้าไปหา Von Bohm ลากพามายังกำแพงที่มีเพียงเศษซากปรักหักพัง (สื่อถึงสภาพสังคม ค่านิยมของชนเยอรมันยุคก่อน มันไม่เหลือเศษซากอะไรให้หมกมุ่นยึดติดกับอดีตอีกต่อไป) แล้วพูดเปิดอก ชายถึงชาย ถ้านายอยากได้ก็เอาเธอไปเลย ไม่มีเหตุผลอะไรให้ต้องยื้อยัก ทนทุกข์ทรมาน(ทั้งตนเองและผู้อื่น)อยู่อย่างนี้ โลกได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ถึงเวลาที่เขาควรเรียนรู้จักการปรับตัวเสียใหม่

Von Bohm หลังบรรเลง Vivaldi จบสิ้น โดยไม่รู้ตัวกลับต่อด้วย Capri Fischer เป็นบทเพลงที่เขาได้ยิน Lola ขับร้องเมื่อพบเห็นตัวตนธาตุแท้จริงใน Villa Fink นั่นแสดงถึงจิตใจที่ครุ่นคำนึง คิดถึง โหยหา ต้องการครอบครองเป็นเจ้าของเธอ มิอาจหักห้ามใจตนเองได้อีกต่อไป (ภาพด้านหลังถูกปรับให้เบลอหลุดโฟกัส สื่อถึงไม่มีอะไรบนโลกนี้ที่มีค่าไปกว่าบุคคลกำลังคำนึงหา)

Von Bohm สวมใส่ชุดเดียวกับวันที่นัดเดท (สื่อถึงความยังคงยึดถือมั่นในภาพลักษณ์/ความตั้งของแรกเริ่มของตนเอง) เดินเข้ามาในซ่อง Villa Fink ประกาศตัวอย่างชัดเจนว่าต้องการซื้อบริการ Lola แล้วนั่งลงบนโซฟาที่เต็มไปด้วยตุ๊กตา (แบบเดียวกับ Chinesisches Roulette (1976)) เพื่อสื่อถึงตัวตนที่ไร้จิตวิญญาณ ยินยอมให้ใครต่อใครเชิกชัก นำเข้าสู่วิถีแห่งความคอรัปชั่น

แต่สุดท้ายแล้วเมื่อ Lola ทิ้งตัวลงบนเตียง Von Bohm ก็ไม่สามารถอดกลั้นธารน้ำตา นี่คือวินาทีที่เขาสูญเสียอดีต ตัวตน ความเชื่อมั่นศรัทธาในตนเอง ได้ถูกฉุดคร่าลงมา กลายเป็นบุคคลธรรมดา ไม่หลงเหลือความพิเศษ/แตกต่างจากใครอื่นอีกต่อไป

หลังจาก Von Bohm ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย Schukert ก็ได้เชื้อเชิญ Lola มาเยี่ยมเยือนที่บ้าน พบปะภรรยา พูดคุยสนทนา แต่แท้จริงแล้วคงแอบไปร่วมรักหลับนอน เพราะเธอคือโสเภณีประจำตัวของเขา ไม่มีเหตุผลอะไรให้ต้องปรับเปลี่ยนแปลง สังเกตจากเครื่องฉีดน้ำ (Sprinkle) พ่นเอา … (ของ Schukert) ฟุ่งกระจายไปทั่ว

อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือนกยูงรำแพนหาง สัตว์ที่มีความสวยงาม แต่ก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรมากไปกว่าหาคู่ผสมพันธุ์ นี่น่าจะสื่อถึง Lola (และประเทศ German) ภายนอกพยายามสร้างภาพให้ดูดี แต่ข้างในนั้นกลับซุกซ่อนสิ่งเลวร้ายนานัปการ

Schukert ซื้อของขวัญวันแต่งงานให้ Lola คือกิจการซ่องโสเภณี Villa Fink ที่จะถูกเปลี่ยนเป็น Salon (ร้านเสริมสวย/อาบอบนวด) แต่จุดประสงค์ยังคงเดิมคือค้าบริการทางเพศ! … นี่คือวิธีการที่ธุรกิจลักษณะนี้นิยมกระทำกัน แค่เพียงเปลี่ยนชื่อ ปรับปรุงสถานที่ สร้างภาพภายนอกให้ดูดี ใช้เครือข่าย เส้นสาย สามารถเอาตัวรอดจากกฎหมาย

เช่นเดียวกับฉากนี้ที่ Lola ยังคงสวมชุดแต่งงาน แต่กลับยังคงค้าบริการให้กับ Schukert สันดานธาตุแท้ของเธอคงไม่มีทางเปลี่ยนแปลง เพราะนี่จักคือวิถีของโลกยุคใหม่ ไม่หลงเหลือผู้ใดมีความบริสุทธิ์ผุดผ่อน ทุกคนต่างต้องซุกซ่อนเร้นธาตุแท้จริงไว้ภายใต้

นี่เป็นปัจฉิมบทที่ผู้กำกับ Fassbinder เพิ่มเติมเข้ามา ไม่ได้มีอยู่ในบทหนังดั้งเดิม สีหน้าของ Von Bohm ดูเศร้าๆซึมๆ ลึกๆย่อมรับรู้สิ่งบังเกิดขึ้นระหว่างภรรยา Lola กับ Schukert แต่ก็สามารถยินยอมรับความจริง เพราะตัวเขาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในวิถีคอรัปชั่นของโลกใบนี้เรียบร้อยแล้ว อนาคตของเด็กหญิงที่ปีนป่ายขึ้นไปชั้นบนโรงนา รอบข้างช่างดูมืดมิด หมองหม่น ไร้หนทางต่อสู้ดิ้นรนหลบหนีกลับออกมา

ตัดต่อโดย Juliane Lorenz (เกิดปี 1957) สัญชาติเยอรมัน ภรรยาคนสุดท้ายของผู้กำกับ Fassbinder ร่วมงานกันมาตั้งแต่ Bolwieser (1977) จนถึงผลงานสุดท้าย และกลายมาเป็นหัวหน้า Rainer Werner Fassbinder Foundation ผู้ดูแลลิขสิทธิ์ และสินทรัพย์ทั้งหมด

แม้ชื่อหนังจะคือ Lola แต่เรื่องราวส่วนใหญ่ดำเนินผ่านตัวละคร Von Bohm (ตั้งแต่เดินทางมาถึงเมือง Coburg) บางครั้งก็สลับไปมากับ Schukert ทั้งสามตัวละครหลักจะสับเปลี่ยนมุมมองตามสถานการณ์

  • อารัมบท, แนะนำตัวละคร Lola และ Schukert
    • Lola ร้อง-เล่น-เต้น ขายบริการในซ่องโสเภณี
    • การสร้างภาพของ Schukert
    • Lola เดินทางไปเยี่ยมเยียนมารดา
  • องก์หนึ่ง, การมาถึงของ Von Bohm
    • Von Bohm เดินทางมาทำงานเช้าวันแรก
    • การประชุม งานเลี้ยงรับรอง
    • บ้านพักหลังใหม่ Von Bohm และมารดาของ Lola
    • ค่ำคืนนั้นที่ Villa Fink, Schukert พร่ำบ่นเรื่องราวของ Von Bohm ให้กับ Lola
  • องก์สอง, Lola เกี้ยวพาราสี Von Bohm
    • Lola สร้างความประทับใจแรกให้ Von Bohm
    • จากนั้นเดินทางไปเยี่ยมเยียนมารดา พยายามค้นหาสิ่งที่อยู่ในความสนใจของ Von Bohm จากนั้นก็แสร้งว่าหลงใหลให้เขาพบเห็น
    • นัดเดทระหว่าง Lola กับ Von Bohm
  • องก์สาม, Von Bohm เมื่อรับรู้ตัวตนแท้จริงของ Lola
    • Schukert พยายามชักชวน Von Bohm ให้ไปเปิดหูเปิดตายัง Villa Fink
    • เมื่อ Von Bohm พบเห็นตัวตนแท้จริงของ Lola ก็ยินยอมรับความจริงแทบไม่ได้
    • แสดงอาการเกรี้ยวกราด คลุ้มคลั่ง พยายามหาหนทางที่จะเปิดโปงความคอรัปชั่นของบรรดาชนชั้นผู้นำในเมืองแห่งนี้ (แต่กลับไม่พบเจออะไร
  • องก์สี่, การแก้ปัญหาของ Schukert
    • ในที่สุด Schukert ก็เสนอแนะวิธีแก้ปัญหากับ Von Bohm คือแต่งงานกับ Lola
    • แล้วความวุ่นวายต่างๆก็สงบลง ทุกสิ่งอย่างหวนกลับสู่จุดเริ่มต้น

ผู้กำกับ Fassbinder ยังทำให้ทุกการเปลี่ยนฉากมีความสไตลิสต์! ด้วยลีลาปรับโฟกัส เบลอ-ชัด บางครั้งจะมีเสียงดนตรีที่สร้างความตกอกตกใจ บีบเค้นคั้น กรีดกรายถึงทรวงใน (ไม่ใช่ทุกครั้งนะครับ) มุ้งเน้นให้ผู้ชมสัมผัสถึงความผิดปกติ วิถีอันวิปริตในโลกทัศน์ภาพยนตร์

เทคนิคดังกล่าวไม่ได้มีความแปลกใหม่ แต่ไม่ค่อยมีใครนิยมใช้เพราะมันจะทำลายความต่อเนื่องลื่นไหลของหนัง สังเกตว่าทุกครั้งเมื่อมีการปรับโฟกัส เบลอ-ชัด เหตุการณ์ก่อน-หลัง เหมือนจะถูกแบ่งแยกออกจากกันโดยสิ้นเชิง


เพลงประกอบโดย Peer Raben (1940-2007) หนึ่งในเพื่อนสนิท เคยเป็นคู่ขาผู้กำกับ Rainer Werner Fassbinder และร่วมก่อตั้ง Aktion-Theater มีผลงานร่วมกัน (ทั้งภาพยนตร์และละครเวที) หลายเรื่องทีเดียว

นอกจากท่วงทำนองท่อนสั้นๆ (Leitmotif) ดังช่วงระหว่างการเปลี่ยนฉาก งานเพลงของ Rabin จะมีความกลมกลืนไปกับพื้นหลัง สำหรับเสริมเติมแต่งฉากที่ขาดองค์ประกอบ diegetic music หรือ sound effect เพื่ออธิบายความรู้สึก ข้อเท็จจริง สิ่งซุกซ่อนเร้นในฉากนั้นๆ ด้วยเหตุนี้จึงมีการใช้เครื่องดนตรีอย่าง Accordion, Xylophone, Harmonica ฯลฯ เพื่อมอบสัมผัสทางอารมณ์ให้เด่นชัดเจนยิ่งขึ้น

งานเพลงของ Raben มักเป็นส่วนที่ถูกมองข้ามจากคนส่วนใหญ่ เพราะไม่ได้มีท่วงทำนองติดหู น่าจดจำ แต่ความโดดเด่นของเขาคือการเลือกสรรค์เครื่องดนตรี แต่งทำนองที่สามารถสื่อนัยยะฉากนั้นๆได้อย่างลุ่มลึกล้ำ เลยได้ร่วมงานขาประจำ(และเป็นคู่ขา)ของผู้กำกับ Fassbinder ตั้งแต่ผลงานยุคแรกๆ Avant-Garde มาจนถึงเรื่องสุดท้าย แทบไม่เคยเปลี่ยนแปลงแนวทางทำเพลงประกอบ

มีหลากหลายบทเพลงร้อง-เล่น-เต้น ที่ได้ยินในหนัง ซึ่งเนื้อคำร้อง(หรือท่วงทำนอง) มักจะสื่อตรงไปตรงมาถึงเรื่องราวขณะนั้นๆ เป็นการบอกใบ้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับตัวละคร ปฏิกิริยาอารมณ์ หรือเหตุการณ์กำลังจะบังเกิดขึ้นต่อไป

เริ่มต้นที่ Opening Song คือบทเพลง Unter Fremden Sternen (1959) แปลว่า Under Strange Star, แต่งทำนองโดย Lotar Olias, คำร้องโดย Aldo von Pinelli, ต้นฉบับขับร้องโดย Freddy Quinn สำหรับประกอบภาพยนตร์ชื่อเดียวกัน กำกับโดย Wolfgang Schleif

คำร้องบทเพลงนี้คงจะสื่อถึงตัวละคร Lola อยากที่จะติดตามชายคนรัก (ก็น่าจะ Von Bohm) โปรดพาฉันไปด้วยไม่ว่าเธอจะออกเดินทางสู่แห่งหนไหน

Nehmt mich mit, ich tausche gerne
All die vielen fremden Länder
Gegen eine Heimfahrt aus

Take me with you, I’d be happy to trade
All the many foreign countries
against a trip home

มีสามบทเพลงที่ Barbara Sukowa ขับร้องในหนัง ทั้งหมดเรียบเรียงใหม่โดย Peer Raben

  • Am Tag Als der Regen Kam (1959) ต้นฉบับมาจากบทเพลงภาษาฝรั่งเศส Le jour où la pluie viendra (1957) แปลว่า The Day the Rain Will Come แต่งทำนองโดย Gilbert Bécaud, คำร้องภาษาฝรั่งเศสโดย Pierre Delanoë, แปลภาษาเยอรมันโดย Ernst Bader
    • ต้นฉบับขับร้องโดย Dalida ซึ่งพอแปลภาษาเยอรมัน สามารถติดอันดับ 1 ชาร์ท Germany Musikmarkt
  • Plaisir d’Amour (1784) แปลว่า Pleasure of love แต่งโดย Jean-Paul-Égide Martini นำคำร้องจากบทกวีของ Jean-Pierre Claris de Florian ในนวนิยายเรื่อง Célestine (1784)
    • The pleasure of love lasts only a moment,
      The grief of love lasts a lifetime.
  • Capri Fischer (1943) แต่งโดย Gerhard Winkler, คำร้องโดย Ralph Maria Siegel
    • นี่เป็นบทเพลงเดียวกับที่ได้ยินใน The Marriage of Maria Braun (1978)

ผมเลือกบทเพลง Capri Fischer แปลว่า The Fishermen of Capri เป็นบทเพลงรำพันถึงคนรักของชาวประมง เพราะต้องออกไปหาปลาเมื่อยามพระอาทิตย์ตกดิน ห่วงโหยหาหญิงคนรัก พร่ำบอกว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าพี่ก็กลับมา … แต่การจากไปเพียงค่ำคืน อะไรๆมันก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น!

ระหว่างที่ Lola กำลังขับร้องบทเพลงนี้ พอดิบพอดีกับ Von Bohm (สามารถแทนด้วยชาวประมงออกหาปลา) มาพบเห็นตัวตนแท้จริงของเธอ ต่างคนต่างแสดงอาการอ้ำอึ้ง ควบคุมตนเองแทบไม่ได้ สำหรับหญิงสาวระบายอาการคลุ้มคลั่งออกมาผ่านคำร้อง ท่าเต้นกรีดกราย

Bella, bella, bella, bella Marie, bleib’ mir treu
Ich komm’ zurück morgen früh’
Bella, bella, bella, bella Marie, vergiss’ mich nie

Bella, bella, bella, bella Marie, stay true to me
I’ll be back tomorrow morning
Bella, bella, bella, bella Marie, never forget me

นอกจากนี้ยังมีการเล่นไวโอลินของ Armin Mueller-Stahl (เล่นเองไม่ต้องใช้ตัวแทน) ซึ่งสามารถสื่อแทนอารมณ์ความรู้สึกตัวละครได้ชัดเจนมากๆ

  • ครั้งแรกเริ่มเล่น Vivaldi: Violin Concerto In A Minor, Rv 356 – I Allegro
    • จิตใจร่าเริง เบิกบาน มีความกระชุ่มกระชวยเพราะได้ตกหลุมรักครั้งใหม่
  • ครั้งหลังยังเริ่มจาก Vivaldi แต่เป็นช่วงท้ายของบทเพลง แล้วต่อด้วยบรรเลง Capri Fischer เหมือนจะโดยไม่รู้ตัว (เป็นบทเพลงที่เขาได้ยินเธอขับร้องเมื่อพบเห็นตัวตนธาตุแท้จริงใน Villa Fink)
    • แสดงถึงจิตใจที่ครุ่นคำนึง คิดถึง โหยหา ต้องการครอบครองเป็นเจ้าของ Lola

หลังสิ้นสุดการเล่นไวโอลินรอบหลัง Von Bohm ตัดสินใจเดินทางไปยัง Villa Fink พอดิบพอดีได้ยิน Lola กำลังขับร้อง Am Tag Als der Regen Kam ในประโยคที่ว่า

Da erwachten die Träume
Da kamst du

Then the dreams awoke
There you came

Lola (1981) นำเสนอเรื่องราวความคอรัปชั่นที่ค่อยๆกัดกร่อนทำลายจิตวิญญาณมนุษย์ จากเคยเป็นผู้ดีมีสกุล ยึดถือมั่นในเกียรติ ศักดิ์ศรี หลักศีลธรรมจรรยา ถูกฉุดกระชากลงมา ตกหลุมรักโสเภณี ยินยอมรับสภาพเป็นไปของสังคม กลายเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย(อาชญากร) สนเพียงสร้างภาพภายนอกให้ดูดี แล้วกอบโกยผลประโยชน์ใต้โต๊ะเข้าตัว

การที่เราจะสามารถเอาตัวอยู่รอดปลอดภัย คนโบราณเสี้ยมสอนไว้ว่าต้องเรียนรู้จักการปรับตัว ‘เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม’ แต่นั่นใช่สิ่งถูกต้องหรือไม่ในบริบทสังคมยุคสมัยนั้น-นี้ ที่เต็มไปด้วยความคอรัปชั่น กระทำสิ่งชั่วร้าย สนเพียงพรรคพวกพ้อง กีดกันบุคคลครุ่นคิดเห็นต่าง?

นี่แสดงถึงความบิดเบี้ยวของโลกยุคสมัยนั้น-นี้ อันเป็นผลกระทบต่อเนื่องจากสงคราม ตึกรามบ้านช่องมีสภาพปรักหักพัง จำต้องก่อร่างสร้าง ฟื้นฟูทุกสิ่งอย่างขึ้นใหม่ ซึ่งถือเป็นโอกาสทางธุรกิจโดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ นำสู่ปาฏิหารย์ทางเศรษฐกิจ (Wirtschaftswunder) ช่องทางกอบโกยสำหรับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง กลายเป็นเครือข่ายผลประโยชน์ ดื่มกินกันอย่างอิ่มหนำ

ตัวละคร Lola คือตัวแทนประเทศเยอรมัน (West German) มองจากภายนอก (เมื่อไม่ได้อยู่ในซ่องโสเภณี) เป็นหญิงสาวที่ดูดี มีสง่าราศี สร้างความลุ่มหลงใหลให้ใครต่อใคร แต่ตัวตนธาตุแท้จริงนั้นคือโสเภณี พร้อมทำทุกสิ่งอย่างเพื่อเงินทอง ตอบสนองตัณหา ความพึงพอใจทั้งร่างกาย-จิตใจ

The Marriage of Maria Braun and Lola are parts of an overall picture of the Federal Republic of Germany that help to better understand this strange democratic construction—as well as the hazards and dangers.

Rainer Werner Fassbinder

ผมค่อนข้างลังเลใจเล็กๆในการเปรียบเทียบผู้กำกับ Fassbinder กับ Lola เพราะมันดูสุดโต่งเกินไปเสียหน่อย (ผิดกับ Maria Braun ที่สามารถเปรียบเทียบได้ตรงๆ) แต่ถ้ามองมาที่ตัวละคร Schukert น่าจะมีความละม้ายคล้ายคลึงกันมากกว่า โดยเฉพาะรูปร่างหน้าตา อุปนิสัยใจคอ แต่งงานกับภรรยาที่ดูไม่ค่อยเป็นมิตร เลยแอบคบชู้นอกใจ (และมีโสเภณีประจำตัว โดยไม่สนว่าเธอแต่งงานครองคู่รักอยู่กับใคร)

สำหรับ Von Bohm ที่ดูไม่มีความเหมือน Fassbinder เลยสักนิด! แต่ผมครุ่นคิดว่าสภาพจิตใจตัวละคร สามารถสะท้อนความรู้สึกของผู้กำกับ ต่อสภาพสังคมเยอรมันที่เปลี่ยนแปลงไปขณะนั้น ไม่ค่อยอยากยินยอมรับ แต่ก็ต้องปรับตัวเข้ากับสภาพความจริง … เหมือนฉากจบที่ตัวละครเหมือนรับรู้ว่าภรรยายังคงขายตัวให้ Schukert แต่กลับยินยอมรับโชคชะตากรรม (เพราะอย่างน้อยก็ได้ครอบครองหญิงสาวที่ตกหลุมรัก แต่งงานครองคู่กัน)


หนังใช้ทุนสร้าง DEM 3.5 ล้านมาร์ค (แต่ก็ยังน้อยกว่าเกือบเท่าตัว Despair (1978) ด้วยงบประมาณ DEM 6 ล้านมาร์ค) เข้าฉายเทศกาลหนัง Munich Film Festival ที่เพิ่งจัดขึ้นปีแรก คว้ารางวัล Best Actress (Barbara Sukowa)

ช่วงปลายปีคว้ามาอีก 3 รางวัล German Film Award

  • Best Actor (Armin Mueller-Stahl)
  • Best Actress (Barbara Sukowa)
  • Outstanding Feature Film ได้รางวัลอันดับสอง Silver Award (ชนะเลิศปีนั้นคือ Marianne & Juliane)

ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะ (digital restoration) คุณภาพ 4K สามารถหาซื้อ/รับชมได้จาก Criterion Collection รวบรวมอยู่ในคอลเลคชั่น The BRD Trilogy ร่วมกับ The Marriage of Maria Braun (1978) และ Veronika Voss (1982)

รับชม Lola (1981) เป็นประสบการณ์เดียวกับ Wild at Heart (1990) คืออยากจะโห่ไล่ หาอะไรสักอย่างเขวี้ยงขว้างใส่ แต่เมื่อสงบสติอารมณ์ เริ่มครุ่นคิดทบทวน ทั้งหมดทั้งสิ้นเป็นความจงใจของผู้กำกับหรือเปล่า? เมื่อตระหนักว่าใช่ก็สามารถทำความเข้าใจอะไรๆหลายอย่าง นำเสนอแบบนี้เพื่อให้ผู้ชมตระหนักถึงความอัปลักษณ์ พิศดาร รู้สึกยินยอมรับเหตุการณ์แบบในหนังไม่ได้ (ไม่ใช่ยินยอมรับหนังไม่ได้นะครับ)

ผมเข้าใจแหละว่าผู้กำกับ Fassbinder ไม่ใช่พวก moralist ที่จะสร้างเรื่องราวเสี้ยมสอนคุณธรรมอะไร ภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องการสะท้อนสภาพสังคมประเทศเยอรมันยุคสมัยนั้นออกมา ในลักษณะคล้ายๆ ‘time capsule’ ส่งต่อให้คนรุ่นหลังศึกษาเรียนรู้ แต่ดูจนจบก็รู้สึกเบื่อๆ เศร้าๆ สำหรับผู้ชมทั่วไปคงมองห่วยแตก ไม่ได้แฝงสาระอะไรที่เป็นประโยชน์เลยสักนิด! (จะบอกว่านำเสนอด้านมืดของสังคม แต่มันก็ไม่ได้มีหนทางออก/คำตอบใดๆที่จับต้องได้)

แนะนำคอหนังดราม่า โรแมนติก สนใจเรื่องราวสะท้อนสภาพสังคม (Social Drama) ช่วงทศวรรษ 50s, ประเทศเยอรมันยุคสมัย Wirtschaftswunder, โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่างภาพ ตากล้อง คลุ้มคลั่งไปกับแสงสีสัน, รับรู้จักนักแสดง Barbara Sukowa, Armin Mueller-Stahl, Mario Adorf และเคยรับชม BRD Trilogy ต่อกันไปเลย

จัดเรต 18+ กับความคอรัปชั่น และอาชีพโสเภณี

คำโปรย | Lola (1981) ฉบับของผู้กำกับ Rainer Werner Fassbinder มีความเกรี้ยวกราด เหนือจริง ‘surreal’ จนแทบคลุ้มบ้าคลั่ง
คุณภาพ | เหนือจริง
ส่วนตัว | มึนเมา

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: