M (1931)

M

M (1931)

หนังพูดเรื่องแรกของผู้กำกับ Fritz Lang (Metropolis-1927) เรื่องราวเกี่ยวกับฆาตกรต่อเนื่อง (เป็น serial killer เรื่องแรกของโลก) การสืบสวน ตามล่า และการตัดสินโทษ นำแสดงโดย Peter Lorre ใบหน้าของเขาตอนที่ยอมรับว่าเป็นฆาตกร มีความน่ากลัว (horror) และติดตาผู้ชมสมัยนั้นเป็นที่สุด, นี่คือหนังระดับ masterpiece ที่คอหนังไม่ควรพลาด

Fritz Lang เป็นปรามาจารย์ผู้กำกับชาวเยอรมันที่มีผลงานมาตั้งแต่ยุคหนังเงียบ ใครๆคงรู้จัก Metropolis (1927) ภาพยนตร์แนวไซไฟเรื่องแรกของโลก, เมื่อวงการภาพยนตร์มีการเปลี่ยนยุคสมัยจากหนังเงียบมาเป็นหนังพูด Lang เช่นกันก็ต้องปรับตัว สร้างสรรค์ผลงานแรกในยุคสมัยใหม่คือ M ที่ได้สร้างปรากฏการณ์สำคัญมากๆให้เกิดขึ้น

ขณะนั้นในหน้าหนังสือพิมพ์เยอรมัน มีข่าวดังเกี่ยวกับฆาตกรเด็กเกิดขึ้นมากมาย แต่ประชาชนยังหาได้เกิดความตื่นตระหนักได้, ความตั้งใจของ Lang สร้างหนังเรื่องนี้เพื่อเตือนใจให้กับผู้ชม/ผู้ปกครอง ให้เกิดความระแวดระวัง ป้องกันลูกๆของพวกเขาให้ไม่ให้คลาดสายตา, มีนักวิเคราะห์มองว่าฆาตกรที่อาจเป็นแรงบันดาลใจของหนังคือ Peter Kürten ที่ได้ฉายาว่า Vampire of Düsseldorf ฆาตกรในช่วงปี 1920 แต่ Lang ออกมาปฏิเสธและพูดกว้างๆว่า ที่เยอรมันตอนนั้น มีฆาตกรต่อเนื่องเกิดขึ้นหลายคนแล้ว อาทิ Haarmann, Grossmann, Kürten, Denke เป็นต้น ไม่มีใครเป็นต้นแรงบันดาลใจของผมหรอก

ชื่อหนังที่ใช้ตอนแรกคือ Mörder unter uns (Murderer Among Us) แต่เยอรมันตอนนั้น Nazi กำลังมีอำนาจมากขึ้น ชื่อนี้จึงถูกสตูดิโอเข้าใจผิด คิดว่าอาจหมายถึงอะไรบางอย่างที่เกี่ยวพันกับ Nazi นี่ทำให้ Lang ต้องเข้าไปอธิบายให้สตูดิโอเข้าใจ แล้วตัดสินใจเปลี่ยนชื่อหนัง เพื่อเลี่ยงประเด็นปัญหาเป็น Dein Mörder sieht Dich an (Your Killer Looks At You) และสุดท้ายตัดเหลือแค่ M: Eine Stadt sucht einen Mörder (A City searches for a Murderer) เป็นชื่อสำหรับฉายต่างประเทศ, เห็นว่าตอนที่ Lang ประกาศชื่อหนังครั้งแรก ได้จดหมายขู่ฆ่าไม่รู้จาก Nazi หรือ serial killer นะครับ

ในขั้นตอนเขียนบท Lang เข้าไปอยู่ในสถาบันทางจิตของเยอรมันเป็นสัปดาห์ๆ เพื่อศึกษาเรื่องราวของฆาตกรเด็ก และได้พบกับ Peter Kürten ด้วย ในระหว่างการถ่ายทำ ผู้กำกับยังใช้นักแสดงที่ผู้ต้องหาจริงๆเข้าฉากเป็นตัวประกอบด้วย (และคนพวกนี้ก็ถูกจับหลังการถ่ายทำ…เพื่อ!)

ดูเผินๆนี่เป็นหนังที่มีความหวังดี แต่เพราะ Lang ถือว่าเป็นศิลปินที่มีมักจะแฝงแนวคิดหรือตัวตนไว้ในหนัง ทำให้มีนักวิเคราะห์คิดกันไปว่า หนังเรื่องนี้อาจจะมีใจความแฝงในลักษณะเชิงเกลียดชัง Nazi, ถ้าเราเปรียบนาซีคือตัว Serial Killer คำพูดตอนที่ฆาตกรอธิบายการกระทำของเขา  “I can’t help myself! I haven’t any control over this evil thing that’s inside of me! The fire, the voices, the torment!” นี่เป็นการนำเสนอความชั่วร้ายที่เขารู้สึกสัมผัสได้จากองค์กรนี้ ซึ่งกับหนังเรื่องต่อไป Das Testament des Dr. Mabuse (The Testament of Dr. Mabuse) ถือว่าชัดเจนมากๆว่าเขาต่อต้าน Nazi ซึ่งเมื่อถูกค้นพบความตั้งใจนี้ Lang ต้องลี้ภัยออกจากเยอรมันไปฝรั่งเศสในปี 1933 (เห็นว่า Lang นั้นมีเชื้อสายยิวด้วย แต่ปกปิดไว้อ้างว่าเป็น Catholic เขาเลิกกับภรรยาในปีนั้นด้วยเพื่อไม่ให้ภรรยาจับได้ว่าเขาเป็นยิว)

นำแสดงโดย Peter Lorre บ้างก็ว่านี่เป็นหนังเรื่องแรก บ้างก็ว่าเป็นเรื่องที่ 3 แต่นี่เป็นหนังพูดเรื่องแรกของเขาแน่ๆ, เดิมนั้น Lorre เป็นนักแสดงตลก แต่ได้รับบทที่ต้องใช้ความซีเรียส จริงจังในการแสดง ทีแรกก็เกิดความลังเล แต่ผู้กำกับมองเห็นมุมมืดในตัวเขาจึงเลือกมา, การแสดงของ Lorre ถือว่าเปิดประตูสู่หนังพูดยุคใหม่อย่างเต็มตัว เพราะในช่วงแรกๆของหนังพูด แทบทุกเรื่องจะมีประโยคคำพูดยาวๆ น้ำไหลไฟดับพูดไม่หยุด ซึ่งผู้กำกับเกลียดมากๆ เขาจึงได้ทำการทดลองคือ ไม่ให้ตัวละครพูดมาก แต่เมื่อใดที่พูดก็จะมีคำพูดเจ๋งๆออกมา

รับบทเป็นฆาตกรต่อเนื่อง แต่เราจะไม่ได้เห็นการกระทำของเขา (ใช้ภาษาภาพยนตร์อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะถ้านำเสนอตรงๆ คิดว่าคงไม่ได้ฉายแน่) ช่วงท้ายของหนังเป็นที่ตัวละครนี้ถูกพิพากษาโดยศาลเตี้ย ตอนสารภาพออกมาว่าเป็นฆาตกร สีหน้า คำพูด และแววตา มันหลอนมากๆ คำพูดที่เขาใช้อธิบายเหตุผลของการกระทำ I can’t help myself! … เราสามารถรู้สึกได้ทันที ว่าหมอมันจิตไม่ปกติแน่ๆ สีหน้าของเขาว่ากันว่าเป็นภาพติดตาที่ทำให้คนสมัยนั้นเข้าใจว่า ฆาตกรมันต้องหน้าตาแบบนี้แหละ! หนังเรื่องต่อๆมาของ Peter Lorre เขาก็มักจะได้รับบทคล้ายๆกันนี้ The Man Who Knew Too Much (1934) ของ Alfred Hitchcock หรือใน Casablanca (1942) ที่พอเราเห็นตัวละครนี้ก็แทบจะรู้เลยว่า หมอนี่ไม่ใช่คนดีแน่

ถ่ายภาพโดย Fritz Arno Wagner เราจะได้เห็นมุมกล้องแปลกๆ rat’s-eye view ผมชอบชื่อนี้นะครับ สมัยนี้เปลี่ยนมาเรียกว่า ant’s eye view (เพราะมันดูดีกว่า) มีฉากหนึ่งที่ถ่ายจากใต้โต๊ะ วางกล้องกับพื้นถ่ายมุมเงย เหตุผลของฉากนี้คือ คนที่อยู่ในกล้องคือกลุ่มของอาชญากร (criminal) มุมกล้อง rat’s-eye view ชื่อมันก็บอกชัดเจนว่าคนกลุ่มนี้คือชนชั้นที่ต่ำที่สุดในสังคม … อีกฉากที่ผมชอบมากๆคือ การถ่ายภาพจากกระจก สะท้อนภาพบางอย่าง ที่บอกถึงสิ่งที่อยู่ในใจของตัวละคร นี่เป็นภาพที่สวยมากๆ Lang เอาเทคนิคนี้ที่เคยใช้จากตอนทำหนังเงียบ นี่แหละครับผู้กำกับที่อยู่ในช่วงยุคเปลี่ยนผ่าน เขาจะผสมผสานเทคนิคของทั้งสองยุคได้อย่างยอดเยี่ยม

https://upload.wikimedia.org/wikipedia/en/d/de/LangM.jpg

เห็นว่าฉากที่ฆาตกรพยายามหลบหนีจากศาลเตี้ย แล้วเขาถูกถีบตกบันไดหลายครั้ง นั่นนักแสดงโดนถีบจริงๆ ตกจริงๆ ผมได้ยินว่า Lang เป็นผู้กำกับที่มีสไตล์คล้ายกับ Carl Theodor Dreyer คือมีความ sadism เพื่อในการให้นักแสดงเข้าใจความรู้สึกตัวละคร ด้วยการกระทำกับนักแสดงอย่างนั้นจริงๆ อย่างฉากที่หนึ่งในตัวละครพยายามเผาเชือกที่มัดข้อมืออยู่ ว่ากันว่า นั่นคือข้อมือของนักแสดงจริงๆ เชือกจริง และไฟจริงๆ หนังเรื่อง The Big Heat (1953) ผมได้ยินว่า Lang ให้นักแสดง Lee Marvin สาดกาแฟร้อนๆใส่หน้า Gloria Grahame จริงๆ

ตัดต่อโดย Paul Falkenberg มีหลายช่วงที่เราจะไม่ได้ยินเสียงตัวละครพูดในหนัง อย่างที่บอกไป Lang ได้ทำการทดลองโดยไม่ให้ตัวละครพูดออกมาตลอดเวลา มีหลายครั้งที่ใช้ภาพเป็นการเล่าเรื่อง จุดบุหรี่ ดูดควัน ภาพรถตำรวจวิ่งไปมา (บางครั้งได้ยินแต่เสียงประกอบ แต่ไม่เห็นว่าเกิดอะไรขึ้น) ฉากศาลเตี้ยช่วงท้ายๆ ผมรู้สึกเหมือนกำลังดู The Passion of Joan of Arc เวอร์ชั่นที่มีเสียงพูด ความรู้สึกมันคล้ายกันเลย ในฉากที่ลูกขุนขยับปากกล่าวหา Joan of Arc เราไม่ได้ยินว่าคนพวกนี้พูดอะไร ถ้าเขาพูดได้คงเหมือนกับที่ตัวละครในฉากศาลเตี้ยพูดออกมา เห็นว่า Lang ได้แรงบันดาลใจฉากนี้มาจากหนังเรื่องนี้เช่นกัน

เพลงประกอบโดย Edvard Grieg นี่เป็นหนังเรื่องแรกที่ใช้เทคนิคที่เรียกว่า Leitmotif ประกอบหนัง หนังเสียงยุคแรกๆ ถ้านักแสดงไม่พูดจนปากเปื่อยปากแฉะ ก็ใช้ Orchestra บรรเลงประกอบทั้งเรื่องไปเลย แต่ M ใช้ดนตรีท่อนหนึ่งที่เรียกว่า Leitmotif ประกอบหนังเป็นช่วงๆ ใส่เฉพาะจังหวะสำคัญๆ ไม่ใส่ทั้งหมด เสียงผิวปากในหนังถือว่าเด่นมาก เห็นว่า Peter Lorre ผิวปากไม่เป็น เสียงที่ได้ยินเป็นเสียงผิวปากของ co-writer และภรรยาของ Lang ช่วยกันผิว โดยใช้เพลงประกอบคือ In the Hall of the Mountain King แต่งโดยคีตกวีชาวนอร์เวย์ Edvard Grieg (ยุค romantic era) มาจาก Peer Gynt Suite No. 1. เพลงนี้เดิมก็ดังอยู่แล้ว และดังขึ้นไปอีกหลังจากหนังเรื่องนี้ฉาย ไปฟังออเครสต้าเพราะๆดูนะครับ บรรเลงโดย Berliner Philharmoniker

หนังเรื่องนี้ ถ้ามาสร้างในปัจจุบันคงไม่มี impact เท่าไหร่ เห็นว่ามีเวอร์ชั่น remake เป็นภาษาอังกฤษ กำกับโดย Joseph Losey นำแสดง David Wayne ใช้ชื่อเดิม M ฉายปี 1951 มีผลตอบรับไม่ดีเท่าไหร่ มีคนไปสัมภาษณ์ Lang ว่าทำไมเขาถึงไม่ remake หนังเรื่องนี้ด้วยตัวเอง Lang บอกเขารู้สึกพอใจ M ในฉบับนั้นแล้ว “People ask me why I do not remake M in English. I have no reason to do that. I said all I had to say about that subject in the picture. Now I have other things to say.” (เห็นว่า Lang ให้ M ที่เขาสร้างเอง เป็นหนังโปรดของตนด้วย) กระนั้นเขาก็ดีใจที่ได้เห็นหนังตัวเองถูก remake “I had the best reviews of my life”

นี่เป็นหนังที่ไม่มีพระเอก ผมมองฆาตกรว่าเป็นตัวร้ายนะครับ แล้วพระเอกคือใครกัน? หนังใช้กลุ่มตำรวจ และกลุ่มอาญากรใต้ดิน เป็นผู้ตามที่ออกตามล่าฆาตกร นักแสดงที่เด่นเป็นอันดับ 2 ของหนังคือ Otto Wernicke เล่นเป็น Inspector Karl Lohmann ผมไม่คิดว่าเขามีความสำคัญต่อหนังถึงขนาดต้องพูดถึงเลย มองแบบนี้แล้วก็ไม่มีใครเป็นพระเอก นางเอกไม่มีแน่นอน หนังใช้การเล่าเรื่องไปเรื่อยๆ เราจะเห็นวิธีการของทั้งตำรวจและอาญากรในการตามหาฆาตกรคนนี้ ซึ่งเขาเป็นคนธรรมดาๆทั่วๆไป การตามหาเขาเหมือนงมเข็มในมหาสมุทรมาก ถ้าเป็นสมัยนี้ ผมเชื่อว่าหนังต้องสร้างพระเอกขึ้นมาคนหนึ่ง ที่สามารถไขปริศนาตามหาฆาตกรได้แน่ๆ เพราะพระเอกนี่แหละจะเป็นศูนย์กลางของหนัง ไม่ว่าเขาจะเป็นตำรวจหรือเป็นผู้ร้าย แต่สำหรับ M ผมมองว่ามันไม่มีจุดศูนย์กลางของหนัง ฆาตกรก็ไม่เชิงเป็นจุดศูนย์กลางของหนัง Lang ใช้การเล่าเรื่องของคนกลุ่มต่างๆไปข้างหน้าพร้อมๆกัน เดี๋ยวตัดไปตำรวจ เดี๋ยวตัดไปกลุ่มอาชญากร เดี๋ยวตัดไปที่ฆาตกร ไม่มีเรื่องไหนเด่นกว่า มันทำให้เราลุ้นว่าใครจะจับฆาตกรได้ก่อน (ระหว่างตำรวจกับอาชญากร) ผมว่ามันเป็นความบังเอิญมากๆที่หาฆาตกรเจอ เอาจริงๆมันก็ไม่ชัวร์ร้อยเปอร์เซ็นต์ด้วยถ้าเขาไม่รับสารภาพออกมา

เราจะไม่เห็นฉากการฆาตกรรมในหนัง แต่จะใช้การพูดอธิบายออกมา บางครั้งก็ใช้ภาพนำเสนอแบบเลี่ยงๆ เช่น ฉากที่ลูกโป่งลอยไปติดเสาไฟ มันดูไม่มีอะไรเลยนะ แต่ถ้าบอกว่านั่นคือฉากที่บอกถึงการฆาตกรรม มันน่าทึ่งมากๆว่าผู้กำกับคิดได้ยังไง ผมว่าการที่ตัวละครพูดอธิบายการกระทำและเหตุผลออกมา เป็นเทคนิคที่อาจจะน่ากลัวกว่าการเห็นฉากฆาตกรรมจริงๆเสียอีก ในฉากศาลเตี้ย แม่ที่พูดความรู้สึกของตนขณะลูกตัวเองหายไป (เพราะอาจถูกฆ่า) ไม่รู้จริงแท้หรือได้รับการปรุงแต่งมามากแค่ไหน จริงๆมันอาจจะไม่ได้โหดร้ายเลยก็ได้ แต่เพื่อให้คนอื่นเข้าใจ รู้สึกถึงความทุกข์ที่ตนเองได้รับ คำพูดจึงถูกใส่ไฟให้มันลุกลามไปสู่จิตใจคนอื่น มันเลยดูสมจริงเกินกว่าปกติไปมาก (นี่แหละที่เรียกว่า พูดใส่ไฟ) การหลีกเลี่ยงฉากความรุนแรงในหนัง ก็เพื่อไม่ให้หนังมีความรุนแรงมากเกินไป

ผมค่อนข้างชอบหนังเรื่องนี้ แต่ไม่ถึงกับหลงรักมัน ผมรู้สึกวิธีการแก้ปัญหาของหนังเรื่องนี้มันดูเกินจริงไปหน่อย อย่างศาลเตี้ย มันทำให้ผมรู้สึกว่าผู้คนใช้อารมณ์ตัดสินปัญหา มากกว่าที่จะเข้าใจคนอื่น ผมไม่พูดว่ากฎหมายคือสิ่งที่ดีที่สุด กฎแห่งกรรมเนี่ยแหละตรงที่สุดแล้ว คนผิดอาจจะไม่ได้ชดใช้ผิดในชาตินี้ แต่สิ่งที่เขาทำมันส่งผลต่อชาติต่อๆไปแน่ คนที่ตัดสินว่าเขาไม่ดีต่างหากที่ผลกรรมอาจจะมากกว่าตัวคนทำผิดเองอีก ผมเปรียบคนที่ใช้อารมณ์ในการตัดสินปัญหาเหมือนเชื้อโรค ที่แพร่กระจายโรคติดต่อไปสู่คนอื่นด้วยคำพูด ด้วยการทำให้เขาเข้าใจอารมณ์โกรธ เกลียดของเรา เมื่อเราเห็นด้วยกับคนพวกนี้ ก็เท่ากับเรากลายเป็นคนติดโรคไปกับเขาด้วยแล้ว ผมคิดว่าในชีวิตจริง ถ้าฆาตกรถูกจับได้ โอกาสรอดต่ำมาก ส่วนใหญ่ก็จะโดนประชาทัณฑ์ อยู่ในคุกก็โอกาสรอดยาก เหตุการณ์แบบในหนังจึงแทบเป็นไปไม่ได้

ผมแนะนำหนังเรื่องนี้ให้กับคนชอบดูหนังแนวสืบสวน สอบสวน ฆาตกรรม หนัง serial killer เรื่องแรกของโลกไม่ควรพลาดเลย คนชอบหนังเก่าๆ ดีๆ นี่เป็นหนังที่มีแนวคิดน่าสนใจมากๆเรื่องหนึ่ง เต็มไปด้วยเทคนิคทางภาพยนตร์ที่ยอดเยี่ยม จัดเรต 15+ กับความรุนแรงทางคำพูดที่รุนแรงกว่าภาพที่เห็น

คำโปรย : “M ผลงาน masterpiece หนังเสียงเรื่องแรกของผู้กำกับ Fritz Lang ว่ากันว่านี่คือหนัง Serial-Killer เรื่องแรกของโลก นำแสดงโดย Peter Lorre ใบหน้าฆาตกรของเขากลายภาพติดตาของคนทั้งโลก คอหนังคลาสสิคไม่ควรพลาด”
คุณภาพ : RARE-GENDARY
ความชอบ : LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of