Man of Marble (1976)

Człowiek z marmuru

Man of Marble (1976) Polish : Andrzej Wajda ♥♥♥♡

เรื่องแรกในทวิภาค ‘Solidarity Movement’ ของผู้กำกับ Andrzej Wajda ด้วยวิธีการนำเสนอที่เรียกได้ว่า ‘เป็น Citizen Kane ของคนชั้นแรงงาน’ เรื่องราวของชายคนหนึ่ง ที่เริ่มต้นเพียงก่ออิฐสร้างบ้าน แล้วได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของคนชั้นแรงงานในประเทศโปแลนด์

ทวิภาค ‘การเคลื่อนไหวของชนชั้นแรงงานในประเทศโปแลนด์’ ของผู้กำกับ Andrzej Wajda ประกอบด้วย
– Man of Marble (1976) ได้เข้าฉายในเทศกาลหนังเมือง Cannes สาย Un Certain Regard และได้ FIPRESCI Prize (รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมของนักวิจารณ์)
– Man of Iron (1981) เรื่องนี้สามารถคว้า Palme d’Or จากเทศกาลหนังเมือง Cannes และได้เข้าชิง Oscar: Best Foreign Language Film (ไม่ได้รางวัล)

Poland ถือว่าเป็นประเทศที่มีผู้กำกับเก่งๆอยู่หลายคน อาทิ Roman Polanski, Jerzy Skolimowsi, Wojciech Has ฯ ซึ่งเมื่อพอสร้างชื่อเสียงให้กับตนเองระดับชาติแล้ว ก็จะ Go Inter ออกไปทำหนัง Hollywood แล้วไม่ค่อยกลับมายังชาติบ้านเกิด (เพราะช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โปแลนด์ปกครองด้วยระบอบ Communist ภายใต้ Soviet Union) มีแต่เพียง Andrzej Wajda หนึ่งเดียวเท่านั้นที่พอเขามีชื่อเสียงในระดับโลกแล้ว ก็ไม่เคยทอดทิ้งบ้านเกิด, นักวิจารณ์ชาว Polish: Jerzy Plazewski ได้พูดถึงผู้กำกับดัง ‘ชื่อเสียงระดับนานาชาติ Wajda ไม่ได้ทำให้เขาอยากทำหนังเหมือน Spielberg หรือ Altman แต่คือสร้างหนังที่เกิดขึ้นใน Poland และเกี่ยวกับชาว Poles (Polish)’

Wajda’s international career isn’t about being able to make movies like Spielberg or Altman, but making movies that could only be made in Poland and about Poles

แต่กระนั้นในช่วงชีวิตหนึ่งของ Wajda ได้ถูกแบนจาก Communist ไม่ให้สร้างหนังในประเทศ (ไม่แน่ใจถูกห้ามเข้าประเทศด้วยหรือเปล่า เพราะภาษาอังกฤษใช้คำว่า Exile) นี่เกิดขึ้นหลังจากสร้างหนังเรื่อง Man of Iron (1981) ที่มีใจความต่อต้าน Communist โดยแท้ นี่ทำให้เขาต้องระหกระเหินไปทำหนังฝรั่งเศส/เยอรมัน ฯ ก่อนจะได้กลับประเทศอีก หลังสิ้นสุดสหภาพโซเวียต และการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ของประเทศโปแลนด์เมื่อปี 1989

เรื่องราวของ Man of Marble คือความพยายามสร้างสารคดีของผู้กำกับหญิงคนหนึ่ง Agnieszka (รับบทโดย Krystyna Janda) มีหัวข้อคือ Mateusz Birkut (รับบทโดย Jerzy Radziwiłowicz) ช่างก่ออิฐที่ได้สร้างวีรกรรมสำคัญ จนได้รับการยกย่องเป็น National Hero แต่ต่อมาได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย, เรื่องราวชีวประวัติของเขาจะค่อยๆได้รับการเปิดเผยออกทีละน้อย พร้อมกับการค้นหาว่า Birkut ปัจจุบันอยู่ที่ไหน และตอนจบจะนางเอกจะมีโอกาสได้พบเจอเขาหรือเปล่า

การเล่าเรื่องของหนัง ใช้แบบ Films within Films ตัวละครหลักเป็นผู้กำกับ ที่ต้องการสร้างหนังสารคดี ใช้การสัมภาษณ์บุคคลต่างๆ มีภาพเล่าย้อนเป็น Flashback, ภาพจาก Archive Footage ฯ เรียกได้ว่าครบกระบวนการ Production ของหนังเรื่องหนึ่ง

กับคนที่เคยดู Citizen Kane มา จะคุ้นเคยวิธีการเล่าเรื่องที่มีทั้งภาพ Archive Footage, ตัวละครไปสัมภาษณ์บุคคลต่างๆ แล้วมีภาพเล่าย้อนเป็น Flashback, คือรูปแบบโครงสร้างเหมือนกันมากๆเลยนะครับ แค่เปลี่ยนพื้นหลังของเรื่องราวจาก ‘มหาเศรษฐีผู้ขาดในรัก’ เป็น ‘ฮีโร่ที่หายไปของชนชั้นแรงงาน’

ใจความของหนังเรื่องนี้สามารถมองได้เป็น 2 อย่าง
1) การต่อสู้ ดิ้นรนของผู้กำกับภาพยนตร์ ในการสร้างหนังเรื่องหนึ่ง
2) พื้นหลังของหนังที่สร้าง การต่อสู้ ดิ้นรนของคนที่เป็นหัวข้อ (Subject) ในการทำงาน/มีชีวิต

สองสิ่งนี้สะท้อนซึ่งกันและกัน คนละเรื่องเดียวกันแต่ใจความเดียวกัน และอีกหนึ่งใจความแฝง สะท้อนความยากในการสร้างหนังเรื่องนี้ของ Wajda ในประเทศโปแลนด์ด้วยนะครับ

นำแสดงโดย Krystyna Janda ในบท Agnieszka ผู้กำกับสาวสุดเฟี้ยว เธอเป็นคนเอาแต่ใจ เห็นแก่ตัว ชอบทำตัวกร่าง ไม่ค่อยแคร์คนอื่น, ผมไม่แนะนำให้คนรุ่นใหม่เลียนแบบนิสัยของตัวละครนี้นะครับ ผมดูแล้วรู้สึกต่อต้านมากกว่าชื่นชมใน passion การทำงานของเธอ, กับฉากที่ผมไม่ชอบเลยคือ เธอพยายามเค้นเอาเรื่องราวจากแฟนเก่าของ Birkut ที่ไม่ได้อยากระลึกความหลังเล่าออกมา ทั้งน้ำมูกน้ำตา เครื่องสำอางค์ที่โบะไว้เละไม่เป็นท่า …  ต้องทำกันขนาดนั้นเลยเหรอ ในมุมหนึ่งกับคนทำงานสายนี้จะบอกว่าใช่ แต่ผมส่ายหน้า เอาจริงๆอยากชกหน้าสั่งสอนสักหมัด มันเกินไปมากๆ (แต่นี่ก็แค่หนังนะครับ ไม่ใช่เรื่องจริง) น่าคิดน่ะ ว่าทำไม Agnieszka โตขึ้นแล้วกลายเป็นแบบนี้ แต่ดูจากพ่อก็น่าจะเดาได้ (ลูกสาวโตขึ้นมากับพ่อ ก็มักจะแก่นแก้วแบบนี้แหละ คิดว่าตัวเองเป็นผู้ชาย เท่าเทียมกัน เลยไม่สนใจความรู้สึกของผู้อื่น)

Jerzy Radziwiłowicz รับบท Mateusz Birkut/Maciej Tomczyk (เล่นทั้งพ่อและลูก) ถึงใครต่อใครจะมองว่า Birkut คือฮีโร่ แต่ตัวเขาเองออกจะไม่รู้ตัว ไม่สนใจ ไม่ได้อยากเป็น เขาทำในสิ่งที่ตนเองเชื่อว่าถูกต้องเหมาะสมที่สุด โดยไม่สนว่ามันจะขัดแย้งกับใครหรือหน่วยงานไหน เพราะความทุ่มเทและจริงใจ คนแบบนี้แหละสมควรอย่างยิ่งแก่การได้รับยกย่องว่าเป็น ฮีโร่

อีกคนที่ต้องพูดถึงคือ Krystyna Zachwatowicz รับบท Hanka แฟนสาว/ภรรยาคนแรกของ Birkut ที่ผมบอกไปย่อหน้าก่อน ตอนเธอร้องไห้ขณะระลึกความหลังถึงแฟนเก่า เรียกว่ากระชากอารมณ์ แย่งซีนหนังเต็มๆเลย ไม่ห่วงสวย หน้าเละแบบดูไม่ได้ นี่ทำให้ผู้ชมเห็นใจเธออย่างยิ่ง (ทั้งๆที่ก็ไม่เข้าใจเท่าไหร่หรอกน่ะ ว่าทั้งสองเลิกกันทำไม)

ถ่ายภาพโดย Edward Klosinski, กับหนังเรื่องนี้ถือว่ามีความหลากหลายมาก ภาพสีกับขาว-ดำ ใช้แบ่งแยกระหว่าง ภาพ Archive Footage (มีทั้งที่เป็น Archive Footage จริงๆ และเป็น Films within Films) กับเหตุการณ์จริง/Flashback, น่าเสียดายที่เหตุการณ์ในปัจจุบันกับอดีต (เหตุการณ์จริง/Flashback) น่าจะทำให้โทนสีแตกต่างกันสักหน่อย เช่นปัจจุบันสีปกติ อดีตทำให้ออกโทนน้ำตาลดูเก่าๆ (แต่เหมือนหนังจะแยกโดยการจัดแสงนะครับ ผู้ชมทั่วไปคงสังเกตไม่ได้แน่ คนดูหนังเป็น ลองช่วยเช็คดูว่าแตกต่างกันจริงหรือเปล่านะครับ ผมเองก็ไม่แน่ใจเท่าไหร่)

การจัดแสงมีความโดดเด่นอย่างยิ่งในฉาก ห้องของ Hanka แฟนสาว/ภรรยาคนแรกของ Birkut ขณะที่เธอร้องไห้ หวนระลึกความทรงจำ ระบายความรู้สึกออกมา สังเกตภาพพื้นหลังมืดมิด (ข้างนอกเป็นตอนกลางวัน แต่ในห้องปิดม่านปิดหน้าต่าง ทำให้มืดสนิท) นี่แสดงถึความรู้สึกเบื้องลึก ความทรงจำของเธอที่มีต่อ Birkut มืดมิด เย็นชา เจ็บปวด รวดร้าว

ตัดต่อโดย Halina Prugar-Ketling, Timeline ของหนังเรื่องนี้อาจดูมั่วซั่วปนเปสับสนไปหมด แต่ไม่ใช่เละเทะนะครับ, มุมมองของหนังคือ Agnieszka ที่ถือว่าเรียงตามลำดับเวลาต่อเนื่องกันตาม ภาพที่เธอเห็นจากฟุตเทจ และจินตนาการ (Flashback) จากคำสัมภาษณ์บอกเล่าเรื่องราว ซึ่งสิ่งที่ทำให้ผู้ชมสับสน คือเรื่องเล่าชีวประวัติของ Birkut ที่เราจะต้องปะติดปะต่อเรื่องราวของเขาด้วยตนเอง เพราะผู้ให้สัมภาษณ์แต่ละคน ก็เล่าเรื่องตามมุมมองของตนเอง ซึ่งบางเรื่องคนหนึ่งรู้ อีกคนหนึ่งไม่รู้ คนหนึ่งเข้าใจส่วนหนึ่ง อีกคนเข้าใจอีกส่วนหนึ่ง, ผมขอเปรียบกับหนังแนวสืบสวนสอบสวน ตามสืบคดี ที่จะท้าให้ผู้ชมได้คิดตาม ว่าหลักฐานชิ้นต่างๆที่มีสามารถประติดประต่อ ก่อให้เกิดข้อสรุปได้อย่างไร

เพลงประกอบโดย Andrzej Korzynski, เพลงประกอบที่เป็น Theme หลักของหนัง แนว Funk ชื่อ Title Theme (Baby Bump) มีความแนวมากๆ, ผมชอบการตัดต่อขณะ Opening Credit ที่เมื่อเสียง อ้า ดังขึ้นทีไร จะตัดไปให้เห็นหน้าของนางเอกหรือมีอะไรให้สะดุ้งดังขึ้น เพื่ออะไรไม่ทราบได้ คงเป็นมุกตลกของผู้กำกับนะครับ ให้รู้สึกผ่อนคลายเสียหน่อย (เพราะหนังค่อนข้างเครียดเลย)

กรรมกรแรงงานทำงานเหนื่อยสายตัวแทบขาด แต่ได้รับผลตอบแทนไม่คุ้มค่าแรงที่ได้ สมัยนี้คงไม่มีใครยอมถูกกดขี่ข่มเหงแบบนี้เท่าไหร่แล้วนะครับ แต่สมัยก่อนคนมักจะคิดว่า ‘ขอมีงานทำ ได้เงินเล็กน้อย ก็บุญโขเหลือเฟือแล้ว’ เพราะงานสมัยนั้นหายาก ยิ่งถ้าคนไม่มีความรู้ ไร้ฝีมือจะไปทำอะไรอื่นได้ ด้วยเหตุนี้เองนายจ้างจึงสามารถเอารัดเอาเปรียบเพื่อลดต้นทุน ยิ่งค่าแรงน้อยยิ่งกำไรมาก นี่เป็นมาตั้งแต่ยุคสมัยปฏิวัติอุตสาหกรรม ไม่สิอาจก่อนหน้าเสียอีก ปัจจุบันก็ยังเห็นอยู่บ้าง ดูแล้วอนาคตคงไม่มีวันหมดไปแน่ๆ

การที่หนังเลือก คนงานก่ออิฐ นี่ถือเป็นอาชีพพื้นฐาน รากเหง้าของสังคมเมืองเลยนะครับ ทุกตึกรามบ้านช่อง ทุกสิ่งก่อสร้างในสมัยก่อน จะเริ่มต้นโดยก่ออิฐโบกปูน จัดเรียงทีละชั้น อิฐแต่ละก้อนก็เปรียบเสมือนเซลล์แต่ละหน่วยของมนุษย์ ที่ค่อยๆเริ่มเติบโตจาก 1 เป็น 2 เพิ่มปริมาณ ขยายขนาดจนกลายเป็นอวัยวะ->แขน ขา->จนกลายมาเป็นมนุษย์, จากอิฐ 1 ก้อนกลายเป็นผนังกำแพง->ห้องหับ->และกลายเป็นบ้าน แต่สิ่งที่มนุษย์กับบ้านต่างกันคือ เซลล์มนุษย์พัฒนาขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่บ้านต้องอาศัยเลือดเนื้อ หยาดเหงื่อ แรงกาย ความอดทน กว่าที่จะทำให้เกิดบ้านช่องหลังหนึ่งได้

คนงานก่อสร้าง จึงถือว่าเป็นบุคคลสำคัญรากฐานของสังคมเมือง ที่มีความสำคัญมาก แต่มักถูกสังคมกดขี่ข่มเหง เหยียดหยามดูถูก ว่าเป็นอาชีพต้อยต่ำไร้สมอง, ใครคิดแบบนี้ ลองมองไปรอบๆตัวท่านนะครับ บ้าน ห้องทำงาน พื้นเพดาน ฯ อะไรที่สร้างจากอิฐ ปูนหรือไม้ เหล็ก ฯ เหล่านี้มาจากงานก่อสร้างทั้งนั้น ซึ่งทุกสิ่งที่ต้องก่อสร้าง จักต้องใช้แรงงานมนุษย์ ถ้าไม่มีพวกเขา คุณอาจไม่มีที่ยืนอยู่ ณ ขณะนี้ก็เป็นได้

ใจความของหนังเรื่องนี้ ณ ขณะที่ฉายมีความตั้งใจเพื่อเป็นเหมือนหนังชวนเชื่อของคนชั้นแรงงาน ให้ออกมาต่อสู้เรียกร้องสิทธิความไม่เท่าเทียมหรือเป็นธรรมในการทำงาน ต่อนายจ้าง ต่อสหภาพ ต่อรัฐ ฯ ปลุกระดมคนระดับรากหญ้าให้ตระหนัก คิดได้ว่า ถึงเวลาแล้วที่เราต้องออกมาแสดงสิทธิ์ ไม่ใช่แค่เพื่อตนเอง แต่รวมถึงทุกคนต้องมีความสามัคคี(เป็นพลัง) เพื่อชีวิตที่ดีกว่า เพื่ออนาคตที่อาจได้สบายขึ้น มีความสุข และความเท่าเทียม

ถ้ามองในปัจจุบัน เพราะช่วงเวลาของการชวนเชื่อได้หมดลงไปแล้ว ใจความของหนังจึงเปลี่ยนไปเป็น นำเสนอทัศนคติ แนวคิด อุดมการณ์และการต่อสู้ของคนสมัยก่อน ต่อการเรียกร้องสิทธิ์ความไม่เท่าเทียมหรือความเป็นธรรมในการทำงาน, ดูหนังเรื่องนี้ทำให้ผมตระหนักว่า บ้านที่เราอยู่ ห้องที่เราอาศัย ตึกที่เราทำงาน มันไม่ใช่อยู่ดีๆจะเกิดขึ้นเองได้ ต้องเกิดจากการสร้าง และคนที่เริ่มต้นก่อรากมันขึ้นมา ก็คือชนชั้นกรรมกรแรงงาน ไม่ว่ายังไงอย่าไปดูถูกพวกเขาเด็ดขาดนะครับ เทียบกับชาวนา ถือได้ว่า พวกเขาเป็นกระดูกสันหลังของชาติ/ของโลกเหมือนกัน

ตอนจบของหนัง ทิ้งการตายของ Mateusz Birkut ให้เป็นปริศนา (นี่จะถูกนำไปเฉลยว่าเกิดอะไรขึ้นใน Man of Iron) เหตุที่ต้องค้างไว้เช่นนี้เพราะกอง Censor ของ Poland ไม่ต้องการให้นำเสนอเหตุการณ์ ‘การประทะระหว่างแรงงานกับเจ้าหน้าที่ที่ท่าเรือในปี 1970’ (clashes at the shipyards in 1970) Wajda จำต้องตัดฟุตเทจตอนจบทิ้งไป ไม่สามารถทำอะไรต่อได้ ก็เลยจบแบบค้างๆคาๆแบบนี้, ซึ่งหลายปีถัดมา เมื่อระบอบ Communist เริ่มเสื่อมถอย เขาจึงเอาฟุตเทจนี้ไปใส่ใน Man of Iron

ส่วนตัวผมค่อนข้างประทับใจกับหนังเรื่องนี้ แต่ไม่ได้มีความชื่นชอบมากมาย เพราะเรื่องราวแนวชวนเชื่อแบบนี้ ไม่ถูกรสนิยมผมเท่าไหร่ (แต่ก็ชอบมากกว่า Man of Iron นะ), ที่ประทับใจมากคือการเล่าเรื่องแบบ Films within Films ที่สร้างระดับของหนังให้มีความหลากหลาย ไม่ใช่พุ่งเป้านำเสนอแค่ประเด็น Social Realism อย่างเดียว แต่รวมถึงเรื่องราวของคนทำงานสายภาพยนตร์ในประเทศ Poland ที่แสนลำบากยากเข็น (เชื่อว่าลำบากกว่าคนทำหนังบ้านเรามาก) เราสามารถเปรียบ Agnieszka ว่าคือตัวแทนของ Wajda ได้เลย, แต่ส่วนที่ผมไม่ชอบเท่าไหร่คือ ความบ้าของเธอ ถ้าบอกว่าผู้กำกับส่วนใหญ่จะ Ego สูงขนาดนี้ แต่พฤติกรรมของเธอมันเหมือนเด็กเมื่อวานซืนที่เอาแต่ใจยังไม่โต ตอนจบหนังเรื่องนี้ยังค้างคาอะไรหลายๆอย่างไว้ ซึ่งภาคสองจะนำเสนอบทสรุปของเธอ ผมไม่สปอยว่าคืออะไรแต่จะบอกว่า น่าพึงพอใจมาก เพราะถ้าไม่เป็นอย่างนั้น เธอคงจะไม่จดจำไม่เติบโต เป็นผลลัพท์ที่คู่ควรกับเธอสุดแล้ว

ถ้าคุณชอบหนังแนว Social Realism, การต่อสู้ของชนชั้นแรงงาน, หรือต้องการศึกษาประวัติศาสตร์ของประเทศ Poland ไม่ควรพลาด

แนะนำอย่างยิ่งกับนักเรียน คนทำงานสายภาพยนตร์ ถ้าคุณเคยดู Citizen Kane หรือชอบหนังแนว Films within Films, แฟนหนัง Andrzej Wajda ไม่ควรพลาดเลย

จัดเรต 15+ กับคำพูด แนวคิด การกระทำที่แฝงความรุนแรงอย่างมาก

TAGLINE | “Man of Marble ของ Andrzej Wajda คือหนังชวนเชื่อของชนชั้นแรงงานในโปแลนด์ ที่ส่งอิทธิพลต่อผู้ชมทั้งโลก”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of