Marie Antoinette

Marie Antoinette (2006) hollywood, French : Sofia Coppola ♥♥♥♥

ตามบันทึกประวัติศาสตร์ Marie Antoinette ได้รับฉายา Madame Déficit (มาดามหนี้ท่วมหัว) ในช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. 1789-99 เลยถูกประหารชีวิตด้วยกิโยตีน! แต่ผู้กำกับ Sofia Coppola พยายามนำเสนอมุมมองส่วนตัวของ Kirsten Dunst ก็แค่เด็กหญิงสาวรักอิสระคนหนึ่งเท่านั้น

บรรดานักประวัติศาสตร์ พวกหัวรุนแรงในฝรั่งเศส ต่างแสดงความไม่พึงพอใจอย่างมากที่หนังไม่พูดกล่าวถึงประเด็นการเมืองตรงๆ แถมพยายามนำเสนออีกแง่มุมของ Marie Antoinette สร้างโลกที่เต็มไปด้วยสีสัน ให้ผู้ชมรู้สึกสงสารเห็นใจ ทั้งๆมาดามราชินีผู้นี้เคยทำให้ชาวฝรั่งเศสต้องทนทุกข์ยากลำบาก ควบคุมครอบงำ King Louis XVI ไม่สนใจใยดีประชาราษฏร์ จนทำให้ประชาชนลุกฮือขึ้นมาต่อต้าน นำสู่การปฏิวัติฝรั่งเศส (French Revolution 1789-99)

My goal was to capture in the design the way in which I imagined the essence of Marie Antoinette’s spirit … so the film’s candy colors, its atmosphere and teenaged music all reflect and are meant to evoke how I saw that world from Marie Antoinette’s perspective.

Sofia Coppola

ทุกสิ่งอย่างล้วนมีสองด้านเสมอๆ ความตั้งใจของผกก. Coppola ต้องการนำเสนอฟากฝั่ง ‘ความเป็นมนุษย์’ ของ Marie Antoinette ที่คนส่วนใหญ่ (โดยเฉพาะชาวฝรั่งเศส) ไม่เคยพยายามจะทำความเข้าใจ เอาแต่มองว่าเธอคือบุคคลโฉดชั่วร้าย นำพาหายนะให้ประเทศชาติ แท้จริงแล้วมันอาจมีเหตุผล ลับลมคมในอะไรบางอย่าง

Marie Antoinette (2006) คือภาคต่อที่ไม่ใช่ภาคต่อของ Lost in Translation (2003) [จริงๆสามารถมัดรวมกับ Somewhere (2011) ผมเรียกว่า ‘Lost Trilogy’] นำเสนอเรื่องราวคนเหงา เดินทางมายังต่างที่ต่างถิ่น รู้สึกไม่คุ้นเคยชิน (themes of loneliness, isolation, alienation) เปลี่ยนจากอาการ ‘jet lag’ มาเป็นการสูญเสียอิสรภาพชีวิต ถูกบีบบังคับให้ต้องปฏิบัติตามขนบกฎกรอบอันเคร่งครัด วิถีชนชั้นสูงฝรั่งเศส … นกที่เคยโบยบินเมื่อถูกจับขังในกรง มันย่อมพยายามต่อสู้ดิ้นรน หาหนทางหวนกลับสู่อิสรภาพอีกครั้ง

สิ่งหนึ่งที่ผู้ชม/นักวิจารณ์หลายคนส่ายหัว ยินยอมรับไม่ได้ (และอาจคือเหตุผลที่พลาดรางวัล Palme d’Or) นั่นคือการใช้เพลงประกอบร่วมสมัย (New Wave & Post-Punk) ในหนังอิงประวัติศาสตร์ (Historical Period) แต่สื่อภาพยนตร์มันมีความจำเป็นต้องยึดถือมั่น ปฏิบัติตามขนบกฎกรอบอันเคร่งครัดเช่นนั้นจริงๆหรือ?

Coppola has been criticized in some circles for her use of a contemporary pop overlay — hit songs, incongruous dialogue, jarring intrusions of the Now upon the Then. But no one ever lives as Then; it is always Now. Many characters in historical films seem somehow aware that they are living in the past. Marie seems to think she is a teenager living in the present, which of course she is — and the contemporary pop references invite the audience to share her present with ours.

นักวิจารณ์ Roger Ebert ให้คะแนน 4/4

Marie Antoinette Josèphe Jeanne ชื่อเดิม Maria Antonia (1755-93) เกิดที่ Vienna เจ้าหญิงแห่งออสเตรีย (Archduchess of Austria) ราชวงศ์ Hofburg จักรวรรดิ Holy Roman Empire, ด้วยความที่เป็นพระธิดาองค์ที่ 14 (จาก 16) จึงใช้ชีวิตอย่างเพิกเฉย ไม่สนใจด้านการศึกษา (ได้รับการเลี้ยงดูแบบง่ายๆ ห่างไกลกฎเกณฑ์ราชสำนัก เกือบจะเป็นแบบชาวบ้านธรรมดา) กว่าจะอ่านออกเขียนได้เมื่อก็เมื่อพระชนมายุเกือบสิบพรรษา ทรงอักษรภาษาเยอรมันไม่ดี ตรัสภาษาฝรั่งเศสน้อยนิด และยิ่งภาษาอิตาลีออกเสียงได้น้อยมากๆ

เมื่อปี ค.ศ. 1965, Empress Maria Theresa ผู้ครอง Habsburg Empire หลังจากทรงเป็นหม้าย จึงเริ่มสนพระทัยด้านการศึกษาของโอรสธิดาพระองค์เล็ก เพื่อสามารถจัดการอภิเษกสมรส(ทางการเมือง), Marie Antoinette จึงถูกบังคับให้ร่ำเรียนหนังสือ ฝึกหัดเล่นฮาร์ปซิคอร์ด (Harpsichord) รวมถึงนาฏศิลป์ฝรั่งเศส จนกระทั่งได้รับหมั้นหมายเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับมกุฎราชกุมาร Louis-Auguste รัชทายาท Kingdom of France เมื่อปี ค.ศ. 1770

มกุฎราชกุมารี (Dauphine of France) Marie Antoinette ทรงมีปัญหาในการปรับตัวเข้ากับชีวิตในพระราชวังแวร์ซาย (Palace of Versailles) อาศัยอยู่อย่างโดดเดี่ยว เปล่าเปลี่ยว พระสวามีก็มักตีตนออกห่างด้วยการหนีไปล่าสัตว์ตั้งแต่เช้าตรู่ (ทั้งคู่เริ่มมีสัมพันธ์ฉันท์สามีภรรยาอย่างแท้จริง ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1773) พระนางต้องทนทุกข์กับเสียงซุบซิบนินทา การแก่งแย่งชิงดี ปรับตัวเข้ากับพระราชพิธี ขนบประเพณีฝรั่งเศส ทำให้ทรงรังเกลียดการใช้ชีวิตกับผู้คนรอบข้าง หันไปพึ่งพาคำปรึกษาทางไกล เขียนจดหมายโต้ตอบพระมารดา รวมถึง Florimond Claude, Count of Mercy-Argenteau ผู้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต Austria ประจำกรุง Paris

เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม ค.ศ. 1774, พระเจ้า Louis XV เสด็จสวรรคต เจ้าชาย Louis-Auguste ได้ขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้า Louis XVI และเจ้าหญิง Marie Antoinette ดำรงตำแหน่งพระราชินีแห่งฝรั่งเศส (Queen consort of France) แต่พฤติกรรมของพระนางไม่ได้เปลี่ยนไปเลย เลือกคบหาเพื่องพ้องคนสนิท จัดงานเลี้ยงหรูหรา จับจ่ายใช้สอยฟุ่มเฟือย ละเล่นเกมการพนันที่มีเงินเดิมพันมหาศาล สร้างความอิจฉาริษยาให้กับนางสนมที่อยู่นอกแวดวง

ตลอดระยะเวลาที่ Marie Antoinette ทรงเป็นสมเด็จพระราชินี ได้สร้างเรื่องอื้อฉาวมากมาย จับจ่ายฟุ่มเฟือย จนติดหนี้ติดสิน ได้รับการขนานนาม Madame Déficit (มาดามหนี้ท่วมหัว) ข้าราชบริพารฝ่ายตรงข้ามจึงพยายามปลุกระดมฝูงชน จนกลายเป็นชวนเหตุการณ์ปฏิวัติฝรังเศส ค.ศ. 1789-99 แถมยังถูกใส่ร้ายป้ายสี ข้อหาคบชู้สู่ชาย แม้ไม่มีหลักฐานชัดเจน กลับได้รับโทษตัดสินประหารชีวิตด้วยกิโยตีน!


Sofia Carmina Coppola (เกิดปี 1971) นักแสดง/ผู้กำกับภาพยนตร์ เกิดที่ New York City เป็นบุตรของ Francis Ford Coppola และ Eleanor Jessie Neil ยังไม่ทันถึงขวบก็ปรากฎในภาพยนตร์ The Godfather (1972), เติบโตขึ้นที่บ้านฟาร์ม Rutherford ด้วยความที่เครือญาติต่างเป็นนักแสดง/ศิลปิน ช่วงวัยเด็กจึงมีความชื่นชอบหลาย ถ่ายรูป ดนตรี เสื้อผ้าแฟชั่น แต่หาได้มีความสนใจทำงานภาพยนตร์สักเท่าไหร่ ถึงอย่างนั้นลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้น กำกับหนังเรื่องแรก The Virgin Suicides (1999)

ก่อนหน้าจะสรรค์สร้าง Lost in Translation (2003) เห็นว่าตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000-01 ผกก. Coppola ติดต่อซื้อลิขสิทธิ์หนังสือชีวประวัติ Marie Antoinette: The Last Queen of France (2000) ฉบับภาษาอังกฤษของ Évelyne Lever แต่จนแล้วจนรอดไม่สามารถหางบประมาณเพียงพอจึงจำต้องขึ้นหิ้งเอาไว้ก่อน

หลังความสำเร็จล้นหลามของ Lost in Translation (2003) ทำให้สามารถกลับมาสานต่อโปรเจค Marie Antoinette แต่คราวนี้ผกก. Coppola กลับเปลี่ยนความสนใจดัดแปลงหนังสือชีวประวัติอีกเล่ม (จากคำแนะนำจากมารดา Eleanor Coppola) Marie Antoinette: The Journey (2001) เขียนโดย Antonia Fraser ซึ่งพยายามนำเสนออีกมุมมองของมาดามราชินี นำเสนอในลักษณะที่ให้ผู้อ่านรู้สึกสงสาร เห็นอกเห็นใจ (sympathetic view)

It had been the famous ‘handover’ episode [in which the young Marie is exchanged from her native Austria to the French party who bring her to Versailles] which convinced Sofia.

Antonia Fraser

I wanted to make a personal story and not a big epic historical biopic. I would get bored when it would get sort of too detailed. I didn’t want to get bogged down with history, but to focus on the personal relations between these people. Louis wouldn’t sleep with her, so she wanted to go out and party — like someone in a bad marriage going shopping. It just seemed like the same old story.

Sofia Coppola

จากหนังสือความยาวกว่า 600+ หน้ากระดาษที่เต็มไปด้วยหมายเหตุ/เชิงอรรถ (Footnote) รวมกับข้อมูลค้นคว้าเพิ่มเติมอีกไม่รู้เท่าไหร่ ผกก. Coppola เลือกเฉพาะเหตุการณ์น่าสนใจ สอดคล้องวิสัยทัศน์ นำมาแปะติดปะต่อ ร้อยเรียงกิจวัตรประจำวัน ตัดทิ้งประเด็นการเมือง เพื่อให้ผู้ชมพบเห็นธาตุแท้ตัวตน Marie Antoinette ไม่ต่างจากเด็กหญิงสาว วัยรุ่นยุคสมัยใหม่

เกร็ด: แม้สุดท้ายจะไม่ได้ดัดแปลงหนังสือชีวประวัติ Marie Antoinette: The Last Queen of France (2000) แต่ผกก. Coppola ยังขอความช่วยเหลือจากผู้เขียน Évelyne Lever ให้มาเป็นที่ปรึกษาภาพยนตร์ ถึงอย่างนั้นพวกเธอกลับมีความครุ่นคิดเห็น/วิสัยทัศน์แตกต่างกันพอสมควร สุดท้ายเลยไม่ค่อยได้ช่วยอะไรสักเท่าไหร่

Sofia Coppola and I don’t do the same job. She’s a creator. She has her own vision of Marie-Antoinette. This vision is not the same as mine. I introduced her to the Palace of Versailles in aspects she did not know. We had talks before the film, I clarified a certain number of points that seemed important to me.

Marie-Antoinette was for several years a frivolous woman, but she transformed herself at Versailles and this does not appear in the film. It is a Marie-Antoinette reviewed and corrected by Hollywood. In reality, she didn’t spend her time eating pastries and drinking champagne! She was a sentimental woman who was looking for friendship and love.

Évelyne Lever

เรื่องราวเริ่มต้นที่ Austria, จักรพรรดินี Empress Maria Theresa ตัดสินใจส่งพระธิดา Maria Antonia (รับบทโดย Kirsten Dunst) พระชนมายุ 14 พรรษา ออกเดินทางสู่ Kingdom of France เพื่อเข้าพิธีอภิเษกสมรสทางการเมืองกับมกุฎราชกุมาร Louis-Auguste (รับบทโดย Jason Schwartzman)

เมื่อก้าวสู่ดินแดนฝรั่งเศส จากชื่อ Maria จำต้องเปลี่ยนเป็น Marie Antoinette แล้วทอดทิ้งทุกสิ่งอย่างไว้เบื้องหลัง พอมาถึงพระราชวังแวร์ซาย พบเจอพระราชพิธี ขนบประเพณีฝรั่งเศส ที่มีความเคร่งครัด บีบรัด จนสร้างความอึดอัด แถมเสียงซุบซิบนินทาจากบรรดาข้าราชบริพาร เต็มไปด้วยคำดูถูกเหยียดหยาม อิจฉาริษยา รวมถึงความไม่ยี่หร่าของพระสวามี ทำอะไรไม่ได้นอกจากอดกลั้นฝืนทน

จนกระทั่งพระเจ้า Louis XV เสด็จสวรรคต ค.ศ. 1774 ทำให้เจ้าชาย Louis-Auguste ได้ขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้า Louis XVI และเจ้าหญิง Marie Antoinette ดำรงตำแหน่งพระราชินีแห่งฝรั่งเศส ต่อจากนี้ฉันไม่จำเป็นต้องสนอะไรใคร สามารถกระทำทุกสิ่งอย่างตอบสนองความพึงพอใจ


Kirsten Caroline Dunst (เกิดปี 1982) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Point Pleasant, New Jersey ถูกมารดาผลักดันให้เป็นนางแบบเด็กตั้งแต่อายุ 3 ขวบ จึงมีโอกาสปรากฎตัวหนังสั้นของ Woody Allen เรื่อง Oedipus Wrecks (1989), ภาพยนตร์ The Bonfire of the Vanities (1990), รวมถึงเคยรับเชิญตอน 159: Dark Page ซีรีย์ Star Trek: The Next Generation, หลังครอบครัวหย่าร้าง ค.ศ. 1993 ติดตามมารดามาอาศัยอยู่ Los Angeles โด่งดังกับ Interview with the Vampire (1994), Little Women (1994), Jumanji (1995), The Virgin Suicides (1999), กลายเป็น Superstar จากบทบาท Mary Jane Watson แฟนไชร์ Spider-Man (2002-09), ผลงานอื่นๆ อาทิ Eternal Sunshine of the Spotless Mind (2004), Melancholia (2011), Hidden Figures (2016), The Beguiled (2017), The Power of the Dog (2021) ฯ

รับบทเจ้าหญิง Marie Antoinette มีความร่าเริงสดใส เมื่อครั้นอาศัยอยู่ Austria ใช้ชีวิตอย่างอิสรภาพเสรี แต่เมื่อเข้าพิธีอภิเษกสมรสตอนอายุ 14 กลับต้องปรับตัวให้เข้ากับขนบประเพณีฝรั่งเศส ที่มีความเคร่งครัด บีบรัด เต็มไปด้วยกฎกรอบข้อบังคับ จนสร้างความอึดอัด รู้สึกไม่ต่างจากนกในกรง ไม่สามารถดิ้นหลุดพ้น จนเมื่อกลายเป็นพระราชินี เลยทำการปลดปล่อยตนเอง กระทำทุกสิ่งอย่างโดยไม่สนอะไรใครอีกต่อไป

เพราะเคยร่วมงาน The Virgin Suicides (1999) ผกก. Coppola เลยมีภาพของ Dunst อยู่ในใจตั้งแต่แรก พอติดต่อไปก็ได้รับคำตอบตกลงโดยทันที

It wasn’t really a decision. Every time we work together again, it always feels like you’re riding on her ocean. You always feel like you’re on this very private Sofia ship, which is really beautiful.

Kirsten Dunst

การแสดงของ Dunst มีความละม้ายคล้ายบทบาทในภาพยนตร์ The Virgin Suicides (1999) เต็มไปด้วยความสดใสร่าเริง อยากรู้อยากเห็น ชอบเล่นหูเล่นตา ช่วงครึ่งแรกเพราะอาศัยเพิ่งย้ายมาอาศัยต่างที่ต่างถิ่น จึงยังไม่มักคุ้นชิน แต่หลังจากเรียนรู้จักสันดานธาตุแท้ผู้คน ก็แสดงพฤติกรรมหัวขบถ ต่อต้านขัดขืน กระทำสิ่งต่างๆตามใจ ไม่ยี่หร่าอะไรใคร

เห็นเธอบ่นๆ “It was just a lot of hair.” เพราะต้องเสียเวลาแต่งหน้าทำผม นั่งอยู่เฉยๆวันละเป็นชั่วโมงๆ แถมยังต้องประคับประคอง วิกผมช่วงครึ่งหลังก็สูงเกิ้นไป! แต่ภาพลักษณ์ภายนอกเหล่านั้น ยังไม่น่าประทับใจเท่าการถ่ายทอดอารมณ์ ผู้ชมสามารถสัมผัสถึงความตึงเครียด เก็บกดดัน ทำไมพระสวามีไม่ยอมทำหน้าที่เสียที และเมื่อร่ำร้องไห้ออกมา นั่นคือขีดสุดอดกลั้น นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งอย่าง

Kirsten Dunst is pitch-perfect in the title role … She has self-possession, poise and high spirits, and they are contained within a world that gives her no way to usefully express them. So she frolics and indulges herself, within a cocoon of rigid court protocol.

นักวิจารณ์ Roger Ebert จาก Chicago Sun-Times 

ความล้มเหลวของหนัง Marie Antoinette (2006) พุ่งโจมตีมายัง Dunst ทำให้เธอรู้สึกหัวเสียเป็นอย่างมากๆ กอปรกับ Spider-Man 3 (2007) บทบาทก็แทบไม่มีพัฒนาการจากเดิมสักเท่าไหร่ จนทำให้ครุ่นคิดหยุดรับงานแสดงหลังเสร็จจาก How to Lose Friends & Alienate People (2008), แต่หลังจากนั้นก็ทดลองกำกับหนังสั้น เปลี่ยนมารับงานหนังอินดี้ นอกกระแส และภาพยนตร์ Melancholia (2011)**คว้ารางวัล Best Actress จากเทศกาลหนังเมือง Cannes นั่นคือจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในอาชีพการงาน


Jason Francesco Schwartzman (เกิดปี 1980) นักแสดง/นักดนตรี สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Los Angeles เป็นบุตรของ Talia Shire (น้องสาวของ Francis Ford Coppola) กับโปรดิวเซอร์ Jack Schwartzman ทำให้เขามีเชื้อสาย “half-Polish Jewish & half-Italian”, เมื่อตอนอายุ 18 ปี เข้าสู่วงการจากร่วมงาน/ขาประจำ Wes Anderson เรื่อง Rushmore (1998), ผลงานเด่นๆ อาทิ Shopgirl (2005), Marie Antoinette (2006), The Darjeeling Limited (2007), Scott Pilgrim vs. the World (2010), Saving Mr. Banks (2013) ฯ

รับบทเจ้าชาย Louis-Auguste ร่างเล็ก อวบตัน ท่าทางทึ่มๆทื่อๆ ขาดความกระตือรือร้น สนเพียงทำกุญแจ ไม่ก็ออกล่าสัตว์ ไร้ซึ่งศักยภาพผู้นำ/บุคลิกมกุฎราชกุมาร เมื่อครั้นขึ้นครองราชย์เป็น King Louis XVI ก็เหมือนไม่ค่อยเต็มใจสักเท่าไหร่ เลยมิได้สนใจใยดี เข้าใจความทุกข์ยากลำบากของอาณาประชาราษฎร์

I always felt there was something very sympathetic about Louis XVI. He was never meant to be King and was only in that position because his older brother died. I think he was plagued with this sense of being very inadequate. He was near-sighted and said to be inept at a great many things. So I really felt that Jason, who has this very vulnerable and sensitive side, would make Louis more touching and believable.

Sofia Coppola

Jason Schwartzman คือลูกพี่ลูกน้องของ Sofia Coppola รับรู้จักกันมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก พี่สาวเข้าใจความอ่อนไหวเปราะบางของน้องชาย เชื่อมั่นว่าจะสามารถทำการแสดงบทบาทนี้ได้อย่างน่าประทับใจ … ยกเว้นเพียงอย่างเดียว Schwartzman ดูหล่อเหลากว่าภาพวาด King Louis XVI

เห็นว่า Schwartzman ทุ่มเทให้กับบทบาทนี้มากๆ เพิ่มน้ำหนักกว่า 40 ปอนด์เพื่อให้ดูอวบตัน (ตามภาพวาด King Louis XVI) เข้าเรียนการเต้น ขี่ม้า ฝึกฝนกิริยาท่าทางชนชั้นสูงฝรั่งเศส รวมถึงศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากสมุดบันทึก/ไดอารี่ของ King Louis XVI แล้วได้ข้อสรุปของตนเอง …

I came to see him as a young man who was placed in a position in which he felt overwhelmed. He didn’t see himself as strong enough, handsome enough or brilliant enough to be King, but he also really believed that God had intended for him to be King

Jason Schwartzman

พบเห็นการแสดงของ Schwartzman ชวนให้นึกถึง Bill Murray จาก Lost in Translation (2003) แสดงท่าทางทึ่มๆทื่อๆ ขาดความกระตือรือร้น โดยเฉพาะการมีเพศสัมพันธ์กับ Marie Antoinette (เข้าพิธีอภิเษกสมรสตอนอายุ 16 สมัยนั้นคงยังไม่รู้ประสีประสาอะไร) เต็มไปด้วยอาการหวาดหวั่น สั่นสะพรึงกลัว ไม่รู้จะทำอะไรยังไง ชักชวนให้ผู้ชมรู้สึกสงสารเห็นใจ เกิดความตระหนักว่าบุคคลลักษณะนี้ไม่สมควรเป็นผู้นำประเทศ แต่นั่นคือโชคชะตามิอาจหลีกเลี่ยง


ถ่ายภาพโดย Lance Acord (เกิดปี 1964) ตากล้องสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Fresno County, California โตขึ้นเข้าเรียนถ่ายภาพยัง San Francisco Art Institute เข้าสู่วงการโดยเป็นขาประจำ Bruce Weber ถ่ายทำสารคดี โฆษณา Music Video โด่งดังจากบทเพลง Weapon of Choice ของ Fatboy Slim กำกับโดย Spike Jonze คว้ารางวัล MTV Award: Best Cinematography, สำหรับภาพยนตร์เริ่มจาก Buffalo ’66 (1998), Being John Malkovich (1999), Adaptation (2002), Lost in Translation (2003), Marie Antoinette (2006), Where the Wild Things Are (2009) ฯ

I was influenced by a lot of different films, but I think the biggest influences were Stanley Kubrick’s Barry Lyndon, Terrence Malick’s Days of Heaven, and Miloš Forman’s Amadeus. I also loved Ken Russell’s Lisztomania, which is a very stylized and flamboyant film.

Sofia Coppola

หนังเต็มไปด้วยลวดลาย สีสัน (Pastel Colors) เสื้อผ้าหน้าผมย้อนยุคสมัย รายละเอียดโปรดักชั่นทำออกมาได้ตื่นตระการตา แต่งานภาพอาจไม่ได้มีเทคนิคอะไรหวือหวา ล้วนเพื่อขับเน้นความงดงามวิจิตรศิลป์ของพระราชวังแวร์ซาย รับชมแล้วรู้สึกเหมือนสูญหาย หลงทาง แบบเดียวกับ Lost in Translation (2003) ล่องลอยอยู่ในกรุง Tokyo

In the same way as I wanted Lost in Translation (2003) to feel like you had just spent a couple of hours in Tokyo, I wanted this film to let the audience feel what it might be like to be in Versailles during that time and to really get lost in that world.

แม้หนึ่งในแรงบันดาลของผกก. Coppola จะคือ Barry Lyndon (1975) แต่เธอไม่อยากให้หนังมีความงดงามเหมือนภาพวาดศิลปะ ต้องการสร้างภาพที่มีความเป็นส่วนตัว เติมเต็มจินตนาการ “It was very much a girlish fantasy” รวมถึงบุคคลในประวัติศาสตร์รู้สึกเหมือนมีชีวิต จับต้องได้

From our earliest discussions, Sofia and I agreed that we wanted to avoid making paintings but instead create a very imaginative, personal, alive story inside a real historical past. We embraced a bright, high key, approach to the lighting.

Lance Acord

เป็นเรื่องยากมากๆที่ภาพยนตร์จะได้รับอนุญาตให้ถ่ายทำภายในพระราชวังแวร์ซาย (Palace of Versailles) ก็ไม่รู้โปรดิวเซอร์/ผกก. Coppola ทำการต่อรองอะไรยังไง อาจเพราะหลายๆสถานที่กำลังอยู่ในช่วงปิดปรับปรุง และหน่วยงานเกี่ยวข้องมองว่าหนังสามารถช่วยโปรโมทการท่องเที่ยว … แต่ก็เต็มไปด้วยข้อจำกัดมาย ถ่ายทำตอนกลางวันได้แค่วันจันทร์ (น่าจะเป็นวันหยุด) และช่วงเวลากลางคืน(ถ่ายได้ทุกวัน) เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนนักท่องเที่ยว และต้องจ่ายค่าเช่าสถานที่วันละ €15,000 ยูโร รวมเวลาถ่ายทำ 20 วัน รวมราคา €300,000 ยูโร

เพราะระยะเวลาถ่ายทำในพระราชวังแวร์ซายมีจำกัด หลายฉากจำต้องใช้สถานที่/ปราสาทอื่น อาทิ Vaux-le-Vicomte, Château de Chantilly, Hôtel de Soubise, Belvedere ฯ ส่วนโรงอุปรากรถ่ายทำยัง Opéra de Paris (Paris Opera)


ธรรมเนียม ‘official handover’ เป็นประเพณีที่แสดงถึงความอนุรักษ์นิยม จำต้องปลดเปลื้องถอดทิ้งทุกสิ่งอย่าง แล้วเปลี่ยนแปลง(ภายนอก)ให้กลายเป็นฝรั่งเศส เสื้อผ้าหน้าผม สุนัขตัวโปรด รวมถึงชื่อเสียงเรียงนาม Maria Antonia กลายเป็น Marie Antoinette … แต่ไม่ใช่จิตวิญญาณของหญิงสาว ยังคงรักอิสระ โหยหาเสรีภาพ ไม่ชอบก้มหัวทำตามคำสั่งใคร

นี่น่าจะเป็นการเปลือยกายต่อหน้ากล้องครั้งแรกของ Dunst แน่นอนว่าเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น แต่ก็เชื่อมั่นในผกก. Coppola นอกจากตากล้องที่เป็นผู้ชาย ใครอื่นในฉากล้วนเป็นผู้หญิงทั้งหมด

ตั้งแต่เดินทางมาถึงพระราชวังแวร์ซาย Marie Antoinette ก็ถูกรายล้อมด้วยผู้คนมากมาย แต่งตัวหรูหรา สถานที่งดงามตา แต่เธอกลับแทบไม่รับรู้จักใครสักคน แถมผู้คนเหล่านี้พยายามสร้างแรงกดดัน ความคาดหวัง มองด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยาม พูดคำซุบซิบนินทา แอบไปตำหนิต่อว่าลับหลัง … จากเคยใช้ชีวิตอย่างอิสรภาพ ไม่ต้องยี่หร่าอะไรใคร สิ่งเหล่านี้ที่ Marie Antoinette ประสบพบเจอ แม้พยายามปั้นหน้าเข้มแข็ง ทำเหมือนไม่รู้สึกอะไร แต่ภายในย่อมเต็มไปด้วยความอึดอัดอั้น เจ็บปวดรวดร้าว ค่อยๆสูญเสียความเป็นตัวของตนเอง

บทบาท King Louis XV ก่อนหน้าจะรับบทโดย Rip Torn ในตอนแรกผกก. Coppola ครุ่นคิดอยากได้นักแสดงฝรั่งเศสรุ่นใหญ่ Alain Delon ซึ่งก็มีการนัดพบเจอ รับประทานอาหารเย็น แต่เขาซื้อดอกไม้ช่อใหญ่มอบให้ พร้อมบอกว่าตนเองไม่เหมาะสมกับบทบาทดังกล่าว … แต่เอาจริงๆว่ากันว่า Delon ไม่เชื่อมือผกก. Coppola เสียมากกว่า

ส่วนบทบาท Madame du Barry ในตอนแรกอยากได้ Angelina Jolie แต่เธอติดคิวงาน The Good Shepherd (2006), คนต่อมาคือ Catherine Zeta-Jones ก็ไม่ว่าเช่นกัน, ก่อนสุดท้ายตกเป็นของ Asia Argento บุตรสาวของผกก. Dario Argento

แซว: ใครเคยรับชม Lost of Translation (2003) ก็น่าจะมักคุ้นกับสาวชุดแดงแรงฤทธิ์ อีกแล้วฤานี่??

การได้พบเห็นพฤติกรรม ความสัมพันธ์ระหว่าง King Louis XV กับ Madame du Barry ที่เต็มไปด้วยข้อครหา คำติฉินทาจากผู้คน แต่ทั้งสองกลับไม่สนห่าเหวอะไร นั่นคือหนึ่งในแรงบันดาลใจให้ Marie Antoinette หลังจากกลายเป็นราชินี เลยแสดงออกด้วยวิธีการไม่แตกต่างกัน … ก็เพราะมีต้นแบบอย่างเช่นนี้แล

เทคนิคที่กำลังจะพัฒนาเป็นลายเซ็นต์ผกก. Coppola คือการค่อยๆซูมออกช้าๆ หลังจาก Marie Antoinette อ่านจดหมายพระมารดา/จักรพรรดินี Empress Maria Theresa ตำหนิต่อว่าเรื่องไม่มีรัชทายาทเสียที ภาพมุมกว้างที่ค่อยๆถอยออกมา สร้างสัมผัสเคว้งคว้าง เวิ้งว้าง หญิงสาวตัวเล็กๆในพระราชวังใหญ่โต มันช่างโดดเดี่ยว เปล่าเปลี่ยว ตัวคนเดียว ไม่มีใครสามารถเป็นที่พึ่งพักพิง

ตรงกันข้ามกับการซูมออก ก็คือค่อยๆซูมเข้าหาใบหน้าตัวละคร หลังจาก Marie Antoinette อ่านจดหมายพระมารดา/จักรพรรดินี Empress Maria Theresa อีกฉบับ! แต่คราวนี้มันกลับจี้แทงใจดำ ทำให้มิอาจอดกลั้นฝืนทน จนเกือบหลั่งธารน้ำตาออกมา ซึ่งการเคลื่อนกล้อง/ซูมเข้าหาใบหน้า เหมือนเพื่อจับจ้องเข้าไปในจิตวิญญาณตัวละคร เต็มไปด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว หาได้สวยงามเหมือนลวดลายฝาผนังแม้แต่น้อย

ฟางเส้นสุดท้ายของ Marie Antoinette คือการได้พบเห็นลูกพี่ลูกน้องของ Louis-Auguste คลอดบุตรชาย ใครต่อใครต่างแสดงความยินดีอกดีใจ แต่เธอรีบวิ่งกลับเข้าห้อง ระเบิดอารมณ์ ร่ำร้องไห้ มิอาจอดรนทนแบกรักความกดดันไหว กล้องถ่ายใบหน้าระยะประชิดใกล้ ก่อนทรุดนั่งลงในเงามืด อย่างโดดเดี่ยว เพียงลำพัง ไร้ใครสักคนเข้ามาปลอบประโลม

หลังจากวันนั้น Marie Antoinette ก็ตัดสินใจช่างแม้งกับชีวิต “I want candy” ปลดปล่อยร่างกายและจิตวิญญาณ ไปกับการกินอยู่หรูหรา แฟชั่นเสื้อผ้า เฮฮาปาร์ตี้ สนเพียงพรรคพวกพ้อง ผองเพื่อนวงใน ทำอะไรๆโดยไม่ยี่หร่าอะไรใคร

Dear God, guide us and protect us. We are too young to reign.

King Louis XVI

นี่คือคำพูดจริงๆของ King Louis XVI ภายหลังจากพระบิดา King Louis XV ทรงสวรรคตด้วยโรคฝีดาษ (Smallpox) วันที่ 10 พฤษภาคม ค.ศ. 1774 … ขณะนั้น King Louis XVI ทรงมีพระชนม์มายุเพียง 20 พรรษา รับรู้ตัวเองเลยว่ายังไม่พร้อมจะปกครองประเทศฝรั่งเศส

ผมขี้เกียจหาข้อมูลว่า King Louis XVI มีงานอดิเรกเกี่ยวกับกุญแจ (Locksmithing) หรือไม่? แต่มีนักวิจารณ์แสดงความคิดว่ามันอาจคือสัญลักษณ์ของอำนาจและการใช้อำนาจ (Power and Authority) ผู้มีลูกกุญแจถึงสามารถไขแม่กุญแจ เปิด-ปิดประตู นำเข้า-ออกสิ่งข้าวของในนั้น

ขณะเดียวกันเวลาครุ่นคิดถึงกุญแจ-แม่กุญแจ ก็มักเกี่ยวเนื่องกับเรื่องเพศสัมพันธ์ชาย-หญิง เป็นความไม่ประสีประสาของ King Louis XVI จนกระทั่งได้รับคำแนะนำจากพี่ชาย Joseph II (รับบทโดย Danny Huston) ของ Marie Antoinette ซึ่งหนังจงใจตัดทิ้งคำพูด แล้วได้ยินเสียงอ่านจดหมายขึ้นมาแทน … ให้อิสระผู้ชมในการจิ้นไปไกล

Petit Trianon (แปลว่า Small Trianon) พระราชวังหลังน้อยสไตล์ Neoclassic ตั้งอยู่ในสวนพฤกษาศาสตร์ของพระราชวังแวร์ซาย สร้างขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1762-68 รัชสมัย King Louis XV แต่ภายหลังคือสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของ Marie Antoinette สำหรับปีกวิเวก พักผ่อนกับผองเพื่อวงใน ไม่อนุญาตให้ใครอื่นเข้าเยี่ยมชม

นี่คือสถานที่ที่ใกล้ชิดธรรมชาติ ห่างไกลผู้คน สามารถเปรียบดั่ง ‘sanctuary’ สำหรับพักผ่อนคลายกังวลของ Marie Antoinette จะว่าไปน่าจะมีความละม้ายคล้ายสถานที่เคยพักอยู่อาศัยวัยเด็ก (ตอนยังอยู่ Austria ก็เติบโตมายังสถานที่คล้ายๆกันนี้)

ปล. ตลอดทั้งซีเควนซ์ที่ Petit Trianon คละคลุ้งด้วยกลิ่นอาย อิทธิพลภาพยนตร์ Days of Heaven (1978)

บทละคอนตลก The Marriage of Figaro (1778) แต่งโดย Pierre Beaumarchais เคยถูกแบนในฝรั่งเศสเพราะมีการล้อเลียน และกล่าวโจมตีความอภิสิทธิ์ชนของชนชั้นสูง แต่เพราะ Marie Antoinette มีความชื่นชอบการแสดงชุดนี้มากๆ จึงแอบให้การสนับสนุนผู้แต่ง อีกทั้งยังนำมาทำการแสดงด้วยตนเองเมื่อปี ค.ศ. 1784 … ภายหลังละครเวทีเรื่องนี้ได้กลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของคณะปฏิวัติ

Marie Antoinette แอบมีความสัมพันธ์กับชายหนุ่มหล่อ Axel von Fersen the Younger (รับบทโดย Jamie Dornan) นักการทูตชาว Swedish เข้าร่วมสงครามบ่อยครั้งจนสามารถไต่เต้าขึ้นเป็น Marshal of the Realm กลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลอย่างมากในประเทศ Sweden แต่เพราะถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ฆาตกรรมเจ้าชาย Charles August, Prince of Sweden จึงถูกฝูงชนรุมประชาทัณฑ์ ทำร้ายจนเสียชีวิต

ตามบันทึกประวัติศาสตร์ Marie Antoinette ไม่เคยพูดกล่าวว่า “Let them eat cake!” เพื่อเสียดสี ประชดประชัน ล้อเลียนชนชั้นกรรมาชีพ แต่นี่กลับกลายเป็นประโยค Iconic ติดตัวเธอที่ใครๆครุ่นคิดเข้าใจผิด … ในความเป็นจริงแล้วนี่คือคำกล่าวของ Maria Theresa of Spain พระราชินีของ King Louis XIV เคยตรัสไว้ว่า

Qu’ils mangent de la brioche.
แปลว่า Let them eat brioche.

เกร็ด: Brioche, บริออช เป็นขนมปังที่มีต้นกำเนิดจากฝรั่งเศส ซึ่งมีปริมาณไข่และเนยสูงทำให้มีเนื้อสัมผัสที่ละเอียด เข้มข้น นุ่มฟู และมักมีเปลือกสีทองเข้ม และเป็นขุย

King Louis XVI และ Marie Antoinette มีพระโอรสธิดาทั้งหมดสี่พระองค์ แต่ปัจจุบันนั้น(น่าจะ ค.ศ. 1989)หลงเหลือแค่เพียงสอง … ผมชอบการนำเสนอสองช็อตนี้มากๆ ด้วยวิธีการเรียบง่าย บทเพลงโคตรทรงพลัง และผู้ชมส่วนใหญ่อาจไม่รับรู้ตัวด้วยซ้ำว่าคืออะไร

  • Marie-Thérèse Charlotte (1778-1851) โตขึ้นได้แต่งงานกับ Louis Antoine, Duke of Angoulême (บุตรชายคนโตของ King Charles X of France) แต่ไร้ทายาทสืบวงศ์ตระกลู
  • Louis Joseph Xavier François (1781-89) เสียชีวิตจากวัณโรค
  • Louis XVII of France (1785-95) ภายหลังพระบิดา King Louis XVI ถูกประหารชีวิตในช่วงปฏิวัติฝรั่งเศส ถือว่าได้กลายเป็น King Louis XVII โดยอัตโนมัติ แต่โดนจับขังคุก ทำทัณฑ์ทรมาน และเสียชีวิตจากวัณโรค
  • Sophie Hélène Béatrix (1786-87) เสียชีวิตจากวัณโรค ตอนอายุ 11 เดือน

เพราะหนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองของ Marie Antoinette มันจึงไม่ความจำเป็นต้องแสดงให้เห็นถึงฝูงชนผู้เกรี้ยวกราด ส่วนใหญ่เป็นคำบอกเล่า ซุบซิบนินทา ซึ่งครั้งที่เธอเผชิญหน้า ก็จะพบเห็นเพียงคนกลุ่มเล็กๆ ภาพเบลอๆ แทบไม่มีรายละเอียดอะไรใดๆ … นี่ถือเป็น ‘director’s choice’ เลือกที่จะไม่นำเสนอรายละเอียดที่ผู้ชมส่วนใหญ่รับล่วงรู้ดีอยู่แล้ว ว่าบังเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น

เหมือนว่าผกก. Coppola จะชอบพระอาทิตย์ขึ้นมากกว่าตกดิน! เมื่อตอน Lost in Translation (2003) เริ่มต้นเช้าวันสุดท้ายก่อนเดินทางกลับ, Marie Antoinette (2006) ก็พบเห็นพระอาทิตย์ขณะราชรถกำลังอพยพ หลบหนีออกจากพระราชวังแวร์ซาย

และช็อตสุดท้ายของหนัง ในห้องบรรทมของ Marie Antoinette พบเห็นโคมระย้าตกลงมากองเบื้องล่าง สามารถสื่อถึงจุดสิ้นสุดการปกครอง สูญเสียตำแหน่งพระราชินี ความเป็นราชวงศ์ ชนชั้นสูง รวมถึงนัยยะประหารชีวิตด้วยกีโยติน (มีด=โคมระย้า ตกหล่นลงมาเบื้องบน)

ตัดต่อโดย Sarah Flack สัญชาติอเมริกัน เริ่มต้นจากเป็นผู้ช่วยโปรดักชั่นภาพยนตร์ Kafka (1991) แล้วผันตัวทำงานตัดต่อ ก่อนกลายเป็นขาประจำผู้กำกับ Sofia Coppola ร่วมงานกันตั้งแต่ Lost in Translation (2003), Marie Antoinette (2006), Somewhere (2010), The Beguiled (2017) ฯ

คล้ายแบบ Lost in Translation (2003) หนังไม่ได้มีโครงสร้างเรื่องราวที่จับต้องได้ ส่วนใหญ่เป็นการแปะติดปะต่อ ร้อยเรียงเหตุการณ์ต่างๆเข้าด้วยกัน นำเสนอผ่านมุมมอง Marie Antoinette แต่เรายังสามารถจัดแบ่งโครงสร้างคร่าวๆออกได้เป็นครึ่งแรก-ครึ่งหลัง King Louis XV สวรรคต (แล้ว Marie Antoinette กลายเป็นมาดามราชินี)

  • Marie Antoinette ในพระราชวังแวร์ซาย
    • เจ้าหญิง Maria Antonia ออกเดินทางจาก Hofburg Palace, Vienna เพื่อเข้าพิธีอภิเสกสมรสม มกุฎราชกุมาร Louis-Auguste
    • เมื่อถึงชายแดนฝรั่งเศส-ออสเตรีย Maria Antonia ต้องทอดทิ้งทุกสิ่งอย่างเพื่อกลายเป็น Marie Antoinette
    • มาถึงพระราชวังแวร์ซาย ถูกใครต่อใครมองด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยาม
    • ค่ำคืนอภิเสกสมรสม แต่มกุฎราชกุมาร Louis-Auguste กลับปฏิเสธร่วมเพศสัมพันธ์กับ Marie Antoinette
    • Marie Antoinette เรียนรู้พระราชพิธี ขนบประเพณีฝรั่งเศส
    • Marie Antoinette ในตอนแรกปฏิเสธพูดคุย Madame du Barry ชู้รักของ King Louis XV แต่หลังจาถูกเกลี้ยกล่อมโดยพระมารดา จึงจำต้องยินยอมความ
    • หลังงานเต้นรำสวมหน้ากาก King Louis XV ทรงล้มป่วยโรคฝีดาษ (Smallpox) และสวรรคตในเพลาต่อมา
  • Marie Antoinette กลายเป็นมาดามราชินี
    • หลังจากพระราชพิธีราชาภิเษก King Louis XVI ก็ยินยอมร่วมเพศสัมพันธ์กับ Marie Antoinette มีพระธิดาและโอรส
    • Marie Antoinette ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ยัง Petit Trianon พร่วมกับเพื่องพ้องคนสนิท จับจ่ายใช้สอยอย่างฟุ่มเฟือย รวมถึงแอบสานสัมพันธ์ชู้รัก Axel de Fersen
    • ความฟุ่มเฟือยของ Marie Antoinette สร้างความไม่พึงพอใจต่อประชาชน ก่อให้เกิดการปฏิวัติฝรั่งเศส
    • และหนังจบลงที่ King Louis XVI และ Marie Antoinette อพยพหลบหนีออกจากพระราชวังแวร์ซาย

การนำเสนอผ่านมุมมอง Marie Antoinette ทำให้ผู้ชมรับรู้พบเห็นสิ่งเดียวกับตัวละคร เกิดความเข้าใจเหตุผล พฤติกรรม การกระทำ เพื่อสร้างความรู้สึกสงสารเห็นใจ ซึ่งนี่เป็นสิ่งผิดแผกแตกต่างจากโลกทัศน์ชาวฝรั่งเศสทั่วๆไป ครุ่นคิดเพียงมาดามราชีนีคือบุคคลโฉดชั่วร้าย สร้างความเดือดร้อนให้ประชาราษฏร์ สมควรถูกประหารด้วยกีโยติน

นั่นคือเหตุผลที่ทำให้หนังโดนโจมตีจากนักประวัติศาสตร์ และพวกหัวรุนแรงในฝรั่งเศส เพราะไม่มีการนำเสนอประเด็นการเมือง เหตุการณ์ภายนอกพระราชวังแวร์ซาย รวมถึงบิดเบือนหลายๆสิ่งอย่างเพื่อทำให้ผู้ชมรู้สึกสงสารเห็นใจ Marie Antoinette … แต่กาลเวลามันก็พานผ่านมากว่า 2-3 ศตวรรษแล้วนะครับ และจริงๆถ้าไม่มี Marie Antoinette ก็อาจไม่การปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. 1789-99 ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์แห่งมนุษยชาติเลยก็ว่าได้


ระหว่างที่ผกก. Coppola กำลังพัฒนาบทหนัง Marie Antoinette (2006) ติดต่อหา Brian Reitzell ซึ่งเคยร่วมงานในฐานะ Music Supervisor เมื่อครั้นสรรค์สร้าง The Virgin Suicides (1999) และ Lost in Translation (2003) พูดคุยถึงบรรยากาศ โทนหนัง ดนตรีที่อยากรับฟัง จากนั้น Reitzell ทำการรวบรวมบทเพลงของศิลปินอย่าง Bow Wow Wow, New Order, Adam Ant และอีกหลายๆแนวเพลง New Wave, Post-Punk ให้เธอรับฟังเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ

We decided early on that our approach would be a collage of different kinds of music. The soundtrack is a double disc, a post-punk-pre-new-romantic-rock-opera odyssey with some 18th century music and some very new contemporary music.

Brian Reitzell

ผกก. Coppola ไม่ได้ครุ่นคิดสร้างหนังสอนประวัติศาสตร์ โดยใช้บทเพลงคลาสสิกที่ซื่อตรงต่อยุคสมัย แต่ต้องการดนตรีที่แสดงความร่วมสมัย (Contemporary) เพื่อเป็นตัวแทนจิตวิญญาณของ Marie Antoinette แม้เกิดในศตวรรษ 18th แต่กลับโหยหาอิสรภาพ ต่อต้านขัดขืนพระราชพิธี ขนบประเพณี มีอุปนิสัยไม่แตกต่างจากหญิงสาวยุคสมัยใหม่ (ศตวรรษ 21st)


Opening Credit เริ่มต้นด้วยบทเพลง Natural’s Not In It (1979) แต่ง/ขับร้องโดย Gang of Four วงดนตรี Post-Punk สัญชาติอังกฤษ ซึ่งมีเนื้อคำร้องอารัมบทเรื่องราวของหนัง … แต่เชื่อว่าหลายคนพอได้ยินบทเพลงนี้ก็อาจหน้านิ่วคิ้วขมวด บังเกิดอคติ ยินยอมรับไม่ได้ ใช้บทเพลงร่วมสมัยกับหนังประวัติศาสตร์ได้อย่างไร??

เราต้องลองเปิดใจดูนะครับ อย่าเอาตัวเองไปยึดติดกับกรอบความคิดลักษณะนั้น มันคืออิสรภาพของผู้สร้าง (artistic choices) เราต้องทำความเข้าใจงานศิลปะด้วยเหตุผลและความตั้งใจ ทำเช่นนี้มีจุดประสงค์นัยยะอะไร ถึงสามารถพบเห็นความงดงามขั้นสูง

The problem of leisure
What to do for pleasure
Ideal love, a new purchase
A market of the senses

Dream of the perfect life
Economic circumstances
The body is good business
Sell out, maintain the interest

Remember Lot’s wife
Renounce all sin and vice
Dream of the perfect life
This heaven gives me migraine

The problem of leisure
What to do for pleasure

Coercion of the senses
We are not so gullible
Our great expectations
A future for the good

Fornication makes you happy
No escape from society
Natural is not in it
Your relations are of power

We all have good intentions
But all with strings attached

Repackaged sex keeps your interest
Repackaged sex keeps your interest
Repackaged sex keeps your interest
Repackaged sex keeps your interest
Repackaged sex keeps your interest
Repackaged sex keeps your interest

หนังไม่ได้มีแต่บทเพลงร่วมสมัยเท่านั้น Opus 17 แต่งโดย Dustin O’Halloran บรรเลงเปียโนระหว่าง Marie Antoinette เดินทางจาก Austria สู่พรมแดน France ท่วงทำนองมีความเศร้าโศกอยู่เล็กๆ แต่ก็แฝงอารมณ์ตื่นเต้น ระริกระรี้ เฝ้ารอคอยที่ได้พบเจอพระสวามี พบเห็นพระราชวังแวร์ซาย และเริ่มต้นชีวิตใหม่ในฝรั่งเศส

เกร็ด: โดยปกติแล้ว Opus หรือ Op. คือคำเรียกที่ใช้บ่งบอกจำนวนบทเพลงที่คีตกวีประพันธ์ขึ้น แต่ผมครุ่นคิดไม่ออกเหมือนกันว่าทำไมเพลงนี้ถึงใช้ชื่อ Opus 17 (จริงๆมันควรเป็น Opus 14 เพื่อสื่อถึงอายุ Marie Antoinette มากกว่านะ)

หลังจากปลดเปลื้องเสื้อผ้า ถอดทิ้งทุกสรรพสิ่งอย่างบริเวณพรมแดนระหว่าง Austria-France เปลี่ยนชื่อจาก Maria Antonia เป็น Marie Antoinette บทเพลง The Melody of a Fallen Tree (2004) แต่ง/บรรเลงโดย Windsor for the Derby วงดนตรี Post-Rock สัญชาติอเมริกัน, ใช้การลีดกีตาร์ พร้อมเสียงเห่าหอนหมาป่า มอบสัมผัสอันตราย ดินแดนแห่งความตาย สิ่งชั่วร้ายรายล้อมรอบ … ซึ่งก็สามารถสื่อถึงชนชั้นสูงในพระราชวังแวร์ซายได้เป็นอย่างดี

พระราชวังแวร์ซายปรากฎขึ้นครั้งแรกพร้อมบทเพลง I Don’t Like It Like This (2005) แต่งโดย Johan Duncanson บรรเลงโดย The Radio Dept, จริงๆบทเพลงนี้มีเนื้อคำร้อง แต่ในหนังจะได้ยินไม่ถึงจุดนั้น … แค่ชื่อเพลงก็บอกใบ้เรื่องราวอย่างชัดเจน ปฏิกิริยาแรกพบเห็นพระราชวังแวร์ซายของ Marie Antoinette รู้สึกไม่ชื่นชอบการต้อนรับสักเท่าไหร่

แน่นอนว่าช่วงเข้าพิธีอภิเสกสมรสระหว่างมกุฎราชกุมาร Louis-Auguste และเจ้าหญิง Marie Antoinette รวมถึงงานเลี้ยงเต้นรำ ย่อมใช้บทเพลงคลาสสิกมีชื่อ เพื่อสื่อถึงประเพณีที่มีความเก่าแก่ โบร่ำราณ อลังการด้วยพิธีรีตรอง ภายใต้ขนบกฎกรอบสังคม

ผมเลือกบทเพลงในงานเลี้ยงเต้นรำ นำจากอุปรากร-บัลเล่ต์ Les Indes galantes (1735) แปลว่า The Amorous Indies ประพันธ์โดย Jean-Philippe Rameau ร่วมกับ Louis Fuzelier นำเสนอเรื่องราวความรักยังสถานที่หรูหราต่างๆทั้งหมด 4 องก์ Ottoman Empire, Peru, Persia และ North America

สำหรับบทเพลง Menuets pour les Guerriers et Amazones I & II อยู่ในองก์สอง Les Incas, พื้นหลังประเทศ Peru นำเสนอเรื่องราวเจ้าหญิงชาว Inca ถูกลักพาตัวโดยนักสำรวจชาวสเปน (Spanish Conquistador) ไม่นานพวกเขาตกหลุมรักกัน แต่สุดท้ายชายคนนั้นก็ถูกเข่นฆ่าโดยชนพื้นเมือง Inca

กิจวัตรประจำวันวุ่นๆที่ Marie Antoinette ต้องประสบพบเจอ เรียนรู้พระราชพิธี ขนบประเพณีฝรั่งเศส จะได้ยินบทเพลง Concerto in G นำจาก Concerto for Strings in G major, RV 151 หรือ Concerto alla rustica (ภาษาอิตาเลี่ยนแปลว่า Rustic Concerto) ประพันธ์โดย Antonio Vivaldi ระหว่างปี ค.ศ. 1720-30

ในช่วงแรกๆ Marie Antoinette ยังมองสิ่งต่างๆที่พบเจอในแง่มุมสนุกสนาน เปิดโลกทัศน์ใหม่ มีอะไรๆให้เรียนรู้มากมาย (เรียกว่ายังอยู่ในช่วงโปรโมชั่นของ ‘cultural shock’) แต่ไม่นานนักเธอจักค่อยๆรับรู้จักสันดานธาตุแท้ของกลุ่มคนทั้งหลายเหล่านี้

Opus 23 ของ Dustin O’Halloran หลังจากที่ Marie Antoinette พักอาศัยอยู่พระราชวังแวร์ซายมาสักพักใหญ่ๆ ได้เรียนรู้ พบเห็น เข้าใจสิ่งต่างๆ กลับรู้สึกโดดเดี่ยว เปล่าเปลี่ยว เวิ้งว้างว่างเปล่า สถานที่แห่งนี้หาได้เป็นอย่างเคยเพ้อใฝ่ฝัน ภายนอกแม้มีความงดงามวิจิตรศิลป์ แต่จิตใจผู้คนกลับอัปลักษณ์พิศดาร

บทเพลงที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนทุกสิ่งอย่างก็คือ I Want Candy แต่งโดย Bert Berns, Bob Feldman, Jerry Goldstein, Richard Gottehrer, ต้นฉบับบันทึกเสียงโดย the Strangeloves เมื่อปี ค.ศ. 1965 ก่อนถูกเรียบเรียงใหม่โดย Bow Wow Wow วงดนตรี New Wave สัญชาติอังกฤษ เมื่อปี ค.ศ. 1980

แม้ชื่อเพลง I want Candy แต่สิ่งที่ Marie Antoinette ต้องการคือเค้ก “Let them eat cake” สัญลักษณ์ของการเลือกใช้ชีวิตอย่างมีสีสัน เหมือนเด็กน้อยชื่นชอบขนมหวาน ทำทุกสิ่งอย่างโดยไม่สนห่าเหวอะไรใคร

I know a guy who’s tough but sweet
He’s so fine, he can’t be beat
He’s got everything that I desire
He sets the summer sun on fire

I want candy
I want candy

Hey

I go to see him when the sun goes down
Ain’t no finer boy in town
You’re my guy, you’re what the doctor ordered
You’re so sweet, you make my mouth water

I want candy
I want candy

Hey

Candy on the beach, there’s nothing better
But I like candy when it’s wrapped in a sweater
Some day soon I’ll make you mine
Then I’ll have candy all the time

I want candy
I want candy
I want candy
I want candy

Hey
Hey
Hey
Hey
Hey

Hong Kong Garden (1978) แต่ง/ขับร้องโดย Siouxsie and the Banshees วงร็อคสัญชาติอังกฤษ, เป็นบทเพลงที่เริ่มต้นด้วยการประสานเสียงไวโอลิน ล่อหลอกผู้ฟัง/ผู้ชมให้นึกว่าเป็นงานเต้นรำ(หน้ากาก)ย้อนยุค บรรยากาศคลาสสิก แต่แล้วจู่ๆกลับเปลี่ยนเป็นเสียงร้อง กีตาร์วงร็อค ปรับอารมณ์แทบไม่ทัน

นี่ถือเป็นบทเพลงสะท้อนการเปลี่ยนแปลง สร้างความประหลาดใจ ก้าวเข้าสู่โลกยุคสมัยใหม่ … แต่เห็นว่าแรงบันดาลใจบทเพลงนี้ เกิดจากความประทับใจอันย่ำแย่ของ Siouxsie Sioux เมื่อเข้าไปในร้านอาหารชื่อว่า Hong Kong Garden

Harmful elements in the air
Symbols clashing everywhere
Reaps the fields of rice and reeds
While the population feeds
Junk floats on polluted water
An old custom to sell your daughter
Would you like number twenty three?
Leave your yens on the counter please

Ho-oh, ho-oh-oh-oh
Hong Kong Garden

Ho-oh, ho-oh-oh-oh
Hong Kong Garden

Oh oh, oh oh

Tourists swarm to see your face
Confucius has a puzzling grace
Disoriented you enter in
Unleashing scent of wild jasmine

Slanted eyes meet a new sunrise
A race of bodies small in size
Chicken Chow Mein and Chop Suey
Hong Kong Garden takeaway

La la la, la la la la la

Ho-oh, ho-oh-oh-oh
Hong Kong Garden

Ho-oh, ho-oh-oh-oh

Plainsong (1989) แต่ง/บรรเลงโดย The Cure ดังขึ้นหลังจากพิธีราชาภิเษก King Louis XVI เนื่องคำร้องบทเพลงนี้รำพันถึงวันสิ้นโลก ซึ่งสะท้อนจุดเริ่มต้นยุคสมัยแห่งหายนะ กำลังจะบังเกิดขึ้นกับประเทศฝรั่งเศส

“I think it’s dark and it looks like rain, ” you said
“And the wind is blowing
Like it’s the end of the world, ” you said
“And it’s so cold, it’s like the cold if you were dead”
Then you smiled for a second”

I think I’m old and I’m feeling pain, ” you said
“And it’s all running out
Like it’s the end of the world, ” you said
“And it’s so cold, it’s like the cold if you were dead”
Then you smiled for a second

Sometimes you make me feel
Like I’m living at the edge of the world
Like I’m living at the edge of the world
“It’s just the way I smile, ” you said

Kings of the Wild Frontier (1980) แต่ง/ขับร้องโดย Adam and the Ants วงดนตรี New Wave สัญชาติอังกฤษ ดังขึ้นระหว่างราชินี Marie Antoinette คบชู้/ร่วมเพศสัมพันธ์กับ Axel von Fersen ซึ่งเนื้อคำร้องยังสะท้อนพฤติกรรมอื่นๆ ถึงความไม่สนห่าเหวอะไรต่ออาณาประชาราษฎร์

A new Royal Family, a wild nobility, we are the family
A new Royal Family, a wild nobility, we are the family
A new Royal Family, a wild nobility, we are the family

I feel beneath the white
There is a redskin suffering
From centuries of taming

No method in our madness
Just pride about our manner
Antpeople are the warriors
Antmusic is the banner!

A new Royal Family, a wild nobility, we are the family
A new Royal Family, a wild nobility, we are the family

And even when you’re healthy
And your colour schemes delight
Down below those dandy clothes
You’re just a shade too white
Shade too white!
Shade too white!

I feel beneath the white
There is a redskin suffering
From centuries of taming…

I feel beneath the white
There is a redskin suffering
From centuries of taming…

Castor et Pollux (1737) อุปรากรห้าองก์ของ Jean-Philippe Rameau ซึ่งหนังนำ Acte I, Scène 3: Tristes apprêts, pâles flambeaux (แปลว่า Sad preparations, pale candles) ท่วงทำนองโหยหวย คร่ำครวญ รำพันความตายของสามีคนรัก ซึ่งในหนังเป็นช่วงสรุปย่อทายาทของ King Louis XVI กับ Marie Antoinette ให้กำเนิดโอรสทั้งหมดสี่พระองค์ แต่หลงเหลือรอดชีวิตขณะนั้นเพียงแค่สอง และหลังจากปรบมือให้การแสดงอุปรากร ใครต่อใครกลับมองด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยาม

Opus 36 บทเพลงแห่งการร่ำลา ฝูงชนเกรี้ยวกราดกำลังตรงเข้ามา ทำให้ King Louis XVI, Marie Antoinette, พระโอรสธิดา ต้องอพยพออกจากพระราชวังแวร์ซาย เสียงเปียโนท่วงทำนองเศร้าสร้อย แฝงความเจ็บปวดรวดร้าวทรวงใน ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าฉันทำผิดอะไรถึงถูกขับไล่

ทิ้งท้ายกับ Closing Credit บทเพลง All Cats are Grey (1981) แต่ง/บรรเลงโดย The Cure มอบสัมผัสหนาวเหน็บ เย็นยะเยือก ที่ราวกับวันสิ้นโลก โลกาวินาศ ความตายกำลังใกล้เข้ามาเยือน

แม้หนังไม่นำเสนอโชคชะตาของ King Louis XVI และ Marie Antoinette แต่ผู้ชมส่วนใหญ่น่าจะรับรู้อยู่แล้วว่า ทั้งคู่ถูกตัดสินโทษประหารชีวิตด้วยกิโยติน สอดคล้องเข้ากับบรรยากาศบทเพลงนี้ได้อย่างเทาๆ หมองหม่น ตกอยู่ในความหมดสิ้นหวัง

I never thought that I would find myself
In bed amongst the stones
The columns are all men
Begging to crush me
No shapes sail on the dark deep lakes
And no flags wave me home

In the caves
All cats are grey
In the caves
The textures coat my skin
In the death cell
A single note
Rings on and on and on

Marie Antoinette อาจคือมาดามราชินีผู้ชั่วร้ายในสายตาชาวฝรั่งเศส ด้วยอุปนิสัยเห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย สนเพียงพวกพ้องวงใน ไม่ปฏิบัติตัวเป็นแบบอย่างที่ดี ตามพระราชพิธี ขนบประเพณี วันๆเอาแต่กระทำสิ่งนอกรีตนอกรอย คบชู้สู่ชาย ไม่สนใจการบ้านการเมือง แถมพยายามควบคุมครอบงำพระสวามี King Louis XVI จัดเก็บเพิ่มภาษี ทำให้ข้าวยากหมากแพง ประชาชนต้องทนทุกข์ยากลำบาก สะสมความอึดอัดอั้น โกรธเกลียดเกรี้ยวกราด เลยถูกตีตราคนทรยศขายชาติ ต้องโค่นล้ม ปฏิวัติ และประหารชีวิตด้วยเครื่องกิโยติน

แต่เบื้องหลัง ที่มาที่ไป เพราะเหตุใด Marie Antoinette ถึงแสดงออกพฤติกรรม กระทำสิ่งนอกรีตนอกรอย สนเพียงตอบสนองความพึงพอใจ ไม่ยี่หร่าอะไรใคร ปล่อยให้ประเทศชาติล่มจม บอกประชาชนรับประทานเค้กแทนขนมปัง? นั่นต้องเท้าความถึงต้นกำเนิด เติบโตในฐานะเจ้าหญิงพระองค์ที่ 14 เคยมีอิสรภาพดั่งนกโบยบิน แต่หลังจากถูกหมั้นหมาย เข้าพิธีอภิเสกสมรสมกับมกุฎราชกุมาร Louis-Auguste ทำให้ต้องทอดทิ้งทุกสรรพสิ่งอย่าง อพยพย้ายสู่พระราชวังแวร์ซาย เรียนรู้พระราชพิธี ขนบประเพณี เต็มไปด้วยแรงกดดัน(เพราะพระสวามีไม่ยินยอมร่วมเพศสัมพันธ์) แถมยังรายล้อมรอบด้วยพวกเห็นแก่ตัว ชอบแก่งแย่งชิงดี เอาแต่ส่งเสียงซุบซิบนินทา พูดจาดูถูกเหยียดหยาม บรรยากาศไม่เป็นมิตรทำให้พระองค์พยายามปิดกั้น ราวกับนกในกรงขัง สูญเสียสิ้นอิสรภาพ แถมมิอาจดิ้นหลบหนีไปไหน

พอเจ้าหญิง Marie Antoinette กลายเป็นพระราชินีแห่งฝรั่งเศส เมื่ออำนาจอยู่ภายในกำมือ มันก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่จะทรงแบ่งปัน ยินยอมรับบุคคลเคยส่งเสียงซุบซิบนินทา พูดจาดูถูกเหยียดหยาม ให้ความสนใจเพียงพรรคพวกพ้อง ผองเพื่อนวงใน จากนั้นก็ใช้ชีวิตอย่างปลดปล่อย กระทำทุกสิ่งอย่างตามใจ ไม่จำเป็นต้องสนห่าเหวอะไรใครอีกต่อไป

Everything we did is based on research about the period, but it’s all seen in a contemporary way. My biggest fear was making a “Masterpiece Theatre” kind of movie. I didn’t want to make a dry, historical period movie with the distant, cold tableau of shots. It was very important to me to tell the story in my own way.

Sofia Coppola

ความตั้งใจของผกก. Coppola ไม่ได้ต้องการสร้างภาพยนตร์สอนประวัติศาสตร์ (Masterpiece Theatre ในบริบทนี้หมายถึงผลงานอ้างอิงตามเรื่องราว ประวัติศาสตร์ ดัดแปลงตามต้นฉบับอย่างเป๊ะๆ โดยไม่มีการปรับแก้ไขอะไร) แต่เพราะเธอคือศิลปิน ‘auteur’ จึงต้องการนำเสนอเรื่องราวที่มีความเป็นส่วนตัวออกมา

แบบเดียวกับ Lost in Translation (2003) ที่ทำให้ผู้ชมรู้สึก ‘Lost’ ในกรุง Tokyo, Marie Antoinette เดินทางมาถึงฝรั่งเศส ก็ราวกับสูญหาย หลงทาง ล่องลอยอยู่ในพระราชวังแวร์ซาย จะมองว่าเป็นอาการ ‘cultural shock’ จากเคยใช้ชีวิตอย่างอิสรภาพ ถูกจับมาอยู่ในกรงกักขัง บีบบังคับให้ต้องทำโน่นนี่นั่น จนเกือบจะสูญเสียความเป็นตัวของตนเอง

ผมไม่ครุ่นคิดว่าตัวละคร Louis-Auguste หรือ King Louis XVI จะมีความสัมพันธ์อะไรกับอดีตสามี Spike Jonze เพราะภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ใช่กึ่งอัตชีวประวัติของผกก. Coppola แต่ในแง่มุมของ King Louis XV และจักรพรรดินี Empress Maria Theresa of Austria อาจมองเป็นตัวตายตัวแทนบิดา-มารดา หรือคือ Francis Ford Coppola และ Eleanor Coppola (มารดาเป็นคนแนะนำหนังสือ Marie Antoinette: The Journey ให้กับบุตรสาว)

เช่นนั้นแล้ว Marie Antoinette ย่อมคือตัวตายตัวแทนของ Sofia Coppola ต่างได้รับการเลี้ยงดูราวกับเจ้าหญิง เคยมีชีวิตอยู่ภายใต้ขนบกฎกรอบ (เมื่อตอน The Virgin Suicides (1999) หนึ่งในเหตุผลที่ห้าสาวกระทำอัตวินิบาตกรรม เพราะการเลี้ยงดูอย่างเคร่งครัดของบิดา-มารดา ซึ่งอาจสะท้อนถึงครอบครัว Coppola ได้ด้วยกระมัง) ทำให้เธอโหยหาอิสรภาพ พยายามดิ้นหลุดพ้นร่มเงาบิดา ค้นพบตัวตนเองเมื่อครั้งสรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องแรก The Virgin Suicides (1999) และสร้างตำนานของตนเองกับ Lost in Translation (2003)

ว่ากันตามตรง Marie Antoinette สมควรได้รับยกย่องวีรสตรีเสียด้วยซ้ำไป (ไม่รู้เป็นความบังเอิญที่ชื่อ Marie ดันละม้ายคล้าย Marianne บุคลาธิษฐานประจำชาติฝรั่งเศส สตรีเพศผู้เป็นตัวแทนแห่งเสรีภาพ) แม้เธออาจคือราชินีผู้โฉดชั่วร้าย แต่สามารถเป็นตัวแทนหญิงสาวรุ่นใหม่ ยึดถือมั่นเสรีภาพชีวิต ไม่ต้องการอยู่ภายใต้ขนบกฎกรอบของผู้ใด


เข้าฉายรอบปฐมทัศน์ยังเทศกาลหนังเมือง Cannes ได้เสียงตอบรับทั้งปรบมือและส่งเสียงโห่ไล่ นักวิจารณ์บางคนยกให้เป็นตัวเต็ง ‘worthy of the Palme d’Or แต่กลับได้เพียงสองรางวัลนอกสายการประกวด (Palme d’Or ปีนั้นตกเป็นของ The Wind that Shakes the Barley (2006))

  • Palm Dog มอบให้กับเจ้า Mops
  • Cinema Prize of the French National Education System

ด้วยทุนสร้าง $40 ล้านเหรียญ จึงเป็นเรื่องยากทีเดียวจะคืนทุน ในสหรัฐอเมริกาทำเงินได้ $15.9 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลกประมาณ $60 ล้านเหรียญ ห่างไกลความสำเร็จของ Lost in Translation (2003) กว่าเท่าตัว

ช่วงปลายปีหนังยังได้เข้าชิงและคว้ารางวัล Oscar: Best Costume Design เพียงสาขาเดียว ไม่รู้เหมือนกันว่าถูกมองข้าม SNUB สาขา Best Art Direction และ Best Makeup ได้อย่างไร? (แต่ถึงเข้าชิงก็ได้รางวัลยากอยู่ เพราะผู้ชนะปีนั้นคือ Pan’s Labyrinth (2006))

เท่าที่ผมหาข้อมูลได้หนังยังไม่ได้รับการบูรณะ ใครที่มองหา Blu-Ray ฉบับสหรัฐอเมริกาจัดจำหน่ายโดย Choice Collection (ค่าย Sony), ฉบับอังกฤษของ Mill Creek Entertainment, และฉบับฝรั่งเศสโดย Pathé

รับชมหนังของผกก. Coppola ครึ่งแรกมักเต็มไปด้วยความโคตรๆๆน่าเบื่อหน่าย ผมสัปหงกไปหลายตื่น แต่เมื่อถึงกึ่งกลางเรื่อง ตัวละครมาถึงจุดเปลี่ยน ครึ่งหลังเป็นความบันเทิงอันน่าตื่นตาตื่นใจ โดยเฉพาะการแสดงของ Dunst มีความเจิดจรัส เปร่งประกาย ได้รับการปลดปล่อย ไม่จำต้องยี่หร่าอะไรใครอีกต่อไป

งานสร้างของหนังก็ชวนให้อ้าปากค้าง มีความงดงาม ตระการตา ต้องเรียกว่าวิจิตรศิลป์ และส่วนตัวชอบการใช้เพลงประกอบ New Wave & Post-Punk แสดงถึงความหัวขบถ ต่อต้านขนบ และยุคสมัยใหม่ (Post-Modern)

แนะนำหนังโดยเฉพาะกับนักประวัติศาสตร์ แม้เรื่องราวของ Marie Antoinette บิดเบือนความจริงค่อนข้างมาก แต่สิ่งทรงคุณค่าของหนังคือทำให้ผู้ชมขบครุ่นคิดในมุมกลับตารปัตร ‘เอาใจเธอมาใส่ใจฉัน’ อย่าฟังความข้างเดียว มาดามราชินีอาจไม่ได้โฉดชั่วร้ายอย่างที่ชาวฝรั่งเศสกล่าวหาไว้ก็เป็นได้!

จัดเรต 13+ กับการแต่งงานตอนอายุ 14 ชีวิตภายใต้กฎกรอบ แต่ฉันไม่ยี่หร่าอะไรใครเลยถูกขับไล่ออกจากพระราชวัง

คำโปรย | Marie Antoinette อาจคือมาดามหนี้ท่วมหัว แต่ผกก. Sofia Coppola พยายามนำเสนอมุมมองส่วนตัวของ Kirsten Dunst ก็แค่เด็กหญิงสาวรักอิสระคนหนึ่ง
คุณภาพ | วิจิศิป์
ส่วนตัว | สงสารเห็นใจ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: