Los Olvidados (1950)

Los Olvidados

Los Olvidados (1950) Mexican : Luis Buñuel ♥♥♥♥

ปกติแล้วหนังเxยๆของ Luis Buñuel ผมละไม่อยากแนะนำให้ใครหามารับชมเท่าไหร่ แต่เรื่องนี้ “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” คือ Masterpiece ที่นำเสนอ ตีแผ่ สะท้อนปัญหาสังคมของเหล่าเด็กชายหนุ่มที่กลายเป็นอันธพาลได้อย่างเจ็บแสบเสียดลำไส้ อันทำให้ The 400 Blows (1959) ของ François Truffaut ดูกระจอกงอกง่อยไปเลย

เกร็ด: ชื่อหนัง Los Olvidados แปลว่า The Forgotten Ones, บุคคลที่ถูกลืม

คำเกริ่นเริ่มต้นของหนัง ‘This film is based on true facts.’ ทุกสิ่งอย่างที่เกิดขึ้นในหนัง พบเห็นได้จริงทั่วไปในสังคม, นี่เป็นคำเตือนไม่เคยมีมาก่อนในหนังของ Luis Buñuel แต่เพราะครั้งนี้คือครั้งแรกของผู้กำกับดัง ที่ตัดสินใจไม่หลบซ่อนตัวเองอยู่ใน Surrealist อันเข้มข้นอีกต่อไป ถึงเวลาพร้อมแล้วที่จะเปิดเผยความต้องการ ตัวตนเองแท้จริงออกสู่สาธารณะ ความคับข้องเจ็บแค้น มุมมองทัศนะต่อโลกอันโหดร้าย สังคมที่เต็มไปด้วยเศษสวะ ความชั่วร้ายต่างๆจากการกระทำของมนุษย์กำลังค่อยๆถูกเปิดเผยออก ครั้งแรกสู่วงการภาพยนตร์

ถือเป็นวิวัฒนาการมุมหนึ่งของโลกภาพยนตร์ Luis Buñuel คือผู้กำกับที่อยู่ด้านมืดมิดที่สุด คนแรกที่ตั้งคำถาม “ศีลธรรม คืออะไร?” “งานศิลปะจำเป็นต้องอยู่ภายใต้ศีลธรรมหรือเปล่า?” เพราะศีลธรรมคือกรอบ กฎเกณฑ์ สิ่งที่มนุษย์กำหนดขึ้นเพื่อใช้เป็นบรรทัดฐานการอยู่ร่วมกันในสังคม ความดีชั่ว ถูกต้องเหมาะสม Buñuel บอกว่าช่างหัวมันประไร! มองนอกกรอบ งานศิลปะไม่ใช่สิ่งที่จะถูกครอบงำด้วยกฎเกณฑ์ไร้สาระอะไรพวกนี้

“Los Olvidados will not be a movie that will judge but will describe, to reveal a problem; It will not be about morality, about good or bad, about guilt, it will be a fresh, social observation.”

คำเตือนต้นเรื่องของหนัง ถือเป็นการเตรียมความพร้อมสู่โลกอันโหดโฉดชั่วของ Buñuel ย้ำเตือนให้ผู้ชมมีสติในการรับชม มันอาจมีหลายภาพไม่น่าอภิรมย์เริงใจ แต่หนังนำเสนอปัญหาโดยไม่ตัดสินความถูกผิด ให้แค่’สังเกต’มองดูว่ามีเกิดอะไรขึ้น อยากจะคิดทำอะไรต่อจากนั้นอยู่ในวิจารณญาณของคุณเอง นี่ทำให้ลึกๆแล้วผมรู้สึกว่า Buñuel ก็เป็นคนที่มีจิตสำนึกทางศีลธรรมอยู่สูงเหมือนกัน (แต่คนส่วนใหญ่มักจะมองไม่เห็นก็เถอะ)

Luis Buñuel Portolés (1900 – 1983) ผู้สร้างภาพยนตร์สัญชาติ Spanish ที่มีผลงานหนังฝรั่งเศส, เม็กซิโก และบางครั้งคราวสเปน นิตยสาร New York Times กล่าวยกย่องในวันที่ Buñuel เสียชีวิตว่า “an iconoclast, moralist, and revolutionary who was a leader of avant-garde surrealism in his youth and a dominant international movie director half a century later.”

เพราะความสนใจในภาพยนตร์ถูกจำกัดในประเทศสเปน จึงออกเดินทางสู่เมืองหลวงแห่งงานศิลปะ Paris รู้จัก Salvador Dalí ร่วมกันสร้างภาพยนตร์ 2 เรื่องคือ Un Chien Andalou (1929) และ L’Age d’Or (1930) เป็นแนว Surrealist ที่เว่อเกินจริงไร้สาระจนอาจถึงขั้นดูไม่รู้เรื่อง เมื่อแตกคอกันแล้ว Buñuel เดินทางสู่อเมริกา เป็นผู้ช่วยลูกมือผู้กำกับดังมากมายแต่กลับไม่มีผลงานของตนเอง ครั้นเมื่อความอัดอั้นตันใจถึงขีดสุดเดินทางไปเม็กซิโก (ประเทศใกล้ดี แถมพูดภาษาสเปนเหมือนกันด้วย) เริ่มต้นสร้างภาพยนตร์เรื่องใหม่ที่นั่น Gran Casino (1947), El Gran Calavera (1949) ไม่ใช่แล้ว หนังโลกสวยไม่ใช่สิ่งที่ข้าอยากทำ ผลงานถัดมา Los Olvidados คือเรื่องแรกที่ Buñuel สร้างขึ้นด้วยความต้องการของตนเองเต็มร้อย

เห็นว่าหลังจากได้รับชม Shoeshine (1946) หนังอิตาเลี่ยนของผู้กำกับ Vittorio De Sica ผู้กำกับดังเกิดแรงบันดาลใจสร้าง Los Olvidados โดยนำอิทธิพลของ Neorealist ที่นำเสนอภาพความจริงของชีวิตและสังคม ผสมผสานกับความสนใจส่วนตัวแนว Surrealist ต้องการสะท้อนให้เห็นด้านมืด ภาพความชั่วร้ายที่แอบซ่อนอยู่ในทุกสังคม กระชากหน้ากาก นำเสนอเรื่องราวนั้นออกมา

Almost every capital like New York, Paris, London hides, behind its wealth, poverty-stricken homes where poorly-fed children, deprived of health or school, are doomed to criminality.

เรื่องราวของกลุ่มเด็กวัยรุ่นในเมือง Mexico City ด้วยความยากจนค้นแค้น พ่อแม่ทิ้งขว้างไม่สนใจ วันๆไม่รู้ทำอะไรเลยรวมกลุ่มเป็นนักเลง มีหัวโจ๊กคือ Jaibo (รับบทโดย Roberto Cobo) เพิ่งออกจากคุกวัยรุ่น (Juvenile Prison) แต่ไม่รู้สำนึกตัว ปล้นชิงลักทรัพย์ ลวนลามข่มขืน ทำร้ายคนตาบอด และฆ่าคนตาย, ขณะที่ Pedro (รับบทโดย Alfonso Mejía) เด็กชายหนึ่งเดียวในกลุ่มที่เหมือนจะมีจิตสำนึกดี ต้องคอยตกระกําลําบากเพราะคบเพื่อนเลว สุดท้ายชะตากรรมของพวกเขาจะเป็นเช่นไร?

การแสดงของทั้ง Roberto Cobo กับ Alfonso Mejía ได้รับคำชมอย่างมาก โดยเฉพาะคนหลังคว้ารางวัล Best Child Actor จากเทศกาลหนังเมือง Cannes เรียกได้ว่าทั้งสองมีอนาคตไปได้ไกลทีเดียวในทศวรรษแห่ง Golden Age of Mexican Cinema

คงต้องเปรียบเทียบการแสดงกับ Jean-Pierre Léaud ที่รับบทเด็กหนุ่มตั้งใจว่าจะเป็นคนดีแต่ทำไม่ได้จาก The 400 Blows (1959), ส่วนตัวแล้วชื่นชอบประทับใจการแสดงของ Léaud มากๆ แต่เพราะตัวละครที่เล่นเป็นส่วนผสมของทั้ง Jaibo กับ Pedro (คือเอาความชั่วร้ายของ Jaibo ผสมกับความอยากเป็นเด็กดีของ Pedro) มันเลยเปรียบกันได้ยาก ว่าเรื่องไหนใครโดดเด่นกว่า (คือถ้าเทียบการแสดงตัวต่อตัว Léaud เจ๋งกว่า แต่ภาพรวมของหนัง Cobo กับ Mejía เข้าคู่ลงตัวกว่า)

ถึงหน้าหนังจะมีเรื่องราวจับต้องได้ แต่สิ่งสัญลักษณ์ของ Surrealist แทรกซ่อนอยู่เต็มไปหมด นี่เป็นการยกระดับภาพยนตร์แนวนี้ให้มีความลึกซึ้ง กลมกลืน เป็นธรรมชาติมากขึ้นกว่าเดิม อาทิ
– สัตว์ปีกที่มีมากมายเต็มไปหมด อาทิ ไก่/ลูกเจี๊ยบ แทนด้วยมนุษย์, ฉากที่ Pedro ทุบตีฆ่าไก่ เพราะร่างกาย/จิตใต้สำนึกสั่งให้ทำอะไรบางอย่าง แต่จิตรู้สึกนึกไม่ต้องการ ผลลัพท์เลยมาลงที่ไก่ เพราะเป็นสิ่งที่ทุบให้ตายคงไม่มีใครเดือดร้อนอะไร
– นกที่ใช้รักษาหญิงสาวถูกผูกเชือกไว้ที่ขา ลูบไล้เพื่อให้ถ่ายโอนความเจ็บป่วย มีนัยยะถึงการให้ความเจ็บปวดโบยบินล่องลอยหายไป
– ตอนที่ Jaibo ถูกยิงตาย มีการซ้อนภาพ หมาวิ่งผ่าน นี่แปลว่า ตายเหมือนหมาข้างถนน, ภาพพื้นถนนกำลังเคลื่อน แปลว่า การเดินทางสู่โลกหลังความตาย
– เลวร้ายกว่านั้นฉากจบทิ้งศพลงกองขยะ ก็แปลว่า ตายเหมือนเศษสวะไร้ค่า

การตายของ 2 ตัวละครตอนจบ มีนัยยะแสดงให้เห็นว่า ต่อให้เป็นคนดี/คนเลว ก็มิได้มีความแตกต่างกัน สามารถเสียชีวิตอย่างไร้ค่าเหมือนหมูหมาเศษขยะไม่ต่างกัน

เห็นว่าโปรดิวเซอร์ของหนังบังคับให้ Luis Buñuel ถ่ายทำตอนจบอีกแบบ (Alternate Ending) คือให้ Pedro ฆ่า Jaibo สำเร็จ แล้วเดินทางกลับโรงเรียน เป็น Happy Ending, แต่ตอนจบไม่ได้ถูกนำไปใช้เพราะหนังถูกยกเลิกฉายเสียก่อน ฟุตเทจนี้ได้รับการค้นพบเมื่อปี 2002

ถ่ายภาพโดย Gabriel Figueroa  ตากล้องสัญชาติเม็กซิกันในตำนาน มีผลงานทั้งใน Mexico และ Hollywood ที่เพิ่งคว้ารางวัล Best Cinematography จากเทศกาลหนังเมือง Cannes เรื่อง María Candelaria (1944)

เอาจริงๆหนังเรื่องนี้หาความสวยงามอะไรไม่ได้เลยนะครับ คือดูสกปรก รกรุงรัง เต็มไปด้วยขยะโสโครก แม้จะเป็นแค่ภาพขาว-ดำ แต่ผู้ชมจะสัมผัสรับรู้มองเห็นได้ (คือเห็นสีดำมืดเต็มไปหมด) นี่ถือว่าเป็นการถ่ายภาพที่มีความลึกล้ำไม่ธรรมดาทีเดียว

ไฮไลท์ของการถ่ายภาพคือฉากในความฝัน มีการซ้อนภาพเห็นเหมือนเป็นวิญญาณออกจากร่าง (นี่ให้รู้ว่าเป็นในความฝัน) และการสโลโมชั่น เคลื่อนไหวอย่างช้าเนิบ ราวกับเห็นผี นี่เป็นฉากสะท้อนจิตวิทยาความต้องการของ Pedro
– ภาพสโลโมชั่น แทนความต้องการที่ยังมิได้เป็นจริงสักที
– เนื้อ = อาหาร, สิ่งที่ Pedro ต้องการจากแม่เป็นที่สุด
– มือที่อยู่ดีๆก็โผล่ขึ้นมาหลอกหลอน ปรากฎว่าเป็นของ Jaibo ที่มาเยื้อแย่งเนื้อไปจากมือเขาเลย (นี่คือการมีตัวตนของ Jaibo ที่ทำให้เขาสูญเสียทุกสิ่งอย่าง)

ตัดต่อโดย Carlos Savage, หนังไม่ได้ใช้มุมมองของตัวละครไหนเป็นพิเศษ ถ้าว่ากันก็คือชุมชนของเหล่าคนจนใน Mexico City นอกจากกลุ่มเด็กอันธพาลแล้ว ยังมีขอทานตาบอด พิการครึ่งตัว ขี้เมา คนบ้า (ที่ตามหาคนฆ่าลูก) สถานที่ถ่ายทำก็วนเวียนอยู่แถว ตลาด, สลัม, โรงเลี้ยงสัตว์, กองขยะ, ตึกร้าง, ฟาร์มเกษตร ฯ

เกร็ด: ใครว่างลองนับดูนะครับ เห็นว่าหนังมีทั้งหมด 365 ช็อต

เพลงประกอบโดย Rodolfo Halffter, Gustavo Pittaluga มีบรรเลงประกอบหนังทั้งเรื่อง ซึ่งดนตรีจะโดดเด่นขึ้นมาขณะไคลน์แม็กซ์ของเหตุการณ์สำคัญๆ ที่ต้องการปรุงแต่ง เพิ่มเติมเสริม กระชากอารมณ์ให้เข้มข้นมากขึ้น อาทิ ฉากความฝัน, ขณะรุมชิงทรัพย์, ฆ่าคนตาย ฯ บทเพลงผมรู้สึกว่ามีลักษณะคล้าย Surrealist มากกว่า Expressionist คือบางครั้งก็ฟังไม่ออกว่ามีเสียงอะไรเป็น Sound Effect แทรกอยู่ ถือว่ามีความเกินจริง เว่อมากกว่าที่ควรแค่แสดงอารมณ์ความรู้สึกออกมา (สไตล์เพลงแบบนี้เรียกได้ว่า Avant-Garde)

ใจความของหนัง นำเสนอความทุกข์ยาก (misery) ทุกรูปแบบของชีวิต อันเกิดจากความยากจน (poverty), ฐานะทางสังคม (social class) และทัศนคติในการใช้ชีวิต (attitude of life), ถึงมนุษย์จะเกิดมายากจน แต่ใช่ว่าทัศนคติของเราจะเป็นเช่นนั้นตั้งแต่เด็ก เริ่มต้นไร้เดียงสา ค่อยๆซึมซับเติบโต จนกระทั่งสามารถคิดเข้าใจได้เอง ว่ามีฐานะทางสังคมเป็นเช่นไร ซึ่งในช่วงระหว่างการเรียนรู้จะมีวัยแห่งการตัดสินใจเลือก (ช่วงอายุประมาณ 10-15 ปี) ถ้าตอนนั้นถูกชักนำไปในทางที่ดีก็มีแนวโน้มจะไปได้สวย แต่ถ้าไม่ก็จะตกต่ำกลายเป็นดั่งเศษสวะขยะของสังคม

กลุ่มเด็กๆอันธพาลในหนังเรื่องนี้คือเศษสวะ ใครๆคงมองเห็นเข้าใจได้ แต่พวกเขาต้องการเป็นเช่นนั้นหรือเปล่า? ผมเชื่อว่าแม้แต่ Jaibo เองก็ไม่ได้อยากเป็นเช่นนั้น แต่สังคมได้เสี้ยมสั่งสอนขัดเกลาให้เขากลายเป็นเช่นนั้นไปเสียแล้ว คงไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงอะไรได้, ส่วน Pedro ด้วยวัยที่น้อยกว่า จึงทำให้ยังพอมีเวลาเหลือ มีความต้องการเปลี่ยนตัวเอง แต่เพราะการมีเพื่อนที่เป็นเศษขยะ มันเหมือนกลิ่นขี้ติดตัวที่ต่อให้ล้างยังไงก็ออกไม่หมด มันได้ติดตัวเขาไปจนวันตาย ดังพุทธศาสนสุภาษิตบทหนึ่ง

ปูติมจฺฉํ กุสคฺเคน     โย นโร อุปนยฺหติ
กุสาปิ ปูติ วายนฺติ      เอวํ พาลูปเสวนา
คนห่อปลาเน่าด้วยใบหญ้าคา แม้หญ้าคาก็พลอยเหม็นเน่าไปด้วยฉันใด การคบกับคนพาลก็ฉันนั้น

– (ราชธีตา) ขุ. ชา. มหา. ๒๘/๓๐๓.

ความรุนแรงบ้าคลั่งทั้งหลายหลากที่เกิดขึ้นจากการกระทำของเด็กๆ เป็นผลจากความไม่เข้าใจ ไม่รู้ ทำให้ไม่ประณีประณอม ก้าวร้าว หรืออาจจะเคยเห็นจึงทำตามเลียนแบบ ซึ่งเมื่อพวกเขานำไปใช้แล้วบังเกิดผลสัมฤทธิ์ จึงหลงคิดเสพติดเข้าใจความรุนแรงคือหาทางออกของการใช้ชีวิต ใครทำอะไรไม่พอใจก็ต้องใช้กำลังเข้าเผชิญหน้า ผิดพลาดพลั้งฆ่าคนตายก็ไร้จิตสำนึก (เพราะขาดคนที่จะคอยสั่งสอนถูกผิด), ผมไม่คิดว่าคนทั่วไปอย่างเราๆจะสามารถแก้ไขปัญหาใดๆที่เกิดขึ้นในสังคม แบบหนังเรื่องนี้ได้นะครับ ซึ่ง Buñuel เหมือนว่าจะได้ให้คำตอบไปตั้งแต่ตอนต้นแล้วว่า

The solution to this problem is left to the forces of progress.
(But) Don’t forget the others!

“อย่าลืมพวกเขา” (Los Olvidados) คือถ้าคุณเสแสร้งทำเป็นยอมรับไม่ได้ ไม่มีหรอกเด็กพวกนี้ในสังคม นี่ถือว่าเป็นการหลอกตัวเองแล้วนะครับ, ทุกสังคมทุกประเทศในโลก ล้วนมีกลุ่มเด็กๆเหล่านี้เกิดขึ้น ถูกทอดทิ้ง ไม่มีใครแยแสใยดี มันไม่จำเป็นว่าเราต้องเข้าร่วมองค์กรสาธารณะ สนับสนุนช่วยเหลือบริจาค อะไรแบบนั้น แค่ว่า ‘อย่าหลอกตัวเอง ว่าไม่มีพวกเขาอยู่บนโลก’ แค่นี้ผมก็ว่าเกินพอแล้ว

นี่ก็เหมือนมนุษย์ทุกคนย่อมต้องมี ‘ด้านมืด’ ในตัวเอง ตราบใดยังไม่บรรลุหลุดพ้นอรหัตผล ล้วนต้องมีกิเลสอยู่บ้างในใจ อย่าที่จะพูดว่าฉันบริสุทธิ์ผุดผ่องจิตแจ่มใสดั่งแก้ว นี่คือการ’หลอกตัวเอง’, ผมเป็นคนหนึ่งที่ก็มีด้านมืดในใจเยอะแยะมากมาย แต่ก็ยอมรับเข้าใจตัวเอง ทำความรู้จักเข้าใจกับทุกอารมณ์ความรู้สึกการกระทำ พยายามที่จะไม่หลงลืมความผิดพลาด ความชั่วร้าย ด้านมืด ทุกสิ่งอย่าง … นี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าใจชีวิต เข้าใจโลกนะครับ

Buñuel เป็นผู้กำกับที่ต้องบอกว่า เข้าใจความต้องการของตนเองอย่างถ่องแท้ ดังคำนิยามของ Ingmar Bergman ที่พูดว่า ‘Buñuel nearly always made Buñuel films’ นี่เรียกว่าโคตรของศิลปิน, ปรมาจารย์, สุดยอดผู้กำกับ แม้ตัวตนของเขาจะชั่วช้า แต่ก็มีอะไรมากมายให้น่าเสาะแสวงหา เรียนรู้ทำความเข้าใจไว้ มันอาจจะได้สาระแต่คงจะมีประโยชน์บ้าง ไม่มากก็น้อย

เหตุที่ผมต้องเปรียบเทียบ Los Olvidados กับ The 400 Blows (1959) ของ François Truffaut เพราะรู้สึกสองเรื่องนี้แทบจะมาจากพิมพ์เดียวกัน (เหมือนว่า Truffaut น่าจะได้แรงบันดาลใจส่วนหนึ่งจากหนังเรื่องนี้) ทั้งสองเรื่องต่างค้างปัญหาของเด็กชายหนุ่มไว้ไม่มีคำตอบตอนจบ แตกต่างกันที่สาเหตุจุดเริ่มต้น The 400 Blows สะท้อนปัญหาครอบครัวที่ไม่ได้สนเอาใจใส่ลูกมากพอ ส่วน Los Olvidados ใหญ่กว่านั้นคือสังคมผลักดันให้พวกเขาเป็น, แต่ด้วยเหตุนี้ The 400 Blows จึงเข้าถึงผู้ชมได้ง่ายกว่า (เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัว) ส่วน Los Olvidados กลายเป็นผู้คนส่วนใหญ่หลงลืม (ทั้งๆที่บอกว่าอย่าลืมแล้วแท้ๆ)

Los Olvidados ออกฉายในเม็กซิโกวันที่ 9 ธันวาคม 1950 เพียง 3 วันเท่านั้นก็ถูกถอดจากโปรแกรมฉาย เพราะรัฐบาล ผู้สื่อข่าว และคนชั้นสูงของประเทศ แสดงความเกรี้ยวกราด ยอมรับไม่ได้กับสิ่งที่หนังเรื่องนี้นำเสนอออกมา ออกมาพูดจาดูถูก Luis Buñuel ชาวต่างชาติที่ทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศเสียหาย

“This film is a heartbreaking cry to the problem of the miserable and delinquent childhood that flourishes as Poisonous plant in the asphalt of the great cities, “

คิดว่าคงจบสิ้นแล้วสำหรับ Luis Buñuel แต่เมื่อหนังได้รับเชิญไปฉายในเทศกาลหนังเมือง Cannes ปีถัดมา และสามารถคว้ากลับมาได้ถึง 2 รางวัล
– Best Director
– Best Child Actor

ด้วยเหตุนี้จึงถูกนำกลับมาพิจารณาฉายใหม่ในเม็กซิโก ด้วยความที่สร้างชื่อให้กับประเทศชาติ ทำให้ได้รับเสียงยกย่องตอบรับจากนักวิจารณ์อย่างล้นหลาม ทำเงินอย่างถล่มทลาย และได้รับการยกย่องว่าเป็น Masterpiece แห่งวงการภาพยนตร์เม็กซิกัน

ปัจจุบัน Los Olvidados ได้รับการจัดอันดับ
– นิตยสาร Somos: The 100 Best Films of the Mexican Cinema ปี 1994 อันดับ 2
– นิตยสาร Sight & Sound: Critics’ Poll ปี 2012 อันดับ 110
– นิตยสาร Sight & Sound: Director’s Poll ปี 2012 อันดับ 75
– ติด 1 ใน 10 ภาพยนตร์ Memory of the World of Unesco ในฐานะ Cultural Heritage of Humanity เมื่อปี 2003 [หนังเรื่องอื่นอาทิ Metropolis (1927), The Wizard of Oz (1939) ฯ]

ส่วนตัวเมื่อตัดอคติเรื่องศีลธรรมออกไป ก็รู้สึกชื่นชอบประทับใจหนังเรื่องนี้อย่างมาก ที่ได้นำเสนอความจริง ตีแผ่ด้านมืดของสังคมออกมาได้อย่างถึงกึ๋น มันอาจมีความปั่นป่วนรับไม่ได้บ้างในท้องและลำไส้ แต่ก็ทำให้ผมตระหนักว่าสมควรเผยแพร่ส่งต่อออกสู่สาธารณะ ผู้ที่ได้รับชมจะเกิดความคิดรู้สึกต้องการทำอะไรบางอย่าง แม้มันอาจไม่มีอะไรเกิดขึ้นเป็นชิ้นเป็นอันสำเร็จขึ้นได้เลย แต่แค่ความรู้สึกนั้นผมว่าก็ใช้ได้แล้วนะ คือจากหนังที่เหมือนไม่มีจิตสำนึกใดๆ มีผู้รับชมแล้วเกิดจิตสำนึกอันดีขึ้น นี่ต้องถือว่ามีคุณค่าอย่างแน่นอน

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” โดยเฉพาะเด็กวัยรุ่น ที่อยู่ในช่วงวัยกำลังครุ่นคิดตัดสินใจ หาทางเลือกเดินของชีวิต รับชมหนังเรื่องนี้จะทำให้พวกเขามีสติขึ้น เชื่อว่าอย่างน้อยที่สุด นักเลง/อันธพาล นิสัยเลวๆแบบหนังเรื่องนี้เหรอ ไม่เอาว่ะ! ไม่อยากตายเหมือนหมาข้างกองขยะแบบนี้

สำหรับผู้ใหญ่ หนังเรื่องนี้จะทำให้คุณมีจิตสำนึกที่ดีมากขึ้น คือรับรู้การมีตัวตนของเพื่อนร่วมโลกที่มักถูกหลงลืมลืม, พ่อแม่จะเอาใจใส่ดูแลรักลูกมากขึ้น, สูงวัยอาจรับไม่ได้ แต่ควรรู้ว่านี่คือความจริง สัจธรรมของโลก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักสังคมสงเคราะห์, นักจิตวิทยา, จิตแพทย์, ทำงานอาสาเกี่ยวกับเด็กและชุมชน เรียนรู้ศึกษาหนังเรื่องนี้ไว้เป็นดี

จัดเรต 15+ หนังของ Buñuel ผู้ใหญ่อย่าทำตัวเxยๆ ด้วยการนำไปเปิดให้เด็กเล็กรับชมนะครับ

TAGLINE | “Los Olvidados ในมุมมองของ Luis Buñuel โลกใบนี้โหดโฉดเลวร้ายสิ้นดี นี่เป็นความจริงที่ทุกคนต้องยอมรับให้ได้”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of