Madame DuBarry (1919)

Madame DuBarry (1919) German : Ernst Lubitsch ♥♥♥

จากสาวขายหมวก ไต่เต้าสู่สนมเอก King Louis XV (ครองราชย์ 1715 – 1774) แต่การมาถึงของการปฏิวัติฝรั่งเศส (1788 – 99) ถูกตัดสินโทษประหารตัดคอด้วย Guillotine, นี่คือภาพยนตร์สัญชาติเยอรมันเรื่องแรกได้เข้าฉายสหรัฐอเมริกา ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง สร้างชื่อให้ผู้กำกับ Ernst Lubitsch การันตีตั๋วเดินทางสู่ Hollywood ไม่กี่ปีถัดมา

น่าแปลก! เพราะผลงานแรกที่ทำให้ Ernst Lubitsch เป็นที่รู้จัก โด่งดังในสหรัฐอเมริกา ไม่ใช่แนวถนัด Rom-Com หรือ Sex Comedy แต่กลับคือภาพยนตร์ Costume Drama อ้างอิงประวัติศาสตร์ (Historical) นั่นทำให้โดยไม่รู้ตัว Lubitsch ได้รับฉายา ‘Europe’s D.W. Griffith’ ไปเสียอย่างนั้น

ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ไม่แปลกที่ผู้ชนะอย่างสหรัฐอเมริกา จะมีทัศนคติต่อต้านศัตรูคู่แค้นอย่างสาธารณรัฐไวมาร์ (ชื่อใหม่ของจักรวรรดิเยอรมัน) วงการภาพยนตร์ก็เช่นกัน ชะงักงันนำเข้าหนังที่สร้างโดยชาวเยอรมันอยู่หลายปี แต่ความสำเร็จอันล้นหลามในยุโรปของ Madame DuBarry (1919) เรื่องเงินๆทองๆมีหรือจะอดรนทนไหว ซึ่งเมื่อนำไปออกฉายปรากฎว่าประสบความสำเร็จทำเงินล้นหลาม ประตูเคยปิดอยู่เลยเปิดออกกว้าง ปรับเปลี่ยนแปลงโลกทัศนคติชาวอเมริกันไปโดยสิ้นเชิง

น่าเสียดายที่ผมค่อนข้างรู้สึกผิดหวังต่อหนัง นั่นเพราะสัมผัสของ ‘Lubitsch’s Touch’ ช่างเลือนลาง เบาบาง (จริงๆพบเห็นอยู่เรื่อยๆแต่จะไม่เด่นชัดเท่าที่ควร) น่าจะเพราะถูกงานสร้างขนาดใหญ่ และพื้นหลังอ้างอิงประวัติศาสตร์ กำหนดกฎกรอบทิศทางภาพยนตร์ จนแทบไม่หลงเหลือพื้นที่ว่างใส่ความเป็นตัวตนลงไป

แต่ในส่วนเนื้อเรื่องราวของ Jeanne Vaubernier ใช้มารยาร่านสวาท รักๆใคร่ๆ ไต่เต้าจนกลายเป็นสนมเอก Madame DuBarry ยังถือเป็นรสนิยม/ความสนใจของผู้กำกับ Lubitsch ไม่แตกต่างจากผลงานอื่นสักเท่าไหร่


Ernst Lubitsch (1892 – 1947) ผู้กำกับสัญชาติ German เกิดที่ Berlin, German Empire เชื้อสาย Ashkenazi Jewish บิดาเป็นช่างตัดเย็บเสื้อผ้า ได้รับการคาดหวังให้สืบสานต่อกิจการ แต่กลับเลือกทอดทิ้งครอบครัวแล้วเข้าสู่วงการแสดง เล่นเป็นตลกในสังกัด Max Reinhardt ณ Deutsches Theater ไม่นานผันตัวไปทำงานเบื้องหลัง เขียนบท กำกับ และเข้าสู่วงการภาพยนตร์เรื่อง The Ideal Wife (1913)

อาจจะเรียก ค.ศ. 1919 ว่าเป็นปีทองของผู้กำกับ Lubitsch เพราะสรรค์สร้างภาพยนตร์มากถึง 11 เรื่อง แต่ออกฉายในปีนี้เพียง 7 เรื่อง ซึ่งเรื่องเด่นๆประกอบด้วยทรีโอ้ Die Puppe (1919), Die Austernprinzessin (1919) และ Madame DuBarry (1919)

ความสำเร็จจากหลายๆผลงานก่อนหน้าทั้งในเยอรมันและยุโรป ทำให้สตูดิโอ UFA GmbH เชื่อมั่นฝีมือของ Lubitsch เลยได้รับโอกาสสร้างภาพยนตร์ที่มีงานสร้างขนาดใหญ่ คาดหวังให้ทำเงินเยอะ(ในตลาดยุโรป) ฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศที่ได้รับผลกระทบจากความพ่านแพ้สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

สำหรับ Madame DuBarry พัฒนาบทกับนักเขียนขาประจำ Hanns Kräly (1884 – 1950) และ Norbert Falk หรือ Fred Orbing (1872 – 1932) นักข่าว/นักเขียนสัญชาติ Austrian ซึ่งให้ความช่วยเหลือค้นหาข้อมูลด้านประวัติศาสตร์

เรื่องราวของสาวขายหมวก Jeanne Vaubernier (รับบทโดย Pola Negri) แรกเริ่มต้นมีความรักต่อชายหนุ่มหล่อ Armand de Foix (รับบทโดย Harry Liedtke) แต่ความงามของเธอไปเตะตา Don Diego (รับบทโดย Magnus Stifter) พยายามเกี้ยวพาราสีแต่ถูกเข่นฆ่าโดย Armand ด้วยความอิจฉา โดยไม่รู้ตัว Jeanne ถูกลากพามาเป็นชู้รักของ Count Jean DuBarry (รับบทโดย Eduard von Winterstein) แล้ววันหนึ่งถูกพบเห็นโดย King Louis XV (รับบทโดย Emil Jannings) กลายเป็นสนมเอก Madame DuBarry โดยทันที!

การเป็นสนมเอกของ Madame DuBarry สร้างความอิจฉาริษยาไปทั่วแผ่นดินฝรั่งเศส ประกอบกับการบริหารประเทศแบบไม่สนหัวประชาชนของ King Louis XV หลังจากสวรรคตด้วยโรคฝีดาษ กษัตริย์องค์ถัดมา King Louis XVI ทรงขับไล่ Madame DuBarry และอีกไม่ปีถัดจากนั้น เมื่อเกิดเหตุการณ์ปฏิวัติฝรั่งเศสโค่นล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ชะตากรรมของเธอหลังถูกจับกุมคือโทษประหารตัดศีรษะด้วย Guillotine


Pola Negri ชื่อจริง Apolonia Chalupec (1897 – 1987) นักแสดงสัญชาติ Polish เกิดที่ Lipno, Kingdom of Poland บิดาถูกส่งไปใช้แรงงานยัง Siberia อาศัยอยู่กับแม่ทำงานในครัว วัยเด็กได้รับเลือกเรียนบัลเล่ต์ Imperial Ballet Academy แต่อาการป่วยวัณโรคทำให้ตัดสินใจเปลี่ยนมาเป็นนักแสดง เข้าเรียนยัง Warsaw Imperial Academy of Dramatic Arts แล้วกลายเป็นนักแสดงละครเวที ภาพยนตร์เรื่องแรก Niewolnica zmysłów (1914) ย้ายมากรุง Berlin ปี 1917 มีโอกาสพบเจอผู้กำกับ Ernst Lubitsch มีผลงานเด่นๆร่วมกันหลายเรื่อง อาทิ Die Augen der Mumie Ma (1918), Carmen (1918), Madame DuBarry (1919), Sumurun (1920), Die Bergkatze (1921) ฯ

รับบท Jeanne Vaubernier สาวขายหมวกร่านรัก เพราะความขี้เล่น ซุกซน ทำให้คนพบเห็นตกหลุมรักหลงใหล โดยเฉพาะวิธียั่วเย้ายวน รันจวนใจ ทำให้ไม่ว่าใครไหนต่างต้องการครอบครองเป็นเจ้าของเธอ โชคชะตาชักนำพาให้ชีวิต ไต่เต้าจากสามัญชนจนกลายเป็นสนมเอก สร้างความอิจฉาริษยาให้ชาวประชาทั่วผืนดินแดน ซึ่งเมื่อบารมีหมดก็ถูกถีบหัวผลักไสส่ง และพบจุดจบอย่างน่าสงสารเห็นใจ

ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า Madame DuBarry คือสตรีผู้ทำลายประเทศชาติ ‘The woman who will ruin France’ แต่ความจริงเป็นเช่นไรไม่มีใครรู้ ซึ่งผู้กำกับ Lubitsch พยายามนำเสนอเรื่องราวในมุมของเธอ ให้คำแนะนำว่าอาจเกิดจากโชคชะตา จับพลัดจับพลู หรือมีสาเหตุผลบางอย่าง เบื้องหน้า-หลัง ที่มาที่ไป นั่นทำให้ผู้ชมรู้สึกสงสาร เห็นอกเห็นใจ ใครกันจะอยากมีชีวิตทุกข์ยากลำบาก

การแสดงของ Negri ต้องชมเลยว่าทำให้ตัวละครมีความยั่วเย้ายวน รัญจวนใจ ลุ่มหลงในรอยยิ้ม ถูกสะกดจิตด้วยสายตา ซึ่งเรื่องราวทำให้เธอพานผ่านเหตุการณ์ต่างๆมากมายหลากหลายอารมณ์ ทั้งสุข-ทุกข์ ดีใจ-เศร้าโศก สมหวัง-ผิดหวัง จนผู้ชมบังเกิดความเข้าใจในเบื้องหลัง สาเหตุผล สำหรับคนไม่รับรู้ตอนจบล่วงหน้า คงเกิดความตกตะลึง สงสารเห็นใจ โชคชะตาคนเรามันช่างผันแปรเปลี่ยนได้ขนาดนี้เชียวหรือ

Jesse Lasky หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Paramount Pictures เมื่อมีโอกาสรับชม Madame DuBarry (1919) เกิดความลุ่มหลงใหลคลั่งไคล้ในการแสดงของ Pola Negri จรดปากกาเซ็นสัญญาค่าตัว $3,000 เหรียญต่อสัปดาห์ มุ่งหน้าสู่ Hollywood โดยทันที! (ก่อนหน้า Lubitsch เสียอีกนะ) … ซึ่งการมายัง Hollywood ของ Negri ทำให้เธอกลายเป็นดาวดาราค้างฟ้า ประสบความสำเร็จล้นหลามในยุคหนังเงียบ แล้วเดินทางกลับเยอรมันปี 1928 หมดสิ้นสุดยุคสมัยพอดิบดี

“Pola was arrogant and dominating. But Pola is the greatest actress who came to the cinema. She came to America ahead of time. If Garbo had come when Pola did she might not have had her great success”.

Ernst Lubitsch

Emil Jannings ชื่อเดิม Theodor Friedrich Emil Janenz (1884 – 1950) นักแสดงสัญชาติ German เกิดที่ Rorschach, Switzerland ก่อนย้ายมาเติบโตยัง Leipzig, German Empire สมัยเด็กไม่ชอบเรียนหนังสือ หนีไปเที่ยวเล่นจนแม่ยอมให้เป็นนักแสดงในโรงละครประจำเมือง ครั้งหนึ่งออกทัวร์ทั่วประเทศจนเข้าตา Max Reinhardt เข้าร่วม Deutsches Theater, Berlin รู้จักสนิทสนมกับ Karl Vollmöller, Ernst Lubitsch (ขณะนั้นยังเป็นนักแสดง), Frieda Riess ฯ ต่อมาได้แสดงหนังสั้นที่กำกับโดยเพื่อนสนิท Lubitsch อาทิ Die Augen der Mumie Ma (1918), Madame DuBarry (1919), โด่งดังทั่วโลกจากร่วมงานกับ F. W. Murnau เรื่อง Der letzte Mann (1924), Herr Tartüff (1925), Faust (1926) เซ็นสัญญากับ Paramount Pictures คว้า Oscar: Best Actor จากเรื่อง The Way of All Flesh (1927) [ฟีล์มสูญหายไปแล้ว] และ The Last Command (1928)

รับบท King Louis XV ผู้มีความลุ่มหลงใหลในความงามของ Jeanne Vaubernier และเมื่อแรกพบเจอก็หัวปลักหัวปลำในรัก ศิโรราบ ยินยอมทำทุกทิ่งอย่างเพื่อปรนเปรอปรนิบัติ ไม่สนหัวประชาชนจะยากจนข้นแค้นก็ช่างมัน สุดท้ายเสียชีวิตด้วยโรคฝีดาษ ถูกกีดกันมิอาจพบเจอหน้าเธอครั้งสุดท้าย

ทีแรกผมแอบคาดหวังในการแสดงของ Jannings อยู่เล็กๆแต่กลับพบความผิดหวังโดยสิ้นเชิง เพราะเรื่องนี้คือผลงานการแสดงเรื่องแรกๆ จริงอยู่พี่แกมี Charisma ภาพลักษณ์กษัตริย์ แต่ลีลาการแสดงที่ผ่านการปรุงปั้นเกินไป ทำให้ดูไม่เป็นธรรมชาติสักเท่าไหร่ ซึ่งเจ้าตัวก็เหมือนจะรับรู้ตนเองดี เคยให้สัมภาษณ์เชิงประชดประชันว่า

“I am an actor, and if I don’t play this part, I’m through with films! If I can’t play parts that I don’t look like, then I shouldn’t even be on the stage – I chose the wrong profession!”

Emil Jannings

อาจเพราะเหตุผลนี้เองกระมังที่ทำให้ Lubitsch มีความชื่นชอบประทับใจ Jannings เป็นอย่างมาก ทำให้มีโอกาสร่วมงานกันหลายครั้ง (ส่วนใหญ่ Jannings มักรับบทกษัตริย์/ผู้นำ/บุคคลผู้ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์) แต่ทักษะการแสดงที่กำลังฝีกฝน ขัดเกลา ต้องรออีกหลายปีจนกระทั่ง F. W. Murnau ปลุกปั้นให้กลายเป็นตำนานและมุ่งสู่ Hollywood ได้อย่างยิ่งใหญ่


ถ่ายภาพโดย Theodor Sparkuhl (1894 – 1946) สัญชาติ German ขาประจำช่วงแรกๆของผู้กำกับ Ernst Lubitsch จากนั้นไปแจ้งเกิดโด่งดังที่ฝรั่งเศส และเซ็นสัญญา Paramount Pictures มุ่งสู่ Hollywood ตั้งแต่ปี 1931 ผลงานเด่นๆ อาทิ La Chienne (1931), Beau Geste (1939), The Glass Key (1942) ฯ

ด้วยข้อจำกัดของยุคสมัยนั้น ทำให้งานภาพส่วนใหญ่ของหนังเพียงตั้งกล้องทิ้งไว้ กำหนดระยะ ทิศทาง มุมกล้อง แล้วให้เหตุการณ์ดำเนินไปในขอบเขตที่กำหนด ออกแบบฉากโดย Kurt Richter ก่อสร้างที่ Tempelhof Studios, Berlin

อาชีพทำหมวก Jeanne Vaubernier สื่อถึงความทะเยอทะยาน มักใหญ่ใฝ่สูงของหญิงสาว ซึ่งก่อนออกจากร้านเพื่อไปส่งของ จำต้องส่องกระจก แต่งหน้าตาให้ดูดี เผื่อว่าจะสามารถเตะตาเศรษฐี ขุนนาง หรือกษัตริย์ก็เป็นได้

การกลั่นแกล้งของ Armand de Foix แอบหลบอยู่ใต้เก้าอี้ สะท้อนตัวตนของเขาที่เป็นได้เพียงคนรักหลบซ่อน มิอาจเปิดเผยตัวตนออกมา นั่นเพราะความมักใหญ่ใฝ่สูงของหญิงสาว ทำให้การพบเจอหลังจากนี้ มักเปลี่ยนหน้าผู้ชาย ไต่เต้าสูงขึ้นเรื่อยๆจนมิอาจไขว่คว้า

ก็น่าครุ่นคิดว่า Jeanne Vaubernier มีความรักแท้จริงต่อ Armand de Foix บ้างหรือเปล่า? เพราะทุกครั้งเธอพยายามแอบให้ความช่วยเหลือ โปรยคำพูดแสนหวาน แต่การแสดงออกกลับตรงข้าม ใครกันจะไปอ่านใจหญิงได้ถูกต้อง

เมื่อต้องเลือกระหว่าง Don Diego กับ Armand de Foix หลายคนอาจเคยใช้วิธีเด็ดดอกไม้ แต่สำหรับ Jeanne Vaubernier ใช้วิธีการนับกระดุมจากบนลงล่าง ซึ่งมันส่อมากๆเพราะตำแหน่งจากหน้าอกถึงอวัยวะเพศหญิง นั่นสะท้อนสิ่งที่เธอต้องการจากการพบเจอครั้งนี้แน่

และการที่ครั้งแรกนับได้ Armand แล้วตัดสินใจนับใหม่อีกรอบให้กลายเป็น Don Diego นั่นชัดเจนเลยว่าเธอมีความตั้งใจอย่างแน่นอนอยู่แล้วว่าจะไปหาใคร นับไปเพื่อสร้างภาพ หลอกผู้ชม (และตนเอง) ก็เท่านั้น

ผมให้ข้อสังเกตอีกนิด ตำแหน่งไม้กางเขนบนผนังอยู่ต่ำกว่าภาพวาดชุดเดรส นั่นสะท้อนถึงสิ่งที่หญิงสาวเพ้อใฝ่ฝัน สนองความพึงพอใจส่วนตัวเท่านั้น

Count Jean DuBarry คือแขกไม่ได้รับเชิญของ Don Diego มาถึงขณะที่เขากำลังเกี้ยวพาราสี Jeanne Vaubernier ทำให้เธอต้องแอบหลบอยู่หลังฉาก แต่จะอยู่เฉยๆคงเกิดความเบื่อหน่าย เลยหาหนทางร้องเรียกความสนใจด้วยการทำโน่นนี่นั่น ซุกซนเหมือนเด็กน้อย นี่ถ้าไม่เพราะความน่ารักน่าชัง ขุนนางเหล่านี้คงขับไล่ผลักไสส่ง ไม่ใช่ต่างเกิดอาการลุ่มหลงใหล ต้องการครอบครองเป็นเจ้าจนโงหัวไม่ขึ้น!

การต่อสู้ระหว่าง Don Diego กับ Armand de Foix โดยไม่รู้ตัวมี Count Jean DuBarry แอบให้การช่วยเหลือชายหนุ่มอยู่ข้างๆ Jeanne Vaubernier มันชัดเจนเลยว่าหมอนี่วางแผนชั่วร้ายอะไรบางอย่าง ซึ่งเขาโอบกอดหญิงสาวแนบเนื้อ ไม่ยินยอมให้ห่างกายก่อนนำพาไปถึงที่บ้าน

แม้เพียงไม่กี่เสี้ยววินาที แต่ภาพพื้นหลังขณะ Don Diego กำลังจะชักดาบต่อสู้นี้ ชัดเจนถึงสาเหตุผลการต่อสู้ครั้งนี้!

ไม่สำคัญว่าใครจะเป็นผู้แพ้-ชนะในการดวลดาบ แต่บุคคลที่สามารถฉกฉวยโอกาส ได้ครอบครองเป็นเจ้าของ Jeanne Vaubernier กลับคือ Count Jean DuBarry ใช้วิธีการลักพาตัวในวินาทีที่เธอกำลังตื่นตกใจ ทีแรกสีหน้าซึมเศร้าหมอง แต่พอมองเห็นสายสร้อยคอ ไม่ยินยอมลดละสายตา รอยยิ้มเริ่มเบิกบาน ใครจะเป็นตายช่างมันฉันไม่แคร์อีกต่อไป

สร้อยที่สวมใส่บนคอของ Jeanne Vaubernier ราวกับโซ่ตรวน ปอกคอสุนัข ที่ทำการผูกมัดเธอเอาไว้ยังสถานที่แห่งนี้ และช่วงท้ายเพื่อที่เธอจะได้รับอิสรภาพ มีเพียงหนทางเดียวเท่านั้นคือศีรษะขาดจากบ่า (ขึ้นหลังเสือแล้วไม่สามารถลงมาได้อีก)

หลังจาก Count Jean DuBarry เสพสมจนพึงพอใจ ก็ค่อยๆเปิดเผยธาตุแท้ด้วยตัวเลขหนี้สินมหาศาล วางแผนให้ Jeanne Vaubernier ใช้มารยาหญิงเข้าแลกเปลี่ยนชำระหนี้ ซึ่งสถานที่ที่เขาพูดบอกเธอคือในห้องนอนบนเตียง ก็ชัดเจนถึงลับลมคมในที่ต้องการสื่อออกมา

การได้พบเจอ King Louis XV แรกเริ่มทั้งสองต่างยืนทำความรู้จัก จากนั้น Jeanne Vaubernier โถมเข้าไปแอบจุมพิต ขโมยจิตใจพระราชา ทำให้ทรงทรุดนั่งลง ศิโรราบ ยินยอมรับความต้องการของเธอทุกสิ่งอย่าง

ผมชื่นชอบปฏิกิริยาของฉากนี้มากๆ เพราะหลังจากถูกขโมยจูบ พระราชาแสดงอาการตื่นตะลึง คาดไม่ถึง ตกอยู่ในภวังค์ มนต์เสน่ห์ของหญิงสาวโดยทันที! ซึ่งการแสดงออกในซีนถัดไปๆ เอาเอกสารเซ็นแล้วยัดใส่ทรวงอก จุมพิตที่แขน-ขา มันก็ชัดเจนถึงความต้องการตัวละคร

ผมประทับใจมุมกล้องช็อตนี้มากๆ ถ่ายด้านข้างในห้องโถงรับรองของ King Louis XV พบเห็น Madame DuBarry เดินเข้ามาจากทางไกล ได้รับการต้องรับที่ไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไหร่จากบรรดาขุนนาง ข้าราชบริพาร

โดยปกติฉากลักษณะนี้ พระราชาต้องหันหน้าเข้าหาขุนนาง/ข้าราชบริพาร แต่วิธีการนำเสนอของช็อตนี้คงต้องการสะท้อนถึงความสนใจเหล่านั้นที่เป็นเพียงด้านข้าง วันๆเอาแต่หมกตัวอยู่กับสนม เพียงเธอเท่านั้นที่ทำให้เขายินยอมลุกขึ้นจากเก้าอี้ไปรับได้

การกำกับนักแสดงตัวประกอบประมาณ 2,000 คน ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด ซึ่งผู้กำกับ Lubitsch ได้พยายามให้คำแนะนำพวกเขาในการแสดงออกด้วยอารมณ์ความรู้สึก ครุ่นคิดอ่านตามสถานการณ์ด้วยตนเอง ซึ่งผลลัพท์ออกมาถึงว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่าง

“He succeeds by making them act like individuals rather than a mindless mob… each one desperate for food, justice and crude revenge!”

Herman G Weinberg ในหนังสือ The Lubitsch Touch: a critical study (1977)

มันอาจดูรุนแรงไปเสียนิดในการนำเสนอขณะตัดศีรษะ และมีการโยนหัวของ Madame DuBarry ให้กับฝูงชน แต่จุดประสงค์ก็เพื่อย้ำเตือนสติผู้ชม ไม่ให้หลงระเริงไปกับความสุขสบาย พึงพอใจทางกาย มากคลั่งระดับเดียวกับตัวละคร เพราะโชคชะตาอาจพลิกกลับแล้วคุณอาจประสบหายนะคืนสนองโดยไม่รับรู้ตัว

ตัดต่อโดย … ไม่มีเครดิต, หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองตัวละคร Jeanne Vaubernier หรือ Madame DuBarry ทำให้ผู้ชมเข้าถึงเบื้องหน้า-หลัง สาเหตุผลของการกระทำ เกิดความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจตัวละคร

กับคนที่เคยรับชมภาพยนตร์เกี่ยวกับปฏิวัติฝรั่งเศส คงตระหนักได้ว่าหนังมีการกระโดดข้ามเหตุการณ์สำคัญๆมากมาย และเรื่องราวดำเนินไปอย่างเร็วโคตรๆ คาดว่าผู้กำกับ Lubitsch คงกลัวว่าหนังอาจยาวและน่าเบื่อเกินไป จึงพยายามทำให้มีความกระชับ เร่งรัดกุม และโฟกัสเรื่องราวเฉพาะตัวละคร Madame DuBarry อย่างอื่นไม่ใคร่สนใจสักเท่าไหร่


เรื่องราวของ Madame DuBarry สะท้อนถึงการที่สังคมไม่สามารถยินยอมรับความเห็นแก่ตัวของผู้นำ/พระราชา รวมไปถึงพฤติกรรมร่านราคะของภรรยา/สนมเอก ที่ไม่สมควรค่าแก่การเคารพ ยกย่อง เทิดทูนบูชา ตราตั้งให้เป็นศูนย์รวมจิตใจประชาชน! ซึ่งความอึดอัดอั้นคับข้องใจดังกล่าว มันจะค่อยๆเก็บสะสมแล้วปะทุระเบิดออกมาลูกใหญ่ๆ เป็นการตอบโต้สิ่งชั่วร้ายด้วยการทำลายทุกสิ่งอย่าง

ผมครุ่นคิดว่าผู้กำกับ Ernst Lubitsch สรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้เพราะต้องการเปรียบเทียบชาวเยอรมัน(ยุคสมัยนั้น) แทบจะไม่แตกต่างจากตัวละคร Madame DuBarry เริ่มตั้งแต่

  • Jeanne Vaubernier จากสาวขายหมวก ไต่เต้าจนกลายเป็นสนมเอก มีอำนาจสูงสุดอยู่ในมือ = จักรวรรดิเยอรมัน ก่อนหน้าสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ค่อยๆสะสมกำลัง ศักยภาพในการรบ จนถือว่าเป็นมหาอำนาจยิ่งใหญ่ระดับโลก
  • ความตายของ King Louis XV = การพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
  • Madame DuBarry ถูกขับไล่ ตัดสินโทษประหาร = สาธารณรัฐไวมาร์ เพราะเป็นชนชาติพ่ายแพ้การสงคราม จึงถูกนานาอารยะกดขี่ข่มเหง ควบคุมครอบงำ ใช้อำนาจสยบการขยายตัว/พัฒนาประเทศ

มันช่างเป็นความตลกขบขันเสียเหลือเกิน เพราะภาพยนตร์เรื่องนี้เมื่อนำออกฉายยุโรปและสหรัฐอเมริกา กลับประสบความสำเร็จทำเงินล้นหลาม ทั้งๆเป็นความพยายามเสียดสีประชดประชันการกระทำของนานาชาติที่มีต่อสาธารณรัฐไวมาร์ แต่เหมือนว่าผู้ชมส่วนใหญ่คงไม่สามารถครุ่นคิดตระหนักถึงประเด็นนี้ เพียงมองเป็นเรื่องราวของหญิงสาวผู้บ่อนทำลายชาติฝรั่งเศสและก่อเกิดการปฏิวัติเท่านั้นเอง!

ทำไมผู้กำกับ Lubitsch ถึงมีความสนใจในตัว Madame DuBarry? มันย่อมไม่ใชพฤติกรรมร่านราคะ มารยายั่วสวาทที่สามารถไต่เต้าจาก Rags-to-Rich แล้วสุดท้ายได้รับผลกรรมตอบคืนสนอง แต่น่าจะคือมุมมองตัวละคร เพราะอะไร ทำไม เบื้องหน้า-หลัง สาเหตุผล ทุกสิ่งอย่างล้วนต้องมีที่มาที่ไป ถ้าเราสามารถครุ่นคิด แยกแยะ ทำความเข้าใจสิ่งซ่อนเร้นอยู่ภายในนั้น อคติต่อบุคคลย่อมสูญสลาย โลกทัศน์ใบใหม่ย่อมก่อบังเกิด … ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เฉกเช่นกัน สามารถทำให้อคติต่างชาติต่อสาธารณรัฐไวมาร์ และวงการภาพยนตร์เยอรมัน เปลี่ยนแปลงไปโดยไม่ทันรับรู้ตัว!


ความสำเร็จล้นหลามของ Madame DuBerry (1919) บนทวีปยุโรป ทำให้หลายๆผู้จัดจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาต่างให้ความสนใจ แต่เพราะยังรั้งๆรีรอทำให้สตูดิโอ First National Pictures ชิงตัดหน้าขอซื้อลิขสิทธิ์มูลค่า $40,000 เหรียญ สูงมากๆจนไม่มีใครอื่นกล้าแข่งขัน เปลี่ยนชื่อหนังเป็น Passion ซึ่งเมื่อนำออกฉายยัง Capitol Theatre, New York รอบปฐมทัศน์วันที่ 12 ธันวาคม ค.ศ. 1920 สามารถยืนโรงเป็นปีๆ คืนกำไรอย่างล้นหลาม

เมื่อสตูดิโออื่นๆพบเห็นความสำเร็จของ Madame DuBerry (1919) ต่างพยายามแก่งแย่งซื้อลิขสิทธิ์จัดจำหน่ายผลงานเก่าๆของผู้กำกับ Lubitsch รวมไปถึงหนังสัญชาติเยอรมันเรื่องอื่นๆ แต่ก็มีทั้งประสบความสำเร็จ/ล้มเหลวคละเคล้ากันไป

Mary Pickford มีความประทับใจใน Madame DuBerry (1919) เป็นอย่างมาก ติดต่อผู้กำกับ Ernst Lubitsch ซึ่งกว่าจะตอบรับก็หลังเสร็จจาก Das Weib des Pharao (1922)** ถึงได้ขึ้นเรือออกเดินทางมุ่งสู่ Hollywood และสรรค์สร้างภาพยนตร์ร่วมกันเรื่อง Rosita (1922)

เกร็ด: Das Weib des Pharao หรือ The Loves of Pharaoh (1922) เป็นภาพยนตร์ Historical Epic นำแสดงโดย Emil Jannings (รับบทเป็น Pharaoh Amenes) ซึ่งผู้กำกับ Ernst Lubitsch สร้างขึ้นเพื่อต้องการพิสูจน์ตนเองต่อ Hollywood ว่าฉันสามารถทำหนังระดับมหากาพย์ได้เช่นกัน แต่ผลลัพท์กลับไม่น่าประทับใจเท่าไหร่

ผมไม่แน่ใจว่าหนังได้รับการบูรณะแล้วหรือยังนะ แต่ฉบับ Blu-Ray ของ Masters of Cinema เมื่อปี 2014 คุณภาพยอดเยี่ยมเลยละ (สามารถหารับชมเถื่อนๆได้บน Youtube)

อย่างที่บอกไปตั้งแต่ต้นว่าส่วนตัวไม่ประทับใจหนังสักเท่าไหร่ ภาพยนตร์ของ Ernst Lubitsch ที่ไม่ค่อยมี Lubitsch’s Touch มันเหมือนของปลอมยังชอบกล เหมาะสำหรับผู้ชื่นชอบแนว Costume Drama อ้างอิงประวัติศาสตร์ (Historical) แต่ขอแนะนำ Orphans of the Storm (1921) ของผู้กำกับ D. W. Griffith ที่มีพื้นหลังช่วงขณะปฏิวัติฝรั่งเศสเช่นกัน แต่คุณภาพยอดเยี่ยมกว่าพอสมควร

จัดเรต PG กับความยั่วสวาท ร่านราคะของ Madame DuBerry

คำโปรย | Madame DuBerry แม้งานสร้างอลังการจัดเต็ม แต่สไตล์ลายเซ็นต์ผู้กำกับ Ernst Lubitsch กลับเลือนลางเจือจางหาย
คุณภาพ | อลังการงานสร้าง
ส่วนตัว | จืดๆชืดๆ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: