Made in USA

Made in U.S.A (1966) French : Jean-Luc Godard ♥♥♡

แม้ความสัมพันธ์ฉันท์สามี-ภรรยา จะจบสิ้นลงไปสักพักใหญ่ๆ แต่ผู้กำกับ JLG และ AK ยังคงอยากทดลองใจกันอีกสักครั้ง ว่ายังหลงเหลือเยื่อใยความสัมพันธ์อยู่บ้างไหม แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้มันหลอกลวงผู้บริโภคตั้งแต่ชื่อ Made in U.S.A. ไม่เห็นมีฉากไหนถ่ายทำยังสหรัฐอเมริกา???

We hardly saw each other anymore. I don’t know if I even still love him. But I owed him something because of that love.

Paula Nelson

นี่คือคำพูดตัวละคร Paula Nelson ที่ออกมาจากปากของ AK กล่าวถึงเหตุผลในการหวนกลับมาร่วมงานอดีตสามี JLG เหมือนว่าต่างฝ่ายต่างต้องการทดสอบหัวใจตนเอง หลังจากเหินห่างหาย ไม่ได้พบเจอหน้ากันมาสักพักใหญ่ๆ … ซึ่งการร่วมงานครั้งนี้ทำให้ทั้งคู่ตระหนักว่า ถ่านไฟเก่าได้มอดดับลงชั่วนิรันดร์

ชื่อหนัง Made in U.S.A. แต่ทุกช็อตฉากถ่ายทำในประเทศฝรั่งเศส นี่มันลวงหลอกผู้บริโภคเลยนี่หว่า? ความตั้งใจของผกก. JLG ต้องการอ้างอิงถึง ‘Americanization’ อิทธิพลเสรีทุนนิยมของสหรัฐอเมริกาที่แผ่ปกคลุมเข้ามาในช่วงทศวรรษ 60s และทุกสิ่งอย่างในภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เฉกเช่นเดียว

TO NICK AND SAMUEL, WHO HAVE
TAUGHT ME ABOUT FILM AND SOUND

สองบุคคลนั้นก็คือ Nicholas Ray และ Samuel Fuller ต่างเป็นโคตรผู้กำกับชาวอเมริกันที่ทรงอิทธิพลต่อผู้กำกับ JLG ในการสรรค์สร้างภาพยนตร์! แม้ถ่ายทำในฝรั่งเศสแต่ก็แทบไม่ต่างจาก Made in U.S.A.

Made in U.S.A (1966) เป็นภาพยนตร์ที่ภาพสีสันสวยสดโคตรๆ ต้องปรบมือให้ตากล้อง RC และบทเพลงโคตรไพเราะของ MF แต่เนื้อหาสาระแม้งอะไรก็ไม่รู้ บางฉากเยิ่นยาวไร้สาระ สลับซับซ้อนจนผมเองยังติดตามไม่ทัน รู้สึกว่ามันเกินเลยความจำเป็นจนกลายเป็นมลพิษ … เวลาเรารับประทานอาหาร มันควรเพียงพอดีกับความต้องการร่างกาย ถ้าแดกมากไปแล้วยังฝืนก็อาจจะท้องแตกตาย


Jean-Luc Godard (1930-2022) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์ สัญชาติ French-Swiss เกิดที่กรุง Paris บิดาเป็นนายแพทย์ชาว Swiss ฐานะร่ำรวย ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองหลบลี้ภัยอยู่ Switzerland, เริ่มรู้จักภาพยนตร์จากการอ่านบทความ Outline of a Psychology of Cinema เขียนโดย André Malraux ตามด้วยความสนใจนิตยสาร La Revue du cinéma จากนั้นเริ่มมีโอกาสพบปะผู้คนในวงการ, เมื่อปี 1950 สมัครเข้าศึกษาคณะมานุษยวิทยา University of Paris แต่ไม่เคยเข้าเรียนสักครั้ง เพราะไปหมกตัวอยู่ Ciné-Clubs ตามด้วย Cinémathèque Française รับรู้จักบรรดาพรรคเพื่อนผู้หลงใหลในศาสตร์ภาพยนตร์ François Truffaut, Jacques Rivette, Claude Chabrol, เคยร่วมกับ Éric Rohmer ก่อตั้งวารสาร La Gazette du cinéma แต่อยู่รอดแค่เพียงห้าฉบับ! จากนั้นได้รับคำชักชวนจาก André Bazin กลายเป็นนักวิจารณ์(คนแรกของกลุ่มที่ได้)ตีพิมพ์บทความลงนิตยสาร Cahiers du Cinéma ระหว่างนั้นก็ทดลองทำหนังสั้น และกำกับภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก Breathless (1960) ** ได้รับการยกย่องว่าคือจุดเริ่มต้นยุคสมัยใหม่ (Modern Cinema)

ช่วงประมาณกลางปี ค.ศ. 1966, โปรดิวเซอร์ Georges de Beauregard ที่เคยสรรหาทุนสร้างภาพยนตร์ให้ผกก. JLG มาตั้งแต่ Breathless (1960) ประสบปัญหาการเงินขาดสภาพคล่อง สาเหตุจาก The Nun (1966) ของผู้กำกับ Jacques Rivette ถูกผู้มีอำนาจเบื้องบนของคริสตจักร กดดันไม่ให้นำออกฉายตั้งแต่กลางปี 1965

ด้วยเหตุนี้ de Beauregard เลยขอความช่วยเหลือผกก. JLG ให้สรรค์สร้างภาพยนตร์ทุนต่ำ เร่งรีบนำออกฉาย เผื่อว่าถ้าประสบความสำเร็จทำกำไร จะได้คืนสภาพคล่องการเงินไม่ให้ต้องประกาศล้มละลาย

I wanted to oblige a friend [Beauregard], to tackle the Americanization of French life, and to do something with the Ben Barka affair.

Jean-Luc Godard

บทสัมภาษณ์ของผู้กำกับ JLG ให้คำอธิบายจุดเริ่มต้นของ Made in U.S.A. (1966) ประกอบด้วยสามเหตุผล

  1. ต้องการช่วยเหลือโปรดิวเซอร์ Georges de Beauregard แก้ไขปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน
  2. นำเสนออิทธิพลของสหรัฐอเมริกาที่มีต่อชาวฝรั่งเศสยุคสมัยนั้น (Americanization)
  3. และอยากทำอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ Mehdi Ben Barka

เกร็ด: Mehdi Ben Barka (1920-65) นักการเมืองฝั่งซ้ายชาว Moroccan หัวหน้าพรรค National Union of Popular Forces (UNFP) ซึ่งเป็นฝั่งตรงกันข้ามกับ French Imperialism และ King Hassan II ที่จู่ๆกลายเป็นบุคคลสูญหาย โดนลักพาตัว และคาดว่าน่าถูกเข่นฆ่าเสียชีวิตไปแล้ว (เห็นว่าระหว่างกำลังเดินทางไปพบเจอผู้กำกับ Georges Franju และนักข่าว Philippe Bernier เพื่อพูดคุยวางแผนทำสารคดีร่วมกัน)

โดยเรื่องราวของ Made in U.S.A. (1966) ได้แรงบันดาลใจหลักๆจากนวนิยายอาชญากรรม Rien dans le coffre (=Nothing in the Trunk) ต้นฉบับคือ The Jugger (1965) ภาคที่หกของซีรีย์ Parker Novel แต่งโดย Richard Stark นามปากกาของ Donald E. Westlake (1933-2008) นักเขียนชาวอเมริกัน

อาชญากรมืออาชีพ Parker หลังได้รับจดหมายขอความช่วยเหลือจากเพื่อนเก่า อดีตนักไขตู้เซฟธนาคาร Joe Scheer เลยออกเดินทางสู่ Nebraska แต่พอมาถึงกลับพบว่าเพื่อนคนนั้นได้ถูกเข่นฆาตกรรม เลยตัดสินใจออกสืบสวนสอบสวนด้วยตนเอง ก่อนค้นพบกลุ่มอาชญากรสมัครเล่นที่อยู่เบื้องหลัง ด้วยเหตุนี้มืออาชีพอย่างเขาเลยต้องเสี้ยมสอนโจรกระจอกเหล่านั้นให้เข็ดหลากจำ!

เกร็ด: The Jugger คือคำแสลงของโจรปล้นธนาคาร (Bank Robbery), ส่วนคำว่า Jug ที่ปกติแปลว่าเหยือกน้ำ เป็นคำแสลงที่ใช้เรียกธนาคาร

แต่เนื่องจากโปรดิวเซอร์ de Beauregard ไม่มีงบประมาณจ่ายค่าลิขสิทธิ์ดัดแปลง ก็เลยให้ผกก. JLG สรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้โดยไม่ต้องสนใจอะไร (ผลลัพท์คือถูกผู้แต่งฟ้องศาล แต่ก็แค่ไม่ได้เข้าฉายในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น) ตั้งชื่อ Working Title ว่า The Secret ก่อนเปลี่ยนมาเป็น Made in U.S.A. เมื่อเริ่มต้นถ่ายทำ

นอกจากนี้แรงบันดาลใจเพิ่มเติมของผกก. JLG ยังคือนวนิยาย ‘Hardboiled’ แนวอาชญากรรม The Big Sleep (1939) แต่งโดย Raymond Chandler (1888-1959) นักเขียนชาวอเมริกัน ซึ่งถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์เรื่อง The Big Sleep (1946) กำกับโดย Howard Hawks นำแสดงโดย Humphrey Bogart และแจ้งเกิดนักแสดงสาว Lauren Bacall

I had been inspired to remake Howard Hawks’s 1946 version of The Big Sleep, revived that summer in Paris, with Karina in the Bogart role.

ใครเคยอ่านนวนิยายหรือรับชมภาพยนตร์ The Big Sleep ก็น่าจะตระหนักว่ามีเนื้อเรื่องราวที่แม้แต่ผู้แต่ง Chandler หรือผกก. Hawks ก็ไม่สามารถให้คำตอบได้ว่า สุดท้ายแล้วมันเกิดห่าเหวอะไรขึ้น???

เฉกเช่นเดียวกับ Made in U.S.A. (1966) ผกก. JLG พยายามสรรค์สร้างเรื่องราวที่ชวนปวดหัว ไม่สามารถขบครุ่นคิดหาเหตุผล เพราะอะไร? ทำไมตัวละครถึงถูกเข่นฆาตกรรม? แต่เอาจริงๆแม้ไม่มีคำตอบในเชิงรูปธรรม หนังเรื่องนี้สามารถทำความเข้าใจในเชิงนามธรรม ไขปริศนาได้ทุกสรรพสิ่งอย่าง


อนาคตอันใกล้ (หนังไม่มีระบุว่าปีไหน แต่คาดกันว่า ค.ศ. 1968-69), เรื่องราวของ Paula Nelson (รับบทโดย AK) เดินทางสู่ Atlantic-Cité เพื่อพบเจออดีตชายคนรัก Richard Politzer พอมาถึงกลับพบเห็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ ว่าอีกฝ่ายได้ถูกฆาตกรรมเสียชีวิต แม้ปฏิกิริยาของเธอจะไม่เศร้าโศกสักเท่าไหร่ ถึงอย่างนั้นกลับตัดสินใจออกสืบสวนสอบสวน ค้นหาเบื้องหลังข้อเท็จจริง เพราะยังคงมีบางสิ่งยังเหนี่ยวนำความรู้สึกตนเองไว้


Anna Karina ชื่อจริง Hanne Karin Bayer (1940-2019) เกิดที่ Frederiksberg, Denmark โตขึ้นเริ่มจากเป็นนักร้อง-เต้นคาบาเร่ต์ ตามด้วยโมเดลลิ่ง แสดงหนังสั้นที่คว้ารางวัลเทศกาลหนังเมือง Cannes เลยตัดสินใจปักหลักอยู่กรุง Paris (ยังพูดภาษาฝรั่งเศสไม่ได้ด้วยซ้ำ) ได้รับการค้นพบโดยแมวมอง พามาถ่ายแบบ นิตยสาร กระทั่ง Jean-Luc Godra ชักชวนมารับบทนำ Breathless (1960) แต่กลับบอกปัดปฏิเสธเพราะไม่อยากเข้าฉากนู๊ด ถึงอย่างนั้นก็ยินยอมร่วมงานตั้งแต่ A Woman Is a Woman (1961), My Life to Live (1962), The Little Soldier (1963), Band of Outsiders (1964), Pierrot le Fou (1965), Alphaville (1965) และ Made in USA (1966), ผลงานเด่นๆหลังจากนั้น อาทิ The Nun (1966), The Stranger (1967), Man on Horseback (1969), Chinese Roulette (1976) ฯ

รับบท Paula Nelson อดีตอาชญากรสาว เดินทางมาหาอดีตชายคนรัก พอพบว่าเขาเสียชีวิต สังเกตเห็นความผิดปกติ ลับลมคมใน ตั้งแต่การมาเยี่ยมเยือนของเพื่อนเก่า Edgar Typhus และถูกจับจ้องมองจากสองหนุ่ม Donald Siegel (รับบทโดย JPL) และ Richard Widmark (รับบทโดย LS) กระทั่งจับพลัดจับพลูถูกเชื่อมโยงการเสียชีวิตของ Typhus กลายเป็นผู้ต้องสงสัยของตำรวจ Inspector Aldrich (รับบทโดย JCB) โชคดีที่ยังมีประจักษ์พยาน (Alibi) จึงได้รับการปล่อยตัว แล้วออกเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ จนท้ายที่สุดแม้สามารถค้นฆาตกรที่เข่นฆ่า Typhus แต่สิ่งบังเกิดขึ้นกับ Richard P- กลับไม่มีใครสามารถให้คำตอบได้

I got the telegram three days ago. I was only able to come yesterday.

Paula Nelson

เชื่อเถอะครับว่านั่นคือสิ่งเกิดขึ้นจริงกับ AK อย่างแน่นอน! เหตุผลที่ยังยินยอมหวนกลับมาร่วมงานอดีตสามี JLG เพราะเชื่อว่าถ้าเขายังมีบางสิ่งต้องการเอ่ยกล่าว (ผ่านภาพยนตร์) ฉันก็พร้อมเปิดใจรับฟัง แม้มันอาจเป็นประสบการณ์ไม่น่าอภิรมณ์ แต่ภาพยนตร์ทุกเรื่องที่สรรค์สร้างร่วมกัน มันคือของขวัญ/ช่วงเวลาอันทรงคุณค่าที่สุดในชีวิต … นี่คือสิ่งที่ AK ตระหนักได้เมื่อสูงวัยขึ้น ไม่หลงเหลืออคติใดๆที่มีต่อกัน

ผมแอบรู้สึกว่าผกก. JLG พยายามปรุงแต่งรูปลักษณ์ภายนอกของ AK ให้ยุ่งๆเหยิงๆ ผมไม่ได้หวี แต่งหน้าไม่ค่อยเรียบร้อย เลือกมุมกล้องแลดูอัปลักษณ์ ให้เหมือนอาชญากรโฉดชั่วร้าย แต่นั่นกลับยิ่งทำให้เธอเฉิดฉาย ผ่านการแสดงที่ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึก ประสบการณ์ของตนเอง ดูเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ ไม่ใช่หญิงสาวสวยใสไร้เดียงสาอีกต่อไป

ตั้งแต่ที่ AK เติบโตจากผกก. JLG ต้องชมเลยว่าพัฒนาการแสดงดีขึ้นเรื่อยๆ สามารถเล่นได้หลากหลายอารมณ์ เดี๋ยวดี-เดี๋ยวร้าย สร้างมิติอันลุ่มลึกให้ตัวละคร บทบาท Paula Nelson ถือว่ามีความซับซ้อน ซ่อนอารมณ์สับสน นี่ฉันมาทำอะไรอยู่สถานที่แห่งนี้ ซึ่งสะท้อนบรรยากาศการร่วมงานอดีตสามีได้เป็นอย่างดี


ถ่ายภาพโดย Raoul Coutard (1924-2016) ตากล้องระดับตำนาน สัญชาติฝรั่งเศส ขาประจำของบรรดาผู้กำกับ French New Wave, สมัยเด็กตั้งใจร่ำเรียนเคมี แต่ไม่มีทุนการศึกษาเลยหันมาเป็นช่างภาพ เข้าร่วมสงคราม French Indichina War (1946-54) ในฐานะ ‘war photographer’ อาศัยอยู่เวียดนามถึง 11 ปี กลับมาฝรั่งเศสกลายเป็นฟรีแลนซ์ให้นิตยสาร Paris Match และ Look กระทั่งได้รับการติดต่อจากผู้กำกับ Pierre Schoendoerffer ทั้งๆไม่เคยมีประสบการถ่ายทำภาพยนตร์ แต่กลับได้เสียงชื่นชม The Devil’s Pass (1958), ติดตามมาด้วยผลงานแจ้งเกิดโด่งดัง Breathless (1960), Shoot the Piano Player (1960), Vivre sa Vie (1962), Jules et Jim (1962), Le Mépris (1963), Bande à part (1964), Pierrot le Fou (1965), Z (1969) ฯลฯ

ผมไม่แน่ใจว่า RC ติดพัวพันโปรเจคอื่นอยู่รึเปล่า เลยไม่ได้ถ่ายทำ Masculin Féminin (1966) แต่ประสบการณ์ร่วมงานตากล้องคนอื่น คงทำให้ JLG ตระหนักว่าเพื่อนสนิท/ขาประจำมีความสำคัญแค่ไหน เพียงมองตาก็รู้ใจ ไม่ต้องสื่อสารอะไรก็เข้าใจกันแทบทุกสิ่งอย่าง … ตอนเช้าถ่ายทำ Two or Three Things I Know About Her (1967) แล้วตอนบ่ายเปลี่ยนมา Made in U.S.A. (1966)

ผิดกับ Contempt (1963) และ Pierrot le Fou (1965) ที่ใช้ทิวทัศน์ธรรมชาติ ท้องฟ้า มหาสมุทร แล้วแต่งแต้มสีสันด้วยเสื้อผ้า รถยนต์ รายละเอียดเล็กๆน้อยๆ, ผิดกับ Made in U.S.A. (1966) ส่วนใหญ่เป็นฉากภายใน ละเลงสีสัน Eastmancolor ที่มีความหลากหลาย ละลานตา ผนังกำแพงเต็มไปด้วยโปสเตอร์ ป้ายโฆษณา ทำให้แลดูเหมือนกำลังส่องกล้องสลับลาย (Kaleidoscope) ผันแปรเปลี่ยนไปเรื่อยๆจนมิอาจครุ่นคิดคาดเดาอะไร

We were in a political movie … Walt Disney with blood.

Paula Nelson

หนังชื่อ MADE IN U.S.A. แต่กลับเลือกใช้สีธงชาติฝรั่งเศส น้ำเงิน-ขาว-แดง (จริงๆมันก็สีเดียวกับธงชาติอเมริกันนะครับ) ซึ่งการใช้คำย่อ U.S.A. (แทน United States of America) เลยกลายเป็นเทรนด์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ในการขึ้นตัวอักษรย่อๆกับชื่อทีมงาน นักแสดง

  • JLG = Jean-Luc Godard
  • AK = Anna Karina รับบท Paula Nelson
    • น่าจะอ้างอิงถึง Baby Face Nelson ชื่อจริง Lester Joseph Gillis (1908-34) โจรปล้นธนาคารชาวอเมริกัน คู่หูของ John Dillinger ซึ่งยังช่วยกันหลบหนีออกจากคุก Crown Point, Indiana และต่อมาถูก FBI ประกาศให้เป็น “Public Enemy Number One”
  • LS = László Szabó รับบท Richard Widmark
    • อ้างอิงถึง Richard Widmark (1914-2008) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน ผลงานเด่นๆ อาทิ Kiss of Death (1947), Night and the City (1950), Panic in the Streets (1950), No Way Out (1950), Pickup on South Street (1953), Hell and High Water (1954), The Alamo (1960)
  • JPL = Jean-Pierre Léaud รับบท Donald Siegel
    • อ้างอิงถึง Don Siegel (1912-1991) ผู้กำกับ Baby Face Nelson (1957), Invasion of the Body Snatchers (1956), Dirty Harry (1971), Escape from Alcatraz (1979) ฯ
  • MF = Marianne Faithfull
  • YA = Yves Afonso รับบท David Goodis
    • David Goodis (1917-67) นักเขียนนวนิยายแนวอาชญากรรม (Noir Fiction) ผลงานเด่นๆ อาทิ Dark Passage (1946), Nightfall (1947), Down There (1956) หรือ Shoot the Piano Player ฯลฯ
  • RC = (Cinematography) Raoul Coutard
  • AG = (Editor) Agnès Guillemot
  • AB นี่ไม่รู้ว่าใคร
  • RL = (Sound) René Levert

ดูแล้วหนังคงไม่มีงบประมาณจะถ่ายทำแม้ฉากการเดินทาง! ก็เลยใช้ป้ายไฟวิ่ง เริ่มต้นด้วยขบวนรถไฟ (แห่งอนาคต) จากนั้นมีข้อความ Paris To Mont-Blanc, Nice (แต่สถานที่ปลายทางกลับคือ Atlantic City แสร้งว่าอยู่ในสหรัฐอเมริกา) และแทนที่จักได้ยินกระฉึกกระฉัก กลับเป็นเสียงเครื่องบิน (น่าจะเป็นเสียงเครื่องบินเจ็ทด้วยนะ!)

ยิ่งคิดก็ยิ่งเกาหัว สรุปว่ามันจะเอายังไงกันแน่?? แต่นี่คือความพยายามสร้างความคลุมเคลือ สับสวนวุ่นควาย เพื่อไม่ให้ผู้ชมสามารถหาข้อสรุป (แบบเดียวนวนิยาย The Big Sleep) ก็แล้วแต่จะครุ่นคิดตีความกันเอาเอง

แซว: ไม่ใช่แค่ครั้งเดียวที่นำเสนอความขัดแย้งระหว่างภาพและเสียง แต่แทบทุกครั้งที่มีการเดินทางด้วยยานพาหนะ ขึ้นแท็กซี่แต่กลับได้ยินเสียงเครื่องบิน ฯลฯ มันสร้างความหงุดหงิดในการรับชมไม่น้อยทีเดียว

นวนิยายที่ Paula พร่ำพรรณา นอนหลับฝัน ชื่อว่า Kiss Tomorrow Goodbye (1948) แต่งโดย Horace McCoy (1897-1955) นักเขียนนวนิยายอาชญากรรม ‘hardboiled’ ชาวอเมริกัน โด่งดังจากผลงาน They Shoot Horses, Don’t They? (1935)

ฉบับแปลภาษาฝรั่งเศสใช้ชื่อ Adieu la vie, adieu l’amour (1950) หมายถึง Farewell Life, Farewell Love ทำการแปลโดย Max Roth & Marcel Duhamel รวมรวมอยู่ในคอลเลคชั่น Série Noire

Take happiness. for example If he was looking for something, I was, too. Even honor, for him. If he had no desire, neither did I. So I gave up my desires, for him. When he was silent, he was like me. My only desires were his.

ความท้าทายจริงๆในการรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ ไม่ใช่การทำความเข้าใจเนื้อหาสาระ ใครคือฆาตกร? หรือถูกฆ่าเพราะสาเหตุผลอะไร? แต่คือความสัมพันธ์ยังไงระหว่างผกก. JLG และ AK อย่างคำพูดประโยคนี้ Paula อ่านจากนวนิยาย Kiss Tomorrow Goodbye (1948) สามารถตีความว่า “ถ้าเขา (JLG) กำลังค้นหาบางสิ่งอย่าง ฉันเอง (AK) ก็เฉกเช่นกัน”

ผมคงไม่อธิบายข้อความทั้งหมดนะครับ อยากให้ลองไปสังเกตซีเควนซ์แรกของหนังนี้ดูเอง ทั้งหมดคือความพยายามอธิบายเหตุผลที่ Paula (AK) ตัดสินใจเดินทางมาติดตามหา Richard P- (ยินยอมร่วมงานผกก. JLG)

Paula Nelson: You know, the war ended for me long ago. Yes, it’s well over.

Paula Nelson: I got the telegram three days ago. I was only able to come yesterday. We hardly saw each other anymore. I don’t know if I even still love him. But I owed him something because of that love.

Edgar Typhus: If we work together, will we share the benefits?

เมื่อมีการพูดถึงรองเท้า ทำให้ผมระลึกถึงภาพยนตร์ The Red Shoes (1948) ของผกก. Michael Powell & Emeric Pressburger แต่หลายคนอาจสงสัย Paula ให้เลือกระหว่างน้ำเงินกับขาว ไม่เห็นมีสีแดงตรงไหน?

  • รองเท้าแดงใน The Red Shoes (1948) สื่อถึง ‘Passion’ ความลุ่มหลงใหล เริงระบำจนกว่าจะหมดสิ้นลมหายใจ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ JLG และ AK เคยมั่งมี ปัจจุบันนี้ไม่หลงเหลือความรู้สึกนั้นอีกต่อไป
  • รองเท้าน้ำเงิน ตรงกันข้ามกับสีแดง แสดงถึงความสงบ เยือกเย็น หรือคือไร้ ‘passion’ สูญเสียความต้องการเหล่านั้น ซึ่งก็คือความสัมพันธ์ขณะนี้ระหว่าง JLG และ AK
  • ส่วนรองเท้าขาว สัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ ไร้เดียงสา ที่ไม่ถูกเลือกเพราะมันไม่เหมาะสมกับ AK อีกต่อไป

แซว: แต่ถึงไม่มีกล่าวถึงรองเท้าแดง เมื่อ Mr. Typhus ถูกรองเท้าน้ำเงินทุบใบหน้า ก็อาบด้วยเลือดสีแดง หมดสติล้มพับโดยทันที

Already fiction wins over reality. Already there’s blood and mystery. Already I feel like I’m in a Disney movie, but one starring Humphrey Bogart, is therefore in a political movie.

เสียงบรรยายของ Paula เริ่มต้นคือสร้างความคลุมเคลือ-เลือนลาง ระหว่างโลกความจริงๆ <> เรื่องราวในภาพยนตร์ แม้เนื้อหาสาระคือแนวอาชญากร (Crime Film) เต็มไปด้วยความลึกลับ (Mystery) แต่การละเลงสีสันเหมือนการ์ตูนของ Walt Disney โดยมี AK รับบทเป็น Bogie ในหนังเกี่ยวกับการเมือง (Political)

Kyôko Kosaka รับบท Doris Mizoguchi (ส่วนผสมของนักร้อง Doris Day และโคตรผู้กำกับชาวญี่ปุ่น Kenji Mizoguchi) ผมคาดเดาว่าเธอคงคือนักศึกษาจากญี่ปุ่น มาร่ำเรียนต่อยังฝรั่งเศส แต่ก็ไม่สามารถค้นหาข้อมูลรายละเอียดใดๆเพิ่มเติมได้

เกร็ด: JLG มีความโปรดปราน ผกก. Kenji Mizoguchi อย่างมากๆ โดยเฉพาะ Vivre Sa Vie (1962) ที่รับอิทธิพลเต็มๆจากภาพยนตร์ Street of Shame (1956) [หลายๆผลงานของ Mizoguchi ล้วนเกี่ยวกับโสเภณี มีความเข้าใจผู้หญิงขายบริการอย่างถ่องแท้!]

ตัวละครนี้คงคือตัวแทนชาวญี่ปุ่น เพราะเมื่อครั้นพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่สอง ถูกสหรัฐอเมริกาเข้าไปควบคุมครอบงำ แผ่ขยายอิทธิพล รับแนวคิดเสรีทุนนิยม จนกลายเป็นประเทศที่มีการ ‘Americanization’ อาจจะมากยิ่งกว่าฝรั่งเศสเสียอีกนะ! ซึ่งความตายของตัวละครตอนกลางเรื่อง สามารถสื่อถึงการสูญเสีย’ความเป็นญี่ปุ่น’ ก็ได้เช่นกัน

Paula สอบถาม David Goodis ว่าอาศัยอยู่กรุง Paris มานานเท่าไหร่ คำตอบของเขาคือ 127 ปี หือ??? อันนี้ก็แล้วแต่ผู้ชมจะครุ่นคิดตีความเลย ว่าเป็นการพูดเล่นๆ หรือคือการนับเวลาในโลกไซไฟของหนัง จุดประสงค์เพื่อสร้างความคลุมเคลือ สับสวนวุ่นควาย สนองตรรกะเบี้ยวๆของผกก. JLG

แซว: เมื่อตอน Alphaville (1964) คุ้นๆว่าก็เคยมีการใช้หน่วยวัดปีแสง บ่งบอกระยะเวลาที่ตัวละครอาศัยอยู่ใน Alphaville (จะว่าไป Alphaville <> Atlantic City ก็แอบมีความละม้ายคล้ายกันอยู่นะ)

คงไม่ผิดอะไรจะบอกว่า JLG พยายามสรรค์สร้าง Made in U.S.A. (1966) ให้มีลักษณะของ ‘the unfinished movie’ แบบเดียวกับที่ตัวละคร David Goodis พยายามเขียนนวนิยาย ‘the unfinished novel’ ซึ่งผมคาดเดาว่าอาจได้แรงบันดาลใจจาก ‘the unfinished symphony’ (Symphony No. 8) ของคีตกวี Franz Schubert

แซว: ‘the unfinished movie’ ไม่ได้จะแปลว่าภาพยนตร์ที่สร้างไม่เสร็จนะครับ แต่สามารถสื่อถึงการค้างๆคาๆปริศนาต่างๆ ไม่ได้รับการไขกระจ่างทั้งหมด ปล่อยอิสระให้ผู้ชมขบครุ่นคิดตีความด้วยตนเอง

ตำแหน่งของนักแสดงทั้งสองให้ความรู้สึกเหมือนคู่ขนาน กระจกสะท้อนกันและกัน อะไรหลายๆอย่างดูละม้ายคล้ายคลึง ตั้งแต่ทรงผม เค้าโครงหน้าตา เสื้อผ้าสวมใส่ รวมถึง…

  • Doris Mizoguchi สวมใส่ชุดสีแดง กำลังบรรเลงกีตาร์ มีความรักคลั่งไคล้ David Goodis (ที่หน้าตาโคตรเหมือน Jean-Paul Belmondo) … นี่โคลนนิ่ง AK มาจาก Pierrot le Fou (1965) เลยนะ!
  • Paula (หรือ AK ในปัจจุบัน) สวมใส่ชุดที่มีพื้นแดง แต่เต็มไปด้วยลวดลายสี่เหลี่ยม หลากหลายเฉดสีสัน สามารถสื่อถึงความผันแปรเปลี่ยน หลังจากได้เรียนรู้จักความหลากหลายของชีวิต (ไม่ใช่บุคคลที่มีเฉดสีเดียวอีกต่อไป)

ปกติแล้วการเดินทางจากสถานที่แห่งหนึ่งไปสถานที่แห่งหนึ่ง มักถ่ายให้เห็นตัวละครก้าวเดิน เข้า-ออกฉาก แต่ผกก. JLG กลับใช้วิธีการลับๆล่อๆ ตัวละครของ AK ปรากฎขึ้นในเฟรม หันซ้ายหันขวา (บางครั้งก็หันมาสบตาผู้ชม) แถมนำเสนอภาพเดิมซ้ำสองครั้ง (นึกว่า Déjà vu) เพื่อสร้างความสับสน ฉงนสงสัย ให้เกิดข้อคำถามที่ไม่มีคำตอบว่าทำไปเพื่ออะไร? … เรื่องง่ายๆแต่ทำให้มันสลับซับซ้อนแบบนี้ ผมเรียกว่ายียวนกวนประสาท

หนังไม่ให้คำอธิบายใดๆกับศพของบุคคลแปลกหน้ารายนี้ ก็ขึ้นอยู่กับจินตนาการผู้ชม ใช่หรือไม่ใช่ Richard P- แล้วทำไมตกอยู่ในสภาพเช่นนี้? ขณะเดียวกันทำไมมันต้องมี Sound Effect เสียงปืน เสียงเครื่องบิน เสียงอะไรก็ไม่รู้ขัดขวาง***การได้ยินเรียกชื่อ-สกุลเต็มๆ

แซว: ก่อนหน้านี้มีภาพยนตร์เรื่อง The Earrings of Madame De… (1953) ที่คราใดพยายามเอ่ย Madame De… มักมีบางสิ่งอย่างเกิดขึ้น จนท้ายสุดผู้ชมก็ไม่สามารถรับรู้ชื่อเต็มๆของตัวละคร

ผมเชื่อว่าโครงกระดูกนี่คือ Richard P- แม้ในหนังสือพิมพ์ลงข่าวว่าหัวใจล้มเหลว (Heart Attack) แต่สภาพเหมือนถูกไฟครอก ไม่ก็โดนถลกเนื้อหนังภายนอก ซึ่งสามารถสื่อถึงฝรั่งเศสที่สูญเสียอัตลักษณ์ (จากการถูก ‘Americanization’) หรือผกก. JLG ที่ได้สูญเสียความรักจาก AK จนไม่หลงเหลือตัวตนเองที่จดจำได้อีกต่อไป … หรือคือหลังจากนี้ JLG จะเปลี่ยนแปลง(ทิศทางการสรรค์ภาพยนตร์)ไปราวกับเป็นคนละคน

ส่วน Sound Effect ที่พยายามขัดขวางการเรียกชื่อ Richard P- คงเพื่อให้ผู้ชมเกิดความตระหนักว่าบุคคลนี้ได้ถูกทำให้สูญหาย (เหมือนชื่อเต็มที่ไม่รู้สักทีว่าคืออะไร) และอย่าหลงลืมบรรดาบุคคลที่ถูกรัฐบาลลักพาตัว Mehdi Ben Barka … ประเทศสารขัณฑ์ยุคสมัยนี้มีคนถูกอุ้มนับไม่ถ้วนเลยนะ

เกร็ด: ชื่อเต็มๆของตัวละครคือ Richard Politzer น่าจะอ้างอิงถึง Georges Politzer (1903-42) นักปรัชญา และ Marxist ชาวฝรั่งเศส ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ Holocaust เห็นแล้วก็หลอนๆเหมือนกัน

ห้านาทีแห่งการสนทนาอ้อมโลก เพื่อให้ชายคนนี้พูดประโยคที่สะท้อนแนวคิดของชีวิต สองสิ่งตรงกันข้ามที่สามารถเติมเต็มกันและกัน “เปิดน้ำลงอ่างน้ำ แล้วปล่อยไหลออกพร้อมๆกัน” ที่ผู้กำกับ JLG เคยพยายามนำเสนอเรื่อง Pierrot le Fou (1965)

It is not really a film, it’s an attempt at cinema. Life is the subject, with [Cinema]Scope and color as its attributes … In short, life filling the screen as a tap fills bathtub that is simultaneously emptying at the same rate.

Jean-Luc Godard

นี่คือเหตุผลที่อะไรใดๆในหนังสไตล์ Godardian มักนำเสนอภาพเหตุการณ์เดิมๆซ้ำสองครั้ง แต่จะมีลักษณะแตกต่างตรงกันข้าม เพื่อให้สามารถเติมเต็มกันและกัน … แต่ประโยคนี้อ่านแล้วชวนสับสน งุนงงงวง พูดอะไรของมันว่ะ?

I am what you are. He is not what we are. They are what you are. I have what you have. He has what they have. They have what we don’t have.

สระน้ำ สปา ฟิตเนส เหล่านี้คือกิจกรรมของ(หนุ่มๆ)สาวๆ ค่านิยมโลกยุคสมัยใหม่ รับอิทธิพลจาก ‘Americanization’ พยายามสร้างภาพให้ตนเองสวย-หล่อ มองดูดี แต่ขณะเดียวกันแสดงถึงความยึดติดกับวัตถุ สิ่งข้าวของ รูปลักษณ์ภายนอก ไม่ใคร่สนใจใยดีสิ่งที่อยู่ในเนื้อหนัง จิตวิญญาณ ค่อยสูญเสียสามัญสำนึกของความเป็นมนุษย์

ระหว่าง Paula กำลังสนทนากับ Dr. Edward Ludwig (อ้างอิงคีตกวี Ludwig van Beethoven) ที่เป็นผู้ชันสูตรศพของ Richard P- จู่ๆกล้องก็เคลื่อนลงมาจับจ้องหนังสือ Au fond de l’homme, cela (1963) ผมขี้เกียจหาข้อมูลว่าเกี่ยวกับอะไร แต่แค่คำแปลชื่อ In the depths of man ก็น่าจะเพียงพอบอกใบ้อะไรหลายๆอย่าง

แซว: บางครั้งผกก. JLG ใช้เพียงรูปภาพ ข้อความ อย่างกรณีนี้คือชื่อหนังสือ สำหรับอ้างอิงเหตุการณ์ขณะนั้นๆ ไม่จำเป็นต้องรับรู้เนื้อหาภายในก็ได้เช่นกัน

ชายคนนี้คือใคร? เริ่มพบเห็นตั้งแต่ที่ Paula เดินทางไปหา Dr. Edward Ludwig จากนั้นโทรหาใครสักคน พูดบอกโน่นนี่นั่น? แล้วทำไมโทรศัพท์สีแดงเครื่องนี้ถึงตั้งอยู่ภายนอกอาคาร บริเวณที่มีต้นไม้สูงใหญ่?

นี่ก็เป็นปริศนาที่ไร้คำตอบ สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้ผู้ชม ผมคาดเดาว่าชายคนนี้น่าจะเป็นสายให้ Richard Widmark คอยสอดแนม Paula แล้วโทรรายงานเจ้านาย (ยังบริเวณพื้นที่สาธารณะซึ่งมีความปลอดภัยที่สุด) บอกว่าเธอกำลังทำอะไร พบปะใคร เดินทางไปสถานที่แห่งหนไหน … มั้งนะ!

ตั้งแต่ที่ Paula ถูกฉุดกระชากเข้ามาในโรงซ่อมรถ (สถานที่ที่ทำให้การเดินทาง/สืบสวนค้นหาเบาะแสของ Paula ต้องหยุดชะงักลง เพราะถูกขัดขวางโดยใครบางคน) ท่าทางสลึมสลือ เหมือนยังครึ่งหลับครึ่งตื่น ทำให้ตลอดทั้งซีเควนซ์การสนทนากับ Richard Widmark แลกเปลี่ยนข่าวสารเหตุการณ์เสียชีวิตของ Richard P- มีลีลานำเสนอที่แปลกประหลาด แทรกภาพการ์ตูน โปสเตอร์หนัง นักแสดงเดินวนไปวนมา จู่ๆหันสบตาหน้ากล้อง (Breaking the Fourth Wall) จนมีสภาพเหนือจริง (Surrealist)

ระหว่างรับชมผมปล่อยผ่านซีเควนซ์นี้เลยนะ รายละเอียดเยอะเกินจนขี้เกียจครุ่นคิดตาม แค่สังเกตว่าแต่ละช็อตพยายามสะท้อนสิ่งที่ตัวละครกำลังพูดเอ่ยกล่าว หรือเหตุการณ์บังเกิดขึ้นขณะนั้นๆ อาทิ

  • เมื่อ Paula ถูกฉุดกระชากเข้ามาในโรงซ่อมรถ ปรากฎภาพการ์ตูนที่มีรูปดาว เครื่องหมายตกใจ และตัวอักษร Bing (ถูกกระแทก ได้รับความเจ็บปวด)
  • “Fascism is the dollar of ethics”. แล้วแทรกภาพโปสเตอร์ภาพยนตร์ ไม่แน่ใจว่าเรื่องอะไร แต่ดูเหมือนนำแสดงโดย Alain Delon
  • ระหว่างการสนทนาแลกเปลี่ยนคำถาม-ตอบ ปรากฎภาพการ์ตูนที่มีเครื่องหมายคำถาม ? ?

ผมก็ไม่รู้ว่า Paula เอาความเชื่อมั่นจากไหน (อาจเป็นสันชาตญาณหญิงสาว กระมัง) แม้ไม่มีหลักฐานอะไรใดๆ กลับพูดใส่ร้ายป้ายสี Richard Widmark คือบุคคลผู้อยู่เบื้องหลังการเสียชีวิตของอดีตชายคนรัก Richard P- เมื่อเขาพยายามพูดอธิบาย เธอก็ตอบประโยคที่โคตรเท่ห์นี้

You might fool a movie audience, but not me.

แซว: ผมคาดว่ารูปยางรถยนต์มิชลิน น่าจะแฝงนัยยะถึงการพูดแถไถจนสีข้างถลอก แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคือ Paula หรือ Richard Widmark

นี่เป็นอีกช็อตที่มีความเหนือจริง (Surrealist) ระหว่างพูดคุยสนทนา ต่างคนต่างสลับกันเดินวนไปวนมา จู่ๆก็จับทั้งสองมายืน-นั่ง เหมือนภาพถ่าย Portrait (ครอบครัว) จากนั้น Richard Widmark พูดแสดงความครุ่นคิดของตนเอง เช่นเดียวกับ Paula กล่าวถึง ‘double dutch’ แล้วใช้มือยกหางตาขึ้นลง … ผมคาดว่ามันคือบทสรุปความคิดเห็นของทั้งสองตัวละคร จะมีพบเห็นการนำเสนอคล้ายๆกันนี้อีกครั้งช่วงท้าย

Richard Widmark: I tell her I know what she is looking for. She found out about P…’s death and she thought things would be easy.
Paula Nelson: And I answer that all this is double Dutch to me.

เกร็ด: เท่าที่ผมค้นหาข้อมูล คำว่า Double Dutch มีอยู่สี่ความหมาย

  • ภาษา/ข้อความ หรือการแสดงออกที่ไม่สามารถทำความเข้าใจ (Incomprehensible language) ** นี่น่าจะคือความหมายที่ Paula แสดงออกมา
  • เกมเล่นคำที่มีลักษณะคล้ายๆ Pig Latin
  • เกมกระโดดเชือก ที่ต้องใช้สองคนแกว่งเชือก (เป็นกิจกรรรมที่เพิ่งเริ่มได้รับความนิยมช่วงทศวรรษ 70s)
  • การมีเพศสัมพันธ์โดยใช้ถุงยางและยาคุมกำเนิด สองอย่างโดยพร้อมเพรียงกัน

เทปลับ ผมก็มึนๆงงๆว่าต้องการจะสื่อถึงอะไร เพียงคาดเดาว่าอาจคือเสียงของ Richard P- พูดเป็นโค้ทลับอะไรบางอย่าง โดยอ้างอิงข้อกฎหมาย ย่อหน้าโน่นนี่นั่น แต่ถึงรับฟังไม่รู้เรื่อง เราก็สามารถทำความเข้าใจว่าเหตุการณ์ฆาตกรรมที่บังเกิดขึ้น มีแนวโน้มเกี่ยวโยงพัวพันกับประเด็นขัดแย้งทางการเมือง

แซว: บริเวณที่เทปลับนี้วางอยู่ จะมีพื้นสีน้ำเงิน-ขาว-แดง ธงชาติฝรั่งเศสอีกแล้วหรือนี่!

เมื่อ Paula (และ Richard Widmark) กลับมาที่โรงแรม พบเจอสองศพในห้องพักของเธอ บนเตียงนอนและในห้องน้ำ (ต่างเป็นพื้นที่ส่วนตัว ซึ่งสามารถสื่อถึงการสูญเสียบางสิ่งอย่างภายในจิตใจ)

  • Edgar Typhus นอนเลือดอาบอยู่บนเตียง (ที่เคยนั่งสนทนากับ Paula เมื่อพบเจอกันตอนต้นเรื่อง) เขาคือเพื่อนเก่าของ Paula สามารถเหมารวมถึงการสูญเสียสิ่งที่เคยรับรู้จักในอดีต
    • ตัวละครนี้เป็นชาวฝรั่งเศส ย่อมสามารถสื่อถึงการสูญเสีย ‘ความเป็นฝรั่งเศส’ ให้กับ ‘Americanization’ ก็ได้เช่นกัน
    • และสังเกตว่ามีเจ้าหน้าที่ชันสูตรศพ นำกระจกมาส่องบนใบหน้า เหมือนต้องการเห็นภาพสะท้อนอะไรบางอย่าง (มันคงคือกระบวนการชันสูตรเหนือจริงของหนังกระมัง)
  • Doris Mizoguchi สวมเสื้อ Beethoven เสียชีวิตอยู่ในห้องน้ำ (ตอนพบเจอเธอครั้งแรกก็ร้อง-เล่นกีตาร์อยู่ในห้องน้ำ) มองมุมหนึ่งสามารถสื่อถึงบทเพลงคลาสสิก (รวมถึง Folk Song ด้วยกระมัง) กำลังเสื่อมความนิยมลงไป
    • ตัวละครนี้เป็นชาวญี่ปุ่น สามารถสื่อถึงการสูญเสีย ‘ความเป็นญี่ปุ่น’ ให้กับ ‘Americanization’ ก็ได้เช่นกัน

As I looked at them both together, I understood the meaning of the adjective “parallel”

เสียงบรรยายของ Paula อธิบายหลายๆช็อตฉากของหนังที่มีลักษณะเหมือนภาพสะท้อน สองตัวละครนั่ง-ยืนอยู่เคียงข้าง หรือการส่องกระจกบนใบหน้า Edgar Typhus เพื่อให้ผู้ชมขบครุ่นคิด ว่าสิ่งที่บังเกิดขึ้น/ความตายของบุคคลนั้นๆ สามารถเปรียบเทียบคู่ขนานได้กับอะไร?

สองช็อตนี้ต่างก็มีลักษณะคู่ขนานระหว่างตำรวจ-อาชญากร สองขั้วตรงข้ามที่สามารถเติมเต็มกันและกัน

  • Inspector Aldrich (สูทขาว) vs. Richard Widmark (สูทดำ)
  • เจ้าหน้าที่ตำรวจผมบลอนด์ (ชาย) vs. Paula Nelson ผมน้ำตาล (หญิง)

Why would a cock flatter a cuckoo? Usually the cuckoo flatters the cock.

มันมีนิทานเรื่อง The Cuckoo and the Rooster นกกาเหว่าชื่นชมเสียงขับขานเอ้กอี๊เอ้กเอ๊กของเจ้าไก่ เมื่อเจ้าไก่ได้ยินเช่นนั้นจึงชื่นชมคำสรรเสริญของเจ้ากาเหว่า ต่างฝ่ายต่างเยินยอกันและกันไปมาอยู่อย่างนั้น … นิทานเรื่องนี้สอนข้อคิดว่า มันไม่มีประโยชน์ห่าเหวอะไรในการสรรเสริญเยินยอกันและกัน จอมปลอม หลอกลวง หลงตัวเองด้วยกันทั้งนั้น!

You ask, why does the Cuckoo praise the Rooster’s squeak?
Because this Rooster praises the Cuckoo’s fawning creak.

คำถามดังกล่าวของ Paula ไม่ได้จะสอนข้อคิดอะไรใคร แต่ต้องการเปรียบเทียบถึงการใส่ร้ายป้ายสี โยนความผิดกันไปมา ล้อเลียนตัวเองที่ยังคงเชื่อโดยไม่มีหลักฐานว่า Richard Widmark คือผู้อยู่เบื้องหลังการเสียชีวิตของ Richard P- ส่วนอีกฝ่ายยืนกรานว่าไม่ใช่ พยายามยกตัวอย่าง สรรหาข้ออ้าง … คือมันไม่มีประโยชน์อันใดที่จะโต้ถกเถียงกันเลยสักนิด! ครุ่นคิดไปก็หาคำตอบไม่ได้

บ่อยครั้งที่ผกก. JLG ตัดเสียงสนทนาระหว่างตัวละคร (ชวนให้นึกถึงนาทีแห่งความเงียบสงัด Bande à part (1964)) หลงเหลือเพียงภาษากายแสดงออกว่ากำลังอะไร อย่างฉากนี้ Richard Widmark คงพูดกรอกหู Inspector Aldrich เป็นประจักษ์พยานให้ Paula ว่าไม่ได้มีส่วนร่วมรู้เห็นคดีฆาตกรรม Edgar Typhus และ Doris Mizoguchi เขาจึงยินยอมไขกุญแจมือ ปล่อยอีกฝั่งฝ่ายให้เป็นอิสระ

เนื่องจากไม่เห็นภาพพื้นหลังเต็มๆ แต่ดูจากลักษณะผมคาดคิดว่าน่าจะเป็นพื้นผิวน้ำ และพออ่านได้ข้อความ ‘du combat de la’ เลยคาดว่าคงเป็นภาพถ่ายยุทธการสู้รบทางเรืออะไรสักอย่าง คาดว่าต้องการสื่อถึงการเดินทางข้ามมหาสมุทร Inspector Aldrich ต้องการพาตัวผู้ต้องสงสัย Paula ออกเดินทางจาก Atlantic City กลับสู่กรุง Paris แต่พอมีประจักษ์พยาน ก็เลยปล่อยเธอให้ล่องลอยคออยู่กลางทะเล

(จริงๆจะสื่อแค่ว่า สถานที่แห่งนี้คือ Atlantic City ล้อกับมหาสมุทร Atlantic Ocean ก็ได้กระมัง)

Liberté แปลว่า Freedom, เสรีภาพ แต่ทั้งสองครั้งที่ข้อความนี้ปรากฎขึ้น จะต้องมาพร้อมกับเสียงปืน กราดยิง กระสุนพุ่งสู่เป้าหมาย นั่นสามารถสื่อถึงสิ่งที่ต้องแลกมา นั่นคือความรุนแรง การปฏิวัติ โค่นล้มอำนาจ(เผด็จการ) ถึงสามารถปลดแอกกลายเป็นไท

ข้อความ Liberté ปรากฎขึ้นในช่วงเวลาที่ Paula ได้รับการปล่อยตัวจาก Inspector Aldrich ทำให้เธอสามารถดำเนินการสืบสวนสอบสวน (การเสียชีวิตของ Richard P-) ต่อโดยทันที! ซึ่งสถานที่ต่อไปคือสถานที่ทำงานของ Richard P- ร้านรับทำป้ายโฆษณา ประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์ (ภาพยนตร์คือสื่อแห่งเสรีภาพ)

เมื่อตอนต้นเรื่องมีการพูดถึง Walt Disney with blood เลยไม่น่าแปลกใจที่เมื่อ Paula เดินทางมายังร้านรับทำป้ายโฆษณา จะพบเห็นโปรโมทภาพยนตร์ Those Calloways (1964) … ช่วงทศวรรษ 50s-60s สตูดิโอ Disney ชอบสร้างภาพยนตร์ (Live Action) แนวผจญภัย เกี่ยวกับหมาๆแมวๆ สรรพสัตว์ป่านับไม่ถ้วนเลยนะ

ใครก็ตามที่พยายามพูดบอกข้อมูลเกี่ยวกับ Richard P- จักถูกจับทรมาน ทำร้ายร่างกาย ข่มขู่ด้วยใบมีดโกน เลือดตกยางออก นี่กระมังที่ทำให้ Paula ตระหนักโดยสันชาตญาณว่า Richard Widmark อาจคือบุคคลผู้อยู่เบื้องหลังทุกสรรพสิ่งอย่าง

ภาพถ่ายนี้มาจากไหนกัน? มันเป็นหลักฐานทนโท่ที่ชี้ชัดว่า Richard Widmark น่าจะมีส่วนรู้เห็นการลักพาตัว นำปสู่ความตายของ Richard P- (แต่สังเกตว่าใบหน้าของ Richard ถูกมือบดบังเอาไว้) โดยมอบหมายให้ลูกน้องคนสนิท Donald Siegel ทำการปิดปากผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด (รวมถึง Edgar Typhus และ Doris Mizoguchi) แต่ความที่เด็กหนุ่มคนนี้เป็น Idealist จึงนำความมาบอกกล่าว Paula คาดหวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือ พาหลบหนีออกนอกประเทศ กลับถูกทรยศหักหลัง ตกตายไปโดยยังพร่ำคำคิดถึง Mama! ล้มลงตำแหน่งระหว่างถังสีน้ำเงินและแดง (ตัวละครสวมชุดสีเทาหรือจะมองโทนขาว = ธงชาติฝรั่งเศส สื่อถึงการเสียสละเพื่อประเทศชาติที่ไม่ก่อให้เกิดคุณประโยชน์ใดๆ)

การสนทนาระหว่าง Inspector Aldrich กับ Paula Nelson ทั้งสองมักยืนอยู่ตำแหน่ง/พื้นหลังมีลักษณะแตกต่างตรงกันข้าม

  • Inspector Aldrich ขณะกำลังพิงผนังกำแพง สังเกตว่าเหมือนถูกบีบจากผนังสีน้ำเงินทั้งสองข้าง (ตัวเขาถูกเบื้องบนสั่งให้กลับกรุง Paris ถอนฟ้องคดีความดังกล่าว)
  • Paula Nelson นั่งอยู่ท่ามกลางดอกไม้บาน ดูสวยงาม เปร่งประกาย และมีความเป็นธรรมชาติ

ผกก. JLG แอบแฝงทัศนะของตนเองเกี่ยวกับโฆษณา (รวมถึงอิทธิพลจากสหรัฐอเมริกา) ด้วยคำพูดออกจากปาก Paula (จะว่าไป JLG ก็ไม่เคยกำกับโฆษณาเลยสักเรื่อง!) คิดเห็นว่าคือลักษณะของการชวนเชื่อของ Fascism

Advertising is a form of fascism.

นี่เป็นอีกฉากเหนือจริง (Surrealist) ที่นำเสนอความครุ่นคิดเห็นของสองตัวละคร ต่างฝ่ายต่างยืนพูดคุยสบตาหน้ากล้อง (Breaking the Fourth Wall) เพื่อสรุปความเข้าใจ(ในมุมมองของตนเอง)ต่อเหตุการณ์บังเกิดขึ้นกับ Ricard P-

  • พื้นด้านหลังพบเห็นเศษซากโปสเตอร์ กระดาษโฆษณาที่ถูกฉีกขาด (คล้ายๆสภาพศพที่ถูกถลกเนื้อหนัง)
  • ข้อความ The Left, Year Zero อ้างอิงถึงภาพยนตร์ Germany, Year Zero (1948) ของผู้กำกับ Roberto Rossellini ที่เต็มไปด้วยเศษซากปรักหักพังของกรุง Berlin หลังสงครามโลกครั้งที่สอง
    • ทั้งเศษซากโปสเตอร์และข้อความ Year Zero สามารถสื่อถึงจุดสิ้นสุด ความเชื่อมั่นที่พังทลาย ไม่หลงเหลืออะไรให้ต่างฝ่ายสืบสวนสอบสวน ค้นหาข้อมูลหลักฐาน จากนี้จึงทำได้เพียงคาดการณ์ หาข้อสรุป สาเหตุผลความตายของ Richard P-
  • ภาพสุดท้าย Paula Nelson และ Richard Widmark ยืนเคียงข้างยังพื้นหลังสีเขียว (สีของธรรมชาติ/ความเสมอภาคเท่าเทียม) ใต้ข้อความอะไรสักอย่าง แล้วเอ่ยปากพูดพร้อมกัน แต่กลับมีความเห็นที่แตกต่าง ตรงกันข้าม
    • เราสามารถตีความ Richard Widmark คืออวตารหนึ่งของผกก. JLG ซีเควนซ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์กับ AK มาถึงจุดพังทลาย ล่มสลาย ไม่สามารถยินยอมรับความคิดเห็นของอีกฝั่งฝ่ายได้อีกต่อไป

แซว: ใครช่างสังเกตจะพบว่าสายตาของนักแสดง มีความวอกแวก เหมือนหันไปอ่านโพยว่าต้องพูดอะไร (การพูดพร้อมกันมันต้องใช้สมาธิมากๆเลยนะ)

นี่เป็นบทสรุปที่ไม่น่าพึงพอใจเอาเสียเลย Paula Nelson และ Richard Widmark ต่างเสมือนว่าประณีประณอม ยินยอมความกันและกัน ให้ต่างฝ่ายเขียนจดหมายบอกว่า

  • Paula Nelson ฉันคือคนฆาตกรรม Edgar Typhus
  • Richard Widmark ผมคือคนฆาตกรรม Richard P-

การกระทำดังกล่าว จักทำให้ต่างฝ่ายต่างมีข้ออ้างป้องกันตัว และสามารถทรยศหักหลังกันและกัน ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ Richard Widmark ครุ่นคิดจะเก็บ Paula โดยทันที แต่ก็ถูกหญิงสาวตลบหลังจากความช่วยเหลือของ David Goodis

นัยยะของฉากนี้สามารถถึงการสูญเสียความเชื่อมั่นต่อกันระหว่าง JLG และ AK ต่างฝ่ายต่างเต็มไปด้วยข้ออ้าง คำกล่าวที่ไม่มีหลักฐาน พร้อมใส่ร้ายป้ายสีกันอยู่ตลอดเวลา แม้ต่อให้พวกเขายินยอมรับความผิดของกันและกัน กลับยังคงครุ่นคิดทรยศหักหลัง เช่นนั้นแล้วขอให้ฉันตกตาย ลาจากเธอไปเสียยังดีกว่า!

David Goodis ถือเป็นอีกอวตารของผกก. JLG เลยจำต้องถูก Paula/AK คิดคดทรยศหักหลัง (แบบเดียวกับ Pierrot le Fou (1965)) อีกทั้งเพื่อให้เขาสรรค์สร้างนวนิยายไม่สำเร็จดั่งชื่อ ‘the unfinished novel’ และคำพูดสุดท้ายนี่ก็ชัดเจนมากๆว่าต้องการสื่อถึงอะไร (เปลี่ยนจาก Paula เป็น AK)

Paula, you stole my youthfulness.

เกร็ด: LS เล่าว่าฉากนี้ AK ร่ำร้องไห้ออกมาจริงๆ เหมือนเธอตระหนักว่านี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายได้ร่วมงานกับอดีตสามี

เมื่ออวตารของผกก. JLG ถูกฆ่าตายเรียบ! สิ่งหลงเหลือสำหรับ Paula/AK จึงคือความมืดมิด ทำการบันทึกเสียงเพื่อครุ่นคิดทบทวนตนเอง การกำลังมาถึงของเช้าวันใหม่ แต่ฉันเองก็คงเดินทางจากไปก่อนแล้ว (เหมือนต้องการสื่อว่า เช้าวันใหม่/ผลงานถัดไปของ JLG ไม่จำเป็นต้องมี AK อีกต่อไป!)

The night is as long as the day in this never-ending equinox. When it comes, I go on. I’ll go before dawn.

แม้เป็นการเดินทางกลับกรุง Paris ของ Paula แต่เราสามารถตีความได้ถึงการเริ่มต้นใหม่ “YEAR ZERO” ของทั้ง JLG และ AK โดยสัญญาณไฟแดงเปลี่ยนเป็นไฟเขียว เหมือนเป็นการอนุญาตให้ต่างฝ่ายต่างสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ของตนเอง ต่อจากนี้ไม่จำเป็นต้องหวนกลับหา พึ่งพากันและกันอีกต่อไป

Philippe Labro (เกิดปี 1936) คือนักเขียน นักข่าว ตอนนั้นเพิ่งมีโอกาสกำกับสารคดีสั้น 4 fois D (1964) แต่กลับทำเหมือนเขาเป็นผู้กำกับมากประสบการณ์ กำลังจะมีผลงานเกี่ยวกับเมือง Châteauroux นี่ไม่ใช่เรื่องจริงนะครับ! เป็นการสร้างความสับสน กลหลอกลวงให้ผู้ชม ถึงอย่างนั้นทั้งซีเควนซ์นี้เหมือนต้องการอ้างอิงถึง Mehdi Ben Barka ที่ถูกลักพาตัวระหว่างเดินทางไปพูดคุยโปรเจคสารคดีกับผกก. Georges Franju และนักข่าว Philippe Bernier

แซว: ตัวอักษรข้างรถ Europe 1 ชวนให้นึกถึงภาพยนตร์ Europe ’51 (1952) ของผู้กำกับ Roberto Rossellini นำแสดงโดยศรีภรรยา Ingrid Bergman

การสนทนาระหว่างเดินทางครั้งนี้ เต็มไปด้วยคำรำพันถึงอนาคต มีอะไรมากมายเฝ้ารอคอยเราอยู่ แต่สิ่งหนึ่งที่ผกก. JLG เชื่อมั่นมากๆ ถึงขนาดพูดซ้ำถึงสองครั้ง และอ้างอิงนวนิยายของ Jean Cocteau สร้างเป็นภาพยนตร์ Les Enfants Terribles (1950) กำกับโดย Jean-Pierre Melville สามารถสื่อได้ทั้ง AK และการเมืองทั้งสองฟากฝั่ง

You won’t ever change … Remember Elisabeth, in Les Enfants Terribles? The left and the right are the same. They won’t ever change.

ตัดต่อโดย Françoise Collin และ Agnès Guillemot (1931-2005) รายหลังคือขาประจำผู้กำกับ JLG ร่วมงานกันตั้งแต่ Le petit soldat (1963) แต่ภาพยนตร์เรื่องแรกที่ออกฉายคือ A Woman Is a Woman (1961) จนถึงผลงานสิ้นสุดยุคสมัยแรก Week-end (1967)

เรื่องราวนำเสนอผ่านมุมมองตัวละคร Paula Nelson ตั้งแต่เดินทางมาถึง Atlantic-Cité เข้าพักในโรงแรม รับทราบข่าวการเสียชีวิตของอดีตชายคนรัก Richard P- จากนั้นตัดสินใจออกเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆเพื่อสืบสวนสอบสวน ค้นหาข้อเท็จจริง เมื่อได้รับคำตอบที่พึงพอใจถึงค่อยเดินทางกลับกรุง Paris

  • Paula Nelson เดินทางมาถึง Atlantic-Cité
    • Paula ในห้องพักโรงแรม ตื่นขึ้นยามเช้า แล้วพบเจอ Edgar Typhus สนทนาถึงสิ่งเกิดขึ้นกับ Richard P-
    • หลังจากใช้รองเท้าส้นสูงทุบศีรษะ Typhus ลาพาเขากลับห้องไปพบเจอหลานชาย David Goodis และแฟนสาวชาวญี่ปุ่น
  • เริ่มต้นสืบสวนสอบสวน
    • เดินทางไปยังคลินิกของ Dr. Samuel Korvo พบเห็นสภาพอันน่าเศร้าสลดของใครก็ไม่รู้ (ผมว่าก็น่าจะ Richard P- นะแหละ)
    • Paula แวะเวียนไปยังบาร์แห่งหนึ่ง รับฟังบทเพลง As Tear Goes By
    • Paula เดินทางไปยังฟิตเนส & สปา พบเจอ Dr. Edward Ludwig ผู้ชันสูตรศพ Richard P-
    • ระหว่างแวะเวียนไปยังอพาร์ทเม้นท์ของ Richard P- ถูกลักพาตัวโดยใครสักคน แล้วได้พบเจอกับมาเฟียเจ้าถิ่น Richard Widmark เลยมีโอกาสพูดคุยสนทนา แลกเปลี่ยนข้อมูลที่ล่วงรับรู้
  • เมื่อตำรวจเข้ามาเกี่ยวข้อง หลังการเสียชีวิตของ Edgar Typhus
    • พอกลับมาห้องพักที่โรงแรม ปรากฎว่า Edgar Typhus ถูกเข่นฆาตกรรม ทำให้ Paula ตกเป็นผู้ต้องสงสัย แถมโดนใส่ร้ายป้ายสีโดย David Goodis แต่โชคดีมีประจักษ์พยานคือ Richad Widmark
    • หลังได้รับการปล่อยตัว Paula เดินทางไปยังสถานที่ทำงานของ Richard P- ค้นหาเบาะแสเพิ่มเติม
    • ต่อมา Donald Siegel (ลูกน้องของ Richard Widmark) รับสารภาพว่าเป็นคนเข่นฆาตกรรม Typhus
  • แล้วอะไรคือข้อเท็จจริง
    • แม้ฆาตกรจะถูกเปิดโปง Inspector Aldrich ถอนตัวจากคดี แต่ก็ไม่มีอะไรไขกระจ่างสักสิ่งอย่าง
    • บ้านพักนอกเมืองของ Richard P- และการเผชิญหน้าของ Paula vs. Richard Widmark vs. David Goodis
    • ท้ายสุด Paula เดินทางกลับกรุง Paris ด้วยการโบกขึ้นรถของ Philippe Labro

เสียงบรรยายของ Paula มักดังขึ้นช่วงระหว่างการเปลี่ยนฉาก ไม่ก็แทนความครุ่นคิดขณะนั้นๆ ซึ่งจะมาพร้อมกับการแทรกภาพจินตนาการ ตัวอักษร หรือสิ่งที่ผกก. JLG ต้องการอ้างอิงถึง โปสเตอร์ หนังสือการ์ตูน ฯลฯ เหล่านี้เพื่อแสดงถึงอิทธิพลของสหรัฐอเมริกาที่มีต่อฝรั่งเศส (และภาพยนตร์เรื่องนี้)

ปัญหารุนแรงมากๆของหนึ่งคือหลายๆเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้วยวิธีการแบบงงๆ อาจต้องรับชมรอบสองสามถึงสามารถครุ่นคิดติดตามทัน อย่างฉาก Paula พูดคุยในโรงซ่อมรถกับ Richard Widmark ทุกหัวข้อการสนทนาล้วนต้องมีลวดลีลาภาษาภาพยนตร์ในการนำเสนอ นั่นทำให้หนังขาดความต่อเนื่องลื่นไหล (แต่พอเข้าใจได้ว่าต้องการสะท้อนแนวคิด Episches Theater (Epic Theatre)) แต่เมื่อมันเยอะๆๆๆมากจนถึงจุดๆหนึ่ง ผู้ชมทั่วไปก็เริ่มไม่ยี่หร่าห่าเหวกับแม้งแล้ว


หนังไม่มีเครดิตเพลงประกอบ แสดงว่าทั้งหมดล้วนมาจาก Archive Music (อาจไม่เงินจ้างนักแต่งเพลง กระมัง!) เลือกดนตรีที่สามารถสร้างความลึกลับ พิศวงสงสัย แอบแฝงความตื่นเต้นรุกเร้าใจ นอกจากนี้ยังมีบทเพลงคลาสสิกของ Robert Schumann: Symphony No. 3 และ Ludwig van Beethoven ได้ยิน Symphony No.5 บ่อยครั้งทีเดียว (ท่อนหลังจาก แท้นแท้นแท้นแทน)

ไฮไลท์คือ As Tears Go By (1965) แต่งโดย Mick Jagger, Keith Richards, Andrew Loog Oldham (จากแก๊งค์ The Rolling Stones) ขับร้องโดย Marianne Faithfull ซึ่งก็ได้มารับเชิญ Cameo สาวผมทอง ขับร้องบทเพลงนี้ในบาร์แห่งหนึ่ง รำพันถึงความเศร้าโศกสูญเสียใจ (บทเพลงไม่ได้อธิบายว่าหญิงสาวร้องไห้เพราะอะไร ก็แล้วแต่ผู้ฟัง/ผู้ชม จะขบครุ่นคิดจินตนาการ)

และในหนังยังมีฉบับขับร้องภาษาญี่ปุ่น & เล่นกีตาร์โดย Kyôko Kosaka ผู้รับบท Doris Mizoguchi ส่วนตัวรู้สึกว่าไพเราะกว่าต้นฉบับเสียอีกนะ!

It is the evening of the day
I sit and watch the children play
Smiling faces I can see
But not for me
I sit and watch as tears go by

My riches can’t buy everything
I want to hear the children sing
All I hear is the sound
Of rain falling on the ground
I sit and watch as tears go by

It is the evening of the day
I sit and watch the children play
Doing things I used to do
They think are new
I sit and watch as tears go by

แซว: ตอนผมอ่านเจอชื่อเพลง As Tears Go By ต้องขยี้ตาอยู่สองรอบเพราะนึกว่า As Time Goes By เพลงอมตะของ Casablanca (1942) แต่ด้วยชื่อที่ละม้ายคล้ายกันขนาดนี้ น่าจะเป็นความจงใจเลือกของผกก. JLG อย่างแน่นอน

ผมเสียเวลาสักพักใหญ่ๆในการค้นหาว่าหนังใช้บทเพลงอะไรของคีตกวีชาวเยอรมัน Robert Schumann (1810-56) ได้ยินอยู่ประปราย แต่โดดเด่นสุดคือช่วงท้ายของหนัง (Paula โบกรถกลับ Paris กับ Philippe Labro) ก่อนค้นพบ Symphony No. 3 in E-flat major, Op. 97 เป็นซิมโฟนีสุดท้ายที่ Schumann ประพันธ์ขึ้นช่วงปลายปี ค.ศ. 1850 ทำการแสดงรอบปฐมทัศน์เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1851 แต่เสียงตอบรับกลับผสมๆ มีทั้งเกรี้ยวกราดไปจนถึงยืนปรบมือดังกึกก้อง

แซว: จริงๆแล้ว Schumann ประพันธ์ซิมโฟนีทั้งหมด 4 บทเพลง (ที่แต่งน้อยเพราะเสียงตอบรับไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่) แต่ระหว่างที่ No. 2 และ No. 3 ยังไม่เป็นที่พึงพอใจ ก็ดันเขียน No. 4 แล้วเสร็จก่อนใครเพื่อน เลยนำออกทำการแสดงตั้งแต่ปี ค.ศ. 1941 แล้วค่อยๆครุ่นคิด-ปรับปรุง-แก้ไข จนสิบกว่าปีให้หลัง No. 3 ถึงสำเร็จเสร็จสิ้น

แรงบันดาลใจของ Symphony No. 3 เกิดจาก Schumann ได้มีโอกาสฮันนีมูนกับภรรยา Clara เดินทางไปท่องเที่ยว Rhineland (คำเรียกอาณาบริเวณติดแม่น้ำ Rhine ยุคสมัยนั้นคือ Kingdom of Prussia) นำเอาประสบการณ์ ความประทับใจจากช่วงเวลาดังกล่าว มาบรรจงสรรค์สร้างเป็นซิมโฟนี 5 Movement และตั้งชื่อเล่นว่า Rhenish

ท่อนที่นำมาใช้ในหนังคือ II. Scherzo: Sehr mäßig (in C major) ให้ความรู้สึกเหมือนชีวิตได้พานผ่านเหตุการณ์อะไรบางอย่าง มันอาจไม่ใช่ความสนุกสนานตื่นเต้นเร้าใจ แต่ก็สร้างตราประทับฝังลึกทรวงใน มิอาจลบลืมเลือนทุกสิ่งอย่างที่พานผ่านมา … ผมมองบทเพลงนี้คือถ้อยคำอำลาของ JLG จะจดจำช่วงเวลาทั้งหมดที่เคยใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับ AK และขอให้ประสบโชคดีมีชัยก็แล้วกัน

หญิงสาว (AK) หวนกลับมาหาชายคนรัก (JLG) แต่ปรากฎว่าเขาถูกเข่นฆาตกรรม (มองในเชิงสัญลักษณ์ ตกตายไปแล้วเพราะไม่หลงเหลือเยื่อใยความสัมพันธ์) นั่นทำให้เธอบังเกิดความฉงนสงสัย เพราะเหตุใด? ทำไม? ใครเป็นฆาตกร? ต้องการสืบสวนสอบสวน ครุ่นคิดค้นหาคำตอบให้จงได้!

ในฉากที่ทั้ง Paula Nelson และ Richard Widmark พูดแทรกขึ้นมาพร้อมกัน ต่างพยายามอธิบายเหตุผลการถูกเข่นฆาตกรรมของ Richard P- (อวตารหนึ่งของ JLG) แต่ต่างคนก็ต่างมีความครุ่นคิดเห็น เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถค้นหาคำตอบ ‘ตาบอดคลำช้าง’ แล้วแต่มุมมองส่วนบุคคล (ความเห็นของผู้ชมก็เฉกเช่นเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องตรงกับทั้งสองตัวละคร)

สำหรับผู้กำกับ JLG มันก็มีเหตุผลร้อยแปดพันอย่างที่ทำให้เขาไม่สามารถหวนกลับไปคืนดี ตั้งแต่เมื่อตอนสรรค์สร้างภาพยนตร์ Pierrot le Fou (1965) แสดงความเกรี้ยวกราดเพราะคิดว่าถูก AK คิดคดทรยศหักหลัง, สำหรับ Masculin Féminin (1966) นำเสนอการค้นพบทิศทางเป้าหมายใหม่ หันมาให้ความสนใจปัญหาสังคม วัยรุ่น อิทธิพลจากปัจจัยแวดล้อมรอบข้าง สงคราม การเมือง สถานการณ์โลก ที่ล้วนส่งผลกระทบถึงตัวเรา เหล่านี้ล้วนมีความสลักสำคัญเหนือกว่าเรื่องรักๆใคร่ๆ ฉันและเธอเป็นไหนๆ

การนำพา AK หวนกลับมาร่วมงานภาพยนตร์ Made in U.S.A. (1966) ย่อมไม่ใช่แค่ถามใจตนเอง(และเธอ)ว่ายังมีเยื่อใยอะไรหลงเหลืออยู่ไหม ยังต้องการสร้างบทสรุป อธิบายเหตุผลที่แท้จริงของการเลิกราหย่าร้าง (ด้วยอีกความเข้าใจใหม่ที่เพิ่งครุ่นคิดได้จาก Masculin Féminin (1966) ไม่ใช่เกรี้ยวกราดโกรธเกลียดแบบ Pierrot le Fou (1965)) ว่ามาจากอิทธิพลสิ่งต่างๆรอบข้าง สังคม สงคราม การเมือง และอิทธิพลของสหรัฐอเมริกา ที่ได้แผ่ปกคลุมมาถึงฝรั่งเศสในช่วงทศวรรษ 60s ทำให้วัยรุ่นหนุ่มสาว (รวมถึง AK) มีมุมมองโลกทัศน์ปรับเปลี่ยนแปลงไป

แต่แม้สงครามระหว่าง JLG กับ AK ได้จบสิ้นลงไปแล้ว (ความขัดแย้งระหว่างชาย-หญิง สามี-ภรรยา สามารถเปรียบเทียบในเชิงมหภาคถึงสงคราม การปฏิวัติ ฯ) แต่ไม่มีทางที่โลกใบนี้จะพบเจอความสงบสุข หรือสันติภาพ ตราบเท่าอิทธิพลของสหรัฐอเมริกายังแพร่ขยายไปทั่ว ‘Americanization’ ความเจริญทางวัตถุ เทคโนโลยี เชื่อในแนวคิดเสรีภาพ จักนำพาโลกเข้าสู่ยุคสมัยปัจเจกบุคคล สักวันหนึ่งมันคงลงเอยเป็นแบบ Alphaville (1964)

เหตุผลของ JLG หลายคนคงรู้สึกสมเหตุสมผล ฟังดูน่าสนใจ แต่ผมมองว่านั่นก็แค่ข้ออ้างข้างๆคูๆ แถไถจนสีข้างถลอก ชักแม่น้ำทั้งห้าเพื่อบอกปัดภาระ ไม่ยินยอมรับผิดว่าคือตนเองคือต้นเหตุปัญหา จากความเห็นแก่ตัวเอาแต่ใจ นิสัยจอมเผด็จการ หุบปากแล้วทำตามคำสั่ง นั่นต่างหาคือเหตุผลแท้จริงที่ AK มิอาจอดรนทนได้อีกต่อไป

Made in U.S.A. (1966) จึงเป็นเพียงข้ออ้าง ข้อแก้ต่าง เบญจธาราที่ฟังไม่ขึ้น แต่มันยังคือจดหมายฉบับ(เกือบ)สุดท้ายของผกก. JLG บอกว่าฉันสามารถทำใจลาจาก AK ค้นพบเป้าหมายใหม่ของชีวิต ไม่ต้องมีเธอเป็นที่พึ่งพักพิงอีกต่อไป

ปล. จริงๆขณะนั้น ผกก. JLG ก็พบรักครั้งใหม่กับ Marina Vlady แต่พอถูกเธอบอกปัดเรื่องแต่งงาน ก็เปลี่ยนมา Anne Wiazemsky (นางเอกจาก Au Hasard Balthazar (1966)) แล้วได้แต่งงานทันทีหลังจากสรรค์สร้าง La Chinoise (1967) ประมาณว่าไม่ยี่หร่า AK อีกต่อไปแล้ว


เนื่องจากผมไม่ค่อยอยากขบครุ่นคิดประเด็นการเมืองของหนังสักเท่าไหร่ แต่ก็มีการตีความหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะเรื่องราวพยายามพาดพิงถึงการสูญหาย ถูกลักพาตัว เสียชีวิตของ Ben Barka แต่ใครกันคือตัวการ? ทำไปเพื่ออะไร? มีจุดประสงค์เคลือบแอบแฝงอันใด?

Mehdi Ben Barka (1920-65) คือนักการเมืองฝั่งซ้ายชาว Moroccan หัวหน้าพรรค National Union of Popular Forces (UNFP) ซึ่งเป็นฝั่งตรงกันข้ามกับ French Imperialism ถ้าโดยความเข้าใจของผู้คนทั่วไป (จากการตีข่าวของหนังสือพิมพ์ยุคสมัยนั้น) คาดว่าถูกลักพาตัวโดยตำรวจลับฝรั่งเศส หรือไม่ก็ผู้มีอิทธิพลหัวรุนแรงขวาจัด ที่ไม่ต้องการให้ Morocco ได้รับการปลดแอก (เหมือนตอน Algeria)

แต่มุมมองของผกก. JLG บอกใบ้ตั้งแต่ชื่อหนัง! ตั้งทฤษฎีสมคบคิดว่าผู้ชักใยบงการอยู่เบื้องหลัง แท้จริงแล้วอาจหมายถึง “Made in U.S.A.”

The sociological or political aspect of the film noir allusion is contained mainly in Godard’s idea
itself, namely, that the structure of the American film noir is itself political, a Trojan horse for a conspiracy. The American influence seen in the fictitious France of Made in U.S.A. (1966) is not that of cultural epiphenomena such as Coca-Cola or the Beatles, but the crucial one of political violence. In effect, Godard’s vision of a France infiltrated by Richard Nixon and Robert McNamara and terrorized by a secret police force suggests that both the Ben Barka affair and its elaborate cover-up were products of the Cold War, were “made in U.S.A.”

Richard Brody ผู้เขียนหนังสือ Everything Is Cinema: The Working Life of Jean-Luc Godard

แม้หนังจะชื่อ Made in U.S.A. แต่กลับเคยเข้าฉายในสหรัฐอเมริกาเพียงรอบฉายเดียวในเทศกาลหนัง New York Film Festival เพราะติดเรื่องลิขสิทธิ์ดัดแปลงนวนิยาย Donald E. Westlake แต่หลังจากเจ้าเสียชีวิตเมื่อปี 2009 หนังจึงได้เข้าฉายสามเดือนหลังจากนั้น

เสียงตอบรับของหนังเมื่อตอนออกฉายค่อนข้างจะแตกแยก แม้ส่วนใหญ่จะชื่นชมแต่เต็มไปด้วยน้ำเสียงประชดประชันในฝรั่งเศสเลยมียอดจำหน่ายตั๋วเพียง 174,324 ใบ แต่ก็ไม่น่าจะขาดทุนเพราะใช้งบประมาณเพียง $50,000 เหรียญ

finally have an artist, a great artist, of the left?

Claude Mauriac นักวิจารณ์จาก Le Figaro littéraire

a film that betrays politics, that is paralyzed in its great liberty by ideological conformism.

Bernardo Bertolucci ขณะนั้นยังเป็นนักวิจารณ์หน้าใหม่จาก Cahiers du cinéma

ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะ ‘digital restoration’ คุณภาพ High-Definition โดยสตูดิโอ Rialto Pictures ทำให้งานภาพยังความคมชัด สวยสดใส ได้รับการจัดจำหน่าย DVD/Blu-Ray และหารับชมออนไลน์ได้ทาง Criterion Channel

เห็นงานภาพสวยๆของ RC, หลายบทเพลงมีความไพเราะ (เอาจริงๆผมชอบบทเพลงคำร้องภาษาญี่ปุ่นมากกว่า MF เสียอีกนะ!) และการแสดงของ AK ดูมีความเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมากๆ แต่ลวดลีลาของผู้กำกับ JLG ใส่อะไรมาก็ไม่รู้เยอะแยะ ยั้วเยี้ย มากมายจนสร้างความหงุดหงิดน่ารำคาญ … เป็นผลงานที่สวยแต่รูป จูบไม่หอมเลยสักนิด!

แนะนำสำหรับคนชื่นชอบการครุ่นคิดวิเคราะห์ คอหนังอาชญากรรม หลงใหลความสลับซับซ้อนสไตล์ Godardian, ช่างภาพตากล้อง ศิลปินจิตรกร นักออกแบบ กราฟฟิกดีไซเนอร์ ชื่นชมภาพถ่ายสวยๆ การใช้สีสันอันฉูดฉาด องค์ประกอบฉากเป็นเลิศ, และแฟนเพลง Marianne Faithfull ลองหามาชมดูนะครับ

จัดเรต 13+ กับเรื่องราวอาชญากรรม ฆาตกรรม

คำโปรย | Made in U.S.A. เป็นผลงานที่สวยแต่รูป แต่เนื้อหามีความเป็น Godardian ซับซ้อนเกินกว่าผู้ชมทั่วไปจะทำความเข้าใจ
คุณภาพ | สวยแต่รูปจูบไม่หอม
ส่วนตัว | ซับซ้อนเกินไป

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: