Maboroshi no Hikari (1995)

Moborisi

Maboroshi no Hikari (1995) Japanese : Hirokazu Kore-eda ♥♥♥♥

ผลงานแจ้งเกิด Hirokazu Kore-eda คว้ารางวัล Golden Osella: Best Director จากเทศกาลหนังเมือง Venice, เริ่มต้นกับการตั้งคำถาม ‘ชีวิตคืออะไร?’ เมื่อสามีกระโดดตัดหน้ารถไฟฆ่าตัวตาย ทั้งๆครอบครัวก็ปกติสุขดี ปัญหาปมด้อยอะไรก็ไม่มี ทิ้งลูกกับภรรยาครุ่นคิดไม่ตกถึงสาเหตุผลทำไมฉันถึงมาพบเจอเรื่องร้ายๆพรรค์นี้ด้วย!

ถ้ามนุษย์เราไม่เคยพบเจอเรื่องร้ายๆ จะมีโอกาสรู้จักคุณค่าแท้จริงของความสุขได้เช่นไร? เช่นกันกับการพบเจอความตายแบบไร้สาเหตุผล มันอาจทำให้เราครุ่นคิดเข้าใจถึงเป้าหมายการเกิดมีชีวิต

หลายคนที่ได้รับชมภาพยนตร์เรื่องนี้เชื่อว่าคงหลับสบาย โชคดีวันก่อนผมได้พักผ่อนนอนเต็มอิ่มเลยสามารถต่อสู้กับความเชื่องช้า ซึมซับรับสัมผัสทางจิตวิญญาณของหนังได้อย่างเต็มอิ่ม แต่มันก็สูบพลังไปแทบหมดเกลี้ยงเช่นกัน

Maborosi หรือ Maboroshi no Hikari แปลว่า แสงสว่างลวงตา, เป้าหมายปลายทางขอบฟ้าที่อาจไม่มีอยู่จริง, คำถามเกี่ยวกับชีวิตล้วนไร้ซึ่งคำตอบ เกิดมาทำไม? ตายแล้วไปไหน? จุดเริ่มต้น-สิ้นสุด ของทุกสรรพสิ่งคืออะไร?

จริงๆแล้วคำถามปรัชญาพวกนี้มีคำตอบนะครับ แต่คนส่วนใหญ่ในโลกถ้ารับรู้แล้วไม่เชื่อก็งมงายอยู่กับความเข้าใจอื่น พระพุทธเจ้าเลยทรงตรัสสอน “ปฏิบัติให้เห็นแจ้งด้วยตนเอง” ซึ่งเอาจริงๆก็ไม่ได้จำเป็นต้องบรรลุหลุดพ้นไปถึงระดับนั้น แค่เพียงเศษเสี้ยวหนึ่งไม่ใช่แค่เชื่อว่าผีมีจริง แต่รู้ว่าผีมีจริง ก็อาจเพียงพอให้คนๆหนึ่งค้นพบคำตอบของเป้าหมายชีวิตแล้วละ

ภาพยนตร์เรื่องแรกของ Hirokazu Kore-eda ต้องถือว่าเอ่อล้นด้วยพลังสร้างสรรค์ จัดเต็มด้านแนวคิด ภาษา และไดเรคชั้นนำเสนอ เรียกได้ระดับงานศิลปะขั้นสูง ผู้ชม/นักวิจารณ์ฝั่งตะวันตกต่างตื่นเต้นในวิสัยทัศน์ของผู้กำกับหน้าใหม่อนาคตไกล แต่ชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ส่ายหัวเข้าไม่ถึงความงดงามของหนัง คงต้องถือว่านี่เป็นการเริ่มต้นลองผิดถูกหาจุดสมดุลระหว่าง งานศิลปะ-เข้าถึงผู้ชมระดับกว้าง ยังต้องใช้เวลาอีกสักพักก่อนที่ผลงานของ Kore-eda จะสามารถซึมซับถึงจิตวิญญาณของผู้ชม

สิ่งหน้าทึ่งของ Maborosi คือการถ่ายภาพที่ไม่เพียงงดงามประณีต แต่ยังลุ่มลึกด้วยนัยยะความหมายทุกช็อตฉาก และการแช่ภาพค้างทิ้งไว้ระยะเวลาหนึ่ง สร้างสัมผัสให้ผู้ชมได้มีเวลาสูดลมหายใจเข้า-ออก นั่นคือการสร้างสมาธิ อันก่อให้เกิดสติและปัญญา เอาเวลานั้นครุ่นคิดทำความเข้าใจ ก็จักพบเห็นความสงบงามของหนังเรื่องนี้

Hirokazu Kore-eda (เกิดปี 1962) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Tokyo ตอนเด็กอาศัยอยู่กับแม่ (ไม่มีพ่อ) แต่พอไปทำงานก็อยู่กับปู่เสียชีวิตด้วยอัลไซเมอร์ตอนเขาอายุ 6 ขวบ เป็นอะไรที่ฝังใจมากๆ โตขึ้นวาดฝันเป็นนักเขียนนิยาย เข้าเรียนสาขาวรรณกรรมจาก Waseda University แต่ออกมาเลือกทำงานเป็นผู้ช่วยกำกับสารคดีโทรทัศน์อยู่ถึง 3 ปี ฉายเดี่ยวเรื่องแรก Lessons from a Calf (1991)

สไตล์ของ Kore-eda มีคำเรียก ‘Cine-Poems’ เรื่องราวสะท้อนความสัมพันธ์เข้ากับชุมชน/เมือง/ป่าเขาธรรมชาติ รับอิทธิพลจาก Yasujirō Ozu, Hou Hsiao-hsien ในความเชื่องช้า นุ่มนวล ลุ่มลึกซึ้ง ชอบสร้างสถานการณ์ข้อจำกัด ตั้งคำถามเกี่ยวกับชีวิต ครอบครัว การมีตัวตน/สูญหาย และมุ่งค้นหาหนทางออกดีสุดของปัญหาที่ไม่มีคำตอบ, ผลงานเด่นๆ อาทิ After Life (1998), Nobody Knows (2004), Still Walking (2008), Like Father, Like Son (2013), Our Little Sister (2015), The Third Murder (2017), Shoplifters (2018) ฯ

ระหว่างสร้างสารคดี August Without Him (1994) ได้พบเห็นความตายของ Hirata Yutaka เกย์คนแรกของญี่ปุ่นที่เปิดเผยตนเอง กำลังป่วยหนักจากโรค AIDS กลายเป็นแรงบันดาลใจเกิดข้อคำถาม ‘ชีวิตเกิดมาทำไม?’ ดัดแปลงนิยาย Maboroshi no Hikari (1995) ของ Teru Miyamoto (เกิดปี 1947) นักเขียนมือรางวัลสัญชาติญี่ปุ่น สร้างเป็นภาพยนตร์(ที่ไม่ใช่สารคดี)เรื่องแรกของตนเอง

เรื่องราวของ Yumiko (รับบทโดย Makiko Esumi) แต่งงานกับ Ikuo (รับบทโดย Tadanobu Asano) อาศัยอยู่ห้องเช่าเล็กๆในเมือง Osaka เพิ่งมีลูกทารกน้อย วันหนึ่งโดยไม่รู้ตัว Ikuo เดินตกรางรถไฟถูกชนเสียชีวิต สร้างความคับค้องจนกลายเป็นหมกมุ่นครุ่นคิดให้กับ Yumiko มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่กับชีวิตฉัน!

หลายปีผ่านไป Yumiko แต่งงานใหม่กับพ่อหม้ายลูกติด Tamio (รับบทโดย Takashi Naitô) ย้ายไปอยู่หมู่บ้านริมทะเล แถวๆ Wajima City (ฝั่งตะวันตกติดชายฝั่ง Sea of Japan) สำหรับเด็กๆพวกเขามีชีวิตสนุกสนานวิ่งเล่นไร้เดียงสา แต่กับผู้ใหญ่ทั้งคู่ต่างจมอยู่ในทะเลแห่งความเศร้าโศก ไม่รู้จะหันไปพึ่งใครนอกจากแสงกองไฟเล็กๆที่ก็ไม่รู้มีอยู่จริงหรือเปล่าในการดำรงชีวิต

Makiko Esumi (เกิดปี 1966) นักแสดง โมเดลลิ่งสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Izumo, Shimane, สมัยเรียนมัธยมทำงานเป็น Miko ที่ศาลเจ้า Izumo-taisha หลังจบมาเป็นนักกีฬาวอลเล่ย์บอลทีม Japan Tobacco แต่ได้รับบาดเจ็บเลยต้องผันตัวสู่วงการโมเดลลิ่ง เข้าตาผู้กำกับ Kore-eda แจ้งเกิดกับ Maborosi (1995), แล้วมาดั่งต่อกับซีรีย์ Shomuni (1998-2002)

ความทรงจำวัยเด็กที่พบเห็นคุณย่าออกจากบ้านหายลับไปกับตา ตราฝังใจ Yumiko ให้เติบโตขึ้นครุ่นคิดหมกมุ่นอยู่กับความตายเมื่อสามีจากลาไปแบบไร้ร่องรอยเหตุผล ความสนุกสนานร่าเริงเบิกบานที่เคยมีพลันอมทุกข์เศร้าหม่นหมองลงโดยพลัน ต่อให้พยายามย้ายบ้านไปไกลสุดขอบฟ้าแต่ก็มิอาจหนีพ้นตามกลับมาหลอกหลอน จนกว่าจะสามารถยินยอมรับเข้าใจในความไม่มี ชีวิตถึงสามารถก้าวเดินต่อไปไม่ไร้สิ้นหวัง

ไดเรคชั่นของหนังเรื่องนี้ Kore-eda เน้นที่ภาพถ่ายระยะไกล นับครั้งได้กับ Medium Shot หรือ Close-Up ดังนั้นเราจึงแทบจะไม่เห็นสีหน้าอารมณ์ของ Esumi หรือขยับปากพูด แต่เรือนร่างกายเพรียวสูงหุ่นโมเดลลิ่ง เวลาขยับเคลื่อนไหวหรือหยุดแน่นิ่ง (มองเห็นจากระยะไกลๆ) สามารถสะท้อนบางสิ่งอย่างออกจากภายในจิตใจของตัวละครได้

แม้จะน้อยนิดแต่ต้องให้คะแนนเต็มสิบสำหรับเสียงพากย์ -นึกว่ามืออาชีพ Seiyuu มาเอง- เป็นส่วนสำคัญในการเค้นกลั่นเอาอารมณ์ความรู้สึกออกมาจากภายในตัวละครได้อย่างเอ่อล้นทรงพลัง เพราะระยะที่ไกลทำให้ไม่เห็นน้ำตา แต่ฟังจากเสียงก็รับรู้ได้ว่าหลายครั้งกำลังร่ำร้องไห้ทุกข์ทรมานแสนสาหัส

ถ่ายภาพโดย Masao Nakabori ก็ไม่รู้ทำไมถึงเป็นครั้งเดียวที่ร่วมงานกับ Kora-eda งานภาพออกมางดงามวิจิตรล้ำออกขนาดนี้น่าจะกลายเป็นขาประจำเสียด้วยซ้ำ

รับอิทธิพลจากผลงานของ Yasujirō Ozu พอสมควร อาทิ มุมกล้อง Tatami Shot, ภาพไม่ค่อยขยับเคลื่อนไหว (แต่ก็เห็นมีแพนนิ่งอยู่ 3-4 ครั้ง) ฯ ขณะที่ส่วนรับจาก Hou Hsiao-hsien คือหนึ่งช็อตหนึ่งฉาก เชื่องช้าดั่งลมหายใจ และถ่ายระยะไกล Long Shot หรือ Extreme Long-Shot ให้สัมผัสเหมือนมนุษย์ก็แค่บางสิ่งตัวเล็กๆเมื่อเทียบกับธรรมชาติแวดล้อมรอบข้าง

ช็อตแรกของหนัง ภาพค่อยๆชัดขึ้นพบเห็น Yumiko วัยเด็กกำลังปัดแต่งทรงผม ทำท่าทางเหมือนกำลังใช้สมองครุ่นคิดถึงอะไรบางอย่าง (เป้าหมายชีวิต?) จากนั้นตามด้วยเสียงกระดิ่งรถจักรยานของเด็กชาย Ikuo ความรักชอบพอของพวกเขากำลังค่อยๆงอกเงยขึ้น (กระดิ่ง จะกลายเป็นเสียงสัญลักษณ์แทนความสุขของ Yumiko)

เราจะพบเห็นช็อตลักษณะคล้ายกันนี้บ่อยครั้งในหนัง รอบข้างเป็นตึก/ห้องแถว/ผนังกำแพง/อุโมงค์ ปลายสุดทางจะคือแสงสว่าง ตัวละครมักชอบเดินตรงหา สอดคล้องกับชื่อและใจความหนังที่เกี่ยวกับการโหยหาปลายทางแห่งชีวิต อยากช็อตแรกๆของหนังนี้คือคุณยาย กำลังหาสถานที่พักผ่อนบั้นปลาย

ความตั้งใจของยายกลับบ้านเกิดเพื่อหาที่ตาย สถานที่ร่ำรา Yumiko อยู่บนสะพาน เรียกได้ว่าเดินมาถึงตำแหน่งสูงสุดของชีวิต เมื่อมิอาจไปได้เหนือกว่านี้ก็ถึงคราต้องหาทางลงลับไป ดั่งวัฏจักรของชีวิต

เกร็ด: คนแก่มองหาสถานที่ตายของตนเอง มักทำให้ผมนึกถึงหนังเรื่อง The Ballad of Narayama มีสองฉบับ 1958 กับ 1983 ถือเป็น Masterpiece ทั้งคู่เลยนะครับ

รถไฟจะคือสิ่งสัญลักษณ์ที่พบบ่อยครั้งในช่วงต้นของหนัง ครั้งแรกที่เห็นคือ Ikuo ปั่นจักรยาน(ที่ขโมยมา)แข่งกับรถไฟ เหมือนว่าเขาจะชนะด้วยละคือมาถึงตำแหน่งนี้ก่อน คงหมดแรงเลยวกกลับบ้าน

ผมมองรถไฟคือสัญลักษณ์การเดินทางชีวิต เวลาที่เคลื่อนเลยผ่านไปข้างหน้าไม่หยุดนิ่ง มนุษย์เราพยายามที่จะต่อสู้แข่งขันเพื่อเอาชนะ แต่ส่วนใหญ่ก็มักหมดเรี่ยวแรงยอมแพ้เสียก่อน (แบบ Ikuo ในฉากนี้) และการเสียชีวิตของ Ikuo ตีความหมายถึง การมิอาจขัดขืนต่อต้านทานวิถีดำเนินไปของโลกได้ (มิอาจหยุดเวลา, ค้นพบเป้าหมาย, เอาชนะวงเวียนวัฏจักรชีวิตได้)

ขโมยจักรยาน (เพราะจักรยานของตนถูกขโมยไป) มองได้เป็นการแข่งขัน แก่งแย่งชิง ต่อสู้เพื่อเอาชนะ เดินทางไปให้ถึงเป้าหมายฝั่งฝัน

ขณะที่สามีทำงานในโรงงาน Yumiko เป็นแม่บ้านที่ได้แค่คอยเกาะประตูหน้าต่างจับจ้องมอง ณ จุดนี้เธอยังไม่ครุ่นคิดถึงความหมายของชีวิต สนเพียงความสุขสบายเฉพาะหน้า ท่าทางอารมณ์จึงเอ่อล้นไปด้วยความสุขสำราญ (มองไม่เห็นสิ่งที่คือมุมมืดความทุกข์โศกของโลกใบนี้)

กลับบ้านมาเอาร่มเผื่อฉุกเฉินฝนตกจะได้ป้องกันไว้ไม่เปียกปอน แต่กลับกลายเป็นร่ำจากลา ไร้สาเหตุผลทำไม Ikuo ถึงกระโดดตัดหน้ารถไฟฆ่าตัวตาย, มันไม่ใช่ประเด็นที่จะมาคิดว่า เขาอาจเกิดอุบัติเหตุ ป่วย หรือถูกใครผลัก นัยยะสื่อถึงอะไรๆก็เกิดขึ้นได้ ต่อให้ตระเตรียมร่มไว้กันฝนตก ก็มิอาจหยุดยั้งป้องกันการดำเนินไปของวิถีโลก

ช็อต Death Flag นี้ คล้ายกับตอนต้นที่คุณยาย Yumiko เดินออกจากบ้าน ถ้าใครอ่านภาษาหนังออกเชื่อว่าน่าจะคาดเดาได้ว่าอาจเกิดอะไรขึ้นต่อไป

ตาดีได้ตาร้ายเสีย ช็อตนี้มีสิ่งที่คือแสงสว่างเล็กๆสะท้อนอ่างอาบน้ำทารกน้อย เห็นปรากฎบนผนังกำแพง, เชื่อว่าหลายคนคงไม่ทันสังเกตเหตุ จะมองว่านั่นคือ Maboroshi ก็ยังได้ ขณะที่ Yumiko ก็มัวแต่ก้มหน้าก้มตาไม่สนใจ มองยังไม่เห็นบางสิ่งสำคัญใกล้ตัวหรือแสงแห่งชีวิต

Yumiko นั่งก้มหน้าก้มตา ท้อแท้หมดอาลัยตายอยาก เริ่มครุ่นคิดถึงความหมายชีวิต เกิด-ตาย ใบหน้าของเธอพบเห็นสะท้อนในกระจก เรียกว่าจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวในขณะนี้

หลายปีถัดไปก็ถึงเวลาออกเดินทาง ขึ้นรถไฟมุ่งสู่สุดปลายเขตแดนตะวันตกประเทศญี่ปุ่น (ตะวันตกในความเชื่อคนไทย/ญี่ปุ่น เหมือนกันคือ ทิศทางของคนตาย) สังเกตว่าช็อตนี้เลือกตำแหน่งเห็นสองรางรถไฟ หนึ่งไปต่อได้ สองคือขาดแหว่ง (รอยต่อของการสลับรางรถไฟ) นัยยะก็คือชีวิตเดินทางมาถึงสุดปลายเขตแดนที่จะมาถึงแล้ว มิสามารถไปต่อจากนี้ได้

ทีแรกผมโคตรสงสัยเลยนะว่าช็อตนี้ถ่ายทำจากบนเรือหรือยังไง แต่พอเห็นจากภาพมุมสูงถ่ายจากอีกด้านลงมา จะพบบริเวณที่กล้องตั้งถ่ายช็อตนี้คือแนวกันคลื่นที่ยื่นออกไปในทะเล (จะมีช็อตที่พ่อนั่งตกปลาอยู่บริเวณนี้ด้วย)

ทำไม Yumiko ถึงยอมแต่งงาน แล้วออกเดินทางมายังดินแดนไกลปืนเที่ยงขนาดนี้? นี่คือการพยายามหนีชีวิต ปลีกความวุ่นวายจากผู้คนสังคมเมือง เพื่อมาเผชิญหน้าต่อสู้กับคลื่นลมกระแสน้ำ อากาศหนาวเหน็บ เรียกว่าหวนกลับคืนรากเหง้าธรรมชาติของโลก

ช็อตนี้ถือว่าน่าสนใจทีเดียว สะท้อนถึงความแปลกแยกทางจิตใจของคนในครอบครัวนี้
– พ่อของ Tamio นั่งสูบบุหรี่อยู่ด้านนอก (จะพบเห็นเขานั่งเหม่อลอยเรื่อยเปื่อยในตำแหน่งนี้อยู่บ่อย) ชีวิตคงเฝ้ารอวันตายสถานเดียวแล้วละ ไร้เป้าหมายปลายทางใดๆ
– Yumiko ก็ถูกแบ่งด้วยเสาออกจากครอบครัวของเธอ จิตใจครุ่นคิดถึงอย่างอื่น
– Tamio และลูกๆทั้งสอง เต็มไปด้วยความสนุกสนานเพลิดเพลินในโลกของพวกเขา

ช็อตสวยเกือบที่สุดของหนัง เป็นการแพนกล้องจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่ง เด็กๆสองคนวิ่งเลียบเนินคันดิน เห็นเงาสะท้อนในอ่างเก็บน้ำที่แน่นิ่ง พื้นหลังคือทะเลญี่ปุ่นเต็มไปด้วยคลื่นลม

ชีวิตมนุษย์มักดำเนินเดินวิ่งไป ณ ตำแหน่งกึ่งกลางระหว่างความเป็น-ตาย สงบเงียบ-วุ่นวาย คล้ายๆกับสำนวน ‘ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย’ พลาดพลั้งเผลอตกน้ำก็อาจถึงตาย แต่นั่นไม่มีใครคาดคิดหรอกว่ามันจะเกิดขึ้นได้

แววแรกที่ผมเห็นภาพช็อตนี้ถึงกับใจหายวาบ เพราะนึกว่าเด็กๆทั้งสองจะเป็นอะไรไปเสียแล้ว (เพราะมันคล้ายกับ Death Flag สองความตายด้านบนที่ผมกล่าวถึงไว้) แต่โชคชะตาของพวกเขาคงยังไม่ถึงจุดสิ้นสุดเลยสามารถเอาตัวรอดชีวิต ได้ขึ้นรถกลับบ้านถูก

เขื่อนกั้นแนวคลื่น มีประสิทธิภาพกว่าเนินดิน-หิน-ทราย เพราะเมื่อถูกคลื่นน้ำซัดก็ไม่โดยกัดเซาะได้โดยง่าย เปรียบเสมือนกำแพงที่กั้นขวางระหว่างมนุษย์-ความตาย

การที่พ่อของ Tamio นั่งดูดบุหรี่อยู่ตำแหน่งนี้ สื่อถึงตัวเขาที่ก็กำลังเฝ้ารอคอยความตาย ไม่รู้เมื่อไหร่จะมาถึง บางสิ่งอย่างปกป้องกันเหนี่ยวรั้งเขาไว้แบบเดียวกับเขื่อนกั้นแนวคลื่นนี้ พูดง่ายๆว่ายังไม่ถึงเวลาหมดสิ้นอายุไขนะแหละ

นี่น่าจะเป็นช็อตที่เห็นใบหน้านักแสดง Makiko Esumi ชัดเจนที่สุดแล้วกระมัง เธอชอบหวีรัดผมเสียเนี๊ยบ สวมชุดกระโปรงยาวสีเข้มราวกับไว้ทุกข์ ขณะนี้คือตอนรับรู้บางสิ่งอย่างก่อนสามีจะเสียชีวิตในคาเฟ่แห่งนี้ จากนั้นค่อยๆก้มหน้าลงยินยอมรับโชคชะตา

ภาพพื้นหลังใส่กรอบไว้ ถ้าเป็นช็อตของคนขายกาแฟคือภาพเรือ ขณะที่ฝั่งนี้เห็นทุ่งท้องฟ้า คงจะสื่อถึงการเดินทางและต่อสู้ดิ้นรนเอาตัวรอดในผืนธรรมชาติกว้างใหญ่ของมนุษย์

นาฬิกาคือเวลา หลอดไฟคือแสงสว่าง(ในชีวิต) วางคู่กันช็อตนี้ราวกับว่าเวลาชีวิตกำลังเริ่มนับถอยหลังสิ้นลุดลง

จุดเล็กๆขึ้นที่… มีด้วยเหรอ? แสงไฟสลัวๆลางๆของช็อตนี้ เพื่อค้นหาสิ่งที่คือปัญหา/เป้าหมายของชีวิต แต่ก็ไม่เห็นอะไร ครุ่นคิดไปเองหรือเปล่า? มี-ไม่มี สื่อถึงชื่อหนัง Maboroshi เช่นกัน

ผมถือว่าช็อตนี้สวยสุดของหนัง! ทึ่งในการเลือกตำแหน่งมุมกล้อง คือมันพอดีเปะได้ยังไงทิศทางการเดินคู่ขนานความสูงของคนกับเส้นขอบฟ้า และเชื่อว่าหลายคนคงเดาได้ว่าหนึ่งที่เดินห่างๆอยู่ด้านหลังย่อมคือนางเอก Yumiko เธอกำลังติดตามความตาย มุ่งสู่สถานที่แสงสว่างสุดท้ายแห่งชีวิต เปลวเพลิงมอดไหม้ดับสิ้นสูญ

นัยยะของช็อตต้องการสื่อถึงการดำเนินไปของชีวิต คือสิ่งคู่ขนานกับธรรมชาติ เกิด-ตาย ตะวันขึ้น-ตกดิน ล้วนมีความสอดคล้องกลมเกลียวประหนึ่งสิ่งเดียวกัน (ธรรมชาติ = ชีวิตมนุษย์)

ไคลน์แม็กซ์ที่พบเห็นเพียงเงาและเสียง เป็นการสื่อว่า มนุษย์มันก็แค่เพียงเฉดเศษเสี้ยวหนึ่งของธรรมชาติอันกว้างใหญ่ไพศาล การที่เรามัวแต่ครุ่นคิดถึง ‘ชีวิตคืออะไร?’ หาได้มีความสลักสำคัญใดๆต่อสากลจักรวาลแม้แต่น้อย

ทำไม Ikuo ถึงฆ่าตัวตาย? สามีคนใหม่ของ Yumiko ตอบเธอด้วยปริศนาธรรม กะลาสีเรือพบเห็นแสงลิบๆกลางทะเล ทั้งๆก็ไม่รู้หรอกว่าคืออะไรมีอยู่จริงไหม แต่ใคร่อยากเดินเรือติดตามไปให้พบ นี่สะท้อนถึงบางสิ่งอย่างที่อาจมีอยู่จริง/ไม่มี เหตุผลของการฆ่าตัวตายมี/ไม่มี มันเป็นสิ่งย่อมสามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้ทั้งนั้น ครุ่นคิดให้หัวแตกก็มิสามารถค้นหาคำตอบได้

การสนทนาประโยคสุดท้ายของหนัง พ่อของ Tamio ยังคงนั่งอยู่ตำแหน่งประจำเหม่อมองออกไปสู่ความเวิ้งว้างว่างเปล่าของท้องทะเล ขณะที่ Yumiko เดินออกมานั่งยองๆพูดคุยสนทนา วันนี้อากาศดีจริง!

สภาพอากาศก็ถือเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของหนัง ฝนตกนำพาความโชคร้าย ร้อน/หนาวสะท้อนความคลุ้มคลั่ง และครั้งนี้ครั้งเดียวที่อากาศดีฟ้าโปร่ง นั่นคือการเริ่มต้นใหม่ เลิกเสียทีกับการหมกมุ่นครุ่นคิดถึงแต่ความตายของ Yumiko

ไม่ใช่ว่าเธอเข้าใจหรอกนะครับว่าชีวิตคืออะไร? ทำไมทุกสรรพสิ่งต้องมีเกิด-ตาย? แค่ว่าสามารถปลดปล่อยวาง เลิก ช่างแม้ง คิดทำห่าอะไรไม่รู้จักจบสิ้นหาคำตอบไม่ได้เสียที เมื่อใครไปได้ถึงจุดนั้นก็มีโอกาสพบเจอความสงบสุขทางใจ

แซว: ใครเป็นแฟนๆผู้กำกับ Ozu น่าจะจดจำช็อตในตำนานนี้จาก Tokyo Story (1953)

ช็อตรองสุดท้ายของหนัง ทิวทัศน์สวยๆของ Uniumachi หมู่บ้านริมชายฝั่งทะเลตะวันญี่ปุ่น ความสวยงามของสถานที่แห่งนี้ยังได้แฝงแนวคิดบางสิ่งอย่างไว้, ถ้าเปรียบท้องทะเลดั่งธรรมชาติของโลก มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตเดียวที่สามารถสร้างเขื่อนกั้นแนวคลื่นลม ทำให้เกิดความสงบในอ่าวเล็กๆ เปิดเพียงช่องแคบให้น้ำไหลผ่านจักก่อเกิดประโยชน์สูงสุดหล่อเลี้ยงทั้งชุมชน

ใครเคยรับชมหนังของผู้กำกับ Ingmar Bergman จะรับรู้ถึงการใช้รอยต่อระหว่างผืนน้ำกับแผ่นดิน คือสัญลักษณ์ของความเป็น-ตาย หนังเรื่องนี้ก็เช่นกัน แต่บริเวณหลังเขื่อนกั้นมีความสงบจากคลื่นลม คือตอนจบที่ชี้แนะนำว่า ในเมื่อไม่มีทางจะหาคำตอบของชีวิตได้ วิธีการเดียวเท่านั้นคือสูดลมหายใจเข้าลึกๆแล้วผ่อนคลายออก ปล่อยวางความครุ่นคิดยึดติด ชีวิตก็จักผ่อนคลายความสับสนวุ่นวายลง

ตัดต่อโดย Tomoyo Oshima ยอดฝีมือที่คือขาประจำของ Nagisa Oshima และ Shuji Terayama แต่ก็ได้ร่วมงานกับ Kore-eda แค่เรื่องเดียวอีกเช่นกัน

เรื่องราวดำเนินไปในมุมมองของ Yumiko เริ่มต้นตอนเด็กจะถือว่าคือความฝัน/Flashback หรือดำเนินไปข้างหน้าแบบปกติแล้วกระโดดข้ามช่วงเวลาสู่ตอนโตก็ยังได้ ซึ่งหลังจากพบเจอความสูญเสียก็จะ Time Skip อีกครั้งถึงตอนแต่งงานใหม่ย้ายสู่ดินแดนไกลปืนเที่ยง

กับหนังที่มีความโดดเด่นล้ำในงานภาพขนาดนี้ การตัดต่อจึงเป็นแค่เพียงส่วนเติมเต็ม ร้อยเรียงภาพโปสการ์ดสวยๆเข้าด้วยกัน ไร้ซึ่งเทคนิคความน่าสนใจอื่นๆให้พูดถึง

เพลงประกอบโดย Chen Ming Chang หรือ Bobby Chen สัญชาติไต้หวัน เหตุผลที่เลือกนักแต่งเพลงคนนี้ คาดเดาว่าคงเพราะความประทับใจจากการร่วมงานกับ Hsiao-Hsien Hou เรื่อง Dust in the Wind (1986) และ The Puppetmaster (1993)

ชีวิตเต็มไปด้วยความน่าพิศวงสงสัย บทเพลงช่วยสร้างบรรยากาศความสับสนว้าวุ่นวาย หมกมุ่นยึดติดกับความครุ่นคิดจนมิสามารถปลดปล่อยวางลงได้ เร่งเร้าผลักดันให้รีบร้อนค้นหาเหตุผลคำตอบ จากนั้นแปรเปลี่ยนเป็นเศร้าสร้อยล่องลอยโหยหวน เพราะนานวันผ่านไปก็ยังมิอาจค้นพบเจอแสงสว่างเป้าหมายปลายทางเสียที

ความหมกมุ่นของมนุษย์ต่อการเอาชนะธรรมชาติ เข้าใจความหมายชีวิต แปรสภาพตัวเองกลายเป็นพระเจ้าผู้สร้างสรรค์ทุกสิ่งอย่าง ถือเป็นสิ่งน่าทึ่งอัศจรรย์ใจพิลึก ขนาดตัวก็เล็กกระเปี๊ยกเมื่อเทียบกับโลกและจักรวาล ทั้งรู้ด้วยซ้ำว่าคงไร้ปัญญาสามารถแต่ยังคงดื้อดึงรั้นไม่ยอมเลิกรา

จริงๆไม่ใช่ว่ามนุษย์ต่อสู้เอาชนะธรรมชาติไม่ได้นะครับ แต่คนส่วนใหญ่มองค้นหาในทิศทางความเข้าใจผิดๆมาโดยตลอด กับคนที่ศึกษาพุทธศาสนาย่อมล่วงรู้ถึงการบรรลุหลุดพ้น นั่นคือวิธีที่จักเข้าใจความหมายชีวิตอย่างถ่องแท้ สามารถเอาชนะธรรมชาติ แปรสภาพเป็นสิ่งสูงกว่ากาย-จิต อยู่นอกเหนือกฎแห่งสากลจักรวาล

รับชมหนังเรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงสมเด็จองค์ปฐม พระพุทธเจ้าพระองค์แรกแห่งโลกธาตุ ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีมาก่อนบุคคลผู้ค้นพ้นหนทางออกจากวัฎสังสาร ทรงตั้งพระทัยมั่นค้นคว้าโดยไม่มีแบบอย่างและไม่มีครูผู้ฝึกเป็นเวลาประมาณมิได้ มากกว่าวิริยะธิกะพุทธเจ้า ที่ใช้เวลาบำเพ็ญเพียรบารมียาวนานถึง ๘๐ อสงไขย ทั้งเมื่อค้นพบหนทางแล้วยังเวียนว่ายต่อไปอีก ๔๐ อสงไขย เพื่อให้แน่ใจว่าองค์ความรู้ทั้งหมดได้ถูกประมวลผลถ่ายทอดสู่พระพุทธเจ้าองค์ถัดๆไป กลายเป็นแบบแผนธรรมเนียมสืบต่อมาถึงยุคสมัยปัจจุบัน

องค์ความรู้ของมนุษย์เพียงภพชาติเดียว ช่างคือเศษเสี้ยวอะตอมที่ไร้ค่าความหมายเสียเหลือเกิน แต่อย่าดูถูกหมิ่นแคลนไป เพราะเมื่อปริมาณสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ สักกาลหนึ่งในอนาคตก็จักเพียงพอให้สามารถค้นพบเจอวิถีกระแสธรรม (เกิดในประเทศพุทธศาสนา นับถือยึดมั่นไม่เสื่อมคลาย) และเมื่อถึงจุดนั้นอีกไม่เกิน ๘๐ อสงไขยก็คงได้ร่ำลาจากวัฎสังสารนี้ไปเสียที

กลับมาที่ใจความของหนัง ผู้กำกับ Kore-eda ไม่ได้นำเสนอคำตอบของปัญหา มนุษย์เกิดมาทำไม? ตายแล้วไปไหน? จุดเริ่มต้น-สิ้นสุด ของทุกสรรพสิ่งคืออะไร? แต่คือการชักชวนให้ครุ่นคิด ร่วมกันหมกมุ่น จากนั้นปล่อยวางจากความยึดติด เพราะนั่นไม่ใช่สิ่งที่ใครจะสามารถค้นพบเจอคำตอบได้ด้วยตนเอง (ในทัศนะของผู้กำกับ)

ดูจบแล้วใครยังครุ่นคิดหมกมุ่น คงเป็นเรื่องของเวรกรรมบังแล้วละที่ทำให้ยังมิอาจเข้าถึงวิถีกระแสธรรม ปล่อยให้มันเป็นแรงผลักดันของพวกเขาในการค้นหาต่อไป สักวันชาติหนึ่งใดข้างหน้าก็ย่อมมีโอกาสได้พบเจอแน่แท้

ส่วนตัวค่อนข้างชอบหนังเรื่องนี้ ในความงดงามระดับวิจิตรศิลป์ สามารถครุ่นคิดตามได้ทุกช็อตฉากไม่เบื่อเลย แต่เพราะเหตุนั้นมันก็เลยสูบพลังวิญญาณของผมไปแทบหมดสิ้น ดูจบหมดเรี่ยวแรงสลบไสลหลับสนิทฝันดี(มั้งนะ)

แนะนำนักคิด นักปรัชญา ชื่นชอบการค้นหาคำตอบเป้าหมายชีวิต, ช่างภาพ ตากล้อง หลงใหลงานภาพสวยๆ ทิวทัศน์-เมืองริมทะเล ของประเทศญี่ปุ่น, คอหนัง Drama Tragedy และแฟนๆผู้กำกับ Hirokazu Kore-eda ไม่ควรพลาด

จัดเรต 13+ บรรยากาศหม่นๆ ความตาย และชีวิตที่ไร้เป้าหมาย

TAGLINE | “Maboroshi no Hikari ผลงานแรกแจ้งเกิดของ Hirokazu Kore-eda มีความงดงามระดับวิจิตร สอดแทรกคำถามเป้าหมายชีวิตได้อย่างลุ่มลึกล้ำ”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of