Manhattan (1979)

Manhattan

Manhattan (1979) hollywood : Woody Allen ♥♥♥♥♡

มนต์เสน่ห์ของเกาะ Manhattan, New York City สามารถบรรยายได้ด้วยบทเพลง Rhapsody in Blue ของ George Gershwin และภาพขาว-ดำ ของเจ้าชายแห่งความมืด Gordon Willis (The Godfather), นี่คือผลงาน Masterpiece ของผู้กำกับ Woody Allen ที่พยายามควบคุมสติตนเองขณะเกี้ยวพาเด็กหญิงสาวอายุ 17 ปี แต่มันต่างอะไรกับการเป็นชู้แย่งผัวเมียคนอื่น

ผมควรจะรังเกียจต่อต้านหนังเรื่องนี้ด้วยซ้ำนะครับ เพราะเป็นอีกครั้งต่อจาก Annie Hall (1977) ที่ผู้กำกับ Woody Allen พยายามชี้ชักนำทางความคิดของผู้ชม ด้วยการปลูกฝังทัศนคติเพี้ยนๆเรื่อง Sex ของตนเอง แต่ผมกลับชื่นชอบความพยายามในการหาข้ออ้างแก้ต่างอย่างด้วยมโนธรรมในครั้งนี้ ‘ฉันพยายามทำทุกอย่างที่ชาวโลกกำหนดกรอบไว้หมดแล้วนะ แต่มันยังไม่เพียงพอหาทางออกให้กับความต้องการของฉันได้!’

สำหรับนักแสดงเด็กหญิงสาวอายุ 17 ปี ที่ในหนัง รับบทโดย Mariel Hemingway เห็นว่าตอนหนังได้รับเชิญไปฉายในเทศกาลหนังเมือง Cannes นอกสายการประกวด Woody Allen เคยออกปากชักชวนเธอให้ไปร่วมงานที่ฝรั่งเศส (ทั้งๆที่เจ้าตัวไม่เคยเสนอหน้าไปปรากฎตัวมาก่อน) ถึงขนาดเดินทางไปขออนุญาตพ่อ-แม่ด้วยตนเอง น่าสงสัยว่าอาจมีลับลมคมใน เพราะนักแสดงคนอื่นไม่เห็นมีใครได้รับการชักชวน และระหว่างการถ่ายทำ เขาดูจะถูกใจหลงใหลเธอเป็นพิเศษ (มอบ kiss แรกให้หญิงสาวด้วย) มีแนวโน้มสูงมากที่จะถูกพาตัวไปลวนลามข่มขืน เธอจึงขอให้ครอบครัวปฏิเสธไม่ไป, ถึงนี่จะเป็นการแสดงนิสัยเลวระยำ เxยบัดซบของชายชื่อ Woody Allen แต่ผมตบโต๊ะฉาดใหญ่ สมน้ำหน้าสะใจ โดนปฏิเสธไร้เยื่อใยราวกับกรรมตามทัน แบบตอนจบของหนังไม่มีผิดเพี้ยน

ก่อนจะเริ่มต้นพูดถึงหนัง ขอพูดถึงเมือง Manhattan (แมนแฮตตัน) หนึ่งใน 5 เขตการปกครองท้องถิ่นของมหานคร New York ตั้งอยู่บนเกาะ Manhattan ปากแม่น้ำ Hudson ถึงจะมีพื้นที่เพียงเล็กน้อย ผืนแผ่นดิน 59.1 ตารางกิโลเมตร แต่มีจำนวนประชากร (ปี 2016) 1.64 ล้านคน ความหนาแน่น 27,800 คนต่อตารางกิโลเมตร และรายได้เฉลี่ยต่อปีต่อคนสูงกว่า 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 3.5 ล้านบาท) ถือเป็นเขตร่ำรวยที่สุดของประเทศอเมริกา

เกร็ด: Manhattan มาจากคำว่า Manna-hata ชื่อเกาะแห่งนี้ที่จดบันทึกไว้ในสมุดการเดินทาง/แผนที่ของ Robert Juet เมื่อปี 1609 แปลว่า ‘island of many hills’ เป็นภาษา Unami ของชาวพื้นเมือง Lenape หรือ Delaware Indians ปัจจุบันไม่มีใครหลงเหลือพูดภาษานี้ได้อีกแล้ว

Manhattan เป็นแหล่งศูนย์กลางธุรกิจ วัฒนธรรม การท่องเที่ยว และการเงินที่สำคัญของโลกแห่งหนึ่ง, ที่ตั้งของตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) บน Wall Street, ตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ, ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของสหประชาชาติ, (มองเห็น)อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ, อดีตตึก World Trade Center, ตึก Empire State (ที่ King Kong ชอบปีนขึ้นไป), ตึก Chrysler Building, Time Square, Central Park, 42nd Street (Broadway), Radio City Music Hall ฯลฯ

แซว: Trump Tower ก็อยู่ที่ Manhattan นะครับ

“To him, no matter what the season was, this was still a town that existed in black and white and pulsated to the great tunes of George Gershwin.”

(To him ในบริบทนี้คือเมือง Manhattan นะครับ ไม่ได้หมายถึงมนุษย์คนไหน)

Woody Allen (เกิดปี 1935) ผู้กำกับสัญชาติอเมริกา เกิดที่ Brooklyn, New York เกาะข้างๆ Manhattan พ่อแม่เกิดและเติบโตเคยอาศัยอยู่ทางตอนใต้ของ Manhattan คาดว่าวัยเด็กคงได้ข้ามไปเยี่ยมญาติ เที่ยวเล่นบ่อยครั้ง จนเกิดความคลั่งไคล้หลงใหลเมืองแห่งนี้, โตขึ้นเข้าเรียนที่ New York University (แน่นอนอยู่บนเกาะ Manhattan) แต่ภายหลัง Drop เรียนเพราะสอบตกวิชา Motion Picture Production ทำงานใช้ชีวิตก็วนเวียนอยู่ในเมืองแห่งนี้ไม่เคยคิดย้ายไปไหน (จนพอแก่ตัวถึงได้เริ่มไปท่องยุโรป หลงรัก Paris, Rome เพิ่มขึ้นมา)

จุดเริ่มต้นของหนังเรื่องนี้เกิดขึ้นขณะ Allen นั่งฟังเพลงของ George Gershwin คีตกวีหนุ่มอายุสั้นสัญชาติอเมริกา แล้วเกิดความรู้สึกว่า มันคงสวยงามไม่น้อยที่จะสร้างภาพยนตร์เรื่องหนึ่งด้วยภาพขาว-ดำ แล้วทำให้เป็นแนวโรแมนติก

“It evolved from the music. I was listening to a record album of overtures from famous George Gershwin shows, and I thought ‘This would be a beautiful thing to make a movie in black-and-white, you know, and make a romantic movie.'”

Allen มีความต้องการสร้างภาพยนตร์ขาว-ดำ มาตั้งแต่เข้าสู่วงการช่วงแรกๆ แต่ได้รับเสียงคัดค้านจากเหล่าโปรดิวเซอร์ เพราะความเสื่อมนิยม ไม่ค่อยมีใครทำกันแล้ว ห้องแลปล้างฟีล์มก็ทะยอยปิดตัวตามยุคสมัย (หรือไม่ก็เปลี่ยนไปเป็นแลปล้างฟีล์มสี) แต่กับหนังเรื่องใหม่นี้เป็นความดื้อด้านหัวชนฝา ซึ่งก็ได้ตากล้อง Gordon Willis ร่วมด้วยช่วยสนับสนุนอีกคน มันคงเป็นความท้าทายไม่น้อยหากจะถ่ายเมือง Manhattan ด้วยภาพขาว-ดำ แบบ Widescreen นี่เป็นมุมที่ไม่เคยมีใครพบเห็นมาก่อนแน่นอน

“Gordon Willis and I were having dinner one night and we were thinking that it would be fun to work in black-and-white and it would be fun to work in anamorphic, in real wide-screen. We were talking about how they did all those war pictures with tanks and aeroplanes, and then we thought it would be very interesting to do an intimate picture like that. I started thinking about it, and then I wrote Manhattan and thought, that’s the way we should do it.”

สำหรับเรื่องราวของหนัง ส่วนหนึ่งก็นำมาจากเรื่องราวชีวิตของผู้กำกับ อาทิ แต่งงานแล้วสองครั้ง, อดีตภรรยาคนที่ 2 กำลังจะเขียนหนังสือแฉ, รวมถึงความสัมพันธ์กับเด็กหญิงสาวอายุ 17 ปี ฯ นอกจากนี้ Allen เคยให้สัมภาษณ์เล่าถึงใจความหลักของหนัง ว่าเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับปัญหาความสัมพันธ์, ความยากในการรักษาชีวิตสมรส, ความเสื่อมถอยของวัฒนธรรมอเมริกัน, อิทธิพลของอันชั่วร้ายของโทรทัศน์ Fast Food ยาเสพติด, และความไร้ศักยภาพของมนุษย์ในการควบคุมชีวิตของตนเอง (นี่เป็นการพูดถึงปัญหาของตัวเองในการใช้ชีวิตทั้งหมดเลยนะครับ)

“Difficulties with relationships. Trouble sustaining a marriage. The decline of American culture. The terrible influence of television. The bane of drugs and fast food. The inability of people to take control of their lives. It’s a comedy.”

ร่วมงานกับ Marshall Brickman นักเขียนบทขาประจำ รูปแบบการทำงานของทั้งคู่คือ สนทนาเรื่อยเปื่อย แทนตัวเองด้วยตัวละครแล้วพูดคุยตอบโต้ คิดคำสนทนาให้เป็นธรรมชาติที่สุด ประโยคไหนน่าสนใจก็จะจดบันทึกรวบรวมไว้ แล้วเป็น Allen ที่นำไปพัฒนาต่อเป็นบทภาพยนตร์สำหรับใช้ถ่ายทำ

เกร็ด: ความสัมพันธ์กับเด็กหญิงสาวอายุ 17 ปี เพิ่งมาเป็นข่าวเมื่อปี 2014 เมื่อนักแสดงหญิง Stacey Nelkin ออกมาให้สัมภาษณ์กับ Los Angeles Times เล่าถึงว่าความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับ Woody Allen ที่เป็นแรงบันดาลใจให้หนังเรื่อง Manhattan, ขณะนั้นตัวเธออายุ 16 ปี รับบทบาทเล็กๆแต่ถูกตัดออกไป ในหนังเรื่อง Annie Hall (1977) หลงคารม ตกหลุมรัก ก่อนจะมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันตอนอายุ 17 ปี (ขณะที่ Allen อายุ 42 ปี)

เรื่องราวของ Isaac Mortimer Davis (รับบทโดย Woody Allen) ขณะนั้นมีสัมพันธ์ทางเพศกับเด็กหญิงสาวอายุ 17 ปี Tracy (รับบทโดย Mariel Hemingway) แต่ดันไปตกหลุมรัก Mary Wilkie (รับบทโดย Diane Keaton) ชู้สาวของเพื่อนสนิท Yale Pollack (รับบทโดย Michael Murphy) ที่แต่งงานใช้ชีวิตครองคู่หลายปีกับภรรยา Emily (รับบทโดย Anne Byrne)

ความวุ่นวายสับสนอลม่านในเรื่อง Sex กับความรัก แบบนี้เรียกว่า Screwball ก็น่าจะได้นะครับ

Isaac Mortimer Davis ชายวัย 42 ปี แต่งงานมาแล้วสองครั้ง กับล่าสุด Jill Davis (รับบทโดย Meryl Streep) มีลูกติดหนึ่งคน แต่หย่ากันเพราะภรรยาไปมีชู้กับหญิงสาว (เป็นเลสเบี้ยน) นี่เป็นการหยามเกียจความเป็นผู้ชายอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้จึงแสดงออกประชดด้วยการคบเด็กหญิงสาวอายุ 17 ปี ที่ยังอ่อนด้อยไร้ประสบการณ์ทางเพศ แต่ก็มิได้คิดหวังจริงจังเพราะในใจรู้ตัวว่าเป็นเรื่องไม่ถูกต้องเหมาะสมควร พยายามเสี้ยมสอนเธอให้มองเขาเป็นแค่ทางผ่าน ครูสอนประสบกามทางเพศ

ระหว่างนั้นได้พบเจอกับ Mary Wilkie หญิงสาวที่ตรงข้ามกันทุกอย่าง ทีแรกไม่ชอบแต่ภายหลังกลับค้นพบเสน่ห์อันน่าหลงใหล ที่เหมือนจิ๊กซอว์คนละชิ้น แต่สามารถเติมเต็มต่อกันและกันได้อย่างหลงตัว กระนั้นเพราะเธอเป็นชู้รักกับเพื่อนสนิท จึงพยายามวางตัวเป็นกลาง ไม่อยากเป็นมือที่สาม-สี่ ขัดขวางความสุขของเพื่อน

มันคงไม่ผิดอะไรถ้าจะบอกว่า Issac คือร่างอวตารของ Allen ชีวิตของพวกเขาพบเจอแต่ความสัมพันธ์วิปลาส
– ภรรยาเก่ามีชู้กับหญิงสาว และกำลังจะเขียนหนังสือแฉ
– เป็นแฟนกับเด็กหญิงอายุ 17 ปี ที่ดันตกหลุมรักเขา
– ตกหลุมรักกับหญิงสาวที่เป็นชู้กับเพื่อน
– เพื่อนรักที่คิดว่าคงรักภรรยามากแต่กลับแอบไปมีชู้

นี่เป็นการสะท้อนความผิดปกติของสังคมออกมาในรูปแบบความสัมพันธ์
– เปรียบภรรยาเก่าเป็นดั่งยุคสมัยก่อน(ของ Manhattan) ที่จนสิ้นผ่านพ้นไปแล้ว มีทั้งสิ่งที่น่าจดจำและไม่อยากจดจำ
– กับเด็กหญิงสาวอายุ 17 เปรียบได้กับคนรุ่นใหม่ที่ยังไร้เดียงสาอ่อนต่อโลก ต้องการความรักสนใจจากคนรุ่นก่อน ซึ่งกับคนรุ่นนั้นยังเกิดความลังเลไม่แน่ใจจะยอมรับสิ่งใหม่ๆจากยุคสมัยนี้ได้หรือเปล่า
– ตกหลุมรักสิ่งจากยุคก่อนที่เพิ่งได้พบเจอในปัจจุบัน ต้องการครอบครองเป็นเจ้าของ แต่กลับไม่มีสิทธิ์เพราะนั่นเป็นของๆคนอื่นอยู่แล้ว
– เพื่อนรักคนนี้ ย่อมต้องคือเมือง Manhattan ผู้ที่ Allen เชื่อว่าคงไม่มีวันเปลี่ยนแปลง แต่ที่ไหนได้กลับเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

การแสดงของ Allen ไม่ได้ต่างจากหนังเรื่องอื่นมากนัก คารมเป็นต่อรูปหล่อเป็นรอง ปากชอบอ้างว่า Sex ลีลาเล้าใจ พูดมีหลักการน่านับถือ แต่กลับชอบมโนอุปโลกน์ เห็นแก่ตัวเอาแต่ใจ ข้าคือศูนย์กลางของจักรวาล, กับหนังเรื่องนี้จะมีมุมหนึ่งที่เราน่าจะไม่ค่อยได้เห็นนักในหนังของ Allen คือความสำนึกในสิ่งที่ตนตัดสินใจผิดพลาดไป กับฉากช่วงสุดท้ายที่ต้องการให้ Tracy หวนคืนกลับมา ชักแม่น้ำทั้งห้ามาอ้างแต่ฟังไม่ขึ้น ผู้ชมส่วนใหญ่คงสงสารเห็นใจ แต่ผมกลับยิ้มกริ่ม พึงพอสะใจมากๆเลยทีเดียว

Mariel Hadley Hemingway (เกิดปี 1961) นักแสดงหญิงสัญชาติอเมริกา เกิดที่ Mill Valley, California เป็นหลานแท้ๆของ Ernest Hemingway นักเขียนนิยายรางวัล Nobel Prize in Literature (หนึ่งในนักเขียนคนโปรดของ Woody Allen), Hemingway เป็นนักแสดงเด็กหญิงสาววัยรุ่น ที่มีผลงานช่วงแรกๆประสบความสำเร็จ เป็นที่ได้รับการจับตามองอย่างสูง อาทิ Lipstick (1976) [ได้เข้าชิง Golden Globe: Best Acting Debut – Female], Manhattan (1979) [ได้เข้าชิง Oscar: Best Supporting Actress], Personal Best (1982), Star 80 (1983) ฯ มักได้รับบทหญิงสาวที่มีความแก่นก้าวร้าวเกินวัย ทั้งๆที่ตัวเองอายุยังไม่ถึง 20 แต่มักได้เล่นบทรัก มีชู้ เลสเบี้ยน ฯ ทำให้พอพ้นช่วงวัยรุ่น ความเป็นดารานิยมก็ค่อยๆเสื่อมถอยลง

รับบท Tracy เด็กหญิงสาวที่ดวงตาใสซื่อบริสุทธิ์ พูดน้อยตามไม่ทันผู้อื่นเลยเงียบฟังเป็นส่วนใหญ่ นั่นเพราะความอ่อนวัยไร้เดียงสา แต่เมื่อใดที่แสดงความเห็นพูดออกมา ล้วนตรงกับจิตใจไม่มีเคลือบแคลง

ผมค่อนข้างเห็นใจ Hemingway พอสมควรนะครับ เธอเป็นดาราที่ถูก Hollywood ปู้ยี่ปู้ยำรับบทซ้ำๆ (Type Cast) จนสูญเสียภาพลักษณ์ของตนเอง ทำให้พอพ้นวัยรุ่นจึงไม่สามารถหาบทบาทการแสดงอื่นที่แตกต่าง ส่งผลกระทบบอบช้ำต่อจิตใจเธอด้วยที่มิได้ประสบความสำเร็จเท่าแต่ก่อนด้วย, กับหนังเรื่องนี้เห็นว่าทำให้เธอต้องเสียจูบแรกให้ Allen เป็นความทรงจำที่ค่อนข้างเลวร้ายสำหรับเด็กหญิงใส่ซื่อบริสุทธิ์เช่นเธอ แต่เพราะความเป็นธรรมชาตินี้แหละ ได้ใจผู้ชมไปเต็มๆ

เกร็ด: ก่อนหน้าที่ Allen จะเลือก Hemingway เคยสนใจ Jodie Foster ที่ตอนนั้นก็มีภาพลักษณ์เด็กแว้นแรงๆไม่ต่างกัน แม้จะไม่ได้ร่วมงานกันในครั้งนี้ หลายปีถัดมาถึงค่อยมีโอกาสกับหนังเรื่อง Shadows And Fog (1991)

Diane Keaton (เกิดปี 1946) นักแสดงหญิงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Los Angeles, California เติบโตขึ้นในครอบครัว Free Methodist แม่ของเธอเคยชนะการประกวด Mrs. Los Angeles ทำให้ตัวเองมีสนใจด้านการแสดง โดยมี Katharine Hepburn เป็นไอดอลประจำใจ, ผลงานการแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกที่สร้างชื่อคือ Kay Adams-Corleone ใน The Godfather (1972) จากนั้นมีโอกาสไปคัดเลือกนักแสดงละครเวที Play It Again, Sam พบเจอตกหลุมรักกับ Woody Allen ย้ายไปอาศัยอยู่ด้วยกัน ผ่านไปปีหนึ่งแยกๆอยู่ๆ ร่วมงานทั้งละครเวทีและภาพยนตร์ อาทิ Sleeper (1973) Love and Death (1975) Annie Hall (1977) Interiors (1978) Manhattan (1979) และส่งท้ายอีกเรื่อง Manhattan Murder Mystery (1993)

รับบท Mary Wilkie เกิดที่ Philadelphia ก่อนหน้านี้เคยแต่งงานหย่าขาดกับสามีที่เป็นอาจารย์สอนหนังสือตนเอง (เพราะให้สอบตก F ก็เลย Fall in Love) และยังเป็นผู้สั่งสอนแนะนำ Sex ให้เธอจนเชี่ยวชาญ พบเจอกับ Issac ตอนกำลังคบชู้อยู่กับเพื่อนสนิท Yale

ความสัมพันธ์ระหว่าง Mary กับ Issac เหมือนว่าหญิงสาวจะไม่ได้ตกหลุมรักชายกลางคนนี้เท่าไหร่ (ตรงกันข้าม Issac ที่หลงใหลเธอปานจะกลืนกิน) คือเธอแค่ไม่มีใคร อ้างว้างโดดเดี่ยวกลัวการอยู่คนเดียว บังเอิญว่าว่างตรงกันเข้ากันได้ ก็ประหนึ่งเหมือนใช้เขาเป็นผู้ชายแก้ขัด

บทบาทนี้ของ Keaton มีความนุ่มนวล ก้าวร้าว จริงจังมากขึ้นกว่าตอนรับบท Annie Hall เหมือนผู้ใหญ่ที่เติบโตขึ้นมาอีกนิด วาทะคารมคมคาย มีความคิดอ่านเป็นส่วนตัวมากขึ้น, กับบทบาทนี้ น่าจะถือว่าใกล้เคียงกับตัวตนขณะนั้นของ Keaton อยู่พอสมควร เพราะเธอหมดรักแล้วกับ Allen กำลังตกหลุมรักครั้งใหม่ สานสัมพันธ์กับ Warren Beatty การหวนกลับมาพบกันบางครั้งคราว ก็มีสถานะเป็นแค่ผู้ชายแก้ขัดเท่านั้น

Michael Murphy (เกิดปี 1938) นักแสดงสัญชาติอเมริกา เกิดที่ Los Angeles ก่อนมาเป็นนักแสดงเคยเป็นครูสอน High School, ผลงานเด่นของ Murphy คือการร่วมงานเป็นขาประจำกับ Robert Altman มีผลงานอาทิ MAS*H (1970), Nashville (1975) ฯ, รับบทเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด Yale Pollack ที่ปากก็ว่ารักภรรยา แต่กายกลับทอดให้กับ Mary (คงติดใจในรส Sex ของเธอ) ถึงทั้งคู่จะพยายามแยกจากไม่พบหน้า แต่ความรัก passion ที่มีต่อกันดั่งแม่เหล็ก ห่างแค่ไหนก็ยังกลับมาดึงดูดติดกันได้โดยเร็ว

แถมให้อีกคนกับ Meryl Streep บทเล็กๆในหนังเรื่องนี้ หลังจากเข้าชิง Oscar: Best Supporting Actress จากเรื่อง The Deer Hunter (1978) นี่เป็นบทบาทที่ผมรู้สึกว่าเธอเล่นได้ฝืนธรรมชาติอย่างยิ่ง เย็นชา ไร้วิญญาณ ไม่แคร์สนใจอะไรทั้งนั้น แต่ก็เข้ากับบทบาทภรรยาเก่าของ Issac อยู่นะครับ

ถ่ายภาพโดย Gordon Willis เจ้าของฉายา ‘Prince of Darkness’ ที่มีผลงาน The Godfather Trilogy และได้ร่วมงานกับ Allen ตั้งแต่ Annie Hall (1977), กับหนังเรื่องนี้ได้ข้อสรุปถ่ายภาพขาว-ดำ Panavision ขนาด Anamorphic Widescreen (2.35:1) นับเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้เหมือน New York City เป็นเหมือนตัวละครหนึ่งในหนัง

เมื่อ New York City หลงเหลือเพียงภาพขาว-ดำ มันมีมนต์เสน่ห์บางอย่างที่ชวนให้เคลิบเคลิ้มหลงใหล, เพราะกับภาพสีมันมีความหลากหลายแตกต่างมากมาย ที่เฉด โทน ความเข้ม ฯ เลยขาดความโดดเด่นดึงดูดให้น่าจดจำ, แต่กับขาว-ดำ ภาพเพียงแสงสว่างกับความมืด สิ่งที่มองเห็นจะโดดเด่นชัด มีสัมผัสทางอารมณ์กับความเข้มแสง ส่วนบริเวณที่มองไม่เห็นก็จะมองข้ามไม่สนใจอะไรทั้งนั้น นี่เป็นการลดทอนรายละเอียดของภาพ จำกัดกรอบการรับรู้ ทำให้เราเห็นเฉพาะสิ่งสำคัญที่ผู้กำกับภาพต้องการนำเสนอเท่านั้น

เหตุผลที่ Allen เลือกถ่ายภาพขาว-ดำ กับหนังเรื่องนี้ เพราะชวนให้เขาหวนระลึกถึงภาพเก่าๆ จินตนาการ ความทรงจำในหนังสือ นี่เป็นสิ่งที่จดจำได้และมองเห็นกับเมือง Manhattan

“Maybe it’s a reminiscence from old photographs, films, books and all that. But that’s how I remember New York. When seeing it there on that big screen, it’s really decadent.”

มีช็อตสวยๆมากมายในหนัง แต่ผมขอเลือกมาแค่ 2 ฉากนะครับ

ฉาก Queensboro Bridge เห็นว่าทีมงานต้องเตรียมเก้าอี้ไปเอง (นั่งเพื่อความโรแมนติก) ถ่ายทำตอนตี 5 ขณะพระอาทิตย์ขึ้น เพื่อให้ไฟที่สะพานยังคงเปิดอยู่, จริงๆแล้วไฟบนสะพานจะมีด้านบนด้านล่าง ทีมงานได้ติดต่อเจ้าหน้าที่เปิดปิดไฟไว้แล้วด้วยว่าขอต่อเวลาอีกสักหน่อย แต่ตอนถ่ายทำไม่รู้เกิดอะไรขึ้นไฟชุดที่อยู่ด้านล่างดับสนิท ก็เลยทำให้ก็ได้แค่นี้ ไม่เลวสวยงามไปอีกแบบ

อีกฉากหนึ่งคือไฮไลท์ของการถ่ายภาพ ณ ท้องฟ้าจำลอง (Planetarium) เห็นว่าทีมงานตัดสินใจสร้างฉากขึ้นมาเพื่อให้สามารถควบคุมแสงและความมืดได้, ขณะที่ Issac และ Mary ติดฝนหลงเข้ามา พวกเขาสนทนาเรื่อยเปื่อย จากดวงจันทร์ไปดาวพฤหัส ดาวเสาร์ ล่องลอยไปพ้นระบบสุริยะ หลงเหลือแต่ความมืดค่อยๆกลืนกินพวกเขาจนแทบมองอะไรไม่เห็นนอกจากแสงดาว

สำหรับช็อตสุดท้ายของฉากนี้ที่ผมนำมา ถ่ายด้านข้างทั้งสองหันหน้าเข้าหากันจ้องมองตา พื้นหลังเป็นแสงไฟ/แสงดาว มนุษย์เราก็แค่ส่วนหนึ่งในความมืดมิดของจักรวาล (ช็อตนี้ถ้าทั้งคู่ต่างไม่มีภาระทางจิตใจหรือมโนธรรมคั่งค้าง คงได้ kiss กันแน่ๆ)

การถ่ายด้วยภาพขาว-ดำ สมัยนั้นมีความท้าทายอีกประการหนึ่งคือการล้างฟีล์ม เพราะความนิยมในฟีล์มขาว-ดำ จบสิ้นหมดยุคสมัยไปแล้ว แล็ปล้างฟีล์มส่วนใหญ่เลิกกิจการหรือเปลี่ยนไปรับล้างฟีล์มสีทั้งหมด, ผู้กำกับ Allen จึงตัดสินใจสร้างห้องแล็ปล้างฟีล์มส่วนตัวขึ้นมาเองเลย แถมไม่ได้ใช้เฉพาะแค่กับหนังเรื่องนี้เท่านั้น ยังอีก 3-4 ผลงานถัดไปก็เลือกถ่ายทำด้วยภาพขาว-ดำ (ใช้จนคุ้มให้หายอยาก)

ตัดต่อโดย Susan E. Morse นี่ถือเป็นผลงานฉายเดี่ยวเรื่องแรกหลังจากเป็นผู้ช่วย Ralph Rosenbaum ตัดต่อหนังเรื่อง Annie Hall (1977) และ Interiors (1978) ซึ่งก็ทำให้เธอกลายเป็นขาประจำของ Allen ไปโดยปริยาย

การเล่าเรื่องของหนังถือว่าตรงไปตรงมา ใช้มุมมองของ Issac เป็นหลัก ดำเนินไปข้างหน้า ไม่มีย้อนอดีต/ภาพในความฝัน/จินตนาการ/เสียงบรรยาย ฯ ถือว่าเป็นเรื่องที่เหมือนจะดูไม่ยาก แต่ต้องใช้ความตั้งใจติดตามเรื่องราวอย่างละเอียดพอสมควร สังเกตปฏิกิริยา หัวข้อสนทนา และความสัมพันธ์ของแต่ละตัวละคร ก็จะเข้าใจหนังได้ไม่ยาก

“[Manhattan] has a straight, black and white story. Straight narrative. There’s no screwing around in time, and there’s no special gimmicks, there’s no dream sequences, no fantasies, no voiceovers, nothing. It’s a very spartan kind of story.”

นักวิจารณ์ Roger Ebert นำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับมุมมองของหนังเรื่องนี้ได้อย่างน่าสนใจทีเดียว, คือถ้าเรามองว่าคู่พระ-นางของหนัง แท้จริงแล้วเป็น Yale กับ Mary ส่วน Issac เป็นเพียงตัวประกอบ ทุกสิ่งอย่างจะดูลงตัว สุขสมหวัง จบแบบ Happy Ending โดยทันที แต่เมื่อหนังใช้มุมมองของตัวละคร Issac เป็นหลัก นี่แปลว่าผู้กำกับ Woody Allen สนใจเล่าเรื่องด้วยการมองเฝ้าสังเกตมองจากด้านข้าง พระเอกของหนังเป็นเพียงพระรองในมุมมองของพวกเขา ด้วยเหตุนี้เราจึงมีความสงสารเห็นใจตัวละครกับผลลัพท์ตอนจบ … ไม่มีใครเป็นพระเอกได้ในทุกเรื่องราวมุมมองของโลก

สำหรับไฮไลท์ของการตัดต่ออยู่ที่ 3-4 นาทีแรกของหนัง กับการตัดภาพไปเรื่อยๆให้เห็นเมือง New York City สถานที่ต่างๆ ตึกสูง สะพาน สวนสาธารณะ ผู้คน ท้องถนน ฯ ประกอบกับเสียงอัดเทปของตัวละคร Issac ที่พูดซ้ำไปซ้ำมาเกี่ยวกับ Chapter 1 และบทเพลง Rhapsody in Blue เปิดประกอบคลอ … เมื่อเสียงพูดของตัวละครสิ้นลงไป ช็อตสุดท้ายจุดพลุ พร้อมไคลน์แม็กซ์ของบทเพลง มันช่างทรงพลังลงตัวพอดีเสียเหลือเกิน!

ก่อนหน้าหนังเรื่องนี้ ผลงานของ Allen มักจะไม่ค่อยมีเพลงประกอบเสียเท่าไหร่ นอกจากที่ตัวละครขับร้อง เปิดตามผับบาร์ หรือเดินผ่านร้านเพลง ฯ นี่จึงถือเป็นครั้งแรกที่มีการใช้บทเพลงแต่งเติมเสริมบรรยากาศ สร้างสัมผัสทางอารมณ์

แต่ก่อนที่จะกลายมาเป็นฉากเปิดในตำนาน Rhapsody in Blue และเหมา George Gershwin ทั้งอัลบัม Allen เลือกบทเพลง I Can’t Get Started ของ Bunny Berigan ซึ่งสอดคล้องกับบทพูดที่เขาเตรียมไว้ตอนตั้น แต่เพราะนักตัดต่อ Morse กลับรู้สึกว่า ฉากแรกของหนังต้อง Rhapsody in Blue เท่านั้น ไปๆมาๆ Allen รู้สึกเห็นด้วย แล้วเกิดความคิดว่า ‘Then we should just do all Gershwin.’

เพลงที่ใช้ในหนัง คอคลาสสิกอาจรู้จักเป็นอย่างดี อาทิ Love is Sweeping the Country, I’ve Got a Crush on You, S’ Wonderful, Embraceable You, Sweet and Low Down ฯ จังหวะที่แทรกใส่บทเพลงเหล่านี้เข้ามา ล้วนเป็นเพิ่มอรรถรส สร้างสัมผัส บรรยากาศทางอารมณ์ในการรับชม เติมเต็มให้มีความกลมกล่อมนุ่มนวลต่อเนื่อง ราวกับเป็นบทสนทนาที่ไม่มีเสียงพูด (เพลงส่วนใหญ่มักจะดังขึ้นตอนที่หนังไม่มีบทพูดเสียดาย)

ผมนำหนึ่งในเพลง Ending Credit ของหนังมาให้ฟัง Embraceable You (1928) คำร้องโดย George Gershwin ทำนองโดย Ira Gershwin บทเพลงถูกใช้ครั้งแรก การเต้นคู่ระหว่าง Fred Astaire กับ Ginger Rogers ในละครเพลง Broadway เรื่อง Girl Crazy (1930), ต่อมาเป็นถูกใช้ในหนังเพลงเรื่อง Girl Crazy (1943) ขับร้องโดย Judy Garland ประกบ Michey Rooney, สำหรับฉบับที่ใช้ในหนังมีการเรียบเรียง Cover ใหม่เล็กน้อย เพื่อใช้บรรเลงด้วยวง Orchestral ได้ไพเราะจับใจขึ้นอีก

Manhattan ในสมัยที่ Woody Allen สร้างหนังเรื่องนี้ คงเปลี่ยนแปลงไปมากจนเขาจดจำแทบไม่ได้ เริ่มเกิดความหวนระลึกถึงอดีตวันวานอันแสนหวานที่พ้นผ่านเลยมา แต่เพราะมันเป็นสิ่งไม่มีทางหวนคืนกลับมา จึงจำเป็นที่จะต้องยินยอมรับการเปลี่ยนแปลง ทั้งๆที่จะมีความชื่นชอบโลกใหม่ใบนี้หรือไม่ก็ตาม

เรื่องราวของหนังแทบทุกตัวละครจะจมปลักอยู่กับอดีตที่ไม่มีอะไรมั่นคงยั่งยืนยงถาวร คนที่เคยรักกันก็จะมีเรื่องพาลให้ต้องแยกจากหย่าร้าง เหมือนชีวิตที่ดำเนินเคลื่อนผ่านไปไม่มีทางหวนย้อนคืนกลับมาได้, ใจความของหนังไม่ใช่แค่เรื่องราวของรักแล้วผิดหวัง แต่ยังคือการต้องยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นให้ได้ด้วย

“You’ll think of me as a fond memory.”

คำพูดนี้ ตัวละคร Issac พูดกับ Tracy แต่ไม่ได้หมายถึงแค่ความทรงจำระหว่างเขากับเธอ ยังรวมถึงผู้กำกับต่ออดีตของเมือง Manhattan, ผู้ชมทุกคนต่อหนังเรื่องนี้และต่อ Woody Allen ฯ ที่เมื่อกาลเวลายุคสมัยผ่านพ้นล่วงเลยไป ความทรงจำคงหลงเหลือเพียงภาพขาว-ดำเลือนลาง หวนระลึกแต่ไม่สามารถย้อนคืนกลับไปหาอดีตได้

สำหรับประเด็นเรื่องความรัก คู่ของ Issac กับ Tracy ต่างสะท้อนกับคู่ของ Yale กับ Mary คล้ายกันหลายๆประการในมุมกลับกัน
– Issac พยายามขีดเส้นแบ่งตัวเองกับ Tracy เพราะมองว่าเธอยังอายุน้อย อนาคตยังอีกยาวไกล
– Mary พยายามขีดเส้นแบ่งตัวเองกับ Yale เพราะไม่ต้องการเป็นมือที่ 3 พรากเขามาจากครอบครัว

ผมมองว่านี่เป็นการแสดงมุมมองทัศนะของ Allen ต่อการที่เขาคบเด็กหญิงสาวอายุ 17 ปี (ยังไม่บรรลุนิติภาวะ) ถ้าคุณมองว่ามันผิดศีลธรรม/มโนธรรม ทางสังคม/กฎหมาย แล้วมันต่างอะไรกับการเป็นชู้มือที่ 3 แยกสามีออกจากภรรยาที่เขาแต่งงานมีความสุขอยู่ร่วมกัน, ใช่ครับมันไม่ต่างเลย เลวร้ายชั่วช้าพอๆกันทั้งคู่ แต่ด้วย Common Sense ของมนุษย์และโทษตามกฎหมาย กรณีของ Issac จะเพิ่มพรากผู้เยาว์เข้ามา โทษร้ายแรงกว่าคบชู้แย่งผัวเมียคนอื่นเป็นไหนๆ และสิ่งที่ Allen ไม่ได้คิดสนใจเลยแน่ๆ คือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับจิตใจของเด็กหญิงสาวเมื่อเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่สูงวัย เธอจะถูกสังคมรอบข้าง ครหานินทาโจษจัณฑ์ มีชีวิตอยู่ในสังคมอย่างเป็นสุขได้อย่างไร

ผลกรรมของคนพรากผู้เยาว์ ไม่นับแค่การผิดศีลข้อ 3 ตกนรกปีนต้นงิ้ว แต่อีกไม่รู้กี่ร้อยพันชาติ ที่คุณจะถูกลวนลามปู้ยี้ปู้ยำ เป็นผู้ถูกกระทำจากการกระทำที่ตนก่อ, หน้ามืดตามัวข่มขืนผู้อื่นเพียงครั้งเดียวในชาตินี้ อย่างน้อยอีก 500 ชาติ ก็จะต้องถูกผู้อื่นข่มขืนย้อนกลับ กรรมสนองกรรมโดยแท้

ตอนจบของหนังเป็นความน่าพึ่งใจในบริบทของศีลธรรม/มโนธรรม จริงอยู่เด็กหญิงสาวรักชายกลางคนผู้นี้มาก แต่เธอเลือกที่จะปฏิเสธด้วยความต้องการของตนเอง ซึ่งการที่เขาแสดงอาการอดรนทนไม่ได้ แค่เพียง 6 เดือนทุกสิ่งอย่างก็อาจเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงแล้ว กับคนที่ครุ่นคิดแบบนี้ ไม่รู้จักการอดทนรอคอย แปลว่าทุกวินาทีในชีวิตของเขา มองโลกนี้ว่ามีความโหดร้าย ทุกข์ยากลำบาก ไม่พึงพอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่ เห็นแก่ตัวเอาแต่ใจ โลภละโมบไม่สนใจผู้อื่น จะมีอะไรในโลกนี้ที่ควรค่ากับการมีชีวิตอยู่?

Well, all right, why is life worth living? for me…

– Groucho Marx (หนึ่งในพี่น้อง The Marx Brother)
– Willie Mays (นักเบสบอล)
– Jupiter Symphony (2nd movement) ของ Mozart
– Potato Head Blues ของ Louis Armstrong
– หนัง Swedish (ของ Ingmar Bergman)
– นิยายเรื่อง Sentimental Education ของ Gustave Flaubert
– Marlon Brando
– Frank Sinatra
– ภาพวาด Apples and Pears ของ Paul Cézanne
– ปูที่ภัตราคารอาหารจีน Sam Wo
ฯลฯ

ไม่ต้องบอกก็น่าจะรู้นะครับ นี่คือลิสของ Woody Allen ที่เขามองว่าคือสิ่งที่ทำให้ ชีวิตตนเองพบเจอสิ่งมีคุณค่า ไม่เกิดมาเสียชาติเปล่า

ตอนสร้างหนังเรื่องนี้ Woody Allen อายุ 42 ปี นี่เป็นช่วงวัยแห่งการเริ่มหวนระลึกถึงความทรงจำ เรื่องราวในอดีต มันอาจมีทั้งสุขทุกข์ เศร้าสมหวัง กับหนังเรื่อง Annie Hall คือการครุ่นคิดทบทวนจิตวิเคราะห์ตัวเอง ส่วน Manhattan มองได้คือความเสียดายจากสิ่งที่ตนคิดตัดสินกระทำ พลาดพลั้ง อดีตที่อยากแก้ไขแต่ทำไม่ได้ … กระนั้นเขาก็ไม่ใช่คนที่จะจมปลักอยู่กับอดีตนานนัก อะไรที่เคยผิดพลาดจดจำเป็นบทเรียนให้แก้ไข กับหญิงสาวอายุ 17 ตอนนั้นโง่เองที่ปล่อยทิ้งไป ไม่เป็นไรหาใหม่ได้ไม่ยาก … ผมเคยคิดว่า Luis Buñuel เป็นผู้กำกับโคตรเxย คงมีนิสัยเลวมากๆๆ แต่เขาไม่เคยมีข่าวฉาวอะไร ผิดกับ Woody Allen ที่พอความจริงได้รับการเปิดเผย พบเห็นเข้าใจตัวตนของเข้าได้จากหนังที่สร้าง หมอนี่มันสัตว์นรกโดยแท้!

ด้วยทุนสร้าง $9 ล้านเหรียญ ทำเงินได้ในอเมริกา $39.9 ล้านเหรียญ กลายเป็นหนังทำเงินสูงสุดของ Woody Allen แทนที่ Annie Hall (1977) โดยพลัน, เข้าชิง Oscar 2 สาขา ไม่ได้สักรางวัล
– Best Supporting Actress (Mariel Hemingway)
– Best Writing, Screenplay Written Directly for the Screen

ขณะที่ BAFTA Award เข้าชิงถึง 10 สาขา ได้มา 2 รางวัล
– Best Film ** ได้รางวัล
– Best Direction
– Best Actor (Woody Allen)
– Best Actress (Diane Keaton)
– Best Supporting Actress (Mariel Hemingway)
– Best Supporting Actress (Meryl Streep)
– Best Screenplay ** ได้รางวัล
– Best Cinematography
– Best Editing
– Best Sound

หลังจาก Woody Allen สร้างหนังเรื่องนี้เสร็จ เขามองย้อนทบทวนกับตัวเอง ‘นี่ฉันทำได้แค่นี้เองเหรอ?’ ยื่นข้อเสนอให้กับ United Artist สร้างหนังอีกเรื่องไม่คิดค่าตัว แต่ไม่นำหนังเรื่องนี้ออกฉาย แต่เรื่องอะไรที่ค่ายหนังจะยินยอม

“I just thought to myself, ‘At this point in my life, if this is the best I can do, they shouldn’t give me money to make movies’.”

ผมคิดว่าสิ่งที่ Allen ไม่พึงพอใจคือ การได้พลั้งเผลอนำเสนอความน่าอับอายขายหน้าของตนเองออกมา ขณะสร้างหนังคงไม่รู้ตัวเพราะมัวหมกมุ่นอยู่แต่สิ่งเฉพาะหน้า แต่เมื่อหนังเสร็จหลังพิงโซฟารับชมหนังเรื่องนี้ มันไม่ใช่สิ่งที่เป็น ‘fond memory’ ความทรงจำที่น่าพึงพอใจสำหรับฉันเลย นี่คือผลงานดีที่สุดแล้วหรือนี่

ส่วนตัวคิดว่าหนังเรื่องนี้แหละครับ ยอดเยี่ยมที่สุดแล้วของ Woody Allen ส่วนผสมต่างๆที่คลุกเคล้ากันได้อย่างลงตัวทั้งภาพและเสียง, ความงดงามตระการตา ถึงแม้จะเป็นเพียงภาพขาว-ดำ แต่เมื่อผ่านมือของ Gordon Willis มันช่างมีมิติลึกล้ำ สวยงามระยิบระยับจับใจ และบทเพลง Rhapsody in Blue ถึงบทความก่อนหน้าที่ผมเขียนวิเคราะห์ไป จะบอกว่าไม่ได้มีความหลงใหลคลั่งไคล้อะไรมากนัก แต่เมื่อเพลงนี้ (และเพลงอื่นๆของ George Gershwin) ได้ถูกนำเสนอตีความด้วยมุมมอง รสนิยม ความเข้าใจที่ถูกต้อง มันเลยมีความทรงพลังขนหัวลุก โดยเฉพาะ Prologue แค่ 5 นาทีแรก ก็ทำให้ผมฟินจนน้ำลายฟูมปากเลยละ

แนะนำกับคอหนังโรแมนติก Comedy แนวคบชู้ นอกใจ รักไม่สมหวัง, พื้นหลังดำเนินเรื่องที่ Manhattan/New York, แฟนๆผู้กำกับ Woody Allen นักแสดง Diane Keaton, Meryl Streep ฯ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับช่างภาพ ตากล้อง ชื่นชอบงานภาพขาว-ดำสวยๆ, และคอเพลงคลาสสิกแจ๊ส หลงใหล ประทับใจบทเพลงของ George Gershwin ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง

จัดเรต 15+ กับประเด็นชู้สาว แนวคิดทัศนคติเพี้ยนๆ และความวิปลาสของเรื่องราว

TAGLINE | “Manhattan ผลงาน Masterpiece ของ Woody Allen สวยล้ำด้วยภาพขาว-ดำ ของ Gordon Willis และยิ่งใหญ่ทรงพลังด้วยบทเพลงของ George Gershwin”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LOVE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of