Masculin Féminin

Masculin Féminin (1966) French : Jean-Luc Godard ♥♥♥♡

หลังหย่าร้างอดีตภรรยา Anna Karina ก็ถึงเวลาที่ Jean-Luc Godard ต้องก้าวเดินต่อไปกับ Masculin Féminin (1966) ทำการบันทึกภาพวัยรุ่นหนุ่ม-สาว ชาวฝรั่งเศส ช่วงทศวรรษ 60s เก็บฝังไว้ใน ‘Time Capsule’ แต่ดูแล้วรู้สึกเศร้าๆ เหงาๆชอบกล

แม้ว่า Masculin Féminin (1966) จะมีความใกล้เคียง Vivre Sa Vie (1962) พยายามใช้ความบริสุทธิ์ เรียบง่าย ‘Cinéma Pur’ ส่วนใหญ่ถ่ายทำการพูดคุยสนทนา บทสัมภาษณ์ถาม-ตอบ ออกในเชิงสารคดีบันทึกวิถีชีวิตหนุ่ม-สาว ฝรั่งเศสทศวรรษ 60s แต่ความไม่ค่อยหวือหวาของลูกเล่นลีลา ทำให้ผมรับรู้สึกถึงความเหนื่อยอ่อนล้า

รวมถึงการแสดงของ Jean-Pierre Léaud ที่สามารถคว้ารางวัล Silver Bear: Best Actor จากเทศกาลหนังเมือง Berlin รับบทวัยรุ่นหนุ่มอายุย่างเข้า 21 ปี (ยุคสมัยนั้นในฝรั่งเศส ถือว่าเพิ่งบรรลุนิติภาวะตามกฎหมาย) เวลาจะจีบสาวเต็มไปด้วยอาการพะว้าพะวัง ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง พอถูกเธอถามว่านัดเดทหรือพาไปร่วมรักหลับนอน ก่อเกิดปฏิกิริยาอ้ำๆอึ้งๆ แล้วฉันควรตอบยังไงดีละ?

Masculin Féminin (1966) สร้างขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านยุคสมัยของผกก. Godard จากเคยทำแต่หนังสะท้อนความสัมพันธ์แฟนสาว/ภรรยา Anna Karina แต่เมื่อไม่มีเธออยู่เคียงข้างกาย เขาจึงจำต้องมองหาที่พึ่งพักพิงแห่งใหม่ และภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ทำให้ได้ค้นพบเป้าหมายชีวิตดังกล่าว


Jean-Luc Godard (1930-2022) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์ สัญชาติ French-Swiss เกิดที่กรุง Paris บิดาเป็นนายแพทย์ชาว Swiss ฐานะร่ำรวย ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองหลบลี้ภัยอยู่ Switzerland, เริ่มรู้จักภาพยนตร์จากการอ่านบทความ Outline of a Psychology of Cinema เขียนโดย André Malraux ตามด้วยความสนใจนิตยสาร La Revue du cinéma จากนั้นเริ่มมีโอกาสพบปะผู้คนในวงการ, เมื่อปี 1950 สมัครเข้าศึกษาคณะมานุษยวิทยา University of Paris แต่ไม่เคยเข้าเรียนสักครั้ง เพราะไปหมกตัวอยู่ Ciné-Clubs ตามด้วย Cinémathèque Française รับรู้จักบรรดาพรรคเพื่อนผู้หลงใหลในศาสตร์ภาพยนตร์ François Truffaut, Jacques Rivette, Claude Chabrol, เคยร่วมกับ Éric Rohmer ก่อตั้งวารสาร La Gazette du cinéma แต่อยู่รอดแค่เพียงห้าฉบับ! จากนั้นได้รับคำชักชวนจาก André Bazin กลายเป็นนักวิจารณ์(คนแรกของกลุ่มที่ได้)ตีพิมพ์บทความลงนิตยสาร Cahiers du Cinéma ระหว่างนั้นก็ทดลองทำหนังสั้น และกำกับภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก Breathless (1960) ** ได้รับการยกย่องว่าคือจุดเริ่มต้นยุคสมัยใหม่ (Modern Cinema)

จุดเริ่มต้นของ Masculin Féminin เกิดจากผกก. Godard ได้รับมอบหมายจากโปรดิวเซอร์ Anatole Dauman ให้ดัดแปลงสองเรื่องสั้น Le Signal (The Signal) และ La femme de Paul (Paul’s Wife) ของนักเขียนชาวฝรั่งเศส Guy de Maupassant (1850-93) เพื่อเติมเต็มอีกหนังสั้น The Crimson Curtain (1952) ของ Alexandre Astruc ให้กลายเป็นภาพยนตร์ขนาดยาว (Anthology film)

แม้เจ้าตัวยินยอมตอบตกลง แต่พอเริ่มต้นโปรดักชั่นกลับทอดทิ้งรายละเอียดทุกสิ่งอย่าง ถ่ายทำโดยไร้ซึ่งบทภาพยนตร์ แถมไม่มีใครรับรู้ด้วยว่าทิศทางของหนังจะดำเนินไปเช่นไร! โดยสิ่งที่เชื่อมโยงกับสองเรื่องสั้นดังกล่าวประกอบด้วย ชื่อตัวละคร Paul และนำเสนอ ‘film within the film’ เรื่องราวของ Le Signal (The Signal) ระหว่างหนุ่มๆสาวๆกำลังรับชมอยู่ในโรงภาพยนตร์ … แค่นั้นละครับ


หนังนำเสนอผ่านมุมมองของ Paul (รับบทโดย Jean-Pierre Léaud) ชายหนุ่มวัย 21 ปี เพิ่งผ่านพ้นการเป็นทหารรับใช้ชาติ มีโอกาสพบเจอหญิงสาว Madeleine Zimmer (รับบทโดย Chantal Goya) มีความเพ้อฝันอยากเป็นนักร้อง แต่ขณะนั้นทำงานอยู่นิตยสารแห่งหนึ่ง เลยช่วยแนะนำเขาจนได้เข้าทำงานประจำ

หลังจาก Paul ได้ทำงานในนิตยสารแห่งนั้น พยายามจะชักชวน/นัดเดท Madeleine ทีแรกก็ยื้อๆยักๆ แต่สักพักก็ยินยอมความ พร้อมแนะนำให้รู้จักรูมเมท Elisabeth Choquet (รับบทโดย Marlène Jobert) และเพื่อนสนิทอีกคน Catherine-Isabelle (รับบทโดย Catherine-Isabelle Duport)

เรื่องราวนำเสนอวิถีชีวิตอันเรื่อยเปื่อยของ Paul พอมีโอกาสเมื่อไหร่จะต้องแสดงความคิดเห็นทางการเมือง (ว่าฝักใฝ่ Marxist) ขณะที่ความสัมพันธ์กับ Madeleine เดี๋ยวรักเดี๋ยวเลิก เดี๋ยวง้อเดี๋ยวงอน (อารมณ์ Coca-Cola) แต่เอาจริงๆเหมือนว่าเขาแอบชื่นชอบ Catherine-Isabelle (เธอก็เช่นเดียวกัน) แต่เพราะเพื่อนสนิทนั้นหมายปอง Robert Packard (รับบทโดย Michel Debord) เลยพยายามไม่แสดงออกอะไร


Jean-Pierre Léaud (เกิดปี 1944) นักแสดงสัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Paris บุตรของนักแสดง Jacqueline Pierreux ที่ไม่มีเวลาให้ลูกเท่าไหร่ เลยส่งไปโรงเรียนประจำยัง Pontigny ขณะนั้นอายุ 14 ขวบ พอได้ยินข่าวมีการคัดเลือกนักแสดงเด็ก ขึ้นรถไฟหนีมาทดสอบหน้ากล้อง โดดเด่นเข้าตา François Truffaut จนได้รับเลือกให้แสดงนำ The 400 Blows (1959) แล้วตัดสินใจเอาดีด้านนี้ ผลงานเด่นๆติดตามมา อาทิ Masculin Féminin (1966), Last Tango in Paris (1972), Day of Night (1973), The Mother and the Whore (1973) ฯ

รับบท Paul หลังจากเป็นทหารรับใช้ชาตินาน 16 เดือน รู้สึกเหมือนชีวิตสูญเสียสิ้นอิสรภาพ เต็มไปด้วยอคติต่อวงการทหาร เมื่อมีโอกาสทุกครั้งพยายามแสดงออกต่อต้านสงคราม! (รวมถึงฝักใฝ่ Marxist ต่อต้านระบอบเสรีทุนนิยม) แต่ด้านการใช้ชีวิตกลับยังกลัวๆกล้าๆ ดูละอ่อนวัยไร้เดียงสาในเรื่องความรัก กำลังเรียนรู้ ค้นหาตัวตน ด้วยการพยายามลอกเลียนแบบดาราภาพยนตร์ แต่แค่โยนบุหรี่เข้าปากยังทำไม่ค่อยสำเร็จ

ตั้งแต่ที่ Léaud เข้าสู่วงการภาพยนตร์ ก็เวียนวนอยู่ในกองถ่ายของบรรดาผู้กำกับรุ่น French New Wave ก่อนหน้านี้เคยช่วยงานและรับบท Cameo เล็กๆในหนังของผกก. Godard อาทิ Alphaville (1964), Pierrot le Fou (1965) และพออายุครบ 21 ก็ได้รับโอกาสแสดงนำ Masculin Féminin (1966) ครั้งแรกที่รับบทตัวละครผู้ใหญ่ … Truffaut คือผู้ค้นพบ Léaud แต่ Godard ส่งให้กลายเป็นดาราดัง

แม้บทพูดส่วนใหญ่จะครุ่นคิดโดยผกก. Godard แต่เห็นว่าเรื่องนี้มีการแอบสัมภาษณ์ (เดินกล้องขณะซ้อมบท) ทำให้นักแสดงพูดตอบคำถามแบบสดๆ แล้วทำการตัดต่อผสมผสานคลุกเคล้าฟุตเทจเหล่านั้นเข้าด้วยกัน นั่นทำให้หลายต่อหลายปฏิกิริยา คือการแสดงออกอย่างเป็นธรรมชาติของพวกเขาจริงๆ

สำหรับ Léaud มีความเด่นชัดเจนอยู่หลายครั้งมากๆ โดยเฉพาะท่าทางอ้ำๆอึ้งๆตอนจีบสาว พูดไม่ออกบอกไม่ถูก ไม่รู้จะตอบคำถามอะไรยังไง นั่นทำให้ผู้ชมรู้สึกเอ็นดูตัวละคร แต่เมื่อไหร่เขากระทำสิ่งที่อยู่ในความสนใจ (โดยเฉพาะการแสดงออกทางการเมือง) จักเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้า แสดงออกอคติอย่างชัดเจน ดูคลุ้มบ้าคลั่งเกินไปด้วยซ้ำ

It was in Masculin féminin that I noticed for the first time how he could be filled with anxiety rather than pleasure at the notion of finding himself in front of a camera … That first scene, in the café, was a painful experience for anyone looking at him with affection and not with an entomologist’s eye.

François Truffaut กล่าวชื่นชมการแสดงของ Jean-Pierre Léaud

Masculin Féminin (1966) ไม่เพียงเป็นผลงานการันตีความสามารถด้านการแสดงของ Léaud คว้ารางวัล Silver Berlin Bear: Best Actor แต่ยังคือ ‘ภาพจำ’ ที่จะติดตัวเขาไปอีกหลายสิบปี ตัวแทนชายหนุ่มหล่อแห่งทศวรรษ 60s ดูมีความเฉลียวฉลาด พูดน้ำไหลไฟดับ แต่ปวกเปียกเรื่องของความรัก … รับชม Masculin Féminin (1966) ทำให้ผมนึกถึง The Mother and the Whore (1973) มากๆเลยนะ


Chantal de Guerre (เกิดปี 1942) นักร้อง/นักแสดง เกิดที่ Saigon, French Indochina (ปัจจุบันคือ Ho Chi Minh, Vietnam) ในครอบครัวชาวฝรั่งเศส พอเกิดสงครามอินโดจีนก็หวนกลับประเทศ พออายุ 18 ตกหลุมรักแต่งงานกับนักร้อง/นักแต่งเพลง Jean-Jacques Debout ซึ่งเขาก็ช่วยผลักดันให้ออกซิงเกิ้ลแรก C’est bien Bernard แนว yé-yé (สไตล์เพลง Pop ได้รับความนิยมช่วงทศวรรษ 60s โดยมักมีคำร้องง่ายๆ ฟังติดหู ชวนให้ผู้ฟังโยกตาม เย้วเย้วๆๆ) บังเอิญพบเห็นโดยผู้กำกับ Jean-Luc Godard เลยชักชวนมาแสดงภาพยนตร์ Masculin Féminin (1966)

รับบท Madeleine Zimmer หญิงสาวหน้าหวาน ท่าทางระริกระรี้ ไม่ค่อยสนใจอะไรอื่นนอกจากกระทำตามเสียงเรียกร้องของหัวใจ อยากเป็นนักร้องออกอัลบัม มีชื่อเสียงประสบความสำเร็จ (ยึดติดกับระบอบเสรีทุนนิยม) ชื่นชอบเครื่องดื่ม Coca-Cola ดูเหมือนจะไม่ค่อยจริงจังเมื่อออกเดทกับ Paul แม้ปล่อยตัวจนตั้งครรภ์ ท้ายสุดหลังจากเขาเสียชีวิต ครุ่นคิดทำแท้งอย่างไร้เยื่อใย

ผมไม่ค่อยแน่ใจว่า Goya ย้อมผมดำตัดสั้นอยู่แล้ว หรือได้รับการร้องขอจากผกก. Godard เปลี่ยนมาเป็นทรงนี้เพื่อให้ดูละม้ายคล้าย Anna Karina จากเรื่อง Vivre Sa Vie (1962) ซึ่งจะว่าไปความสวยสดใส ระริกระรี้ ไม่ยี่หร่าอะไรใคร ครุ่นคิดอะไรก็พูดออกมา มองบางมุมก็มีความละม้ายคล้ายกันอยู่บ้าง

ความที่ Goya ไม่เคยมีประสบการณ์ด้านการแสดง ทั้งหมดที่พบเห็นจึงคือธรรมชาติของตัวเธอ ไม่ต้องปรุงแต่ง เพียงเล่นเป็นตนเอง พูดบอกความคิดเห็น แสดงปฏิกิริยาสีหน้า แต่ที่น่าประทับใจคือคำพูดกับภาษากาย มักมีความขัดแย้งกันบ่อยครั้ง (พูดอย่างหนึ่ง แต่รู้สึกอีกอย่างหนึ่ง) เต็มไปด้วยความกลับกลอกปอกลอก สนเพียงสร้างภาพ กระทำสิ่งตอบสนองความสนใจส่วนบุคคลเท่านั้น … เป็นตัวแทนมุมหนึ่งของหญิงสาวชาวฝรั่งเศส ช่วงทศวรรษ 60s


นักแสดงอีกคนหนึ่งที่ผมอยากพูดถึงแต่หาข้อมูลไม่ได้เลยคือ Catherine-Isabelle Duport เพราะในเครดิตแสดงภาพยนตร์เพียงไม่กี่เรื่องเท่านั้น ก่อนหน้านี้เคยเป็นตัวประกอบ The Soft Skin (1964) ตามด้วย Masculine Feminine (1966) และผลงานทิ้งท้าย The Departure (1967)

รับบท Catherine-Isabelle หนึ่งในรูทเมทของ Madeleine เหมือนจะตกหลุมรักแรกพบ Paul พยายามอ่อยเหยื่อ เกี้ยวพาราสี ให้ความสนใจทุกสิ่งอย่างที่เขาสนอกสนใจ ขณะเดียวกันแสดงปฏิกิริยาปฏิเสธต่อต้าน Robert ไม่ชอบที่เขารุกล้ำพื้นที่ส่วนตัว สัมผัสจับต้องโดยไม่ได้รับอนุญาต อาจเพราะเรื่องผิวพรรณของอีกฝั่งฝ่ายกระมัง

ตัวละครนี้มีลักษณะขั้วตรงกันข้ามกับ Madeleine เป็นคนซื่อตรง เอาจริงเอาจัง คำพูด-ภาษากายแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา ไม่ลีลาเล่นตัว แต่ทำได้เพียงแอบชื่นชอบ Paul เพราะเขามุ่งมั่นที่จะรักเดียวใจเดียว (กับ Madeleine) แม้ลึกๆก็เห็นชัดเจนอยู่ว่าแอบชื่นชอบเธออยู่เหมือนกัน

จะว่าไปสาวๆทั้งสามในหนัง ต่างคือภาพสะท้อนอิสตรียุคสมัยใหม่ที่มีความแตกต่างกันไปอย่างชัดเจน

  • Madeleine ภายนอกดูมีความสนใสร่าเริง โหยหาเสรีภาพ กระทำสิ่งตอบสนองความพึงพอใจ เลยไม่ยี่หร่าต่อเรื่องรักๆใคร่ๆ พร้อมสร้างภาพ/โกหกหลอกลวง เพื่อเติมเต็มความเพ้อใฝ่ฝัน
  • Catherine-Isabelle เป็นคนจริงจัง จริงใจ โหยหาชายใดที่ตรงสเป็ค พยายามอ่อยเหยื่อ เกี้ยวพาราสี ปฏิเสธต่อต้านใครอื่นที่ไม่ชอบพอ นนี่ก็แสดงให้เห็นว่าผู้หญิงจีบผู้ชายก็มีเหมือนกัน
  • สำหรับ Elizabeth เป็นแนวนางอิจฉา เพราะยังบริสุทธิ์ ไม่เคยร่วมรักชายใด เลยพยายามทำตัวสวยใส เรียกร้องความสนใจ เลยไม่มีใครเอา … เหมือนจะสื่อว่าผู้หญิงสายพันธุ์นี้จะไม่มีจุดยืนในอนาคต ซะงั้น!

ถ่ายภาพโดย Willy Kurant (1934-2021) เกิดที่ Liège, Belgium บิดา-มารดาเป็นผู้อพยพชาว Polish เชื้อสาย Jewish, วัยเด็กชื่นชอบอ่านนิตยสาร Cinematographer เริ่มจากทำงานเป็นช่างภาพนิ่ง จากนั้นได้ถ่ายทำสารคดี มีโอกาสฝึกงานที่ Pinewood Studios แล้วมาแจ้งเกิดภาพยนตร์ Masculin Féminin (1966), The Creatures (1966), ผลงานเด่นๆ อาทิ The Immortal Story (1968), Under the Sun of Satan (1987) ฯ

หลังจากร่วมงานกันมาโดยตลอดกับ Raoul Coutard ตั้งแต่ Breathless (1960) นี่เป็นครั้งแรกที่ ผกก. Godard ลองเปลี่ยนตากล้องคนใหม่ (เหมือนการเลิกราภรรยา Karina ก็เลยกำลังมองหาคนรักใหม่) แต่ผลลัพท์เหมือนไม่ค่อยน่าอภิรมณ์สักเท่าไหร่ จึงร่วมงาน Kurant เพียงครั้งนี้ครั้งเดียว … ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะที่จะหาตากล้องรู้ใจ

อาจเพราะการสื่อสารกับตากล้องคนใหม่ไม่ค่อยราบรื่น ผกก. Godard เลยไม่สามารถทำอะไรที่หวือหวา ท้าทาย เลยจำต้องหวนกลับหาความบริสุทธิ์ เรียบง่าย ‘Cinéma Pur’ แบบที่เคยทำกับ Vivre Sa Vie (1962) ถึงอย่างนั้น Masculin Féminin (1966) ก็ขาดเสน่ห์ ลวดลีลาที่ชวนให้ลุ่มหลงใหลเหมือนผลงานเก่าๆของ Coutard กลายเป็นภาพยนตร์กึ่งๆสารคดีทั่วไป … แต่จุดนี้ถือว่าโอเคอยู่นะ ไม่ดูปรุงปั้นแต่ง เรียบง่ายแบบธรรมดาๆ (แต่มันก็สามัญจนเกินไป)


ตอนแรกของหนังมีลักษณะไม่เชิงว่ามีเพียง 3 ช็อต แต่ผมเรียกว่านำเสนอจาก 3 มุมมอง

  • เริ่มต้นมุมมองบุคคลที่หนึ่ง จับจ้องแต่ใบหน้า Paul ขณะกำลังพูดแล้วจดบันทึกอะไรสักอย่าง (เริ่มจากพูดเป็นคำๆ ก่อนพัฒนาเป็นประโยค) พยายามโยนบุหรี่เข้าปาก (เลียนแบบดาราภาพยนตร์สักเรื่อง) นั่งอยู่ติดประตู พูดเตือนทุกครั้งเมื่อมีเปิดแล้วไม่ยอมปิด
  • ต่อด้วยมุมมองบุคคลที่สอง การมาถึงของ Madeleine Zimmer ทำให้มุมกล้องถ่ายให้เห็นชาย-หญิงอยู่ร่วมเฟรมเดียว พูดคุยสนทนา เกี้ยวพาราสี จากนั้นกล้องจะค่อยๆเคลื่อนเข้าหาหญิงสาว ตัดสลับกับใบหน้าของ Paul เพื่อแสดงถึงความค่อยๆเริ่มสนใจอีกฝั่งฝ่าย
    • เมื่อตอน Madeleine ถาม Paul เรื่องเกณฑ์ทหาร เขาก็พร่ำยาวเหยียดถึงมุมมองความเห็นส่วนบุคคล
  • มุมมองบุคคลที่สาม ถ่ายจากอีกฟากฝั่งทำให้เห็นบรรยากาศทั้งหมดในคาเฟ่แห่งนี้ จู่ๆมีคู่รักชาย-หญิง ขึ้นเสียงดัง ใช้กำลังรุนแรง และมีการหยิบปืนขึ้นมายิง สามารถเหมารวมถึงสภาพสังคม การเมือง ประเทศชาติ สิ่งนอกเหนือตัวเราเองและคนที่เรารับรู้จัก

แซว: บอกตามตรงว่าผมโคตรรำคาญการพูดทีละคำ/วลี ในช่วงมุมมองบุคคลที่หนึ่งอย่างมากๆ เพราะมันทำให้ปะติดปะต่อประโยคยาวๆที่ต้องการสื่อสารได้ยาก แต่นี่ละม้ายคล้ายแนวคิด Episches Theater (Epic Theatre) เพื่อสร้างความหงุดหงิดน่ารำคาญให้ผู้ชม ตระหนักรู้ถึงความแตกต่าง (ระหว่างภาพยนตร์-ชีวิตจริง) บังเกิดสติในการครุ่นคิด ไม่ใช่ปล่อยตัวปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับสิ่งที่ละคร/ภาพยนตร์นำเสนอออกมา

ลองอ่านบรรทัดหนึ่งแล้วหยุดค้างไว้สัก 2-3 วินาที ค่อยอ่านบรรทัดต่อไปดูนะครับ จะพบว่ามันเสียสมาธิมากๆ ยากจะปะติดปะต่อ ทำความเข้าใจภาพรวมทั้งหมด

Never do two …
gazes meet.
No sign …
of life. Silence.
Emptiness.
Warmth.
The light fades.
Nowhere
in the setting of this narrative
without boundaries,
telling of the monotony,
telling of the grind,
day after day.
Anonymous,
this young man from Marseilles
talking around the clock,
talking with others.
Sharing life,
unable
to be alone.
No sign anywhere.

เอาจริงๆมันยังมีมุมมองบุคคลที่สี่ ผมให้นิยามว่าคือสิ่งที่ไม่ได้อยู่ขอบเขตการรับรู้ของตัวเรา นั่นคือหลังจากสิ้นสุดเหตุการณ์ยิงกันของชาย-หญิงคู่นั้น หนังก็ร้อยเรียงภาพตึกสูงใหญ่ (สิ่งไม่มีชีวิต) ผู้คนในบาร์ (ฉากภายใน) และผู้คนบนท้องถนน (ฉากภายนอก) แต่ถึงไม่ได้อยู่ในสายตาตัวละคร แต่เรา(และผู้ชม)ก็รับรู้ว่ามันมีอยู่จริง (จะมองว่าคล้ายๆมิติที่สี่ก็ได้เช่นกัน)

การนำเสนอ 3-4 มุมมองบุคคลดังกล่าว เพื่อให้ผู้ชมเกิดความตระหนักถึงสิ่งสามารถสร้างอิทธิพลต่อตัวเรา ไล่เรียงจากตนเอง (บุคคลที่หนึ่ง) เพื่อนฝูง/ครอบครัว/คนรู้จัก (บุคคลที่สอง) สังคม (บุคคลที่สาม) และปัจจัยอื่นๆ (บุคคลที่สี่)

ตอนที่สอง Paul เดินทางมาพบเจอกับเพื่อนสนิท Robert Packard มีเรื่องราวของการเป็นอิทธิพล/แรงบันดาลใจให้กันและกัน ประกอบด้วย

  • ร่วมเซ็นชื่ออะไรสักอย่าง (ประเด็นการเมือง) ตรงเคาน์เตอร์บาร์
  • พูดคุยเรื่องการทำงานบนโต๊ะอาหาร (ประเด็นการงาน) ตำแหน่งที่กระจกเบลอๆ และจอโทรทัศน์ไม่ได้เปิดไว้
  • และเลียนแบบวิธีขอน้ำตาลจากโต๊ะอื่น (หญิงสาว) ถ่ายฝั่งประตูทางออก

ช็อตที่น่าสนใจก็คือ Robert แสดงวิธีขอน้ำตาลจากหญิงสาวที่นั่งอยู่อีกฟากฝั่ง แต่พอถึงคราวของ Paul กลับไม่ถ่ายให้เห็นซ้ำอีกครั้ง (เพียงจับจ้อง Robert หันกลับไปมองดู) นี่คงให้ต้องการผู้ชมครุ่นคิดจินตนาการว่าเขาจักทำสำเร็จหรือไม่ แทนที่จะเพลิดเพลินไปกับภาพพบเห็นเพียงอย่างเดียว … นี่ก็สอดคล้องแนวคิด Episches Theater (Epic Theatre) อีกเช่นกัน

การพูดคุยสนทนา เกี้ยวพาราสีระหว่าง Paul กับ Madeleine นำเสนอด้วยความเรียบง่ายโคตรๆ ยืนคุยกันหน้าห้องน้ำ ตัดสลับไปมาระหว่างสองตัวละคร นี่คือความบริสุทธิ์ ‘Cinéma Pur’ ให้ผู้ชมเพียงรับฟังและดื่มด่ำไปกับปฏิกิริยาของตัวละคร โดยไม่จำเป็นต้องครุ่นคิดค้นหาภาษาภาพยนตร์สักสิ่งอย่าง

ขณะที่ Paul ดูอ้ำๆอึ้งๆ เมื่อถูกถามว่าจะพาไปนัดเดทขึ้นร่วมรักหลับนอน เขาก็ไม่สามารถพูดตอบออกมาตรงๆ ยื้อๆยักๆ ยังไม่รับรู้ความต้องการของตนเอง ผิดกับ Madeleine ที่กล้าพูด กล้าถาม กล้าแต่งหน้าทาลิปสติก โดยไม่กลัวเสียภาพลักษณ์ต่อหน้าชายหนุ่ม นี่แสดงถึง’เสรีภาพ’ในการครุ่นคิดแสดงออก แม้ยุคสมัยนั้นแนวคิด Feminist ยังไม่ถือกำเนิด แต่ก็ใกล้การมาถึงของ Mai’68 มากๆแล้ว (จะมองว่านี่คือร่องรอยของวิวัฒนาการ Feminist ก็ได้เช่นกัน)

หญิงสาวที่มากับทหารอเมริกันคนนี้คือ Françoise Hardy เธอคือนักร้องระดับตำนานอีกคนของฝรั่งเศส ยุคสมัยนั้นเพิ่งเริ่มต้นจากการเป็นแนว yé-yé มีชื่อเสียงโด่งดังพอๆกับ Chantal Goya [แต่ปัจจุบันน่าจะเป็นรู้จักในระดับนานาชาติมากกว่านะ)

นี่เป็นฉากที่เอาฮามากๆ โดยเฉพาะลีลาการสูบบุหรี่ของ Paul ถามคำ ดูดคำ พ่นควัน สีหน้าดูเคร่งเครียดแบบเอาจริงเอาจัง เพราะต้องคอยทำไม่ให้คนขับรถสังเกตเห็นเพื่อนสนิทกำลังแอบทำอะไรบางอย่าง

และหลายคนอาจไม่ทันสังเกตซีเควนซ์นี้ ไม่เพียง Robert ที่แอบทาสีข้อความ Paix au Vietnam (แปลว่า Peace in Vietnam) แต่ยังมีชายด้านหลังที่กำลังทาสีบานหน้าต่าง ใครสามารถทำความเข้าใจก็อาจขำกลิ้งจนท้องแข็ง

ผมอ่านประโยคนี้ เหมือนคำพูดของผกก. Godard กำลังด่าทอ Anna Karina ยังไงยังงั้นเลยนะ!

And you, your dream is to be like a Hollywood hooker. Money is all you think about. It’s written all over your face. They just don’t get it.

สังเกตด้านหลังของหญิงสาวผมบลอนด์ ยังคือป้ายโฆษณาขายโทรทัศน์ สอดคล้องกับคำพูดที่กำลังโดนดูถูกเหยียดหยามขณะนี้นั้นแล ซึ่งเมื่อถึงจุดๆหนึ่งเธอก็มิอาจอดรนทนอีกต่อไป หยิบปืนขึ้นมา … แล้วให้ผู้ชมครุ่นคิดจินตนาการต่อเอง

For me, fist of all, sexuality means skin.

คำพูดประโยคนี้ของ Catherine-Isabelle สะท้อนค่านิยมของโลกยุคสมัยใหม่ (จนถึงปัจจุบัน) อย่างแรกเลยก็คือมองรูปลักษณ์ เปลือกภายนอก ผิวพรรณนวลผ่องของอีกฝั่งฝ่าย โดยไม่สนหรอกว่าอีกฝั่งฝ่ายอุปนิสัยดี-ชั่ว มีคุณธรรม-ไร้มโนธรรม เคยพานผ่านกระทำอะไรๆใดๆมา เพียงแค่สามารถตอบสนองตัณหา กระตุ้นเพลิงราคะ เติมเต็มรสนิยมทางเพศ ก็เหลือเฟือแล้วละ เพราะถ้าอีกฝ่ายทำตัวไม่ถูกใจ ก็บอกเลิกราหย่าร้างแล้วไปมองหาคนใหม่ … เอาจริงๆโลกทัศนคติเช่นนี้เลวร้ายกว่า polygamy เสียอีกนะ! แต่เป็นสิ่งที่ผู้คนยุคสมัยนี้ให้การยินยอมรับ และเรียกมันว่าเสรีภาพทางเพศ

ในวันที่ Madeleine กำลังออกซิงเกิ้ลใหม่ Paul พาเธอมายังคาเฟ่แห่งหนึ่ง ท่าทางลุกรี้ลุกรน ต้องการพูดบอกอะไรบางอย่าง แต่ไม่ว่าจะเคลื่อนย้ายไปแห่งหนไหน พื้นที่สาธารณะกลับไม่มีความเป็นส่วนตัวเลยสักนิด!

  • ตำแหน่งแรกบาร์/เคาน์เตอร์ แต่มีบริกรเดินไปเดินมาไร้ความเป็นส่วนตัว
  • เข้าไปด้านหลังโต๊ะแทงสนุ๊กเกอร์ เสียงดังหนวกหู (จริงๆแล้วสนุกเกอร์ สามารถตีความในแง่มุมของการมี Sex ได้ด้วยนะครับ)
  • พอมานั่งริมหน้าต่าง ก็ได้ยินโต๊ะข้างๆเอาแต่พูดคุยเรื่องเสื้อบรา กางเกงใน เปิดดูภาพสาวๆสวยๆแล้ววิจารณ์แบบหื่นกระหาย
  • ย้ายมานั่งมานั่งกลางร้าน ก็ได้อีกยินโต๊ะข้างๆกำลังพูดคุย เกี้ยวพาราสี ชายคนหนึ่งกำลังขายขนมจีบหญิงสาว
  • Madeleine เลยตัดสินใจจะออกไปจากร้าน Paul เลยพูดสู่ขอแต่งงานตรงตำแหน่งประตูทางออก แต่ได้รับคำตอบปฏิเสธ นี่ไม่ใช่เวลาที่ฉันตอบคำขอดังกล่าว

ซีเควนซ์นี้แสดงให้ถึงความสนใจที่ไม่ตรงกันของ Paul ต้องการสู่ขอแต่งงาน, Madeleine รอคอยเติมเต็มความเพ้อใฝ่ฝัน, เรียกว่าชาย-หญิงยุคสมัยนั้น (จนถึงปัจจุบันนี้) ต่างมีความเห็นแก่ตัว ‘ปัจเจกบุคคล’ สนเพียงกระทำสิ่งตอบสนองความต้องการของตนเองเท่านั้น

หลายคนอาจมองว่า Paul ไม่รู้จักเวล่ำเวลา ไร้กาละเทศะ แต่เราต้องครุ่นคิดด้วยว่าเพราะเหตุใดเขาถึงเร่งรีบร้อนรน สู่ขอแต่งงาน Madeleine รวดเร็วปานนี้? (เหมือนจะคบกันได้ไม่กี่วันเองกระมัง) ผมคาดคิดว่าน่าจะเป็นอิทธิพลจากสภาพสังคม การต้องเป็นทหารนานถึง 16 เดือน มันช่างโดดเดี่ยวอ้างว้าง ความตายอยู่ใกล้แค่เอื้อม เลยต้องการใครสักคนสามารถเป็นที่พึ่งพักพิงทั้งร่างกายและจิตใจ

ตรงกันข้ามกับฝั่งของ Madeleine เพศหญิงไม่ได้ถูกบังคับให้ต้องเกณฑ์ทหาร เธอจึงใช้ชีวิตอย่างเสรีภาพ แต่ก็รับอิทธิพลจากวัฒนธรรม เทรนด์แฟชั่น (ส่งตรงมาจากสหรัฐอเมริกา) บังเกิดความเพ้อใฝ่ฝัน ต้องการเป็นนักร้อง มีชื่อเสียง ประสบความสำเร็จ ครอบครัวและการแต่งงานจึงเป็นเรื่องรองๆลงมา … การมีเพศสัมพันธ์ไม่ได้แปลว่าต้องหมายถึงการแต่งงานอีกต่อไป (เช่นกันกับการนัดเดท ไม่ได้แปลว่าต้องจบลงบนเตียงเสมอไป)

แซว: ชื่อตอนนี้ The mole has no consciousness, yet it burrows in a specific direction สามารถสื่อถึงความขัดแย้งเล็กๆตลอดทั้งซีเควนซ์นี้ (ตำหนิจากไฝเม็ดเล็กๆ) สร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นติดตามมามากมาย

เสาเหล็กแบ่งแยก Paul และสาวๆ (Madeleine & Elisabeth) นี่เป็นช่วงเวลาที่พวกเขาไม่สามารถพูดคุยสื่อสาร ปรับความเข้าใจ หงุดหงิดในเรื่องที่ตนเองเรียกร้องแล้วอีกฝั่งฝ่ายไม่ยินยอม ปฏิเสธประณีประณอม เพียงแสดงออกด้วยความไม่พึงพอใจ

แซว: ขณะที่ Paul สั่งน้ำเปล่า, Madeleine กำลังดื่ม Coca-Cola (น้ำขาว vs. น้ำดำ แต่ชุดที่สวมใส่กลับสลับสีกัน)

ความเกรี้ยวกราดของ Paul ที่ไม่ได้รับคำตอบใดๆจาก Madeleine ผมครุ่นคิดว่าถ้าเขามีเงินมาพอคงจะซื้อบริการหญิงสาวคนนั้นแน่ๆ แต่เพราะความจนก็เลยได้แค่เข้าห้องอัดเสียง แล้วพูดพร่ำพรรณาถึงความรัก สำหรับเป็นจดหมายแผ่นเสียงส่งมอบให้กับเธอ

I want to live with you. You’ll stand me up tonight. The stars are falling. Madeleine, here we are in the big city. Madeleine, imagine something written like this: “Astor, the modern man’s cigarette.” Remember, you’d just climbed out of the pool. The same record was playing. Remember, remember. December 5, 1965. The stars. I want to live with you! Yes, a brunette in a bikini. We’ll play table football. Sure! Look! This is the airfield. You put on your lipstick and hold me tight. We’ve taken off. “This is the control tower. Boeing 737 calling Caravelle. Paul calling Madeleine!”

และการจบซีเควนซ์นี้ด้วยชายคนหนึ่งกระทำอัตวินิบาต เอามีดทิ่มแทงตนเอง เหมือนต้องการล้อความผิดหวังของ Paul ถ้าไม่ได้ครองคู่แต่งงานกับ Madeleine (หรือถ้าไม่ได้ระบายความอัดอั้นลงในแผ่นเสียง) ก็อาจเลือกจบชีวิตลักษณะนี้ได้เช่นเดียวกัน

Paul เล่าเรื่องที่รู้สึกเหมือนตนเองถูกติดตามโดย Stalker ให้กับเพื่อนสนิท Robert ในร้านซักรีดแห่งหนึ่ง พร้อมกับเดินวนไปวนมา เวียนซ้ายเวียนขวา (เหมือนเครื่องซักที่ปั่นผ้าวนไปวนมา) จนท้ายที่สุดก็ไม่เข้าใจว่าเกิดห่าเหวอะไรขึ้น … ผมเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าต้องการสื่อถึงอะไร แต่ครุ่นคิดว่าน่าจะเป็นจุดหมุนของหนัง หลังจากนี้ทุกสิ่งจะเริ่มกลับตารปัตรจากครึ่งแรก

An article on Bob Dylan. He’s a Vietnik, you know. It’s a Yank word, a cross between “beatnik” and “Vietnam.”

สำหรับคนไม่รับรู้จัก Beatnik หรือ Beat Generation (แสลงของ beaten down) คือคำเรียกกลุ่มคนช่วงหลังสงครามโลกครั้งทั้งสอง ปลายทศวรรษ 40s ถึงกลางทศวรรษ 60s ที่มีพื้นฐานเจตนารมณ์ต่อต้านวัตถุนิยมทั้งปวง ค้นหาจิตวิญญาณ ตระหนักถึงคุณค่าชีวิต เปิดรับยาเสพติด และเชื่อมั่นในเสรีภาพ (ฮิปสเตอร์ที่มาก่อนกาล) โดยสถานที่พบปะสังสรรค์จะตามร้านกาแฟที่เต็มไปด้วยควันบุหรี่ บทเพลง Blues & Jazz ถกกันเรื่องศิลปะและบทกวี

แซว: ทีแรกผมนึกว่า Paul และ Robert ขับร้องบทเพลงของ Dylan แต่ไม่พบเจออะไรใดๆ ถึงอย่างนั้นก็ทำให้รับรู้จักเพลงชื่อ Talkin’ John Birch Paranoid Blues (1963) ซึ่งมีทำนองเสียดสีล้อเลียน Adolf Hitler ได้อย่างเจ็บแสบกระสันต์ รวมถึงกล่าวหา ปธน. Eisenhower, Lincoln, Jefferson, Roosevelt ว่าเป็นสายลับจากรัสเซีย … เป็นบทเพลงที่มีความยียวนกวนประสาทไม่เบา

Ever realize that in “masculine” there’s “mask” and “ass”?

ภาษาฝรั่งเศส masculin แปลว่า male เพศชาย, ส่วน masque แปลว่า mask (คงเป็นการเล่นคำเฉยๆ), และคำว่า cul แปลว่า ass, นี่ทำให้ผมนึกถึงภาพวาดใบหน้าซ้อนทับบั้นท้ายจาก Alphaville (1964) อีกแล้วสิ!

สังเกตว่า Catherine-Isabelle พยายามอ่อย Paul ด้วยการปอกกินกล้วยบนโต๊ะอาหาร จากนั้นอ่านข้อความจากหนังสือ ผมไม่แน่ใจว่าชื่อเรื่องอะไร แต่เห็นว่าแต่งโดย Marquis de Sade (1740-1814) นักเขียนชาวฝรั่งเศส ผลงานของเขามักจะเน้นเสรีภาพสุดโต่ง ไม่ถูกจำกัดด้วยจริยธรรม ศาสนา หรือกฎหมาย และมุ่งเน้นสุขารมณ์ส่วนตัวเป็นหลักใหญ่ ผ่านการทรมานร่างกายในรูปแบบต่าง อันเป็นที่มาของคำว่า ซาดิสม์ (Sadism)

Dear Marquis, how content you appear. All things delight you. Nothing mars your cheer. Can you in perfect honesty declare that you’ve a right to be so debonair?”

ขณะที่ Madeleine บอกว่าเพลงคลาสสิกของ Paul ไม่ได้มีความไพเราะเอาเสียเลย ผิดกับ Catherine-Isabelle เดินนั่งรับฟังด้วยความลุ่มหลงใหล ใคร่สนใจ เป็นบุคคลใกล้ตัวที่แอบชื่นชอบ คอยให้การช่วยเหลือสนับสนุน แต่เขาไม่สามารถแสดงอะไรใดๆออกมา (เพราะไม่ต้องการแก่งแย่งหญิงสาวที่เพื่อนรักหมายปอง) … เอาจริงๆช็อตนี้ถ่ายภาพสะท้อนในกระจก แสดงว่าลึกๆ Paul ก็แอบมีใจให้ Catherine-Isabelle อยู่บ้างเช่นกัน

Paul นอนเตียงเดียวกับ Madeleine และ Elisabeth ว๊าว! นี่ถือเป็นเสรีภาพทางเพศของชาวฝรั่งเศส ที่กำลังวิวัฒนาการก่อนกาลมาถึงของ Mai’68 เพราะการอยู่ร่วมเตียงเดียวกันไม่ได้หมายความว่าต้องมีเพศสัมพันธ์ แต่ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่คงไม่ครุ่นคิดเช่นนั้น

แต่จะว่าไปการยืนก้มหน้า สภาพเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า จับจ้องมองถ้วยชามที่ยังวางเรียงราย ให้ความรู้สึกเหมือน Paul เพิ่งเสร็จสิ้นกามกิจกับ Madeleine และเกิดความตระหนักว่าอาจทำเธอตั้งครรภ์

ซึ่งพอเดินออกไปยังห้องนั่งเล่น พบเห็น Catherine-Isabelle กำลังยุ่งวุ่นกับกิโยตีน เครื่องประหารตัดศีรษะ แต่ให้ความรู้สึกเหมือน Paul เองนะแหละที่กำลังหัวขาด! ซึ่งพอหญิงสาวหันมาสบตาหน้ากล้อง “Breaking the Fourth Wall” ก็จักได้ยินเสียงสุนทรพจน์จากวิทยุ ครั้งที่หนึ่ง ครั้งที่สอง และครั้งที่สามมาพร้อมเสียงปืนแห่งเสรีภาพ!

การสัมภาษณ์ Mademoiselle 19 ans (Miss 19) ดูแล้วน่าจะเป็นการถาม-ตอบแบบสดๆ (ผกก. Godard คงจะมีโพยคำถามให้ Jean-Pierre Léaud กระมังนะ) ซึ่งคำตอบของเธอสามารถอธิบายหลายๆเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหนัง สะท้อนค่านิยมวัยรุ่นหญิงสาวยุคสมัยนั้น โดยเฉพาะความไม่ยี่หร่าต่อการเมือง ยังไม่อยากแต่งงานมีบุตร โหยหาเสรีภาพ เพื่อกระทำสิ่งตอบสนองความต้องการ/เพ้อใฝ่ฝันของตนเอง

Paul: Do you think socialism still has a future?
Miss19: Socialism? Is that what you asked? I’m not qualified to answer. I know nothing about it.

Paul: Do you want children?
Miss19: Yes. Later. Not now.
Paul: Why later? Why not now?
Miss19: Because now I’d like to live, be independent, do as much as I can on my own. So children are out.

ผมครุ่นคิดหาเหตุผลอยู่ตั้งนานว่าชายคนขวามือ แม้งใครว่ะ? จะแทรกเข้ามาอยู่ในรักสามเส้าหรืออย่างไร? จนกระทั่งเขาลุกเดินหนีจากไป เลยตระหนักได้ว่าเป็นความพยายามล้อกับฉากก่อนหน้า Paul พยายามสู่ขอแต่งงาน Madeleine แต่ไม่ว่าจะย้ายไปนั่งตรงไหนก็ล้วนมีบางสิ่งอย่างสร้างความรำคาญใจ … มาคราวนี้กลับกลายเป็น Paul และ Elisabeth สร้างความรำคาญให้ผู้อื่นเสียเอง จนอีกฝ่ายต้องลุกหนีจากไป

เมื่อตอน Paul พยายามสู่ขอแต่งงาน Madeleine เขาสลับสับเปลี่ยนที่นั่งอยู่หลายครั้ง จะว่าไปในคาเฟ่แห่งนี้นำเสนอในลักษณะกลับตารปัตร Paul นั่งอยู่เฉยๆ เปลี่ยนมาจับจ้องมองโต๊ะอื่นๆแทน

  • Paul กำลังเล่นพินบอล, Elisabeth คุยโทรศัพท์
  • Paul และ Elisabeth มานั่งรับประทานอาหาร จนชายที่นั่งอยู่ข้างๆลุกหนีจากไป
  • การมาถึงของ Madeleine นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม Paul และ Elisabeth
  • จับจ้องมองชายคนที่ลุกจากไป กับหญิงสาวที่เคยพบเห็นตั้งแต่ตอนต้นเรื่อง (คนที่หญิงแฟนหนุ่มเสียชีวิต)
  • และสุดท้ายคือการรับเชิญ (Cameo) ของ Antoine Bourseiller และ Brigitte Bardot

เอาจริงๆผมไม่ค่อยแน่ใจ Elisabeth ว่าแอบชื่นชอบ Paul รึเปล่า? แต่ฉากนี้ผมรู้สึกว่าเธอต้องการจะปกป้อง Madeleine ด้วยการกีดกัน แทรกกลาง ไม่ยินยอมให้นั่งเคียงข้าง (ถ่ายให้เขาเกือบหลุดเฟรมด้วยนะ) ด้วยเหตุนี้ Paul เลยย้ายไปนั่งอีกฟากฝั่งของ Catherine-Isabelle ไม่ได้ครุ่นคิดอะไร แต่ทำให้ฝ่ายหญิงกระหยิ่มยิ้มอย่างพึงพอใจ และหลังกลับจากเข้าห้องน้ำ Madeleine จึงขอสลับที่กับ Catherine-Isabelle เพื่อให้ได้นั่งพิงไหล่ชายคนรัก

แม้เรื่องราวของหนังจะเน้นความสัมพันธ์ชาย-หญิง โดยเฉพาะเสรีภาพทางเพศของอิสตรี แต่ผู้กำกับ Godard คงตระหนักถึงประเด็นรักร่วมเพศ (Homosexual) ที่ก็ค่อยๆเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน จึงแทรกใส่ฉากจุมพิตชาย-ชาย แต่ปฏิกิริยาของ Paul เขียนข้อความที่แม้เกี่ยวกับการเมือง แต่ถือเป็นการแสดงทัศนะไม่เห็นด้วยกับเรื่องพรรค์นี้สักเท่าไหร่

ตลอดทั้งซีเควนซ์การรับชมหนัง (โป๊) ในโรงภาพยนตร์นี้ มักถูกขัดจังหวะที่สร้างความน่าหงุดหงิดจาก Paul หาข้ออ้างออกมาเข้าห้องน้ำ พร่ำบ่นเรื่องอัตราส่วนภาพ ขณะเดียวกันเขาก็ยังแอบแสดงความคิดเห็นด้านการเมือง … นี่เป็นความพยายามจะเปรียบเทียบถึง ความสัมพันธ์ชาย-หญิง เรื่องรักๆใคร่ๆบนเตียงนอน ไม่แตกต่างจากสงคราม การเมือง ความขัดแย้งระหว่างประเทศชาติ!

หลังจาก Paul ไปพร่ำบ่นอัตราส่วนการฉายภาพยนตร์ต้องให้ได้มาตรฐาน ISO อะไรสักอย่าง! ระหว่างทางกลับพบเห็นชาย-หญิง กำลังโอบกอดพรอดรัก แต่ก็ดูเหมือนถูกลวนลาม ซึ่งล้อกับภาพยนตร์ที่ฉายอยู่ขณะนั้นเพิ่งพานผ่านฉากข่มขืน … ก่อนสุดท้ายหญิงสาวกลับสมยินยอมให้ฝ่ายชาย ซะงั้น!

เกร็ด: Film within the Film เรื่อง The Signal เดินทางไปถ่ายทำยัง Scandic Hotel Continental ณ กรุง Stockholm ประเทศ Sweden เพื่อให้มีลักษณะล้อเลียนแบบหนังของผกก. Ingmar Bergman ซึ่งเมื่อเจ้าตัวรับรู้เข้าก็เลยหาโอกาสรับชม (ฝืนทนเพราะไม่ได้ชื่นชอบผลงานของผกก. Godard สักเท่าไหร่) และแสดงความคิดเห็นว่า “a classic case of Godard: mind-numbingly boring”.

ความร้ายกาจของผกก. Godard คือบอกนักแสดงว่าภาพยนตร์ที่กำลังฉายอยู่คือ Gone with the Wind (1939) แต่แท้ที่จริงแล้วภาพที่ตัดมาให้ผู้ชมพบเห็นไม่ต่างจากหนังเรต X นักแสดงกำลัง ‘blowjob’ และนี่คือปฏิกิริยาแสดงออกทางสีหน้าของเขาและพวกเธอ … ทำเอาผมตกหลุมรัก Catherine-Isabelle โดยพลัน!

แซว: ดูจากปฏิกิริยาสีหน้า เหมือนว่า Paul จะอดรนทนดูไม่ได้ จึงสรรหาข้ออ้างเรื่องอัตราส่วนภาพ รวมถึงพยายามโน้มน้าว Madeleine ออกไปทำอย่างอื่นดีกว่า ผิดกับสาวๆต่างเต็มไปด้วยความลุ่มหลงใหล ใคร่สนใจ คงสร้างความตื่นเต้นเร้าใจทางเพศได้ดีทีเดียว

ล้อกับฉากที่ Paul สนทนา/เกี้ยวพาราสี Madeleine มาคราวนี้ Robert พยายามทำแบบเดียวกันกับ Catherine-Isabelle แต่เธอกลับรักษาระยะห่าง หลายครั้งพูดบอกนั่นเรื่องส่วนตัวไม่อยากตอบคำถาม ช่วงท้ายๆเมื่อทั้งสองอยู่ร่วมเฟรมเดียวกัน สังเกตว่าใบหน้าของฝ่ายชายถูกบดบังด้วยตู้เก็บของ บ่งบอกว่าฉันไม่ใคร่สนใจเธอ

แซว: กล้วยวางอยู่หลังตู้เย็น ซึ่งพอดิบพอดีกับบริเวณศีรษะ นั่นสามารถสื่อถึงในความครุ่นคิดของ Catherine-Isabelle มีแต่เรื่องของพันธุ์นั้น แต่ระหว่างสนทนากับ Paul กลับเพียงกัดแทะแอปเปิ้ล (จะกินกล้วยเฉพาะต่อหน้า Paul) สัญลักษณ์ของสิ่งต้องห้ามในสวนอีเดน … จะมองว่าเธอคือบุคคลต้องห้ามของ Robert หรือจะมองว่าการแอบรัก Paul เป็นสิ่งต้องห้ามก็ได้เช่นกัน

นี่น่าจะเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกๆเลยกระมังที่มีการอ้างอิงถึงการเผาตัวเองจนมรณภาพของพระภิกษุ Thích Quảng Đức เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ค.ศ. 1963 แต่ก็ไม่ได้พูดกล่าวถึงตรงๆ หรือนำเสนอภาพการเผาให้ผู้ชมพบเห็น เพียงชายคนหนึ่งจู๋ๆเดินเข้ามาขอไม้ขีดไฟ ถือถังน้ำมันเดินผ่านไป และคำพูดเล่าบอกของ Paul ที่เหลือคือความครุ่นคิดจินตนาการของผู้ชม

แต่หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวจบสิ้นลง ช็อตสุดท้ายของซีเควนซ์นี้ทำราวกับไม่เคยมีอะไรบังเกิดขึ้น ผู้คนยังใช้ชีวิตอย่างปกติบนท้องถนน … นี่เป็นการวิพากย์วิจารณ์ความเสียสละครั้งยิ่งใหญ่ แต่มันกลับไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงประการใด แค่กลายเป็นเพียงสิ่งอ้างอิงกล่าวถึงในหลายๆผลงานศิลปะเท่านั้นเอง T_T

แซว: ผมเพิ่งมาสังเกตว่า Catherine-Isabelle สวมเสื้อโค้ทกันฝน (ล้อกับชายคนนั้นที่ถูกไฟครอกเสียชีวิต) ที่อ้างอิงจากภาพยนตร์ Port of Shadows (1938) ของผู้กำกับ Marcel Carné

แม้มายืนอยู่ตรงเบื้องหน้า Madeleine กลับทำเหมือนมองไม่เห็น Paul ยังคงขับร้องเพลง กระทำสิ่งตอบสนองความสนใจของตนเอง (ผิดกับ Paul ที่พยายามแสดงออกให้ใครต่อใครเห็นว่า เธอคือแฟนสาวของฉัน!) นั่นรวมไปถึงการให้สัมภาษณ์นักข่าวแล้วบอกว่าเขาคือผู้ช่วย คนขับรถ ปฏิเสธความสัมพันธ์ชาย-หญิง ทำราวกับไม่เคยมีอะไรบังเกิดขึ้นเช่นกัน!

แซว: เมื่อเข้ามาในห้องอัดเสียงแห่งนี้จะมีเพียงความเงียบงัน ไม่ได้ยินเสียงพูดคุยหรือแม้แต่ Madeleine ขับร้องเพลง ชวนให้นึกถึงนาทีแห่งความสงัดของ Bande à part (1964)

คำอธิบายงงๆของ Pierrot ไม่ใช่สิ! Paul เกี่ยวกับการลักขโมยรถ มันช่างฟังไม่รู้เรื่อง เพียงเสียงปืนดังขึ้นระหว่าง Madeleine กำลังให้สัมภาษณ์ และมีการอ้างอิงถึงภาพยนตร์เพิ่งออกฉาย Pierrot le Fou (1965) ที่เหลือก็ปล่อยให้ผู้ชมครุ่นคิดจินตนาการแต่พอสังเขป

แซว: ระหว่างให้สัมภาษณ์ Madeleine บอกว่าชื่นชอบ Bach ทั้งๆก่อนหน้านี้เธอแสดงความรำคาญบทเพลงที่ Paul เคยเปิดให้รับฟัง แต่นั่นอาจเป็นคีตกวีคลาสสิกคนเดียวที่รับรู้จักก็เลยตอบส่งๆไปเช่นนั้น

แซว2: และเธอยังยอมรับอย่างตรงไปตรงมา เรียกตนเองว่า Pepsi Generation … เอาจริงๆนี่คือชื่อแคมเปญโฆษณาของ Pepsi ในช่วงทศวรรษ 60s สำหรับเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ ดื่มแล้วเกิดความซ่าสะใจ

Who is the Pepsi Generation? Livelier, active people with a liking for Pepsi-Cola!

แล้วทุกสิ่งอย่างก็หวนกลับสู่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง Paul นั่งอยู่คาเฟ่เดิม มุมกล้องเดิม แต่คราวนี้คำพูดของเขาเป็นประโยคที่มีความลื่นไหล ฟังแล้วรู้สึกลื่นหู กอปรกับการร้อยเรียงภาพวิถีชีวิตผู้คนตามท้องถนน (ให้สอดคล้องกับสิ่งที่เขากำลังเอ่ยคำบรรยาย) คือการประมวลผล บทสรุป จากประสบการณ์ทั้งหมดที่พานผ่านมา

จะถือว่าคือสุนทรพจน์ของผกก. Godard ต่อทิศทางวันข้างหน้าของตนเอง ต่อจากนี้จะสรรค์สร้างภาพยนตร์ในรูปแบบลักษณะใด และนี่คือคำบอกใบ้ …

From January to March, I continued the opinion polls. Do vacuum cleaners sell? Do you like cheese in tubes? Do you read a lot? What’s a cadre? Do you like poetry? Winter sports? Short skirts? How do you react to an accident? If your lover left you for a black, would you mind? Do you know about the famine in India? Do you know what a Communist is? Do you use birth control pills or a thing in your vagina? Where do you live? What’s your salary? Why are society women more frigid than factory girls? Did you know there’s an Iraqi-Kurd war on?

Gradually, over these three months, I came to realize that these questions did not reflect but deformed the collective mentality. My lack of objectivity, even when unconscious, tended to provoke a predictable lack of sincerity in those I was polling. Unawares, I was deceiving them and being deceived by them. Why? Probably because polls and surveys quickly veer from their true goal, the observation of behavior, and instead insidiously go for value judgments. I discovered that the questions I would ask any French person expressed an ideology that reflects not present mores but those of the past. So I had to be on my guard. I used some random notions as guidelines:

A philosopher posits his conscience against opinion.
To have a conscience is to be open to the world.
To be faithful is to act as if time didn’t exist.
Wisdom would be to see life, truly see it. That would be wisdom.

โศกนาฎกรรมที่เกิดขึ้นกับ Paul ได้รับการบอกเล่าจาก Catherine-Isabelle และ Madeleine ระหว่างกำลังให้การกับตำรวจยังโรงพักแห่งหนึ่ง ทั้งสองมีภาษากายแสดงถึงความเศร้าโศกเสียใจอย่างชัดเจน แต่คำพูดออกมามีความแตกต่างอยู่เล็กน้อย

  • Catherine-Isabelle เพราะแอบรัก Paul เลยรู้สึกสูญเสียดาย กล่าวโทษ “A Stupid Accident” ช่างเป็นความตายที่สุดแสนงี่เง่า
  • Madeleine กลับพูดเหมือนคนไม่ยี่หร่าอะไร ครุ่นคิดจะทำแท้งทารกในครรภ์เสียด้วยซ้ำ แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจ

เกร็ด: ภาพโปสเตอร์ที่อยู่ด้านหลัง ช็อตของ Catherine-Isabelle พบเห็นข้อความ avec nous แปลว่า with us (สามารถสื่อถึงความเศร้าโศกเสียใจกับโศกนาฎกรรมนี้), แต่ช็อตของ Madeleine เห็นเพียงตัวอักษร Z (เหมือนไม่ยี่หร่าอะไรสักเท่าไหร่)

โศกนาฎกรรมของ Paul สามารถเปรียบเทียบในเชิงสัญลักษณ์ถึงผกก. Godard ตกลงมาจากตึกสูงก็ราวกับความมุ่งมั่นทะเยอทะยาน/Ego ที่พังทลาย หรือคือแนวทางสรรค์สร้างภาพยนตร์โดยมีพื้นฐานจากความสัมพันธ์ชาย-หญิง Godard-Karina ถึงคราจบสิ้นสุดลงไป ต่อจากนี้จักถือกำเนิดเริ่มต้นวิถีใหม่ ในทิศทางการเมืองที่เพิ่งตระหนักได้จาก Masculin Féminin (1966) นี้เอง!

ตอนเริ่มต้นเสียงผิวปากเพลงชาติฝรั่งเศส ปรากฎขึ้นพร้อมข้อความ MA → SCU → LIN → FÉMININ: 15 FAITS PRÉCIS สังเกตว่า MASCULIN จะมีถูกแบ่งแยกออกเป็นคำๆที่ไม่มีความหมายอะไร ผิดกับ FÉMININ รวมอยู่ในช็อตเดียวพร้อมสร้อยต่อท้าย 15 Specific Events (เพื่อสื่อถึงเรื่องราวทั้งหมดคือมุมมองที่แตกร้าวของบุรุษ ต่ออิสตรี)

ส่วนตอนจบปรากฎเพียงข้อความ FÉMININ (ไม่หลงเหลือ MASCULIN เพราะ Paul ดับดิ้นไปแล้ว) จากนั้นเสียงปืนดังปัง! หลงเหลือเพียง FIN (แปลว่า The End) นี่แอบล้อกับตอนกลางเรื่องที่ Robert บอกว่า Féminin ไม่ได้มาจากคำอะไร (ผิดกับ Masculin คือส่วนผสมของ Masque และ Cul) แต่มีส่วนผสม FIN จุดจบของหนังนี่เอง!

ตัดต่อโดย Agnès Guillemot (1931-2005) ขาประจำผู้กำกับ Jean-Luc Godard ร่วมงานกันตั้งแต่ Le petit soldat (1963) แต่ภาพยนตร์เรื่องแรกที่ออกฉายคือ A Woman Is a Woman (1961) จนถึงผลงานสิ้นสุดยุคสมัยแรก Week-end (1967)

แม้หนังนำเสนอผ่านมุมมองของ Paul แต่ก็ไม่ได้มีเรื่องราว เป้าหมาย ไคลน์แม็กซ์ เพียงวิถีชีวิตประจำวันดำเนินไป พูดคุยเพื่อนฝูง พรอดรักแฟนสาว สัมภาษณ์ทำงาน และแสดงออกทางการเมือง ว่าไปลักษณะคล้ายๆ Vivre Sa Vie (1962) มีการแบ่งออกเป็น 15 Faits Precis (15 Specific Events) บางครั้งไม่มีข้อความอะไรเลย บางครั้งขึ้นเพียงตัวเลข บางครั้งเป็นข้อความยาวๆ บางครั้งแทรกตอนกลางเรื่อง สองตอนติดก็มี (พยายามเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ)

  1. Masculin Féminin 15 Faits Precis
    • Paul ในคาเฟ่แห่งหนึ่ง แรกพบเจอ Madeleine ระหว่างกำลังพูดคุยสนทนา จู่ๆหญิงสาวโต๊ะข้างๆทะเลาะกับแฟนหนุ่ม แล้วหยิบปืนขึ้นมายิงอีกฝ่ายล้มลง
  2. ขึ้นข้อความตอนกลางเรื่อง
    Le travail humain (Human labor)
    ressuscite les choses (resurrects things)
    d’entre les morts (from the dead)
    • Paul เดินทางมาอีกคาเฟ่แห่งหนึ่ง พบเจอกับเพื่อนสนิท Robert พูดคุยประเด็นการเมือง ก่อนจบลงด้วยการขอน้ำตาลจากโต๊ะของหญิงสาว (เพื่อฉวยโอกาสเลื่อนมือผ่าน/จับหน้าอกของเธอ)
  3. 3
    • Paul ได้เข้าทำงานในสำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง แล้วดักรอ Madeleine หน้าห้องน้ำ เพื่อพูดคุย เกี้ยวพาราสี ชักชวนเธอออกเดทในค่ำคืนนี้
  4. 4 & 4A
    • Paul และ Robert นัดเดทกับ Madeleine และผองเพื่อน
    • Paul และ Robert ร่วมกันแสดงทัศนคติทางการเมือง ด้วยการทาสีข้อความ “Paix au Vietnam” (แปลว่า Peace in Vietnam) บนรถที่มีธงชาติอเมริกัน
  5. Le philosophe et le cinéaste ont en commun une certaine manière d’être, une certaine vue du monde, qui est celle d’une génération.
    แปลว่า The philosopher and the filmmaker have in common a certain way of being, a certain view of the world, which is that of a generation.
    • Paul และ Robert ระหว่างกำลังโดยสารรถไฟ สังเกตเห็นผู้โดยสารนั่งฝั่งตรงข้าม พูดคำข่มขู่หญิงสาว พยายามโน้มน้าว บีบบังคับ แล้วจู่ๆชักปืนออกมา
  6. Il ñ’y a plus qu’une femme (Noting left but a woman)
    et un homme (and a man)
    et un océan (and an ocean)
    de sang répandu (of spilled blood)
    และ
    La taupe est inconsciente, mais elle creuse la terre dans une direction déterminée
    แปลว่า The mole has no consciousness, yet it burrows in a specific direction
    • Elisabeth Choquet และ Catherine-Isabelle กำลังซุบซิบเรื่องของ Paul
    • วันออกซิงเกิ้ลแรกของ Madeleine แต่ Paul กลับเต็มไปด้วยความรุกรี้รุกรน พยายามจะสู่ขอแต่งงานยังคาเฟ่แห่งหนึ่ง แต่อะไรๆกลับไม่เต็มใจสักสิ่งอย่าง
    • สาวๆเต้นระบำอย่างสนุกสนาน เฉลิมฉลองความสำเร็จของซิงเกิ้ลแรก แต่ Paul กลับทำตัวน่าเบื่อหน่าย
    • พอพวกเธอจากไป Paul เข้าห้องอัดเสียง พูดระบายความรู้สึกทรวงใน เมื่อกลับออกมาถูกชายคนหนึ่งใช้มีดขู่ฆ่า ก่อนทิ่มแทงตนเองล้มลง
    • Paul พูดเล่าสิ่งต่างๆที่บังเกิดขึ้นกับ Robert ในร้านซักผ้า
  7. La pureté n’est pas (Purity is not)
    de ce monde (of this world)
    7
  8. mais (but)
    8
    Tous les dix ans, il y a sa lueur, son éclair (every ten years, it shines, it flashes)
    • สาวๆพูดคุยเรื่องการคุมกำเนิด
    • Paul รับประทานอาหารเย็น พร้อมพูดคุยเล่นกับ Catherine-Isabelle เรื่องคุมกำเนิด
    • หลังรับประทานเสร็จ Paul เปิดฟังเพลงคลาสสิก แต่มีเพียง Catherine-Isabelle ที่แสดงความสนใจ
    • ค่ำคืน Paul นอนบนอยู่เตียงเดียวกับ Madeleine และ Elisabeth 
  9. Sommeil qui parfois fermes les yeux de la douleur, dérobé-moi un moment à ma propre société
    แปลว่าSleep, which can shut the eyes of pain, conceal me a moment from myself
    • Paul สนทนากับ Catherine-Isabelle (เป็นฉากที่แสดงให้เห็นว่าทั้งสองแอบชื่นชอบพอกันและกัน)
  10. Dialogue avec un produit de consommation
    แปลว่า Dialogue with a consumer product
    • Paul สัมภาษณ์ Miss19
  11. 1965 → 196 → 19 → 9
    • Paul รับประทานอาหารกับ Elisabeth และ Madeleine
    • จากนั้นหนุ่มๆสาวๆเดินทางไปรับชมภาพยนตร์
    • ระหว่างการฉายหนัง Paul แวบออกไปเข้าห้องน้ำ เขียนข้อความบนประตู รวมถึงพ่นสีกำแพงตึก
  12. 12
    • Robert เกี้ยวพาราสี Catherine-Isabelle แต่เธอแสดงออกอย่างชัดเจนว่าให้ความสนใจ Paul มากกว่า
  13. Ce film pourrait s’appeler (This film could be called)
    Les enfants de marx et de coca-cola (The Children of Marx and Coca-Cola)
    Comprenne qui voudra (Understand what you will)
    • มีชายคนหนึ่งขอไม้ขีดไฟจาก Paul แล้วจู่ๆจุดไฟเผาตัวเอง
    • Paul และ Catherine-Isabelle เดินทางมายังสตูดิโออัดเสียง พบเห็น Madeleine กำลังทำบทเพลงใหม่
    • ขากลับมีนักข่าวพยายามสัมภาษณ์ Madeleine แล้วเธอทำเหมือน Paul เป็นแค่พนักงานขับรถ
  14. ไม่ขึ้นข้อความอะไร
    • Paul นั่งอยู่ในคาเฟ่แห่งหนึ่ง กำลังครุ่นคิดทบทวน ประมวลผล สรุปทุกสิ่งอย่างในชีวิต เขียนใส่สมุดจด
  15. 15
    • Catherine-Isabelle และ Madeleine ให้การกับตำรวจถึงอุบัติเหตุพลัดตกตึกของ Paul

สังเกตว่าช่วงท้ายๆของหลายๆตอน มักมีเหตุการณ์ความรุนแรง/ภาพบาดตาบาดใจบางอย่างเกิดขึ้นอย่างคาดไม่ถึง สร้างความตกตะลึงให้ตัวละครและผู้ชม (รวมถึงตอนสุดท้ายที่ 15 จบลงอย่างโศกนาฎกรรม) จะถือว่านั่นคือไคลน์แม็กซ์ก็ได้กระมัง (มันควรเรียกว่า Anti-Climax เสียมากกว่านะ)

แม้ Masculin Féminin (1966) จะมีการแบ่งแยกออกเป็นตอนๆเหมือน Vivre Sa Vie (1962) แต่ลูกเล่นที่หลากหลาย ปรับเปลี่ยนการนำเสนอไม่ให้ซ้ำแบบใคร นั่นทำให้ผู้ชมไม่สามารถจับต้องโครงสร้างเหล่านั้น (ทีแรกผมก็ไม่ได้สนใจ 15 ความจริงอะไรพวกนี้เลย เพิ่งมาสังเกตเห็นเอาตอนเริ่มเขียนบทความในส่วนนี้!) มนต์เสน่ห์ที่เคยมีมันเลยขาดหาย … นี่ทำให้ผมนึกคำพูดของใครสักคน “เสรีภาพมากเกินไป มันจะกลายเป็นไร้สาระ”

ในส่วนของลีลาการตัดต่อ ถ้าคุณเคยรับชมหลายๆผลงานก่อนหน้าของผกก. Godard ที่เต็มไปด้วยความน่าตื่นตาตื่นใจของ ‘jump cut’ มาเรื่องนี้ที่แทบไม่มีลูกเล่นอะไร มันทำให้รู้สึกเหมือนหมดไฟ สูญสิ้นเรี่ยวแรง ไร้ความกระตือรือล้น เหมือนคนใกล้จะขาดใจตาย แต่มันก็เป็นทิศทางดำเนินเรื่องที่สอดคล้องหลายๆองค์ประกอบของหนังเช่นกัน


สำหรับเพลงประกอบถือว่าได้แพ็กคู่จาก Chantal Goya โดยสามี Jean-Jacques Debout (เกิดปี 1940) นักร้อง/นักแต่งเพลง เกิดที่กรุง Paris, เมื่อตอนอายุ 15-16 มีโอกาสเข้าร่วมการแข่งขันร้องเพลง ทำการเรียบเรียงดนตรีและขับร้องเพลงของ Charles Trenet ซึ่งได้มาเป็นคณะกรรมการครั้งนั้น แล้วสร้างความประทับใจอย่างมากๆ จึงนำไปการฝากไว้กับศิลปิน Patachou เข้าร่วมเป็นคณะการแสดง Cabaret แต่ง-ร้องเพลงจนเริ่มมีชื่อเสียงจากการทำเพลงให้ชุดการแสดงของ Johnny Hallyday, ต่อด้วยเริ่มทำเพลงประกอบภาพยนตร์ D’où viens-tu Johnny? (1963), และโด่งดังจาก Masculin Féminin (1966)

หนังไม่มี Main Theme หรือ Recurring Theme ที่จะได้ยินซ้ำๆจนมักคุ้นหู ในส่วนของ Debout มีเพียงเพลงป็อป ‘yé-yé’ โดยภรรยา Goya เป็นผู้ขับร้องเท่านั้น! ส่วนอื่นๆของหนังจะเป็น Sound Effect และเพลงคลาสสิกของ Bach และ Mozart … นี่ก็เช่นเดียวกันที่ผกก. Godard พยายามทำลายสูตรสำเร็จจาก Vivre Sa Vie (1962) ที่ใช้บทเพลงเดียวของ Michel Legrand เปิดซ้ำๆจนสร้างความเสียวสะท้านทรวงใน

ในอัลบัมมีอยู่ทั้งหมด 6 บทเพลง แต่ผมขอเลือกมาแค่ 3 เพลงที่มีความสอดคล้องเรื่องราวขณะนั้นๆได้อย่างลงตัว, Laisse Moi แปลว่า Leave Me ในวันวางแผงซิงเกิ้ลแรกของ Madeleine แต่เช้าวันนั้น Paul กลับพาเธอมายังคาเฟ่แห่งหนึ่ง ท่าทางรุกรี้รุกรน เปลี่ยนโต๊ะนั่งครั้งแล้วครั้งเล่า อยากจะพูดสู่ขอแต่งงาน แต่มันใช่วันเวลาที่เหมาะสมเสียทีไหน … เมื่อบทเพลงนี้ดังขึ้น Leave Me! แสดงถึงความไม่พึงพอใจของหญิงสาว อย่าเพิ่งมายุ่งกับฉันตอนนี้

ต้นฉบับฝรั่งเศสคำแปลภาษาอังกฤษ
Laisse-moi oh je t’en supplie
Je ne suis pour toi qu’une amie
Laisse-moi continuer ma vie
Sans chagrin et sans ennui

Laisse-moi connaître le jour
De mon premier vrai grand amour
Laisse-moi découvrir enfin
Celui qui me tiendra la main

Avec toi toutes les filles pleurent
Avec toi je ne sais pas pourquoi
Avec toi j’en passerais des heures
À attendre le bruit de tes pas

Laisse-moi avec mes pensées
Je crois à la fidélité
Laisse-moi le temps de rêver
Laisse-moi le temps de m’amuser

Avec toi toutes les filles pleurent
Avec toi je ne sais pas pourquoi
Avec toi j’en passerais des heures
À attendre le bruit de tes pas

Laisse-moi oh je t’en supplie
Je ne suis pour toi qu’une amie
Laisse-moi continuer ma vie
Sans chagrin et sans ennui

Laisse-moi
Laisse-moi
Laisse-moi
Laisse-moi
Leave me alone, please,
I’m but a friend to you
Let me keep on living
without sadness or trouble

Let me live the day
when I meet my very first great love
Let me discover the one
who will finally hold my hand

Every girl cries because of you,
because of you I don’t know the reason why
I’d spend a lot of hours waiting
for the sound of your steps

Leave me alone with my thoughts,
I believe in faithfulness
Leave me some time to dream,
leave me some time to have fun

Every girl cries because of you,
because of you I don’t know the reason why
I’d spend a lot of hours waiting
for the sound of your steps

Leave me alone, please,
I’m but a friend to you
Let me keep on living
without sadness or trouble

Leave me alone,
leave me alone,
leave me alone,
leave me alone.

Tu M’as Trop Menti (แปลว่า You lied too much to me) ดังขึ้นหลังจาก Paul ทำการอัดเสียงระบายความรู้สึกทรวงใน ต่อความผิดหวังหลังจากสู่ขอ Madeleine ไม่สำเร็จ เลยรู้สึกเหมือนตนเองถูกทรยศหักหลัง ไม่อยากหลงเชื่อคำพูดพร่ำสัญญาอะไรใดๆอีกต่อไป

เกร็ด: เห็นว่าบทเพลงนี้ถูกนำมาใช้ประกอบภาพยนตร์ The French Dispatch (2021) แต่ผมยังไม่เคยรับชมเลยบอกไม่ได้ว่าฉากไหน

ต้นฉบับฝรั่งเศสคำแปลภาษาอังกฤษ
Je n’crois plus en tes promesses, tu m’as trop menti
Tu connaissais mon adresse, tu n’m’as pas écrit
Tu m’as fait trop de peine, quand tout au long des jours
J’attendais que revienne, l’écho d’un plus beau jour

Je n’crois plus en tes promesses, tu m’as trop menti
D’autres filles à ces promesses, ont déjà dit “oui”
T’amusant de mes larmes, versées pour cet amour
T’amusant de mon âme, tu me laisses à mes jours

Je n’crois plus en tes promesses, tu m’as trop menti
Je n’ai plus que la tristesse pour croire à la vie
Implorant l’existence, qu’un jour tu comprendras
Et pour ma délivrance, je pourrai croire en toi
Je pourrai croire en toi
I don’t believe in your promises anymore, you lied too much to me
You knew my address; you didn’t write to me
You made me too sad when I waited, all those days long,
for the echo of a more beautiful day

I don’t believe in your promises anymore, you lied too much to me
Other girls have already said yes to these same promises
While you have fun at the expense of my tears, wept because of this love
While you have fun at the expense of my soul, you leave me to my days

I don’t believe in your promises anymore, you lied too much to me
To believe in life anymore, I only have sadness
Imploring existence, which one day you will understand,
that for my liberation I’ll be able to believe in you
I’ll be able to believe in you

และบทเพลงในห้องอัดเสียงคือ D’abord Dis Moi Ton Nom (แปลว่า First, tell me your name) เนื้อคำร้องพยายามทำเป็นไม่รับรู้จักอีกฝั่งฝ่าย ซึ่งสะท้อนเหตุการณ์ที่ Madeleine พูดบอกกับนักข่าวที่มาสัมภาษณ์ แสร้งว่าเขาคือคนขับรถ เพื่อไม่ให้ตกเป็นข่าวซุบซิบนินทาในหน้าหนังสือพิมพ์

แต่การทำเช่นนั้นคือการสร้างภาพ(สาวโสด)ให้ตนเอง ไม่ยี่หร่าความสัมพันธ์กับ Paul แม้ขณะนั้นกำลังตั้งครรภ์อยู่ก็ตามที แถมหลังจากสูญเสียเขาไปก็พร้อมทำแท้ง ไม่ต้องการเอาลูกไว้เป็นภาระต่อตนเอง

ต้นฉบับฝรั่งเศสคำแปลภาษาอังกฤษ
D’abord dis-moi ton nom
Je te dirais le mien
Partons loin d’ici
Emmène-moi plus loin

Je ne veux pas qu’on sache
Que je t’ai recontrèe
Je ne veux pas qu’on dise
Que tu m’as embrassé

Si ma mère le savait
Je me ferais attraprée
Et mon frère où j’irais
Viendrait me surveiller

Alors tu comprendras
Que pour se retrouver
Il y a qu’au cinéma
Qu’on puisse se cacher

D’abord dis-moi ton nom
Je te dirais le mien
Partons loin d’ici
Nous parlerons plus loin

Je ne veux pas qu’on sache
Que je t’ai recontrée
Je ne veux pas qu’on dise
Qu’un jour je t’ai embrassée
First, tell me your name
I’ll tell you mine
But let’s get away from here
Take me far away

I don’t want anyone to know
That I met you
I don’t want anyone to say
That you kissed me

If my mom knew
I would get caught
And my brother
Would come keep an eye on me

So you’ll understand
That to meet each other again
There’s only the cinema
That we can hide in

First, tell me your name
I’ll tell you mine
Let’s get away from here
We’ll talk later

I don’t want anyone to know
That I met you
I don’t want anyone to say
That I kissed you one day

สิ่งที่โคตรน่าขบขันสุดๆของหนังก็คือ Paul บอกว่าตนเองชื่อชอบ (Johann Sebastian) Bach แต่เขากลับเปิดแผ่นเสียงบทเพลงของ Mozart: Clarinet Concerto In A major, K622, II. Adagio ใครเคยรับชมภาพยนตร์ Out of Africa (1985) น่าจะจดจำไม่รู้ลืมเลือน ฟังแล้วเสมือนล่องลอยอยู่กลางท้องทุ่งสะวันนา บนผืนแผ่นดินแดนทวีปแอฟริกา

แต่อย่างน้อยก็ไม่น่าขายหน้าเมื่อตอน Paul ผิวปากบทเพลง Bach: Harpsichord Concerto in D minor, BWV 1052, I. Allegro แต่แม้ต้นฉบับจะเป็น Harpsichord Concerto แต่ยุคสมัยนี้มักทำการบรรเลงเปียโน บางครั้งก็ไวโอลิน (เพราะเครื่อง Harpsichord ไม่ค่อยได้รับความนิยมเหมือนแต่เก่าก่อน)

แซว: จะว่าไปตอน Opening Credit ก็มีเสียงผิวปากเพลงชาติฝรั่งเศส La Marseillaise น่าจะโดยคนๆเดียวกันกระมัง

ใครมีความสามารถในการแยกแยะก็ลองรับฟังเปรียบเทียบกันดูนะครับ แต่ผมค่อนข้างอยากรู้ทีเดียวว่าใครเป็นคนผิวปาก ไม่น่าจะใช่ Jean-Pierre Léaud หรอกมั้งนะ

Masculin Féminin นำเสนอเรื่องราวชาย-หญิง (Masculin แปลว่า Male, Féminin แปลว่า Female) หนุ่ม-สาว ชาวฝรั่งเศส บันทึกภาพวิถีชีวิต ความครุ่นคิด โลกทัศนคติของวัยรุ่นช่วงทศวรรษ 60s เติบโตขึ้นในสังคมที่มีความแตกต่างขั้วตรงข้าม

ขณะที่บุรุษเพราะถูกบังคับให้ต้องเกณฑ์ทหารนานถึง 16 เดือน ประกอบการมีสงครามอะไรก็ไม่รู้เกิดขึ้นมากมาย ทำให้พวกเขารู้สึกสูญเสียเสรีภาพ เต็มไปด้วยความเก็บกดอัดอั้น เมื่อปลดประจำการออกมาเลยกลายเป็นคนเอ่อล้นด้วยอุดมการณ์(ทางการเมือง) ฝักใฝ่ลัทธิ Marxist ต่อต้านสังคม ระบอบทุนนิยม ทุกสิ่งอย่างที่ไร้ซึ่งความเป็นประชาธิปไตย! ใช้ชีวิตอย่างสุดเหวี่ยง คลุ้มบ้าคลั่ง ไม่หวาดเกรงกลัวความตาย … แต่นั่นทำให้พวกเขาอ่อนวัยไร้เดียงสากับหญิงสาว และเรื่องของความรัก เพียงต้องการเท่ห์ๆอย่างตัวละครในภาพยนตร์

หญิงสาวไม่ได้ต้องเกณฑ์ทหาร จึงยังเพลิดเพลินไปกับความเจริญทางวัตถุ รับอิทธิพลจากสหรัฐอเมริกา (Americanization) ลุ่มหลงใหลใน Coca-Cola (ตัวแทนโลกเสรีทุนนิยม) เต็มไปด้วยความเพ้อใฝ่ฝัน สนเพียงกระทำสิ่งตอบสนองความพึงพอใจ ตามเทรนด์แฟชั่นของยุคสมัย ไม่ยี่หร่ากับการมีชายคนรัก สังคม สงคราม การเมืองคืออะไรฉันไม่รับรู้จัก เบื่อหน่ายนักก็เปลี่ยนหาคนใหม่ ลูกในครรภ์แล้วไง … เรียกว่าหลงระเริงไปกับเสรีภาพของชีวิต หรือคือการกำลังมาถึงของแนวคิด Feminism

มันไม่ใช่ว่าผู้กำกับ Godard อยากทำการบันทึกประวัติศาสตร์ เก็บฝังทศวรรษ 60s ไว้ใน ‘Time Capsule’ หรอกนะครับ ผมวิเคราะห์ว่าเขากำลังมองหาเหตุผล เพราะอะไร? ทำไม Anna Karina ถึงครุ่นคิดทรยศหักหลังตนเอง? ภาพยนตร์เรื่องนี้พยายามนำเสนอคำตอบดังกล่าว คืออิทธิพลแวดล้อมรอบข้าง ทางสังคม การเมือง ประเทศชาติ และโลกเสรีทุนนิยม ทุกสรรพสิ่งอย่างล้วนหล่อหลอมให้ชาย-หญิง เติบโตขึ้นกลายเป็นปัจจุบัน

แซว: ผมครุ่นคิดถึงหนังสั้น L’opéra-mouffe (1958) แปลว่า Diary of a Pregnant Woman ของผู้กำกับ Agnès Varda ไม่เพียงบันทึกภาพ(เปลือย)ของตนเองระหว่างตั้งครรภ์ ยังแบกกล้องออกไปถ่ายทำตามท้องถนน บันทึกวิถีชีวิตผู้คน สำหรับเป็นหลักฐานว่าตนเองกำลังมีบุตรในช่วงเวลาที่สภาพสังคมรอบข้างกำลังดำเนินไปเช่นไร (และเพื่อให้บุตรสาวเติบโตขึ้นแล้วมีโอกาสรับรู้พบเห็น) … Masculin Féminin (1966) ก็สามารถมองในลักษณะคล้ายๆกันนั้น ผกก. Godard ทำการบันทึกสภาพสังคม วัยรุ่นทศวรรษ 60s ในช่วงเวลาเลิกราหย่าร้าง Anna Karina เพื่อค้นหาเหตุผลว่าเพราะอะไร? ทำไม? จากสิ่งที่เป็นปัจจัยแวดล้อมรอบข้าง

แน่นอนว่า Madeleine Zimmer คืออวตารของ Karina (ด้วยการโคลนภาพลักษณ์จาก Vivre Sa Vie (1962)) ขอข้ามมาช่วงท้ายที่เมื่อเธอเริ่มประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียง ให้สัมภาษณ์นักข่าวแล้วแสร้งว่าทำเป็นไม่รับรู้จัก และตอนจบบอกกับตำรวจว่าคงไม่เก็บเด็กในครรภ์ไว้ นั่นสร้างความ WTF ให้ผมยิ่งกว่าตอนแฟนหนุ่มตกตึกตายเสียอีก! นี่สะท้อนความครุ่นคิด โลกทัศนคติของคนยุคนั้นและปัจจุบันนี้ ได้ชัดเจนมากๆทีเดียว

สำหรับ Paul หลายคนอาจรู้สึกว่าไม่เห็นเหมือนผกก. Godard ตรงไหน? แต่เราต้องมองสภาวะทางอารมณ์/สภาพจิตใจของเขาขณะนั้น หลังจากหย่าร้างภรรยา Karina ตระหนักรับรู้ว่าไม่มีทางหวนกลับมาคืนดี ตัวละครนี้คือสภาพภายหลังอาการหมดสิ้นหวังอาลัย เหมือนเพิ่งพานผ่านการเกณฑ์ทหารมา 16 เดือน ชีวิตต่อจากนี้เลยล่องลอยเคว้งคว้าง ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง (โดยเฉพาะเรื่องจีบสาวคนใหม่) ขณะเดียวกันก็เริ่มตระหนักถึงปัญหาสังคม สิ่งต่างๆรอบข้างที่ส่งผลกระทบต่อผู้คน … หลังจาก Masculin Féminin (1966) ผกก. Godard ก็จักก้าวสู่ยุคสมัยภาพยนตร์แห่งการเมืองอย่างเต็มตัว!

ผมชื่นชอบชื่อ The Children of Marx and Coca-Cola ฟังดูน่าพิศวงหลงใหลกว่า Masculin Féminin เป็นไหนๆ ก็ไม่รู้ต่อรองโปรดิวเซอร์ไม่ได้หรืออย่างไร แต่คือความยียวนกวนบาทาสไตล์ Godardian แทรกข้อความบอกถึงชื่อที่อยากได้เอาดื้อๆแม้งเสียเลย

แม้เราสามารถแบ่งแยก Paul คือตัวแทนลัทธิ Marx ตรงกันข้ามกับ Madeleine ลุ่มหลงใหลใน Coca-Cola แต่ทั้งสองสิ่งกลับผสมผสานอยู่ในตัวคนเดียวของผู้กำกับ Godard และประเทศฝรั่งเศสยุคสมัยนั้น บ่อยครั้งเลยก่อเกิดการขัดแย้ง ความรุนแรง กระทำสิ่งไม่มีใครคาดคิดถึง (นั่นคือเหตุผลความคลุ้มบ้าคลั่งที่มักเกิดขึ้นช่วงไคลน์แม็กซ์ของแต่ละตอน) อย่างไรก็ดีนั่นมนุษย์ทุกคนต้องอดรนทน เพื่ออยู่ร่วมกันในสังคมให้จงได้ … คนเราคิดเห็นต่างเป็นเรื่องปกติ แต่การใช้กฎหมายเพื่อกำจัดผู้ไม่เห็นด้วยกับเรา นั่นคือสันดานของบุคคลไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์


เข้าฉายเทศกาลหนังเมือง Berlin แม้เสียงตอบรับจะก้ำๆกึ่งๆ แต่นักวิจารณ์ส่วนใหญ่ชื่นชมการแสดงของ Jean-Pierre Léaud เลยทำให้สามารถคว้ามาถึงสามรางวัล

  • Silver Bear: Best Actor (Jean-Pierre Léaud)
  • Youth Film Award: Best Feature Film Suitable for Young People
  • Interfilm Award – Honorable Mention

แม้จะไปคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมสำหรับเยาวชน แต่ในฝรั่งเศสกลับจัดเรต NC-18 คือห้ามบุคคลอายุต่ำกว่า 18 ปี! เพราะมีเนื้อหาเกี่ยวกับวัยรุ่น เพศสัมพันธ์ และพฤติกรรมที่สังคมสมัยนั้นยังยินยอมรับไม่ได้ … ผลลัพท์ทำให้มียอดจำหน่ายตั๋วเพียง 427,430 ใบ (แต่ก็ยังมากกว่า Bande à part (1964) อยู่เป็นเท่าๆตัว)

ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะ ‘digital restoraion’ คุณภาพ 4K ได้รับการตรวจอนุมัติโดยตากล้อง Willy Kurant สามารถหาซื้อ DVD/Blu-Ray หรือรับชมออนไลน์ได้ทาง Criterion Channel

ระหว่างการรับชม Masculin Féminin (1966) ผมค่อนข้างจะรู้สึกเบื่อหน่าย เหมือนมันไม่ใช่สไตล์ผกก. Godard แม้มีความละม้ายคล้าย Vivre Sa Vie (1962) แต่ก็ขาดความกะตือรือล้น ‘จิตวิญญาณ’ ในการสรรค์สร้างผลงานเรื่องนี้ แต่หลังจากเริ่มขบครุ่นคิดวิเคราะห์ พบเห็นอะไรหลายๆอย่างจากบทความนี้ จึงค่อนข้างจะชื่นชอบหลายๆแนวคิด โดยเฉพาะการบันทึกเก็บฝังช่วงเวลานั้นไว้ใน ‘Time Capsule’

นี่เป็นหนังที่เหมาะกับวัยรุ่นหนุ่ม-สาว ยุคสมัยนี้ผมว่าเรต 13+ ก็เพียงพอแล้วสำหรับการเรียนรู้ เปิดมุมมองโลกทัศน์ ค้นหาอัตลักษณ์ตัวตน ไม่ใช่แค่เรื่องรักๆใคร่ๆ เพศศึกษา ยังแนะนำให้หันมาสนใจสิ่งต่างๆรอบข้างกาย สังคม การเมือง รวมถึงความเป็นไปของโลกใบนี้ แนะนำโดยเฉพาะผู้ชื่นชอบหลงใหลฝรั่งเศสทศวรรษ 60s ภาพยนตร์เรื่องนี้คือ ‘Time Capsule’ ทรงคุณค่าอย่างยิ่งทางประวัติศาสตร์!

จัดเรต 13+ กับการสนทนาเรื่องเพศ และความรุนแรงที่จู่ๆบังเกิดขึ้น

คำโปรย | Masculin Féminin บันทึกภาพวัยรุ่นหนุ่ม-สาว ชาวฝรั่งเศส ในช่วงทศวรรษ 60s เก็บฝังไว้ในไทม์แคปซูล
คุณภาพ | ไทม์แคปซูล
ส่วนตัว | ชื่นชอบ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: