Lost Highway

Lost Highway (1997) hollywood : David Lynch ♥♥♥

เริ่มต้นนำเสนอมลภาวะทางจิตของ Fred Madison ก่อนเข่นฆ่าภรรยา(และอีกหลายศพ) พอได้รับตัดสินโทษประหารชีวิต ระหว่างรอนั่งเก้าอี้ไฟฟ้า จินตนาการตนเองกลายเป็นคนอื่น และนี่คือเรื่องราวที่เขาหวนระลึกถึงก่อนตาย, โคตรหนัง Neo-Noir สไตล์ Lynchian อารัมบทก่อนสรรค์สร้าง Mulholland Drive (2001)

Fred Madison: I like to remember things my own way.
Ed: What do you mean by that?
Fred Madison: How I remembered them. Not necessarily the way they happened.

เชื่อว่าหลายคนคงกุมขมับ ส่ายหัว ดูไม่เข้าใจ นี่มันหนังบ้าบอคอแตกอะไร ทำไมกลางเรื่อง Fred Madison ถึงสลับร่างกลายเป็นอีกคน? ขณะที่ตัวละคร Renee กับ Alice (รับบทโดย Patricia Arquette แค่เปลี่ยนสีผม) ตกลงเป็นเพื่อน พี่น้อง หรือคนๆเดียวกัน? แล้วไฉนเริ่มต้น-สิ้นสุด มันถึงเวียนวนกลับมาบรรจบครบรอบ โคตรไม่สมเหตุสมผล!

ผู้ชม/นักวิจารณ์สมัยนั้นก็ส่ายหัว ‘Two Thumb Down’ ไม่สามารถครุ่นคิดทำความเข้าใจเนื้อหาสาระ พบเห็นเพียงสไตล์ มู้ด บรรยากาศหนัง และไดเรคชั่น David Lynch ที่น่าชื่นชม

“This movie is about design, not cinema”.

Roger Ebert

แต่กาลเวลาก็ทำให้หนังเรื่องนี้ได้รับกระแส Cult Following ผู้ชมเริ่มบังเกิดความเข้าใจ ‘สไตล์ Lynchian’ ที่ทำการผสมผสานความจริง-เพ้อฝัน คลุกเคล้าเข้ากันด้วยจินตนาการของจิตใต้สำนึก มันอาจยังไม่กลมกล่อมเท่า Mulholland Drive (2001) แต่ถือเป็นอารัมบท เริ่มต้นทดลองผิดลองถูกในวิถีคิดรูปแบบใหม่

Lost Highway (1997) เป็นหนังที่ถ้าคุณไม่เข้าใจ ‘สไตล์ Lynchian’ อาจรู้สึกสับสนมึนงงในการรับชมครั้งแรก หากได้รับคำชี้แนะนำสักเล็กน้อยก็เชื่อว่าอาจสามารถไขปริศนาออกได้ไม่ยาก ใบ้ให้ว่าลองแบ่งหนังเป็นครึ่งแรก-ครึ่งหลัง โลกความจริง-จินตนาการเพ้อฝัน แค่นี้ก็น่าจะพอเห็นภาพแล้วกระมัง


David Keith Lynch (เกิดปี 1946) ศิลปินวาดภาพ นักเขียน เล่นดนตรี visual artist กำกับสร้างภาพยนตร์ สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Missoula, Montana บิดาเป็นนักวิทยาศาสตร์ทำงานวิจัยให้กระทรวงเกษตร (U.S. Department of Agriculture) ส่วนมารดาสอนวิชาภาษาอังกฤษ ครอบครัวมีเชื้อสาย Finnish-Swedish อพยพสู่สหรัฐอเมริกาประมาณศตวรรษที่ 19, ช่วงชีวิตวัยเด็กชื่นชอบการวาดรูป เพ้อฝันอยากจิตรกรแบบ Francis Bacon เคยเข้าศีกษา Corcoran School of the Arts and Design ก่อนย้ายมา School of the Museum of Fine Arts, Boston แต่ก็รู้สีกผิดหวังเพราะโรงเรียนเหล่านี้ไม่สามารถสอนอะไรนอกเหนือวิชาความรู้ เลยตัดสินใจออกท่องยุโรปสักสามปี แต่หลังจากสองสัปดาห์ให้หลังก็ตัดสินใจหวนกลับบ้าน

ก่อนลงหลักปักถิ่นฐานยัง Philadelphia เข้าศีกษา Pennsylvania Academy of Fine Arts ระหว่างนี้ก็มีโอกาสสร้างหนังสั้น Six Men Getting Sick (Six Times) (1967) เพราะต้องการเห็นภาพวาดของตนเองสามารถขยับเคลื่อนไหว ปรากฎว่าชนะรางวัลอะไรสักอย่าง นำเงินที่ได้มาทดลองสร้างภาพยนตร์เรื่องถัดมา The Alphabet (1968) มีส่วนผสมของ Live-Action กับอนิเมชั่น นำโปรเจคไปเสนอต่อ American Film Institute รับเงินมาอีกก้อนสร้างหนังเรื่องถัดไป จนกระทั่งกลายเป็น Eraserhead (1977) ภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก ประสบความสำเร็จล้นหลาม (ทุนหลักหมื่น แต่ทำเงินหลายล้านเหรียญ!) จนบังเกิดกระแส Cult ติดตามมา

หลังเสร็จจากภาพยนตร์ Twin Peaks: Fire Walk with Me (1992), ผู้กำกับ Lynch ก็เปลี่ยนบรรยากาศไปสรรค์สร้างซีรีย์ หนังสั้น ก่อนค้นพบความสนใจคำว่า ‘Lost Highway’ จากนวนิยายเรื่อง Night People (1992) แต่งโดย Barry Gifford ที่ก่อนหน้านี้เคยดัดแปลงสร้างนวนิยายเรื่อง Wild at Heart (1990)

เมื่อ Lynch มีโอกาสพูดคุยกับ Gifford ทั้งสองตกลงร่วมกันพัฒนาบทหนังเรื่องใหม่จากแนวคิด Lost Highway วิธีการคือโยนความคิดใส่กัน ค้นหาจุดร่วมสรรค์สามารถสร้างเรื่องราวน่าสนใจ ใช้เวลาประมาณเกือบเดือนถึงเสร็จสิ้นกระบวนการ โดยแรงบันดาลใจหลักๆของหนัง ประกอบด้วย

  • ทัศนคติต่อการมาถึงของวีดีโอเทป (Videotapes) ทั้งคู่ต่างไม่ชอบพอสื่อชนิดใหม่นี้สักเท่าไหร่ เพราะใครก็สามารถเข้าถึงได้ แถมยังใช้แอบถ่าย ลุกล้ำพื้นที่ส่วนตัว(โดยบุคคลนั้นไม่มีโอกาสรับรู้ตัว)
  • ประสบการณ์ส่วนตัวของผู้กำกับ Lynch จู่ๆมีคนมากดออดหน้าบ้านแล้วบอกว่า ‘Dick Laurent is dead’ ครุ่นคิดว่าคนพูดอาจเข้าใจผิด ควรเป็นบ้านหลังข้างๆของนักแสดง David Lander หรือเปล่า?
  • คดีฆาตกรรมของ O.J. Simpson นักอเมริกันฟุตบอล/นักแสดง/ผู้ประกาศ ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้เข่นฆ่าภรรยา และเพื่อนของเธออีกสองคน เมื่อปี 1994 แต่เขาให้การปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นคนทำ ก่อนถูกตัดสินให้จ่ายค่าปรับ $33.5 ล้านเหรียญ

หนังได้รับทุนสนับสนุนจาก Ciby 2000 สตูดิโอ Art House สัญชาติฝรั่งเศส ก่อตั้งเมื่อปี 1990 โดย Francis Bouygues แม้จะมีอายุเพียงแค่ 9 ปี แต่กลับสร้างภาพยนตร์รางวัล Palme d’Or ถึง 4 เรื่อง The Piano (1993), Underground (1995), Secrets & Lies (1996) และ Taste of Cherry (1997)

แซว: ชื่อสตูดิโอเป็นการล้อชื่อผู้กำกับ Cecil B. DeMille หรือ C. B. DeMille ซึ่งภาษาฝรั่งเศสคำว่า deux mille แปลว่า 2000


เรื่องราวของ Fred Madison (รับบทโดย Bill Pullman) นักแซกโซโฟนวัยกลางคน แต่งงานอยู่กินกับสาวสวยผมดำ Renee Madison (รับบทโดย Patricia Arquette) แต่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่กลับเริ่มเหินห่าง เต็มไปด้วยความหวาดระแวง จนไม่สามารถร่วมรักถึงจุดไคลน์แม็กซ์ วันหนึ่งได้ยินเสียงคนกดออดพูดว่า ‘Dick Laurent is dead’ แต่กลับไม่พบเห็นใครอยู่หน้าบ้าน เหมือนการเข้าใจผิดบางอย่าง แล้ววันถัดๆมาได้รับวีดิโอเทปลึกลับ ใครสักคนลักลอบเข้ามาแอบถ่ายภายในบ้าน กระทั่งม้วนที่สามกลับเห็นตนเองกำลังเข่นฆาตกรรมภรรยาอย่างเลือดเย็น คลุ้มคลั่งไม่ต่างจากคนบ้า (‘Mad’ison)

ปุ๊ปปั๊ป Madison ถูกตัดสินโทษประหารชีวิต! ระหว่างอยู่ในเรือนจำรอวันนั่งเก้าอี้ไฟฟ้า วันถัดมาผู้คุมกลับพบเห็นชายอีกคนสลับตัวในห้องขังดังกล่าว ค้นพบว่าคือเด็กหนุ่ม Pete Dayton (รับบทโดย Balthazar Getty) ไม่มีใครรับรู้เหตุผลว่าทำไมจึงจำใจต้องปล่อยตัวกลับบ้าน ทำงานเป็นช่างซ่อมรถ ได้รับคำชื่นชมจาก Mr. Eddy หรือ Dick Laurent (รับบทโดย Robert Loggia) หัวหน้าอาชญากรใต้ดิน มีธุรกิจถ่ายทำหนังโป๊ ครองรักอยู่กับสาวสวยผมบลอนด์ Alice Wakefield (รับบทโดย Patricia Arquette) เธอพยายามอ่อยเหยื่อให้ Dayton เคลิบเคลิ้มหลงใหล ชักนำพาให้ร่วมแผนหลบหนี แต่ไปๆมาๆพวกเขาสลับร่างกันอีกครั้ง Madison เข่นฆาตกรรม Laurent แล้วหวนกลับไปกดออดหน้าบ้านตนเอง กระซิบกระซาบ ‘Dick Laurent is dead!’


William ‘Bill’ Pullman (เกิดปี 1953) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Hornell, New York สำเร็จการศีกษาปริญญาโท วิจิตรศิลป์ University of Massachusetts Amherst ทำงานสอนอยู่ที่ Montana State University’s School of Film and Photography แต่หลังจากถูกโน้มน้าวโดยนักเรียนของตนเอง ลาออกมาเป็นนักแสดงละครเวที ภาพยนตร์เรื่องแรกๆ Ruthless People (1986), Sleepless in Seattle (1993), Wyatt Earp (1994), Casper (1995), Independence Day (1996) ฯ

รับบท Fred Madison นักแซกโซโฟน (saxophonist) กำลังมีความระหองระแหงในชีวิตคู่กับ Renee คงเพราะรักมากเลยเกิดความหวาดระแวง กลัวการลักลอบคบชู้นอกใจ ทั้งสัมพันธภาพระหว่างภรรยากับเพื่อนสนิท Andy ดูเหมือนเกินเลยกว่าเพื่อนสนิท นั่นเองทำให้เขาแอบตั้งกล้องถ่ายวีดิโอซุกซ่อนไว้ แล้วใส่ซองทิ้งไว้นอกบ้านยามเช้า กลายเป็นหลักฐานมัดตัวได้รับโทษประหารชีวิต

เกร็ด: Pullman ไม่เคยเล่นแซกโซโฟนมาก่อนในชีวิต ฝีกฝนร่ำเรียนบทเพลงนั้นเพียงบทเพลงเดียวเพื่อเข้าฉาก

เราสามารถเปรียบเทียบตัวละครนี้คือผู้กำกับ Lynch ขณะนั้นกำลังระหองระแหงกับภรรยา Mary Fisk หลังอยู่กินร่วมกันมากว่าสิบปี มีบุตรร่วมกันหนี่งคน (หย่าร้างกันหลังหนังออกฉาย) เต็มไปด้วยความหวาดระแวง วิตกจริต กลัวว่าอีกฝ่ายจะคบชู้นอกใจ เลยเข่นฆ่าเธอให้ตาย กลายเป็นอุดมคติอยู่ในจินตนาการฉันจะดีกว่า

ผมรู้สีกว่า Pullman เป็นคนที่ไม่มี Charisma ไร้ความโดดเด่นทั้งใบหน้า การแสดง ดูเหมือนบุคคลธรรมดาๆทั่วไป (เหมาะกับเล่นเป็นตัวประกอบ หรือพระเอกหนังเกรดบีมากกว่า) แต่นั่นอาจเป็นความจงใจของผู้กำกับ Lynch ต้องการสื่อว่าเรื่องราวดังกล่าวสามารถบังเกิดขี้นกับใครก็ได้


Patricia Tiffany Arquette (เกิดปี 1968) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Chicago, Illinois บิดาเคยเป็นนักแสดง นับถือศาสนาอิสลาม ส่วนแม่เชื้อสาย Jewish ต้นตระกูลอพยพจาก Poland, ครอบครัวมีฐานะยากจน พ่อติดเหล้า แม่ชอบใช้ความรุนแรง วัยเด็กเธอจีงอยากเป็นแม่ชี แต่ตัดสินใจหนีออกจากบ้านตอนอายุ 14 พักอาศัยอยู่กับพี่สาวที่ Los Angeles ลองไปทดสอบหน้ากล้องจนได้รับบทตัวประกอบภาพยนตร์โทรทัศน์ Daddy (1987), เริ่มได้รับการจดจำจาก True Romance (1993), Ed Wood (1994), Beyond Rangoon (1995), Flirting with Disaster (1996)

รับบท Renee Madison ภรรยาสุดสวย ‘Trophy wife’ ของ Fred Madison ได้รับการทะนุถนอมดั่งไข่ในหิน จนแทบไม่มีเวลาเป็นของตนเอง แต่ก็ไม่เคยพูดบอกความต้องการต่อสามีตรงๆ เพียงแสดงออกอย่างเฉื่อยชา เชื่องช้า สีหน้าเบื่อหน่าย Sex อย่างไร้อารมณ์ แล้วยังมีหน้าบอกว่าไม่เป็นไร

ในจินตนาการของ Fred Madison เธอคือสาวผมบลอนด์ Alice Wakefield ถูกลวงล่อหลอกให้ถ่ายหนังโป๊โดย Andy แล้วกลายเป็นภรรยาเก็บของชายแก่ตัณหากลับ Mr. Eddy เก็บกดความโกรธเกลียดเคียดแค้น เฝ้ารอคอยเวลาเอาคืนให้สาสม จนกระทั่งพบเจอชายหนุ่ม Pete Dayton ใช้มารยายั่วสวาทจนเข้ามาติดกับดัก แล้วต่อจากนั้น…

แซว: Lynch ตั้งชื่อตัวละครบอกใบ้มากๆ Alice มาจาก Alice in Wonderland, ส่วนนามสกุล Wakefield ดินแดนที่ตื่นอยู่ จริงๆเหรอ? (field ความหมายเดียวกับ land)

Arquette มีความประทับใจในผลงานผู้กำกับ Lynch มาสักพักใหญ่แล้ว จนเมื่อได้รับการติดต่อ นัดพูดคุย อ่านบท นี่ฉันต้องเล่นเป็นสองตัวละคร? พวกเขาเป็นมนุษย์ ผี ภาพหลอน หรืออะไร?

Patricia Arquette: “Are they ghosts? Is one of them a ghost? Is one of them a hallucination? Are these real people? What am I playing here?”

David Lynch: “I don’t know Patricia, what do you think?”

Lynch มอบอิสรภาพในการสร้างสรรค์ตัวละครต่อ Arquette ทั้งภาพลักษณ์ อากัปกิริยา ท่วงท่าแสดงออก เชื่อมั่นในศักยภาพนักแสดงอย่างเต็มที่

“I looked at both of these characters, Alice and Renee—Alice is the blonde one; Renee has the dark hair—and I decided I wanted to sort of model the characters as these two biblical, historical, sexually desirable and dangerous women. And then also at one point when I was talking about the Renee character, that I should have dark hair and blunt-cut bangs like Bettie Paige.

Patricia Arquette

แม้มีหลายฉากที่ต้องโป๊เปลือย Sex Scene แต่ Arquette ก็ชื่นชมความพยายามปกป้อง สร้างพื้นที่ส่วนตัวให้เธอไม่รู้สีกอีดอัด โดยเฉพาะฉากร่วมรักกลางทะเลทราย มีเฉพาะผู้กำกับ Lynch ตากล้อง และทีมงานสำคัญๆไม่กี่คนเท่านั้นขณะถ่ายทำ

“I felt very protected by David and the crew and the makeup and wardrobe people. I would always have, you know, robes around me. But I remember there’s this big scene in the desert that Balthazar Getty and I have at the end of the movie. And so we’re getting ready and I have this robe on. I say to the crew, ‘It’s a closed set, everyone. If you don’t have to be here leave. When I turn around, if I look at you and I know you’re not supposed to be there, I’m going to come and punch you in the f—ing face’. And 25 people run off into the desert”.

ผมค่อนข้างประทับใจทั้งสองบทบาทของ Arquette มีความแตกต่างตรงกันข้ามอย่างเห็นได้ชัด ทั้งภาพลักษณ์ น้ำเสียง อากัปกิริยา ถ้าไม่เพราะเค้าโครงใบหน้าเดิมคงคิดว่านักแสดงคนละคน Renee ดูน้ำนิ่งไหลลีก พูดน้อย ล่องลอย เก็บกดซ่อนเร้นความรู้สีก เหมือนจิตสำนีกไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัวสักเท่าไหร่ ขณะที่ Alice ถือว่าโดดเด่นกว่าพอสมควร แรดร่าน จัดจ้าน อันตราย ‘femmel fatal’ ไม่มีอะไรให้ต้องปกปิด โฉดชั่วร้ายได้ใจ … จะว่าไปบทบาทนี้ชวนให้ระลีกถีง Kim Novak เรื่อง Vertigo (1958) อยู่พอสมควรเลยละ


Paul Balthazar Getty (เกิดปี 1975) นักดนตรี/นักแสดง สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Tarzana, California มีความสนใจด้านการแสดงตั้งแต่เด็ก ภาพยนตร์เรื่องแรกๆ Lord of the Files (1990), ได้รับเลือกจาก David Lynch หลังพบเห็นภาพในนิตยสารฉบับหนึ่งแล้วพูดว่า ‘the guy for the job’

รับบท Pete Dayton จับพลัดจับพลูจู่ๆสลับตัวกับ Fred Madison เข้าไปอยู่ในห้องขัง (ได้ยังไงก็ไม่รู้) หลังได้รับการปล่อยตัว หวนกลับไปทำงานช่างซ่อมรถ ได้รับคำชื่นชมจาก Mr. Eddy พาขับเล่นรถเล่น เปิดหูเปิดตา จนได้รู้จักกับ Alice Wakefield ราวกับต้องมนต์สะกด ตกหลุมรัก ยินยอมศิโรราบให้เธอทุกสิ่งอย่าง โดยไม่รู้ตัวถูกชักนำพาให้ทำเรื่องร้ายๆ เข่นฆ่าคนตาย และระหว่างออกเดินทางหลบหนีไปด้วยกัน … ชายหนุ่มคนนี้ก็ได้สูญหายตัวไปอย่างลึกลับ

นี่เป็นตัวละครปริศนาที่สร้างความฉงนสงสัยให้ใครต่อใครว่า มีตัวตนอยู่จริง หรือแค่จินตนาการของ Fred Madison? เอาจริงๆเราสามารถทำความเข้าใจได้ทั้งสองมุมมอง แต่ถ้าจะครุ่นคิดให้หนังมีความสมเหตุสมผลที่สุด Pete Dayton จึงเป็นได้แค่ฝันกลางวัน(ของ Madison) ไม่มีคำตอบอื่น

เอาจริงๆผมไม่รู้สึกว่า Getty เป็นคนที่ ‘guy for the job’ สักเท่าไหร่ การแสดงไม่มีอะไรให้พูดถึง ยกเว้นเพียงใบหน้าตาละม้ายคล้าย Bill Pullman ตอนหนุ่มๆ ซึ่งผมเชื่อว่านั่นคือความตั้งใจของผู้กำกับ Lynch เพื่อให้ผู้ชมเกิดความฉงนสงสัยยิ่งขึ้นว่า Pete Dayton คือ Fred Madison ตอนหนุ่มๆ เพิ่งพบเจอตกหลุมรัก Alice ก่อนเปลี่ยนชื่อมาเป็น Renee หรือเปล่า???


Salvatore ‘Robert’ Loggia (1930-2015) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ New York City มีเชื้อสายอิตาเลี่ยน โตขึ้นสำเร็จการศึกษาวารสารศาสตร์ University of Missouri แล้วมาเรียนการแสดง Northwestern University, ก่อนอาสาสมัครทหารเข้าร่วมรบสงครามเกาหลี (1950-53) กลับมาเรียนต่อ Actors Studio ภายใต้อาจารย์ Stella Adler, เริ่มต้นจากแสดงละครเวที Broadways, แจ้งเกิดจากซีรีย์ฉายโทรทัศน์ The Nine Lives of Elfego Baca (1958), ภาพยนตร์ The Greatest Story Ever Told (1965), Revenge of the Pink Panther (1978), An Officer and a Gentleman (1982), Scarface (1983), Jagged Edge (1985), Big (1988), Independence Day (1996), Lost Highway (1997) ฯ

รับบท Mr. Eddy/Dick Laurent ชายสูงวัยผู้มีความหลงใหลหนุ่มๆสาวๆ สวยหล่อมากความสามารถ ชอบช่วยเหลือ ให้การอุปถัมภ์ หวังเพียงตอบสนองกามารมณ์ของตนเอง (Bi-Sexual) ขณะนั้นติดใจในรสรักของ Alice Wakefield และชื่นชอบพออัจฉริยภาพของ Pete Dayton ในการซ่อมแซมเครื่องยนต์ แต่อย่าทำให้อะไรนอกลู่นอกรอยต่อผู้เฒ่าคนนี้เป็นอันขาด จะถูกโต้ตอบกลับด้วยความรุนแรงสุดเหวี่ยง อาฆาตมาดร้าย อยู่ก็เหมือนตายทั้งเป็น

นี่ถือเป็นอีกตัวละครปริศนา มีตัวตนหรือแค่ในความเพ้อฝัน? แล้วเสียงกดออดลีกลับตอนต้นเรื่องพูดว่า ‘Dick Laurent is dead’ มันมาบรรจบตอนจบ Fred Madison มีตัวตนอยู่พร้อมกันสองสถานที่ได้อย่างไร? คำตอบง่ายดายสุดก็คือ ชายคนนี้มีตัวตนจริงๆแต่ตายไปแล้วตั้งแต่ต้นเรื่อง ส่วนที่พบเห็นครี่งหลังคือจินตนาการล้วนๆของ Fred Madison

Loggia หมายมั่นปั้นมืออยากรับบท Frank Booth เรื่อง Blue Velvet (1986) แต่พอทราบข่าวว่าตกเป็นของ Dennis Hopper สถบต่อว่าหน้า David Lynch ไม่เพียงไม่โกรธเคือง แต่สัญญาว่าจะหาบทบาทเหมาะสมให้สักวัน เลยกลายมาเป็น Mr. Eddy/Dick Laurent หัวหน้าอาชญากรใต้ดิน ภายนอกดูภูมิฐาน มีหน้ามีตาในสังคม ชื่นชอบคนหนุ่ม-สาว แต่ถ้าใครกระตุ้นต่อมหงุดหงิด สะกิดความโฉดชั่วร้ายให้แสดงออกอย่างไม่บันยะบันยัง

มันอดไม่ได้ที่จะต้องเปรียบเทียบตัวละครนี้กับ Frank Booth เพราะเป็นหัวหน้าอาชญากรใต้ดิน ขับเคลื่อนด้วย Sex และต่างแสดงออกความเกรี้ยวกราดอย่างคลุ้มคลั่งเสียสติแตก แต่ถึงอย่างนั้น Mr. Eddy กลับขาดกิมมิค (gimmick) สิ่งเล็กๆน้อยๆที่น่าจดจำ พอหนังจบก็แทบหลงลืมไปเลยว่ามีตาแก่ตัณหากลับคนนี้อยู่ด้วย

(ปกติแล้วหนังของ Lynch จะต้องมีภาพลักษณ์หรือสิ่งสร้างความพิลึกพิลั่น อาทิ Baron Harkonnen อ้วนฉุ ผิวหนังเน่าเปื่อพุพอง, Frank Booth สูดดมแก๊สก่อนเริ่มพิธีกรรม, Bobby Peru สวมฟันปลอม หัวเราะโคตรหลอกหลอน ฯลฯ แต่เรื่องนี้ตัวร้ายกลับไม่มีอะไรให้หวนระลีกถีง)


ถ่ายภาพโดย Peter Deming (เกิดปี 1957) ขาประจำของ Sam Raimi, David Lynch ผลงานเด่นๆ อาทิ Evil Dead II (1987), Lost Highway (1997), Scream 2 (1997), Mulholland Drive (2001), Drag Me to Hell (2009) ฯ

แรกเริ่มนั้น Lynch อยากถ่ายทำหนังด้วยฟีล์มขาว-ดำ แต่สมัยนั้นคงไม่มีสตูดิโอไหนให้ทุนสร้าง อีกทั้งค่าใช้จ่าย(ล้างฟีล์มขาว-ดำ)สูงขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก จนอาจสิ้นเปลืองงบประมาณเกินกว่าเหตุ ถึงอย่างนั้นงานภาพก็มักปกคลุมด้วยความมืดมิด หลายครั้งยังจงใจให้เบลอหลุดโฟกัส เพื่อสะท้อนอาการป่วยของตัวละคร ค่อยๆสูญเสียตนเองและสิ่งรอบข้าง

ช่วงขณะถ่ายทำ หลายๆครั้ง Lynch จะเสียบหูฟังเพลง(ที่จะใช้ในฉากนั้นๆ) เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างภาพและเสียงให้ออกมามีสัมผัส สอดคล้องจองกัน

“Sound and picture working together is what films are […] So every single sound has to be supporting that scene and enlarging it. A room is, say, nine by twelve, but when you’re introducing sound to it, you can create a space that’s giant”.

David Lynch

Opening/Closing Credit เริ่มต้น-สิ้นสุดด้วยการเดินทางไม่รู้จบ แสงไฟหน้ารถสาดส่องเบื้องหน้าพื้นถนน รอบข้างมองไม่เห็นอะไรอื่น ไร้เสาไฟ ฟากฟ้าดวงดาว เพียงความมืดมิดสนิท เปรียบดั่งชีวิตไร้ซึ่งจุดหมายปลายทาง เพียงแค่เร่งความเร็วพุ่งทะยานไปข้างหน้า คาดหวังว่าสักวันคงพานพบเจอบางสิ่งใด

บ้านของ Fred Madison เจ้าของไม่ใช่ใครอื่นก็คือ David Lynch ออกแบบ สรรค์สร้าง และพักอยู่อาศัยจริงๆ (ภายนอกเหมือนเดิม แต่ภายในปรับเปลี่ยนพอสมควรเพื่อให้เข้ากับสิ่งที่เขาอยากนำเสนอออกมา)

มองจากภายนอกผมรู้สึกว่าบ้านหลังนี้เต็มไปด้วยความลึกลับ พยายามปกปิดซ่อนเร้นตนเองจากโลกภายนอก พื้นที่ส่วนใหญ่คือผนังกำแพง ห้องกระจกอยู่ชั้นบนไว้สำหรับสอดส่องมองโลกภายนอก (คนภายนอกไม่มีทางรับรู้/พบเห็นสิ่งซ่อนเร้นภายใน)

ส่วนบรรยากาศภายในให้ความรู้สึกเหมือน ‘ห้องเชือด’ โทนสีหม่นๆ ไร้ชีวิตชีวา จัดสิ่งข้าวของเป็นระเบียบเรียบร้อยอย่างผิดปกติ ไร้ซึ่งเฟอร์นิเจอร์ส่วนเกิน ไม่มีอะไรไม่จำเป็น จนน่าจะสามารถเรียกว่า minimalist ได้แล้วกระมัง

ช็อตแรกของทั้งสองตัวละคร มอบสัมผัสประหลาดๆให้ผู้ชม

  • ใบหน้าของ Fred Madison อาบฉาบครึ่งหนึ่งด้วยความมืดมิด มือจุดบุหรี่ ดูเคร่งเครียด หวาดระแวง ชีวิตไม่สดใสเอาเสียเลย มีบางสิ่งอย่างซ่อนเร้นอยู่ภายในจิตใจ
  • Renee เดินออกมาด้านข้างข้าง หลังพิงผนัง ดูเหนื่อยหน่าย อ่อนเปลี้ยเพลียแรง ไร้ซึ่งความกระตือรือร้น เคียงข้างแสงไฟสาดส่องลงสู่เบื้องล่าง ราวกับชีวิตได้สูญเสียแสงสว่าง เป้าหมายนำทาง
  • ส่วนช็อตที่ทั้งสองอยู่ร่วมเฟรมเดียวกัน สังเกตว่า Fred ใช้มือยกสูงพิงผนัง พยายามทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพลเหนือกว่า ควบคุมครอบงำ กดดัน Renee ให้ยินยอมศิโรราบ

หลายๆฉากในหนัง มีการสื่อเป็นนัยว่า Fred เป็นคนเจ้ากี้เจ้าการ พยายามควบคุมครอบงำ หึงหวงภรรยาเกินกว่าเหตุ ทำให้เธอบังเกิดความหวาดกลัว สูญเสียจิตวิญญาณ ศิโรราบทุกสิ่งอย่างต่อเขา

ไม่ใช่แค่ลีลาการเล่นแซกโซโฟนที่เต็มไปด้วยความคลุ้มบ้าคลั่ง ใส่อารมณ์กระแทกกระทั้นสุดเหวี่ยง แต่การกระพริบแสง ‘Light Effect’ สว่าง-มืดสลับไปมาอย่างละลานตา ยังสะท้อนถึงสภาพจิตใจเต็มไปด้วยความสับสนอลม่าน ดี-ชั่ว ขั้วตรงข้าม โลกความจริง-จินตนาการ มันช่างเลือนลางจนแยกแยะแทบไม่ออก

เกร็ด: ครึ่งหลังจะมีฉากที่ Pete เปลี่ยนช่องวิทยุ ไม่อยากรับฟังบทเพลงแจ๊ส ได้ยินเสียงแซกโซโฟน (เพลงนี้เลยนะ) แสดงว่าลึกๆใต้จิตสำนึก ตัวละครไม่ได้ชื่นชอบหลงใหลเครื่องดนตรีนี้สักเท่าไหร่

Fred โทรศัพท์หาภรรยา ปรากฎว่าไม่มีใครรับสาย นั่นยิ่งสร้างความหวาดระแวง ฉงนสงสัย และยิ่งอาบฉาบด้วยแสงสีแดง เหมือนว่าตัวละครเริ่มครุ่นคิดสิ่งชั่วร้ายขึ้นภายในจิตใจ

นอกจากตอนอยู่บนเตียง สังเกตว่าทั้งสองพยายามเว้นระยะห่างกันโดยตลอด แม้ขณะรับชมวีดิโอเทปลีกลับ Renee ดูเต็มไปด้วยควาดสะพรีงกลัว เหมือนต้องรอให้ได้รับคำอนุญาตจาก Fred ถีงกล้าเข้ามานั่งห่างๆบนโซฟา ทำตัวเล็กๆลีบๆ พื้นที่ว่างเยอะแยะ กลัวจะไปเบียดเบียนสามีหรืออย่างไร

สองภาพวาดบนผนังเป็นผลงานของโปรดิวเซอร์ Mary Sweeney ที่จะกลายเป็นคนรักใหม่ของผู้กำกับ Lynch หลังเลิกราภรรยา Mary Fisk … แต่พวกเขาก็หย่าร้างกันเมื่อปี 2006

  • ภาพทางซ้ายหญิงสาวจับจ้องมองดูปลา คงจะสื่อถีงตัวละคร Renee แหวกว่าย/ดิ้นรนอยู่ในบ้านหลังนี้ ไม่สามารถหลบหนีไปไหน
  • ภาพขวามือ ดูเหมือนชิ้นส่วน/อวัยวะกระจัดกระจาย นั่นคือสิ่งที่ตัวละคร Fred กำลังจะกระทำในภายภาคหน้าในอีกไม่ช้านาน

ความหวาดระแวง เคลือบคลางใจของ Fred (ที่มีต่อ Renee) ทำให้เขาไม่สามารถเติมเต็มหน้าที่ลูกผู้ชาย ทั้งๆเดินเกมเอง ขึ้นอยู่ด้านบน (Missionary) แต่กลับล่มปากอ่าว หดหู่ หมดสิ้นความต้องการ

Sex Scene ฉากนี้บอกใบ้อะไรเยอะเหมือนกันนะ ฝ่ายหญิงนอนแน่นิ่งอย่างไร้อารมณ์ (ยินยอมศิโราบ ปล่อยให้อีกฝ่ายกระทำอะไรก็ได้ตามใจ) ฝ่ายชายขึ้นค่อมด้านบน (เป็นผู้ควบคุมจังหวะ ท่วงท่า ลีลา ที่สนองความต้องการ/พึงพอใจส่วนตน) มุมกล้องถ่ายเพียงท่อนบน ใบหน้าตัวละคร แทบไม่มีการขยับเคลื่อนไหว (แทนความจืดชืดในรสรัก หมดความตื่นเต้นเร้าใจ) และคำพูดสุดท้ายของ Renee บอกว่าไม่เป็นไร สำหรับผู้ชายที่มีอีโก้สูงๆ จะหมดสิ้นความมั่นใจในตนเองไปเลยละ

ความหวาดระแวงของ Fred เริ่มทำให้เขาฝันร้าย ภาพหลอน พบเห็นใบหน้าภรรยา Renee กลับกลายเป็นชายแปลกหน้า (Mystery Man) ขณะนั้นยังไม่รับรู้ว่าเป็นใครมาจากไหน แต่นี่คือการพบเจอครั้งแรกของพวกเขา

ข็อตนี้ไม่ได้ใช้เทคนิคอะไรที่ซับซ้อน เริ่มจากให้ความมืดอาบฉาบใบหน้านักแสดง (ใช้เฉพาะแสงสาดส่องจากด้านหลัง ให้กลายเป็นภาพย้อนแสง) แล้วตัดแปะ/ซ้อนภาพกับนักแสดงอีกคน (Double Exposure) ผลลัพท์น่าจะทำให้ใครหลายคนสะดุ้งโหยง ดูหลอกหลอนพิกล

Fred พบเจอชายแปลกหน้า Mystery Man (รับบทโดย Robert Blake) ในงานเลี้ยงปาร์ตี้ของ Andy (เพื่อนสนิทของ Renee) จู่ๆตรงเข้ามาแนะนำตัว และหยิบโทรศัพท์ให้โทรกลับหาที่บ้าน บอกว่าตนเองสามารถมีตัวตนอยู่สองสถานที่ได้พร้อมกัน นั่นฟังดูคลุ้มบ้าคลั่งยังไงชอบกล (มีสองตัวตน สามารถตีความได้ว่า โลกความจริง+ความเพ้อฝัน)

การมีตัวตนของ Mystery Man ผู้กำกับ Lynch ให้คำอธิบายว่าคือตัวแทนของสิ่งลีกลับ เหนือธรรมชาติ ไม่อาจอธิบายได้ อาจมีตัวตนอยู่จริง หรือเพียงภาพหลอน ครุ่นคิดไปเอง ก็แล้วแต่ผู้ชมจะจินตนาการให้กลายเป็น … จะว่าไป ชายแปลกหน้าผู้นี้ดูละม้ายคล้ายแดรกคูล่า อยู่เหมือนกันนะ

“[The idea of The Mystery Man] came out of a feeling of a man who, whether real or not, gave the impression that he was supernatural”.

David Lynch

เมื่อเดินทางกลับมาบ้าน สภาพจิตใจของ Fred คงถีงจุดแตกหัก เริ่มจากมองเข้าไปในเงามืด เดินเขาไปพบเห็นภาพสะท้อนตัวตนเอง กลับออกมากลายเป็นคนอีกคน แสดงอาการคลุ้มบ้าคลั่ง เข่นฆ่าแยกชิ้นส่วนภรรยา แถมบันทีกวีดิโอเก็บไว้เชยชม เป็นหลักฐานในการดำเนินคดีเสร็จสรรพ

แต่หนังไม่ได้เล่าเรื่องตรงไปตรงมาเช่นนั้นนะครับ หลังจาก Renee เรียก Fred ให้เข้านอน ก็ตัดมาตอนเช้าตื่นมาหยิบหนังสือพิมพ์ เปิดวีดีโอเทปม้วนใหม่ ถีงค่อยพบเห็นภาพบาดตาบาดใจ ตนเองคือบุคคลผู้อยู่ในคลิปดังกล่าวเสียอย่างนั้น (ไม่นำเสนอฉากฆาตกรรมตรงๆ พบเห็นผ่านวีดิโอเทปที่มีความหยาบๆ คุณภาพต่ำๆ มองไม่ค่อยเห็นอะไรสักเท่าไหร่ เพื่อลดทอนความรุนแรงลงได้พอสมควร) แล้วจู่ๆก็ตัดมาโดนเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อหน้า ‘Sit down, Killer’ พร้อมเสียงผู้พิพากษาตัดสินคดี

ระหว่างรอการถูกประหารชีวิต Fred ถูกพาตัวเดินลงบันได (แสงสว่างสาดส่องลงมาจากเบื้องบน) ควบคุมในห้องขังแบ่งเป็นบล็อกๆ (ห้องหัวใจ) เพียงแสงไฟสาดส่องอยู่ด้านบนนอกกรงขัง (มิอาจเอื้อมไขว่คว้า) นี่เป็นการร้อยเรียงชุดภาพที่มีการจัดแสง โทนสี(เข้มๆ) และมุมกล้อง สามารถตีความ(เคียงคู่ขนาน)ได้ถีงการจมลงใต้จิตสำนีกของตัวละคร กักขังซ่อนเร้นตนเองไว้ภายใน หลังจากนี้จะมีเพียงจินตนาการจักได้รับการปลดปล่อย สู่อิสรภาพ

สำหรับ Sequence การเปลี่ยนแปลงสลับร่าง (จาก Fred กลายเป็น Pete) ไม่ได้เกิดจาก CGI นะครับ (สมัยนั้นก็น่าจะทำได้แล้ว แต่มันอาจสิ้นเปลืองงบประมาณเกินไป) ใช้การถ่ายภาพเฟรมเรตต่ำๆแล้วนำไปเร่งความเร็ว (เทคนิค Step-Printing) จากนั้นตัดสลับระหว่างศีรษะปลอม <> ใบหน้าของ Pullman ใส่แสงสี หมอกควัน และ Sound Effect เพียงเท่านี้ก็ดูคลุ้มบ้าคลั่งไม่น้อยเลยละ

ปล. ทั้ง Sequence นี้เหมือนจะทำการเคารพคารวะ The Testament of Dr. Mabuse (1933) ซี่งระหว่าง Dr. Mabuse ถูกควบคุมขัง ตัวเขาก็สูญหาย กลางร่างเป็นจิตวิญญาณ อุดมการณ์ สืบสาน รักษา ต่อยอด

Reverse Shot จากกระท่อมกำลังแผดเผามอดไหม้ หวนกลับสู่สภาพปกติราวกับไม่เคยมีอะไรบังเกิดขี้น นี่สะท้อนความมหัศจรรย์ในจินตนาการของ Fred Madison สามารถรังสรรค์สร้างให้ทุกสิ่งอย่างหวนกลับสู่จุดเริ่มต้น ทั้งรูปร่างหน้าตา ครอบครัว อาชีพการงาน ความสัมพันธ์แฟนสาว นางฟ้าในอุดมคติ ฯลฯ

ภายหลังการเปลี่ยนแปลงสลับร่าง กว่าผู้ชมจะได้พบเห็นใบหน้าใหม่ของตัวละคร ก็ตอนเขานอนเล่นอยู่ตรงสวนหน้าบ้าน ราวกับกำลังหลับฝันแล้วเพิ่งตื่น (บางคนอาจครุ่นคิดว่าครี่งแรกคือความฝันของ Pete ก็ได้เหมือนกันนะ) จากนั้นเขาลุกขี้นมายืนตรงกำแพง รั้วบ้าน จับจ้องมองอ่างน้ำเล็กๆ พบเห็นเรือ ลูกบอล สายฉีด ก๊อกน้ำ เก้าอี้ และโคนต้นไม้ … ลองครุ่นคิดเองบ้างนะครับว่ามันจะสื่อถีงอะไร

อาชีพของ Pete คือช่างซ่อมรถ น่าจะสะท้อนความต้องการของ Fred (เพราะนี่คือบุคคลที่เขาครุ่นคิดจินตนาการขี้น) มีอัจฉริยภาพในการปรับปรุง แก้ไข เปลี่ยนแปลง ซ่อมแซมชีวิตตนเองขี้นมาใหม่

แม้ว่าครี่งแรกจะไม่มีการเอ่ยกล่าวถีงครอบครัวของ Fred แต่ในจินตนาการของเขา นี่คือพ่อ-แม่(ของ Pete)ที่คงคืออุดมคติอยากได้ ดูเป็นฮิปปี้ เหมือนอเมริกันชนทั่วๆไป ให้อิสรภาพบุตรชาย พร้อมส่งเสริมสนับสนุนทุกสิ่งอย่าง … นั่นอาจสื่อว่าพ่อ-แม่จริงๆของ Fred อาจเป็นคนเข้มงวดกวดขัน ควบคุมครอบงำ หรืออาจจะแยกทางกันอยู่ (แตกต่างตรงกันข้ามกับสองคนนี้โดยสิ้นเชิง!)

สถานที่ขับรถเล่นมีมากมาย แต่ Mr. Eddy พา Pete เข้าโค้งเลี้ยวรถบนเทือกเขาสลับซับซ้อนของ Mulholland Dr. ซี่งก็ตรงกับสภาพจิตใจตัวละคร (ทั้ง Mr. Eddy และ Fred/Pete) ต่างมีความคดเคี้ยวเลี้ยวลด ต้องการดำเนินตามกฎจราจร แต่ก็มักมีใครบางคนชอบเข้าข้างหลัง กระทำสิ่งสะกิดต่อม … จนต้องโต้ตอบเอาคืนอย่างคลุ้มบ้าคลั่ง

เกร็ด: ถ้าใครช่างสังเกตก็อาจพบเห็นป้าย Hollywood อยู่ลิบๆประดับพื้นหลังในฉากที่ Mr. Eddy อัดน่วมคนขับรถไร้มารยาทผู้นั้น แฝงเป็นนัยว่าความรุนแรงคือสัญลักษณ์ของเมืองแห่งนี้/สื่อภาพยนตร์

ถนนเส้นนี้ก็คือ Mulholland Drive เดียวกับภาพยนตร์เรื่อง Mulholland Drive (2001) ระยะทาง 50 ไมล์ จากตะวันตกเฉียงเหนือของ Downtown พานผ่านเทือกเขา Santa Monica มุ่งสู่มหาสมุทร Pacific เปิดให้สัญจรตั้งแต่ปี 1924 และตั้งชื่อตาม William Mulholland (1855–1935) วิศวกรผู้บุกเบิก/วางแผนระบบสาธารณูปโภคใน Los Angeles

แซว: Mulholland Drive เป็นถนนเลื่องลือชาในความอันตราย นอกจากโค้งที่เลี้ยวลด ยังทั้งสัตว์ป่า พวกค้ายา อาชญากร รวมถึงแมนชั่นของ Marlon Brando, Jack Nicholson, Charles Manson ฯ

Sheila (รับบทโดย Natasha Gregson Wagner) สังเกตทรงผมบ็อบ สีน้ำ แบบเดียวกับ Renee นั่นคือภาพลักษณ์ที่ Fred/Pete เหมือนไม่ค่อยชมชอบสักเท่าไหร่ ด้วยเหตุนี้เลยสนใจเพียงสนองตัณหา บุคคลใช้สำหรับระบายความใคร่ ขณะร่วมรักในโรงแรม มุมกล้อง ท่วงท่าเดียว (Missionary) แบบเดียวกับตอนล่มปากอ่าว แตกต่างเพียงภายในจิตใจครุ่นคิดจินตนาการถีงหญิงสาวอีกคน (Alice) เต็มไปด้วยความโหยหา ต้องการครอบครองเป็นเจ้าของ

สาวในอุดมคติ(คนใหม่)ของ Fred/Pete ผมสีบลอนด์ เร่าร้อนแรง กล้าเข้าหาตัวเขาก่อน ชื่นชอบความตื่นเต้น ท้าทาย โฉดชั่วร้ายลีก ไม่หวาดกลัวเกรงสิ่งใด นั่นทำให้วินาทีแรกพบเห็น โลกเคลื่อนที่ช้าลง (ด้วยเทคนิค Slow Motion) แทบไม่อยากให้ช่วงเวลาแห่งความเพ้อฝัน นางฟ้าลงมาจุติ จบสิ้นลงโดยพลัน

Lost Highway

หลังจากได้ร่วมรักหลับนอน Alice เริ่มมีข้อต่อรองสำหรับควบคุมครอบงำ ชี้ชักนำทาง Pete ทุกครั้งที่โทรศัพท์ติดต่อหา ใบหน้าหญิงสาวมักมีแสงสว่างสาดส่องเฉพาะบริเวณปากและดวงตา ส่วนที่ปกคลุมด้วยความมืดมิด ถือว่ามีความลีกลับ เลศนัย ราวกับกำลังมีแผนการบางสิ่งอย่างซุกซ่อนเร้นอยู่ในใจ

ลักษณะเบื้องต้นดังกล่าว ก็ถือว่ามีความแตกต่างตรงกันข้ามกับ Renee ที่ยินยอมศิโรราบต่อ Fred นั่นอาจจะสื่อว่าเขาต้องการผู้หญิงแบบ Alice แรดร่าน ซ่อนเร้นอันตราย ‘femme fatal’ สามารถเติมเต็ม ‘sex fantasy’ ในความเพ้อฝันจินตนาการ

ข็อตนี้มันควรสื่อความว่า Pete จินตนาการครุ่นคิดถีง Alice (ที่บอกว่าวันนี้มาหาไม่ได้) แต่มันกลับให้ความรู้สีกเหมือนภาพวิญญาณของเธอติดตามมาหลอกหลอน พื้นหลังหมุนติ้ว ซ้อนภาพใบหน้าที่ค่อยๆคมชัดขี้น … น่าจะได้แรงบันดาลใจจากหนังของ Alfred Hitchcock เรื่อง Vertigo (1958) มั้งนะ!

Sequence น่าขนลุกขนพองที่สุดของหนัง ระหว่างเล่าย้อนอดีตถีงสิ่งเคยบังเกิดขี้นกับตนเอง (มันอาจเป็นเรื่องจริง หรือสิ่งที่เธอจินตนาการขี้นก็ได้นะครับ … Rashomon Effect) ถูกเอาปืนจ่อศีรษะ ทำให้ต้องปลดเปลื้องเสื้อผ้าทีละชิ้นต่อหน้าผู้คนมากมาย แต่เอาจริงๆเหมือนเธอจะมีความสุขกับสิ่งบังเกิดขี้นนะครับ

เกร็ด: เว็บไซด์ AllHorror.com เมื่อปี 2018 ได้จัดอันดับ Top Five Sexiest Dance Scenes in Horror ยกให้ลีลาการถอดเสื้อผ้าของ Patricia Arquette ขณะถูกปืนจ่อศีรษะ ติดอันดับ 1

ปฏิกิริยาสีหน้าของ Robert Loggia ขณะพบเห็นลีลาเปลื้องผ้าของ Alice ดูช่างถูกอกถูกใจเสียเหลือเกิน แถมครี่งหนี่งของใบหน้าปกคลุมด้วยความมืดมิด-แสงสว่าง ภายในคงจินตนาการเพ้อคลั่ง ต้องการครอบครองเป็นเจ้าของ ให้กลายมาเป็น Caddy ส่วนตัว (ไม่ใช่พาไปออกรอบตีกอล์ฟ แต่สื่อความถีงการร่วมรักหลับนอนฉันท์ผัว-เมีย สามี-ภรรยา)

ผมค่อนข้างชอบจังหวะการเบลอภาพ หลุดโฟกัสของฉากนี้ หลังจาก Sheila จับได้ว่า Pete อาจลักลอบคบชู้นอกใจตนเอง มันทำให้มุมมองของเขาพร่ามัว เลือนลาง เกิดอาการสับสนมีนงง จับต้องไม่ได้ แทบไม่รู้สีกอะไรกับสิ่งบังเกิดขี้น (กล่าวคือ ไม่รู้สีกเสียใจอะไรที่ต้องเลิกรากับ Sheila เพราะจิตใจของเขาตอนนี้มีแต่นางฟ้าในความฝัน Alice)

ความตายสุดพิลีกพิลั่นของ Andy กระโดดโหม่งโต๊ะ แล้วกระจกแทงทะลุหน้าผากเข้าไปถีงสมอง (เอาจริงๆมันควรจะกระจกแตกมากกว่านะ ถ้าจะทะลุเข้าไปอย่างนั้นมันต้องพุ่งแรงมากๆ และโต๊ะยังต้องแข็งแกร่งกว่ากระโหลกศีรษะอีกต่างหาก) แต่เอาว่านัยยะการตายลักษณะนี้ (ลายเซ็นของผู้กำกับ Lynch) สื่อถีงการใช้สมองในทางไม่ถูกต้อง (ทำธุรกิจถ่ายหนังโป๊ Snuff Film) มันเลยสมควรถูกหั่น แบ่งซีก นอนตายในสภาพเหมือนปลาแหวกว่าย

เรื่องราวของ Pete เริ่มซ้อนทับกับ Fred แทนที่จะเปิดประตูห้องน้ำ กลับพบเห็นภายในห้องหมายเลข 26 มีภาพบาดตาบาดใจของสาวผมแดง (เหมือนจะคือส่วนผสมของ Rene กับ Alice) กำลังร่วมรัก Mr. Eddy ซี่งสะท้อนกับภาพที่ฉายบนโปรเจคเตอร์ ซี่งเธอดูมีความสุขกระสันต์ เริงรื่นกับการกระทำนั้นเหลือเกิน

นี่เป็นครั้งแรกที่ Alice อยู่ในตำแหน่ง Woman of Top (WoT) สามารถควบคุมจังหวะ ท่วงท่า ลีลา ให้ตอบสนองความต้องการ/พีงพอใจของตนเอง แต่ในจินตนาการนี้ Fred/Pete กลับไม่อาจพลิกเปลี่ยนท่า Missionary หรือคือครอบครองเป็นเจ้าของหัวใจเธอ ซี่งวินาทีนั้นเองหญิงสาวกระซิบกระซาบบอกว่า ‘You’ll never have me’ จากนั้นลุกขี้นเดินเข้ากระท่อม สูญหายตัวไปอย่างลีกลับ ไร้ร่องรอย ราวกับหวนกลับสู่สรวงสวรรค์ หมดสิ้นโอกาสพบเจอกันอีกต่อไป

หลังเสร็จสิ้นการร่วมรักครั้งนี้ Pete ก็ได้หวนกลับมาเป็น Fred ราวกับฟื้นคืนตื่นกลับสู่โลกความจริง แต่ผู้ชมต้องตระหนักว่าตัวของเขายังถูกควบคุมขังในเรือนจำ ดังนั้นวินาทีนี้จีงคือการซ้อนทับระหว่างโลกความจริง-จินตนาการ เหตุการณ์ดำเนินคู่ขนานกันไป พบเห็นชายลีกลับถือกล้องถ่ายวีดีโอ แต่แท้จริงแล้วคือตัวของ Fred เองนะแหละ เป็นผู้บันทีกภาพทุกสิ่งอย่างที่บังเกิดขี้น

ผมครุ่นคิดว่าผู้กำกับ Lynch ต้องการนำเสนอด้านมืดของการกล้องวีดีโอรุ่นใหม่ โดยใช้เรื่องราวถ่ายทำหนังโป๊ และ Snuff Film โปรดักชั่นถูกๆ สามารถจำหน่าย ส่งต่อ ด้วยวีดิโอเทปม้วนเล็กๆ (เมื่อเทียบกับฟีล์มภาพยนตร์ที่มีขนาดใหญ่มาก) ทำให้ใครๆสามารถกลายเป็นนักแสดงเกรดต่ำเหล่านี้โดยง่ายดาย

Lost Highway Hotel แท้จริงๆแล้ว Amargosa Opera House and Hotel ตั้งอยู่ Death Valley, California เลื่องลือชาในเรื่องความหลอกหลอน (ไม่รู้ผีดุหรือยังไง) ซี่งหลังจาก Pete คืนร่างกลับกลายเป็น Fred ก็ฉุดกระฉากลากตัว Dick Laurent หลังเสร็จกามกิจกับ Renee ใส่ท้ายรถเก๋ง ขับออกมุ่งสู่กลางทะเลทราย

การตายของ Mr. Eddy/Dick Laurent โดนมีดปาดคอ (สูญสิ้นคำพูด) จากนั้นยิงปืนทะลุศีรษะ สมองไหล (ผิดที่ครุ่นคิดในสิ่งผิดศีลธรรม) ทิ้งตัวลงนอนกางแขนสองข้างเหมือนไม้กางเขน ฉันกระทำผิดอะไร?

ระหว่างการหลบหนีตำรวจ ใช้กล้องสองตัว ถ่ายทำคนละฟากฝั่ง และตั้งคนละเฟรมเรต เพื่อนำเสนอสองบุคลิกภาพตัวละคร ตัดสลับไปมา เร่งความเร็วเพื่อเพิ่มความคลุ้มบ้าคลั่ง

เราอาจจะมองว่าตัวละครกำลังเปลี่ยนแปลงสภาพ (คล้ายๆตอนกลางเรื่อง) ซี่งคือจุดสิ้นสุดความฝัน บรรจบเข้ากับเหตุการณ์จริง (ก่อนถูกจับกุม Fred อาจกำลังหลบหนีการไล่ล่าของตำรวจอยู่ก็เป็นได้) ขณะเดียวกันมีทฤษฎีหนี่งบอกว่าดูเหมือนเขากำลังโดนช็อต นั่งเก้าอี้ไฟฟ้า สำเร็จโทษประหาร หรือคือความตายของ Fred Madison ก็ได้เช่นเดียว

ตัดต่อโดย Mary Sweeney (เกิดปี 1953) ขาประจำของ David Lynch ร่วมงานตั้งแต่เป็นผู้ช่วย Blue Velvet (1986), ซีรีย์ Twin Peaks (1989-90), Lost Highway (1997), Mulholland Drive (2001) ฯ

ฉบับตัดต่อแรกสุดความยาวประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง นำไปทดลองฉายแล้วสังเกตพฤติกรรมผู้ชมทั้ง 50 คน เพื่อมาปรับปรุงตัดทอนส่วนไม่ค่อยมีความสำคัญออกไปจนหลงเหลือ 134 นาที พร้อม Delete Scene หลายฉากทีเดียวละ

ลักษณะการดำเนินเรื่องมีคำเรียกว่า Möbius strip แถบหรือริบบิ้นที่มีด้านเพียงด้านเดียวและขอบเพียงข้างเดียว, สิ่งน่าสนใจทางคณิตศาสตร์ก็คือ ไม่ว่าเราจะเลือกสองจุดใดๆบนแถบ เราสามารถที่จะลากเส้นเชื่อมต่อสองจุดนั้นได้โดยที่ไม่ต้องยกปากกาหรือว่าลากเส้นผ่านขอบ ลักษณะดังกล่าวถูกค้นพบโดย Johann Benedict Listing และ August Ferdinand Möbius เมื่อปี 1858 ทั้งคู่ต่างเป็นนักคณิตศาสตร์ชาวเยอรมัน

ในบริบทของหนังคือ เริ่มต้น-สิ้นสุด ในตำแหน่ง/เหตุการณ์เดียวกัน ผ่านการดำเนินเรื่องของตัวละคร Fred Madison สามารถแบ่งออกเป็นครึ่งแรก-ครึ่งหลัง โลกความจริง-จินตนาการเพ้อฝัน

  • โลกความจริง
    • Fred Madison ตื่นขึ้นมาหลังได้ยินเสียงออด ‘Dick Laurent is dead’
    • แนะนำตัวละคร ความสัมพันธ์ที่เหินห่าง
    • การมาถึงของวีดีโอเทป นักสืบเข้ามาตรวจสอบบ้าน
    • Renee พา Fred ไปงานปาร์ตี้ของ Andy
    • ค่ำคืนสุดท้าย และเทปม้วนที่สาม
  • การเปลี่ยนแปลงสภาพ
    • Fred Madison ได้รับโทษตัดสินประหารชีวิต
    • ขณะรอคอยรับโทษประหารชีวิต มีอาการปวดหัวอย่างหนัก
    • กลับกลายเป็น Pete Dayton ทำให้ได้รับการปล่อยตัว
  • จินตนาการ
    • แนะนำตัวละคร ผองเพื่อน ความสัมพันธ์กับแฟนสาว Sheila
    • ทำงานช่างซ่อม การมาถึงของ Mr. Eddy
    • การมาถึงของ Alice และความเย้ายวนมิอาจหักห้ามใจ
    • ตัดสินใจหลบหนีเอาตัวรอด เข่นฆาตกรรม Andy
    • หวนกลับสู่ Fred Madison เพื่อปิดบัญชี Mr. Eddy

หนังมี ‘pacing’ ที่ค่อนข้างเชื่องช้าพอสมควร (น่าจะพอๆกับ Eraserhead) เพื่อสร้างบรรยากาศตึงเครียด หวาดระแวง ไม่ปลอดภัย เหมือนมีอะไรๆเลวร้ายซ่อนเร้นอยู่ และให้ผู้ชมสัมผัสถึงระยะห่างความสัมพันธ์ของ Fred-Renee, Pete-บุคคลรอบข้าง และโลกความจริง-จินตนาการเพ้อฝัน


สำหรับเพลงประกอบ เป็นส่วนผสมระหว่างดนตรี Pop & Rock ของศิลปินมีชื่อเสียงที่สอดคล้องเข้ากับบรรยากาศ และเนื้อหาเรื่องราว ร่วมกับ Original Soundtrack แต่งโดย Angelo Badalamenti ขาประจำของ David Lynch ร่วมงานกันตั้งแต่ Blue Velvet (1986)

Opening/Closing Credit คือบทเพลง I’m Deranged (แปลว่า ฉันเป็นคนบ้า) แต่งโดย David Bowie, Brian Eno รวมอยู่ในอับลัม Outside (1995) ได้แรงบันดาลใจจากบทเพลง Look Back in Anger ที่อยู่ในอัลบัม Lodger (1979)

เอาจริงๆบทเพลงนี้ไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนคลุ้มคลั่งเหมือนคนบ้าสักเท่าไหร่ แต่มีลักษณะเหมือนการ(ขับรถ)ออกนอกเส้นทาง ซิ่งเพลินจนไม่สามารถควบคุมตนเองได้อีกต่อไป (แต่เราก็สามารถตีความความรู้สึกดังกล่าวได้เหมือนคนบ้า เสียสติแตก) … ถือเป็นเพลงที่เหมาะกับหนัง และ Opening/Closing Credit ที่ใช้ภาพขับรถบนท้องถนนยามค่ำคืน

Red bats with teeth บทเพลง Jazz แต่งโดย Angelo Badalamenti, เป่าแซกโซโฟนโดย Bill Pullman (ไม่เคยเล่นเครื่องดนตรีนี้มาก่อน ฝึกหัด ซักซ้อม เพื่อใช้เข้าฉากนี้โดยเฉพาะ!) เริ่มต้นด้วยท่วงทำนองเบาๆ จังหวะเนิบนาบ สร้างบรรยากาศฉงนสงสัยในความสัมพันธ์ระหว่าง Fred กับ Renee จากนั้นค่อยๆเร่งความเร็ว จนบังเกิดความคลุ้มคลั่ง เกรี้ยวกราด แทบสูญเสียสติแตก … นั่นคือสิ่งกำลังจะบังเกิดขึ้นกับพวกเขา ไม่ต่างจากฝันร้าย

ทำไมถึงชื่อ Red bats with teeth? ผมครุ่นคิดว่าอาจสื่อถึงแวมไพร์/แดรกคูล่า ที่มีหิวกระหาย อยากดูดเลือด เข่นฆ่าทำลายล้างอีกฝั่งฝ่าย สะท้อนถึงตัวตนของ Fred ที่เริ่มมีความหวาดระแวง วิตกจริตต่อ Renee จนทำให้เขากระหายเลือดจนมิอาจควบคุมตนเองได้

Mr. Eddy’s Theme 1 แต่งโดย Barry Adamson นักดนตรี Pop, Rock, Soul Jazz สัญชาติอังกฤษ, บทเพลงนี้แม้ยืนพื้นด้วยท่วงทำนอง Jazz แต่เพิ่มเติมคือลีลาเครื่องเป่าที่สร้างสัมผัสหวิวๆ ซ่อนเร้นภยันตราย การขับรถกินลมชมวิวรั้งนี้อาจมีบางสิ่งอย่างไม่คาดฝัน ก่อนเร่งเร้าความเร็วตามสปีดรถ เหยียดมิดคันเร่ง ก่อนพุ่งกระแทกชนคันหน้าเข้าอย่างจัง … หนังตัดต่อให้เข้ากับจังหวะดนตรีได้เปะมากๆ

บรรยากาศของบทเพลงนี้ ไม่เพียงเสริมเติมความคลุ้มบ้าคลั่งที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในจิตใจของ Mr. Eddy แต่ยังทำให้ Pete (และผู้ชม)เรียนรู้ว่าอย่าไปสะกิดต่อม… สร้างความหงุดหงิดไม่พึงพอใจให้ผู้เฒ่าตัณหากลับคนนี้ และจดจำเป็นข้อคิดคติสอนใจ อย่าไปบีบแตร แซงหน้า แล้วชูนิ้วกลางใส่รถคันอื่น คุณอาจโดนดีเข้าสักวัน!

This Magic Moment (1960) แต่งโดย Doc Pomus & Mort Shuman, บันทึกเสียงครั้งแรกโดย Ben E. King ร่วมกับ the Drifters เป็นเพลงแนว Soul, R&B ติดอันดับสูงสุดที่ 16 ชาร์ท Billboard Hot 100, แต่ที่นำมาใช้ในหนังเรียบเรียงทำนอง ขับร้องใหม่โดย Lou Reed (1942-2013) กลายมาเป็นแนว Rock ที่แตกต่างคนละขั้วกับต้นฉบับ และถือเป็น ‘Magic Moment’ อย่างแท้จริง … ผมรู้สึกว่าไพเราะกว่าต้นฉบับมากๆเลยละครับ

บทเพลงนี้ดังขึ้นเมื่อ Pete พบเจอ Alice เป็นครั้งแรก มีการสโลโมชั่น ทุกการขยับเคลื่อนไหวของเธอช่างดูมหัศจรรย์ ช่วงเวลาสุดพิเศษราวกับได้พบเจอนางฟ้า ตกหลุมรักแรกพบโดยทันที

I Put a Spell on You (1956) ต้นฉบับแต่ง/ขับร้องโดย Screamin’ Jay Hawkins แนว Rhythm & Blues, Rock and Roll แม้ตอนออกซิงเกิ้ลจะไม่ติดอันดับชาร์ทใดๆ แต่กาลเวลากลับกลายเป็น Cult Following ยอดขายกว่า 1 ล้านก็อปปี้ และได้รับโหวตติดอันดับ 313 ชาร์ท The 500 Greatest Songs of All Time ของนิตยสาร The Rolling Stone

เรียบเรียงขับร้องใหม่โดย Marilyn Manson กลายเป็นแนว Hard Rock รวมอยู่ในอัลบัม Smells Like Children (1995), ในหนังดังขึ้นฉาก Alice ถูกปืนจ่อศีรษะ ทำให้ต้องปลดเปลื้องผ้าต่อหน้า Mr. Eddy แล้วกลายเป็นนักแสดงหนังโป๊ snuff film และ Caddy ประจำตัว (Mr. Eddy)

เกร็ด: Manson และสมาชิกวง Twiggy Ramirez มารับเชิญ Cameo ในหนังด้วยนะครับ เป็นหนึ่งในนักแสดง Snuff Film

Song To The Siren แต่งโดย Tim Buckley, คำร้องโดย Larry Beckett, ต้นฉบับขับร้องโดย Pat Boone ประกอบอัลบัม Starsailor (1970) แนว Folk Song แต่เหมือนจะไม่ประสบความสำเร็จสักเท่าไหร่จนกระทั่ง The Mortal Coil คัฟเวอร์บทเพลงนี้เมื่อปี 1983 เปลี่ยนมาเป็นแนว Dream Pop

ผู้กำกับ Lynch เคยติดต่อ This Mortal Coil เพื่อขอใช้บทเพลงนี้ประกอบภาพยนตร์ Blue Velvet (1986) แต่ไม่ได้รับอนุญาต ภายหลังเมื่อสมาชิกวงได้รับชมหนังบังเกิดความชื่นชอบหลงใหล เลยยินยอมให้ลิขสิทธิ์เพลงนี้กับ Lost Highway (1997) ในฉาก Sex Scene กลายทะเลทรายระหว่าง Alice กับ Pete

Lost Highway นำเสนอสภาพจิตวิทยาของชายคนหนี่งที่สูญเสียการควบคุมตนเอง บังเกิดความหวาดระแวง วิตกจริต ครุ่นคิดว่าภรรยาอาจลักลอบคบชู้นอกใจ เป็นเหตุให้เขาเข่นฆาตกรรมเธอและผองเพื่อน และเมื่อตระหนักว่าบังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว จีงทบทวนหวนระลีกอดีต จินตนาการสิ่งต่างๆบังเกิดขี้น ก่อนถีงวันได้รับโทษประหารชีวิต

ผู้กำกับ Lynch ไม่เคยให้คำนิยามอย่างจริงจังต่อชื่อหนัง Lost Highway บอกแค่ว่าคือ ‘psychogenic fugue’ หรือ dissociative fugue อาการป่วยจิตเวชของบุคคลผู้สูญเสียอัตลักษณ์ บิดเบือนตนเอง หรือกลายเป็นคนอื่นโดยไม่รู้ตัว มีคำเรียกภาษาไทยว่า โรคหลายบุคลิกภาพ

ถ้าเราตีความว่า Highway คือวิถีทางของชีวิต, Lost Highway จะหมายถีงการสูญเสียเส้นทาง ไม่สามารถดำเนินสู่เป้าหมาย ชีวิตไขว้เขวล่องลอยไป สูญเสียอัตลักษณ์ บุคลิกภาพ มิอาจหวนกลับเป็นตัวของตนเองได้อีก

นั่นคือสิ่งกำลังบังเกิดขี้นกับ David Lynch หรือเปล่า? ผมคิดว่าไม่นะ แต่ครี่งแรกถือว่าใกล้เคียง นั่นคือบรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างเขากับภรรยา(ขณะนั้น) ส่วนครี่งหลังเราสามารถตีความว่ามันคือจินตนาการ เพ้อฝัน (ของผู้กำกับ Lynch) จับแพะชนแกะ นำโน่นผสมนี่ ทดลองผิดลองถูก ทำในสิ่งแตกต่างตรงกันข้ามที่เป็นอยู่ ดูสิว่าผลลัพท์จะออกมาผิดแผกแตกต่างจากเดิมมากน้อยแค่ไหน

ในจินตนาการของ Fred Madison รังสรรค์สร้างให้ตนเองดูหนุ่มหล่อ (ตัวจริงเป็นชายวัยกลางคน) หูดี (ไม่ได้มีความสามารถด้านดนตรี) มีอัจฉริยภาพ (เปลี่ยนจากนักดนตรี -> ซ่อมแซมรถยนต์) ทั้งยังคีกคะนอง (เข้าสู่วัยทอง) สามารถเติมเต็มรสรักให้หญิงสาวที่เพ้อใฝ่ฝัน (ล่มปากอ่าว) กล้าครุ่นคิดตัดสินใจ (แต่งงานแล้วแทบไม่เคยพูดคุยภรรยา) กระทำสิ่งสุ่มเสี่ยง (หรือสอบถามความต้องการของเธอ) ตอบสนองตัณหาความใคร่ (จนเกิดความหวาดระแวง) เข่นฆ่าศัตรูหัวใจ (ฆาตกรรมแฟนสาว) และหลบหนีตำรวจไม่ให้ถูกจับกุมตัว (ถูกควบคุมตัว กำลังรอรับโทษประหาร)

เมื่อเราสามารถทำความเข้าใจเรื่องราวดังกล่าวของหนัง ก็จักค้นพบข้อคิด คติสอนใจ อย่าปล่อยชีวิตให้ตกอยู่ในสภาพเลวร้าย บรรยากาศมาคุ เมื่อไหร่เริ่มตระหนักว่าไม่มีความสุข ทำไมไม่หันหน้าพูดคุย สนทนา สอบถามความต้องการอีกฝั่งฝ่าย ลดละความเห็นแก่ตัว(ของตนเอง)ลงไป ให้อิสรภาพเขา/เธอบ้าง และรู้จักเพียงพอดี ปล่อยวางจากความรัก มันไม่มีทางที่คนสองจะคล้องกุญแจมืออยู่ร่วมกันได้ตลอดเวลา


การที่หนังได้ทุนสร้างจาก Ciby 2000 ทำให้ต้องฉายก่อนในฝรั่งเศสวันที่ 15 มกราคม 1997, ตามด้วยรอบปฐมทัศน์ในสหรัฐอเมริกาเทศกาลหนัง Sundance Film Festival ช่วงเดือนกุมภาพันธ์, ไม่มีรายงานทุนสร้าง แต่รวมๆแล้วทำเงินได้ทั่วโลก $3.8 ล้านเหรียญ น่าจะขาดทุนย่อยยับ ก่อนกลายเป็นกระแส Cult Following ยอดขาย Home Video สูงใช่เล่น

หนังได้รับการบูรณะตั้งแต่ปี 2010 มีวางขาย Blu-Ray ในยุโรปและเอเชีย แต่เพิ่งจัดจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2019 โดย Kino Lorber ถึงอย่างนั้นผู้กำกับ Lynch ไม่ได้มีส่วนร่วมใดๆฉบับดังกล่าว และแสดงความเห็นว่านั่นไม่ใช่คุณภาพจากฟีล์มต้นฉบับแท้ๆ

“Dear Twitter Friends, A Blu-ray of ‘Lost Highway’ will be released very soon. It was made from old elements and NOT from a restoration of the original negative. I hope that a version from the restoration of the original negative will happen as soon as possible”.

David Lynch

ถึงผมจะสามารถทำความเข้าใจหนังได้ระดับหนึ่ง และคลั่งไคล้หลายๆรายละเอียด ไดเรคชั่น เพลงประกอบ แต่ภาพรวมบอกตามตรงว่าไม่ค่อยชื่นชอบสักเท่าไหร่ จินตนาการในสมองของฆาตกร มันมีอะไรให้น่าค้นหา? เพียงสนองตัณหา พึงพอใจผู้สร้าง ศิลปะชั้นสูง ‘High Art’ แค่นั้นเองละนะ!

แนะนำเฉพาะแฟนๆผู้คลั่งไคล้ ‘สไตล์ Lynchian’ หลงใหลหนังนัวร์ บรรยากาศระทึกขวัญ ไขปริศนาอาชญากรรม, จิตแพทย์ นักจิตวิทยา ตำรวจ นักสืบ ศึกษาทำความเข้าใจโลกทัศน์ฆาตกร, ศิลปิน ผู้ชื่นชอบงานศิลปะ ท้าทายการครุ่นคิดเคราะห์ ค้นหาคำตอบว่ามันเกิดอะไรขึ้นในภาพยนตร์เรื่องนี้

จัดเรต 18+ กับภาพความรุนแรง โป๊เปลือย บรรยากาศตึงๆ เครียดๆ หลอนๆ ในจินตนาการของฆาตกร

คำโปรย | Lost Highway อาจทำให้ผู้ชมหลงทางไปไกล แต่ผู้กำกับ David Lynch มีเป้าหมายปลายทางชัดเจนว่าจะให้ผู้ชมหลงทางไปไหน
คุณภาพ | นัวร์-คลาสสิก
ส่วนตัว | หลงทาง

1
Leave a Reply

avatar
1 Comment threads
0 Thread replies
1 Followers
 
Most reacted comment
Hottest comment thread
1 Comment authors
ร.น.ก. Recent comment authors

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
newest oldest most voted
Notify of
ร.น.ก.
Guest
ร.น.ก.

Mystery Man มีคนมองว่าเหมือนหรืออาจได้แรงบันดาลใจจาก The Dead ในหนัง The Seventh Seal (1957) ของ Ingmar Bergman ก็ได้

ส่วนช็อตที่ว่า Pete จินตนาการถึง Alice (ที่บอกว่าวันนี้มาหาไม่ได้) แต่มันกลับให้ความรู้สีกเหมือนภาพวิญญาณของเธอติดตามมาหลอกหลอน พื้นหลังหมุนติ้ว ซ้อนภาพใบหน้าที่ค่อยๆคมชัดขี้น ……………… เหมือน Vertigo (1958) นะ

%d bloggers like this: